Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1124)
- Medicine and Health Sciences (770)
- Education (485)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
-
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (436)
- Physical Sciences and Mathematics (395)
- Engineering (343)
- Medical Sciences (173)
- Chemistry (165)
- Life Sciences (165)
- Business (161)
- Sociology (150)
- Law (132)
- Computer Sciences (127)
- Economics (127)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (119)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (112)
- Political Science (109)
- Fine Arts (103)
- Veterinary Medicine (100)
- Public Health (99)
- Chemical Engineering (97)
- Educational Technology (91)
- International Relations (90)
- Educational Administration and Supervision (87)
- Art and Design (85)
- Dentistry (84)
- Technology and Innovation (76)
Articles 3451 - 3480 of 4029
Full-Text Articles in Entire DC Network
ผลของการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสร้างข้อโต้แย้งโดยใช้แผนผังออนไลน์ร่วมกับแท็กคลาวด์ที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กุลชญา พิบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลของความสามารถในการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการสร้างข้อโต้แย้งโดยใช้การสร้างแผนผังออนไลน์ร่วมกับแท็กคลาวด์ (2) เปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ในช่วงก่อนเรียน ระหว่างเรียนและหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการสร้างข้อโต้แย้งโดยใช้การสร้างแผนผังออนไลน์ร่วมกับแท็กคลาวด์ และ (3) เปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนระหว่างนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการสร้างข้อโต้แย้งแบบออนไลน์กับนักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการสร้างข้อโต้แย้งโดยใช้การสร้างแผนผังออนไลน์ร่วมกับแท็กคลาวด์ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง จำนวน 2 ห้องเรียน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่เรียนด้วยรูปแบบการสร้างข้อโต้แย้งโดยใช้การสร้างแผนผังออนไลน์ร่วมกับแท็กคลาวด์ และกลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยรูปแบบการสร้างข้อโต้แย้งแบบออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ (2) แบบสังเกตพฤติกรรม และ (3) ระบบการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสร้างข้อโต้แย้งโดยใช้แผนผังออนไลน์ร่วมกับแท็กคลาวด์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Repeated Measured ANOVA ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ (1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าระหว่างเรียนและก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ (2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
แนวทางการออกแบบโมบายแอพลิเคชันในการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับผู้พิการทางการเห็น, ปรเมศวร์ เบญจวรรณ
แนวทางการออกแบบโมบายแอพลิเคชันในการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับผู้พิการทางการเห็น, ปรเมศวร์ เบญจวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแนวทางการออกแบบโมบายแอพลิเคชันในการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับผู้พิการทางการเห็น 2) เพื่อรับรองแนวทางฯ 3) เพื่อประเมินโมบายแอพลิเคชันทางการศึกษาตามแนวทางฯ และ 4) เพื่อสร้างต้นแบบโมบายแอพลิเคชันทางการศึกษาตามแนวทางฯ ประชากร คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ และ โมบายแอพลิเคชันทางการศึกษา ตัวอย่าง คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาหรือการเรียนรู้สำหรับผู้พิการทางการเห็น หรือด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา หรือด้านการเรียนผ่านโมบายแอพลิเคชัน หรือด้านการบริหารองค์กรซึ่งทำหน้าที่ดูแลสิทธิของผู้พิการทางการเห็น จำนวน 21 ท่าน และโมบายแอพลิเคชันทางการศึกษา จำนวน 82 แอพลิเคชัน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินรับรองแนวทางฯ แบบบันทึกการประชุมกลุ่ม และ ตารางประเมินโมบายแอพลิเคชันทางการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คะแนนรวม ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการออกแบบโมบายแอพลิเคชันในการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับผู้พิการทางการเห็น สรุปเป็นประเภทได้ดังนี้ 1) ด้านการเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 2) ด้านการเรียนแบบร่วมมือ 3) ด้านการจูงใจผู้เรียนโดยไม่เน้นการวัดประเมินผล และ 4) ด้านความรับผิดชอบในการเรียนของตนเอง ผลการประเมินโมบายแอพลิเคชันทางการศึกษาตามแนวทางฯ มีดังนี้ 1) คะแนนเฉลี่ยด้านการเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 2.98 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน 2) คะแนนเฉลี่ยด้านการเรียนแบบร่วมมือ 1.45 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน 3) คะแนนเฉลี่ยด้านการจูงใจผู้เรียนโดยไม่เน้นการวัดประเมินผล 4.21 คะแนน จากคะแนนเต็ม 12 คะแนน และ 4) คะแนนเฉลี่ยด้านความรับผิดชอบในการเรียนของตนเอง 2.18 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ผลการประเมินต้นแบบโมบายแอพลิเคชันทางการศึกษาตามแนวทางฯ มีดังนี้ 1) คะแนนเฉลี่ยด้านการเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 19.2 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน 2) คะแนนเฉลี่ยด้านการเรียนแบบร่วมมือ 9.8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน 3) …
การพัฒนารูปแบบห้องเรียนกลับด้านบนคลาวด์โดยใช้การเรียนแบบปัญหาเป็นฐานในสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ, พิชญ์สินี ไสยสิทธิ์
การพัฒนารูปแบบห้องเรียนกลับด้านบนคลาวด์โดยใช้การเรียนแบบปัญหาเป็นฐานในสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ, พิชญ์สินี ไสยสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการเกี่ยวกับรูปแบบห้องเรียนกลับด้านบนคลาวด์โดยใช้การเรียนแบบปัญหาเป็นฐานในสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 2) เพื่อสร้างรูปแบบห้องเรียนกลับด้านบนคลาวด์โดยใช้การเรียนแบบปัญหาเป็นฐานในสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบห้องเรียนกลับด้านบนคลาวด์โดยใช้การเรียนแบบปัญหาเป็นฐานในสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 4) เพื่อนำเสนอรูปแบบห้องเรียนกลับด้านบนคลาวด์โดยใช้การเรียนแบบปัญหาเป็นฐานในสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาผลการทดลอง โดยใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ได้แก่ นิสิตระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองวิจัย ได้แก่ 1) ระบบการเรียนรู้บนคลาวด์ตามรูปแบบ 2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 2) แบบประเมินการคิดอย่างมีวิจารณญาณในสังคมพหุวัฒนธรรมแบบรูบริค 3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบ ใช้เวลาทดลอง 6 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. รูปแบบห้องเรียนกลับด้านบนคลาวด์โดยใช้การเรียนแบบปัญหาเป็นฐานในสังคมพหุวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) บทบาทผู้เรียนและผู้สอน (Learners' and Instructors' roles) 2) สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (Learning Environment) 3) เครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้บนคลาวด์ (Cloud Tools) 4) การประเมินผล (Evaluation) และมี 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษาเนื้อหานอกชั้นเรียน (Out of Class Lectures) 2) การเตรียมความพร้อมเข้าสู่การทำกิจกรรมในชั้นเรียน (Warming up) 3) กิจกรรมการสื่อสารทางวัฒนธรรม (Cultural Communication) 4) การสำรวจปัญหา (Exploring Problems) 5) กำหนดปัญหา (Defining a Problem) 6) การระดมความคิด (Brainstorming …
ระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้การเล่าเรื่องแบบดิจิทัลในสภาพแวดล้อมเกมมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และความสุขในการเรียน, พิมพ์ประภา พาลพ่าย
ระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้การเล่าเรื่องแบบดิจิทัลในสภาพแวดล้อมเกมมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และความสุขในการเรียน, พิมพ์ประภา พาลพ่าย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการของระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ฯ 2) เพื่อพัฒนาระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ฯ 3) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้ระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ฯ 4) เพื่อนำเสนอระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้พัฒนาระบบฯ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 12 ท่าน ครู 421 คน และนักเรียน 612 คน ระดับประถมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วพื้นที่ 4 ภูมิภาคของประเทศ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความคิดเห็นสภาพและความต้องการของระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์ฯ 2) แบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และ 3) แบบประเมินรับรองระบบฯ กลุ่มทดลองใช้ระบบฯ ได้แก่ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) www.suk.tools 2) แบบประเมินผลงานสร้างสรรค์ซีพีเอสเอส 3) แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์จากผลการวาดภาพ ทีซีที - ดีพี 4) แบบวัดความสุขในการเรียน 5) แบบสัมภาษณ์ความสุขในการเรียน และ 6) แบบสำรวจความพึงพอใจที่มีต่อระบบฯ ใช้เวลาทดลอง 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. ระบบการออกแบบหนังสือนิทานอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้การเล่าเรื่องแบบดิจิทัลในสภาพแวดล้อมเกมมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และความสุขในการเรียนที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเล่าเรื่องแบบดิจิทัล 2) สภาพแวดล้อมเกมมิฟิเคชัน 3) บทบาทผู้เรียนและผู้สอน 4) ทรัพยากรการเรียนรู้ 5) การวัดและประเมินผล โดยมี 6 ขั้นตอน (PENCIL Model) ได้แก่ 1) การวางแผนและระดมสมอง 2) การสืบค้นข้อมูลและสร้างสตอรี่บอร์ด 3) การสร้างเรื่องเล่าจากการเล่าเรื่อง 4) การตรวจทานและสะท้อนคิดร่วมกัน 5) การเผยแพร่บนสื่อสังคม 6) …
การพัฒนารูปแบบการสนทนาในคอมพิวเตอร์สนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันตามแนวคิดสุนทรียสนทนาเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมสำหรับภาคีเครือข่ายสุขภาพ, รติกร เพมบริดจ์
การพัฒนารูปแบบการสนทนาในคอมพิวเตอร์สนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันตามแนวคิดสุนทรียสนทนาเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมสำหรับภาคีเครือข่ายสุขภาพ, รติกร เพมบริดจ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสนทนาในคอมพิวเตอร์สนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันตามแนวคิดสุนทรียสนทนาเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมสำหรับภาคีเครือข่ายสุขภาพ 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ และ 3) นำเสนอรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ คือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 20 ท่าน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ ภาคีเครือข่ายสุขภาพในโครงการสร้างเสริมความเข้มแข็งและพัฒนาขีดความสามารถในการควบคุมยาสูบของประเทศไทย จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินรูปแบบฯ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดพฤติกรรมเชิงนวัตกรรม แบบสอบถามความคิดเห็นการเรียนด้วยรูปแบบฯ และวิเคราะห์ข้อมูลความแตกต่างเฉลี่ยของพฤติกรรมด้านนวัตกรรมของผู้เรียนก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน ด้วยสถิติ Repeated Measured Anova โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการสนทนาในคอมพิวเตอร์สนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันตามแนวคิดสุนทรียสนทนาเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมสำหรับภาคีเครือข่ายสุขาภาพที่พัฒนาขึ้น ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) องค์ประกอบด้านสมาชิกและผู้ประสาน (2) องค์ประกอบด้านโปรแกรมการสนทนาออนไลน์ (3) องค์ประกอบด้านเครือข่ายสังคมออนไลน์พัฒนาศักยภาพ (4) องค์ประกอบด้านการเก็บข้อมูลออนไลน์ ผลการทดลองใช้รูปแบบการสนทนาในคอมพิวเตอร์สนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันตามแนวคิดสุนทรียสนทนาเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมสำหรับภาคีเครือข่ายสุขภาพพบว่า ภาคีเครือข่ายสุขภาพมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถด้านพฤติกรรมเชิงนวัตกรรรมหลังเรียนด้วยรูปแบบการสนทนาในคอมพิวเตอร์สนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันฯ สูงกว่าก่อนเรียนและระหว่างเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้บนเครือข่ายด้วยการรวมพลังและเสริมสร้างอำนาจเพื่อส่งเสริมพลวัตการเรียนรู้ สำหรับครูในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ศุภมาส อติไพบูลย์
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้บนเครือข่ายด้วยการรวมพลังและเสริมสร้างอำนาจเพื่อส่งเสริมพลวัตการเรียนรู้ สำหรับครูในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ศุภมาส อติไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงต์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ระดับการรวมพลัง และระดับการเสริมสร้างอำนาจของครู 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้บนเครือข่ายด้วยการรวมพลังและเสริมสร้างอำนาจ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้บนเครือข่ายด้วยการรวมพลังและเสริมสร้างอำนาจ และ4) นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้บนเครือข่ายด้วยการรวมพลังและเสริมสร้างอำนาจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ระดับการรวมพลัง และระดับการเสริมสร้างอำนาจเป็นครูในสังกัด จำนวน 298 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการสร้างรูปแบบเป็นผู้เชี่ยวชาญจำนวน 14 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองรูปแบบเป็นครูจำนวน 106 คน จากโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ 1 โรงเรียนและ โรงเรียนขนาดกลาง 1 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การรวมพลัง และการเสริมสร้างอำนาจ 2) แบบวัดคุณลักษณะพลวัตการเรียนรู้ 3) แบบประเมินตนเองเกี่ยวกับพฤติกรรมพลวัตการเรียนรู้ และ 4) แบบประเมินโครงการพัฒนานักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของครูที่ส่งผลต่อพลวัตการเรียนรู้ ได้แก่ 1) เวลาการเข้าใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ สามารถทำนายได้ร้อยละ 22 (R² = .022) 2) ระยะเวลาการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ สามารถทำนายได้ร้อยละ 9 (R² = .009) 3) วัตถุประสงค์การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ สามารถทำนายได้ร้อยละ 28 (R² =.028) 4) ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูล สามารถทำนายได้ร้อยละ 36 (R² = .036) 5) ประสบการณ์การใช้เครือข่ายสังคนออนไลน์ สามารถทำนายได้ร้อยละ 31 (R² =.031) 6) จำนวนเพื่อนในเครือข่ายสังคมออนไลน์ สามารถทำนายได้ร้อยละ 53 (R² =.053) และ 7) เครื่องมือที่ควรมีในเครือข่ายสังคมออนไลน์ สามารถทำนายได้ร้อยละ 25 (R² =.025) 2. องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนรู้บนเครือข่ายด้วยการรวมพลังและเสริมสร้างอำนาจ ประกอบด้วย 5 …
รูปแบบการเรียนโดยใช้โครงงานเป็นฐานด้วยสื่อสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วรรนิสา หนูช่วย
รูปแบบการเรียนโดยใช้โครงงานเป็นฐานด้วยสื่อสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วรรนิสา หนูช่วย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนโดยใช้โครงงานเป็นฐานด้วยสื่อสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนโดยใช้โครงงานเป็นฐานด้วยสื่อสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการคือ ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 154 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบคือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 ท่าน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามสภาพและความต้องการในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และแบบประเมินรูปแบบ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบวัดความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม แบบวัดเจตคติด้านสิ่งแวดล้อม แบบวัดพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม และแบบประเมินความคิดเห็นต่อการใช้รูปแบบการเรียนโดยใช้โครงงานเป็นฐานด้วยสื่อสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) สื่อสังคมออไลน์ที่ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายใช้งานมากที่สุดสามอับดับได้แก่ Youtube (X = 2.71, S.D = 0.56) Facebook Messenger (X = 2.69, S.D. = 0.57) และ Facebook (X = 2.62, S.D. = 0.62) 2) องค์ประกอบของรูปแบบฯ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน กิจกรรมการเรียนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน สื่อสังคมออนไลน์ และ การประเมินผล 3) ขั้นตอนของรูปแบบฯ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมการ การอภิปรายประเด็นสิ่งแวดล้อมในชุมชนบริเวณรอบโรงเรียน การวางแผนดำเนินโครงงาน การดำเนินโครงงาน และ การประเมินผล 4) ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่ารูปแบบฯ มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (X= 4.77, SD.=0.33) 5) ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 6) ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยเจตคติด้านสิ่งแวดล้อม หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 7) ผลการศึกษาพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า ผู้เรียนมีคะแนนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับดีมาก (X = 2.76, …
การตรวจหาคลอร์เททระไซคลินตกค้างในตัวอย่างอาหารโดยวิธีอิมมูโนแอสเสย์แบบแลเตอรอลโฟลว์, ปณิชา พวงมาลัย
การตรวจหาคลอร์เททระไซคลินตกค้างในตัวอย่างอาหารโดยวิธีอิมมูโนแอสเสย์แบบแลเตอรอลโฟลว์, ปณิชา พวงมาลัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์มีการใช้ยาปฏิชีวนะคลอร์เททระไซคลิน (CTC) เพื่อรักษาโรค ป้องกันโรคและเร่งการเติบโต โดยการใช้ยาชนิดนี้อาจมีการตกค้างในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ดังนั้นทำให้นานาประเทศได้มีการกำหนดระดับยาปฏิชีวนะกลุ่มเททระไซคลิน (TCs) ที่สามารถตรวจพบได้ในอาหาร (MRL) ปัจุบันนี้วิธีอิมมูโนโครมาโทกราฟฟิกแอสเสย์ (ICA) หรือแถบทดสอบ เป็นวิธีที่สามารถทดสอบได้รวดเร็ว สามารถประเมินผลได้ด้วยตาเปล่าและสามารถนำไปตรวจในภาคสนามได้ ดังนั้นจุดประสงค์ของงานวิจัยนี้คือการพัฒนาแถบทดสอบสำหรับตรวจหาคลอร์เททระไซคลินตกค้างในตัวอย่างอาหารจากโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ผลิตขึ้นเอง โดยทำการฉีดกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันหนูสายพันธ์ ICR ด้วย CTC-BSA โดยหนูทุกตัวมีระดับการสร้างแอนติบอดีในช่วง 1:128,000 - 1:256,000 จากนั้นทำการหลอมรวมเซลล์ม้ามของหนูและเซลล์มัยอีโลมา P3X พบว่าได้เซลล์ที่สร้างแอนติบอดีต่อ CTC อิสระที่เสถียรจำนวน 1 โคลน และศึกษาลักษณะสมบัติของโมโนโคลนอลแอนติบอดีพบว่าเป็นไอโซไทป์ IgG1 มี ค่า LOD เท่ากับ 0.1 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร และค่า IC50 เท่ากับ 0.33 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร และเกิดปฏิกิริยาข้ามกับสารในกลุ่มและนอกกลุ่มเททระไซคลินน้อยกว่า 0.033% และไม่เกิดปฏิกิริยาข้ามกับสารในกลุ่มและสารนอกกลุ่ม TCs จากนั้นจึงนำโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ได้ไปตรวจหา CTC ด้วยวิธี ELISA และ ICA เมื่อทดสอบในน้ำนมโดยวิธี ELISA มี %Recovery อยู่ในช่วง 100-105.5 % และ %CV อยู่ในช่วง 3.3-9 % ในน้ำผึ้งมี %Recovery อยู่ในช่วง 99-104 % และ %CV อยู่ในช่วง 1.8-10.1 % จากนั้นทดสอบโดยวิธี ICA พบว่าในน้ำนม มีค่า cutoff เท่ากับ 40 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร และ VLOD เท่ากับ 20 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ในน้ำผึ้งมีค่า cutoff เท่ากับ 40 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร และ VLOD เท่ากับ 20 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ดังนั้นจากผลการทดลองชี้ให้เห็นว่าแถบทดสอบ CTC …
การทำใสและยืดอายุการเก็บรักษาของไวน์ข้าวหวานปรุงอาหารด้วยการกรองแบบอัลตราฟิลเตรชัน, อรรวี คำประสงค์
การทำใสและยืดอายุการเก็บรักษาของไวน์ข้าวหวานปรุงอาหารด้วยการกรองแบบอัลตราฟิลเตรชัน, อรรวี คำประสงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มิรินเป็นหนึ่งในเครื่องปรุงรสที่สำคัญสำหรับอาหารญี่ปุ่น ผลิตจากข้าว และแอลกอฮอล์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ Hon mirin, Blended mirin และ Cooking sweet rice wine (ไวน์ข้าวหวานปรุงอาหาร) โดยไวน์ข้าวหวานปรุงอาหารเป็นมิรินที่มีราคาถูก นิยมใช้ทั่วไป ซึ่งได้จากการหมักแป้ง และโปรตีนในข้าวให้เป็นน้ำตาล และกรดอะมิโน แล้วเติมแอลกอฮอล์ให้มีปริมาณร้อยละ 14 ในงานวิจัยนี้จะผลิตมิรินด้วยวิธีดังกล่าวด้วยข้าวเหนียวไทย สายพันธุ์ กข 6 นำมาผ่านกระบวนการหมักโดยเชื้อราที่เหมาะสมที่สุดจาก 2 สายพันธุ์ ได้แก่ Aspergillus oryzae และ Amylomyces rouxii ไวน์ข้าวหวานปรุงอาหารที่ได้จะต้องมีสีเหลืองอ่อนใสและสามารถเก็บรักษาได้ในอุณหภูมิห้องโดยไม่เกิดการตกตะกอนหรือเน่าเสีย ดังนั้นจึงใช้กระบวนการกรองแบบอัลตราฟิลเทรชัน (Ultrafiltration, UF) เพื่อลดจำนวนจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดการเน่าเสียและกำจัดโปรตีนบางส่วนที่ทำให้เกิดความขุ่น (Haze) โดยเลือกใช้เยื่อแผ่นที่มีค่าการกักโมเลกุล (Molecular weight cut off, MWCO) ที่ 10 kDa และ 100 kDa จากผลการทดลองพบว่า Aspergillus oryzae เป็นสายพันธุ์เชื้อราที่มีความเหมาะสมในการผลิตไวน์ข้าวหวานปรุงอาหาร เนื่องจากน้ำต้อยที่ได้จากการหมักมีปริมาณโปรตีนสูงกว่า มีค่าระดับการย่อยสลายของโปรตีนสูงกว่า มีร้อยละผลผลิตสูงกว่าและใช้เวลาในการหมักน้อยกว่าการหมักโดยใช้ Amylomyces rouxii ดังนั้นจึงเลือกใช้ Aspergillus oryzae เป็นเชื้อราในการทำกล้าเชื้อ ในกระบวนการกรองแบบอัลตราฟิลเทรชันพบว่ามีความจำเป็นที่ต้องนำน้ำต้อยที่ได้มาผ่านกระบวนการจัดการเบื้องต้นด้วยการกรองหยาบด้วยผ้าขาวบางแล้วทิ้งให้ตกตะกอนตามธรรมชาติเป็นเวลา 24 ชั่วโมงก่อนนำไปกรองด้วยเยื่อแผ่นเพื่อลดความต้านทานที่มีต่อการกรองแบบอัลตราฟิลเทรชัน การกรองของไวน์ข้าวหวานปรุงอาหารผ่านเยื่อแผ่นที่มีค่ากักโมเลกุลที่ 10 kDa และ 100 kDa พบว่าช่วงแรกของการกรอง อัตราเร็วการกรองของเยื่อแผ่นมีค่ากักโมเลกุลที่ 100 kDa สูงกว่าอัตราเร็วการกรองของเยื่อแผ่นมีค่ากักโมเลกุลที่ 10 kDa แต่อัตราการลดลงของอัตราเร็วการกรองมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยที่อัตราเร็วการกรองของเยื่อแผ่นที่มีค่ากักโมเลกุลที่ 100 kDa จะลดลงรวดเร็วกว่าอัตราเร็วการกรองของเยื่อแผ่นมีค่ากักโมเลกุลที่ 10 kDa และจะลดลงจนมีอัตราเร็วการกรองที่ใกล้เคียงกับอัตราเร็วการกรองของเยื่อแผ่นมีค่ากักโมเลกุลที่ 10 kDa ในช่วงเวลาต่อไป เมื่อพิจารณารูปแบบความสัมพันธ์เชิงเส้นระหว่างพารามิเตอร์ 2 ตัวใน อัตราเร็วการกรอง (q) …
การจำแนกเสียงโกรธในบทสนทนาของศูนย์ให้บริการข้อมูล, วิฎากร แซ่หว่อง
การจำแนกเสียงโกรธในบทสนทนาของศูนย์ให้บริการข้อมูล, วิฎากร แซ่หว่อง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ศูนย์ให้บริการข้อมูลเป็นส่วนงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเสียงโดยตรง อารมณ์โกรธของลูกค้าที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ส่งผลในด้านลบต่อองค์กร งานในการตรวจสอบอารมณ์โกรธที่เกิดขึ้นให้ถูกต้องและรวดเร็วจึงเป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญเนื่องจากมีจำนวนผู้ติดต่อเข้ามาใช้บริการจำนวนมากในแต่ละวัน จึงเป็นที่มาของการศึกษาการพัฒนาตัวแบบรู้จำอารมณ์โกรธของลูกค้าในบริบทของข้อมูลเสียงสนทนาระหว่างลูกค้าและเจ้าหน้าที่ของศูนย์ให้บริการข้อมูล การพัฒนาตัวแบบรู้จำอารมณ์มีขั้นตอนสำคัญ 4 ขั้นตอน ได้ แก่ (1) การประมวลผลข้อมูลเสียงเบื้องต้น เป็นการเตรียมข้อมูลเสียงให้พร้อมสำหรับการวิเคราะห์โดยแยกเสียงของลูกค้าออกจากสายสนทนา และตัดให้เป็นรอบการโต้ตอบ (2) การระบุอารมณ์ให้กับรอบการโต้ตอบ (3) การสกัดคุณลักษณะทางคลื่นเสียงจำนวน 1,582 คุณลักษณะที่สามารถใช้จำแนกอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในรอบการโต้ตอบ และ (4) การพัฒนาตัวแบบ โดยผู้ศึกษาได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของเทคนิค 4 เทคนิค ได้แก่ แรนดอมฟอร์เรส ดิซิสชั่นทรี ลิเนียร์เอสวีซีและโลจิสติกส์รีเกรสชั่น จากข้อมูลรอบการโต้ตอบทั้งหมดที่ใช้พัฒนาตัวแบบคือ 1,345 รอบการโต้ตอบ ที่แบ่งเป็นรอบการโต้ตอบที่เป็นอารมณ์โกรธจำนวน 517 รอบ และรอบการโต้ตอบที่ไม่พบอารมณ์โกรธหรือเป็นอารมณ์ปกติจำนวน 828 รอบ ผลการวิจัยพบว่า เทคนิคแรนดอมฟอร์เรสเป็นเทคนิคที่ให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด โดยมีค่าระลึกของอารมณ์โกรธเท่ากับ 83.49 เปอร์เซ็นต์ และค่าความถูกต้องสมดุล 85.53 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นยังพบว่ารอบการโต้ตอบที่มีความยาวที่ 4 วินาทีขึ้นไปจะได้ผลลัพธ์ในการทำนายที่แม่นยำมากกว่าทั้งในรอบการโต้ตอบที่เป็นอารมณ์โกรธและอารมณ์ปกติ
ฤทธิ์ต้านมะเร็งของเอทท็อกซี่แมนโซโนนจีต่อเซลล์มะเร็งเต้านม, พิริยา ชนสุต
ฤทธิ์ต้านมะเร็งของเอทท็อกซี่แมนโซโนนจีต่อเซลล์มะเร็งเต้านม, พิริยา ชนสุต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีการแสดงออกของตัวรับเอสโตรเจนในระยะลุกลามร้อยละ 40 สามารถกลับเป็นมะเร็งซ้ำเนื่องจากมีการดื้อยา tamoxifen แพทย์จึงเปลี่ยนไปใช้ยาต้านฮอร์โมนกลุ่มอื่น แต่ยังเกิดการดื้อยาและมีผลข้างเคียงที่รุนแรง ดังนั้นการนำสารจากธรรมชาติมาพัฒนาเป็นยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งจึงเป็นแนวทางที่อาจลดปัญหาดื้อยาได้ สารสกัดจากต้นจันทน์หอม (Mansonia Gagei Drumm) ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด โดย mansonone G (MG) สารสำคัญที่แยกจากสารสกัดสามารถแย่งจับกับตัวรับเอสโตรเจนได้ ในการศึกษานี้จึงทำการทดสอบฤทธิ์อนุพันธ์ MG คือ Ethoxy mansonone G (EMG) สารกึ่งสังเคราะห์ในการยับยั้งการเจริญ การลุกลามและการยับยั้งการเจริญแบบไร้การยึดเกาะ พบว่าเมื่อเพิ่มความเข้มข้นและระยะเวลาในการทดสอบ EMG สามารถยับยั้งการเจริญในเซลล์มะเร็งเต้านมชนิดที่ไม่ดื้อยา (MCF-7) และเซลล์มะเร็งเต้านมที่ดื้อต่อยาต้านฮอร์โมน (MCF-7/LCC2, MCF-7/LCC9) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและมีความเป็นพิษน้อยกว่ายาเคมีบำบัดในเซลล์ไฟโปรบลาสต์ และพบว่ากลไกการออกฤทธิ์ของ EMG ในการยับยั้งการเจริญของเซลล์ MCF-7 ส่วนหนึ่งผ่านการลดการแสดงออกของยีนที่เป็นเป้าหมายของตัวรับเอสโตรเจนและสาร EMG ยังสามารถลดการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวกับการดื้อต่อยา tamoxifen ใน MCF-7/LCC2 และ MCF-7/LCC9 นอกจากนี้ EMG ยังยับยั้งการลุกลามของ MCF-7/LCC2 และ MCF-7/LCC9 โดยลดการแสดงออกของ MMP-9 และ uPA ทั้งยังสามารถลดการเจริญแบบไร้การยึดเกาะผ่านการลดจำนวน ขนาดของ colony ใน MCF-7/LCC2 และ MCF-7/LCC9 สรุปว่าสาร EMG มีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งเต้านมชนิดไม่ดื้อยาและชนิดที่ดื้อต่อยาต้านฮอร์โมน ต้านการลุกลาม รวมไปถึงลดการเจริญแบบไร้การยึดเกาะของ MCF-7/LCC2 และ MCF-7/LCC9 ซึ่งอาจนำไปพัฒนาเป็นยาชนิดใหม่ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ดื้อต่อยาต้านฮอร์โมน
แนวโน้มในการท่องเที่ยวซ้ำ และความตั้งใจที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยว: กรณีศึกษาจังหวัดน่าน, จิรภัทร สุคันธมาลา
แนวโน้มในการท่องเที่ยวซ้ำ และความตั้งใจที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยว: กรณีศึกษาจังหวัดน่าน, จิรภัทร สุคันธมาลา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การท่องเที่ยวของจังหวัดน่านเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกอย่างมากในปัจจุบัน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยระหว่างปี 2552-2560 สูงเป็นอันดับ 3 ของ 9 จังหวัดภาคเหนือ นอกจากนี้ จังหวัดน่านยังถูกเลือกให้เป็น 1 ใน 12 เมืองต้องห้ามพลาด โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จากศักยภาพของจังหวัดน่านข้างต้นนี้ จึงนำมาสู่วัตถุประสงค์หลักในการวิจัยที่ต้องการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อแนวโน้มในการกลับมาท่องเที่ยวซ้ำ และความตั้งใจในการชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยว โดยการใช้แบบจำลองอรรถประโยชน์ ที่มีตัวแปรอิสระเป็นปัจจัยด้านความพึงพอใจ ปัจจัยเชิงพฤติกรรมการท่องเที่ยวในอดีต และคุณลักษณะส่วนตัวของนักท่องเที่ยว ขณะที่ตัวแปรตามคือแนวโน้มในการท่องเที่ยวซ้ำ และความตั้งใจที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยว โดยใช้ข้อมูลปฐมภูมิจากการเก็บแบบสอบถาม ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวทั้งหมด 302 คน ผลการศึกษาที่ได้ พบว่า ปัจจัยด้านความพึงพอใจในแหล่งท่องเที่ยวส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มในการท่องเที่ยวซ้ำ และความตั้งใจที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ความพึงพอใจในปัจจัยด้านที่พักส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มในการท่องเที่ยวซ้ำ อีกทั้ง ความพึงพอใจในสิ่งอำนวยความสะดวกของการท่องเที่ยวยังส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อความตั้งใจที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยว นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมชอบท่องเที่ยวภูเขาในอดีต มีความตั้งใจที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทางตรงกันข้าม นักท่องเที่ยวที่พิจารณาอุณหภูมิของสถานที่ท่องเที่ยวก่อนเดินทางอยู่บ่อยครั้ง มีความตั้งใจที่จะชักชวนผู้อื่นให้มาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สื่อสังคมออนไลน์กับการเป็นพื้นที่สาธารณะในสังคมไทย, พรภัทรา ภาณุนันทน์
สื่อสังคมออนไลน์กับการเป็นพื้นที่สาธารณะในสังคมไทย, พรภัทรา ภาณุนันทน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สื่อสังคมออนไลน์ในฐานะพื้นที่สาธารณะยุคใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 เติบโตบนแพลตฟอร์มออนไลน์ Cyberspace นับตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา โดยมีรากฐานมาจากแนวคิดของ Jürgen Habermas (1989) นักทฤษฎีสังคมแบบสหวิทยาการชาวเยอรมัน ได้เสนอมโนทัศน์การเปลี่ยนรูปเชิงโครงสร้างของสังคมโดยได้อธิบายผ่านพื้นที่สาธารณะในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 18 สอดคล้องกับสื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบันซึ่งมีลักษณะของความเป็นสังคม (Sociality) (Fuchs, 2014) งานวิจัยนี้ได้ศึกษาสื่อสังคมออนไลน์ประเภท Facebook และ Line เพื่อหาคำตอบว่าทั้ง 2 สื่อสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะได้จริงหรือไม่ และมุ่งศึกษาว่ามีปัจจัยใดบ้างที่สนับสนุนและเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะ โดยได้ศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิเคราะห์แนวคิดทฤษฎี บทความ ข่าวและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอัลกอริธึม (Algorithms) และฟีเจอร์ (Features) ร่วมกับการสังเกตการณ์ (Observation) จากการใช้งานจริงและสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่างแบบ Active User นำไปสู่การวิเคราะห์ลักษณะการทำงานของสื่อและพฤติกรรมการใช้งานของคนในสังคมว่ามีการคัดเลือกเนื้อหาสาร รวมกลุ่มและแบ่งแยกกลุ่มที่สัมพันธ์ไปกับการออกแบบระบบการทำงานสื่อโดยมีกลุ่มทุนเป็นเจ้าของ และยังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มอำนาจรัฐอีกด้วย สะท้อนให้เห็นว่าอิทธิพลโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองมีอำนาจครอบงำอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ข้อมูลของทั้ง 2 สื่อยังถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกับหลักเกณฑ์พื้นที่สาธารณะออนไลน์ว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ ในส่วนสุดท้ายของวิทยานิพนธ์สามารถสรุปได้ว่าสื่อสังคมออนไลน์ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะได้แต่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีลักษณะบางประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์พื้นที่สาธารณะ โดยมีปัจจัยที่เป็นอุปสรรคคือกลไกการทำงานของตัวสื่อและพฤติกรรมผู้ใช้งาน
การมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วยวัยรุ่นโรคมะเร็งกลับเป็นซ้ำที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง, ทิพย์เกษร วรรณภักตร์
การมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วยวัยรุ่นโรคมะเร็งกลับเป็นซ้ำที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง, ทิพย์เกษร วรรณภักตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวคิดปรากฏการณ์วิทยาเชิงบรรยายของ Husserl มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วยวัยรุ่นโรคมะเร็งกลับเป็นซ้ำที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง ผู้ให้ข้อมูลหลักในการวิจัยคือ วัยรุ่นโรคมะเร็งที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อายุ 11-19 ปี ทั้งชายและหญิง ซึ่งทราบการวินิจฉัยโรคของตน ได้รับการรักษาโรคมะเร็งด้วยเคมีบำบัดอย่างน้อย 1 ปี รับรู้และได้รับการดูแลแบบประคับประคองแล้วอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป จำนวน 9 ราย เก็บข้อมูลการวิจัยโดยสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และวิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการของ Colaizzi ผลการศึกษาพบว่าการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วยวัยรุ่นโรคมะเร็งกลับเป็นซ้ำที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง ประกอบไปด้วย 2 ประเด็นหลัก คือ 1) "ชีวิตที่อยู่กับมะเร็งกลับเป็นซ้ำ" ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ ทุกข์ทรมานกับโรคมะเร็งที่ซ้ำเติม หนักใจที่กลับเป็นซ้ำแต่ความหวังยังมี และยังวนเวียนอยู่กับการรักษา 2) "ชีวิตที่อยู่ต่อไป" ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ ชีวิตที่แตกต่างจากคนอื่น ชีวิตที่ต้องอยู่ดีมีความสุข และชีวิตที่อยู่บนขวัญกำลังใจเพื่อตัวเองและครอบครัว ผลการวิจัยสะท้อนถึงการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วยที่ผูกพันอยู่กับชีวิตสองส่วน คือ ชีวิตส่วนแรกที่อยู่กับมะเร็งที่กลับเป็นซ้ำซึ่งต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากโรคแม้จะอยู่อย่างหนักใจแต่ก็มีหวัง และชีวิตอีกส่วนที่มีแต่ข้อจำกัด แต่ก็ได้รับสิ่งทดแทนจากคนรอบข้างที่ช่วยให้กำลังใจมีชีวิตอยู่ต่อ ข้อค้นพบเหล่านี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อการวางแผนการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ รวมถึงการวิจัยในอนาคตต่อไป
ผลของการให้ความรู้ต่อการปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในบุคคลกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่, นิรินธน์ ช่อมะลิ
ผลของการให้ความรู้ต่อการปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในบุคคลกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่, นิรินธน์ ช่อมะลิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง สองกลุ่มวัดผลภายหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในบุคคลกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่ได้รับโปรแกรมการให้ความรู้ก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (2) เปรียบเทียบการปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในบุคคลกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการให้ความรู้ก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือ บุคคลกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่วัยผู้ใหญ่อายุ 18 - 59 ปี เข้ารับการส่องกล้องที่โรงพยาบาลสุรินทร์จำนวน 44 คน จัดเข้าเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 22 คน และจับคู่ด้วยเพศ อายุ และระดับการศึกษา สำหรับกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการให้ความรู้ในการปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ โปรแกรมการให้ความรู้ในการปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ประกอบไปด้วยกิจกรรม 3 ระยะ จำนวน 4 ครั้ง ได้แก่ 1) ประเมินความต้องการการเรียนรู้ 2) วางแผนการเรียนรู้ 3) ให้ความรู้ และประเมินผลการสอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดการปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดการปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องใหญ่ มีค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.92 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่า Mann-Whitney U test ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคคลกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ได้รับโปรแกรมการให้ความรู้ก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ สามารถปฏิบัติตนภายหลังได้รับโปรแกรม มีจำนวน 2 ข้อ ที่ปฏิบัติได้น้อยที่สุดจำนวน 17 คนคิดเป็น ร้อยละ 77.3 และมีจำนวน 13 ข้อที่ปฏิบัติได้ 22 คน คิดเป็น ร้อยละ 100 2) การปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในบุคคลกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการให้ความรู้ก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ มีการปฏิบัติตนดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของการพัฒนาความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องการพึ่งพาต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันของผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, วริณญา อาจธรรม
ผลของการพัฒนาความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องการพึ่งพาต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันของผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, วริณญา อาจธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันของผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กระหว่างก่อนและหลังได้รับการพัฒนาความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องการพึ่งพา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขตอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรีจำนวน 35 คน กิจกรรมประกอบด้วย1) การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ดูแล 2) การสร้างแรงจูงใจโดยการส่งเสริมการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติ 3) การพัฒนาความสามารถในการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ 4) การจดจำนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันแก่เด็กวัยก่อนเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก วัดพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันของผู้ดูแลด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันของผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .85 และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟา ครอนบาคเท่ากับ .87 ข้อมูลถูกวิเคราะห์โดยใช้สถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่าผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหลังได้รับการพัฒนาความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องการพึ่งพามีพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันแก่เด็กวัยก่อนเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กดีกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองภายหลังการผ่าตัดลดน้ำหนักของผู้ป่วยโรคอ้วน, ศิภาพันธ์ ลวสุต
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองภายหลังการผ่าตัดลดน้ำหนักของผู้ป่วยโรคอ้วน, ศิภาพันธ์ ลวสุต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองภายหลังการผ่าตัดลดน้ำหนักของผู้ป่วยโรคอ้วนภายหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเอง และเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองภายหลังการผ่าตัดลดน้ำหนักของผู้ป่วยโรคอ้วน ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคอ้วนทั้งเพศชายและหญิง อายุ 18 – 59 ปี ภายหลังได้รับการผ่าตัดลดน้ำหนักที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 15 คน จับคู่ด้วยเพศ อายุ และชนิดการผ่าตัด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเอง ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของ Orem ประกอบด้วย 2 ระยะ คือ ระยะการให้ความรู้และการสนับสนุนภายหลังการผ่าตัดขณะอยู่โรงพยาบาล และระยะการให้การสนับสนุนเมื่อกลับบ้าน เก็บรวบรวมข้อมูล 8 สัปดาห์ ด้วยแบบวัดพฤติกรรมการดูแลตนเองภายหลังการผ่าตัดลดน้ำหนัก มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคเท่ากับ .81 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ป่วยโรคอ้วนภายหลังได้รับการผ่าตัดลดน้ำหนักกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเอง มีพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับดี (Mean = 4.13) 2. ผู้ป่วยโรคอ้วนภายหลังได้รับการผ่าตัดลดน้ำหนัก กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองมีพฤติกรรมการดูแลตนเอง (Mean = 4.13 ± SD = 0.25) ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ (Mean = 3.68 ± SD = 0.31) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การบริหารพยาบาลรุ่นอายุแซดในทีมการพยาบาล:ประสบการณ์ของหัวหน้าหอผู้ป่วยโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐแห่งหนึ่ง, สุรีพร แซ่หนึง
การบริหารพยาบาลรุ่นอายุแซดในทีมการพยาบาล:ประสบการณ์ของหัวหน้าหอผู้ป่วยโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐแห่งหนึ่ง, สุรีพร แซ่หนึง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์ในการบริหารพยาบาลรุ่นอายุแซดในทีมการพยาบาลของหัวหน้าหอผู้ป่วยของรัฐแห่งหนึ่ง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปรากฎการณ์วิทยาตีการความ ตามแนวคิดของ Martin Heidegger ผู้ให้ข้อมูลเป็นหัวหน้าหอผู้ป่วยที่มีประสบการณ์การบริหารพยาบาลรุ่นอายุแซดในหอผู้ป่วยไม่ต่ำกว่า 3 ปี จำนวน 12 คน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์เนื้อหาตามวิธีการของ van Manen (1990) ผลการศึกษา สามารถแบ่งเป็น 5 ประเด็นหลักและประเด็นย่อย ดังนี้ 1. ทำความเข้าใจเพื่อให้เข้าถึงพยาบาลรุ่นใหม่ในทีมการพยาบาล ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1.1) ยอมรับในความแตกต่างของแต่ละบุคคล 1.2) อธิบายข้อข้องใจ โดยไม่ใช้วิธีการบังคับ และ 1.3) ใช้คำพูดเชิงบวกในการบอกถึงความผิดพลาด 2. จัดการกับการสื่อสารให้เข้าถึงพยาบาลรุ่นใหม่ ประกอบด้วย 5 ประเด็นย่อย 2.1) ใช้หลากหลายช่องทางการสื่อสาร 2.2) สื่อสารให้กระชับ ชัดเจน มีเหตุผลและเป็นรูปธรรม 2.3) เปิดช่องทางให้ติดต่อสื่อสารได้ตลอดเวลา 2.4) จัดลำดับความสำคัญของประเด็นที่ต้องการสื่อสาร และ 2.5) ตักเตือนหากใช้สื่อสังคมออนไลน์ไม่เหมาะสม 3. แก้ปัญหาการทำงานของพยาบาลรุ่นอายุแซด ประกอบด้วย 5 ประเด็นย่อย 3.1) สร้างข้อตกลงร่วมกันผ่านการประชุมหน่วยงาน 3.2) ควบคุมและกำกับดูแลให้ทำงานอย่างมืออาชีพ 3.3) แก้ปัญหาทำงานไว แต่ไม่รอบคอบ ไม่ตรงต่อเวลา 3.4) มอบหมายพยาบาลรุ่นพี่ตรวจสอบการทำงานพยาบาลรุ่นน้อง และ 3.5) ปลูกฝังให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว 4. พัฒนาการทำงานของพยาบาลรุ่นอายุแซดในทีมการพยาบาล ประกอบด้วย 5 ประเด็นย่อย 4.1) มอบหมายให้ฝึกงานกับพยาบาลพี่เลี้ยง 4.2) ทำงานเป็นตัวจริง แต่ยังทิ้งไม่ได้ ต้องให้รุ่นพี่ช่วยดูแล 4.3 ฝึกเป็นหัวหน้าเวร มีปัญหาอะไรปรึกษาหัวหน้าได้ตลอดเวลา 4.4) มอบหมายหน้าที่อื่นให้ เพื่อจะได้เพิ่มพูนทักษะในการทำงาน และ 4.5) เปิดโอกาสให้แสดงความสามารถ ทำโครงการนวัตกรรมใหม่ๆ 5. การลดช่องว่างระหว่างวัยเพื่อบริหารพยาบาลรุ่นอายุแซด ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย 5.1) ปรับตัวให้เหมือนเป็นคนรุ่นเดียวกัน 5.2) …
การแยกและการคัดเลือกราไมคอร์ไรซาเพื่อกระตุ้นการเจริญของต้นกล้ากล้วยไม้น้ำ Epipactis Flava Seidenf., ญาณิศา พันธุ์สังข์
การแยกและการคัดเลือกราไมคอร์ไรซาเพื่อกระตุ้นการเจริญของต้นกล้ากล้วยไม้น้ำ Epipactis Flava Seidenf., ญาณิศา พันธุ์สังข์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากการศึกษาครั้งนี้ สามารถแยกราเอนโดไฟต์จากกล้วยไม้น้ำ Epipactis flava Seidenf. ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ได้ทั้งหมด 50 ไอโซเลต เป็นราที่แยกได้จากราก 35 ไอโซเลต และจากโปรโตคอร์ม 15 ไอโซเลต ราที่แยกได้ทั้งหมดถูกนำมาตรวจสอบการกระตุ้นการงอกของเมล็ดกล้วยไม้น้ำ พบว่ามีรา 7 ไอโซเลต ได้แก่ MSR07 MSR24 MSR34 MSP01 MSP02 MSP04 และ MSP13 ที่สามารถกระตุ้นการงอกของเมล็ดกล้วยไม้น้ำบนอาหารเลี้ยงเชื้อ Oat Meal Agar (OMA) ได้ภายใน 30 วัน หลังหว่านเมล็ด การกระตุ้นการงอกของเมล็ดและการพัฒนาของโปรโตคอร์มด้วยราทั้ง 7 ไอโซเลตถูกทดสอบบนอาหารเลี้ยงเชื้อ OMA เป็นเวลา 4 เดือน หลังหว่านเมล็ด พบว่ามีรา 6 ไอโซเลตที่สามารถกระตุ้นการงอกของเมล็ดและส่งเสริมการพัฒนาของโปรโตคอร์มจนถึงระยะที่ 2 ยกเว้นราไอโซเลต MSP04 ที่ไม่ส่งเสริมการพัฒนาของโปรโตคอร์ม ค่าดัชนีของอัตราการงอก (Germination rate index, GRI) ของราทั้ง 7 ไอโซเลตมีค่าอยู่ระหว่าง 56.62-148.14 โดยไอโซเลต MSP13 ให้ค่า GRI สูงที่สุด (148.14) ซึ่งไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับค่า GRI ของราไอโซเลต MSP01 (139.41) ค่าดัชนีของอัตราการพัฒนาของโปรโตคอร์ม (developmental rate index, DRI) ของราทั้ง 7 ไอโซเลตมีค่าอยู่ระหว่าง 0-33.20 จากการศึกษาพบว่า ราไอโซเลต MSP01 ให้ค่า DRI สูงที่สุด (33.20) ขณะที่เมล็ดที่ไม่ได้เพาะเลี้ยงร่วมกับรา (ชุดควบคุม) มีค่า GRI และ DRI เท่ากับ 6.76 และ 0 ตามลำดับ จากลักษณะทางสัณฐานวิทยาและการวิเคราะห์ทางชีววิทยาโมเลกุลที่ตำแหน่ง …
กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของกลุ่มจิตอาสา, ชยานนท์ ภาคีวัฒน์
กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของกลุ่มจิตอาสา, ชยานนท์ ภาคีวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะ ของกลุ่มจิตอาสา 2) เพื่อนำเสนอกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของกลุ่มจิตอาสา กลุ่มตัวอย่างคือ บ้านชาเลม บ้านพักฉุกเฉิน, สำนักงานคุ้มครองเด็ก สภาคริสตจักรในประเทศไทย, สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย แผนกเยาวชน และฝ่ายสังคม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เจาะลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ค่าสถิติเบื้องต้น ได้แก่ค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ โดยการจำแนกประเภทข้อมูล และการเปรียบเทียบข้อมูล ผลของการวิจัยพบว่ากระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของกลุ่มจิตอาสา มีทั้งหมด 4 กระบวนการคือ 1) การตอบสนองต่อสถานการณ์สังคมที่เกิดขึ้น ข้อที่มีค่าเฉลี่ยรวมมากที่สุด คือให้เกียรติต่อผู้อื่นมีค่าเฉลี่ย 4.37 2) การกำหนดวิธีการเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยรวมมากที่สุด คือเห็นความสำคัญของการมีเครือข่ายการทำงานระหว่างกลุ่มจิตอาสามีค่าเฉลี่ย 4.28 3) กระบวนการเสริมสร้าง จิตสาธารณะ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยรวมมากที่สุดคือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาสังคม เช่น กิจกรรมรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด กิจกรรมต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า กิจกรรมรณรงค์ปฏิบัติตามกฎจราจร เป็นต้น มีค่าเฉลี่ย 3.98 4) การเปลี่ยนแปลง ข้อที่มีค่าเฉลี่ยรวมมากที่สุดคือเห็นความสำคัญของการทำจิตสาธารณะมากขึ้นมีค่าเฉลี่ย 4.22 และยังพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเสริมสร้างจิตสาธารณะคือครอบครัว ตั้งแต่ก่อนเข้าร่วมกลุ่มจิตอาสา นอกจากนี้พบว่าสื่อโซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคปัจจุบัน มีบทบาทสำคัญอีกด้วย การนำเสนอกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของกลุ่มจิตอาสา มีประเด็นที่สำคัญ คือ การสอนบุตรด้วยความรัก, การรู้จักใช้คำพูดที่สื่อสารเชิงบวก และการประพฤติตนให้เป็นแบบอย่าง ของการมีจิตสาธารณะ, มีการป้องกันสื่อด้านลบ, การอบรมเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์แก่สมาชิก การมีบุคคลผู้ทำหน้าที่ดูแลพื้นที่โซเชียลมีเดียของกลุ่มจิตอาสาเพื่อคัดกรองข้อมูลที่ไม่ดีก่อนที่สมาชิกจะได้อ่าน และนำเสนอข้อมูลที่เป็นด้านบวก และการเสริมสร้างจิตสาธารณะผ่านคำสอนทางศาสนา
การสืบทอดวิถีไทยเพื่อการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, พรพรรณ สวัสดิสิงห์
การสืบทอดวิถีไทยเพื่อการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, พรพรรณ สวัสดิสิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาองค์ความรู้วิถีไทยเพื่อการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2) วิเคราะห์การสืบทอดวิถีไทยเพื่อการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ 3) นำเสนอแนวทางการสืบทอดวิถีไทยเพื่อการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ คือ การวิเคราะห์เนื้อหา การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาเฉพาะกรณี และการสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า 1. พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปรากฏข้อความสะท้อนให้เห็นแนวพระราชดำริประมวลเป็นองค์ความรู้วิถีไทยได้ 5 ประเด็น ได้แก่ 1) ความหมายวิถีไทย 2) ประเภทของวิถีไทย 3) คุณค่าและบทบาทของวิถีไทย 4) การสืบทอดวิถีไทย และ 5) การพัฒนามนุษย์ด้วยวิถีไทย 2. โรงเรียนกรณีศึกษา 3 แห่ง คือ 1) โรงเรียนพระดาบส 2) โรงเรียนบ้านดอนมหาวัน (ตชด. บำรุงที่ 1) และ 3) โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอาชีวศึกษาเชียงราย-พะเยา มีการสืบทอดวิถีไทยเพื่อการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยวิธีการหลากหลาย ครอบคลุมวิถีไทยทุกประเภท ผู้รับการสืบทอดโดยตรงคือนักเรียนและโดยอ้อมคือครอบครัวและคนในชุมชน เน้นการพัฒนาระดับปัจเจก ทั้งพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา 3. แนวทางการสืบทอดวิถีไทยเพื่อการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 1) สร้างทัศนคติที่ดีต่อการสืบทอดวิถีไทย 2) อนุรักษ์ครูต้นแบบ 3) เสริมทักษะการสืบทอดวิถีไทยแก่ผู้สอน 4) ไม่ลดรายวิชาเกี่ยวกับวิถีไทย 5) พัฒนาสื่อที่ใช้ในการสืบทอดวิถีไทย 6) สร้างครูจากผู้เรียน 7) อนุรักษ์ศิลปินต้นแบบ 8) รัฐควรสนับสนุนผู้มีอาชีพเกี่ยวข้องกับวิถีไทย 9) ยกย่องผู้ให้การสืบทอด 10) ส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านและการแพร่กระจายของหนังสือโดยเฉพาะพระราชนิพนธ์ 11) ส่งเสริมให้ครอบครัวสืบทอดวิถีไทย 12) ส่งเสริมคนไปแหล่งเรียนรู้วิถีไทย 13) เลือกวิธีการและสื่อในการสืบทอดวิถีไทยให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยมีรูปแบบการสืบทอดผ่านการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ปัจจัยที่สร้างผลสัมฤทธิ์ในการสืบทอดวิถีไทยคือ ทัศนคติและการเห็นคุณค่าและความสำคัญของวิถีไทย ความร่วมมือกันทุกภาคส่วน และนโยบายรัฐบาล
แผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างสันติสุข ปี พ.ศ. 2548 - 2551: ศึกษากรณีความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับกระบวนการกำหนดนโยบายการศึกษา, สุภาค์พรรณ ตั้งตรงไพโรจน์
แผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างสันติสุข ปี พ.ศ. 2548 - 2551: ศึกษากรณีความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับกระบวนการกำหนดนโยบายการศึกษา, สุภาค์พรรณ ตั้งตรงไพโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสาเหตุและปัจจัยในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างสันติสุข พ.ศ. 2548 - 2551 และ 2) วิเคราะห์ผลกระทบของความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างสันติสุข ปี พ.ศ. 2548 - 2551 โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยใช้กรอบการวิเคราะห์นโยบายในขั้นตอนการระบุปัญหา (agenda - setting) และตัวแบบนโยบายแบบรัฐนิยม เป็นกรอบแนวคิดของงานวิจัย ผลการวิจัยพบว่า สาเหตุและปัจจัยในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฯ มีอยู่ 2 ประการหลัก ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านเอกลักษณ์ ประกอบด้วย 1.1) เอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ และ 1.2) เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และ 2) ปัจจัยด้านการเมือง / ความมั่นคง ประกอบด้วย 2.1) มติมหาชน 2.2) ทรรศนะของชนชั้นปกครอง 2.3) อิทธิพลของพรรคการเมือง 2.4) กลุ่มผลประโยชน์ 2.5) ระบบราชการ และ 2.6) แรงกดดันจากสังคม ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในกรณีนี้เข้าข่ายตัวแบบรัฐนิยม (statist model) มากที่สุดคือ รัฐมีบทบาทนำในการกำหนดนโยบาย โดยไม่มีปัจจัยหรืออิทธิพลของกลุ่มอื่น ๆ มาสนับสนุนหรือคัดค้านการผลักดันประเด็นปัญหา ผู้มีอำนาจในการกำหนดและตัดสินนโยบายมีเพียง 4 คน ได้แก่ นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีสามคนซึ่งใช้อำนาจผลักดันประเด็นปัญหาของตนเองให้เข้าสู่วาระนโยบาย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจเลือกว่าจะเอาแนวทางไหน อำนาจสูงสุดจึงอยู่ที่พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร และสุดท้ายรองนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสงสามารถผลักดันประเด็นปัญหาเข้าสู่วาระนโยบายได้สำเร็จ เพื่อให้นโยบายการศึกษามาจากการระบุปัญหาที่เหมาะสมและเกิดสัมฤทธิผลในทางปฏิบัติด้วย จึงควรมีแนวทางดังต่อไปนี้ 1) ควรให้กลุ่ม / องค์กร ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้มีส่วนร่วมในการระบุปัญหาตั้งแต่ต้น 2) ตัวแบบกระบวนการเป็นตัวแบบที่น่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และ 3) หากต้องการให้นโยบายการศึกษาสอดคล้องกับความประสงค์และผลประโยชน์ของสาธารณะมากที่สุด ผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงการศึกษา (รวมถึงสื่อมวลชน) ต้องพยายามหาช่องทางและโอกาสในการเสนอประเด็นปัญหาให้ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายได้รับทราบด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การจัดสัมมนา การจัดทำรายงานวิจัย การเสนอข่าวในสื่อสาธารณะ เป็นต้น
คนโป๊ะ: ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสืบทอดการทำประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงคราม, พิมณิชา พรหมมานต
คนโป๊ะ: ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสืบทอดการทำประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงคราม, พิมณิชา พรหมมานต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์คุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นและการทำประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงคราม 2) วิเคราะห์การสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและการทำประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงครามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและ 3) นำเสนอแนวทางการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและการทำประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงคราม ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การศึกษาเอกสารและการศึกษาภาคสนาม ผลการวิจัยพบว่า 1) ภูมิปัญญาและการทำประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงครามมีคุณค่าจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ คุณค่าจริยศาสตร์ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติที่นำไปสู่การปรับตัวเข้าหาธรรมชาติและความรู้ด้านหัตถกรรมในการสร้างสรรค์เครื่องมือประมง ความคิดด้านจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมสู่การทำประมงอย่างยั่งยืน ทักษะที่เกิดจากความเพียรพยายาม การเลี้ยงชีพอย่างพอเพียง การพัฒนาจิตใจ การพัฒนาสติปัญญา การเสริมสร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจให้ท้องถิ่น การสร้างความสามัคคีในชุมชน การสำนึกถึงประโยชน์ของส่วนรวม และคุณค่าสุนทรียศาสตร์ ได้แก่ ความรื่นรมย์ที่ได้จากการสัมผัสธรรมชาติในการทำประมงและความเรียบง่ายงดงามของเครื่องมือประมงพื้นบ้าน 2) การสืบทอดภูมิปัญญาการทำประมงพื้นบ้านตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเป็นการสืบทอดโดยการศึกษาตามอัธยาศัยเป็นหลักโดยมีรากฐานจากครอบครัว ปัจจุบันผู้สืบทอดมีจำนวนลดลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ รวมถึงค่านิยมและทัศนคติ และ3) แนวทางการสืบทอดภูมิปัญญาและการทำประมงพื้นบ้านต้องทำไปพร้อมกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ควรส่งเสริมการศึกษาตามอัธยาศัยมากที่สุด การศึกษาในระบบและนอกระบบควรเข้ามามีบทบาท ชุมชนต้องเข้มแข็ง ภาครัฐต้องส่งเสริมการทำประมงเพื่อความยั่งยืน พื้นฐานสำคัญของการสืบทอดคือการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศและการสร้างทัศนคติที่ดีให้กับผู้สืบทอดและคนทั่วไปเพื่อให้การทำประมงพื้นบ้านสามารถสืบทอดต่อไปได้
การส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์:การวิเคราะห์คุณค่าวรรณกรรมไทย, ศรัณยพงศ์ โชติวรรณ์
การส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์:การวิเคราะห์คุณค่าวรรณกรรมไทย, ศรัณยพงศ์ โชติวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์คุณค่าวรรณกรรมไทยประเภทนวนิยายที่ผลิตซ้ำเป็นละคร ภาพยนตร์ที่มีต่อการส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการการส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์จากการวิเคราะห์คุณค่าวรรณกรรมไทยประเภทนวนิยายที่ผลิตซ้ำเป็นละคร ภาพยนตร์ โดยมีวิธีการวิจัยการศึกษาเอกสารเพื่อศึกษาวรรณกรรมไทยประเภทนวนิยาย ที่เป็นผลงานของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ จำนวน 51 เรื่อง โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาในด้านสุนทรียศาสตร์ และจริยศาสตร์ในประเด็นคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์ และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยคุณค่าวรรณกรรมไทยประเภทนวนิยายทั้ง 51 เรื่องผ่าน พฤติกรรมตัวละคร พบว่าคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์เกิดจาก อารมณ์ ความรู้สึกศรัทธา ประทับใจ สะเทือนใจ เศร้าเสียใจ หวาดกลัว ทำให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการโดยส่งผลกระทบต่ออารมณ์และความคิดของผู้อ่านและเกิดอารมณ์คล้อยตามตัวละครตัวนั้น แสดงให้เห็นว่าคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์มีพลังในการจุดประกายความคิดจนก่อให้เกิดคุณค่าทางจริยศาสตร์ที่ผู้อ่านตระหนักรู้ในคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์จากพฤติกรรมของตัวละคร ทำให้ผู้อ่านเข้าใจพฤติกรรมตัวละครมากขึ้นและรับรู้ถึงความคิด ทัศนคติของตัวละครจนเกิดการตระหนักรู้ในคุณค่าทางจริยศาสตร์ คุณธรรมความซื่อสัตย์ที่แฝงอยู่กับตัวละครตัวนั้น จากการศึกษาพบว่าคุณธรรมความซื่อสัตย์ที่ปรากฎในวรรณกรรมไทยประเภทนวนิยายมากที่สุดคือความซื่อสัตย์ต่อตนเอง รองลงมาความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน และความซื่อสัตย์ต่อสังคมและประเทศตามลำดับ แนวทางการส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์จากการวิเคราะห์คุณค่าวรรณกรรมไทยควรมีแนวทางในการการส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์ผ่านรูปแบบการจัดการศึกษา 3 รูปแบบดังนี้ 1) การศึกษาในระบบโรงเรียนแยกเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานควรมีกิจกรรมอ่านเล่มเดียวกันแล้วมาวิจารณ์หนังสือเล่มเดียวกัน กิจกรรมการเลือกซื้อหนังสือเอาเข้าห้องสมุดโรงเรียน กิจกรรมการเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ในชีวิตประจำวัน กิจกรรมให้อ่านเรื่องสั้นอ่านนวนิยายโดยให้หาวรรคทองของคุณธรรมความซื่อสัตย์ การศึกษาระดับอุดมศึกษา การจัดตั้งชมรมวรรณกรรมไทย วรรณศิลป์ และเชิญนักเขียนภายนอกเข้าร่วมกิจกรรมด้วยและมีการวิพากษณ์วรรณกรรมไทยแสดงความคิดเห็นร่วมกัน 2) การศึกษานอกระบบโรงเรียนรูปแบบกิจกรรมคล้ายกับการศึกษาในระบบแต่มีความยืดหยุ่นมากว่า และ 3) การศึกษาตามอัธยาศัยควรที่จะเริ่มต้นจากครอบครัวในการส่งเสริมการอ่านให้กับเด็ก อย่างเช่นการเล่านิทาน เป็นต้น สถาบันสื่อมวลชนและสื่ออิเล็คทรอนิคส์ควรเป็นช่องทางในการส่งเสริมการปลูกฝังความซื่อสัตย์ในรูปแบบกิจกรรมนันทนาการต่างๆ อาทิ การประกวดเรียงความ การประกวดเรื่องสั้น การจัดทำเฟสบุ๊ต เว็บเพจ โดยมีการรวมตัวของนักเขียนเพื่อสร้างนวนิยายออนไลน์ที่มีคุณภาพและเสริมสร้างคุณธรรมเพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาอ่านอันเป็นการปรับตัวของนวนิยายในยุคดิจิทัลด้วย และภาครัฐควรสนับสนุนการส่งเสริมการรักการอ่านให้กับคนในสังคมโดยการประชาสัมพันธ์ การรณรงค์การรักการอ่านอย่างต่อเนื่องและมีการสร้างเครือข่ายการส่งเสริมการอ่านให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
การเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุผ่านการใช้แอปพลิเคชันไลน์, นวพร สุนนทะนาม
การเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุผ่านการใช้แอปพลิเคชันไลน์, นวพร สุนนทะนาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุผ่านปัจจัยทางประชากรศาสตร์ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชันไลน์กับการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ ศึกษาการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ เปรียบเทียบระหว่างภายในแอปพลิเคชันไลน์ และชีวิตจริง รวมทั้งเสนอแนะการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุผ่านการใช้แอปพลิเคชันไลน์ ดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิควิจัยเชิงปริมาณ สุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มแบบโควต้า มีขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น 385 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแตกต่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent t-test) การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มแบบจับคู่ (Paired Samples t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's Product Moment Correlation Coefficient) โดยการวิจัยในครั้งนี้กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ระดับ .05 ผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุที่ใช้แอปพลิเคชันไลน์มีการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับสูง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ คือ สถานภาพการครองคู่ และสภาพการอยู่อาศัย สำหรับพฤติกรรมการใช้งานแอปพลิเคชันไลน์ ความถี่ ระยะเวลา และช่วงเวลาในการใช้งานแอปพลิเคชันไลน์ไม่มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ ทั้งนี้วัตถุประสงค์การใช้งานแอปพลิเคชันไลน์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการใช้งานเพื่อติดต่อสื่อสารกับสมาชิกในครอบครัวมีระดับมากที่สุด และเมื่อทำการเปรียบเทียบการเห็นคุณค่าในตนเองระหว่างภายในแอปพลิเคชันไลน์และชีวิตจริง ภายในแอปพลิเคชันไลน์ผู้สูงอายุมีการเห็นคุณค่าในตนเอง ด้านการรับรู้ว่าตนมีความสำคัญมากกว่าในชีวิตจริง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ภาพตัวแทนของผู้ชุมนุมทางการเมืองในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองช่วงปี พ.ศ. 2549 – 2557 ในพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ภาษาไทย : การศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, สุจิตรา แซ่ลิ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเสนอภาพตัวแทนผู้ชุมนุมทางการเมืองในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองช่วงปี พ.ศ. 2549-2557 ที่สื่อผ่านภาษาในพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาไทยตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ และเพื่อวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางวาทกรรมและวิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมของวาทกรรมสื่อในหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยที่นำเสนอข่าวการชุมนุมประท้วงทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2549 – 2557 ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยจำนวน 6 ชื่อฉบับ ได้แก่ ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด มติชน ผู้จัดการรายวัน และไทยโพสต์ โดยศึกษาภาพตัวแทนผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใน 3 ช่วงเวลาที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมและรัฐบาลที่ต่างกัน ได้แก่ 1) การชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ.2549-2551 2) การชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ.2552-2553 และ 3) การชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ.2556-2557 การวิเคราะห์ใช้แนวคิดเรื่องการนำเสนอผู้กระทาทางสังคมของฟาน ลีอูเวน (van Leeuwen, 1996) การวิเคราะห์ชนิดกระบวนการของฮัลลิเดย์ (Halliday, 1985) และการวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาอื่น เช่น สหบท มาวิเคราะห์การนำเสนอภาพตัวแทนของผู้ชุมนุม ผลการศึกษาพบว่า ภาพตัวแทนของผู้ชุมนุมทางการเมืองที่สื่อผ่านกลวิธีทางภาษาแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 3 กลุ่ม คือ (1) ภาพตัวแทนที่เป็นกลางของผู้ชุมนุม ได้แก่ ผู้ชุมนุมเป็นกลุ่มคนที่มารวมตัวกันชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านรัฐบาล (2) ภาพตัวแทนที่สร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้ชุมนุม ได้แก่ ผู้ชุมนุมเป็นกลุ่มประชาชนจำนวนมากที่มารวมตัวกันเพื่อต่อต้านรัฐบาล ผู้ชุมนุมเป็นผู้กระทำสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมโดยการต่อต้านรัฐบาลที่ลุแก่อำนาจ ผู้ชุมนุมเป็นผู้ถูกกระทำจากรัฐบาลและจากคนกลุ่มต่าง ๆ และผู้ชุมนุมเป็นผู้ที่ชุมนุมอย่างสันติ และ (3) ภาพตัวแทนที่ลดทอนความชอบธรรมของผู้ชุมนุม ได้แก่ ผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อความวุ่นวายและสร้างความเดือดร้อน ผู้ชุมนุมเป็นผู้ใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมเป็นผู้ทำผิดกฎหมาย ผู้ชุมนุมเป็นผู้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ผู้ชุมนุมเป็นผู้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม ผู้ชุมนุมเป็นผู้ขาดความน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเคารพ และผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งเป็นชนชั้นที่มีฐานะซึ่งไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งนี้พบว่าจุดยืนทางการเมืองของสื่อหนังสือพิมพ์และสถานการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันมีส่วนสัมพันธ์กับการนำเสนอภาพตัวแทนของผู้ชุมนุมทางการเมืองที่ต่างกันในแต่ละช่วงเวลาที่ศึกษา งานวิจัยเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าภาพของผู้ชุมนุมทางการเมืองกลุ่มเดียวกันได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อในแง่มุมที่ต่างกัน ผ่านมุมมองที่ต่างกันและนำเสนอด้วยกลวิธีทางภาษาที่ต่างกัน ภาพตัวแทนที่สื่อนำเสนอมีส่วนในการสร้างความชอบธรรมหรือลดทอนความชอบธรรมของกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองและน่าจะมีผลต่อความคิดและทัศนคติของผู้อ่านที่มีต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ผลการวิจัยนี้ทำให้เห็นว่าภาพตัวแทนผู้ชุมนุมทางการเมืองเหล่านี้เป็นผลจากการประกอบสร้างทางภาษาของสื่อที่อาจมีจุดยืนต่างกัน ในบางครั้งผู้อ่านอาจจะไม่ทันได้ตระหนักถึงหรือสังเกตเห็นและเข้าใจว่าสิ่งที่นำเสนอเป็น "ความจริง" เพียงชุดเดียว ความตระหนักรู้หรือรู้เท่าทันวาทกรรมสื่อจะช่วยให้ผู้อ่านรับสารอย่างมีวิจารณญาณและตัดสินหรือประเมินค่าสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบยิ่งขึ้นอันอาจจะช่วยลดทอนความขัดแย้งที่มีต่อกันในสังคมได้ไม่มากก็น้อย
การศึกษาการผลิตร่วมในนโยบายพลังงานทดแทนแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้า : กรณีศึกษา โครงการนำร่องพลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าติดตั้งบนหลังคาอย่างเสรี, นวลประกาย เลิศกิรวงศ์
การศึกษาการผลิตร่วมในนโยบายพลังงานทดแทนแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้า : กรณีศึกษา โครงการนำร่องพลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าติดตั้งบนหลังคาอย่างเสรี, นวลประกาย เลิศกิรวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์มุ่งศึกษาโครงการนำร่องพลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าติดตั้งบนหลังคาอย่างเสรี พ.ศ. 2559 ในนโยบายพลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงาน 2 ประเด็น คือ 1) ศึกษาการผลิตร่วมในการบริการสาธารณะ 2) ศึกษาอุปสรรคและแนวทาง การพัฒนาโครงการ โดยมีการเก็บข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่รับผิดชอบโครงการของการไฟฟ้านครหลวง และ ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการประเภทบ้านเรือนร้อยละ 86.08 ของผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ โดยผลการศึกษามีดังนี้ 1) โครงการนำร่องพลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าติดตั้งบนหลังคาอย่างเสรีเป็นการผลิตร่วมตามแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ซึ่งต่างจากการการผลิตร่วมด้านการศึกษาและด้านสาธารณสุขในแนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่หรือธรรมาภิบาลภาครัฐใหม่ โดยแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่มองว่าประชาชนเป็นลูกค้า ในขณะที่แนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่หรือธรรมาภิบาลภาครัฐใหม่มองว่าประชาชนเป็นมากกว่าหุ้นส่วน 2) อุปสรรคสำคัญของการผลิตร่วมในโครงการนำร่อง คือ ประชาชนเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนน้อย และขาดการมีส่วนร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะ หน่วยงานของรัฐควรส่งเสริมมาตรการจูงใจให้ประชาชนเป็นผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าด้วยตนเองหรือควรผลักดันให้ประชาชนเกิดความร่วมมือในการจัดทำบริการสาธารณะร่วมกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อก่อให้เกิดการรับผิดชอบร่วมกันซึ่งจะนำไปสู่การมีพลังงานอย่างยั่งยืน
บทบาทของตัวแสดงภายในประเทศที่ไม่ใช่รัฐกับนโยบายด้านเศรษฐกิจของไทยต่อลาว, ศิริสุดา แสนอิว
บทบาทของตัวแสดงภายในประเทศที่ไม่ใช่รัฐกับนโยบายด้านเศรษฐกิจของไทยต่อลาว, ศิริสุดา แสนอิว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาบทบาทของตัวแสดงภายในประเทศที่ไม่ใช่รัฐกับนโยบายด้านเศรษฐกิจของไทยต่อลาวในงานวิจัยชิ้นนี้ เป็นการตอบคำถามว่า ตัวแสดงภายในประเทศที่ไม่ใช่รัฐใดที่มีบทบาทในการผลักดันการขับเคลื่อนและการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจของไทยต่อลาว กรณีศึกษานโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองชายแดนไทย-ลาว โดยทำการศึกษาเมืองชายแดนไทย-ลาว ทั้งที่เป็นเมืองคู่แฝดทางเศรษฐกิจที่มีการสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ ได้แก่ จังหวัดมุกดาหาร-แขวงสะหวันนะเขต และเมืองชายแดนไทย-ลาว ที่มิได้เป็นเมืองคู่แฝดทางเศรษฐกิจ ได้แก่ จังหวัดหนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์ และจังหวัดน่าน-แขวงไชยะบุลี เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการดำเนินการนโยบายด้านเศรษฐกิจของไทยต่อลาวในระดับพื้นที่/ระดับท้องถิ่น ข้อค้นพบจากการวิจัยครั้งนี้ พบว่า เมื่อพิจารณาบริบทของพื้นที่ประกอบกับบทบาทของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐในการผลักดันการขับเคลื่อนนโยบายและการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจของไทยต่อลาว ในระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ทั้ง 3 พื้นที่ตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่า เมืองชายแดนที่มีศักยภาพที่จะเป็นจุดขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ไทย-ลาว ได้คือ จังหวัดมุกดาหารและจังหวัดหนองคาย เนื่องจากทั้งสองจังหวัดมีบริบทในเชิงพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน กล่าวคือ ฝั่งตรงข้ามของทั้งสองจังหวัดมีความเป็นเมืองที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นกันและเป็นแขวงที่สำคัญทางเศรษฐกิจของลาว นั่นคือ แขวงสะหวันนะเขตและนครหลวงเวียงจันทน์ ด้วยทำเลที่ตั้ง และการมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญคือ สะพานข้ามแม่น้ำโขงไทย-ลาว เหมือนกัน ทำให้เอื้อต่อการมีบทบาทของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐในด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับลาว โดยเฉพาะตัวแสดงภาคเอกชนของทั้งสองจังหวัด ส่วนทางด้านจังหวัดน่าน ซึ่งฝั่งตรงข้ามคือแขวงไชยะบุลีนั้นยังมีขนาดเศรษฐกิจที่เทียบกับทั้งสองแขวงที่กล่าวมาไม่ได้ อีกทั้ง สภาพพื้นที่ที่เชื่อมต่อระหว่างกันเป็นเขตพื้นที่ป่าและฝั่งไทยเป็นเขตป่าสงวน ทำให้ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐในท้องถิ่นมีบทบาทในการขับเคลื่อนและกำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองชายแดนไทย-ลาว อย่างจำกัด อันเนื่องมาจากนัยยะเชิงพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันดังที่กล่าวมา และเมื่อวิเคราะห์เมืองชายแดนไทย-ลาวที่มีศักยภาพที่จะเป็นจุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย-ลาว นั่นคือ จังหวัดมุกดาหารและจังหวัดหนองคาย ผลการศึกษา สะท้อนให้เห็นว่า ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐที่มีความเข้มแข็งและมีบทบาทในการผลักดันการขับเคลื่อนและการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจของไทยต่อลาว ได้แก่ ตัวแสดงภาคเอกชนโดยเฉพาะหอการค้าจังหวัด โดยใช้สถานะ/ตำแหน่งในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัด (กรอ.จังหวัด) และคำนึงถึงผลประโยชน์ทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ ด้วยการใช้ทรัพยากรนโยบายที่เป็นจุดเด่นของภาคเอกชน คือ ทรัพยากรข้อมูลข่าวสาร ความรู้เชิงลึกในพื้นที่ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจในท้องถิ่น รวมถึงทรัพยากรองค์การที่ภาคเอกชนมีทั้งกับเครือข่ายภาคเอกชนส่วนกลาง โดยเฉพาะสภาหอการค้าไทย และเครือข่ายกับนักธุรกิจลาวที่เป็นคู่ค้าทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนตัวแสดงภาครัฐส่วนภูมิภาคในการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลาง ทำให้จัดเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแบบหุ้นส่วน อีกทั้ง เมื่อทำการประเมินอิทธิพลและความสำคัญของตัวแสดงภาคเอกชนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแล้ว ตัวแสดงภาคเอกชนในพื้นที่มีความสำคัญในระดับสูงจากการดำรงตำแหน่งคณะกรรมการในกรอ.จังหวัด ในขณะที่ทางด้านอิทธิพลของตัวแสดงภาคเอกชน ในส่วนของหอการค้าจังหวัด พบว่า อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับตัวแสดงภาคเอกชนอื่นๆ ที่เพิ่งเริ่มก่อตั้ง และตัวแสดงกลุ่มนักวิชาการ โดยความสำคัญและอิทธิพลของตัวแสดงภาคเอกชนดังกล่าวส่งผลต่อความสำเร็จในการผลักดันการกำหนดนโยบายผ่านข้อเรียกร้องทางเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาในพื้นที่หรือการค้าชายแดนไทย-ลาว อาทิ ตัวแสดงภาคเอกชนในจังหวัดมุกดาหารนำโดยหอการค้าจังหวัด สามารถผลักดันข้อเรียกร้องเชิงนโยบายในการขอเปิดจุดผ่อนปรนการค้าไทย-ลาวเพิ่ม และการเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนเงื่อนไขสิทธิประโยชน์แก่ผู้ที่จะมาลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร รวมถึงผลักดันการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการจัดตั้งสนามบินมุกดาหาร ส่วนบทบาทของตัวแสดงภาคเอกชนในจังหวัดหนองคายนั้น หอการค้าจังหวัดหนองคายสามารถรวมตัวกับตัวแสดงภาคเอกชนในกลุ่มจังหวัด อาทิ หอการค้าจังหวัดอุดรธานี เพื่อแก้ไขปัญหาการค้าชายแดนไทย-ลาว จากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 10 ของลาวในปีพ.ศ. 2558 ซึ่งจากความพยายามแก้ไขปัญหาของตัวแสดงภาคเอกชนในพื้นที่ส่งผลให้สถานการณ์กลับมาสู่ภาวะปกติได้ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2561
การศึกษาเพื่อประเมินความผิดปกติของการเปลี่ยนแปลงชนิด P.R122w ในยีน Lhx4 ในผู้ป่วยโรคต่อมใต้สมองทำงานลดลงและโรคกระดูกเปราะ, นลินี เหมวงศ์
การศึกษาเพื่อประเมินความผิดปกติของการเปลี่ยนแปลงชนิด P.R122w ในยีน Lhx4 ในผู้ป่วยโรคต่อมใต้สมองทำงานลดลงและโรคกระดูกเปราะ, นลินี เหมวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ป่วยเด็กชายไทยคนหนึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกเปราะกรรมพันธุ์ (osteogenesis imperfecta; OI) และโรคต่อมใต้สมองทำงานลดลง (combined pituitary hormone deficiency; CPHD) ผลจากการตรวจความผิดปกติทางพันธุกรรมโดยวิธี whole exome sequencing (WES) พบการเปลี่ยนแปลงชนิด p.G511C (c.1531G>T) ในยีน COL1A2 ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคกระดูกเปราะกรรมพันธุ์ โดยไม่พบการเปลี่ยนแปลงนี้ในพ่อและแม่ของผู้ป่วย (de novo mutation) อีกทั้งยังพบการเปลี่ยนแปลงชนิด p.R122W (c.364C>T) ในยีน LHX4 ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อของผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรง ยีน LHX4 เป็นยีนที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาต่อมใต้สมองและระบบประสาท อีกทั้งยังเคยมีการรายงานว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคต่อมใต้สมองทำงานลดลง และมีลักษณะการแสดงออกแบบ incomplete penetrance ผลจากการทำ WES เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดโรคได้ การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งเน้นเพื่อประเมินการทำงานของยีน LHX4 ที่มีการเปลี่ยนแปลงชนิด p.R122W โดยทำการทดสอบกับโปรโมเตอร์ของยีน POU1F1, GH1 และ TSHB ในเซลล์ Chinese hamster ovary (CHO)-K1 และวัดระดับการแสดงออกด้วยเทคนิค luciferase reporter assay ผลการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงชนิด p.R122W ไม่สามารถกระตุ้นการทำงานของโปรโมเตอร์ดังกล่าวได้ ซึ่งสอดคล้องกับอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะพร่อง โกรทฮอร์โมนและไทรอยด์ฮอร์โมน จึงสรุปได้ว่าการศึกษาทางห้องปฏิบัติการสนับสนุนว่าการเปลี่ยนแปลงชนิด p.R122W ในยีน LHX4 ก่อให้เกิดโรคต่อมใต้สมองทำงานลดลง
ปัจจัยด้านแรงจูงใจในการเข้าชมการแข่งขันฟุตบอล, กมลชนก ชุ่มเชย
ปัจจัยด้านแรงจูงใจในการเข้าชมการแข่งขันฟุตบอล, กมลชนก ชุ่มเชย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านแรงจูงใจในการเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 1 และไทยลีก 2 และเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างในปัจจัยด้านแรงจูงใจในการเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 1 และไทยลีก 2 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้เข้าชมการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 1 และไทยลีก 2 ภายในสนามที่จัดการแข่งขัน ทั้งเพศชาย และเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 800 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามจากงานวิจัยของ Wang and Matsuoka (2014) โดยนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของฟุตบอลไทยเกี่ยวกับปัจจัยด้านแรงจูงใจในการเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลไทย นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าสถิติ และเปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยด้านแรงจูงใจโดยใช้สถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า ในภาพรวมปัจจัยด้านแรงจูงใจในการเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลไทยที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ปัจจัยด้านความสนใจในกีฬา เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างในปัจจัยด้านแรงจูงใจระหว่าง ผู้ชมการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 1 และไทยลีก 2 พบว่า ปัจจัยด้านแรงจูงใจสูงสุดในการเข้าชมไทยลีก 1 คือ ปัจจัยด้านการพบปะสังคม และปัจจัยด้านแรงจูงใจสูงสุดในการเข้าชมไทยลีก 2 คือ ปัจจัยด้านการสนับสนุนชุมชนหรือท้องถิ่น โดยปัจจัยในการเข้าชมไทยลีก 1 และไทยลีก 2 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญแทบทุกด้านยกเว้นปัจจัยด้านสิ่งที่ได้มาซึ่งความรู้ที่ไม่พบความแตกต่าง การวิจัยครั้งนี้สรุปได้ว่า ปัจจัยด้านการพบปะสังคมและปัจจัยด้านการสนับสนุนชุมชนหรือท้องถิ่นเป็นปัจจัยด้านแรงจูงใจที่สำคัญในการเข้าชมฟุตบอลไทยลีก 1 และไทยลีก 2 นอกจากนี้ยังสรุปได้ว่า ผู้เข้าชมฟุตบอลไทยลีก 1 และ 2 ยังมีความแตกต่างในระดับแรงจูงใจอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยด้านแรงจูงใจการเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลเป็นตัวแปรสำคัญที่ใช้ในการแบ่งกลุ่มผู้บริโภคได้ นักการตลาด สโมสรฟุตบอลหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สามารถใช้ในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะกับแต่ละกลุ่ม เพื่อสร้างความนิยมให้กับการแข่งขันฟุตบอลในแต่ละลีก