Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1124)
- Medicine and Health Sciences (770)
- Education (485)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
-
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (436)
- Physical Sciences and Mathematics (395)
- Engineering (343)
- Medical Sciences (173)
- Chemistry (165)
- Life Sciences (165)
- Business (161)
- Sociology (150)
- Law (132)
- Computer Sciences (127)
- Economics (127)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (119)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (112)
- Political Science (109)
- Fine Arts (103)
- Veterinary Medicine (100)
- Public Health (99)
- Chemical Engineering (97)
- Educational Technology (91)
- International Relations (90)
- Educational Administration and Supervision (87)
- Art and Design (85)
- Dentistry (84)
- Technology and Innovation (76)
Articles 211 - 240 of 4029
Full-Text Articles in Entire DC Network
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู, วิชชุดา ดวงชาทม
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู, วิชชุดา ดวงชาทม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความเป็นจริง สภาพที่คาดหวัง และความจำเป็นในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครู 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน ร่วมกันการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู ตัวอย่างในการวิจัยระยะที่ 1 (ระยะวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น) เป็นนิสิตครูชั้นปีที่ 2-4 จำนวน 329 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถามวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครู ตัวอย่างในการวิจัยระยะที่ 3 (ระยะทดลอง) คือ นักศึกษาครูสาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จำนวน 14 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู 2) เกณฑ์การประเมินทักษะการพูด การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานโดยใช้สถิติบรรยาย เช่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นโดยการใช้ PNimodified 3) วิเคราะห์ทักษะการพูดของนิสิตครู โดยการใช้ Paired-Sample t-test และ คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) ค่าความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครูอยู่ระหว่าง 0.05 – 0.31 รายการที่ระบุค่าความต้องการจำเป็นสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 คือ การกำหนดประเด็นสำคัญในการพูดของนิสิต (0.31) อันดับที่ 2 อยู่ที่ ความรู้เรื่องการใช้วิดีโอบล็อกสำหรับการจัดการเรียนการสอน (0.31) ข้อที่ 3 อยู่ที่ การเลือกใช้ลีลาน้ำเสียงให้เหมาะสมกับเนื้อหาที่ตนเองสอน (0.29) ตามลำดับ 2) รูปแบบการเรียนรู้ ฯ มีจำนวน 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) อาจารย์ 2) นิสิตครู 3) การศึกษาตัวอย่าง 4) การเรียนในชั้นเรียน 5) ผลงานของผู้เรียน 6) การประเมินผล และมีจำนวน …
รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงโดยใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พีรภัทร สัญญาสุวรรณ
รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงโดยใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พีรภัทร สัญญาสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นและเทคโนโลยีในการใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงโดยใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อวิเคราะห์ผลของการใช้รูปแบบฯ และ 4) เพื่อนำเสนอรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงฯ คือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 5 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 5 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของชุมชนแห่งการเรียนรู้เสมือนจริงฯ แบบวัดการสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคม แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test dependent) สถิติ One way repeated measure ANOVA เพื่อศึกษาผลการเปรียบเทียบหลายช่วงในกลุ่มเดียวกันผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์เทคโนโลยี เพื่อการเรียนรู้จากครอบครัว ในระดับปานกลางใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และเลือกใช้เว็บบราวเซอร์กูเกิลโครม มากที่สุด 2) ความต้องการจำเป็นในการแก้ไขประเด็นปัญหาในสังคมเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายตามประเด็น SDGs ปัญหาการขาดสารอาหาร มีดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด 3) สื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีของในปัจจุบันของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่นักเรียนสนใจมากที่สุดคือ สื่อโซเชียลมีเดีย 2) องค์ประกอบของรูปแบบฯ ประกอบด้วยชุมชนเสมือน การเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายและสังคม การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม และเครื่องมือวัดและประเมินผลตามสภาพจริง 2) ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของการสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความสามารถแตกต่างกันแต่ละองค์ประกอบของการสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีคะแนนความรู้ความเข้าใจในการคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับสังคมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Effects Of Translanguaging In Reading Instruction On Chinese Undergraduate Students' English Reading Comprehension, Jingxuan Wang
Effects Of Translanguaging In Reading Instruction On Chinese Undergraduate Students' English Reading Comprehension, Jingxuan Wang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this study were to: 1) investigate the effects of translanguaging in improving English reading comprehension among Chinese undergraduate students, and 2) explore the opinions of Chinese undergraduate students towards the use of translanguaging in English reading instruction. The participants were 42 non-English major undergraduate students from a provincial university in Yunnan, China. The research instruments included pre- and post-tests of English reading comprehension, and semi-structured interviews. Results from the paired sample t-test at the .05 significance level revealed that students’ English reading comprehension improved significantly following the use of translanguaging in English reading instruction, especially among those …
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษาครูโดยใช้เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา, วรรณี สุจจิตร์จูล
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษาครูโดยใช้เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา, วรรณี สุจจิตร์จูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ข่าวปลอมสามารถแพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็วทำให้เกิดปัญหาและความเสียหายมากมายต่อผู้คน สำหรับการวิจัยนี้ได้พัฒนาโปรแกรมการพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสำหรับนักศึกษาครู โดยการทำเหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ การวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) โดยมีวัตถุประสงค์วิจัย ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ (social media mining) และสร้างคลังฐานข้อมูลข่าวปลอมที่รวบรวมจากเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2561 - 2565) 2) เพื่อวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (Meta-Analytic Structural Equation Modeling: MASEM) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการตรวจสอบข่าวปลอมและนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญ (active ingredients) ในการสร้างโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอม 3) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมมออนไลน์ที่ประยุกต์ใช้การตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) ร่วมกับเทคนิคการคิดออกเสียง (think aloud) และเปรียบเทียบผลการวัดกับแบบประเมินตนเองที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์โดย Timmers & Glas (2010) 4) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์โดยใช้ผลการวิจัยข้อ 1–3 เป็นฐาน 5) เพื่อวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาวิชาชีพครูจากการใช้โปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์ คลังฐานข้อมูลข่าวปลอมสร้างขึ้นจากการวิเคราะห์การเรียนรู้ของเครื่องแบบไม่มีผู้สอน (unsupervised machine learning) เพื่อจัดกลุ่มจากรูปภาพ 456 ภาพ และข้อความ 271 รายการ เพื่อให้ได้กลุ่มภาพที่แตกต่างกัน 6 กลุ่ม (เช่น พาดหัวข่าวที่กระตุ้นความสนใจ การเลียนแบบโลโก้หน่วยงาน) และหัวข้อข้อความ 6 กลุ่ม (เช่น การหลอกลวงขอสินเชื่อ การแนะนำยาสมุนไพร) และผลการวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (MASEM) เพื่อปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการตรวจพบข่าวปลอมจากการศึกษางานวิจัย 11 เรื่อง ได้โมเดลที่มีความสัมพันธ์ดังนี้ การจัดการแพลตฟอร์มการเรียนรู้ทางดิจิทัล (MDP) การสื่อสารทางสื่อสังคมออนไลน์ (CSM) และการรู้คิดของตนเอง (MSR) ส่งผลทางอ้อมต่อการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ (SML) ผ่านทักษะทางอินเทอร์เน็ต (INS) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นำมาใช้ส่วนประกอบสำคัญในการออกแบบโปรแกรมออนไลน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (interactive) ประกอบด้วย 4 โมดูล ได้แก่ รู้จักข่าวปลอม สังเกตข่าวปลอม ประเมินข่าวปลอม และการใช้เครื่องมือและเทคนิคเพื่อตรวจพบข่าวปลอม เครื่องมือประเมินที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ใช้เทคนิคการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) ร่วมกับเทคนิคการคิดออกเสียง (think-aloud) …
การพัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมมลายูเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะของนักศึกษาศิลปศึกษา, รุซณี ซูสารอ
การพัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมมลายูเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะของนักศึกษาศิลปศึกษา, รุซณี ซูสารอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา 2. พัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา 3. ศึกษาผลของการใช้รูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ 1) การเก็บข้อมูลสำหรับการพัฒนารูปแบบกิจกรรมจากเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 4 ด้าน จำนวน 15 ท่าน 2) การออกแบบรูปแบบกิจกรรม 3) การทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมกับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมาย และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบหลังใช้ร่วมกับแบบประเมินความรู้ความสามารถ แบบสัมภาษณ์นักศึกษา แบบสังเกตพฤติกรรมบ่งชี้ และแบบประเมินความคิดเห็นของชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การจัดหมวดหมู่ และการวิเคราะห์เนื้อหา 4) ระยะการประเมิน และปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ให้สมบูรณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา ประกอบด้วย แนวคิดวิธีการสร้างสรรค์และการนำเสนอศิลปะร่วมสมัยระดับสากลในปัจจุบัน การใช้ทุนทางวัฒนธรรมมลายูเป็นฐานต้องใช้การวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างลึกซึ้ง สร้างการเห็นถึงคุณค่าเพื่อผนวกกับกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยที่เหมาะสมต่อทุนทางวัฒนธรรมมลายูที่นำมาสร้างสรรค์ และการศึกษาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 2. ได้รูปแบบกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายูสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา เป็นรูปแบบกิจกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจองค์ความรู้ของศิลปะร่วมสมัยและองค์ความรู้ของทุนทางวัฒนธรรมมลายู และการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยจนนำไปสู่การนำเสนอต่อสาธารณชน โดยมีรูปแบบการพัฒนากิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสำหรับนักศึกษาศิลปศึกษา 4 กิจกรรม คือ 1) The Melayu Contemporary Art 2) The Melayu Budaya 3) The Melayu Creative Process และ 4) The Melayu Present to the Public 3. ผลการประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมศิลปะร่วมสมัยของนักศึกษาศิลปศึกษา และอาสาสมัครชุมชน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยในระดับดี และมีพฤติกรรมบ่งชี้ในการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยในระดับมาก และชุมชนมีความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อกิจกรรมการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยด้วยทุนทางวัฒนธรรมมลายู นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการวิจัยส่วนใหญ่ได้ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า กิจกรรมสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยหลากหลายรูปแบบ การใช้ทุนทางวัฒนธรรมมาสังเคราะห์ในบริบทใหม่ ไม่เพียงแสดงถึงความหลากหลายของศิลปะร่วมสมัย แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดการสื่อสารระหว่างคนในชุมชนได้เห็นคุณค่าการอนุรักษ์เชิงสร้างสรรค์ และการขับเคลื่อนอัตลักษณ์ชุมชนในบริบทโลกยุคใหม่อย่างมีพลวัต
รูปแบบการสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน, ยงเหมย จาว
รูปแบบการสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน, ยงเหมย จาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของวัฒนธรรมการกินเจ 2) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจ 3) นำเสนอรูปแบบการสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน โดยผู้วิจัยได้ศึกษาจากวัดจีน ศาลเจ้า และโรงเจ รวมจำนวนทั้งสิ้น 11 แห่ง ซึ่งมีการจัดกิจกรรมกินเจอย่างต่อเนื่องมากกว่า 20 ปี ซึ่งมีบทบาทในการสืบสานวัฒนธรรมการกินเจในเขตกรุงเทพมหานคร และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกินเจในประเทศไทย จำนวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แบบการสื่อสารส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกการสังเกต 3) แบบบันทึกภาคสนาม 4)แบบสนทนากลุ่ม โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง การวิจัยภาคสนาม และการจัดสนทนากลุ่มผลการศึกษาพบว่า ในส่วนขององค์ประกอบ 1) องค์มติ สะท้อนความเชื่อในพุทธมหายานและลัทธิเต๋า โดยมีการบูชากลุ่มดาวและเทพเจ้าต่าง ๆ ในพิธีกินเจเดือนเก้า 2) องค์การทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการวางแผน จัดงบประมาณ และควบคุมการดำเนินงานเทศกาลกินเจให้เป็นไปตามเป้าหมาย 3) องค์พิธีการ การกินเจประจำวันมักไม่ประกอบพิธี ส่วนในเทศกาลกินเจจะมีพิธีกรรมใหญ่และพิธีประจำวัน 4) องค์วัตถุ ได้แก่ สถานที่สำคัญ อาหารเจ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการประกอบพิธีและสื่อถึงวัฒนธรรมการกินเจ ซึ่งล้วนมีความหมายเชิงศาสนาและวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความบริสุทธิ์และการปฏิบัติตนตามหลักการกินเจอย่างครบถ้วน ผู้วิจัยวิเคราะห์คุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) ด้านประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนการถ่ายทอดวัฒนธรรมของชาวจีนอพยพซึ่งหลอมรวมเข้ากับสังคมไทยผ่านศาสนาและวิถีชีวิตจนกลายเป็นวัฒนธรรมร่วมที่ยั่งยืน 2) ด้านสุนทรียศาสตร์ ที่ปรากฏในศิลปะ สถาปัตยกรรม การตกแต่ง การแสดง และอาหารเจซึ่งสร้างความงดงามและความรู้สึกร่วมในชุมชน 3) ด้านจริยศาสตร์ ที่ส่งเสริมคุณธรรม เช่น ความเมตตา การไม่เบียดเบียน ความอดทน และความเข้าใจผู้อื่น อีกทั้งยังเป็นที่พึ่งทางใจในการฝึกจิตและรักษาศีลธรรม และ 4) ด้านภูมิปัญญา ซึ่งสะท้อนผ่านการปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัย การสร้างสรรค์เมนูเจที่หลากหลาย ตลอดจนความรู้ด้านโภชนาการที่ส่งเสริมสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำเสนอรูปแบบการสืบสานคุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจสู่ความยั่งยืน โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1) รูปแบบการสืบสานคุณค่าของวัฒนธรรมการกินเจที่เป็นแนวคิดเชิงระบบที่เน้นการประพฤติปฏิบัติจริง และ 2) รูปแบบเชิงแนวคิด (Concept) …
การพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา, ภัทรพงศ์ รัตนกาญจน์
การพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา, ภัทรพงศ์ รัตนกาญจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา 2) เพื่อประเมินประสิทธิผลการพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบ เพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความต้องการจำเป็น คือ ครูพลศึกษา สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 384 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินประสิทธิผลหลักสูตรฝึกอบรม คือ ครูพลศึกษา สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คน ได้มาจากการอาสาสมัคร และผ่านเกณฑ์การคัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยการใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น และทดสอบด้วยสถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นมี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการและเหตุผลของหลักสูตรฝึกอบรม (2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตรอบรม (3) ประเด็นเนื้อหาหลักสูตรฝึกอบรม (4) กิจกรรมที่ใช้ในการอบรม (5) สื่อที่ใช้ในหลักสูตรอบรม (6) ระยะเวลาของหลักสูตรฝึกอบรม (7) การประเมินผลหลักสูตรอบรม และ (8) หน่วยการเรียนรู้ที่ใช้ในการอบรม 2) ประสิทธิผลของหลักสูตรอบรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้กลุ่มทดลองมีความรู้และสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนทางพลศึกษา หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 สรุปได้ว่า หลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบสามารถพัฒนาความรู้และสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูโดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต, ธนาภา งิ้วทอง
การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูโดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต, ธนาภา งิ้วทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมมีความสำคัญต่อการจัดการอารมณ์ การสร้างความสัมพันธ์ และการตอบสนองต่อความท้าทายต่าง ๆ ในโรงเรียนและชีวิตประจำวันของนักเรียน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 5 ประการ คือ 1) เพื่อสังเคราะห์คุณสมบัติทางจิตมิติของเครื่องมือวัดระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคม 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน 3) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา สถานการณ์ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน 4) เพื่อพัฒนาแนวทางส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครู โดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต และ 5) เพื่อพัฒนาหลักการออกแบบและต้นแบบแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครู ดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 สังเคราะห์ข้อมูลเครื่องมือวัดตัวแปรการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมจากฐานข้อมูล Google Scholar ระยะที่ 2 วิเคราะห์อภิมานสมการโครงสร้างจากข้อมูลงานวิจัยในฐานข้อมูล Google Scholar Scopus และ ERIC จำนวน 9 งาน ระยะที่ 3 ศึกษาสภาพปัญหา สถานการณ์ และความเสี่ยงด้วยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และสังเกตการเรียนการสอน โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต การวิเคราะห์ความไม่แน่นอน และการวิเคราะห์อภิมานสมการโครงสร้างเพื่อนำไปเป็นข้อมูลสำคัญในการออกแบบและพัฒนาต้นแบบแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูในระยะที่ 4 ผลการวิจัยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ผลการรวบรวมเครื่องมือวัดระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย จำนวน 12 เครื่องมือ ประกอบด้วย ภาษาไทย จำนวน 6 เครื่องมือ และภาษาอังกฤษ จำนวน 6 เครื่องมือ ซึ่งสามารถจัดกลุ่มเครื่องมือตามประเภทของผู้ตอบ ระดับชั้นหรือช่วงวัยของนักเรียน และองค์ประกอบและมิติของการวัดตัวแปร โดยเครื่องมือแต่ละประเภทมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่แตกต่างกัน 2. ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคม พบว่า บรรยากาศในโรงเรียน การสนับสนุนจากครู การสนับสนุนจากเพื่อน และการสนับสนุนจากผู้ปกครองเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนช่วยในการจัดการอารมณ์ การเชื่อมโยงกับผู้อื่น และการจัดการกับความท้าทายในสภาพบริบทของโรงเรียน 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในชั้นเรียนและตกอยู่ในเมทริกซ์ความไม่แน่นอนในช่องมีผลกระทบสูงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นสูงในแต่ละระดับชั้น โดยระดับปฐมวัย ได้แก่ การเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนและครู และการทะเลาะวิวาท ชกต่อยกันในชั้นเรียน ระดับประถมศึกษา ได้แก่ การก่อกวนชั้นเรียน เช่น โยนของ ตะโกนเสียงดัง และการเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนและครู และระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ …
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ, ทิพากร สุขชูศรี
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ, ทิพากร สุขชูศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกและกรอบแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ประชากร คือ โรงเรียนคาทอลิก รวม 369 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนขั้นพื้นฐานระดับประถมและมัธยม จาก 11 สังฆมณฑลในประเทศไทย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 44 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 575 คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หัวหน้างานหลักสูตร หัวหน้างานวิชาการระดับชั้น และครู เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจําเป็น (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ ประกอบด้วย (1) ทักษะการคิด (2) ทักษะการทำงาน (3) ทักษะส่วนบุคคล (4) ทักษะเทคโนโลยี 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ พบว่า การพัฒนาหลักสูตร มีลำดับความจำเป็นสูงสุด รองลงมา คือ การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล 3) นวัตกรรมการบริหารวิชาการ คือ นวัตกรรมการบริหารวิชาการเสริมทักษะการคิด ประกอบด้วย 3 นวัตกรรมย่อย คือ (1) การบริหารหลักสูตรเสริมทักษะการคิด (2) การบริหารการจัดการเรียนรู้เสริมทักษะการคิด (3) การบริหารการวัดและประเมินผลเสริมทักษะการคิด
Legally Literate But Disempowered: Urban Refugees And National Screening Mechanism In Thailand, Andrew Wai Phyo Kyaw
Legally Literate But Disempowered: Urban Refugees And National Screening Mechanism In Thailand, Andrew Wai Phyo Kyaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation examines the relationship between legal literacy, empowerment, and protection outcomes among urban refugees and asylum seekers in Thailand, focusing on the 2019 National Screening Mechanism (NSM). Thailand, a non-signatory to the 1951 Refugee Convention and hosting about 5,500 refugees mainly in Bangkok, lacks formal refugee laws. Its recent NSM reflects limited progress in regional protection mechanisms, functioning within a framework that emphasizes state security over human security. The study posits that urban refugees understand the law, like the NSM, but remain powerless because Thailand's approach prioritizes security over protection. This study addresses three interconnected research questions that investigate …
พลวัตทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช: กรณีศึกษาการเลือกตั้งทั่วไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566, อัญชลี อ่อนศรีทอง
พลวัตทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช: กรณีศึกษาการเลือกตั้งทั่วไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566, อัญชลี อ่อนศรีทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตและพฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอำเภอปากพนังตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566 งานวิจัยชิ้นนี้ใช้วิธีการศึกษาโดยการวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 5 กลุ่ม อันประกอบไปด้วยนักการเมือง นักวิชาการท้องถิ่น สื่อท้องถิ่น หัวคะแนน และประชาชนในพื้นที่อำเภอปากพนัง ข้อค้นพบคือพลวัตทางการเมืองของคนอำเภอปากพนังจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงโดยช่วงแรกเป็นช่วงพรรคประชาธิปัตย์ตั้งมั่น (พ.ศ. 2544–2554) ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจในช่วงเวลานี้คือชวน หลีกภัย และความเป็นตัวแทนคนใต้ ต่อมาในช่วงเปลี่ยนแผ่นดินทางการเมือง (พ.ศ. 2562) ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นพรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งใช้บัตรเลือกตั้งหนึ่งใบแต่ได้สส. ทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ โดยการตัดสินใจเลือกเกิดขึ้นผ่านบารมีบุคคลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงนโยบายประชารัฐ จนถึงการเลือกตั้งช่วงที่ 3 เรียกได้ว่าเป็นช่วงการเมืองปากท้อง (พ.ศ. 2562-2566) กติกาบัตรเลือกตั้งกลับมากลับมาเป็นระบบคู่ขนาน ผสมกันระหว่างระบบเขตกับระบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้บัตรเลือกตั้งสองใบอีกครั้ง และครั้งนี้แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้หวนคืนที่นั่งอีกครั้ง แต่ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ เเต่เพราะกลไกและเครือข่ายทางการเมืองของตระกูล “เดชเดโช” ในขณะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงมีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับชัยชนะในคะแนน สส.แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้เห็นว่าพฤติกรรมทางการเมืองของคนอำเภอปากพนังเปลี่ยนแปลงจากการที่ตัดสินใจทางการเมืองผ่านอุดมการณ์และตัวบุคคล เป็นให้ความสำคัญกับนโยบาย และชีวิตความเป็นอยู่มากขึ้น กล่าวคือ คนปากพนังต้องการมีนายกคนดีเช่นเดิม หากแต่จะต้องควบคู่ไปกับเรื่องปากท้องโดยจะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้
นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา : ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (ค.ศ. 2009-2024), วรวรรณ ท้วมแสง
นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา : ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (ค.ศ. 2009-2024), วรวรรณ ท้วมแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้อภิปรายความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของการดำเนินนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาในรัฐบาลบารัค โอบามา รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลโจ ไบเดน โดยนำกรอบการศึกษาการเมืองเกี่ยวพัน (Linkage Politics) มาใช้สำหรับการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยจากการเมืองระหว่างประเทศกับการเมืองภายในของสหรัฐอเมริกา ปัจจัยภายในประเทศที่นำมาวิเคราะห์ประกอบด้วยบทบาทของผู้นำและผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจและบทบาทของกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ กอปรกับปัจจัยภายนอก ที่ประกอบด้วย เหตุการณ์ทางการเมืองในระบบระหว่างประเทศ บรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศและนโยบายต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา วิทยานิพนธ์ฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินนโยบายของวอชิงตัน การคาดการณ์แนวโน้มในการดำเนินนโยบายและบทบาทด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในอนาคต รวมถึงอธิบายกระบวนการและสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาต่อประเด็นสภาพภูมิอากาศโลก
ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช
ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ องค์ประกอบ และกระบวนการก่อรูปของทุนทางสังคมภายในชุมชนวัดปุรณาวาสตลอดจนศึกษาแนวทางการนำทุนทางสังคมมาใช้ในการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ราย ประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตทวีวัฒนา ผู้นำชุมชน และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ชุมชนวัดปุรณาวาส ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะทุนทางสังคมของชุมชนวัดปุรณาวาสมีความเข้มแข็ง โดยมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติที่แน่นแฟ้น ประชาชนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีการถ่ายทอดความรู้ข้ามรุ่นผ่านกลุ่มอายุที่หลากหลายซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ องค์ประกอบของทุนทางสังคมในชุมชนดังกล่าว มี 6 ด้าน ได้แก่ (1) กลุ่มและเครือข่ายภายในชุมชนที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ (2) ความไว้วางใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่สร้างความมั่นคงในระดับฐานราก (3) การดำเนินการร่วมกันและความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม (4) การจัดการด้านสารสนเทศและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ (5) การทำงานร่วมกันทางสังคมที่เน้นการเกื้อกูล และ (6) การเสริมอำนาจและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชุมชนผ่านเวทีประชาคม ทั้งนี้กระบวนการก่อรูปทุนทางสังคมของชุมชนดังกล่าวเกิดจากการประสานระหว่างโครงสร้างภายในที่มีคณะกรรมการชุมชนเป็นศูนย์กลาง และกลไกความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีรากฐานจากความไว้วางใจ การมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก ทำให้เกิดระบบบริหารจัดการที่ตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับบริบท สำหรับแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน จำนวน 12 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) คณะกรรมการชุมชนมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (2) การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครและระบบเฝ้าระวังแบบมีส่วนร่วม (3) การสร้างความไว้วางใจผ่านการสื่อสารที่เปิดเผย โปร่งใส และสม่ำเสมอ (4) การสนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทในการดูแลกลุ่มเสี่ยงและเข้าร่วมเสนอแนะแนวทางพัฒนา (5) การส่งเสริมกิจกรรมเชิงบวกสำหรับเยาวชน (6) การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางและบูรณาการกับการพัฒนาอาชีพ (7) การใช้เทคโนโลยีและสื่อสารสมัยใหม่ควบคู่กับวิธีการแบบดั้งเดิมเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม (8) การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านทรัพยากร อาชีพ และจิตวิทยา (9) การเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางสังคม (10) การเปิดเวทีประชาธิปไตยให้ชาวบ้านร่วมกำหนดนโยบายในระดับชุมชน (11) การเจรจากับภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานป้องกัน (12) การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเครือข่าย โดยแนวทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของทุนทางสังคมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน
บทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565, อภิเชษฐ์ เกตุมณี
บทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565, อภิเชษฐ์ เกตุมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 (2) เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของสื่อแต่ละสำนักจาก พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 โดยการศึกษาในเชิงคุณภาพ ด้วยแนวทางการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ประกอบกับการวิเคราะห์เนื้อหาซ่อนเร้น (Latent Content) และการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อจำนวนทั้งสิ้น 7 สำนัก ผลการศึกษาพบว่า สื่อทั้ง 7 สำนักมีความโน้มเอียงทางการเมือง (Political Orientation) เป็นของตนเอง โดยมักนำเสนอข่าวสารไปในทิศทางที่ตอบสนองจุดยืนทางการเมืองของตน ประกอบกับการเติบโตขึ้นของเทคโนโลยี ทำให้ภูมิทัศน์ของสื่อส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาศัยแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นช่องทางหลักในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีโอกาสก่อให้เกิดปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) อันเป็นผลมาจากระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มดิจิทัล ส่งผลให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารอาจได้รับข้อมูลเพียงแง่มุมเดียวและอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน นอกจากนั้นสื่อยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกล่อมเกลาทัศนคติ ความเชื่อ และชุดความคิดของปัจเจกบุคคล ผ่านการใช้วิธีการวางกรอบ (Framing) เนื้อหาของข่าวที่จะนำเสนอ และการกำหนดวาระข่าวสาร (Agenda-Setting) ซึ่งแม้ว่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร สื่อมีเครื่องมือและวิธีการในการโน้มน้าวให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารเห็นคล้อยตามความโน้มเอียงทางการเมืองของสื่อนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้การศึกษาสื่อในฐานะหนึ่งในผู้แสดงทางการเมือง (Political Actor) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในสังคมไทย
The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha
The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the socio-economic impacts and the challenges to equitable growth posed by sport tourism-led development in Buriram Province, Thailand. Over the past decade, Buriram has gained both national and international visibility by branding itself as a sport tourism destination, anchored by infrastructure such as the Chang Arena football stadium and the Buriram International Circuit. However, significant contradictions remain. According to the Thailand People Map (TPMAP), in 2022 Buriram had the highest number of people living in poverty in the northeastern region, totaling 45,356 individuals. Notably, the highest concentration of poverty is found in Mueang District, the same area …
รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง
รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องรูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยผู้เสียหายหรือผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนผู้เสียหายจากอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลเข้ารหัส กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านการลงทุน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และกลุ่มพนักงานสอบสวนพิเศษ DSI จำนวนทั้งสิ้น 26 คนผลการศึกษาพบว่า สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) ความไม่รู้และความเข้าใจผิดของผู้ลงทุน 2) ความคาดหวังผลตอบแทนสูงโดยไม่ตรวจสอบ และ 3) ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการปรับตัวของอาชญากร ในขณะที่รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) การฉ้อโกงผ่านแพลตฟอร์มเลียนแบบหรือแพลตฟอร์มเถื่อน 2) การฉ้อโกงผ่านการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (ICO) โดยไม่ได้รับอนุญาต 3) Rug Pull และสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) ที่ฝังกลโกง 4) การใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และ 5) การปกปิดข้อมูลและการโฆษณาเกินจริง
Effect Of Ball Mill On Physical Properties Of Cocoa Powder, Maurizio Asfalto
Effect Of Ball Mill On Physical Properties Of Cocoa Powder, Maurizio Asfalto
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cocoa powder is one of the most used ingredient in food products, especially beverage and bakery product since it gives the unique and favoured taste. However, cocoa powder is limited water dispersibility. Therefore, ball milling (BM) has been explored its effect of cocoa powder on its size reduction and physicochemical properties in this study. The cocoa powders with two different fat contents (H = 16.67% fat, L = 8.95% fat) and their defatted one were selected. Different combinations of BM treatment at 450/550 rpm and 10/20/30 min were applied to assess the role of speed and milling time in the …
Extraction Of Cannabidiol From Hemp Leaf Using Supercritical Fluid Technique And Production Of Cannabidiol Emulsion Microencapsule By Freeze Drying, Saranya Jansamutr
Extraction Of Cannabidiol From Hemp Leaf Using Supercritical Fluid Technique And Production Of Cannabidiol Emulsion Microencapsule By Freeze Drying, Saranya Jansamutr
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to extract, purify, formulate, and evaluate the bioactivities of cannabidiol (CBD) derived from hemp (Cannabis sativa L.) leaves. Supercritical carbon dioxide (SC-CO2) extraction at pressures of 1,600–1,800 psi, combined with flash chromatography, was employed to obtain CBD-rich extracts. Higher extraction pressure significantly increased both yield and CBD concentration (p ≤ 0.05), with 1,800 psi selected for further formulation. The extracts were developed into emulsions and microcapsules using freeze-drying and ß-cyclodextrin as an encapsulating agent to enhance chemical stability. Emulsions were formulated using MCT oil, Tween 20, and lecithin in various ratios including 9:5:5 (formula 1), 8:4:4 (formula …
Electromembrane Extraction With Flat Sheet Membrane For Determination Of Chromium(Vi), Preenapa Saengaroon
Electromembrane Extraction With Flat Sheet Membrane For Determination Of Chromium(Vi), Preenapa Saengaroon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
An electromembrane extraction with a flat sheet membrane platform was developed for colorimetric detection of chromium(VI). This study designed an electromembrane extraction device using a simple flat sheet membrane with an open area to reduce the effect of gas generation from the electrolysis reaction. In addition, a 1,5-diphenylcarbazide (DPC) colorimetric reagent for Cr(VI) was introduced into the acceptor phase to improve the mass transfer of Cr(VI) by simultaneously reacting with the transferred Cr(VI) facilitating the driving force due to concentration gradient in the acceptor phase. When a voltage was applied, the analytes were extracted, transferred from the sample solution (donor …
New Fluorescent Sensors Based On Thiazolinyl Quinoline Derivatives For Metal Ion Detection, Kavisara Srithadindang
New Fluorescent Sensors Based On Thiazolinyl Quinoline Derivatives For Metal Ion Detection, Kavisara Srithadindang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Heavy metals can severely impact human health by causing neurotoxicity and other serious disorders at high concentrations. This dissertation focuses on developing chemosensors designed for the selective detection and measurement of Cu2+ and Zn2+, two of the most abundant heavy metals on earth. The initial section outlines the design, synthesis, and characterization of four novel fluorescent sensors (8-TQ1, 2-TQ2, 3-TQ2, and 8-TQ2). Conceptually, these probes are designed to possess an aminoquinoline scaffold linked with a thiazoline unit as a receptor to enable selective metal ion detection. 8-TQ1 probe, which features a secondary amine group within its structure and is connected …
ผลของการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อการรู้สารสนเทศของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2, มัลธิดา ศรีประสาท
ผลของการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีต่อการรู้สารสนเทศของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2, มัลธิดา ศรีประสาท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 2) เพื่อเปรียบเทียบการรู้สารสนเทศก่อนกับหลังการใช้ชุดกิจกรรมของนักเรียนกลุ่มทดลอง และ 3) เพื่อเปรียบเทียบการรู้สารสนเทศหลังการใช้ชุดกิจกรรมของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคต้น ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม 2 ห้องเรียน จำนวน 76 คน ได้มาอย่างเจาะจง และมีการเก็บข้อมูลโดยใช้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 2) แบบประเมินการรู้สารสนเทศ 3) แบบวัดการรู้สารสนเทศฉบับย่อย และ 4) แบบวัดการรู้สารสนเทศ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานใช้การทดสอบค่าที (t-test Independent ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม) และ (dependent sample t-test ของกลุ่มทดลองก่อนและหลังการทดลอง) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้สารสนเทศหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้สารสนเทศของผู้เรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้สูงกว่าผู้เรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, ภูริตา มกรพงศ์
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, ภูริตา มกรพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี มีวัตถุประสงค์ 4 ประการได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี 3) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี 4) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโมบายแอปพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 9 คน และนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 จำนวน 300 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างตามสะดวก ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามเพื่อศึกษาความพึงพอใจและประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี ต่อด้านทัศนคติที่มีต่อการใช้เทคโนโลยีพบว่าผู้เรียนมีความต้องการใช้เทคโนโลยี Metaverse เพื่อเพิ่มทักษะความเป็นนวัตกร ความส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้านการศึกษา และมุ่งเน้นทักษะต่อผู้เรียน ส่งเสริมความสามารถ เพื่อเพิ่มทักษะการเรียนรู้ การตลาด การเข้าสังคมและเพิ่มความสัมพันธ์ การส่งเสริมฝึกทักษะสามารถสร้างการเรียนรู้ได้มากกว่าการเรียนการสอนในรูปแบบปกติ (x̄ =4.73) (S.D. =0.57) 2) จากผลการศึกษาความต้องการจำเป็นของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี การประเมินความเหมาะสมของการใช้เทคโนโลยี Metaverse เพื่อการเรียนรู้ในปัจจุบันและที่คาดหวังในอนาคต โดยพิจารณาจากดัชนี PNI ที่มีค่าติดลบหรือเป็นศูนย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างไม่เห็นความจำเป็นหรือไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงสำหรับ ประเด็น การเชื่อมต่อเพื่อชำระเงิน สำหรับค่าดัชนี PNI ที่มีค่าน้อย เช่น การใช้ Metaverse เพื่อเพิ่มทักษะนวัตกรและการเรียนรู้ที่เหนือกว่ารูปแบบเดิม (PNI = -0.047) และการใช้งาน Metaverse แบบ Virtual เพื่อพัฒนาตัวตนในโลกออนไลน์ (PNI = -0.021) โดยให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจกับสถานะปัจจุบันและไม่เห็นความจำเป็นต้องปรับปรุงเทคโนโลยีในมิตินี้ 3) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี ช่วยเพิ่มทักษะในการออกแบบผลผลิต สร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้ได้ เพื่อส่งเสริมปัจจัยด้านการเรียน (x̄ = 4.87) (S.D. =0.43) และ 4) ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี การประยุกต์ใช้โมบายแอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มทักษะความเป็นนวัตกร ช่วยให้ท่านสามารถ เพิ่มนวัตกรรมในการให้บริการได้ช่วยส่งเสริมพัฒนา ระบบการเรียนการสอนให้ดีขึ้นได้ เพื่อเพิ่มทักษะ การเรียนรู้ มีประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนการสอน สามารถสร้างการเรียนรู้ได้มากกว่าการเรียนการสอนในรูปแบบปกติ (x̄ =4.68) (S.D. …
แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจ สตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้, ณัฐชานันท์ สุกแสง
แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจ สตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้, ณัฐชานันท์ สุกแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขในการเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจสตรีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การสำรวจความคิดเห็นสตรีอสม.ดีเด่นระดับชาติ ระดับเขตสุขภาพ ระดับจังหวัดและระดับภาคในจังหวัดภาคใต้ จำนวน 415 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การสัมภาษณ์เชิงลึกอสม.ดีเด่นระดับชาติ 12 สาขา จำนวน 12 คน สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอสม. จำนวน 12 คน และสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย เป็นดังนี้ 1) สภาพกระบวนการเรียนรู้ของสตรีอสม. พบว่ามีการเรียนรู้ ปรับใช้ แก้ปัญหาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 2) ปัจจัยเงื่อนไขภายในพบว่า สตรีอสม. เห็นว่าตนเองมีความสามารถด้านประสบการณ์การเรียนรู้รายบุคคล อยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 3.79, S.D. = 0.72) ส่วนความต้องการพัฒนาตนเองด้านการสื่อสารอยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.86, S.D. = 0.84) ปัจจัยเงื่อนไขภายนอกพบว่า สตรีอสม. เห็นว่าการได้รับการยอมรับในคุณค่างานจิตอาสาอยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.22, S.D. = 0.85) ส่วนความคาดหวังด้านการจัดการรถเร่ขายสินค้าปลอม อาหารเสริม อยู่ในระดับสูงที่สุด (x ̅ = 4.98, S.D. = 0.81) นอกจากนี้ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าสตรีอสม. ต้องการพัฒนาทักษะเทคโนโลยี การสื่อสารเพื่อสร้างพันธมิตรสุขภาพมากที่สุดและเพื่อสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงาน 3) แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลังอำนาจสตรีอสม. ในการสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 ส่งเสริมสภาพการเรียนรู้ที่เหมาะสมโดยเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการจากบริบทจริงในชุมชน ด้านที่ 2 พัฒนาและใช้ประโยชน์จากปัจจัยเงื่อนไขภายใน โดยเป็นการส่งเสริมให้สตรีอสม. ใช้ศักยภาพภายในในการเรียนรู้และเสริมพลังอำนาจหารปฏิบัติงานสร้างเสริมสุขภาพในจังหวัดภาคใต้ …
รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ปรียศรี พรหมจินดา
รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ปรียศรี พรหมจินดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการในความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกรณีศึกษา 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ 3) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษากระบวนการในความเป็นนวัตกรฯ จากกรณีศึกษาซึ่งเป็นนักสร้างสรรค์ 5 คนด้วยการสัมภาษณ์และสังเกต ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ และระยะที่ 3 ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิต ชั้นปีที่ 2 สาขาศิลปศึกษา จำนวน 30 คน จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4 หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 6 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบวัดความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินทักษะ แบบประเมินผลงาน แบบวัดความพึงพอใจ และแบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที(t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยสรุปได้ว่า1. นักสร้างสรรค์มีกระบวนสร้างสรรค์ในความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 1) การตั้งคำถามเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Questioning) 2) การสังเกตตลาดและผู้บริโภค (Observing) 3) การทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (Experimenting) 4) การเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมกับแนวคิดร่วมสมัย (Associating) 5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Networking) และ 6) การเล่าเรื่อง (Storytelling)2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า WIL Model (Weaving Innovation Learning Model) ประกอบด้วย 4 หน่วยการเรียนรู้ 6 กิจกรรม ดังนี้ 1) การเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรม 2) การสร้างแรงบันดาลใจสู่ธุรกิจนวัตกรรมจักสานสร้างสรรค์ 3) การออกแบบลายสานและการคิดเชิงออกแบบสำหรับศิลปหัตถกรรมจักสาน 4) การฝึกปฏิบัติจักสานร่วมสมัยจากนักสร้างสรรค์มืออาชีพ 5) การสร้างแบรนด์ธุรกิจหัตถกรรมยั่งยืนสู่ตลาดยุคใหม่ และ 6) การนำเสนอนวัตกรรมหัตถกรรม3. ผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ พบว่า 1) …
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ, อัจจิมาวรรณ บูรณะสัมฤทธิ
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ, อัจจิมาวรรณ บูรณะสัมฤทธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการและเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรีบผิดชอบ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมพหุระยะ โดยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากผู้บริหารและครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนละ 3 คน จำนวน 342 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.975 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคลกับผู้บริหารโรงเรียนต้นแบบ (Best Practice School) 2 แห่ง และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การพัฒนาสื่อการสอน (4) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน/กิจกรรมเสริมหลักสูตร และ (5) การวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ ประกอบด้วย 4 ทักษะ ได้แก่ (1) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการพูดควบคู่กับความรับผิดชอบในการรับฟัง (2) เสรีภาพในการนับถือศาสนาและการกราบไหว้บูชาควบคู่กับความรับผิดชอบในการยอมรับความแตกต่าง (3) เสรีภาพจากความขาดแคลนควบคู่กับความรับผิดชอบในการเกื้อกูลผู้อื่น และ (4) เสรีภาพจากความกลัวควบคู่กับความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทของตน 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ การวัดและประเมินผล (PNIModified = 0.122) รองลงมาคือ การพัฒนาสื่อการสอน (PNIModified = 0.114) การดำเนินกิจกรรมเสริมหลักสูตร (PNIModified = 0.106) การพัฒนาหลักสูตร (PNIModified = 0.096) …
การพัฒนาความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา, ศิริรัตน์ ปัญจศุภวงศ์
การพัฒนาความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา, ศิริรัตน์ ปัญจศุภวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนากระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา 2) พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา การศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนการสอนใช้แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์เก็บข้อมูลจากครูผู้สอนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา จำนวน 505 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจงได้นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 คน ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดความฉลาดรู้คณิตศาสตร์ ทดสอบก่อนและหลังการทดลองใช้กระบวนการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย (paired-samples t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา พบว่าครูมีความตระหนักในการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับชีวิตจริง และการใช้คำถามกระตุ้นการคิด ด้านกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ยังคงมีข้อจำกัดอย่างมากในการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ การให้เหตุผลเชิงลึก และการร่วมสร้างความรู้ของผู้เรียน ด้านสื่อการเรียนรู้ แม้มีการใช้สื่อของจริงเพื่อนำเสนอสถานการณ์ แต่การใช้สื่อที่หลากหลายในระดับต่ำ ด้านการวัดและประเมินผล พบว่าครูเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเองและประเมินจากภาระงานที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ดี แต่ยังขาดการวัดผลจากการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชั้นเรียน ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการประเมินปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ 2) กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การเริ่มต้นจากบริบทชีวิตจริง การทำให้เป็นคณิตศาสตร์ การพัฒนาแบบจำลองและแนวคิด การนำไปประยุกต์ใช้และแก้ปัญหา การสรุปและจัดระบบความรู้ 3) ประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน พบว่า คะแนนเฉลี่ยของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 13.70, p < .001)
รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19, สินชัย เล็กวานิชกุล
รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19, สินชัย เล็กวานิชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพปัญหาของการบริหารจัดการเพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย 2) วิเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดีของสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศด้านการบริหารจัดการเพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติ และ 3) นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาไทย จำนวน 7 คน หัวหน้าผู้ปฏิบัติงานด้านนานาชาติระดับสถาบัน จำนวน 7 คน และนักศึกษาต่างชาติ จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม การวิเคราะห์เอกสาร และการประชุมกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติ (International Student Mobility: ISM) ในสถาบันอุดมศึกษาไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในด้านการกำหนดนโยบาย การจัดตั้งโครงสร้างองค์กร และการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการ แต่ยังพบข้อจำกัดด้านการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การขาดบุคลากรเฉพาะทาง ระบบข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยง และความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรระหว่างสถาบัน นักศึกษาต่างชาติสะท้อนถึงความต้องการการดูแลอย่างรอบด้าน เช่น บริการสุขภาพจิต การปรับตัวทางวัฒนธรรม และการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ 2. แนวปฏิบัติที่ดีของมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และมหาวิทยาลัยมาลายา ล้วนมีระบบการบริหารจัดการ ISM ที่เป็นองค์รวม ครอบคลุมด้านนโยบาย หลักสูตร ระบบสนับสนุน และกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษา โดยมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับภาคอุตสาหกรรมและองค์กรระหว่างประเทศ 3. ผลการพัฒนา “รูปแบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อการเคลื่อนย้ายนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในยุคหลังโควิด-19” หรือ I.S.A.C. Model ประกอบด้วย 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) ความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัย 2) นโยบายสนับสนุนการเคลื่อนย้าย 3) การสร้างคุณค่าเพิ่ม และ 4) ระบบดูแลและบริการนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งแต่ละมิติประกอบด้วย กลยุทธ์หลักและกลยุทธ์ย่อย รวม 25 กลยุทธ์หลัก 117 กลยุทธ์ย่อย …
รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ, อรทยา สารมาศ
รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ, อรทยา สารมาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ และเพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาแนวคิดจากเอกสารเกี่ยวกับทฤษฎีงานวิจัยเกี่ยวกับสภาพปัญหาของผู้สูงอายุตลอดจนแนวทางการสอน พร้อมกับสัมภาษณ์ผู้สูงอายุ จำนวน 20 คน กับผู้เชี่ยวชาญ 4 ด้าน จำนวน 14 คน คือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนแอปพลิเคชันศิลปะบนอุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับผู้สูงอายุ จำนวน 5 คน ผู้เชี่ยวชาญทางการออกแบบศิลปะดิจิทัล จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญทางการออกแบบแอปพลิเคชัน จำนวน 3 คน พร้อมกับสังเกตการสอนจากโรงเรียนผู้สูงอายุจำนวน 3 แห่ง 2) พัฒนารูปแบบการสอน ฯ โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เป็นรูปแบบศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (AAWE - Art Applications for well-being of the Elderly) 3) นำชุดกิจกรรมไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการทดลองใช้กิจกรรม คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 - 80 ปี ที่มีร่างกายแข็งแรงเพียงพอที่จะช่วยเหลือตนเองได้ มีอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นของตนเอง และสามารถใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ในขั้นพื้นฐาน โดยรับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมแบบอาสาสมัคร จำนวน 43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินสุขภาวะต่อกิจกรรมสำหรับผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม 2) แบบสอบถามผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม 3) แบบสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมโดยผู้สังเกตการสอน 4) แบบสัมภาษณ์ผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ได้รูปแบบการสอนศิลปะดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุที่มีสื่อดิจิทัลเป็นสิ่งเร้าให้เกิดสุนทรียภาพจนทำให้ผู้สูงอายุเกิดความเพลิดเพลินในการทำงานศิลปะได้อธิบายความหมาย ความทรงจำ พร้อมแสดงความรู้สึกนึกคิดออกมาเป็นผลงานศิลปะ ประกอบด้วย 3 หัวข้อหลักที่แบ่งประเด็นตามที่ผู้สูงอายุสนใจ ได้แก่ สถานที่ บุคคล และอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะทางใจ และสังคม 2. ผลการศึกษาการทดลองใช้รูปแบบการสอน พบว่า 1) …
แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, รีเบคก้า รัสเซลล์
แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, รีเบคก้า รัสเซลล์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคที่บริบทของสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เยาวชนจำเป็นต้องมี ความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพ เพื่อให้สามารถเข้าใจตนเอง กำหนดเป้าหมาย และเลือกเส้นทางชีวิตที่สอดคล้องกับศักยภาพและความฝันของตนเอง นำไปสู่การตัดสินใจทางการศึกษาและอาชีพที่เหมาะสม และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอาชีพได้ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจระดับความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนไทย (2) วิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขที่สนับสนุนการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนและ (3) นำเสนอแนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยในส่วนของข้อมูลเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเยาวชนจำนวน 637 คน เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) ผลการวิเคราะห์พบว่า โครงสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชนมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ประกอบด้วยสมรรถนะ 5 ด้าน ได้แก่ (1) การตั้งเป้าหมาย (Goal Setting) (2) การวางแผน (Planning) (3) การประเมินตนเอง (Self-Appraisal)(4) การแสวงหาข้อมูลด้านอาชีพ (Occupational Information)และ (5) การแก้ไขปัญหา (Problem Solving) โดยภาพรวม เยาวชนมีระดับความตระหนักรู้ในแต่ละด้านอยู่ในระดับมาก ในส่วนของข้อมูลเชิงคุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับครู ผู้ปกครอง นักเรียน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์แก่นสาร นำไปสู่การพัฒนา แนวทางการเสริมสร้างความตระหนักรู้ในสมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพ (BECKY Model) ที่แบ่งออกเป็น 5 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) ความฝันที่ยิ่งใหญ่ (Big Dream) ที่ส่งเสริมแรงบันดาลใจและภาพอนาคต (2) แผนงานที่มีประสิทธิภาพ (Effective Roadmap) ที่เน้นการพัฒนาทักษะการวางแผนชีวิต (3) การสะท้อนเชิงวิพากษ์ (Critical Reflection) ที่สนับสนุนการคิดวิเคราะห์และการรู้จักตนเอง (4) แหล่งความรู้ (Knowledge Hub) ที่เอื้อต่อการเข้าถึงข้อมูลอาชีพอย่างเท่าทันและ (5) การตอบรับต่อการแก้ไขปัญหา (Yes to Solutions) ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้จากอุปสรรคและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง แนวทาง BECKY Model ที่นำเสนอได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมผ่านการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ 9 ท่าน ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านนโยบายสาธารณะ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อและวัฒนธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมและการพัฒนาเยาวชน และนักการศึกษา …
นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์, อรวีร์ รัตนเพียร
นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์, อรวีร์ รัตนเพียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการและทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมพหุระยะ โดยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากผู้บริหารและครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนละ 3 คน จำนวน 345 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.975 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคลกับผู้บริหารโรงเรียนต้นแบบ (Best Practice School) 3 แห่ง และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดของการบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การพัฒนาสื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ และ (4) การวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดของทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ประกอบด้วย 6 ทักษะ ได้แก่ (1) การนิยามและตีความ (2) การวิเคราะห์และสำรวจตรวจสอบ (3) การคิดเชิงประเมิน (4) การอนุมานและสังเคราะห์ (5) การอธิบาย และ (6) การสะท้อนตนเอง 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ การพัฒนาสื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ (PNI Modified = 0.072) รองลงมา ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร (PNI Modified = 0.067) การจัดการเรียนการสอน (PNI Modified = …