Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1124)
- Medicine and Health Sciences (770)
- Education (485)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
-
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (436)
- Physical Sciences and Mathematics (395)
- Engineering (343)
- Medical Sciences (173)
- Chemistry (165)
- Life Sciences (165)
- Business (161)
- Sociology (150)
- Law (132)
- Computer Sciences (127)
- Economics (127)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (119)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (112)
- Political Science (109)
- Fine Arts (103)
- Veterinary Medicine (100)
- Public Health (99)
- Chemical Engineering (97)
- Educational Technology (91)
- International Relations (90)
- Educational Administration and Supervision (87)
- Art and Design (85)
- Dentistry (84)
- Technology and Innovation (76)
Articles 1171 - 1200 of 4029
Full-Text Articles in Entire DC Network
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนที่เสริมสร้างทักษะมนุษย์ในสังคมหลังนวัตกรรม, ศิรเมศร์ ศิริศักดิ์ธนากุล
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนที่เสริมสร้างทักษะมนุษย์ในสังคมหลังนวัตกรรม, ศิรเมศร์ ศิริศักดิ์ธนากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารวิชาการและกรอบแนวคิดทักษะมนุษย์ในสังคมหลังนวัตกรรม 2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนที่เสริมสร้างทักษะมนุษย์ในสังคมหลังนวัตกรรม 3) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนที่เสริมสร้างทักษะมนุษย์ในสังคมหลังนวัตกรรม ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multi-Phase Mixed Method) ใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) และข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 262 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการหรือหัวหน้างานวิชาการ และครูผู้สอนชั้นมัธยมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชน ประกอบด้วย 3 งาน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนรู้ และ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดทักษะมนุษย์ในสังคมหลังนวัตกรรม ประกอบด้วย 6 ทักษะ คือ (1) ทักษะการค้นหาและสร้างคุณค่า (2) ทักษะดิจิทัล (3) ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล (4) ทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม (5) ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และ (6) ทักษะระหว่างบุคคล 2) สภาพปัจจุบันของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนที่เสริมสร้างทักษะมนุษย์ในสังคมหลังนวัตกรรม โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านการจัดการเรียนรู้ในทักษะดิจิทัลมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการพัฒนาหลักสูตรในทักษะดิจิทัล และการจัดการเรียนรู้ในทักษะการค้นหาและสร้างคุณค่ามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากัน ทั้งนี้ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนที่เสริมสร้างทักษะมนุษย์ในสังคมหลังนวัตกรรมสูงที่สุด คือ ด้านการวัดและประเมินผลในทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ 3) กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนที่เสริมสร้างทักษะมนุษย์ในสังคมหลังนวัตกรรม ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้ (1) พลิกโฉมการพัฒนาหลักสูตรที่เสริมสร้างทักษะมนุษย์ในสังคมหลังนวัตกรรม ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์รอง (2) พัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เสริมสร้างทักษะมนุษย์ในสังคมหลังนวัตกรรม ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์รอง และ (3) ปรับเปลี่ยนการวัดและประเมินผลที่เสริมสร้างทักษะมนุษย์ในสังคมหลังนวัตกรรม ประกอบด้วย 1 กลยุทธ์รอง
นวัตกรรมการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดนวัตกรพลิกผัน, วุฒิชัย ไกรวิเศษ
นวัตกรรมการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดนวัตกรพลิกผัน, วุฒิชัย ไกรวิเศษ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดนวัตกรพลิกผัน 2) ศึกษาระดับความเป็นนวัตกรพลิกผันของผู้เรียน 3) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดนวัตกรพลิกผัน และ 4) พัฒนานวัตกรรมการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดนวัตกรพลิกผัน โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมพหุระยะ ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 2,358 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 336 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 2,013 คน แบ่งเป็น 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 333 คน 2) ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือรองผู้อำนวยการโรงเรียน และหัวหน้ากลุ่มบริหารงาน รวมทั้งสิ้น 1,665 คน และ 3) ผู้ให้ข้อมูลของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีวิสัยทัศน์หรือนโยบายในการสร้างนวัตกรตามทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญา จำนวน 3 โรงเรียน โดยการเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือรองผู้อำนวยการโรงเรียน และหัวหน้ากลุ่มบริหารงาน รวมทั้งสิ้น 15 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินกรอบแนวคิด แบบประเมินระดับความเป็นนวัตกรพลิกผันของผู้เรียน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 1.1) การบริหารองค์ประกอบสิ่งมีชีวิต 1.2) การบริหารองค์ประกอบสิ่งไม่มีชีวิต และ 1.3) การบริหารองค์ประกอบปรัชญาองค์กร 2) กรอบแนวคิดนวัตกรพลิกผัน ประกอบด้วย 2.1) คุณลักษณะการคิดนอกกรอบ 2.2) ความเชี่ยวชาญข้ามศาสตร์ 2.3) ทักษะการค้นหา และ 2.4) ค่านิยมความยั่งยืน 3) ระดับความเป็นนวัตกรพลิกผันของผู้เรียน พบว่า 3.1) ด้านค่านิยมความยั่งยืน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก …
กลยุทธ์การชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา, ศุภณัฐ สารรัตน์
กลยุทธ์การชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา, ศุภณัฐ สารรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา 3) จัดทำกลยุทธ์การชี้แนะการจัดการเรียนสอนออนไลน์ของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 180 โรงเรียน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน โดยมีผู้ให้ข้อมูล 5 คนในแต่ละโรงเรียน ดังนี้ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ 1 คน และครูผู้สอน 2 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน ความเหมาะสมร่างกลยุทธ์ และมีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ในภาพรวมสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.28) และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.21) เมื่อพิจารณารายด้านของสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์มีด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และค่าดัชนีความต้องการจำเป็นในภาพรวม (PNImodified = 0.283) ซึ่งด้านที่มีค่าดัชนีสูงสุด คือ ด้านการเลือกแพลตฟอร์มการจัดการเรียนการสอน (PNImodified = 0.317) โดยเมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยการ SWOT Analysis พบว่ามีข้อมูลที่เป็นจุดแข็ง 59 ประเด็น จุดอ่อน 32 ประเด็น โอกาส 11 ประเด็น และภาวะคุกคาม 18 ประเด็น กลยุทธ์การชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก 6 กลยุทธ์รอง และ 29 วิธีดำเนินการ ได้แก่ กลยุทธ์หลักที่ 1 ขับเคลื่อนนโยบายและบริหารจัดการชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์รอง ได้แก่ 1.1) ส่งเสริมให้มีการวิเคราะห์ข้อมูลและกำหนดเป้าหมายให้เหมาะสมต่อการชี้แนะ การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และ 1.2) เน้นให้มีการวางแผนดำเนินงานชี้แนะและบริหารจัดการทรัพยากรที่เกี่ยวกับการชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ กลยุทธ์หลักที่ 2 …
การพัฒนาเว็บการเรียนรู้ด้วยปัญหาเป็นฐานร่วมกับห้องปฏิบัติการเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของนักเรียนเตรียมทหาร, สิริวรรณ อินทสร
การพัฒนาเว็บการเรียนรู้ด้วยปัญหาเป็นฐานร่วมกับห้องปฏิบัติการเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของนักเรียนเตรียมทหาร, สิริวรรณ อินทสร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาเว็บการเรียนรู้ด้วยปัญหาเป็นฐานร่วมกับห้องปฏิบัติการเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของนักเรียนเตรียมทหาร 2) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เว็บการเรียนรู้ด้วยปัญหาเป็นฐานร่วมกับห้องปฏิบัติการเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของนักเรียนเตรียมทหาร และ 3) เพื่อนำเสนอเว็บการเรียนรู้ด้วยปัญหาเป็นฐานร่วมกับห้องปฏิบัติการเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของนักเรียนเตรียมทหาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินคุณภาพของเว็บการเรียนรู้ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสื่อการเรียนการสอนและด้านการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัย จำนวน 7 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนเตรียมทหารซึ่งเป็นระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินเว็บการเรียนรู้ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัย และแบบสอบถามความคิดเห็นในการเรียนโดยใช้เว็บการเรียนรู้ฯ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) เว็บการเรียนรู้ด้วยปัญหาเป็นฐานร่วมกับห้องปฏิบัติการเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของนักเรียนเตรียมทหารที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย (1.1) หน้าหลัก (Home) (1.2) ข้อมูลเกี่ยวกับเรา (About us) (1.3) บทเรียนการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัยด้วยการจัดการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับห้องปฏิบัติการเสมือนจริง (Course) (1.4) บทความ (Blog) (1.5) การประเมินผล และ (1.6) การลงทะเบียน 2) ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เว็บการเรียนรู้ฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัย หลังเรียนของกลุ่มตัวอย่างสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 10.47) และ 3) ผลการประเมินรับรองเว็บการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด
รูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน, สุพัตรา นุตรักษ์
รูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน, สุพัตรา นุตรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) ประเภทการวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบายตามลำดับ (Explanatory sequential design) มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)ศึกษาสภาวการณ์การสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน 2)วิเคราะห์โครงสร้างและผู้กระทำการที่เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน และ 3)นำเสนอรูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน ประชากรที่ศึกษาได้แก่ ผู้สูงอายุตอนต้นที่มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ในเขตสุขภาพที่ 5 และผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ บุคลากรในหน่วยงานสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและในหน่วยงานของรัฐ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามเพื่อสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง และแนวคำถามสำหรับการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างสำหรับผู้สูงอายุ บุคลากรในหน่วยงานสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและในหน่วยงานของรัฐ เครื่องมือในการดำเนินการวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และดัชนีความสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของข้อคําถาม และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ทั้งฉบับ=.86 ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาวการณ์การสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( x ̅ = 3.64 , S.D.= 0.66) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามสามารถทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน เช่น เล่านิทาน กิจกรรมศิลปะ ร้องเพลงหรือเต้นประกอบเพลง เป็นต้น อยู่ในระดับมากที่สุด ( x ̅ = 4.82 , S.D.= 0.48) รองลงมาคือ เห็นความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด ( x ̅ = 4.70 , S.D.= 0.57) และมีความเห็นว่า ความสูงวัยเป็นข้อจำกัดในการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน อยู่ในระดับน้อย ( x ̅ = 1.92 , S.D.= 0.55) เป็นอันดับสุดท้าย ผลการวิเคราะห์โครงสร้างและผู้กระทำการที่เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนพบว่า หลักการร่วมของการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนในชุมชน บุคลากรของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตลอดจนผู้สูงอายุ พบว่า มีความเชื่อมโยงและเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยมีรูปแบบการสื่อสารทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ แต่แนวปฏิบัติในการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสนำเสนอองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนยังค่อนข้างพบได้น้อย อีกทั้งไม่มีนโยบายจ้างงานผู้เกษียณอายุ และหน่วยงานของรัฐและท้องถิ่นควรให้การสนับสนุนทั้งในรูปของบุคลากร งบประมาณ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อนำเสนอรูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบดังกล่าว ประกอบด้วย 1)หลักการร่วมโดยการกำหนดเป้าหมายความสำเร็จร่วมกัน 2)ส่งเสริมการเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างผู้สูงอายุและเด็กวัยก่อนเรียนอย่างต่อเนื่อง 3)กฎเกณฑ์ข้อบังคับที่บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย 4)การสื่อสารเพื่อเกิดทัศนคติเชิงบวก 5)พลังทางสังคมที่เกิดจากการจัดหาแหล่งทรัพยากรและเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงให้กับผู้สูงอายุ และ6) ตระหนักความสำคัญของเด็กและสร้างค่านิยมร่วมในการเคารพผู้สูงอายุ
Article Feed Recommendations Using Position-Aware Deep Cross Network, Dhata Muangrux
Article Feed Recommendations Using Position-Aware Deep Cross Network, Dhata Muangrux
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The presence of social media platforms has recently transformed the digital landscape, with an ever-increasing user base. As these platforms become central to daily life, the need for recommendation systems that genuinely cater to individual preferences has never been more paramount. While current recommendation algorithms excel at curating content based on user interests, they often overlook inherent biases, notably the positional bias where users engage with content due to its placement rather than its inherent relevance. This oversight is particularly evident in every social media recommendation system. Addressing this challenge, we proposed a position-aware methodology within the Deep and Cross …
Tarnish Resistance Of Silver Reinforced With Carbon Material To Artificial Sweat And Hydrogen Sulfide, Kunthida Chanthaban
Tarnish Resistance Of Silver Reinforced With Carbon Material To Artificial Sweat And Hydrogen Sulfide, Kunthida Chanthaban
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Due to its immense popularity, silver jewelry has undergone continual development, it an intriguing product. The most significant issue with silver jewelry is the tarnish of the silver metal's surface. Therefore, using a coin making technique, the study team evaluated the properties of silver metal reinforced by carbon materials. To evaluate the silver's to sweat and hydrogen sulfide tarnishing. Effects of adding carbon to samples after performing an artificial sweat test. It was discovered that the use of highly scattered carbon improved the ability to remove tarnish from fake sweat because it reduced the surface area of the silver (Ag) …
Article Feed Recommendation For Thai Social Network Application Using Article Context Based On Deep Learning, Pannawit Athipatcharawat
Article Feed Recommendation For Thai Social Network Application Using Article Context Based On Deep Learning, Pannawit Athipatcharawat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In recent years, social media applications have exhibited significant growth in the number of users. Enhancing content alignment with user preferences is essential in developing a sophisticated recommendation system. Neural networks have become pivotal in improving the performance of recommendation systems. However, the utilization of auxiliary information and text data remains markedly underexplored, especially in the context of Thai recommendation systems. Therefore, this study aims to bridge this gap by developing a recommendation system tailored to Thai social media applications. We focus on leveraging supplementary information and analyzing text features to gain deeper insights into user preferences while addressing the …
Effect Of Type And Concentration Of Acid On Characteristics Of Functionalized Biochar And Its Performance In Converting Fructose To 5-Hmf, Pimlapas Bunwichian
Effect Of Type And Concentration Of Acid On Characteristics Of Functionalized Biochar And Its Performance In Converting Fructose To 5-Hmf, Pimlapas Bunwichian
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Biomass, with its high cellulosic content, represented renewable source capable of being converted into essential platform chemicals like 5-hydroxymethylfurfural, levulinic acid, formic acid, and furfural. Currently, conversion of fructose to 5-HMF was achievable through various acid homogeneous catalysts. Although these catalysts yield higher outputs, they might pose challenges in recycling and corrosion issues. This thesis's novel approach involved preparing heterogeneous catalysts through pyrolysis and hydrothermal treatment of watermelon rind to create watermelon rind biochar (WB). Subsequently, WB underwent functionalization using HCl, H2SO4, and H3PO4 at concentrations of 1.6, 3.2, and 4.8N, respectively, at temperatures of 150 °C. These treated WB …
Carboxymethyl Cellulose As Artificial Solid/Electrolyte Interphases And Separator For Zn-Based Battery, Phonnapha Tangthuam
Carboxymethyl Cellulose As Artificial Solid/Electrolyte Interphases And Separator For Zn-Based Battery, Phonnapha Tangthuam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As the quest for robust large-scale energy storage systems (EESs) intensifies, aqueous rechargeable zinc-based batteries are gaining traction for grid-scale applications due to their high theoretical capacity and safety. Despite this, their practical application is compromised by several zinc anode issues, including hydrogen evolution, corrosion, dendritic growth, and passivation. An artificial solid electrolyte interphase (ASEI) using polyelectrolytes, such as carboxymethyl cellulose (CMC), is emerging as a solution, offering economic and environmental advantages. CMC's structure, enriched with carboxyl groups, allows for the refined management of zinc ion distribution at the electrode surface, promising enhanced surface stability. This study delves into CMC's …
Improving Interbranch Information System For A Chain Of Gold Retail Shops By Computerised Inventory Management System, Punyavadee Srimongkol
Improving Interbranch Information System For A Chain Of Gold Retail Shops By Computerised Inventory Management System, Punyavadee Srimongkol
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to develop an inventory and logistics management system to improve the efficiency of the inventory and logistic process of the case study gold retail store chain by implementing computerised inventory management software for interbranch retail jewelry shops. One of the current problems experienced by the case study company which is gold retail shops is that the percentages of unsuccessful preorder transactions are relatively high due to the slow product shipping process. In this project, computerised inventory management was implemented to improve and solve the problem. The data used to set up the new computerised software includes SKUs …
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว, ชัชฎา ทรรภลักษณ์
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว, ชัชฎา ทรรภลักษณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ และกรอบแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว 2) เพื่อศึกษาระดับความฉับไวของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา 3) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว 4) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Method Design) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 2,360 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 278 โรงเรียน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling) ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 จำนวน 3,336 คน ผู้อำนวยการสถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษากลุ่มบริหารวิชาการ จำนวน 564 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพัฒนาหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว ประกอบด้วย 5 คุณลักษณะได้แก่ ความตระหนักในตนเอง (Self-Awareness) ความฉับไวทางความคิด (Mental Agility) ความฉับไวทางผู้คน (People Agility) ความฉับไวทางการเปลี่ยนแปลง (Change Agility) และ ความฉับไวทางผลลัพธ์ (Results Agility) 2) ระดับความฉับไวของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายคุณลักษณะ พบว่า ความตระหนักในตนเอง (Self-Awareness) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และความฉับไวทางผู้คน (People Agility) มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว พบว่า ด้านการวัดและประเมินผลมีค่าความต้องการจำเป็นสูงสุด และด้านการจัดการเรียนรู้มีค่าความต้องการจำเป็นต่ำสุด 4) นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว …
เทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สยม สังวริบุตร
เทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สยม สังวริบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เยาวชนถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญ เนื่องจากเยาวชนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และกลายเป็นกำลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาเยาวชนโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการขัดเกลาจะสามารถส่งเสริมการเห็นคุณค่าและเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองอันเป็นรากฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสื่อสารการแสดงออกอย่างเหมาะสมภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะช่วยเสริมสร้างคุณลักษณะดังกล่าวให้เกิดขึ้นควบคู่กันไปได้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลการใช้เทคโนโลยีฯ 4) เพื่อนำเสนอการใช้เทคโนโลยีฯ โดยงานวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาของเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา 479 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาเทคโนโลยีฯ ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการการแสดง ด้านรูปแบบเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริง ด้านการสื่อสารและด้านมนุษยศาสตร์ ระยะที่ 3 การศึกษาผลของการใช้เทคโนโลยีฯ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนที่กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 30 คน ระยะที่ 4 การนำเสนอผู้ทรงคุณวุฒิเชิงนโยบายในการนำเทคโนโลยีฯ ไปใช้สถานศึกษา ผลการทดลอง พบว่า การเห็นคุณค่าในตนเองของผู้เรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p
การพัฒนาแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ, นพล สระแก้ว
การพัฒนาแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ, นพล สระแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยจำแนกระดับความฉลาดทางดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติผ่านเว็บแอปพลิเคชัน ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชัน ประกอบด้วย ภาระงานสำหรับนักเรียน (Task) ตามองค์ประกอบของความฉลาดทางดิจิทัล จำนวน 8 องค์ประกอบ และเกณฑ์การให้คะแนนสำหรับประเมินการปฏิบัติ (Scoring rubric) สำหรับประเมินภาระงานของนักเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นรูบริกแบบแยกองค์ประกอบ 2) แบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อความฉลาดทางดิจิทัล เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และ3) แบบประเมินประสบการณ์ของผู้ใช้ (User Experience: UX) สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิใช้ประเมินคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล และแบบประเมินส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (User Interface: UI) สำหรับตัวอย่างวิจัยใช้ประเมินคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล วิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ ในด้านความตรงตามเนื้อหา ความตรงตามโครงสร้าง ความเที่ยง ความยาก และอำนาจจำแนก สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย (Descriptive statistics) การวิเคราะห์จําแนกประเภท (Discriminant Analysis) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) ทดสอบค่าที (Independent samples t-tests) และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Pearson's Correlation Coefficient) ผลการวิจัย พบว่า 1.แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชัน ครอบคลุมองค์ประกอบความฉลาดทางดิจิทัล ในระดับพลเมืองดิจิทัล จำนวน 8 องค์ประกอบ ประกอบด้วยภาระงาน 1 ชุด จำนวน 27 ข้อ คะแนนเต็ม 135 คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนนสำหรับประเมินการปฏิบัติ (Scoring rubric) เป็นแบบแยกองค์ประกอบ (Analytic Scoring Rubric) สำหรับกรรมการประเมินจำนวน จำนวน 1 ฉบับ โดยแบบวัดสามารถใช้งานผ่านเว็บบราวเซอร์ …
การวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์และการทำนายความสำเร็จในการเรียนรายวิชาในระบบหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อมวลชน, ปณิธิ ทองมอญ
การวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์และการทำนายความสำเร็จในการเรียนรายวิชาในระบบหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อมวลชน, ปณิธิ ทองมอญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนบนระบบ Thai MOOC ของผู้ใช้บริการที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาและผู้ใช้บริการที่ไม่สำเร็จ และสร้างโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนโดยใช้พฤติกรรมการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการ ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลทุติยภูมิของการลงทะเบียนบน Thai MOOC ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ซึ่งเป็นประวัติการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการจำนวน 1,339,191 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ใช้บริการที่เรียนสำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาคิดเป็นร้อยละ 48.47 จากผู้ใช้บริการทั้งหมดจำนวน 1,339,191 คน กลุ่มรายวิชาที่มีจำนวนครั้งและจำนวนผู้ใช้บริการที่ลงทะเบียนเรียนมากที่สุดคือกลุ่มรายวิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี กลุ่มรายวิชาที่จำนวนครั้งและร้อยละของจำนวนผู้ใช้บริการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือกลุ่มรายวิชาสังคมการเมืองและการปกครอง ในส่วนของรายวิชาที่มีร้อยละความสำเร็จของผู้ใช้บริการมากที่สุดคือรายวิชาการสร้างเครือข่ายด้วยการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเท่ากับร้อยละ 96.80 จากผู้ลงทะเบียนเรียนจำนวน 54,214 คน ในขณะที่รายวิชาที่มีร้อยละความสำเร็จน้อยที่สุดคือรายวิชาการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งเท่ากับร้อยละ 34.23 จากผู้ลงทะเบียนจำนวน 21,781 คน 2. อัลกอริทึมที่เหมาะสมกับชุดข้อมูลในทุกชุดคือ FPMAX โดยมีค่าสนับสนุนขั้นต่ำที่เหมาะสมกับชุดข้อมูลคือ 0.001 และ 0.005 ซึ่งกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนบนระบบ Thai MOOC ของผู้ใช้บริการทั้งหมดที่ได้มีจำนวน 217 กฎ โดยหลังจากที่ได้ตัดแต่งกฎความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์คือค่า confidence และค่า lift สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 ทำให้เหลือจำนวน 27 กฎ โดยมีค่า confident อยู่ในช่วง 0.53 - 0.83 และค่า lift อยู่ในช่วง 26.46 - 52.59 เท่า โดยที่รายวิชาที่ปรากฏภายในกฎพบว่าส่วนใหญ่เป็นรายวิชาในกลุ่มคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี 3. ผลการเปรียบเทียบกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาและไม่สำเร็จ จากกฎความสัมพันธ์ที่ได้มาจำนวน 383 และ 327 ตามลำดับ หลังจากที่ได้ตัดแต่งกฎความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์คือค่า confidence และค่า lift สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 จะได้จำนวน 39 และ 32 กฎ ตามลำดับ โดยกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่เรียนสำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชามีความหลากหลายของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนมากกว่าของผู้ใช้บริการที่ยังเรียนไม่สำเร็จรายวิชาใด ๆ ในขณะที่กฎความสัมพันธ์รูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่ยังเรียนไม่สำเร็จในรายวิชาใด ๆ …
หลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการ เศรษฐกิจสร้างสรรค์, พิมพกานต์ มีไพฑูรย์
หลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการ เศรษฐกิจสร้างสรรค์, พิมพกานต์ มีไพฑูรย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางและพัฒนาหลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตร จากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ ได้แก่ 1) ผู้เรียนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาศิลปกรรมและศิลปศึกษา จำนวน 25 คน 2) ผู้บริโภคกลุ่มช่วงวัย 24 - 40 ปี จำนวน 20 คน และ3) ผู้เชี่ยวชาญ 5 ด้าน จำนวน 15 คน ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างงานจิตรกรรมดิจิทัล 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ 3) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบหลักสูตร 4) ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้ประกอบการ 5) ผู้เชี่ยวชาญด้านการการสอนศิลปกรรม ระยะที่ 2 การพัฒนาหลักสูตร โดยการสังเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาระยะที่ 1 และทดลองใช้หลักสูตรกับกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เรียนระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3-5 จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เรียนระดับปริญญาตรี แบบสัมภาษณ์ผู้บริโภค และแบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 2 ได้แก่ แบบประเมินความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อหลักสูตร แบบสะท้อนความคิด และแบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน โดยการพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้มีการประเมินรับรองคุณภาพหลักสูตร โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยจากการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ ได้แนวทางเป็นหลักสูตรระยะสั้นรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended leaning) ผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบและการจัดวางตำแหน่งสินค้า งานวิจัยนี้จึงได้พัฒนาหลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ …
แนวทางการกำกับดูแลการไลฟ์สดขายสินค้าของประเทศไทย : กรณีศึกษากับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, หยวนฟาง เติ้ง
แนวทางการกำกับดูแลการไลฟ์สดขายสินค้าของประเทศไทย : กรณีศึกษากับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, หยวนฟาง เติ้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การไลฟ์สดขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นรูปแบบธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งหมายถึงการเผยแพร่ข้อมูลผลิตภัณฑ์หรือบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์โดยใช้ คำพูด รูปภาพ ประสบการณ์ทดลอง และรูปแบบอื่นๆ เพื่อการโฆษณาและโปรโมตผลิตภัณฑ์หรือบริการแก่ผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ และดึงดูดผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อ การบูรณาการการโฆษณาและการขายได้รับการควบคุมโดยกฎหมายและข้อบังคับหลายฉบับ เช่น กฎหมายต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม กฎหมายการโฆษณา กฎหมายอีคอมเมิร์ซ และกฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ในการศึกษามาตรการควบคุมที่เกี่ยวกับการไลฟ์สดขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์ครั้งนี้ ได้ศึกษากฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยและประเทศจีน รวมไปถึงปัญหาที่พบบ่อยในการไลฟ์สดและวิธีการแก้ไขปัญหาของจีน พร้อมทั้งเปรียบเทียบหลักเกณฑ์การคุ้มครองผู้บริโภคในการประกอบธุรกิจการไลฟ์สดขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะอุดช่องว่างทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมการไลฟ์สดขานของ ช่วยให้อีคอมเมิร์ซรูปแบบใหม่ก้าวไปสู่ทิศทางที่ดีและเป็นมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากการพัฒนาอีคอมเมิร์ซรูปแบบใหม่ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ
มาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เสริมสำหรับคนพิการ, เจนจิรา วิริยะ
มาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เสริมสำหรับคนพิการ, เจนจิรา วิริยะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนคนพิการประมาณ 2.2 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 3.39 ของประชากรไทยทั้งประเทศ ซึ่งสามารถจำแนกประเภทความพิการ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ได้ 7 ประเภท ประกอบด้วย ความพิการทางการเคลื่อนไหวและร่างกาย ความพิการทางการได้ยินและสื่อความ ความพิการทางการมองเห็น ความพิการทางด้านจิตใจและพฤติกรรม ความพิการทางด้านสติปัญญา ความพิการทางการเรียนรู้ และความพิการทางออทิสติก โดยจากข้อมูลพบว่าในประเทศไทยมีสัดส่วนคนพิการทางการเคลื่อนไหวสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 51.57 ของจำนวนคนพิการทั้งสิ้น อีกทั้งพบว่าคนพิการในประเทศไทยพบปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก คือ การเดินทางนอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลจากกรมขนส่งทางบก ซึ่งเปิดเผยข้อมูลการทำใบขับขี่ใหม่และต่ออายุใบขับขี่รถยนต์ของคนพิการมีแนวโน้มสูงขึ้นจากอดีต ประกอบกับข้อมูลที่ผู้เขียนดำเนินการสำรวจโดยใช้แบบสอบถามกับคนพิการ ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า คนพิการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลสูงที่สุด รองลงมาคือรถแท็กซี่ และเดินทางด้วยมอเตอร์ไซดัดแปลงส่วนบุคคลเป็นอันดับที่สาม เนื่องจากมีความสะดวกสบาย สามารถเดินทางได้อย่างเป็นอิสระ และเป็นการหลีกเลี่ยงอุปสรรคจากการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีเพียงมาตรการมาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นค่าเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะให้แก่คนพิการ แต่ยังไม่มีมาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เสริมสำหรับคนพิการและมาตรการเสริมอื่นที่มิใช่ภาษี เพื่อส่งเสริมให้คนพิการสามารถเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ อีกทั้ง จากการศึกษามาตรการในต่างประเทศ พบว่า ต่างประเทศเล็งเห็นถึงปัญหาในการเดินทางของคนพิการ จึงมีมาตรการทางภาษีและมาตรการอื่นที่มิใช่ภาษีในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเดินทางและส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงการเดินทางได้อย่างเท่าเทียมเหมือนคนทั่วไป ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงสนใจที่จะศึกษาถึงมาตรการทางภาษีและมาตรการอื่นที่มิใช่ภาษีของประเทศออสเตรเลียและประเทศไอร์แลนด์ เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างก็มีมาตรการเพื่อบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์รวมถึงอุปกรณ์เสริมเพื่อดัดแปลงรถยนต์ โดยกำหนดเงื่อนไขในการให้สิทธิประโยชน์แตกต่างกันออกไป อีกทั้ง มีมาตรการเสริมอื่นที่มิใช่ภาษี เพื่อให้คนพิการได้มีทางเลือกในการเดินทางนอกเหนือจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยจากการศึกษาพบว่าประเทศไทยควรปรับแนวทางมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษีดังต่อไปนี้ (1)มาตรการทางภาษี(1.1)การกำหนดให้มีมาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการซื้อรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ รวมถึงรถยนต์ดัดแปลงแก่คนพิการ เพื่อเป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์ เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากฐานการบริโภค โดยผู้ที่รับภาระภาษีที่แท้จริงคือผู้บริโภคขั้นสุดท้าย โดยที่บุคคลนั้นไม่สามารถผลักภาระภาษีไปให้บุคคลอื่นได้ ดังนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นภาระแก่ผู้ที่มีรายได้น้อยมากกว่าผู้ที่มีรายได้มาก(2)มาตรการส่งเสริมอื่นที่มิใช่ภาษี(2.1)การให้เงินอุดหนุนสำหรับค่าใช้จ่ายการเดินทางด้วยรถแท็กซี่ เพื่อให้คนพิการที่ยังไม่มีรถยนต์ส่วนบุคคล หรือ ไม่สามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้ มีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น(2.2)มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าทางด่วน (Toll fee) สำหรับคนพิการ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ในกรณีที่คนพิการมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้บริการทางด่วน(2.3)การสนับสนุนค่าใช่จ่ายสำหรับการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ เพื่อช่วยให้คนพิการที่ยังไม่สามารถซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล มีทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัด สะดวก และปลอดภัย เนื่องจากมีผู้ติดตาม เช่น คู่สมรส หุ้นส่วนทางกฎหมาย (Civil partnership) หรือ เพื่อนร่วมเดินทาง (Companion) เดินทางไปด้วยและช่วยดูแลระหว่างเดินทาง(2.4)การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้สร้างแพลตฟอร์มหรือแอพพลิเคชั่นสำหรับการวางแผนการเดินทาง โดยรวม ข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมดและบอกตารางเวลาเดินทาง เพื่อช่วยให้คนพิการสามารถบริหารเวลาในการเดินทางได้ และเพื่อให้ทราบว่ายานพาหนะนั้นรองรับคนพิการที่ใช้รถเข็น (Wheelchair) หรือไม่(2.5)การสนับสนุนให้นำป้ายสัญลักษณ์มาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารของคนพิการ เพื่อช่วยให้คนพิการที่มีปัญหาทางด้านการสื่อสารสามารถบอกข้อจำกัดและความต้องการของตนเองขณะเดินทางกับคนอื่นที่ร่วมเดินทาง ซึ่งการใช้ป้ายหรือสัญลักษณ์จะสามารถทำให้เข้าใจได้ในทันทีทั้งฝ่ายคนพิการและคนอื่นๆในสังคมอย่างไรก็ตาม มาตรการที่จะนำมาปรับใช้ข้างต้น ภาครัฐต้องมีการพิจารณาเพื่อให้มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขต่างๆให้ชัดเจน …
Legal Issues On Transnational Subsidies : Eu Investigations Of The Chinese Investments In Egypt And Indonesia, พิชญพัฒน์ เบ็ญจาศิริโรจน์
Legal Issues On Transnational Subsidies : Eu Investigations Of The Chinese Investments In Egypt And Indonesia, พิชญพัฒน์ เบ็ญจาศิริโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การอุดหนุน (Subsidy) เป็นประเด็นที่ได้รับการถกเถียงทั้งในแง่นิยามและความชอบด้วยกฎหมาย ที่ผ่านมา นักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายได้พยายามที่จะกำหนดขอบเขตของนิยามและมาตรฐานในการพิสูจน์การอุดหนุนและคำนวณหาประโยชน์ที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะกำกับควบคุมการอุดหนุนให้อยู่ภายใต้กฎระเบียบระหว่างประเทศ โดยภายใต้กฎหมายขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization—WTO) นั้น ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้ (Agreement on Subsidies and Countervailing Measures—SCM) เป็นความตกลงหลักที่กำกับควบคุมการอุดหนุน อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมของการอุดหนุนได้เปลี่ยนแปลงไปและทำให้เกิดสภาวการณ์ที่การอุดหนุนสามารถกระทำข้ามผ่านเขตแดนระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้การอุดหนุนดังกล่าวอยู่นอกเหนือขอบเขตของนิยามภายใต้ความตกลง SCM โดยอาจกล่าวได้ว่า การเติบโตและการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนบนเวทีโลกเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดสภาวการณ์ดังกล่าว การส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative—BRI) ส่งผลในวงกว้างและเผชิญกับความท้าทาย ซึ่งรวมถึงประเด็นการอุดหนุนข้ามชาติ (Transnational Subsidy) กล่าวคือ การที่รัฐบาลจีนหรือหน่วยงานของรัฐจีน (public body) ให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับบริษัทจีนหรือบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทจีนกับบริษัทท้องถิ่นซึ่งผลิตสินค้าอยู่นอกประเทศจีน และสินค้านั้นถูกส่งออกไปยังประเทศหรือภูมิภาคอื่น ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายว่าการอุดหนุนข้ามชาติดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของ WTO หรือไม่เอกัตศึกษานี้มุ่งศึกษาเพื่อตอบปัญหาการอุดหนุนข้ามชาติว่าอยู่ภายใต้ขอบเขตของนิยามการอุดหนุนของความตกลง SCM หรือไม่ ซึ่งหากอยู่ภายใต้ความตกลง SCM การอุดหนุนข้ามชาติจะสามารถถูกไต่สวนและดำเนินการตอบโต้ภายใต้กฎระเบียบของ WTO ได้ เอกัตศึกษานี้ศึกษาทบทวนพัฒนาการของระเบียบที่กำกับควบคุมการอุดหนุน โดยเฉพาะในประเด็นนิยามและการตีความข้อกฎหมายภายใต้ความตกลง SCM ที่เกี่ยวข้องกับการอุดหนุนที่ข้ามผ่านเขตแดนระหว่างประเทศ และวิเคราะห์การไต่สวนการอุดหนุนข้ามชาติของสภาพยุโรป 2 กรณี ได้แก่ การนำเข้าผ้าใยแก้วถักและ/หรือทอ (woven and/or stitched glass fiber fabrics) จากอียิปต์ (EC-Case 2020/776) และการนำเข้าสินค้าแผ่นสแตนเลสรีดเย็น (stainless steel cold-rolled flat products) จากอินโดนีเซีย (EC-Case 2022/433) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลจีนหรือหน่วยงานของรัฐบาลจีน รวมทั้งศึกษาหลักกฎหมายระหว่างประเทศและการวินิจฉัยคดีของ WTO ที่เกี่ยวข้องเพื่อตอบปัญหาหลักของเอกัตศึกษานี้ และวิเคราะห์นัยของปัญหาดังกล่าวและเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทยผลการศึกษาของเอกัตศึกษานี้พบว่า การอุดหนุนข้ามชาติอาจเป็นการอุดหนุนตามนิยามของข้อ 1 และข้อ 2 ของความตกลง SCM หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า การให้ความช่วยเหลือที่เป็นตัวเงิน (financial contribution) นั้น เข้าเงื่อนไขของการอุดหนุนต้องห้าม (prohibited subsidy) หรือเป็นการให้ความช่วยเหลือที่ประโยชน์ของการอุดหนุนนั้นตกอยู่กับวิสาหกิจภายในเขตแดนของรัฐบาล ซึ่งทำให้เป็นการอุดหนุนที่อาจถูกตอบโต้ได้ (actionable subsidy) หากส่งผลกระทบต่อประโยชน์ของสมาชิกอื่นของ …
ปัญหาการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ : ศึกษาเฉพาะกรณีแสดงราคาแบบ Drip Pricing, รัตติยากร ชัยศรี
ปัญหาการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ : ศึกษาเฉพาะกรณีแสดงราคาแบบ Drip Pricing, รัตติยากร ชัยศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจในวงอุตสาหกรรมธุรกิจต่างๆได้ใช้กลยุทธ์การแสดงราคาแบบ Drip Pricing มาใช้ในการโฆษณาเสนอขายสินค้าหรือบริการของตนในตลาดออนไลน์มากขึ้น ซึ่งการแสดงราคาแบบ Drip Pricing เป็นการโฆษณาเพียงส่วนหนึ่งของราคาสินค้าหรือบริการครั้งแรกต่อผู้บริโภค และเปิดเผยค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่บังคับหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ในภายหลังเมื่อผู้บริโภคดำเนินการตามขั้นตอนการซื้อ หรือเปิดเผยราคารวมในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการซื้อ ส่งผลให้ผู้บริโภคจ่ายเงินในราคาสูงกว่าราคาที่โฆษณาครั้งแรกหรือจ่ายเงินมากกว่าที่คาดหมายและทำให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบข้อเสนอราคาของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นทำได้ยากขึ้น จึงเป็นการโฆษณาราคาสินค้าหรือบริการที่เป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค เนื่องจากผู้บริโภคคาดหวังจะจ่ายราคาที่โฆษณาหรือเชื่อว่าตนสามารถซื้อสินค้าหรือบริการในราคาที่โฆษณาครั้งแรกได้ แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโฆษณาและการแสดงราคาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 แต่ไม่สามารถนำมาใช้บังคับแก้ปัญหาการแสดงราคาแบบ Drip Pricing ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจากการศึกษากฎหมายของประเทศแคนาดา ประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย และประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนพบว่า ทั้งสามประเทศดังกล่าวมีมาตรการทางกฎหมายในการบังคับใช้ควบคุมป้องกันและยับยั้งการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ การโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing เป็นการกระทำหรือการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมหรือหลอกลวงและเป็นวิธีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการโฆษณาเสนอขายสินค้าหรือบริการโดยไม่เปิดเผยอย่างชัดเจนถึงราคารวมทั้งหมดที่ ผู้บริโภคจะต้องชำระซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งหมด การโฆษณาดังกล่าวจึงต้องห้ามตามกฎหมายของทั้งสามประเทศ ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องออกมาตรการทางกฎหมายควบคุมการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อควบคุมกำกับให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องแสดงราคารวม(ราคาสุทธิ)ของสินค้าหรือบริการถูกต้องตามกฎหมายโดยแสดงให้ชัดเจนและถูกต้องตามความจริง ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาสินค้าหรือบริการและมีหน้าที่ป้องกันการกระทำดังกล่าว เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้องและเพียงพอในการตัดสินใจซื้อหรือในการเปรียบข้อเสนอราคาอย่างรอบรู้และมีประสิทธิภาพ และป้องกันมิให้ผู้บริโภคจ่ายเงินในราคาสูงกว่าราคาที่โฆษณาหรือจ่ายเงินมากกว่าที่คาดหมาย ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยเพื่อควบคุมป้องกันและยับยั้งการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่เป็นธรรมหรือหลอกลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ 1.) ออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ตามมาตรา 22 วรรคสอง(5) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โดยกำหนดห้ามการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing และ 2.)ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง การแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ “การแสดงราคารวม(ราคาสุทธิ)" ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องแสดงราคารวม(ราคาสุทธิ) ให้ชัดเจนและถูกต้องในโฆษณา ก่อนที่ผู้บริโภคจะเริ่มกระบวนการซื้อทางออนไลน์
การกำหนดฐานความผิดอาญาสำหรับการหลอกลวงว่ามีวัตถุระเบิดอันอาจก่อให้เกิดความโกลาหล, นภัสวรรณ ดวงภิรมย์
การกำหนดฐานความผิดอาญาสำหรับการหลอกลวงว่ามีวัตถุระเบิดอันอาจก่อให้เกิดความโกลาหล, นภัสวรรณ ดวงภิรมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มุ่งศึกษาปัญหาและความเหมาะสมในการกำหนดฐานความผิดอาญาสำหรับการหลอกลวงว่ามีวัตถุระเบิดอันอาจก่อให้เกิดความโกลาหล สืบเนื่องจากการกระทำในลักษณะหลอกลวงว่ามีระเบิดหรือขู่วางระเบิดตามกฎหมายไทยไม่ได้ถูกบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ แต่มีบทบัญญัติหลักที่ใช้บังคับคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 384 ซึ่งอยู่ในภาคลหุโทษ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การกำหนดโทษทางอาญาตามมาตราดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องแก่ความร้ายแรงของการกระทำความผิดที่อาจก่อให้เกิดความโกลาหลแก่สังคมได้ จากการศึกษาพบว่า เมื่อเทียบกับความร้ายแรงของการหลอกลวงว่ามีระเบิดหรือขู่วางระเบิดซึ่งก่อให้เกิดความแตกตื่นตกใจแก่ประชาชนหรือถึงขั้นเกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 384 ไม่สามารถป้องกันและยับยั้งการกระทำความผิดดังกล่าวได้ อีกทั้งจากการเปรียบเทียบกับกฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ และประเทศฝรั่งเศส พบว่าทั้งสามประเทศมีบทบัญญัติความผิดอาญาที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงว่ามีระเบิดไว้เป็นการเฉพาะและจัดเป็นอาชญากรรมที่มีความร้ายแรงจึงมีอัตราโทษที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอให้กำหนดฐานความผิดอาญาสำหรับการหลอกลวงว่ามีวัตถุระเบิดอันอาจก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นมาใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาความแตกต่างของโทษทางอาญาสำหรับการกระทำความผิดอย่างเดียวกันในการหลอกลวงว่ามีระเบิดและปัญหาเรื่องสัดส่วนการลงโทษที่ไม่สอดคล้องกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด
แนวทางการยกเลิกความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, เสฎฐวุฒิ ศิริวุฒิ
แนวทางการยกเลิกความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, เสฎฐวุฒิ ศิริวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษากฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน เนื่องจากความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานเป็นการคุ้มครองเกียรติของเจ้าพนักงานเป็นสำคัญและเป็นการบังคับใช้อำนาจเด็ดขาดของรัฐ เพื่อศึกษาว่าเกียรติของเจ้าพนักงานสมควรที่จะได้รับความคุ้มครองมากกว่าเกียรติของบุคคลธรรมดาหรือไม่ และโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับนั้นได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดจากการกระทำความผิดหรือไม่ อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานมิได้ให้ความสำคัญถึงการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมากเท่าที่ควร จากการศึกษาหลักเกณฑ์และทฤษฎีเกี่ยวกับการคุ้มครองเกียรติของบุคคลพบว่าบุคคลที่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานกับบุคคลธรรมดาย่อมจะต้องได้รับความคุ้มครองเกียรติอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน ส่วนโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับนั้น จากการศึกษาคำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปพบว่า ศาลได้วางหลักการไว้ว่าการนำโทษจำคุกมาบังคับใช้นั้นไม่ได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดขึ้นและถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นเกินสมควร อีกทั้งประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมันแม้จะใช้โทษจำคุกมาลงโทษก็ไม่ได้ทำให้ปริมาณคดีลดน้อยลงไป ในส่วนของการบังคับใช้ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานนั้น จากการศึกษาแนวคำวินิจฉัยของคำพิพากษาฎีกาของไทยเกี่ยวกับการตีความคำว่าดูหมิ่นเจ้าพนักงานยังพบปัญหาว่าการตีความว่าถ้อยคำใดเป็นถ้อยคำดูหมิ่นหรือถ้อยคำใดเป็นการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน จากผลการศึกษาจึงนำไปสู่ข้อเสนอแนะของผู้เขียนว่าสมควรยกเลิกความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และหากมีการดูหมิ่นเจ้าพนักงานเกิดขึ้น ย่อมอาศัยความผิดฐานดูหมิ่นบุคคลธรรมดามาใช้บังคับและสมควรยกเลิกโทษจำคุกในความผิดฐานดูหมิ่นบุคคลธรรมดา ประการสุดท้าย เพิ่มเติมถ้อยคำในความผิดฐานดูหมิ่นบุคคลธรรมดาเกี่ยวกับการการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของบุคคลที่ไม่ถือว่าเป็นความผิด เพื่อให้ศาลได้คำนึงเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนเป็นสำคัญด้วย
พัฒนาการความผิดฐานยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, คนคม จินดามัย
พัฒนาการความผิดฐานยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, คนคม จินดามัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้ศึกษาถึงพัฒนาการความผิดฐานยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เพื่อให้ทราบถึงพัฒนาการความผิดฐานยุยงปลุกปั่นของประเทศไทยในช่วงระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนมาถึงช่วงระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และศึกษาถึงพัฒนาการความผิดฐานยุยงปลุกปั่นในประเทศอังกฤษ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศอินเดีย และประเทศปากีสถาน เพื่อวิเคราะห์ที่มา พัฒนาการความผิดฐานยุยงปลุกปั่นในประเทศไทย จนนำไปสู่การเสนอแนวทางในการตีความปรับใช้บทบัญญัติให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและการเมืองในปัจจุบันในระบอบการปกครองประชาธิปไตยบุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองภายในกรอบของกฎหมาย แต่บางข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นพบว่าการแสดงความคิดเห็นที่เข้าข่ายตามระบอบการปกครองประชาธิปไตยกลับถูกมองว่าเป็นการยุยงปลุกปั่นซึ่งสาเหตุนั้นน่าจะมาจากการตีความปรับใช้บทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมการเมืองในระบอบการปกครองประชาธิปไตยดังนั้นจะต้องมีการตีความปรับใช้ความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและการเมืองในระบอบการปกครองประชาธิปไตย
การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล (Digital Art) กรณีศึกษาในโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนได้ (Nft:Non-Fungible Token), ณัฐจิรา วงษ์ศุทธิภากร
การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล (Digital Art) กรณีศึกษาในโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนได้ (Nft:Non-Fungible Token), ณัฐจิรา วงษ์ศุทธิภากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษากฎหมายเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่ถูกนำมาใช้ในงานศิลปะดิจิทัลอันเป็นการกระทำละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าหรืออาจได้รับความคุ้มครองตามหลักเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด (Freedom of Expression) เพียงใด และสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของเครื่องหมายการค้า (Exclusive Right) ที่ได้รับความคุ้มครองในสินค้าที่เป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ควรขยายครอบคลุมถึงสินค้าในโลกเสมือน (Virtual product) ซึ่งเป็นสิ่งไม่มีรูปร่างหรือไม่ นอกจากนี้หากการสร้างงานขึ้นมาใหม่ของศิลปินนั้นส่งผลให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าได้รับความเสียหายซึ่งมักเกิดขึ้นกับเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปของสาธารณชน (well-known mark) โดยอาจทำให้เครื่องหมายการค้านั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ การสร้างความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนกับการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผลกำไรและชื่อเสียงทางการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าและคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกหลอกลวงจากการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือคุ้มครองเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหลงผิดของประชาชนทั่วไปจึงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาผู้เขียนได้เสนอให้ปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 บางประการรวมทั้งนำเสนอแนวทางการวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล เพื่อให้การปรับใช้และการตีความกฎหมายให้เป็นไปอย่างชัดเจน สอดคล้องกับหลักเสรีภาพในการแสดงออก(freedom of expression) โดยพิจารณาถึงความเกี่ยวข้องทางศิลปะกับผลงานที่เกี่ยวข้องและไม่ได้ทำให้เข้าใจผิดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเนื้อหาของงานเพื่อคุ้มครองศิลปินในการสร้างสรรค์ผลงานและไม่เป็นการผูกขาดสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของเครื่องหมายการค้า
ความรับผิดเพื่อละเมิดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล : ศึกษาแนวคิดการหลีกเลี่ยงที่ใช้ต้นทุนถูกที่สุดและหลักการใส่ใจระมัดระวังที่ดี, พีระพัฒน์ เทพรักษ์
ความรับผิดเพื่อละเมิดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล : ศึกษาแนวคิดการหลีกเลี่ยงที่ใช้ต้นทุนถูกที่สุดและหลักการใส่ใจระมัดระวังที่ดี, พีระพัฒน์ เทพรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าได้มีการพัฒนารูปแบบการซื้อขายที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เกิดช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่มากขึ้น สมัยอดีตนั้นการซื้อขายกันมีการตกลงกันระหว่าง 2 ฝ่าย ผู้ซื้อและผู้ขาย โดยต่างฝ่ายต่างสามารถระบุข้อตกลงตราบเท่าที่ต้องการระหว่าง 2 ฝ่าย รวมถึงสามารถตรวจสอบสินค้าด้วยตนเองได้ก่อนการชำระเงินค่าสินค้า แต่ในปัจจุบันการซื้อขายได้เปลี่ยนแปลงไป มีตัวกลางอย่าง Digital Platform เข้ามาเป็นตัวกลางในการซื้อขาย ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายไม่สามารถที่จะสร้างข้อตกลงระหว่าง 2 ฝ่ายได้ ขาดการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายซึ่งถูกจำกัดโดยตัวกลาง และอำนาจต่อรองของ Digital Platform ที่ถือว่ามีมากกว่าผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะด้วยฐานผู้บริโภคในตลาดออนไลน์ที่มีจำนวนมากจากการไม่มีขอบเขตของสถานที่ในการเสนอขายสินค้า ทำให้เกิดกลุ่มของผู้บริโภคที่มีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงความสามารถที่จะตอบสนองลูกค้าที่สนใจสินค้าได้ตลอดเวลา (24 ชั่วโมง)ด้วยอำนาจต่อรองที่มากกว่านี้เอง ทำให้ Digital Platform มักทำข้อสัญญาที่ปฏิเสธความรับผิดของตนเอง โดยโอนความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้ขาย เมื่อเกิดธุรกรรมการซื้อขายขึ้น พบปัญหาต่างๆตามมาไม่ว่าจะเป็น การไม่ได้รับสินค้า สินค้ามีปัญหา สินค้าไม่ตรงตามที่เสนอขาย การถูกลวงขาย และอื่นๆ ตัวกลางอย่าง Digital Platform อาจปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ โดยระบุให้ผู้ซื้อและผู้ขายไปติดต่อและตกลงชดใช้ค่าความเสียหายกันเอง เป็นสิ่งที่สังคมเริ่มเกิดปัญหา เมื่อธุรกิจใหม่ๆมุ่งแต่จะหารายได้ แต่ขาดความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่จะมีกฎหมายหรือบทลงโทษใดๆที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบธุรกิจที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อ หรือแม้แต่การไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการประกอบธุรกิจ จนเกิดความความเสียหายแก่ผู้อื่นได้ศึกษาและวิเคราะห์มาตรการสำหรับความรับผิดเพื่อละเมิดอันเกิดจากการกระทำโดยจงใจ ประมาทเลินเล่อ หรือการงดเว้นหน้าที่ที่ต้องกระทำของ Digital Platform โดยศึกษากฎหมายและแนวคำพิพากษาของประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดเพื่อละเมิดในแต่ละลักษณะความผิด เช่น ความรับผิดเพื่อการกระทำของตนเอง ความรับผิดในการกระทำความผิดของผู้อื่น (Vicarious Liability) เป็นต้น และศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรือความเสียหายได้โดยใช้ต้นทุนที่ถูกที่สุด (Cheapest Cost Avoider) เพื่อกำหนดความรับผิดเพื่อละเมิด ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จะต้องใส่ใจระมัดระวัง (Duty of Care) ของ Digital Platformดังนั้นหากมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดเพื่อละเมิด กำหนดให้ Digital Platform มีความรับผิดต่อการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายของผู้ขายที่เสนอขายสินค้าผ่าน Digital Platform ตามหลักความรับผิดเพื่อละเมิดที่เกิดจากการกระทำความผิดของผู้อื่น (Vicarious Liability) จะทำให้มีมาตรการทางกฎหมายที่สามารถคุ้มครองผู้เสียหายจากการใช้บริการของ Digital Platform ให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในเวลาที่เหมาะสม Digital Platform จำต้องออกคำสั่งหรือวางแนวนโยบายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย และถือว่าเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าในฐานะที่จะรับภาระในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายได้
แนวทางในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคของการใช้ดาร์กแพทเทิร์นของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ศศินี เรืองอารีย์รัชต์
แนวทางในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคของการใช้ดาร์กแพทเทิร์นของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ศศินี เรืองอารีย์รัชต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันมีผู้เข้าถึงข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทำธุรกรรมทางการเงิน รวมไปถึงซื้อขายออนไลน์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งทำให้ตกอยู่ในฐานะของผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ด้านผู้ประกอบธุรกิจย่อมประสงค์ให้ธุรกิจเติบโต มียอดขายที่ดี หรือมีการเข้าถึงโดยคนจำนวนมาก จึงมีการกระทำที่เรียกว่า ดาร์กแพทเทิร์น (Dark Pattern) อันเป็นการออกแบบอินเตอร์เฟสและรูปแบบตัวเลือกบนแพลตฟอร์มออนไลน์หรือเว็บไซต์ ในมุมมองของการตลาด เดิมมักถูกใช้ในเชิงบวก คือ ทำให้ลูกค้าหรือผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น มีการจับคู่กับบุคคลที่เหมาะสมกับสินค้านั้นๆ หรือลดระยะเวลาในการเข้าทำรายการ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวก็อาจถูกใช้โดยไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและมีผลในทางลบต่อการแข่งขันในตลาด เมื่อผู้ประกอบธุรกิจอาศัยดาร์กแพทเทิร์น (Dark Pattern) ที่มีรูปแบบของการกระทำที่หลากหลายมาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลกำไรและสร้างอำนาจทางการตลาดโดยปราศจากจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ย่อมเป็นการทำลายพฤติกรรมของผู้บริโภค เพราะการซื้อของผู้บริโภคนั้นไม่ได้เกิดจากการตัดสินโดยอิสระอย่างแท้จริง เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะผู้ประกอบธุรกิจมีการนำการตลาดและการโฆษณามาส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการ จึงมีการกำหนดสิทธิผู้บริโภคและหน้าที่ของผู้ประกอบการ โดยได้มีการบัญญัติรับรองสิทธิของผู้บริโภคไว้ในมาตรา 4 ซึ่งจะขอเน้นพิจารณาถึงสิทธิของผู้บริโภคที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ เนื่องจากดาร์กแพทเทิร์นเป็นการกระทำที่ขัดต่อสิทธิข้อนี้โดยตรง เพราะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการได้โดยสมัครใจ และถูกชักจูงโดยการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งบทบัญญัติที่พอจะนำมาปรับใช้กับดาร์กแพทเทิร์นได้ ก็เป็นในส่วนของการโฆษณาที่มีการใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือข้อความที่เป็นเท็จ รวมถึงการสร้างความรำคาญ อันทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม แม้บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 จะให้การคุ้มครองสิทธิแก่ผู้บริโภค แต่เนื่องด้วยดาร์กแพทเทิร์นมีความเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง หรือมีผลในเชิงเบี่ยงเบนการตัดสินใจของผู้บริโภคให้ต่างไปจากเดิมอันเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้บริโภคตั้งแต่เพียงเล็กน้อยไปจนถึงการสูญเสียทางด้านทรัพย์สินหรือความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่มีมูลค่าสูง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องการมีการศึกษาถึงปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นดังกล่าวของผู้ประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของภาครัฐควรจัดให้มีการหารือถึงแนวทางการจัดการกับปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นอันมีผลเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งสามารถศึกษาแนวทางได้จากทั้งสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศอินเดีย อันเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของบริษัททางด้านเทคโนโลยีชื่อดังจำนวนมาก จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ประเทศไทยยังขาดมาตรการทางกฎหมายในการจัดการกับปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค รัฐจึงควรมีการจัดทำแนวทาง (Guideline) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในการป้องกัน หลีกเลี่ยง และดำเนินการแก้ไขปรับปรุงการออกแบบเว็บไซต์และแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว โดยแนวทางดังกล่าวสาระสำคัญควรประกอบไปด้วยการกำหนดนิยามของดาร์กแพทเทิร์น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภค ประเภทของการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการใช้ดาร์กแพทเทิร์มพร้อมด้วยแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ ตลอดจนการพิจารณาถึงความเป็นไปและรูปแบบของมาตรการทางกฎหมายสำหรับการพัฒนาและเพิ่มเติมกฎหมายให้สามารถควบคุมดาร์กแพทเทิร์นให้มีประสิทธิภาพ เสริมความคุ้มครองผู้บริโภค และเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในทางปฏิบัติ
การกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ปฐพี พูลสวัสดิ์
การกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ปฐพี พูลสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ ค้นหาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรและมาตรการตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เนื่องจากสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการกระทำความผิดอาญาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหนีภาษีอากร การฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และอาชญากรรมทางการเงินประเภทต่าง ๆ นอกจากนั้น ยังพบว่ามีการนำเข้าและส่งออกโดยมีการออกบัญชีราคาสินค้าเป็นเท็จ (trade mis-invoicing) หรือการกำหนดราคาสินค้าเป็นเท็จ (trade-mispricing) ซึ่งเป็นอาชญากรรมทางการเงินโดยเป็นหนึ่งในวิธีการฟอกเงินผ่านการค้า (trade-based money laundering) โดยอาศัยประโยชน์จากบัญชีราคาสินค้ามาใช้ในการถ่ายโอนเงินตราข้ามพรมแดนด้วยวิธีการฉ้อฉลผ่านการสำแดงราคา ปริมาณ หรือ คุณภาพสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง การออกบัญชีราคาสินค้าที่เป็นเท็จจึงอาจมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น การผสมปนเงินที่มีแหล่งที่มาผิดกฎหมายเข้ากับเงินที่มีแหล่งที่มาถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานสำแดงเท็จตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีอัตราโทษต่ำไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมได้ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) ได้กำหนดความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเท่านั้น โดยไม่รวมถึงความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาการกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งเป็นการป้องกันและปราบปรามการใช้ช่องทางการค้าระหว่างประเทศในการถ่ายโอนเงินตราซึ่งมีที่มาผิดกฎหมายข้ามพรมแดน และสามารถนำมาตรการเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาใช้ในการจัดการกับทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น
ผลฉกรรจ์ในความผิดฐานฉ้อโกง : ศึกษากรณีการกระทำส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางการเงินอย่างร้ายแรง, ณัฐนิช งามเหลือ
ผลฉกรรจ์ในความผิดฐานฉ้อโกง : ศึกษากรณีการกระทำส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางการเงินอย่างร้ายแรง, ณัฐนิช งามเหลือ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาปัญหาและความเหมาะสมในการกำหนดผลฉกรรจ์ในความผิดฐานฉ้อโกงที่ส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางการเงินอย่างร้ายแรง เนื่องด้วยการฉ้อโกงหลายกรณีส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางการเงินอย่างร้ายแรงแก่ผู้เสียหายโดยไม่คำนึงว่าจะมีมูลค่าความเสียหายน้อยหรือมาก ผลกระทบดังกล่าวเป็นกรณีร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย อีกทั้งยังกระทบต่อความรู้สึก ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นของสังคมโดยรวมด้วยอย่างไรก็ตาม ความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งบัญญัติไว้เหตุฉกรรจ์ไว้เพียง 2 กรณีเท่านั้นตามประมวลกฎหมายอาญาไทย ยังไม่มีการกำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้นเนื่องจากผลความเสียหายหรือที่เรียกว่า ผลฉกรรจ์ ทำให้สามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้เพียงบทบัญญัติพื้นฐานเท่านั้น กฎหมายที่มีการบังคับใช้อยู่จึงไม่ครอบคลุมและเพียงพอต่อการลงโทษให้ได้สัดส่วนและเหมาะสมต่อผลร้ายแรงที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังไม่สามารถป้องกันและยับยั้งการกระทำความผิดได้แต่อย่างใดจากการศึกษาพบว่า กฎหมายต่างประเทศได้ให้ความสำคัญและคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสถานภาพทางการเงินของเหยื่อจากการฉ้อโกง โดยบัญญัติให้เป็นสถานการณ์ร้ายแรงที่ศาลสามารถเพิ่มโทษหนักขึ้นแก่ผู้กระทำความผิดได้ จึงเห็นควรกำหนดให้แก้ไขเพิ่มเติมความผิดฐานฉ้อโกงที่ส่งผลกระทบต่อสถานภาพทางการเงินอย่างร้ายแรงเป็นผลฉกรรจ์ในความผิดฐานฉ้อโกง เพื่อให้การลงโทษมีความสัดส่วนและเหมาะสมกับความร้ายแรง อีกทั้งช่วยยับยั้งอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีการฟอกเขียวโดยผู้ประกอบการ (Greenwashing), อริสาสิริ ชมกรด
แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีการฟอกเขียวโดยผู้ประกอบการ (Greenwashing), อริสาสิริ ชมกรด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดพื้นฐานและความเป็นมาของการคุ้มครองสิทธิจของผู้บริโภคใน การฟอกเขียว หรือการกล่าวอ้างถึงสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรการในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจากการฟอกเขียว นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พุทธศักราช 2522 โดยเปรียบเทียบกับมาตรการคุ้มครองของของ ต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป เพื่อเป็น แนวทางในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคจากการฟอกเขียว หรือการกล่าวอ้างถึง สิ่งแวดล้อมตามกฎหมายไทย และสามารถเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จากการวิจัยพบว่าสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับการคุ้มครองจากการฟอกเขียวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของ ผู้บริโภคอันควรได้รับการคุ้มครองไว้เป็นสำคัญ ผู้เขียนจึงขอเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะกรรมการ ว่าด้วยการโฆษณา และออกมาตรการอื่นเพิ่มเติม เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วนและ ครอบคลุม
แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านพักอาศัย, อารียา พยัคฆาภรณ์
แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านพักอาศัย, อารียา พยัคฆาภรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะมากขึ้นอีกในอนาคต อย่างไรก็ดี ด้วยลักษณะเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องมีความรู้ ความเข้าใจในตัวสินค้า และเป็นการลงทุนระยะยาวที่ใช้เวลาการคืนทุนค่อนข้างนาน จึงมีความจำเป็นที่ผู้บริโภคจะต้องได้รับสัญญาที่มีข้อกำหนดระบุถึงสาระสำคัญของสินค้า ตลอดจนสิทธิหน้าที่ของผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ ประกอบกับปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีของการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัยเป็นการเฉพาะจากการศึกษาแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญากรณีติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัยของต่างประเทศ ได้แก่ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เครือรัฐออสเตรเลีย ประเทศญี่ปุ่น และประเทศมาเลเซีย พบว่ามีแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญาที่แตกต่างกัน โดยแบ่งรูปแบบการบังคับใช้กับผู้ประกอบธุรกิจได้เป็น 2 รูปแบบ คือ บังคับใช้โดยกฎหมาย และ อาศัยความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อผู้วิจัยวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทยแล้ว พบว่าแต่ละรูปแบบการบังคับใช้มีความเหมาะสมกับประเทศไทยในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ในช่วงระยะเริ่มต้นที่ผู้บริโภคเริ่มสนใจการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และยังไม่ได้ปรากฏข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคจากผู้ประกอบธุรกิจ การบังคับใช้เป็นกฎหมายจึงยังไม่อาจกระทำได้ เพราะตามแนวปฏิบัติในการออกประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาให้เป็นธุรกิจควบคุมสัญญาจะต้องปรากฏสถิติข้อร้องเรียนก่อน ผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการเผยแพร่แบบสัญญามาตรฐานสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนบนเว็บไซต์ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน อันเป็นแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภครูปแบบสมัครใจในระยะเริ่มต้นก่อน แต่หากในอนาคตปรากฏข้อร้องเรียนเช่นว่านั้น ผู้วิจัยเสนอให้นำรูปแบบการบังคับใช้เป็นกฎหมาย หรือ รูปแบบที่อาศัยความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจมาปรับใช้ตามความเหมาะสมต่อไปในประเด็นเรื่องหน่วยงานกำกับดูแล ผู้วิจัยเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นหน่วยงานผู้มีหน้าที่มีอำนาจกำกับดูแลธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัย ด้วย สคบ. มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)