Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 3991 - 4020 of 4029

Full-Text Articles in Entire DC Network

การปรับแก้สีภาพถ่ายรอยโรคที่ผิวหนังด้วยการควบคุมสมดุลสีเทาโดยใช้แผ่นสีมาตรฐาน, วิศิษฏ์ สมบัติถาวรกุล Jan 2017

การปรับแก้สีภาพถ่ายรอยโรคที่ผิวหนังด้วยการควบคุมสมดุลสีเทาโดยใช้แผ่นสีมาตรฐาน, วิศิษฏ์ สมบัติถาวรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาอิทธิพลของการตั้งสมดุลแสงขาวในกล้องดิจิทัลต่อความแตกต่างสีภาพถ่ายรอยโรคผิวหนัง ศึกษาผลของการปรับแก้สีด้วยการควบคุมสมดุลสีเทาและศึกษาผลการวินิจฉัยของแพทย์ต่อความถูกต้องของสีภาพถ่ายรอยโรคผิวหนังที่ผ่านการปรับแก้สีด้วยการควบคุมสมดุลสีเทา กระบวนการวิจัยเริ่มจากสร้างแผ่นสีขึ้นตามแผ่นสีมาตรฐาน X-Rite ColorChecker Classic‎ เพื่อใช้เป็นสีอ้างอิง แล้วใช้กล้องดิจิทัลถ่ายภาพแผ่นสีอ้างอิงนี้โดยตั้งสมดุลแสงขาวแบบ อัตโนมัติ ฟลูออเรสเซนต์ เดย์ไลท์ แฟลช และกำหนดเอง ภายใต้แหล่งแสง 3 ชนิดคือ ฟลูออเรสเซนต์ แฟลชสตูดิโอ และริงแฟลช จากนั้นจึงวิเคราะห์ความแตกต่างสีที่ได้แล้วนำภาพทั้งหมดที่ได้มาปรับแก้สีด้วยการควบคุมสมดุลสีเทาโดยใช้แผ่นสีอ้างอิง หลังจากนั้นจึงหาค่าความแตกต่างสีระหว่างภาพก่อนปรับแก้สีกับหลังปรับแก้สี ต่อจากนั้นจึงถ่ายภาพรอยโรคผิวหนังคู่กับแผ่นสีอ้างอิงจำนวน 62 ภาพแล้วนำภาพที่ได้มาปรับแก้สีด้วยการควบคุมสมดุลสีเทาต่อจากนั้นให้แพทย์ผิวหนังประเมินภาพโดยมองจากจอคอมพิวเตอร์ที่คาริเบทแล้ว จากผลการทดลองการปรับตั้งสมดุลแสงขาวในกล้องเป็นแบบอัตโนมัติจะให้ผลดีที่สุดและเมื่อเปรียบเทียบกับการปรับแก้สีภาพถ่ายโดยการควบคุมสมดุลสีเทาแล้วพบว่าได้ค่าความแตกต่างสีเฉลี่ยก่อนปรับแก้เท่ากับ 4.08 หลังจากทำการปรับสมดุลสีเทาได้ค่าความแตกต่างสีเฉลี่ยเท่ากับ 3.67 และจากที่แพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่ประเมินภาพได้ให้คะแนนความถูกต้องของสีกับภาพที่ผ่านการปรับแก้สีด้วยการควบคุมสมดุลสีเทา 4.00 คะแนนและภาพที่ไม่ผ่านการปรับแก้สี 3.45 คะแนน


ความสามารถในการเข้าถึงด้านการมองเห็นในที่ทำการไปรษณีย์ของไทยสำหรับคนสายตาเลือนราง, อภิมุข ซุยยะกิจ Jan 2017

ความสามารถในการเข้าถึงด้านการมองเห็นในที่ทำการไปรษณีย์ของไทยสำหรับคนสายตาเลือนราง, อภิมุข ซุยยะกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กลุ่มคนสายตาเลือนรางมีการมองเห็นด้อยประสิทธิภาพกว่าคนสายตาปกติอย่างมาก ทำให้ขาดความสะดวกและความปลอดภัยในการทำกิจกรรมประจำวันทั้งภายในและภายนอกอาคาร งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหารูปแบบ ขนาด และสีของลูกศรบอกทิศทางที่เห็นได้ชัดและสื่อความหมายได้ชัดเจนสำหรับผู้ที่มีการมองเห็นเลือนราง เพื่อนำไปใช้ในที่ทำการไปรษณีย์ไทย งานวิจัยได้ออกแบบลูกศร 8 แบบ ให้ผู้สังเกตที่มีสายตาปกติสวมใส่แว่นตาจำลองการมองเห็นเลือนราง 3 ชนิด ได้แก่ การมองเห็นแบบลานสายตาแคบ (NV) ที่ให้ค่าลานสายตา 10 องศา การมองเห็นแบบตามัว (BL) และการมองเห็นเลือนรางเนื่องมาจากหลอดเลือดจอประสาทตาอุดตัน (OLS) ที่ให้ค่าสายตา 0.04 ขั้นแรกให้ผู้สังเกตจำนวน 20 คนเลือกแบบลูกศรที่สังเกตได้ชัดเจนและสื่อสารบอกทิศทางได้ดีที่สุด โดยได้ลูกศรแบบที่ 1 จากนั้นนำลูกศรที่ได้มาปรับการนำเสนอด้วยสีแดง สีเขียว สีน้ำเงินและสีเหลือง ตามที่ระบุในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสีและเครื่องหมายเพื่อความปลอดภัย เลขที่ มอก. 635-2554 และออกแบบให้เป็นพอสิทิฟ และเนกาทิฟ และนำไปหาขนาดที่เหมาะสมที่ทำให้คนสายตาเลือนรางทั้ง 3 แบบมองเห็นได้ชัดเจน พบว่ามีขนาด 5.5 องศาเมื่อมองห่างจากภาพลูกศร 1 เมตร จากนั้นเพิ่มจำนวนแบบโดยเพิ่มขอบเครื่องหมายลูกศรรวม 8 แบบให้ผู้สังเกตระบุทิศทางและบันทึกเวลาตอบสนอง ผลที่ได้ถูกนำไปจำลองวางบนภาพที่ถ่ายจากที่ทำการไปรษณีย์จริง ตรวจสอบระยะเวลาการตอบสนองของลูกศรเปรียบเทียบกันระหว่างในกลุ่มผู้สังเกตที่สายตามีความคมชัดน้อยกว่า 0.05 กับสายตาปกติที่สวมแว่นตาจำลอง และกลุ่มผู้สังเกตที่มีสายตาเลือนรางกับสายตาปกติที่สวมแว่นตาจำลอง ซึ่งพบว่าผู้สังเกตสายตาเลือนรางมีการตอบสนองต่อลูกศรไวกว่าผู้สังเกตสายตาปกติที่สวมแว่นตาจำลองและ ผู้สังเกตสายตามีความคมชัดน้อยกว่า 0.05 ตามลำดับ โดยผู้สังเกตสายตาเลือนรางตอบสนองต่อกลุ่มลูกศรสีน้ำเงินได้ดีกว่าลูกศรในกลุ่มสีอื่น


การใช้สารสกัดจากเปลือกแก้วมังกรแดง Hylocereus Polyrhizus ร่วมกับโซเดียมแลกเทตเพื่อการยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคและการยืดอายุการเก็บรักษาคัสตาร์ดครีม, ทรงพร คำคม Jan 2017

การใช้สารสกัดจากเปลือกแก้วมังกรแดง Hylocereus Polyrhizus ร่วมกับโซเดียมแลกเทตเพื่อการยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคและการยืดอายุการเก็บรักษาคัสตาร์ดครีม, ทรงพร คำคม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการใช้สารสกัดจากเปลือกแก้วมังกรแดงส่วน mesocarp ร่วมกับโซเดียมแลกเทตในการยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคและลดการเสื่อมเสียของคัสตาร์ดครีม โดยหาอัตราส่วนตัวทำละลายที่เหมาะสมในการสกัด ศึกษาสมบัติการต้านจุลินทรีย์ของสารสกัดที่ได้และของโซเดียมแลกเทต ประเมินการเสริมฤทธิ์ของสารผสม และประยุกต์ใช้เป็นสารต้านจุลินทรีย์ในคัสตาร์ดครีม วัดปริมาณเบต้าไซยานิน สารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด และองค์ประกอบทางเคมีในสารสกัดด้วยวิธี HPLC วัดสมบัติการต้านจุลินทรีย์ด้วยวิธี agar well diffusion วิเคราะห์ค่า minimum inhibitory concentrations (MIC) และ minimum bactericidal concentration (MBC) วิเคราะห์ค่าทางเคมี กายภาพและการเจริญของเชื้อผสม (culture cocktail) ที่เติมลงในคัสตาร์ดครีม จากการศึกษาพบว่าการใช้เอทานอลผสมกับน้ำที่อัตราส่วน 50:50 (v/v) ในการสกัดให้ปริมาณเบต้าไซยานินและสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดสูงที่สุด เท่ากับ 53.80±1.15 mg/ 100 g dry wt. และ 387.67±26.74 mgGAE/ 100 g dry wt. ตามลำดับ สารสกัดที่ได้ประกอบด้วย betacyanin, gallic acid, caffeic acid, ferulic acid, rutin และ pyrogallol มีฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ก่อโรคมาตรฐาน ได้แก่ Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Salmonella Typhimurium และ Escherichia coli มีค่าเฉลี่ยของเส้นผ่าศูนย์กลางของฤทธิ์ยับยั้ง (clear zone) อยู่ในช่วง 2.08±0.10-21.06±0.14 mm และมีค่า MIC และ MBC อยู่ในช่วง 7.81-15.63 mg/mL และ 15.63-250 mg/mL ตามลำดับ ฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ของโซเดียมแลกเทต มีค่า MIC และ MBC อยู่ในช่วง 1.88-7.5% และ 7.5- มากกว่า 30% ตามลำดับ …


การปรับปรุงเทคนิคการหาปริมาณเถ้าในถ่านหินบนสายพานด้วยวิธีเทคนิคส่งผ่านรังสีแกมมาสองพลังงาน, จอมพล ขุนธิวงศ์ Jan 2017

การปรับปรุงเทคนิคการหาปริมาณเถ้าในถ่านหินบนสายพานด้วยวิธีเทคนิคส่งผ่านรังสีแกมมาสองพลังงาน, จอมพล ขุนธิวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงเทคนิคการส่งผ่านรังสีแกมมาสองพลังงานสำหรับการหาปริมาณเถ้าในถ่านหินบนสายพานลำเลียง ซึ่งโดยทั่วไปเทคนิคนี้มักใช้รังสีแกมมาพลังงาน 59.6 keV จากต้นกำเนิดรังสีอะเมริเซียม-241 (241Am) รังสีแกมมาพลังงาน 356 keV จากต้นกำเนิดรังสีแบเรียม-133 (133Ba) และรังสีแกมมาพลังงาน 662 keV จากต้นกำเนิดรังสีซีเซียม-137 (137Cs) และใช้หัววัดรังสีแกมมาชนิดโซเดียมไอโอไดด์(ทัลเลียม) ในการวัดรังสีแกมมาที่ส่งผ่านตัวอย่าง แต่ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาถึงการนำหัววัดรังสีชนิดบิสมัสเจอร์มาเนต (BGO) มาใช้แทนหัววัดรังสีแกมมาชนิด NaI(Tl) เนื่องด้วยหัววัดรังสีชนิด BGO มีประสิทธิภาพการวัดรังสีแกมมาพลังงานรังสีสูงได้ดีกว่า ซึ่งผลการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพวัดรังสีแกมมาพลังงานดังกล่าวของหัววัดรังสีทั้งสองชนิด พบว่า หัววัดรังสีชนิด BGO ขนาด 2 นิ้ว x 2นิ้ว มีค่าประสิทธิภาพการวัดรังสีแกมมาพลังงาน 59.6 keV และ 662 keV 36.11% และ 11.04% ตามลำดับ เมื่อออกแบบระบบวัดให้มีคอลิเมเตอร์สองชั้นของตะกั่วและทองแดงขนาดรู 3 มม. ครอบหัววัดรังสี ทำให้ได้ค่าประสิทธิภาพการวัดรังสีนั้นเป็น 20.53% และ 10.49% ตามลำดับ หัววัดรังสีชนิด BGO มีข้อดีกว่าหัววัดรังสีชนิด NaI(Tl) ในเรื่องของการไม่ปรากฏ Iodine escape peak ในหัววัด ที่จะส่งผลรบกวนต่อการวัดรังสีระดับพลังงาน 59.6 keV ได้ และเมื่อทำการสร้างกราฟปรับเทียบจากความสัมพันธ์เชิงเส้นของอัตราส่วนฟังก์ชั่นล็อกของการวัดรังสีที่ผ่านตัวอย่างถ่านหินของรังสีแกมมาพลังงานต่ำต่อการวัดของรังสีแกมมาพลังงานสูง กับ ปริมาณเถ้าในถ่านหินที่ได้จากวิธีวิเคราะห์มาตรฐานทางเคมี ได้สมการเชิงเส้นของกราฟความสัมพันธ์ที่มีค่าแสดงความสัมพันธ์เชิงเส้นของการสอดคล้องกันดีของข้อมูล และโดยการแทนค่าในสมการเชิงเส้นของกราฟปรับเทียบนี้ทำให้สามารถวิเคราะห์ปริมาณเถ้าในตัวอย่างถ่านหินอื่นๆ จำนวน 6 ตัวอย่าง ได้จากการวัดรังสีแกมมาแบบส่งผ่านสองพลังงานที่พัฒนามานี้ และเมื่อเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ที่ได้กับผลการวิเคราะห์ทางเคมีนั้น มีค่าแตกต่างกันอยู่ในช่วงระหว่าง -12.76 ถึง +9.99


แง่มุมในข้อความความคิดเห็นออนไลน์ที่มีผลต่อการรับรู้ประโยชน์ในเว็บไซต์แนะนำร้านอาหาร, สาริทธิ์ บุญชูสนอง Jan 2017

แง่มุมในข้อความความคิดเห็นออนไลน์ที่มีผลต่อการรับรู้ประโยชน์ในเว็บไซต์แนะนำร้านอาหาร, สาริทธิ์ บุญชูสนอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาแง่มุมในข้อความความคิดเห็นออนไลน์ที่มีผลต่อการรับรู้ประโยชน์ของความคิดเห็นในเว็บไซต์แนะนำร้านอาหาร โดยใช้ข้อมูลความคิดเห็นออนไลน์ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากเว็บไซต์แนะนำร้านอาหารแห่งหนึ่ง จำนวน 20,000 ข้อความ ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาว่าจำนวนครั้งที่พบคำใน 5 แง่มุม คือ (1) รสชาติอาหาร (2) บริการ (3) บรรยากาศและการตกแต่งร้าน (4) ราคา และ (5) รายการอาหาร ส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์ของความคิดเห็นออนไลน์ในเว็บไซต์แนะนำร้านอาหารหรือไม่ รวมถึงสรุปเกี่ยวกับแง่มุมและระดับที่ส่งผลต่อการรับรู้ประโยชน์ของผู้อ่าน ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือ Unsupervised-Aspect-Extraction (github.com/ruidan/Unsupervised-Aspect-Extraction) ในการจัดกลุ่มคำในแต่ละแง่มุมและใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลการรับรู้ประโยชน์ของความคิดเห็นจำนวน 350 ความคิดเห็นจากหน่วยตัวอย่างจำนวน 117 คน ผลการวิจัยพบว่าแง่มุมในข้อความคิดเห็นออนไลน์ที่ศึกษามีผลต่อการรับรู้ประโยชน์ของความคิดเห็น โดยมีค่า p-value เท่ากับ 0.021 แต่อย่างไรก็ตามจำนวนคำในทั้ง 5 แง่มุมยังอธิบายการรับรู้ประโยชน์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร และมีเพียงตัวแปรเดียวคือ จำนวนครั้งที่พบคำในแง่มุมรสชาติอาหารในความคิดเห็นออนไลน์ที่มีผลต่อการรับรู้ประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือมีค่า p-value เท่ากับ 0.008


พฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษาระดับปริญญาตรีบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย, ณัชชารีย์ ชัยศิริจิรสิน Jan 2017

พฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษาระดับปริญญาตรีบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย, ณัชชารีย์ ชัยศิริจิรสิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาอยู่ในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย โดยการศึกษาปัจจัยด้านทัศนคติและความตระหนักทางการอนุรักษ์ที่มีผลต่อพฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล ศึกษาโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษา 800 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาแสดงผลในรูปแบบอัตราร้อยละ ใช้สถิติการอนุมานในการทดสอบสมมติฐานโดยการวิเคราะห์ปัจจัย (Factor analysis) และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยอนุรักษ์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีต่อพฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลโดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า (1) นักศึกษาต่างเพศ ต่างชั้นปี และต่างสาขาวิชามีพฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลไม่แตกต่างกัน และ (2) พฤติกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปัจจัยอนุรักษ์ เช่น ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล การรับข่าวสารจากสื่อมวลชนและสื่อเฉพาะกิจ การเห็นแบบอย่าง รวมทั้งทัศนคติและความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลของนักศึกษา


การปฏิรูปกฎหมายเงินบริจาคพรรคการเมือง : เปรียบเทียบไทยกับญี่ปุ่น, พงศกร ยาห้องกาศ Jan 2017

การปฏิรูปกฎหมายเงินบริจาคพรรคการเมือง : เปรียบเทียบไทยกับญี่ปุ่น, พงศกร ยาห้องกาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการปฏิรูปกฎหมายเงินบริจาคแก่พรรคการเมืองระหว่างไทยกับญี่ปุ่นใน 3 ประเด็น ได้แก่ (1) เป้าหมายและกระบวนการ (2) มาตรการที่ใช้ (3) ผลลัพธ์ โดยใช้การศึกษาเชิงคุณภาพที่อาศัยการวิเคราะห์เอกสารเป็นหลักและสนับสนุนด้วยข้อมูลสถิติเงินบริจาคแก่พรรคการเมือง หน่วยศึกษา ได้แก่ กฎหมายควบคุมเงินบริจาคและข้อมูลเงินบริจาคของพรรคการเมืองในปีที่มีการเลือกตั้งทั่วไป ผลการศึกษาพบว่า (1) ไทยและญี่ปุ่นกำหนดเป้าหมายในการปฏิรูปต่างกัน โดยการปฏิรูปของไทยต้องการสร้างความโปร่งใสและลดอิทธิพลของกลุ่มทุน ในขณะที่ญี่ปุ่นต้องการลดปริมาณเงินโดยรวมของการเลือกตั้ง ด้านกระบวนการพบว่า การปฏิรูปของไทยมีตัวแสดงที่มีส่วนร่วมน้อย โดยมักเป็นการตกลงระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในขณะที่ญี่ปุ่นมีการต่อรองระหว่างกลุ่มการเมืองหลายกลุ่ม (2) มาตรการควบคุมของไทยขาดความรอบคอบ แม้ว่าจะใช้การผสมผสานกันหลายมาตรการแต่ยังคงมีช่องว่างและไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ส่วนมาตรการของญี่ปุ่นนั้นมีความรัดกุมและชัดเจน (3) ไทยและญี่ปุ่นประสบปัญหาการควบคุมเงินบริจาค โดยสาเหตุของไทยเกิดจากช่องว่างของกฎหมายและการขาดความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายส่วนญี่ปุ่นเกิดจากขาดการควบคุมองค์กรจัดการเงินทุนและองค์กรโคเอ็นไกซึ่งทำให้นักการเมืองเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริจาคในตลาดมืด


การแปลงเว็บแอปพลิเคชันบนพื้นฐานจาวาสคริปต์ให้เป็นเดสก์ท็อปข้ามแพลตฟอร์มด้วยอิเล็กตรอน, กิตติ เกร็ดพัฒนกุล Jan 2017

การแปลงเว็บแอปพลิเคชันบนพื้นฐานจาวาสคริปต์ให้เป็นเดสก์ท็อปข้ามแพลตฟอร์มด้วยอิเล็กตรอน, กิตติ เกร็ดพัฒนกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีหลายแนวทางได้เกิดขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนแอปพลิเคชันที่มีอยู่ไปสู่โปรแกรมที่มีฐานร่วมกัน ในบรรดาแนวทางต่างๆ อิเล็กตรอนเป็นกรอบงานหนึ่งที่แพร่หลายรู้จักกันดีสำหรับนักพัฒนาเว็บเพื่อใช้สร้างเดสก์ท็อปแอปลิเคชันข้ามแพลตฟอร์ม ด้วยเว็บเทคโนโลยีต่างๆ ที่คุ้นเคย ได้แก่ เอชทีเอ็มแอล ซีเอสเอส และจาวาสคริปต์ งานวิจัยนี้จึงได้นำเสนอแนวทางสำหรับการแปลงเว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาด้วยจาวาสคริปต์ให้เป็นเดสก์ท็อปแอปพลิเคชันที่สามารถประมวลผลได้บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ แม็คโอเอส และลินุกซ์ เดสก์ท็อปแอปพลิเคชันที่เป็นผลลัพธ์จากการแปลงจะยังคงประกอบด้วยซอร์สโค้ดชุดเดิมที่สามารถพัฒนาได้ต่อไป


เครื่องมือประเมินความสามารถในการใช้งานเชิงฮิวริสติกสำหรับแอปพลิเคชันแอนดรอยด์, ขวัญดี เพชรากานต์ Jan 2017

เครื่องมือประเมินความสามารถในการใช้งานเชิงฮิวริสติกสำหรับแอปพลิเคชันแอนดรอยด์, ขวัญดี เพชรากานต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประเมินความสามารถในการใช้งานแอปพลิเคชันโดยใช้วิธีการประเมินเชิงฮิวริสติกเป็นวิธีการประเมินความสามารถในการใช้งานส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถดำเนินการประเมินได้ง่ายและค่าใช้จ่ายไม่สูงเมื่อเทียบกับวิธีประเมินแบบอื่น โดยการประเมินจะให้ผู้ประเมินทำการเปรียบเทียบการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ในแต่ละหน้าจอของแอปพลิเคชันกับหลักการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้หรือฮิวริสติก การประเมินจึงขึ้นกับการพิจารณาและประสบการณ์ในการออกแบบที่ผ่านมาของผู้ประเมินว่าสามารถตรวจพบข้อผิดพลาดในการออกแบบหรือไม่ อีกทั้งยังมีรายการประเมินตามฮิวริสติกในการออกแบบโดยต้องตรวจสอบเป็นจำนวนมาก ทำให้การประเมินทำได้ไม่ง่าย งานวิจัยนี้จึงนำเสนอการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยผู้ประเมินความสามารถในการใช้งานของส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ของแอปพลิเคชันสำหรับอุปกรณ์พกพาบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ในการตรวจสอบรายการประเมินการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้จากโค้ดของแอปพลิเคชันและรายงานข้อผิดพลาดในการออกแบบที่พบ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการประเมินเชิงฮิวริสติกเป็นการประเมินที่ต้องทำโดยอาศัยผู้ประเมิน ผู้วิจัยจึงได้เลือกรายการประเมินจำนวน 19 รายการ ที่ไม่ต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้สึกของผู้ประเมิน และสามารถตรวจสอบได้อย่างอัตโนมัติมาพัฒนาเครื่องมือ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประเมินในการตรวจสอบความสามารถในการใช้งานส่วนต่อประสานกับผู้ใช้เทียบกับรายการประเมินบางส่วนได้ จากการทดสอบการประเมินส่วนต่อประสานผู้ใช้ของ 3 แอปพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ตามรายการประเมิน 19 รายการดังกล่าว พบว่าค่าเฉลี่ยของจำนวนจุดที่พบข้อผิดพลาดในการออกแบบเมื่อประเมินโดยใช้เครื่องมือ มีค่ามากกว่าเมื่อประเมินโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้และกลุ่มนักพัฒนาแอปพลิเคชันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 นอกจากนี้เครื่องมือยังช่วยลดเวลาในการประเมินและสามารถตรวจสอบข้อผิดพลาดในการออกแบบที่ผู้ประเมินทั้งสองกลุ่มตรวจไม่พบได้


การจำแนกคุณภาพการใช้งานและปัญหาของเกมแอ็คชัน จากบทวิจารณ์ของผู้ใช้ด้วยการทำเหมืองข้อความ, อตินัติ์ วัฒนบุรานนท์ Jan 2017

การจำแนกคุณภาพการใช้งานและปัญหาของเกมแอ็คชัน จากบทวิจารณ์ของผู้ใช้ด้วยการทำเหมืองข้อความ, อตินัติ์ วัฒนบุรานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ข้อมูลความคิดเห็นของผู้ใช้ที่มีต่อเกมคือบทวิจารณ์เกมที่ปรากฏบนเว็บไซต์ต่างๆ จากผู้ใช้เกม สามารถระบุถึงความพึงพอใจของผู้ใช้ในการใช้ซอฟต์แวร์เกม และนำมาช่วยในการระบุความต้องการเชิงคุณภาพของซอฟต์แวร์เกม อย่างไรก็ตามบทวิจารณ์เกมจากผู้ใช้เกมนั้นมีจำนวนมากตามความนิยมของเกม รวมทั้งมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นภาษาธรรมชาติ ซึ่งมีความแตกต่างกันตามแต่ลักษณะการเขียนของผู้เขียนบทวิจารณ์ มักไม่มีการสรุปว่าเป็นประโยคที่กล่าวถึงประเภทของคุณภาพและปัญหาของเกมในเรื่องใด และมีความคิดเห็นเป็นเชิงบวกหรือเชิงลบ การที่จะจำแนกประโยคจากบทวิจารณ์เกมในด้านคุณภาพและปัญหาจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรด้านมนุษย์และเวลา งานวิทยานิพนธ์นี้จึงเสนอวิธีการจำแนกประโยคของบทวิจารณ์เกมแอ็คชันด้วยวิธีการทำเหมืองข้อความ ซึ่งบทวิจารณ์เกมประเภทแอ็คชันได้ถูกเลือกมาใช้เพราะเกมแอ็คชันเป็นประเภทของเกมที่ได้รับความนิยมสูง โดยงานวิทยานิพนธ์นี้แบ่งเป็น 5 ขั้นตอนคือ 1) การระบุและนิยามปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของเกมและปัญหาของเกม 2) การสร้างคลังคำศัพท์ของปัจจัยที่นิยามไว้ด้วย การสกัดคำอธิบายการระบุและนิยามปัจจัย การสกัดจากบทวิจารณ์เกม และการใช้เครื่องมือเวิร์ดเน็ตในการขยายคลังคำศัพท์ 3) การวิเคราะห์เพื่อจำแนกประโยคของบทวิจารณ์ทั้งในด้านความคิดเห็นเชิงบวกและเชิงลบ และด้านปัจจัยที่นิยามไว้ 4) การพัฒนาเครื่องมือตามแนวคิดที่นำเสนอ 5) การประเมินประสิทธิผลของเครื่องมือด้วยการทดลองจากการคำนวณค่าความแม่นยำ โดยการตรวจสอบการจำแนกประโยคของบทวิจารณ์เกมโดยเครื่องมือเปรียบเทียบกับการจำแนกโดยผู้เชี่ยวชาญ ประสิทธิผลของเครื่องมือในการจำแนกได้เหมือนกันทั้งหมดกับผู้เชี่ยวชาญในรูปของค่าความแม่นยำเฉลี่ย ของการจำแนกความคิดเห็นเชิงบวกและเชิงลบมีค่าร้อยละ 59.51 ของการจำแนกปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของเกมและปัญหาของเกมมีค่าร้อยละ 64.46 และ 81.01 ตามลำดับ


การประเมินประสิทธิภาพของเทคนิคการรังวัดดาวเทียมแบบจลน์โดยอาศัยเครือข่ายสถานี Gnss แบบต่างๆ ในประเทศไทย, สมเกียรติ ทิพย์สุมณฑา Jan 2017

การประเมินประสิทธิภาพของเทคนิคการรังวัดดาวเทียมแบบจลน์โดยอาศัยเครือข่ายสถานี Gnss แบบต่างๆ ในประเทศไทย, สมเกียรติ ทิพย์สุมณฑา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันการรังวัดดาวเทียมจีเอ็นเอสเอสหรือ GNSS (Global Navigation Satellite System) ได้ใช้กันอย่างกว้างขวางในประเทศไทย การรังวัดแบบจลน์หรือ RTK (Real Time Kinematic) ซึ่งให้ความถูกต้องอยู่ในระดับเซนติเมตรและต้องการเวลาในการรังวัดในสนามไม่นาน อย่างไรก็ตามการรังวัดแบบ RTK ยังมีข้อจำกัดอยู่ (ระยะทางจากสถานีฐานโดยปกติน้อยกว่า 20 ก.ม.) การรังวัดแบบจลน์โดยอาศัยระบบเครือข่ายหรือ NRTK (Network-based Real Time Kinematic) ได้ถูกพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยทั่วไป NRTK มีอยู่ 4 แนวคิด ยกตัวอย่างเช่น Virtual Reference Station (VRS), Flächen Korrektur Parameter (FKP), Master Auxiliary Concept (MAX) และ Individualized MAX (i-MAX) ในประเทศไทยยังไม่เคยมีการประเมินประสิทธิภาพระบบเครือข่ายทั้ง 4 ระบบนี้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ทดสอบทั้ง 4 ระบบนี้โดยใช้ซอฟต์แวร์ SpiderNet โดยทำการทดสอบที่สถานี DPT9 และ GISTDA ตั้งรับสัญญาณนาน 1 วันและทำการรับสัญญาณแบบมีการเคลื่อนที่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ละระบบเครือข่ายที่ทำการทดสอบมีความยาวของเส้นฐาน 2 ขนาด ได้แก่ 20 – 50 และ 40 – 60 กิโลเมตร ผลการทดสอบที่สถานี DPT9 และ GISTDA พบว่าจำนวนพิกัดที่อยู่ในโหมด Fixed Solution ทั้ง 2 เครือข่ายมีค่ามากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ทั้งหมดและเปรียบเทียบผลกับการรับสัญญาณแบบ Static พบว่าระบบ VRS ให้ความถูกต้องและความแม่นยำมากที่สุดสำหรับผลการทดสอบจากการรับสัญญาณแบบมีการเคลื่อนที่พบว่าระบบ MAX ให้ผลค่าพิกัดที่อยู่ในโหมด Fixed Solution โดยเฉลี่ยมากที่สุดจากทั้งสองเครือข่าย


การย่อยสลายของวัสดุภาชนะบรรจุอาหารแบบใช้แล้วทิ้งในหลุมฝังกลบที่รับขยะเศษอาหาร, ปาณิศา ศิริบุรมย์ Jan 2017

การย่อยสลายของวัสดุภาชนะบรรจุอาหารแบบใช้แล้วทิ้งในหลุมฝังกลบที่รับขยะเศษอาหาร, ปาณิศา ศิริบุรมย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาการย่อยสลายของวัสดุที่ใช้ทำภาชนะบรรจุอาหารแบบใช้แล้วทิ้งในสภาวะมีและไร้ออกซิเจนในช่วงเวลา 90 วัน รวมถึงผลการสลายตัวของวัสดุดังกล่าวต่อกระบวนการภายในถังปฏิกรณ์หลุมฝังกลบ ในช่วงเวลา 120 วัน แบ่งการทดลองออกเป็น 4 ชุด ได้แก่ ชุดควบคุม ชุดวัสดุกระดาษ ชุดวัสดุพอลิสไตรีนโฟม และชุดวัสดุพลาสติกชีวภาพชนิดพีแอลเอ โดยทำการหมักร่วมกับขยะเศษอาหาร ผลการศึกษาพบว่าการสูญเสียน้ำหนักเป็นตัวชี้วัดที่สามารถใช้เปรียบเทียบการย่อยสลายในสภาวะมีและไร้ออกซิเจนของวัสดุกระดาษและวัสดุพลาสติกชีวภาพพีแอลเอได้ โดยกระดาษมีการสูญเสียน้ำหนักใกล้เคียงกันในทั้งสองสภาวะ ค่าสัมประสิทธิ์การย่อยสลายของกระดาษ (K) เท่ากับ 0.005 และ 0.003 ต่อสัปดาห์ ในสภาวะมีออกซิเจนและไร้ออกซิเจนตามลำดับ ส่วนพีแอลเอเกิดการสูญเสียน้ำหนักในปริมาณและความเร็วที่ใกล้เคียงกันในทั้งสองสภาวะโดยสัมประสิทธิ์การย่อยสลาย (K) ของสภาวะมีและไร้ออกซิเจนเท่ากับ 0.0006 และ 0.0007 ต่อสัปดาห์ตามลำดับ ส่วนโฟมไม่สามารถหาค่าสัมประสิทธิ์การย่อยสลายของวัสดุพอลิสไตรีนโฟม (K) ได้ เนื่องจากข้อมูลมีความแปรปรวนสูง จากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ สำหรับลักษณะทางกายภาพพบว่าการเสียหายของวัสดุโฟมในสภาวะมีออกซิเจนมากจากความเข้มข้นของกรดอินทรีย์ที่สูงกว่าสภาวะไร้ออกซิเจนถึง 4 เท่า โดยกรดอินทรีย์มีผลต่อความคงทนของพอลิสไตรีน สำหรับผลการศึกษาของวัสดุต่างๆต่อกระบวนการภายในถังปฏิกรณ์หลุมฝังกลบพบว่าประเภทวัสดุส่งผลต่อการยุบตัวของขยะ สมบัติน้ำชะ และการเกิดแก๊สชีวภาพ โดยถังชุดควบคุมเกิดการยุบตัวมากที่สุดตามด้วยถังชุดวัสดุกระดาษ ถังชุดวัสดุพอลิสไตรีนโฟม และถังชุดพลาสติกชีวภาพพีแอลเอที่ร้อยละ 43.42 40.79 34.29 และ 26.07 ตามลำดับ สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่คงค้างในถังโดยในชุดควบคุมน้อยที่สุด ทั้งนี้พบว่าการกระจายน้ำส่งผลต่อการย่อยสลายในหลุมฝังกลบโดยถังที่มีวัสดุบรรจุอยู่เกิดการย่อยสลายได้ช้ากว่าและมีปริมาณน้ำคงค้างสูงกว่า ส่วนผลการย่อยสลายต่อชี้วัดของน้ำชะขยะและแก๊สชีวภาพพบว่าวัสดุมีผลโดยอ้อมกล่าวคือวัสดุสามารถขัดขวางการไหลของน้ำทำให้การกระจายน้ำต่ำ และปฏิกิริยาการย่อยเกิดได้ไม่เป็นไปตามทฤษฎี


การผลิตโปรตีเอสจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรโดย Bacillus Pumilus, พัชราภรณ์ การงาน Jan 2016

การผลิตโปรตีเอสจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรโดย Bacillus Pumilus, พัชราภรณ์ การงาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โปรตีเอสเป็นเอนไซม์ที่เร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายโปรตีนให้เป็นกรดอะมิโน และเปปไทด์สายสั้นๆ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบำบัดน้ำเสียที่มีโปรตีนนมสูงจากร้านกาแฟได้ ซึ่งแบคทีเรียในสกุล Bacillus เป็นแบคทีเรียที่ผลิตโปรติเอสได้ดี โดย Bacillus pumilus มีความสามารถในการผลิตโปรติเอสปริมาณสูง ซึ่งคัดแยกได้จากบ่อน้ำพุร้อนทางภาคเหนือของประเทศไทย วิทยานิพนธ์นี้สนใจการผลิตโปรตีเอสจาก B. pumilus และศึกษาปัจจัยของแหล่งคาร์บอน และไนโตรเจน รวมถึงภาวะที่เหมาะสมต่อการผลิตโปรติเอส การผลิตโปรติเอสจาก B. pumilus มีค่ากิจกรรมของเอนไซม์โปรติเอสสูงที่สุด เท่ากับ 2.545 ยูนิตต่อมิลลิลิตร โดยเลี้ยงในอาหารสำหรับผลิตโปรติเอสประกอบด้วย 1 เปอร์เซ็นต์ โมลาส 1 เปอร์เซ็นต์ รำข้าว ภาวะในการเลี้ยงที่เหมาะสม คือ ค่าความเป็นกรด-ด่างเริ่มต้นในการเลี้ยงเท่ากับ 8.0 บ่มที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ความเร็วรอบ 250 รอบต่อนาที เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ราคาอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับการผลิตโปรติเอส ดังนั้นการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นแหล่งอาหารเลี้ยงเชื้อ เป็นการลดต้นทุนในการผลิตโปรตีเอส จึงเหมาะกับการนำไปประยุกต์ใช้ในระดับอุตสาหกรรม และการประยุกต์ใช้ในการบำบัดน้ำเสีย


Screening And Characterization Of Polyhydroxyalkanoates (Phas) From Cyanobacteria Utilizing Organic Carbon, Somchai Tarawat Jan 2016

Screening And Characterization Of Polyhydroxyalkanoates (Phas) From Cyanobacteria Utilizing Organic Carbon, Somchai Tarawat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Polyhydroxyalkanoates (PHAs) are a group of biodegradable plastic. These biopolymers are environmentally friendly because they can be decomposed by microorganisms. PHAs production is also renewable and sustainable. There are many types of PHAs. This thesis aimed to screen for Thailand-isolated cyanobacterial strains that can produce two types of PHAs: the homopolymer poly(3-hydroxybutyrate) (PHB) and the heteropolymer poly(3-hydroxybutyrate-co-3-hydroxyvalerate) (PHBV). Cells were cultured under the heterotrophic condition (nitrogen deprivation with 0.4% w/v acetate supply in the dark). PHB contents in cyanobacteria were determined using high performance liquid chromatography. From 135 strains accounting for 26 genera, 9 strains accumulated PHB at the levels …


การลดของเสียในกระบวนการผลิตอุปกรณ์ส่งและรับสัญญาณ, กนกวรรณ บุญฤทธิ์ศักดิ์ Jan 2016

การลดของเสียในกระบวนการผลิตอุปกรณ์ส่งและรับสัญญาณ, กนกวรรณ บุญฤทธิ์ศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณของเสียอุปกรณ์ส่งและรับสัญญาณทางแสงที่เกิดจากค่าแรงเฉือนของการยึดติดระหว่างชิ้นส่วนเลนส์บนแผ่นประกอบวงจรไฟฟ้าชนิดยืดหยุ่น (FPCBA: Flexible Printed Circuit Board Assembly) ซึ่งมีกระบวนการผลิตเริ่มจาก (1) นำแผ่นประกอบวงจรไฟฟ้าชนิดยืดหยุ่น (FPCBA) ที่ผ่านการประกอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์แล้วมาทำความสะอาด (2) หยอดกาวชนิด Urethane Acrylate (UA) จำนวน 8 ตำแหน่งบนแผ่น FPCBA (3) ยิงและอบด้วยแสงยูวี (4) หยอดกาวชนิดEpoxyสีดำ (5) อบด้วยความร้อน ดำเนินการวิเคราะห์หาสาเหตุโดย (1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าแรงเฉือนที่ได้กับจำนวนการเกิดสีขาวขุ่นของกาวUA บนแผ่น FPCBA (2) ตรวจสอบลักษณะข้อบกพร่องของการยึดติดกาวด้วยกล้องจุลทรรศน์เล็กตรอนแบบส่องกราด (3) วิเคราะห์องค์ประกอบของชนิดคราบกาวและตรวจหาหมู่ฟังก์ชันด้วยเครื่อง FTIR (Fourier Transform Infrared Spectrometer) (4) วิเคราะห์หาขั้นตอนที่ทำให้เกิดของเสีย โดยพิจารณาจากขั้นตอนท้ายไปหน้า (5) ดำเนินการปรับปรุง ผลการศึกษาพบว่า 1) ค่าแรงเฉือนมีค่าลดลงเมื่อมีจำนวนตำแหน่งของกาวUA เปลี่ยนสีจากใสเป็นขาวขุ่นมากขึ้น 2) ลักษณะของเสียกาวUAขาวขุ่นเกิดขึ้นที่ขั้นตอนการทำความสะอาด โดยวิธีทำความสะอาดของพนักงานมีอิทธิพลมากที่สุด ซึ่งลักษณะของเสียกาวUA ขาวขุ่นเกิดจากกาวUA ที่ไม่ยึดติดบน FPCBA ซึ่งเกิดจากการทำความสะอาดที่ไม่เพียงพอ 3) ระยะทางในการทำความสะอาดต่อก้านสำลีและการทำซ้ำที่ใช้เช็ดทำความสะอาด ส่งผลต่อการเกิดกาวUAขาวขุ่น 4) การใช้สารระเหยทำความสะอาดชิ้นงานชนิด IPA (Isopropyl Alcohol) ที่มีจุดเดือด 82.6°C ซึ่งใกล้เคียงกับอุณหภูมิที่ใช้ในขั้นตอนการอบชิ้นงานเท่ากับ90±5°C ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย เป็นสาเหตุให้กาวUA เปลี่ยนสีจากใสเป็นขาวขุ่น เนื่องจากไอระเหยที่ไล่ออกไม่หมด 5) การใช้สารระเหยชนิดเมธนอล (Methanol) ที่มีจุดเดือด 64.7°C ทดแทน IPA พบว่าของเสียจากกาวUA ขาวขุ่นลดลงจากเดิมก่อนศึกษา 33% เป็น 7% และไม่เกิดกาวขาวขุ่นอีกเลย ตามลำดับ


การพัฒนาการเตรียมตัวอย่างแบบง่ายสำหรับการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์และการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาโดยวิธี High-Throughput Sequencing, อุกฤษฏ์ ทองภูมิ Jan 2016

การพัฒนาการเตรียมตัวอย่างแบบง่ายสำหรับการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์และการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาโดยวิธี High-Throughput Sequencing, อุกฤษฏ์ ทองภูมิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาในกลุ่ม high risk genotype แต่สามารถพบการติดเชื้อในกลุ่ม low risk genotype ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกด้วย ซึ่งเทคนิคที่ใช้ในปัจจุบันไม่สามารถตรวจพบได้ ในขณะที่เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงอย่าง high-throughput sequencing สามารถตรวจพบสายพันธุ์ของไวรัสได้คลอบคลุมมากกว่าแต่มีข้อเสียในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวอย่างนั้นค่อนข้างสูง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเตรียมตัวอย่างสำหรับการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาโดยเทคนิค high throughput sequencing ที่ง่ายและใช้ต้นทุนต่ำกว่าการเตรียมตัวอย่างแบบเดิมรวมถึงเพื่อตรวจหาการกลายพันธุ์บนยีน L1 โดยใช้เทคนิคการเตรียมตัวอย่างที่พัฒนาขึ้น ในการศึกษาสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมานั้นจะใช้ความแตกต่างบนยีน L1 ในการจำแนกสายพันธุ์ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ได้ปรับแต่ง primer MY09/11 ให้มีโครงสร้างของ sequencing primer, index และ adapter ที่จำเป็นสำหรับการศึกษาด้วยเทคนิค high-throughput sequencing ผลการศึกษาพบว่าเทคนิคการเตรียมตัวอย่างที่พัฒนาขึ้นนั้นมีความสามารถในการตรวจพบสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาได้ทั้งสองกลุ่มโดยปริมาณสารพันธุกรรมน้อยที่สุดที่เทคนิคนี้สามารถตรวจพบคือ 100 copies/µl มีความไวเท่ากับ 100% และความจำเพาะเท่ากับ 87.23% โดยสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสส่วนใหญ่ที่พบในทุกระยะคือสายพันธุ์ 16 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีอุบัติการณ์สูงในประเทศไทย นอกจากนี้สามารถตรวจพบการกลายพันธุ์บนยีน L1 ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนขึ้นและอาจส่งผลให้เชื้อไวรัสสามารถหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันได้ โดยสรุปเทคนิคการเตรียมตัวอย่างที่พัฒนาขึ้นนี้นอกจากจะมีความสามารถในการตรวจพบสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาทุกสายพันธุ์และตรวจพบการกลายพันธุ์บนยีน L1 แล้วยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวอย่างสำหรับการตรวจหาสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาลงได้อีกด้วย


Role Of Wnt Signaling On Proliferation And Osteogenic Differentiation Of Stem Cells From Human Exfoliated Deciduous Teeth In Vitro, Panarat Rattanaworawipa Jan 2015

Role Of Wnt Signaling On Proliferation And Osteogenic Differentiation Of Stem Cells From Human Exfoliated Deciduous Teeth In Vitro, Panarat Rattanaworawipa

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objectives: The purpose of this study was to investigate the effect of the canonical Wnt/β-catenin signaling pathway on the proliferation and osteogenic differentiation of stem cells from human exfoliated deciduous teeth in vitro. Methods: Stem cells from human exfoliated deciduous teeth (SHED) were stimulated with human recombinant Wnt3A at various concentrations (50, 100 and 200ng/ml) in basic growth medium and osteogenic medium. Cell proliferation was determined using colony forming unit assay. The mRNA expression levels of osteogenic-related genes were determined by quantitative real time polymerase chain reaction. The osteogenic differentiation was evaluated using mineralization assays. Values were expressed as mean …


Thermal Conductivity Enhancement Of Epoxy-Based Adhesive Via Incorporating Inorganic Fillers, Chutiphong Sae-Sue Jan 2015

Thermal Conductivity Enhancement Of Epoxy-Based Adhesive Via Incorporating Inorganic Fillers, Chutiphong Sae-Sue

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Owing to a poor thermal conductivity of epoxy resin, the requirement of high heat dissipation in electronic packaging is not overcome. In this research, aluminium oxide (Al2O3) and silicon nitride (Si3N4) filled epoxy-based underfill adhesive were prepared by varying filler loading in the range of 0-5% by volume. Additionally, the epoxy composites were also incorporated with silane-treated particles. For the silane surface treatment of filler particles, N-(2-aminoethyl)-3-(trimethoxysilyl) propylamine (AETMP) was used as coupling agent to achieve good dispersion of particles in the polymer matrix. The results showed that when filler loading was increased, thermal conductivity of composites tended to be …


Autotrophic Ammonia Oxidation Activity Of Ammonia Oxidizing Archaea And Bacteria In Recirculating Aquaculture System, Iftita Rahmatika Jan 2015

Autotrophic Ammonia Oxidation Activity Of Ammonia Oxidizing Archaea And Bacteria In Recirculating Aquaculture System, Iftita Rahmatika

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Ammonia oxidation is the important biological step in nitrogen removal in aquaculture system of shrimp production. This process is driven by the ammonia oxidizing bacteria (AOB) and the newly discovered ammonia oxidizing archaea (AOA). In this study, the abundances, communities and autotrophic ammonia oxidation activity of AOA and AOB in the recirculating aquaculture system (RAS) were investigated. Bioballs were sampled from the low and high salinity RAS (0 and 20 PPT, respectively). The abundance of AOA and AOB amoA genes were monitored for 5 months with qPCR. The abundance of AOA amoA genes was 2-700 times higher than AOB in …


การเตรียมและการวิเคราะห์สมบัติของฟิล์มคอมโพสิตเซริซิน ไคโตซาน และผงบุกกลูโคแมนแนน สำหรับเวชสำอาง, ณัฏฐ์ญาธิป สุขสวัสดิ์ Jan 2015

การเตรียมและการวิเคราะห์สมบัติของฟิล์มคอมโพสิตเซริซิน ไคโตซาน และผงบุกกลูโคแมนแนน สำหรับเวชสำอาง, ณัฏฐ์ญาธิป สุขสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาการสกัดเซริซินจากไหมสายพันธุ์จุล 1/1 และนำมาผสมกับไคโตซานและบุกกลูโคแมนแนนเพื่อผลิตเป็นคอมโพสิตฟิล์ม โดยการสกัดเซริซินสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดคือ อุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียส ความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ระยะเวลาในการสกัด 1 ชั่วโมง โดยมีอัตราส่วนรังไหมต่อน้ำบริสุทธิ์เท่ากับ 1:30 ร้อยละการกำจัดกัมสูงสุดมีค่าเท่ากับ 27.87±1 ฟิล์มคอมโพสิตเตรียมจากเซริซิน ไคโตซาน และบุกกลูโคแมนแนน จาการศึกษาพบว่า อัตราส่วนของเซริซิน/ไคโตซาน/บุกกลูโคแมนแนน และค่าความเป็นกรด-ด่างในการขึ้นรูปฟิล์มส่งผลต่อสมบัติเชิงกล และการละลายน้ำ โดยฟิล์มคอมโพสิตที่อัตราส่วน 1:0.167:0.5 และค่าความเป็นกรด-ด่างเท่ากับ 5.5 ได้นำไปศึกษาในขั้นต่อไป สารสกัดสละได้ถูกนำมาใส่ในฟิล์มเพื่อ เป็นสารต้านจุลินทรีย์ที่ได้จากธรรมชาติ และสารต้านอนุมูลอิสระ โดยแผ่นฟิล์มแสดงฤทธิ์ยับยั้งจุลินทรีย์ได้ทั้งแบคทีเรียแกรมบวกและแบคทีเรียแกรมลมโดยใช้วิธี agar diffusion การเพิ่มความเข้มข้นของสารสกัดทำให้ลดค่าต้านทานแรงดึงขาด และเพิ่มค่าความสามารถการยืดตัว การละลาย และการปลดปล่อยเซริซินจากแผ่นฟิล์ม ส่วนการเติมนาโนเซลลูโลสจากนุ่นความเข้มข้นร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก ทำให้ฟิล์มมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น และ ค่ายืดตัว ณ จุดขาด ค่าการละลาย และการปลดปล่อยเซริซินมีค่าลดลง ส่วนอัตราการซึมผ่านของไอน้ำ และอัตราการซึมผ่านออกซิเจนมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเติมสารสกัดและมีค่าลดลงเมื่อเติมนาโนเซลลูโลสร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก


นวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย, ปราลี มณีรัตน์ Jan 2015

นวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย, ปราลี มณีรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดการหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา เป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ในปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) กำหนดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thailand Qualification Framework: TQF) ขึ้นมาบังคับใช้ แต่ไม่ได้อธิบายกระบวนงานจัดการหลักสูตรไว้อย่างชัดเจน มหาวิทยาลัยต่างๆ จึงดำเนินการโดยพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลลงในแบบฟอร์มตามที่สกอ.กำหนดขึ้น เช่น มคอ 2 ถึง มคอ 7 อาจารย์ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความเข้าใจในการบริหารจัดการหลักสูตร งานวิจัยนี้ได้สร้างนวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยใช้แนวคิดการจัดการกระบวนงานที่มีความสามารถ (Capability process) ของแบบจำลอง Capability Maturity Model Integration (CMMI) ที่พัฒนาโดยสถาบันวิศวกรรมซอฟต์แวร์แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน เพื่อให้กระบวนงานจัดการหลักสูตรมีระดับความสามารถ (Capability level) ที่ระดับ 3 และมีหัวข้อปฏิบัติด้านจัดการที่จำเป็นครบถ้วนและสอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ การวิจัยนี้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกด้วยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชน จำนวน 12 คน เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์กระบวนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการการบริหารจัดการหลักสูตรประกอบด้วย กระบวนงานแต่งตั้งคณะกรรมการ กระบวนงานวางแผนและจัดทำหลักสูตร กระบวนงานการสื่อสารหลักสูตร กระบวนงานรับนักศึกษา กระบวนงานวางแผนการสอนประจำปีการศึกษา กระบวนงานพัฒนาอาจารย์ กระบวนงานจัดการเรียนการสอน กระบวนงานสอนและรายงานผลการสอน และกระบวนงานรายงานผลการดำเนินงานของหลักสูตร ผลจากงานวิจัยนี้ ทำให้ได้กระบวนงานบริหารจัดการหลักสูตรที่มีคุณภาพและสามารถปรับปรุงกระบวนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง ผลการยอมรับคู่มือและแบบจำลองต้นแบบให้อาจารย์ทดลองใช้ปฏิบัติงานจริง ยอมรับในระดับมากที่สุด เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาในการทำงาน


นวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์, องอาจ ชาญประสิทธิ์ชัย Jan 2015

นวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์, องอาจ ชาญประสิทธิ์ชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้เพื่อศึกษาองค์ประกอบและขั้นตอนชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน เพื่อพัฒนานวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน การทดลองใช้นวัตกรรมระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน และการประเมินผลการยอมรับและนำนวัตกรรมระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ไปใช้งาน โดยการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอนทางด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์ จำนวน 15 ราย ข้อมูลจากการสัมภาษณ์นำมาวิเคราะห์ด้วย Nvivo10 เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบและขั้นตอนในการออกแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อสภาพความต้องการและแนวทางการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย จากนิสิตแพทย์แผนไทยประยุกต์ จำนวน 303 ราย และทดสอบการยอมรับระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนด้วยทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ ผลการศึกษาองค์ประกอบและขั้นตอนระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ คน พื้นที่การเรียนรู้ ศาสตร์การสอน เทคโนโลยี และขั้นตอน 5 ขั้น คือ การเตรียมความพร้อม การสร้างกรอบความคิด การตรวจสอบความจริง การหาข้อสรุปและการอภิปรายจากนำระบบไปทดลองใช้พบว่า ผู้เรียนที่เรียนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาและการทำงานร่วมกันของผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย โดยภาพรวมมีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาแยกความสามารถแต่ละด้าน พบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาของนิสิตทุกด้านมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการประเมินความสามารถในการทำงานร่วมกัน พบว่า มีคุณภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับดี ผลการทดสอบการยอมรับพบว่ามีเหมาะสมง่ายต่อการใช้งาน มองเห็นประโยชน์และต้องการนำระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยไปใช้งาน จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางด้านการเงิน ระยะเวลาโครงการ 5 ปี มีค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ที่ได้จากการลงทุนเท่ากับ 7,583,549.86 บาท และอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) จากการลงทุนเท่ากับร้อยละ 32.54% จะคืนทุนภายในปีที่ 4 จากเงินลงทุนเริ่มแรกที่ 7,325,000 บาท


The Extra-Regional Dynamic Of Maritime Security In The South China Sea: A Case Study Of Vietnam And The Philippines From 1974 To The Present, William Fountain Kennedy Jan 2015

The Extra-Regional Dynamic Of Maritime Security In The South China Sea: A Case Study Of Vietnam And The Philippines From 1974 To The Present, William Fountain Kennedy

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Philippines and Vietnam valued their maritime connections with great powers during the Cold War and have continued to do so after if ended. In the bipolar context of the Cold War, both Manila and Hanoi eventually permitted Washington and Moscow to station naval forces on their coasts. As tension between Washington and Moscow diminished significantly in the early 1990s, maritime security interests of the Philippines and Vietnam changed. The withdrawal of US and Russian naval forces from the South China Sea left China without rivals. Beijing then emerged as an un-checked naval power in the South China Sea. US-China …


นวัตกรรมแอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก, สาหร่าย เพชรอักษร Jan 2015

นวัตกรรมแอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก, สาหร่าย เพชรอักษร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชันBrighter Daysเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยนำเอาความรู้ทางด้านจิตวิทยามาประยุกต์กับวิทยาศาสตร์ในด้านของเทคโนโลยี เพื่อที่จะพัฒนาเครื่องมือแอปพลิเคชันที่ช่วยเหลือจิตใจซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ที่ผิดหวังจากความรักในการใช้งาน ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีและวัดความพึงพอใจในนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก อีกทั้งยังวางแผนนำนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ โดยกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย เป็นชายและหญิงที่มีประสบการณ์การผิดหวังจากความรักจำนวน 436 คน อายุ 18 – 29 ปี และมีขั้นตอนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะและมีผลการวิจัยดังนี้ การวิจัยระยะที่ 1 เป็นการศึกษาจากผู้ที่ผิดหวังจากความรักจำนวน 400 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.25 ต้องการใช้แอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยกลุ่มตัวอย่างต้องการให้แอปพลิเคชันมีคุณลักษณะหลากหลายรูปแบบ ต่อมาการวิจัยระยะที่ 2 พัฒนาแอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อฟื้นฟูจิตใจตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยให้มีลักษณะตรงตามความต้องการของกลุ่มตัวอย่าง และการวิจัยระยะที่ 3 ศึกษาจากผู้ที่ผิดหวังจากความรักจำนวน 36 คน ที่ได้ทดลองใช้แอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อศึกษาการยอมรับนวัตกรรมแอปพลิเคชันและการนำนวัตกรรมออกสู่เชิงพาณิชย์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก และการยอมรับเทคโนโลยีก็อยู่ในระดับการยอมรับที่มากเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้เสนอแผนการตลาดในการนำนวัตกรรมนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Brighter Days ออกสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งเสนอการวางแผนงบการเงินสำหรับการลงทุน ซึ่งสามารถคืนทุนได้ภายใน 1 ปี


Antiproliferative Activity Against Cancer Cells Of Stingless Bee Products From East Kalimantan Province, Indonesia, Paula Mariana Kustiawan Jan 2015

Antiproliferative Activity Against Cancer Cells Of Stingless Bee Products From East Kalimantan Province, Indonesia, Paula Mariana Kustiawan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Bee products have been used in traditional medicine for decades. As known bioactivity of bee products were depended on geography, plant as food sources, bee species, etc. Thus, in this research, honey, bee pollen, and propolis from four stingless bee (Trigona incisa, T. apicalis, T. fuscobalteata and T. fuscibisca) from Indonesia were primarily screened for antiproliferative activity. The initial methanol extract (IME) was partitioned to obtain crude methanol extract (CME), crude ethyl acetate extract (CEE), and crude hexane extract (CHE). The 3-(4,5-dimethyl-thiazol-2-yl)-2,5-diphenyl-tetrazolium bromide (MTT) assay was used to guide antiproliferative activity in five cell lines which were BT474 (breast cancer …


The Effect Of Types Of Alcohol Upon A Support Of Zieglernatta Catalyst To Catalytic Performance, Molecular Weight And Comonomer Composition Distribution, Kanokporn Sinchai Jan 2014

The Effect Of Types Of Alcohol Upon A Support Of Zieglernatta Catalyst To Catalytic Performance, Molecular Weight And Comonomer Composition Distribution, Kanokporn Sinchai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research investigated the effect of types of alcohol upon a support of Ziegler-Natta catalyst on ethylene polymerization and ethylene/ 1-hexene copolymerization. Alcohols are the Lewis base, which are used during catalyst preparation. The types of alcohol were divided into two systems. First system is the using ethanol as a Lewis base. Second system is the use of a mixture of ethanol with other alcohols such as isopropanol, 1-butanol, 2-butanol, isobutanol, 1-hexanol, 2-hexanol and cyclohexanol. The results showed that the mixture of alcohols did not change the morphology of catalyst. Moreover, these catalysts exhibited the higher activity than the catalyst …


การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามและการรับรู้ความงามของผู้บริโภค, ชุติมา ลิ้มเจริญรัตน์ Jan 2014

การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามและการรับรู้ความงามของผู้บริโภค, ชุติมา ลิ้มเจริญรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงาม และการรับรู้ด้านความงามของผู้บริโภค ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เอกสารจากการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามทั้ง 6 ประเภท ได้แก่ 1. การโฆษณา 2. การประชาสัมพันธ์ 3. การส่งเสริมการขาย 4.การขายโดยบุคคล 5. การตลาดทางตรง 6.การสื่อสารออนไลน์ และวิเคราะห์การนำเสนอความงามทั้ง 6 รูปแบบ ได้แก่ 1. ความสวยคลาสสิคและดูเป็นผู้หญิง 2. ความสวยอย่างยั่วยวน 3. ความสวยเซ็กซี่และดูขี้เล่น 4. ความสวยน่ารัก 5. ความสวยเรียบดูเป็นธรรมชาติ 6. ความสวยทันสมัย ประกอบกับวีธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม ในการเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคผู้หญิง และผู้ชาย อายุ 18 ปีขึ้นไปที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามทั้ง 3 ตราสินค้า ได้แก่ ตราสินค้านิวทริไลท์ แบรนด์ และสก๊อต มีการใช้การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการครบทั้ง 6 ประเภท และมีการนำเสนอความงามครบทั้ง 6 รูปแบบ นอกจากนี้ ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่าผู้บริโภคเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามประเภทการสื่อสารออนไลน์มากที่สุด และแหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการซื้อมากที่สุด คือแหล่งทดลองและแหล่งการค้า และมีการรับรู้ความงามในรูปแบบความสวยทันสมัยมากที่สุด ผลจากการทดสอบสมมติฐานพบว่าการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผู้บริโภคมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ความงาม และยังพบความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการและแหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการซื้ออีกด้วย


Development Of Phthalocyanine-Based Electrocatalytic Systems For Reduction Of Carbon Dioxide, Kattarinya Jaisabuy Jan 2014

Development Of Phthalocyanine-Based Electrocatalytic Systems For Reduction Of Carbon Dioxide, Kattarinya Jaisabuy

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research focuses on method development for utilizing and evaluating metal phthalocyanine-based complexes as electrocatalysts for carbon dioxide reduction. Metal phthalocyanine-based complexes containing iron, cobalt, nickel, copper, and zinc ions as central metal ions were successfully synthesized, characterized, and applied as homogeneous electrocatalysts for the electro-reduction of carbon dioxide in non-aqueous media. The efficiency of phthalocyanine-based electrocatalysts as well as the effects of phthalocyanine structures and the central metal ion were discussed. Cobalt(II) phthalocyanine derivative showed the best electrocatalytic efficiency for the electro-reduction of carbon dioxide with the highest percentage of current enhancement (299.98%) Hence, the effect of light on …


การบริหารตราสินค้าและตัวชี้วัดคุณค่าตราสินค้าในอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับ, โสภาค พาณิชพาพิบูล Jan 2014

การบริหารตราสินค้าและตัวชี้วัดคุณค่าตราสินค้าในอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับ, โสภาค พาณิชพาพิบูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ มีจุดประสงค์ (1) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารตราสินค้าในอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับในประเทศไทย (2) เพื่อศึกษาตัวชี้วัดคุณค่าตราสินค้าในอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับในประเทศไทย และ (3) เพื่อพัฒนาแบบจำลองตัวชี้วัดคุณค่าตราสินค้าในอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับในประเทศไทย ระเบียบวิธีวิจัยเพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อ (1) ได้แก่การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารจำนวน 16 ราย ระเบียบวิธีวิจัยเพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อ (2) และ (3) ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหาในเว็บไซต์ tripadvisor.com การสนทนากลุ่มและการทำวรรณกรรมปริทัศน์ เพื่อพัฒนาแบบสอบถามสำหรับการทดสอบแบบจำลองตัวชี้วัดคุณค่าตราสินค้าในอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับ เมื่อพัฒนาแบบสอบถามสำเร็จ จึงใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจกับกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคที่เคยมีประสบการณ์การใช้บริการธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารจำนวน 800 ราย เพื่อนำข้อมูลไปทดสอบความสอดคล้องระหว่างแบบจำลองและข้อมูลเชิงประจักษ์ ด้วยการวิเคราะห์ผลทางสถิติผ่านสมการโมเดลเชิงโครงสร้าง (Structural Equation Model) และเทคนิคการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ในธุรกิจโรงแรม การบริหารตราสินค้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร จะพบในโรงแรมเครือข่ายระหว่างประเทศและในประเทศ ในขณะที่โรงแรมอิสระ จะมีการบริหารตราสินค้าในระดับที่แตกต่างกันไป ในธุรกิจร้านอาหาร การบริหารตราสินค้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร จะพบในร้านอาหารที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่และร้านอาหารเพียงบางแห่ง โดยปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โรงแรมและร้านอาหาร นำหลักการบริหารตราสินค้ามาใช้ ได้แก่ ภูมิหลังทางการศึกษาและประสบการณ์ของเจ้าของกิจการ ตัวชี้วัดคุณค่าตราสินค้าในอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับ ทั้งในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ได้แก่ การเชื่อมโยงตราสินค้า การรู้จักตราสินค้า ความภักดีต่อตราสินค้า คุณภาพของประสบการณ์ การรับรู้ถึงความคุ้มค่า และการสื่อสารการตลาด งานวิจัยชิ้นนี้ได้ขยายขอบเขตและพัฒนาทฤษฎีคุณค่าตราสินค้าของ David Aaker ให้มีความสอดคล้องกับอุตสาหกรรมการบริการต้อนรับ


Characterization Of Bacteriophage Specific To Non-Agglutinable Vibrio Cholerae, Dulyapat Benyajirapatch Jan 2014

Characterization Of Bacteriophage Specific To Non-Agglutinable Vibrio Cholerae, Dulyapat Benyajirapatch

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Vibrio spp. the main bacteria found in marine shrimp can cause diseases either in shrimp or human. Using antibiotics is a first option to reduce this problem. Unfortunately, this treatment has no sufficient potential due to antibiotic resistance can occur after long term of use. Therefore, bacteriophage has become a better alternative to control Vibrio spp. in shrimp. In this study, 100 isolates of Vibrio spp. were screened and isolated from Pacific white shrimp Litopaeneus vannamei and cultured water from shrimp hatcheries and ponds. The suspected Vibrio spp. were determined and classified into 5 species including V. cholerae, V. parahaemolyticus, …