Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1124)
- Medicine and Health Sciences (770)
- Education (485)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
-
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (436)
- Physical Sciences and Mathematics (395)
- Engineering (343)
- Medical Sciences (173)
- Chemistry (165)
- Life Sciences (165)
- Business (161)
- Sociology (150)
- Law (132)
- Computer Sciences (127)
- Economics (127)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (119)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (112)
- Political Science (109)
- Fine Arts (103)
- Veterinary Medicine (100)
- Public Health (99)
- Chemical Engineering (97)
- Educational Technology (91)
- International Relations (90)
- Educational Administration and Supervision (87)
- Art and Design (85)
- Dentistry (84)
- Technology and Innovation (76)
Articles 1591 - 1620 of 4029
Full-Text Articles in Entire DC Network
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดด้วยวีล็อกเพื่อพัฒนาความมั่นใจและทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษา, นำชัย แสนศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดด้วยวีล็อกเพื่อพัฒนาความมั่นใจและทักษะการพูดภาษาอังกฤษ 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดด้วยวีล็อกเพื่อพัฒนาความมั่นใจและทักษะการพูดภาษาอังกฤษ 3) นำเสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดด้วยวีล็อกเพื่อพัฒนาความมั่นใจและทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายได้แก่ 1) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 150 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินรูปแบบการเรียนรู้และเครื่องมือวิจัย จำนวน 15 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดด้วยวีล็อกฯ ประกอบไปด้วย 7 องค์ประกอบ คือ 1) การแนะนำ 2) การศึกษาเนื้อหาร่วมกันและสะท้อนความคิด 3) การเขียนแบบร่างวีล็อก 4) การแก้ไขแบบร่างวีล็อก 5) การถ่ายวีล็อก 6) การอัปโหลดวีล็อกและรับฟังคำแนะนำ 7) การสะท้อนความคิดเห็น 2) ทักษะการพูดภาษาอังกฤษและความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดด้วยวีล็อกฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการของการนำเสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงร่วมกับวิธีการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดด้วยวีล็อกฯ พบว่า ผลการประเมินรูปแบบอยู่ในระดับดีมาก
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบดิจิทัลโดยใช้การเล่าเรื่องส่วนตัวเพื่อเสริมสร้างการตระหนักรู้ ในตนเองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, พีระพงษ์ แก้วกันหา
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบดิจิทัลโดยใช้การเล่าเรื่องส่วนตัวเพื่อเสริมสร้างการตระหนักรู้ ในตนเองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, พีระพงษ์ แก้วกันหา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาเอกสาร ทฤษฎี แนวคิด หลักการ รูปแบบ เกี่ยวกับการเล่าเรื่องแบบดิจิทัลโดยใช้การเล่าเรื่องส่วนตัวเพื่อเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2) เพื่อศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบดิจิทัลโดยใช้การเล่าเรื่องส่วนตัวเพื่อเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 3) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้แบบดิจิทัลโดยใช้การเล่าเรื่องส่วนตัวเพื่อเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 4) เพื่อศึกษาการตระหนักรู้ในตนเองของผู้เรียน 5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบดิจิทัลโดยใช้การเล่าเรื่องส่วนตัวเพื่อเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 6) เพื่อนำเสนอการจัดการเรียนรู้แบบดิจิทัลโดยใช้การเล่าเรื่องส่วนตัวเพื่อเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงพัฒนา (Research of Development) กลุ่มตัวอย่างการวิจัย คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน จำนวน 2 ท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 2 ท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผล จำนวน 1 ท่าน และ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนลาซาลโชติรวีนครสวรรค์ จำนวน 50 คน จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินการตระหนักรู้ในตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยครั้งนี้สรุปได้ว่า 1. ผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบดิจิทัลโดยใช้การเล่าเรื่องส่วนตัวเพื่อเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยวิเคราะห์ข้อมูลตามองค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ 4 องค์ประกอบ สรุปได้ดังนี้ 1) วัตถุประสงค์การจัดการเรียนรู้ 2) เนื้อหาสาระและสื่อที่ใช้ การนำเนื้อหาสาระดังกล่าวมาจัดการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการเล่าเรื่องส่วนตัว โดยการนำเสนอเรื่องราวผ่านสื่อดิจิทัล โดยการใช้ภาพนิ่งหรือภาพวาด และเทคนิคพิเศษต่าง ๆ ในหัวข้อที่หลากหลาย น่าสนใจ ซึ่งประมวลคำตอบอย่างเป็นระบบ 3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งสังเคราะห์มาได้จากหลักการและองค์ประกอบของการเล่าเรื่องแบบดิจิทัลแบบการเล่าเรื่องส่วนตัว 5 ขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นเตรียมการ 2. ขั้นวางแผน 3. ขั้นดำเนินการ 4. การนำเสนอผลงานและการประเมินผล และ 5. ขั้นเผยแพร่ 4) การวัดและการประเมินผลของบทเรียน ซึ่งมีรายละเอียด 2 ขั้นตอน ดังนี้ การวัดและประเมินผลก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยการเล่าเรื่องแบบดิจิทัลแบบการเล่าเรื่องส่วนตัว พบว่า การตระหนักรู้ในตนเองในภาพรวมของนักเรียนหลังการจัดเรียนรู้ด้วยการเล่าเรื่องแบบดิจิทัลแบบการเล่าเรื่องส่วนตัว สูงกว่าก่อนเรียน …
ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานบนแพลตฟอร์มแบบร่วมมือออนไลน์เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สิทธิชัย สิงหะเสนา
ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานบนแพลตฟอร์มแบบร่วมมือออนไลน์เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สิทธิชัย สิงหะเสนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานบนแพลตฟอร์มแบบร่วมมือออนไลน์ เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานบนแพลตฟอร์มแบบร่วมมือออนไลน์ เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ 1) แบบวัดสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ 2) แบบสังเกตพฤติกรรมการสืบสอบด้วยรูปแบบสถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานบนแพลตฟอร์มแบบร่วมมือออนไลน์ 3) แบบประเมินกระบวนการการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ต่อการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ และ 4) แบบประเมินร่องรอยการเรียนรู้จากชิ้นงาน โดยเปรียบเทียบระดับสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ระหว่างกลุ่มทดลอง คือ กลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มแบบร่วมมือออนไลน์ (n=25) และกลุ่มควบคุม คือ กลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นฐาน (n=25) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ โดยผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานบนแพลตฟอร์มแบบร่วมมือออนไลน์เพื่อพัฒนาสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเชื่อมโยงประสบการณ์เดิม (Concrete experience) 2) ขั้นศึกษาสถานการณ์ (Simulation briefing) 3) ขั้นสะท้อนคิดจากสถานการณ์ (Reflective observation & thinking) 4) ขั้นออกแบบแนวคิด (Conceptualization) 5) ขั้นสำรวจตรวจสอบ (Experimenting) และ 6) ขั้นสรุปและขยายความรู้ (Elaboration) โดยจัดการเรียนรู้จำนวน 18 คาบ โดยใช้ระยะเวลา 9 สัปดาห์ และ 2) ผลการใช้รูปแบบพบว่ากลุ่มทดลองมีระดับสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติด้วยสถิติ T-test for independent samples และกลุ่มทดลองมีระดับสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนที่สูงขึ้นมากกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเปรียบเทียบระดับสมรรถนะการสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ของกลุ่มทดลองก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยสถิติ T-test for dependent samples
การพัฒนาไมโครเลิร์นนิงตามแนวทางการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เป็นฐานสำหรับโมบายเลิร์นนิงแพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมทักษะการพัฒนาตนเองของพนักงานระดับปฏิบัติการ, อภิญญา แซ่ซึง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้วัตถุประสงค์ คือ1) ศึกษาสภาพและเปรียบเทียบทักษะในการพัฒนาตนเองของ พนักงาน จำแนกตามช่วงอายุ อายุการทำงาน จำนวนชั่วโมงในการเรียนรู้ และความพึงพอใจในการทำงาน ปัจจัยด้านภูมิหลัง ประสบการณ์ผู้ใช้ และประเมินความต้องการจำเป็น 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการพัฒนาตนเอง 3) เปรียบเทียบทักษะการพัฒนาตนเองของพนักงานระดับปฏิบัติการก่อนและหลังเรียน 4) เปรียบเทียบทักษะการพัฒนาตนเองของพนักงานหลังเรียน ระยะที่1 กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานระดับปฏิบัติการ จำนวน 72 คน ในจังหวัดกรุงเทพ โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบโควต้า จากนั้นใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า พนักงานที่มีช่วงอายุต่างกันส่งผลต่อการใช้เทคโนโลยีในการหาความรู้และการใช้ประโยชน์ของการเรียนรู้ผ่านโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้อายุการทำงานที่ต่างกัน ส่งผลต่อวัตถุประสงค์ในการใช้เทคโนโลยีและการใช้ประโยชน์ของการเรียนรู้ผ่านโทรศัพท์มือถือ จำนวนชั่วโมงในการเรียนรู้มีผลต่อการใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อการเรียนรู้ผ่านอินเทอร์เน็ตแตกต่างกัน เมื่อพิจารณาความพึงพอใจในการทำงาน พบว่าผู้เรียนมีการแบ่งปันแนวทางการแลกเปลี่ยนความรู้บนเว็บบอร์ดแตกต่างกัน ความต้องการจำเป็นที่มีต่อสื่อที่ใช้ในการหาความรู้ในการพัฒนาตนเองโดยรวม เมื่อวิเคราะห์รายข้อพบว่า อุปกรณ์ที่ใช้ในการหาความรู้มีดัชนีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมาคือ รูปแบบการเรียนรู้ และความพร้อมในการเรียนผ่านมือถือ ตามลำดับ ระยะที่2 กลุ่มตัวอย่างคือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการฝึกอบรม ด้านการบริหารและการจัดการ จำนวน 5ท่าน เครื่องมือต้นแบบไมโครเลิร์นนิงตามแนวทางการเรียนรู้ฯ ผลการวิจัยพบว่าเครื่องมือดังกล่าวได้รับการประเมินคุณภาพระดับดีมาก ระยะที่3 พนักงานระดับปฏิบัติการ จำนวน 60 คน เครื่องมือวิจัยคือไมโครเลิร์นนิงตามแนวทางการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เป็นฐานสำหรับโมบายเลิร์นนิงแพลตฟอร์ม ผลการวิจัยพบว่าทักษะการพัฒนาตนเองของพนักงานระดับปฏิบัติหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผู้เรียนที่มีอายุน้อยมีทักษะการพัฒนาตนเองมากที่สุด
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันโทรเวชกรรม, มนัสวี ศรีราช
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันโทรเวชกรรม, มนัสวี ศรีราช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันโทรเวชกรรม ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่เป็นสื่อกลางในการสื่อสารเนื้อหาทางการแพทย์จากแพทย์สู่ผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ ที่สามารถลดข้อจำกัดด้านเวลา ด้านสถานที่ รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยจากโรคระบาด โดยศึกษาว่าปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันโทรเวชกรรมของคนไทย ซึ่งเกิดในปี พ.ศ. 2508 ถึง 2552 หรือครอบคลุมเจเนอเรชันเอ็กซ์ วาย และแซดที่ไม่มีประสบการณ์เข้ารับบริการจากแพทย์ผ่านแอปพลิเคชันโทรเวชกรรมมาก่อน โดยใช้หน่วยตัวอย่างจำนวน 500 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เชิงอันดับของสเปียร์แมน ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลเชิงบวกต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันโทรเวชกรรมมากที่สุดในภาพรวม ได้แก่ ปัจจัยอิทธิพลทางสังคม สำหรับผู้ตอบแบบสอบถามเจเนอเรชันเอ็กซ์ ได้แก่ ปัจจัยอิทธิพลทางสังคม สำหรับผู้ตอบแบบสอบถามเจเนอเรชันวาย ได้แก่ ปัจจัยลักษณะนิสัย และสำหรับเจเนอเรชันแซด ได้แก่ ปัจจัยความคาดหวังในชื่อเสียง ผู้วิจัยมีความคาดหวังว่าผลการวิเคราะห์จากงานวิจัยชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสถาบันหรือผู้พัฒนาที่เกี่ยวข้อง โดยนำผลลัพธ์การวิจัยไปใช้เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันโทรเวชกรรมให้มีการบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ได้ในอนาคต
โครงสร้างตลาดและพฤติกรรมการแข่งขันของอุตสาหกรรมโรงชำแหละสุกรของประเทศไทย, วรางคณาง อภินันทสิทธิ์
โครงสร้างตลาดและพฤติกรรมการแข่งขันของอุตสาหกรรมโรงชำแหละสุกรของประเทศไทย, วรางคณาง อภินันทสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการแข่งขันของอุตสาหกรรมโรงชำแหละสุกรในประเทศไทยที่จดทะเบียนและมีใบอนุญาต โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการจำนวน 5 รายเพื่อศึกษาพฤติกรรมการแข่งขันทั้งทางด้านราคาและไม่ใช่ราคาโดยอาศัยการวิเคราะห์ภาพรวมอุตสาหกรรมด้วยเครื่องมือห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และวิเคราะห์ตัวแทนอุตสาหกรรมด้วยเครื่องมือแบบจำลองแรงผลักดัน 5 ประการ (Five Force Model) และคำนวณส่วนเหลื่อมตลาด ผลการศึกษาพบว่าโครงสร้างตลาดของอุตสาหกรรมโรงชำแหละสุกรของประเทศไทยมีลักษณะผู้ขายน้อยราย ซึ่งจากการคำนวณ CR4 เป็นในทิศทางเดียวกันกับผลสรุป HHI และ CCI นั่นคืออุตสาหกรรมโรงชำแหละสุกรของประเทศไทยมีอัตราการกระจุกตัวสูงหรือมีการแข่งขันน้อย อีกทั้งผู้ประกอบการมีพฤติกรรมการแข่งขันในด้านไม่ใช่ราคามากกว่าด้านราคาเป็นกลยุทธ์หลัก โดยใช้การสร้างความแตกต่างในตัวผลิตภัณฑ์คือการชำแหละเนื้อสุกรให้มีคุณภาพและโรงชำแหละสุกรที่ให้บริการแบบครบวงจรจะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนได้ดีกว่าโรงชำแหละสุกรประเภทอื่น ๆ
บริษัทพัฒนาเมือง: รูปแบบองค์กรเอกชนกับการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ, ภูมิสันต์ เลิศรัตนนันท์
บริษัทพัฒนาเมือง: รูปแบบองค์กรเอกชนกับการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ, ภูมิสันต์ เลิศรัตนนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษา “บริษัทพัฒนาเมือง” ในฐานะองค์กรเอกชนที่จัดตั้งขึ้นมา และเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะของเมือง มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาแนวคิดและบทบาทในการกำหนดนโยบายสาธารณะของกลุ่มทุนในรูปแบบบริษัทพัฒนาเมือง และปฏิสัมพันธ์และกระบวนการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะของกลุ่มทุนในรูปแบบบริษัทพัฒนาเมืองในจังหวัดอุดรธานี โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนบริษัทพัฒนาเมืองและนโยบายสาธารณะ ผลการศึกษาพบว่า บริษัทพัฒนาเมืองใช้แนวคิดเมืองเติบโตอย่างชาญฉลาด และแนวคิดเมืองอัจฉริยะ โดยมีการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัด และเครือข่ายกิจการพัฒนาเมือง ที่ดำเนินการโดยกลุ่มทุนในท้องถิ่น สร้างอำนาจต่อรองเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของการพัฒนาเมือง ให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น รวมถึงสอดรับกับนโยบายของรัฐส่วนกลาง โดยใช้กระบวนการสานเสวนา เพื่อให้เกิดอุปสงค์ของนโยบายจากภาคประชาชน และกลุ่มผลประโยชน์ในเมือง ผ่านรูปแบบกิจกรรมที่สร้างปฏิสัมพันธ์ภายในเมือง ก่อให้เกิดงานที่เป็นผลประโยชน์หลักของเมือง เกิดผลประโยชน์ต่อธุรกิจของกลุ่มทุนเมื่อมีการพัฒนาในเชิงพื้นที่ และเกิดผลประโยชน์ต่อบุคคลในฐานะผู้นำบริษัทพัฒนาเมืองที่เสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในการต่อรอง การจัดตั้งบริษัทพัฒนาเมือง จึงเป็นการสร้างสถาบันขึ้นมาปฏิบัติการจัดสรรผลประโยชน์ในเชิงพื้นที่ บริษัทพัฒนาเมืองและเครือข่าย ใช้วิธีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับชนชั้นนำทางอำนาจ เครือข่ายวิชาการ สื่อมวลชน รวมถึงสมาชิกระดับรัฐสภา เพื่อสร้างโอกาสและหาช่องทางปลดล็อคเมืองให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะได้ กล่าวคือผลักดันนโยบายผ่านชนชั้นนำทางอำนาจทั้งในระดับจังหวัดและระดับชาติ ร่วมมือกับภาควิชาการใช้ข้อมูลจากการวิจัยมาสร้างน้ำหนักและเหตุผลของนโยบายสาธารณะ รวมถึงสร้างความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ในการเผยแพร่ปฏิบัติการของบริษัทพัฒนาเมือง อย่างไรก็ตามเนื่องจากปัญหาการร่วมศูนย์อำนาจอยู่ในระดับชาติ การขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการปฏิบัติการในท้องถิ่น ยังเกิดข้อจำกัดเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของกฎระเบียบและอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรที่กระจุกตัว
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ประเทศไทย, จารุวรรณ พฤทธยานันต์
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ประเทศไทย, จารุวรรณ พฤทธยานันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และอำนาจทำนายระหว่างความรู้ ทัศนคติ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค การรับรู้ความรุนแรงของโรค การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติเพื่อป้องกันโรค การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติเพื่อป้องกันโรค พฤติกรรมเกี่ยวกับการจัดการความรู้ แรงสนับสนุนทางสังคม การเปิดรับข่าวสาร และพฤติกรรมกับการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ประเทศไทย การวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ในประเทศไทย จำนวน 165 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ 8 ส่วน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน และสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย 1) ปัจจัยด้านทัศนคติ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค การรับรู้ความรุนแรงของโรค การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติเพื่อป้องกันโรค การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติเพื่อป้องกันโรค พฤติกรรมเกี่ยวกับการจัดการความรู้ แรงสนับสนุนทางสังคม และการเปิดรับข่าวสาร มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมกับการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ปัจจัยที่ร่วมกันทำนายพฤติกรรมกับการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ แรงสนับสนุนทางสังคม การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติเพื่อป้องกันโรค และการเปิดรับข่าวสาร โดยสามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 66.7
การสื่อสารทางการเมืองผ่าน Tiktok เพื่อการต่อต้านรัฐบาลบนโลกออนไลน์ ช่วงปี 2563 - 2564, นภัสวรรณ รักษาใจ
การสื่อสารทางการเมืองผ่าน Tiktok เพื่อการต่อต้านรัฐบาลบนโลกออนไลน์ ช่วงปี 2563 - 2564, นภัสวรรณ รักษาใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาการสื่อสารทางการเมืองเพื่อการต่อต้านรัฐบาลบนโลกอินเทอร์เน็ตผ่านสื่อสังคมออนไลน์ TikTok ในฐานะที่เป็นแพลตฟอร์มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองมากขึ้น โดยศึกษาวิจัยในเชิงคุณภาพด้วยแนวทางการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) และการวิจัยเอกสาร เพื่อตอบคำถามดังต่อไปนี้ ประการแรก ประเด็นปัญหาและรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาที่เครือข่ายผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลใช้ในการสื่อสารทางการเมืองผ่าน TikTok รวมถึงปัจจัยที่มีส่วนทำให้สื่อสังคมออนไลน์ TikTok ถูกนำมาใช้ในกิจกรรมทางการเมืองเพื่อการต่อต้านรัฐบาล ประการที่สอง อุดมการณ์และวาทกรรมที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในเครือข่ายผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม TikTok และประการสุดท้าย กระบวนการที่ฝ่ายรัฐใช้ในการจัดการกับการต่อต้านรัฐบาลที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบัน TikTok เป็นส่วนหนึ่งในหลาย ๆ แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่ถูกนำมาใช้สำหรับการประท้วงทางการเมืองในประเทศไทย โดย TikTok ทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมถึง TikTok ยังมีบทบาทในการท้าทายอุดมการณ์ใหญ่ของรัฐด้วยอารมณ์ขัน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นำมาใช้สำหรับเสียดสีล้อเลียนรัฐและผู้มีอำนาจในสังคม นอกเหนือจากนี้ TikTok ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ถูกควบคุมจากรัฐต่ำกว่าแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ประเภทอื่น ๆ แม้ว่าภาครัฐจะมีความพยายามในการรับมือกับการเมืองบนอินเทอร์เน็ตด้วยการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาและการแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านรัฐบาลและสถาบันกษัตริย์ก็ตาม วิทยานิพนธ์นี้จึงชี้ให้เห็นถึงผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบของความสัมพันธ์ระหว่างอินเทอร์เน็ตกับสถาบันการเมืองและระบอบประชาธิปไตย
Photochemical Reaction Of Renieramycins And Evaluation Of Cytotoxicity Against Lung Cancer Cells, Suwimon Sinsook
Photochemical Reaction Of Renieramycins And Evaluation Of Cytotoxicity Against Lung Cancer Cells, Suwimon Sinsook
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Lung cancer causes more deaths than any other type of cancers, with the majority of patients diagnosed with non-small cell lung cancer (NSCLC). Lung cancer is a difficult disease to treat because of the drug resistant problem. Therefore, there is an immediate need for effective, safe, and easily accessible anti-lung cancer drug. Ecteinascidin 743 (Trabectedin or Yondelis®), a marine-derived tetrahydroisoquinoline alkaloid, is an approved drug for treating human lung cancer. This research was studied on the semi-syntheses of new renieramycins derivatives with similar structures to above drug for discovery and development of potent NSCLC cytotoxic agents. Renieramycins was extracted from …
Effects Of Lower Extremity Muscle Strengthening Exercise And Foot Orthoseson Medial Longitudinal Arch Height In Individuals With Flexible Flatfoot, Phoomchai Engkananuwat
Effects Of Lower Extremity Muscle Strengthening Exercise And Foot Orthoseson Medial Longitudinal Arch Height In Individuals With Flexible Flatfoot, Phoomchai Engkananuwat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Foot orthoses and lower extremity exercises have been widely recommended to improve medial longitudinal arch (MLA) height in adults with flexible flatfoot. However, there is little evidence to guide the choice between foot orthoses or lower extremity exercises. Objectives: This study comprised two separate studies. Study 1 aimed to establish the more effective exercise protocol by comparing the MLA height in groups performing foot exercises with and without gluteus medius (GMed) muscle strengthening exercise. Study 2 compared the established exercise protocol in Study 1 with foot orthoses to determine the actual effectiveness of each intervention. Main outcome measures: Navicular …
Comparison Of Compressive Strength Between Two Mini Implants :An In Vitro Study, Anchisa Weerasubpong
Comparison Of Compressive Strength Between Two Mini Implants :An In Vitro Study, Anchisa Weerasubpong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objective: To observe and evaluate the difference in static and dynamic loadings between two mini-implant systems (RetenDent and MS denture® system, OSSTEM). Materials and Methods: Fifty mini-implant from two companies were included in the study. The compressive force was applied to the mini-implants at 30 degrees from its vertical axis. Ten specimens from each group were subjected to static load tests. Subsequently, five cyclic loadings were calculated from static compressive strength. These loads include 320N, 275N, 230N, 185N, and 140N. Three specimens from each group were randomly selected and tested at each loading condition. The Independent T- test was utilized …
Effects Of Extraversion Personality Compatibility And The Michelangelo Phenomenon Via Facebook On Marital Satisfaction, Wanthip Chawaleemaporn
Effects Of Extraversion Personality Compatibility And The Michelangelo Phenomenon Via Facebook On Marital Satisfaction, Wanthip Chawaleemaporn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Divorce rates in newlywed couples has been rising dramatically globally, particularly Thailand. Young adults who strive for success often seek romantic relationships that promote their personal growth in order to thrive. The Michelangelo phenomenon is a psychological concept which explains how romantic relationships facilitate each other’s goal pursuit via partner affirmation. This research explores the dyadic influence of the similarity effects of the Big Five’s extraversion trait and marital satisfaction mediated by the Michelangelo phenomenon via Facebook in Thai newlyweds who have been married less than 5 years. 70 dyads were collected in two waves with a 6 month interval. …
Factors Association Of Discriminatory Attitudes Toward People Living With Hiv/Aids Among Adult Citizens In Myanmar : An Analysis Of 2015-2016 Myanmar Demographic And Health Survey, Pyae Phyo Thar
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Myanmar, a developing nation, is still among the countries with the highest prevalence of HIV infection. Misconceptions, stigmatisation, and discrimination towards people living with HIV/AIDS (PLHIV) are significant factors that contribute to the prevention, transmission, and treatment of HIV. So, PLHIV-related stigma and discrimination are pervasive issues that significantly undermine public health efforts to prevent the spread of HIV and provide support for those living with the PLHIV. Despite its importance, the stigma and discrimination issues are often overlooked in national responses to PLHIV. In Myanmar, there are limited studies on discrimination against people living with HIV/AIDS, and it requires …
Automatic Image-Based Sbfe Approach For Multiphase-Materials Topology Optimization Under Dynamic Loading, Rut Su
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis presents the efficient topology optimization methods constructed within the state-of-the-art polygon scaled boundary finite element (SBFE) framework. The SBFE approach enables the discrete model construction of structures comprising of arbitrary curve geometry lying in 2D and/or 3D spaces. More explicitly, incorporated with quadtree (in 2D) and octree (3D) mesh refinements the automatic adaptive mesh scheme run within the polygon SBFE framework provides the cost-effective model generation allowing hanging nodes. These distinctive features present the developed SBFE approach well suiting as an underlying modeling framework for the topology design optimization of solids. The bi-directional evolutionary structural optimization (BESO) algorithm …
Electrocatalytic Hydrogenation Of Nitrobenzene On High Entropy Materials (Hems), Victor Manuel Marquez Espinoza
Electrocatalytic Hydrogenation Of Nitrobenzene On High Entropy Materials (Hems), Victor Manuel Marquez Espinoza
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Global warming and environmental pollution are two of the major challenges currently in the spotlight of the research community. Nitrobenzene electrocatalytic hydrogenation could simultaneously tackle two problems. In the first place, as an option to replace the resource-inefficient and non-environmentally friendly processes for aniline production used nowadays. Also, as a viable and applicable process to enhance the degradation efficiency for wastewater treatment rising technologies, using nitrobenzene as a model pollutant. Herein, We present a comprehensive study of the nitrobenzene catalytic hydrogenation using high entropy materials (HEMs) as electrode materials. Different synthesis methods were used to produce high entropy alloys (HEAs) …
Fatty Acid Methyl Ester Production By Transesterification Of Refined Palm Oil With Methanol Catalysed By Anion-Exchange Resin With Tetrahydrofuran As A Co-Solvent, Zargul Ammara
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Alkaline anion exchange resins, specifically dense AmberLiteTM IRA402 and porous AmberLystTM A26, are used to study the transesterification of palm oil and methanol. A common industrial process for creating biodiesel or green solvents is transesterification. While homogeneous catalysts like sodium methoxide and sodium hydroxide are used in most transesterification facilities, heterogeneous catalysts have the benefit of being simpler to separate from the finished product. The goal of this study was to better understand how palm oil and methanol combine to produce fatty acid methyl ester (FAME), a prevalent kind of biodiesel. Previous studies mainly investigated the production of fatty acid …
Chemosensitizing Activity Of Pinosylvin Monomethyl Ether In Breast Cancer And Colon Cancer Cells, Khin Lay Sein
Chemosensitizing Activity Of Pinosylvin Monomethyl Ether In Breast Cancer And Colon Cancer Cells, Khin Lay Sein
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Combination of phytochemicals to chemotherapeutic agents may improve the success of cancer treatment. Natural products including stilbenoids may enhance cytotoxicity of anticancer drugs and reverse multidrug resistance (MDR) by (1) suppression of ATP-binding cassette (ABC) transporters, or (2) alteration of either cell death or survival pathways. The aims of this study were to determine the potentiation effect of the stilbenoid on cytotoxicity of anticancer drugs in MCF7 breast cancer and HT-29 colon cancer cells, and its underlying mechanisms. Seven stilbenoids isolated from thai orchids were investigated for their potential chemo-sensitizing effects. The results showed that, among 7 stilbenoids, pinosylvin monomethyl …
Development And In Vitro Cytotoxicity Evaluation In Breast Cancer Cells Of Lutein-Loaded Magnetic Chitosan/Alginate Nanoparticles, Bryan Paul Bulatao
Development And In Vitro Cytotoxicity Evaluation In Breast Cancer Cells Of Lutein-Loaded Magnetic Chitosan/Alginate Nanoparticles, Bryan Paul Bulatao
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Magnetic drug targeting can be a strategy to overcome the limitations of delivering phytochemicals for effective cancer treatment. Here, we demonstrate the benefits of magnetic targeting delivery using a combination of chitosan (CS) and alginate (Alg) as materials in encapsulating lutein (lut) and magnetite (Fe3O4) to increase the cytotoxicity of lutein against breast cancer cells with or without magnetic stimulation. The formulation was optimized by a statistical approach using response surface methodology (RSM) based on the Box-Behnken design (BBD). The optimized lut-CS/Alg-Fe3O4 nanoparticles exhibited desirable characteristics including nanosize with monodispersity, highly crystalline Fe3O4 core, good stability, high saturation magnetization, and …
ลักษณะทางคลินิกและปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาในผู้ป่วยวัณโรคปอด ณ คลินิกควบคุมการติดเชื้อทางเดินหายใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สิรินทร์ เดียวสุรินทร์
ลักษณะทางคลินิกและปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาในผู้ป่วยวัณโรคปอด ณ คลินิกควบคุมการติดเชื้อทางเดินหายใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สิรินทร์ เดียวสุรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีรูปแบบการศึกษาจากเหตุไปหาผลแบบไปข้างหน้าร่วมกับย้อนหลัง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิกและปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาในผู้ป่วย วัณโรคปอด ณ คลินิกควบคุมการติดเชื้อทางเดินหายใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2562 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2565 โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ผู้ป่วยนอก วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ด้วยสถิติการถดถอย (Cox regression) ในการศึกษามีผู้ป่วยทั้งหมด 371 ราย อายุเฉลี่ย 52.6 ± 19.9 ปี พบเพศชายร้อยละ 63.6 และพบผู้ป่วย วัณโรคที่ไวต่อยาร้อยละ 81.9 ผลการศึกษาจากการวิเคราะห์พหุตัวแปร (multivariate analysis) พบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ได้แก่ เพศหญิง (HR=1.64, 95%CI 1.22–2.20) วัณโรคดื้อยา (HR=1.48, 95%CI 1.01–2.15) โรคไตเรื้อรัง (HR=1.62, 95%CI 1.03–2.54) และการมีประวัติโรคตับ (HR=1.94, 95%CI 1.37-2.76) พบอุบัติการณ์การเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ 12.0 (95% CI: 10.4 – 13.8) รายต่อ 100 ประชากรต่อเดือน พบอัตราการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้อยละ 55.5 เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่พบมาก 3 อันดับแรก ได้แก่ ผื่นคัน อาการคลื่นไส้-อาเจียน และภาวะ ตับอักเสบ เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่มีความรุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลาง พบร้อยละ 76.5 และผลลัพธ์ภายหลังการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่หายเป็นปกติ พบร้อยละ 70.8 อย่างไรก็ตาม ไม่พบความสัมพันธ์กันระหว่างการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์กับอัตราการรักษาไม่สำเร็จ อุบัติการณ์การเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาต้านวัณโรคในผู้ป่วยวัณโรคปอดสูง จึงมีความสำคัญในการติดตามและเฝ้าระวังการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านวัณโรคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ คือ เพศหญิง วัณโรค ดื้อยา ผู้ป่วยโรคตับและโรคไตเรื้อรัง
ผลของการฝึกแอโรบิกด้วยเก้าอี้ร่วมกับไม้พลองต่อความดันโลหิตและการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง, ณรงค์เดช ศรีประสาน
ผลของการฝึกแอโรบิกด้วยเก้าอี้ร่วมกับไม้พลองต่อความดันโลหิตและการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง, ณรงค์เดช ศรีประสาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกแอโรบิกด้วยเก้าอี้ร่วมกับไม้พลองต่อความดันโลหิตและการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงขั้นที่หนึ่ง วิธีดำเนินการวิจัย ในงานวิจัยนี้มีจำนวนผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงขั้นที่หนึ่งที่เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 34 คน แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มควบคุมใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ไม่ได้รับการฝึกใด ๆ 17 คนและ กลุ่มทดลองที่มีการฝึกแอโรบิกด้วยเก้าอี้ร่วมกับไม้พลอง 60 นาที/ครั้ง 3 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นจำนวน 36 ครั้งใน 12 สัปดาห์ จำนวน 17 คน ประกอบด้วย กลุ่มทดลอง จำนวน 17 คน (ชาย 2 คน และหญิง 15 คน) และ กลุ่มควบคุม จำนวน 17 คน (ชาย 5 คน และหญิง 12 คน) โดยทำการทดสอบผลก่อนและหลังการทดลอง และทำการเปรียบเทียบผลการทดสอบผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงทั้งสองกลุ่ม เมื่อสิ้นสุดการฝึก ผู้วิจัยทำการทดสอบตัวแปรความดันโลหิต การทำงานของหัวใจและหลอดเลือด ตัวแปรตามด้านสมรรถภาพทางกาย และ องค์ประกอบของร่างกาย จากนั้นนำค่าที่ได้มาวิเคราะห์ผลทางสถิติโดยใช้การทดสอบ Independent t-test และเปรียบเทียบข้อมูลแบบรายคู่โดยการใช้ Pair t-testผลการวิจัย หลังการทดลองกลุ่มฝึกแอโรบิกด้วยเก้าอี้ร่วมกับไม้พลองมีค่าความดันโลหิตลดลงและสมรรถภาพการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น สมรรถภาพทางกายและองค์ประกอบของร่างกายพัฒนาขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05สรุปผลการวิจัย การฝึกแอโรบิกด้วยเก้าอี้ร่วมกับไม้พลองหลังการฝึกเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ สามารถช่วยลดความดันโลหิตและเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มสมรรถภาพทางกายและพัฒนาองค์ประกอบของร่างกายดีขึ้น
ผลของการฝึกพิลาทิสบนเสื่อต่อความดันโลหิตและการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง, ชุติมา วรมนตรี
ผลของการฝึกพิลาทิสบนเสื่อต่อความดันโลหิตและการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง, ชุติมา วรมนตรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกพิลาทิสบนเสื่อต่อความดันโลหิตและการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด และสมรรถภาพทางกาย ในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงวิธีดำเนินการวิจัย ในงานวิจัยนี้มีจำนวนผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงระดับที่ 1 ที่เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 34 คน แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มควบคุม ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ไม่ได้รับการฝึกใด ๆ จำนวน 17 คน และกลุ่มทดลองที่มีการฝึกออกกำลังกายพิลาทิสบนเสื่อ 60 นาที/ครั้ง 3 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นจำนวน 36 ครั้งใน 12 สัปดาห์ จำนวน 17 คน โดยทำการทดสอบตัวแปรความดันโลหิต การทำงานของหัวใจและหลอดเลือด และตัวแปรด้านสมรรถภาพทางกายด้วยการทำแบบทดสอบ the Senior Fitness Test ก่อนและหลังการทดลอง จากนั้นนำค่าที่ได้มาวิเคราะห์ผลทางสถิติโดยใช้การทดสอบค่าทีแบบเป็นอิสระต่อกัน (Independent t-test) และเปรียบเทียบข้อมูลภายในกลุ่มโดยใช้การทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญที่ 0.05ผลการวิจัย หลังการทดลองกลุ่มฝึกพิลาทิสบนเสื่อมีค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว และคลายตัวลดลงและการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้สมรรถภาพทางกายพัฒนาขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05สรุปผลการวิจัย การฝึกพิลาทิสบนเสื่อฝึกเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ สามารถช่วยลดความดันโลหิตและเพิ่มการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด และเพิ่มสมรรถภาพทางกาย สามารถนำไปเป็นแนวทางในการออกกำลังกายเพื่อการดูแลรักษาความดันโลหิตสูงได้
ผลของโปรแกรมพัฒนาความเมตตากรุณาต่อตนเองรูปแบบเว็บไซต์ต่อความเมตตากรุณาต่อตนเอง ความรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณ และความสามารถในการฟื้นพลัง ในวัยรุ่น, ณัชชานิษฐ์ เงินวิวัฒน์กูล
ผลของโปรแกรมพัฒนาความเมตตากรุณาต่อตนเองรูปแบบเว็บไซต์ต่อความเมตตากรุณาต่อตนเอง ความรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณ และความสามารถในการฟื้นพลัง ในวัยรุ่น, ณัชชานิษฐ์ เงินวิวัฒน์กูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาความเมตตากรุณาต่อตนเองรูปแบบเว็บไซต์ (Self-compassion Journey) ต่อความเมตตากรุณาต่อตนเอง ความรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณ และความสามารถในการฟื้นพลังในวัยรุ่น โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุ 15–18 ปี ซึ่งมีคะแนนความเมตตากรุณาต่อตนเองอยู่ในระดับคะแนนที่ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 จำนวน 40 คน แบ่งกลุ่มด้วยวิธีการสุ่มออกเป็นกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาความเมตตากรุณาต่อตนเองรูปแบบเว็บไซต์ 14 วัน และกลุ่มควบคุมจำนวนกลุ่มละ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามประกอบโปรแกรมพัฒนาความเมตตากรุณาต่อตนเองรูปแบบเว็บไซต์ซึ่งประกอบไปด้วย มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง มาตรวัดความรู้สึกขอบคุณ และ มาตรวัดความแข็งแกร่งยืดหยุ่นของชีวิต และโปรแกรมพัฒนาความเมตตากรุณาต่อตนเองรูปแบบเว็บไซต์ มีการทดสอบสามระยะในช่วงก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และช่วงติดตามผล ซึ่งมีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ทางสถิติเชิงพรรณนาและสถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบผสมสองทาง (Two-way mixed ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีคะแนนความเมตตากรุณาต่อตนเอง (p < .001) และคะแนนความสามารถในการฟื้นพลัง (p= .004) เพิ่มสูงขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม แต่ไม่พบความแตกต่างนี้ในคะแนนความรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณ นอกจากนี้กลุ่มทดลองยังมีคะแนนความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมในช่วงหลังเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) แต่ไม่พบความแตกต่างของคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังและคะแนนความรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างช่วงหลังเข้าร่วมโปรแกรมและระยะติดตามผลไม่พบการเพิ่มขึ้นของคะแนนทั้ง 3 ตัวแปร แต่ในช่วงระยะติดตามผลพบว่าคะแนนความเมตตากรุณาต่อตนเองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .011) ในขณะที่ไม่พบความแตกต่างของคะแนนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังและคะแนนความรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณ จะเห็นได้ว่า การเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาความเมตตากรุณาต่อตนเองรูปแบบเว็บไซต์ช่วยเพิ่มความเมตตากรุณาต่อตนเองในวัยรุ่นได้ นอกจากนี้ผลของโปรแกรมยังสามารถคงอยู่ได้หลังจากโปรแกรมเสร็จสิ้นไปแล้ว 2 สัปดาห์
วิธีการประเมินตราสัญลักษณ์ สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจบริการ, สุทธิดา อนุชิตโอฬาร
วิธีการประเมินตราสัญลักษณ์ สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจบริการ, สุทธิดา อนุชิตโอฬาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การออกแบบอัตลักษณ์ของแบรนด์ (brand identity) เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการสร้างแบรนด์ ส่วนหนึ่งของการออกแบบอัตลักษณ์ที่สำคัญคือภาพ (visual) ที่ทำให้คนจดจำและมีผลต่อการรับรู้ โดยมักจะเริ่มต้นจากตราสัญลักษณ์ (logo) ที่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถแยกแบรนด์ออกจากคู่แข่ง จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าปัญหาในกระบวนการออกแบบตราสัญลักษณ์ คือการสื่อสารกับเจ้าของแบรนด์ที่ขาดความเข้าใจในงานออกแบบ ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจเลือกแบบเพื่อพัฒนางานต่อได้ส่งผลให้การทำงานล่าช้าลง เมื่อศึกษากระบวนการออกแบบพบว่าสิ่งที่ขาดไป คือการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของตราสัญลักษณ์ เกิดคำถามว่าหากมีผลการประเมินงานออกแบบที่เป็นรูปธรรมจะสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับงานออกแบบได้มากขึ้นหรือไม่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาเครื่องมือในการประเมินงานออกแบบตราสัญลักษณ์ ใช้การประเมินงานออกแบบตราสัญลักษณ์เป็นสื่อกลางในกระบวนการออกแบบ นำไปสู่วิธีการตัดสินใจของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพและส่งผลต่อการทำงานของนักออกแบบกราฟิก โดยศึกษาผ่านงานออกแบบตราสัญลักษณ์ของธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจบริการในประเทศไทย อ้างอิงกรณีศึกษาจากบริษัท จีเอ 49 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับการออกแบบกราฟิกและเชี่ยวชาญด้านการออกแบบอัตลักษณ์ของแบรนด์เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากโครงการที่เสร็จสมบูรณ์แล้วจำนวน 4 โครงการ และโครงการที่กำลังดำเนินการออกแบบอยู่ 1 โครงการ ผลจากการวิจัยเป็นข้อมูลจากการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ 3-4 ราย และเจ้าของแบรนด์ งานวิจัยนี้ใช้เกณฑ์การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ประกอบแบบสอบถาม แล้ววิเคราะห์และแสดงผลการประเมินออกมาในรูปแบบภาพ (Visual Presentation) เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายว่าตราสัญลักษณ์ที่นำมาประเมินสามารถวัดประสิทธิภาพจากปัจจัยใด การประเมินชี้ให้เห็นว่ามีกลุ่มเป้าหมายสามารถรับรู้การสื่อสารของตราสัญลักษณ์ได้ และทำให้เจ้าของแบรนด์ทราบได้ว่ามีความพึงพอใจและเหตุผลต่อตราสัญลักษณ์ที่เลือกมาจากปัจจัยอะไรงานวิจัยนี้แสดงผลการประเมินงานออกแบบตราสัญลักษณ์ ประเมินโดยเจ้าของกิจการ กับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ และผลการประเมินเปรียบเทียบงานออกแบบตราสัญลักษณ์โดยนักออกแบบ กับโปรแกรมในเว็บไซต์ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย ผลเหล่านี้ช่วยให้ลูกค้าของบริษัทออกแบบมีความเข้าใจในงานออกแบบมากยิ่งขึ้น และมีส่วนช่วยในการตัดสินใจเลือกผลงานออกแบบ พร้อมทั้งช่วยยืนยันประสิทธิภาพของตราสัญลักษณ์ที่เลือกพัฒนาต่อเป็นงานออกแบบขั้นสุดท้าย ทำให้นักออกแบบสามารถกำหนดทิศทางการทำงานได้ และช่วยบริหารจัดการโครงการออกแบบ งานวิจัยนี้เป็นการนำเกณฑ์การออกแบบตราสัญลักษณ์จากการทบทวนวรรณกรรมมาขยายผลและพัฒนาเป็นคำถามการประเมิน ผลจากการวิจัยนี้ทำให้ได้เครื่องมือประเมินที่เหมาะแก่บริบทของการออกแบบตราสัญลักษณ์สำหรับธุรกิจในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น สามารถเชื่อมโยงกับแบรนด์ของลูกค้าได้มากกว่าเครื่องมือที่มีอยู่ ทำให้ตราสัญลักษณ์ที่ผ่านการประเมินแล้วเกิดความความน่าเชื่อถือ และสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจให้กับลูกค้า
Degradation Of Di (2-Ethylhexyl) Phthalate By Marine Sediment Bacteria And Identification Of Key Degraders And Degradative Genes, Ritu Ningthoujam
Degradation Of Di (2-Ethylhexyl) Phthalate By Marine Sediment Bacteria And Identification Of Key Degraders And Degradative Genes, Ritu Ningthoujam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Di (2-ethylhexyl) phthalate (DEHP) is a toxic phthalate ester (PAE) plasticizer that is predominantly detected in marine sediment and biota. DEHP degradation by bacteria from several environments has been studied, but very little is known about marine sediment bacteria that can degrade DEHP and other PAEs. Therefore, in this study, we enriched a bacterial consortium C10 that can degrade four PAEs of varying alkyl chain lengths (DEHP, dibutyl phthalate, diethyl phthalate, and dimethyl phthalate ; separately and as a mixture) from marine sediment. The major bacterial genera in C10 during the degradation of the PAEs were Glutamicibacter, Ochrobactrum, Pseudomonas, Bacillus, …
How Influential Are Finfluencers? Granger Causality Between Finance Influencers And Price Movements In Cryptocurrency And Stock Markets, Sita Kedvarin
How Influential Are Finfluencers? Granger Causality Between Finance Influencers And Price Movements In Cryptocurrency And Stock Markets, Sita Kedvarin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigates the influence of finance influencers on stock and cryptocurrency returns by analyzing the relationship between their asset-related YouTube videos and market movements. The study was conducted in two parts: the VAR Granger causality analysis in both the cryptocurrency and stock markets, and the analysis of the behavior of the top finance influencers in the cryptocurrency market. The findings from the VAR Granger causality analysis revealed distinct patterns between the cryptocurrency and stock markets. In the cryptocurrency market, YouTube videos, particularly the number of videos published, showed a significant Granger causality effect on returns. However, the causality from …
Human Health Risk Assessment Related With Heavy Metals Contamination In Rice: A Case Study In Palembang, South Sumatra, Indonesia, Dian Islamiati
Human Health Risk Assessment Related With Heavy Metals Contamination In Rice: A Case Study In Palembang, South Sumatra, Indonesia, Dian Islamiati
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Heavy metal pollution is still one of the environmental problems globally, including Indonesia. One of these contaminations comes from agricultural products such as rice. Heavy metal contamination in rice is known to cause various health problems. This study aimed (1) To find Heavy metals concentration in Indonesian local rice (2) To find Non-cancer risk related to heavy metals contaminations in rice (3) To find cancer risk related to heavy metals contaminations in rice (4) To find association between associated factors with risk related to heavy metals contaminations in rice. The rice was collected from the 3 biggest local markets in …
An Exploratory Study Of Online Socialising And Hiv-Related High-Risk Sexual Behavior Among University Students In Chengdu, People’ S Republic Of China, Qin Bo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Young students in China have emerged as a high-risk demographic for HIV infection. Recent research findings confirm that engaging in unprotected sex with multiple partners remains the primary contributor to HIV transmission. However, in light of the ever-evolving landscape of network socialization and the deepening comprehension of HIV among young students, their attitudes and behaviors towards the virus have exhibited distinct characteristics. This study focuses on university and college students in Chengdu as the target population, aiming to comprehensively comprehend the present state and distinctive patterns of their sexual conduct, particularly high-risk sexual behavior. Moreover, it investigates the influence of …
Diboronic Acid On Aryl-Alkyne Platform For Fructose Detection, Natthapat Satsuphap
Diboronic Acid On Aryl-Alkyne Platform For Fructose Detection, Natthapat Satsuphap
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this work, the mono- (MB) and diboronate ester-based aryl-alkyne fluorescent sensors (DB) were synthesized via simple and facile pathway. The probe MB exhibited the strongest fluorescence emission at 598 nm under the excitation wavelength of 300 nm where the probe DB emitted the fluorescence at 607 nm upon the excitation wavelength of 350 nm. However, in the presence of saccharides, both sensors showed a little change in the fluorescence response. That means both sensors cannot be used for saccharide detection via fluorescence spectroscopy as the direct method. Alizarin red S (ARS), one of the catechol dyes, was used to …
Development Of Paper-Based Electrochemical Immunosensor For Sars-Cov-2 Detection, Jutamas Jaewjaroenwatana
Development Of Paper-Based Electrochemical Immunosensor For Sars-Cov-2 Detection, Jutamas Jaewjaroenwatana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation aimed to develop a simple and low-cost electrochemical sensing platform for detecting SAR-CoV-2 antigen. The proposed sensor combined the innovative disposable paper-based immunosensor and cost-effective plant-based anti-SARS-CoV-2 monoclonal antibody, extracted from Nicotiana benthamiana. The cellulose nanocrystal was modified on screen-printed graphene electrode to provide the COOH functional groups on electrode surface, leading to the high ability for antibody immobilization. The quantification of the presence receptor binding domain (RBD) spike protein of SARS-CoV-2 was performed using differential pulse voltammetry by monitoring the changing current of [Fe(CN)6]3-/4- redox solution. The current change of [Fe(CN)6]3-/4- before and after the presence of …