Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1081 - 1110 of 4029

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่ แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น, ธัญวรัตน์ แสงสุวรรณ์ Jan 2023

การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่ แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น, ธัญวรัตน์ แสงสุวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษา “การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่แอนน์ ในบทละคร เรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น” เป็นการศึกษาหลักการแสดงที่ใช้พัฒนาทักษะการแสดงทางด้านความเชื่อ และจินตนาการแก่นักแสดง เพื่อเข้าถึงบทบาทการแสดงมากขึ้น ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่า การฝึกทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการแสดง ทำให้นักแสดงเข้าถึงบทบาทของตัวละคร แมรี่แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ได้อย่างลึกซึ้ง ผู้วิจัยวิเคราะห์และตีความบทบาทของตัวละคร โดยฝึกซ้อมผ่านแบบฝึกหัดการแสดง ได้แก่ มนต์สมมติ ของคอนสแตนตินสตานิสลาฟสกี เทคนิคการแสดงของไมเคิล เชคอฟ และการด้นสด ผู้วิจัยใช้วิธีสังเกตพัฒนาการแสดงของตนเองผ่านการบันทึกวีดิทัศน์ทั้งช่วงซ้อม และช่วงแสดง ประกอบกับจดบันทึกในตารางฝึกซ้อม และเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม สำรวจความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญสาขาการแสดงละคร รวมถึงประสบการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวผู้วิจัยเมื่อได้ทดลองแบบฝึกหัดดังกล่าว ผลการวิจัยจากแบบสอบถามของผู้ชมการแสดง จำนวน 65 คน พบว่า ผู้ชมเข้าใจตัวละคร ผู้วิจัยเข้าถึงเงื่อนไขของตัวละคร สามารถส่งความเชื่อและจินตนาการไปถึงผู้ชม ผู้ชมให้ค่าเฉลี่ยที่ 3.98 แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกหัดหลักที่นำมาใช้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักแสดงเกิดความเชื่อและจินตนาการ ผลจากการฝึกทักษะเชิงปฏิบัติการ พบว่า มนต์สมมติ เป็นกลวิธีที่สามารถช่วยให้นักแสดงเข้าถึงบทบาทของตัวละครมากที่สุด เมื่อใช้ร่วมกับการด้นสด และเทคนิคของการแสดงของเชคอฟ ช่วยให้นักแสดงถ่ายทอดการแสดงออกมาได้อย่างลึกซึ้ง


การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระกับการเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น, พิชญ์ไกร ไชยเดช Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระกับการเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น, พิชญ์ไกร ไชยเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ: (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระโดยผสมผสานศาสตร์ศิลปะการละคร ศิลปะการแสดงเข้ากับศาสตร์การสอนเชิงบรรยาย และ (2) เพื่อเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 2 จังหวัดราชบุรี ผู้เข้าร่วมจำนวน 46 คน ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงทักษะพลังแห่งการฟื้นตัว ตามกระบวนการวิจัยกึ่งทดลอง แบบ Single-Group Pretest-Posttest Design ด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางจิตใจในเด็ก Resilience Scale (RS - 48, 13 - 18 years) การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระฯ ครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ (1) วิเคราะห์บริบทของกลุ่มเป้าหมาย (2) พัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระในฐานะเครื่องมือ (3) ทดสอบรูปแบบการแสดงสื่อสาระ (4) พัฒนาบทแสดงสื่อสาระฉบับสมบูรณ์ และ (5) กำหนดแผนงานและนำสู่การปฏิบัติ บทการแสดงออกแบบด้วยแนวทางบูรณาการโครงสร้างละครแบบ 3 องก์ ดำเนินเรื่องด้วยแนวคิดละครโศกนาฎกรรมร่วมกับการตั้งคำถามและสร้างบทสนทนาเพื่อการสืบค้นตามทฤษฎีพัฒนาการจิตสังคมและวิกฤตแห่งตัวตน ผนวกแนวคิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง กำหนดเป็นโปรแกรมการแสดงสื่อสาระ 4 ครั้ง (ครั้งละ 3 ชั่วโมง) รวม 12 ชั่วโมง ผลการวิจัย พบว่า หลังโปรแกรมการแสดงเสร็จสิ้นลงทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (คะแนนมาตรฐาน 7.73) เมื่อประเมินด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางใจในเด็ก (Resilience Scale – RS-48) และเมื่อวิเคราะห์ตามองค์ประกอบ พบว่า ความสามารถทางสังคม ความสามารถในการแก้ไขปัญหา และความสามารถในการตั้งจุดมุ่งหมายในชีวิต มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้น ความสามารถในการดูแลและความคุมตัวเอง ที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นเพียงเล็นน้อย แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ การแสดงสื่อสาระฯ สามารถลดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะแห่งการฟื้นตัวในระดับต่ำจาก ร้อยละ 13.04 เป็นร้อยละ 4.35 และลดสัดส่วนระดับปานกลางจากร้อยละ 86.96 เป็น ร้อยละ 71.74 ขณะเดียวกัน การแสดงสื่อสาระฯสามารถเพิ่มสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะแห่งการฟื้นตัวในระดับสูง จากที่ไม่ปรากฏในการประเมินก่อนแสดง เป็นร้อยละ 23.91% …


การใช้มาส์ก เทคนิค ของ ฌาค เลอคอก เพื่อพัฒนาความสามารถของนักแสดงเพื่อเข้าสู่การเป็นตัวละคร : กรณีศึกษา เดนีซ ซาเวจ ในบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ของ จอห์น แพทริค แชนลีย์, ภรินทร์ลดา อาภาภิรม Jan 2023

การใช้มาส์ก เทคนิค ของ ฌาค เลอคอก เพื่อพัฒนาความสามารถของนักแสดงเพื่อเข้าสู่การเป็นตัวละคร : กรณีศึกษา เดนีซ ซาเวจ ในบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ของ จอห์น แพทริค แชนลีย์, ภรินทร์ลดา อาภาภิรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ฌาค เลอคอก เป็นหนึ่งในนักการละครที่ริเริ่มนำเอาหน้ากากเข้ามาปรับใช้ในการฝึกฝนนักแสดงเพื่อเสริมสร้างทักษะทางอวัจนภาษาและพัฒนาศักยภาพร่างกายของนักแสดง เลอคอกเชื่อว่าทักษะทางอวัจนภาษาจะช่วยเพิ่มพลังให้กับคำพูดของตัวละคร หรือกล่าวโดยง่ายคือ ช่วยให้สิ่งที่ตัวละครพูดถึงมีความหมายและชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ตัวละครมีมิติและเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย ผู้วิจัยได้ทดลองนำแบบฝึกหัด มาส์ก เทคนิค ของเลอคอกมาใช้ในการเข้าสู่การเป็นตัวละคร เดนีซ ซาเวจ จากบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ซึ่งเป็นตัวละครที่แตกต่างจากผู้วิจัยอย่างมากไม่ว่าจะเป็น ปูมหลัง บุคลิก อุปนิสัย บริบททางสังคม ยุคสมัย และวัฒนธรรมที่ไกลตัว โดยมีสมมติฐานว่า การใช้ มาส์ก เทคนิค ของเลอคอกจะช่วยให้ผู้วิจัยเข้าสู่การเป็นตัวละครได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น และสื่อสารสภาวะอารมณ์ ความรู้สึกที่ซับซ้อนของตัวละครผ่านอวัจนภาษาได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยผู้วิจัยใช้ มาส์ก เทคนิค ใน 4 ลักษณะคือ 1) การสร้างสรรค์ตัวละคร 2) ค้นหาแก่นของตัวละคร 3)สร้างบุคลิกและอุปนิสัยภายนอก และ 4) พัฒนาศักยภาพของร่างกายและจิตใจ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์และประเมินผลจากการปฏิบัติจริง พร้อมทั้งบันทึกกระบวนการทำงาน การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางการแสดง แบบสอบถามจากผู้ชม และการชมวีดีโอบันทึกการแสดง ผลการวิจัยพบว่าการฝึกฝน มาส์ก เทคนิค อย่างต่อเนื่องจะช่วยขยายศักยภาพร่างกายของนักแสดง ได้ค้นพบอิสรภาพทั้งในการเคลื่อนไหวและเสียง ได้รู้จักร่างกายของตนเองมากขึ้น และเข้าใจหลักการของอวัจนภาษาบนเวทีมากขึ้น ซึ่งช่วยให้นักแสดงเข้าบทบาทเป็นตัวละครได้สมบูรณ์ขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มาส์ก เทคนิคเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่การใช้แบบฝึกหัด นักแสดงควรต้องวิเคราะห์ตัวละครอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อน


Covid-19 Infodemic And Social Media Platforms In Thailand, Abhibhu Kitikamdhorn Jan 2023

Covid-19 Infodemic And Social Media Platforms In Thailand, Abhibhu Kitikamdhorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to fill a knowledge void on disinformation in a non-western context by examining the infodemic phenomenon in Thailand covering an extensive period from 31 December 2019 to 31 July 2021. The research examines how disinformation about COVID-19 spreads on Facebook and Twitter in Thailand, as well as the effectiveness of counter-disinformation approaches, and policy gaps in addressing the infodemic. Data collection relies on these methodologies—content analysis, sentiment analysis, social network analysis, in-depth interviews, and document analysis. Content analysis of sampled data shows that herbal medicine claims, and politicized COVID-19 information, especially about censorship, are prevalent. Contextual factors …


คุณลักษณะการสื่อสารของนวัตกรที่มีประสิทธิผลในเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรม, พิเชษฐ์ แตงอ่อน Jan 2023

คุณลักษณะการสื่อสารของนวัตกรที่มีประสิทธิผลในเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรม, พิเชษฐ์ แตงอ่อน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาคุณลักษณะการสื่อสารของนวัตกรที่มีประสิทธิผลในเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรมของประเทศไทย เป็นการวิจัยเพื่อการสำรวจหรือการวิจัยเชิงบุกเบิกด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นนวัตกรที่มีประสิทธิผล (มีผลงานอย่างต่อเนื่อง) จำนวน 20 ท่าน คัดเลือกแบบหลายขั้นตอนร่วมกับการคัดเลือกแบบเจาะจงจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ใช้การสัมภาษณ์เจาะลึกเป็นเครื่องมือหลักในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัยแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ 1. โครงสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์: เครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรมที่นวัตกรที่มีประสิทธิผลสังกัด ประกอบด้วยสมาชิกความเชี่ยวชาญหลากหลาย (สหวิทยาการ/สหวิชาชีพ) แต่มีทัศนคติและวิธีคิดสอดคล้องกัน จึงทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมาชิกในเครือข่ายฯ ได้รับมอบหมายบทบาทแตกต่างกันตามศักยภาพ และมีความสัมพันธ์กันบนพื้นฐานการทำงานเป็นหลัก โดยเครือข่ายฯ มีผู้นำ (มักได้แก่ตัวนวัตกรที่มีประสิทธิผล) รวมถึงผู้จัดการที่มีทักษะการสื่อสาร มีภาวะผู้นำสูง รอบรู้หลายเรื่องที่เกี่ยวข้อง ตัดสินใจในแต่ละขั้นตอนได้เร็ว รวมถึงมีทักษะการบริหารจัดการที่สามารถควบคุมปัจจัยในการทำงานที่ยากภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและเวลาได้ นอกจากนี้ นวัตกรในเครือข่ายฯ จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากสามารถ 1) เชื่อมโยงกับสมาชิก/หน่วยงานที่มีต้นทุนทางสังคมสูง ได้แก่ สมาชิก/หน่วยงานที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับระดับสูง และ/หรือมีเครือข่ายด้านแหล่งทุนที่พร้อมและเอื้อต่อการทำงาน และ 2) ดำเนินงานภายใต้องค์กรที่มีระบบงานสนับสนุนซึ่งเอื้อต่อกระบวนการสังเคราะห์นวัตกรรม หรือเอื้อต่อการพัฒนาเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรมให้เป็นหน่วยงานใหม่ที่มีข้อจำกัดในการทำงานน้อยลง 2. พฤติกรรมการสื่อสาร: สมาชิกเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรมที่นวัตกรที่มีประสิทธิผลสังกัด มักเปิดกว้างทางความคิดแต่ยังปรากฏการคิดตามกลุ่ม (groupthink) บ้าง มักทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อยแบบไม่เป็นทางการ เพราะคล่องตัวและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที มีพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนข้อมูล/การถ่ายทอดความรู้แบบทุกทิศทางและเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยการแสดงความคิดเห็นที่เป็นที่ยอมรับต้องมีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุน ในกรณีของการทำงานเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อตัดสินใจหรือแก้ไขปัญหาร่วมกัน สมาชิกเครือข่ายฯ จะโต้แย้งแสดงเหตุผลเพื่อลดให้เหลือเฉพาะตัวเลือกที่สำคัญแล้วให้ผู้นำเครือข่ายตัดสินใจอีกครั้ง นอกจากนี้ แนวทางสำคัญของการสื่อสารภายในเครือข่ายฯ ได้แก่ 1) การเปิดกว้างให้สมาชิกสื่อสารได้ทุกเรื่อง 2) ผู้นำ/ผู้จัดการควรสร้างกระบวนการทำงานและการสื่อสารที่ถูกต้อง ชัดเจน รวดเร็ว 3) สมาชิกควรมีทักษะในการสื่อสารให้เข้าใจง่าย และทราบว่าต้องสื่อสารเรื่องใด กับใคร อย่างไร และ 4) มีการจัดการความรู้ (เช่น จัดทำคู่มือ รายงาน แนวปฏิบัติที่ดี ฯลฯ) เพื่อลดขั้นตอนในสิ่งที่ต้องสื่อสารกันบ่อยครั้ง


การศึกษาผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่มีต่อผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, โชติอนันต์ หาญคุณตุละ Jan 2023

การศึกษาผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่มีต่อผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, โชติอนันต์ หาญคุณตุละ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 ต่อผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และศึกษาแนวทางการปรับปรุงและพัฒนานโยบาย ข้อกฎหมายเพื่อควบคุมกำกับดูแลกิจการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการ โดยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากเอกสาร กฎหมาย รวมถึงบทสัมภาษณ์ของผู้กำหนดนโยบายจากสื่อออนไลน์ และสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อย จำนวน 5 ราย ผลการวิจัยพบว่าผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ ทำให้ผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนที่สูงจากข้อกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ส่งผลให้เกิดการหลีกเลี่ยงการดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมายและรูปแบบการเป็นคาเฟ่เพื่อสันทนาการ อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยได้ศึกษาหาแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนานโยบายและข้อกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีข้อเสนอแนะ ได้แก่ การประชาสัมพันธ์กับภาคประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ การออกกฎหมายกำกับดูแลและควบคุมกิจการที่ให้บริการกัญชาเป็นการเฉพาะด้านสันทนาการ การจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบคอยส่งเสริมและควบคุมดูแลการใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการ และการจัดตั้งสถาบันที่น่าเชื่อถือในการฝึกอบรมและออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ


ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและความเข้มข้นคลอโรฟิลล์-เอ บริเวณอ่าวไทยตอนบน, ภูภัส ทองจับ Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและความเข้มข้นคลอโรฟิลล์-เอ บริเวณอ่าวไทยตอนบน, ภูภัส ทองจับ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิผิวน้ำทะเล (SST) และความเข้มข้นคลอโรฟิลล์-เอ (CHL) ตามช่วงลมมรสุมบริเวณอ่าวไทยตอนบน โดยใช้ข้อมูลอุณหภูมิผิวน้ำทะเลแบบช่วงคลื่นยาวที่ตรวจวัดในเวลากลางคืน และข้อมูลความเข้มข้นของ CHL จากดาวเทียม Aqua ระบบ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) ในช่วงปี พ.ศ.2558 - 2565 โดยข้อมูลความเข้มข้น CHL ได้ผสานเข้ากับระบบ Ocean Color Climate Change Initiative (OC-CCI) เพื่อลดข้อบกพร่องบางอย่างที่ได้จากดาวเทียม Aqua โดยตรง ทั้งนี้ได้มีการพิจารณาปัจจัยระดับโลกทางสมุทรศาสตร์ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงของค่า SST แตกต่างไปจากค่าปกติบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกที่ส่งผลกระทบต่อบริเวณอ่าวไทยตอนบน โดยใช้ดัชนี Ocean Nino Index (ONI) เพื่อตรวจสอบอิทธิพลในแต่ละช่วงลมมรสุม จากการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันบ่งบอกถึงระดับและทิศทางของความสัมพันธ์โดยแสดงความสัมพันธ์แบ่งเป็น 3 ช่วงฤดูมรสุม คือ ช่วงไม่มีลมมรสุม, ช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งมีค่าสหสัมพันธ์เท่ากับ 0.61, 0.44 และ - 0.44 ตามลำดับ โดยความสัมพันธ์เชิงบวกแสดง SST ค่าที่สูงขึ้นและ CHL มีปริมาณเพิ่มขึ้นด้วย ในทางกลับกันความสัมพันธ์เชิงลบแสดง SST มีค่าลดลงแต่ CHL มีปริมาณเพิ่มขึ้น และจากการประมาณค่า CHL จากค่า SST ในช่วงไม่มีลมมรสุม 27.40 - 30.63 °C ส่งผลให้ค่า CHL อยู่ที่ 2.84 - 4.33 mg/m3, ค่า SST ในช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ 26.75 - 29.81 °C ส่งผลให้ค่า CHL อยู่ที่ 3.32 - 6.33 mg/m3 และค่า SST ในช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ 29.0 - 31.38 …


การพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัยระบบโทรคมนาคมเสมือน, ศิวนาถ เจียรวงศ์ตระกูล Jan 2023

การพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัยระบบโทรคมนาคมเสมือน, ศิวนาถ เจียรวงศ์ตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัยโทรคมนาคมของสาขาสื่อสาร ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าในโลกเสมือนผ่านการจำลองจากสถานที่จริง ที่ตั้งอยู่ชั้น 13 ของอาคารเจริญวิศวกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางสื่อการสอนออนไลน์อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเรียนรู้เนื้อหาเกี่ยวกับสัญญาณทางวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร โดยอาศัยกิจกรรมการจับคู่ระหว่างฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์กับรูปสัญญาณในรูปแบบของเกม แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่จัดทำขึ้นสามารถรองรับผู้เล่นจำนวนหลายรายด้วยระบบโฟตอน ฟิวชัน และผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้ผ่านเว็บบราวเซอร์โดยใช้เทคโนโลยีเว็บจีแอล จากผลการศึกษาพบว่า ห้องปฏิบัติวิจัยโทรคมนาคมในโลกเสมือน เป็นแพลตฟอร์มที่ผู้เรียนผู้สอนสามารถใช้ช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนเกี่ยวกับทฤษฎีของสัญญาณได้ มีข้อดีตรงที่ผู้เรียนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้สมัยใหม่ที่ให้ความเพลิดเพลินใจ ทำให้สามารถจดจำได้ดีมากขึ้นและเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข นับเป็นการเพิ่มช่องทางในการเรียนการสอนให้อีกหนึ่งช่องทางที่มีประสิทธิภาพ ไม่จำกัดจากระยะทาง อันประโยชน์ต่อการช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคระบาดโควิด 19 ได้อีกด้วย


เทคนิคการเรียกคืนระดับตัวอักษรของศิลาจารึกสุโขทัยด้วยโมเดลภาษาแบบถูกปิด, สุจิตรา ทองขำ Jan 2023

เทคนิคการเรียกคืนระดับตัวอักษรของศิลาจารึกสุโขทัยด้วยโมเดลภาษาแบบถูกปิด, สุจิตรา ทองขำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ศิลาจารึกจัดเป็นหนึ่งในวรรณกรรมชนิดลายลักษณ์อักษรที่บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และแสดงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในช่วงเวลานั้น ๆ ผ่านวิธีการสลักตัวอักษรลงบนแผ่นหินด้วยวัสดุโลหะแหลมคมทีละตัวอักษรจนกลายเป็นประโยคที่สามารถสื่อใจความให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจความหมายดังนั้นความสมบูรณ์ของประโยคนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในงานด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการถอดความศิลาจารึกและพบว่าศิลาจารึกบางส่วนไม่สามารถถอดความได้อันเป็นเหตุเนื่องมาจากช่วงของระยะเวลาผ่านไปจารึกเหล่านั้นอาจเกิดการเสื่อมสภาพจากหลายสาเหตุจนเป็นรอยขีดข่วนทับข้อความหรือตัวอักษรจนเลือนลาง, ถูกทำลายจากภัยธรรมชาติจนไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าตัวอักษรที่ชำรุดคือตัวอักษรใด ๆ เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับประโยคที่ขาดหายไปงานวิจัยนี้จึงใช้วิธีการสร้างโมเดลทำนายอักขระของตัวอักษรที่ขาดหายไปจากข้อความโดยการใช้เทคนิคโมเดลภาษาแบบมาสก์เข้ามาช่วยในการประมวลผลการทดลองโดยใช้เป็นพรีเทรนโมเดลหลากหลายภาษา (multilingual pre-train model) 3 ประเภทดังต่อไปนี้ (1) โมเดลเอ็กซ์แอลเอ็ม-โรเบอตา (2) โมเดลเบิร์ต-เบส-หลายภาษา-เคสด์ (3) โมเดลดิสทิลเบิร์ต-เบส-หลายภาษา-เคสด์ และการใช้โมเดลในกลุ่มแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมแบบลึกแบบเรียนรู้สองทิศทางได้แก่ (4) โมเดลหน่วยความจำระยะสั้นระยะยาวแบบสองทิศทาง โดยในแต่ละรอบของการเทรนจะทำการสุ่มปิดอักขระด้วยมาสก์โทเคน “” หรือ “[MASK]” ให้โมเดลทำนายคำที่ขาดหายไปตรงจุดที่ถูกมาสก์โทเคนและจากผลการทดลองพบว่าความถูกต้องของการทำนายจากพรีเทรนโมเดลทั้ง 4 ประเภท คือ (1) 42 % (2) 53 % (3) 50 % และ (4) 36 % ตามลำดับ ในงานวิจัยฉบับนี้ได้นำเสนอวิธีการปรับปรุงความสามารถในการทำนายของโมเดลโดยใช้คลังคำศัพท์เฉพาะทำให้โมเดลมีประสิทธิภาพในการทำนายความถูกต้องได้แม่นยำมากขึ้น


การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในเรื่องการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย, วรวรรณ ปิ่นรัตนากร Jan 2023

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในเรื่องการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย, วรวรรณ ปิ่นรัตนากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทยโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ การทดลอง และวิจัยสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะการแสดง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์ สื่อสารสนเทศ การสังเกตการณ์ ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัย และเกณฑ์การสร้างมาตรฐานในการยกย่องบุคคลต้นแบบทางด้านนาฏยศิลป์ นำข้อมูลมาตรวจสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ ผลการวิจัยพบว่าการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทยมีรูปแบบในการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ทั้งสิ้น 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) บทการแสดง ออกแบบบทการแสดงจากประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย แบ่งออกเป็น 3 องก์การแสดง ประกอบด้วย องก์ที่ 1 การเกิดปัญหา (Problems Arising) องก์ที่ 2 การแก้ไขปัญหา (Problem Solving) องก์ที่ 3 การหยั่งรู้ (Discernment) 2) ลีลานาฏยศิลป์ ใช้ลีลาการเคลื่อนไหวแบบนาฏยศิลป์สมัยใหม่ (Modern Dance) การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน (Everyday Movement) และ บัลเล่ต์ (Ballet) 3) นักแสดง ใช้การคัดเลือกนักแสดงที่มีทักษะการแสดงที่หลากหลายรวมทั้งรูปร่าง สีผิว เพศ 4) เครื่องแต่งกายและการแต่งหน้า ใช้เครื่องแต่งกายที่เรียบง่ายแบบมินิมอลลิสม์ (Minimalism) และการแต่งหน้าแบบในชีวิตประจำวัน 5) อุปกรณ์ประกอบการแสดง ออกแบบโดยคำนึงถึงบทการแสดง ความหมาย และความเชื่อของการแสดงในแต่ละองก์ 6) เสียงและดนตรีประกอบการ ใช้รูปแบบการประพันธ์ดนตรีโดยการสังเคราะห์เสียง (Synthesis Music) ร่วมกับเสียงที่บันทึกจากสถานที่ต่าง ๆ 7) ฉากและพื้นที่การแสดง ออกแบบพื้นที่การแสดงเพื่อสร้างสรรค์ผลงานแบบศิลปะเฉพาะที่ (Site-specific Arts) 8) แสง ใช้แสงธรรมชาติในพื้นที่แบบศิลปะเฉพาะที่ (Site-specific Arts) และคัดเลือกช่วงเวลาของแสงให้สัมพันธ์กับบทการแสดง นอกจากนี้พบว่ามีแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย 5 ประการ ได้แก่ 1) การปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย 2) แนวคิดทางด้านมานุษยวิทยา 3) แนวคิดและทฤษฎีทางด้านทัศนศิลป์ นาฏยศิลป์ และดุริยางคศิลป์ 4) การใช้สัญลักษณ์ในผลงานนาฏยศิลป์ 5) ความคิดสร้างสรรค์ทางด้านนาฏยศิลป์ …


มาตรการทางกฎหมายกับการโน้มน้าวภาครัฐขององค์กรธุรกิจ, กันตพิชญ์ วังมี Jan 2023

มาตรการทางกฎหมายกับการโน้มน้าวภาครัฐขององค์กรธุรกิจ, กันตพิชญ์ วังมี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางในการควบคุมดูแลกระบวนการโน้มน้าวในประเทศไทย สืบเนื่องจากความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของกระบวนการออกนโยบายสาธารณะของภาครัฐอาจถูกบิดเบือนไปโดยปราศจากการรับรู้ของสาธารณชนผ่านการโน้มน้าว ขณะที่กฎหมายในประเทศไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมและกำกับดูแลการโน้มน้าวที่ชัดเจน กรณีจึงจะมุ่งศึกษาถึงมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายในประเทศและต่างประเทศเพื่อนํามาวิเคราะห์เปรียบเทียบและเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายในประเทศไทยที่เกี่ยวกับการโน้มน้าว จากการศึกษาพบว่า มาตรการทางกฎหมายในประเทศไทยที่เกี่ยวกับนักโน้มน้าวและการโน้มน้าว อาทิ ประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ในส่วนความรับผิดอาญาว่าด้วยการให้สินบนเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่กำกับการจัดตั้งองค์กรและการรวมกลุ่มของเอกชนยังคงไม่ครอบคลุมธรรมชาติของกระบวนการโน้มน้าวและลักษณะของนักโน้มน้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ไม่มีการบัญญัตินิยามของนักโน้มน้าวหรือการโน้มน้าวอย่างชัดเจน ไม่มีการบัญญัติหน้าที่ตามกฎหมายให้นักโน้มน้าวดำเนินการ ไม่มีการกำหนดมาตรการบังคับและมาตรเสริมอื่นสำหรับนักโน้มน้าว รวมถึงไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนของมาตรการทางกฎหมายที่มุ่งหมายกำกับดูแลกระบวนการโน้มน้าวและขาดองค์กรในการกำกับดูแล ด้วยเหตุนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอแนะให้มีการจัดทำมาตรการทางกฎหมายในรูปแบบของการตราพระราชบัญญัติขึ้นมาเป็นกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการโน้มน้าวภาครัฐขององค์กรธุรกิจเพื่อกำหนดบทนิยามของการโน้มน้าวและนักโน้มน้าว โดยมีบทบัญญัติที่กำหนดหน้าที่ให้นักโน้มน้าวปฏิบัติตามเพื่อความโปร่งใสของกระบวนการโน้มน้าวและกำหนดมาตรการบังคับและมาตรการเสริมอื่นเพื่อเป็นกลไกในการบังคับและกำกับดูแลนักโน้มน้าวอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมอบอำนาจหน้าที่ให้หน่วยงานอิสระกำกับดูแลกระบวนการโน้มน้าว ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะทั่วไปและหลักการทางกฎหมายของการโน้มน้าวและนักโน้มน้าว


ปัญหาทางกฎหมายการประกอบกิจการค้าของเก่าตามพระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พุทธศักราช 2474, ณัฐพร เศวตะดุล Jan 2023

ปัญหาทางกฎหมายการประกอบกิจการค้าของเก่าตามพระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พุทธศักราช 2474, ณัฐพร เศวตะดุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงปัญหาของมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมกิจการค้าของเก่าตามพระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พุทธศักราช 2474 โดยได้นำแนวคิดที่เกี่ยวข้อง และมาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศมาศึกษาเปรียบเทียบ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการแก้ไขกฎหมายในเรื่องการควบคุมกิจการค้าของเก่าให้มีประสิทธิภาพสามารถรองรับรูปแบบในการประกอบกิจการทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า ในการประกอบกิจการค้าของเก่ามีประเด็นที่เป็นปัญหาหลัก ได้แก่ การวางหลักการและกรอบความคิดเบื้องต้นของกฎหมายที่ไม่ชัดเจน กฎหมายไม่สามารถที่จะรองรับรูปแบบใหม่ ๆ ของการประกอบกิจการได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับใบอนุญาต และความซ้ำซ้อนหรือไม่สอดคล้องกับกฎหมายอื่น ทำให้มาตรการทางกฎหมายที่ใช้ในปัจจุบันจึงไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมและเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นการสร้างภาระแก่ประชาชน ผู้เขียนจึงเสนอแนวทางในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เสียใหม่ โดยในส่วนแรกควรเปลี่ยนการใช้คำว่า “ของเก่า” เป็น “สินค้ามือสอง” และต้องกำหนดหลักการและกรอบความคิดเบื้องต้นของกฎหมายมีความชัดเจนมากขึ้น อีกทั้ง ควรมีการกำหนดนิยามของร้านค้าเพื่อเป็นการแก้ปัญหาในเรื่องรูปแบบการประกอบกิจการในปัจจุบัน รวมถึงปรับปรุงมาตรการที่เกี่ยวกับใบอนุญาตและข้อกำหนดอื่นที่ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนหรือไม่สอดคล้องกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อให้มาตรการในการควบคุมกิจการค้าของเก่ามีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ปัญหาการกำหนดระยะเวลาในการเก็บรวมรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562, นพภัสสรณ์ ธีระชาติ Jan 2023

ปัญหาการกำหนดระยะเวลาในการเก็บรวมรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562, นพภัสสรณ์ ธีระชาติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในบริบทของการบริหารงานบุคคล องค์กรธุรกิจย่อมต้องมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในการศึกษานี้หมายความรวมถึงลูกจ้างทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้มีข้อกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลโดยในที่นี้คือองค์กรธุรกิจ มีหน้าที่แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยในที่นี้คือผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้าง ทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียดของข้อมูลส่วนบุคคลที่จะมีการเก็บรวบรวม ซึ่งรวมถึงวัตถุประสงค์และระยะเวลาในการเก็บรวมรวมไว้ โดยในกรณีที่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้ชัดเจน ให้กำหนดระยะเวลาที่อาจคาดหมายได้ตามมาตรฐานของการเก็บรวมรวม หากพ้นกำหนดระยะเวลาเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้างแล้ว องค์กรธุรกิจต้องลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคล หรือทำให้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่สามารถระบุตัวเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ หากไม่ดำเนินการองค์กรธุรกิจย่อมมีความรับผิดตามกฎหมาย จึงมีปัญหาว่าควรกำหนดระยะเวลาในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบันและอดีตลูกจ้างอย่างไร ใช้กฎหมายหรือหลักเกณฑ์อย่างไร โดยศึกษากฎหมายประเทศไทย เปรียบเทียบกับสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ จากการศึกษา ผู้เขียนมีความเห็นว่า การกำหนดระยะเวลาในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลของผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้าง ขึ้นอยู่กับหลักสำคัญ 2 ประการ คือวัตถุประสงค์ที่จำเป็นและฐานทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยวัตถุประสงค์ที่จำเป็นมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เช่น ลักษณะการประกอบธุรกิจตลอดจนกระบวนการดำเนินกิจการขององค์กรธุรกิจ ตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบและคุณสมบัติของลูกจ้าง ประโยชน์ในการจ้างงานแต่ละช่วงเวลาของการจ้างงาน และความจำเป็นตามกฎหมายที่ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล และต้องมีฐานทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์รองรับ จึงสามารถกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมได้ หากไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้อย่างชัดเจน ต้องแจ้งเกณฑ์ที่ใช้หรือเกณฑ์ในการกำหนดช่วงเวลา เพื่อให้ผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้าง คาดหมายระยะเวลาในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ จึงมีข้อเสนอแนะให้จัดทำกฎหมายลำดับรอง หรือหลักเกณฑ์ หรือแนวปฏิบัติ หรือข้อแนะนำ พร้อมทั้งคำอธิบายในการกำหนดระยะเวลาการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้าง ครอบคลุมทั้งระยะเวลาที่เหมาะสม ขอบเขตของวัตถุประสงค์ เกณฑ์ที่ใช้หรือเกณฑ์ในการกำหนดช่วงเวลา โดยอ้างอิงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นแนวทางสำหรับการจ้างงานประเภทต่าง ๆ และองค์กรธุรกิจต้องมีระบบตรวจสอบเพื่อลบทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้าง ที่หมดความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ตลอดระยะเวลาการจ้างงาน และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอยู่เสมอ เพื่อให้องค์กรธุรกิจไม่ต้องมีความ รับผิดตามกฎหมายและเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้าง อีกทางหนึ่ง


The Combination Effect Of Lapatinib And Palbociclib In Endocrine-Resistant Breast Cancer Cells, Kantasorn Horpratraporn Jan 2023

The Combination Effect Of Lapatinib And Palbociclib In Endocrine-Resistant Breast Cancer Cells, Kantasorn Horpratraporn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Hormonal therapy is necessary in hormone receptor-positive breast cancer patients. It is used in both early and advanced-stage patients. Unfortunately, many patients developed endocrine resistance later on after the treatment was initiated and this could progress the disease. Endocrine resistance results from many mechanisms, including HER2 signaling pathway. These resistant breast cancer cells exhibit more HER2 signaling proteins such as AKT and ERK, compared to wild-type hormone receptor-positive breast cancer cells. Palbociclib is a CDK4/6 inhibitor and is indicated in patients who developed tamoxifen resistance. Lapatinib is a dual tyrosine kinase inhibitor- HER1 and HER2 and is used in HER2-overexpressed …


Epigenetic Regulation Of Leucine Rich Repeat Containing G Protein Coupled Receptor 5 (Lgr5) In Corneal Endothelial Cells, Kulsiri Prakanrattana Jan 2023

Epigenetic Regulation Of Leucine Rich Repeat Containing G Protein Coupled Receptor 5 (Lgr5) In Corneal Endothelial Cells, Kulsiri Prakanrattana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Human corneal endothelial cells (hCECs) are vital for maintaining corneal transparency. However, their limited capacity for proliferation can result in vision loss, requiring corneal transplantation. The Leucine-rich repeat-containing G protein-coupled receptor 5 (LGR5) plays a critical role in maintaining various fetal and adult stem cell types by promoting the Wnt/β-catenin signaling. Although LGR5 is present in corneal endothelial progenitors, its expression decreases as these cells mature, coinciding with the loss of replicative properties. In this study, we explore strategies to reactivate LGR5 expression in cultured hCECs through epigenetic modulation. We found low levels of DNA methylation and hydroxymethylation at LGR5 …


Crispr-Cas12a-Based Detection And Differentiation Of Mycobacterium Spp., Peeraphan Compiro Jan 2023

Crispr-Cas12a-Based Detection And Differentiation Of Mycobacterium Spp., Peeraphan Compiro

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Mycobacterium species cause several vital human diseases, including tuberculosis (TB) and non-tuberculous mycobacterial (NTM) infections. TB is a chronic infectious disease caused by the Mycobacterium tuberculosis complex (MTBC). Additionally, non-tuberculous mycobacteria infections are caused by major NTM species, including Mycobacterium abscessus, Mycobacterium avium, Mycobacterium fortuitum, Mycobacterium kansasii, Mycobacterium gordonae, and Mycobacterium intracelulare, are medically necessary. Both groups of infections can lead to outbreaks in immunocompromised individuals and AIDS patients. It is crucial to differentiate between these two groups of mycobacterial infections, as they require distinct treatment approaches. However, initial diagnosis poses limitations in terms of time and diagnostic tools. Therefore, …


ผลของการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อโปรตีนในปัสสาวะของเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติก, กมลวรรณ เปลี่ยนสี Jan 2023

ผลของการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อโปรตีนในปัสสาวะของเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติก, กมลวรรณ เปลี่ยนสี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบโอกาสการพบโปรตีนในปัสสาวะของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติกภายหลังได้รับการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการพยาบาลตามปกติ ระยะหลังการทดลองทันที ระยะหลังการทดลอง 1 วัน และระยะหลังการทดลอง 2 วัน โดยการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนนี้พัฒนามาจากทฤษฎีสมรรถนะแห่งตนของ Bandura (2001) กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กวัยเรียนอายุ 6-12 ปี กลุ่มอาการเนโฟรติกที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คนโดยจับคู่การใช้ยาสเตียรอยด์และยาควบคุมความดันโลหิตแล้วสุ่มเข้ากลุ่มโดยจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ การพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสม แถบทดสอบปัสสาวะ และแบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเด็กกลุ่มอาการเนโฟรติก ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และค่าความเที่ยงเท่ากับ 1.00 และ 0.80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติคทวิ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้ป่วยเด็กกลุ่มอาการเนโฟรติกที่ได้รับการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมมีโอกาสตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะในระยะหลังการทดลอง 2 วัน น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติร้อยละ 92.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ, พรธิรา บุญฉวี Jan 2023

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ, พรธิรา บุญฉวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้เป็นแบบวัดผลก่อนหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ ทั้งเพศหญิงและชาย ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดครั้งแรก สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่มีประวัติสมองเสื่อม สามารถเข้าใจ สื่อสารภาษาไทยได้ มีความสมัครใจ มีโทรศัพท์มือถือที่สามารถติดต่อสื่อสารได้ และเข้ารับการรักษาในหน่วยตรวจอายุรกรรมเฉพาะโรค หอผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 30 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติและกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.93 และ 0.87 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.71 และ 0.86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข Jan 2023

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยติดตามย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ อายุ เพศ ภาวะอ้วน ภาวะขาดสารอาหาร ภาวะซีด ภาวะโรคร่วม ทัศนคติในการดูแลแผลผ่าตัด อัตราการกรองของไต การบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด และประเภทการผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง ได้รับการผ่าตัดระยะตั้งแต่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม จำนวน 81 คน คือ กลุ่มศึกษา หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก จำนวน 27 คน และ กลุ่มควบคุม หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก จำนวน 54 คน ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก 3) แบบประเมินทัศนคติในการดูแลแผลผ่าตัด และ 4) แบบประเมินการวินิจฉัยการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก เครื่องมือผ่านการตรวจสอบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.86 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติถดถอยแบบพหุลอจิสติก ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อัตราการกรองของไต Thai eGFR < 60 ml/min (aOR 3.29 [95 % CI 1.22-8.89], p = 0.02) และระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด HbA1C ≥ 6.5 % (aOR 2.96 [95 % CI 1.08-8.12] , p = 0.04)


Exploring The Implementation Of National Strategic Plan On Antimicrobial Resistance In The Appropriate Use Of Antimicrobials, Shinnawat Saengungsumalee Jan 2023

Exploring The Implementation Of National Strategic Plan On Antimicrobial Resistance In The Appropriate Use Of Antimicrobials, Shinnawat Saengungsumalee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In August 2016, the Cabinets of Thailand approved the National Strategic Plan on Antimicrobial Resistance 2017-2021. The Strategy 5 of the National Strategic Plans aimed to enhance the public's understanding of antimicrobial resistance (AMR) and promote awareness of appropriate use of antimicrobials (AMU). This study aims to investigate the implementation process and activities of Strategy 5 and the factors contributing to the implementation process and activities of Strategy 5. The study was divided into 2 phases. Phase I used a descriptive survey study to answer the implementation process and activities of Strategy 5. Phase II used an in-depth interview with …


ประสบการณ์ในการฝึกปฏิบัติของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดชาวไทยในต่างประเทศ, พิศาลสินท์ กอสนาน Jan 2023

ประสบการณ์ในการฝึกปฏิบัติของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดชาวไทยในต่างประเทศ, พิศาลสินท์ กอสนาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้คือ เพื่อศึกษาประสบการณ์การฝึกปฏิบัติในห้องบำบัดของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดชาวไทยในต่างประเทศ ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นคนไทยที่มีประสบการณ์ในการฝึกปฏิบัติในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ สกอตแลนด์ และสหรัฐอเมริกา จำนวนทั้งหมด 6 คน รวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงกึ่งโครงสร้างเชิงลึกโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์เชิงตีความ (IPA) เป็นแนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยเน้นสามประเด็นหลัก: (1) ความท้าทายในการฝึกปฏิบัติ (2) การรับมือกับความท้าทายในการฝึกปฏิบัติ และ (3) การพัฒนาส่วนบุคคลและวิชาชีพ จากผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่านักฝึกหัดที่ปรึกษาชาวไทยเผชิญกับความท้าทายระหว่างการฝึกปฏิบัติในต่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการบำบัดความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ทั้งกลยุทธ์การรับมือในเชิงบวกและเชิงลบ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาเชิงวิชาชีพและส่วนบุคคล ดังนั้นหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษาควรเตรียมความพร้อมในการเพิ่มศักยภาพและทักษะที่จำเป็นเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาข้ามวัฒนธรรมแก่นักศึกษาจิตวิทยาการปรึกษาและสร้างระบบสนับสนุนที่เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งเชิงบุคคลและเชิงวิชาชีพ


The Use Of Diatoms (Amphora Sp.) As Immunostimulant In Pacific White Shrimp (Litopenaeus Vannamei) Diet, Ekthida Thongdet Jan 2023

The Use Of Diatoms (Amphora Sp.) As Immunostimulant In Pacific White Shrimp (Litopenaeus Vannamei) Diet, Ekthida Thongdet

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Amphora sp. is one of the interesting microalgae due to its rapid growth, high lipid content, ranging from 40-60% of dry biomass, suitability as live food for commercial aquatic animal larvae such as shrimp and abalone. The objective of this study is to evaluate the potential of Amphora sp. isolated from four different locations in the Gulf of Thailand: Sichang Island (ASC), Samae Sarn Island (ASS), Pranburi (APB), and Laem Yai (ALY) as immunostimulant in Pacific white shrimp (Litopenaeus vannamei) diet. Four Amphora sp. isolations were cultured and compared productivity. The results showed that ASC and ALY had higher productivity, …


Health Risk And Ecological Risk Assessment From Microplastic Contamination In Sea Salt : Case Study In Ban Laem Salt Field, Phetchaburi, Thailand, Kusuman Promdontree Jan 2023

Health Risk And Ecological Risk Assessment From Microplastic Contamination In Sea Salt : Case Study In Ban Laem Salt Field, Phetchaburi, Thailand, Kusuman Promdontree

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Microplastics are ubiquitous in all terrestrial and aquatic environments. In this research, microplastic contamination in sea salt produced from traditional and plastic salt fields was studied. Including seawater used as a raw material for producing sea salt in Ban Leam salt fields, Phetchaburi, Thailand. Random samples were collected 3 replicates per point, for a total of 42 samples. 5M NaCl solution was used to separate the density and digest the organic substances using 0.05 M Fe (II) and 30% H2O2. The shape and color of the microplastics were characterized using a 30x magnification microscope. The amount, size, and polymer type …


Development Of Duplex Loop-Mediated Isothermal Amplification (Dlamp) For Detection Of Carbapenem Antibiotic-Resistant Genes Kpc And Ndm, Nindi Syahputri Lubis Jan 2023

Development Of Duplex Loop-Mediated Isothermal Amplification (Dlamp) For Detection Of Carbapenem Antibiotic-Resistant Genes Kpc And Ndm, Nindi Syahputri Lubis

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Carbapenems are regarded as a last-resort option for treating a wide range of Gram-positive and Gram-negative bacterial infections. Unfortunately, the prevalence of carbapenem-resistant genes has been on the rise among patients. Some factors contribute to this trend, including prolonged hospital stays, prior antibiotic usage, inappropriate or insufficient antibiotic treatment, and contamination through wounds or feces. The emergence of carbapenem-resistant (CR) genes gained significant attention, particularly after 2005. These CR genes are frequently carried on mobile genetic elements such as plasmids or transposons, enabling their transmission to other bacteria. Klebsiella pneumoniae carbapenemase (KPC) and New delhi metallo-β-lactamase (NDM) stand out as …


Development Of A Gel-Based Electrolyte For Determination Of Heavy Metals Using Smartphone, Nuntanuch Lersanantasit Jan 2023

Development Of A Gel-Based Electrolyte For Determination Of Heavy Metals Using Smartphone, Nuntanuch Lersanantasit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Herein, a portable electrochemical device using biopolymeric gel-based electrolyte for the on-field simultaneous determination of Cd(II) and Pb(II) is presented. Pectin, a natural polymer, was used as a chemical delivery medium due to its biodegradation and fast-dissolving properties. Differential pulse voltammetry (DPV) was used to detect electrochemical signal of Cd(II) and Pb(II) solution dropped on the pectin-based electrolyte platform. The modification of screen-printed graphene electrode with Sb-Bi bimetallic alloy using both in situ and pre-mixed method was able to enhance the sensitivity of the sensor. The experimental results demonstrated that the developed gel-based electrolyte was capable of generating sharp and …


การผลิตไฮโดรเจนจากน้ำกากส่าด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงไทเทเนียมไดออกไซด์เจือทอง, ภาณุวัฒน์ วงษ์ยงน้อย Jan 2023

การผลิตไฮโดรเจนจากน้ำกากส่าด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงไทเทเนียมไดออกไซด์เจือทอง, ภาณุวัฒน์ วงษ์ยงน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาการผลิตไฮโดรเจนและการลดสีจากน้ำกากส่าจากอุตสาหกรรมผลิต เอทานอล โดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงไทเทเนียมไดออกไซด์เจือ ทอง (Au/TiO2) ตัวแปรที่ศึกษาคือ ร้อยละโดยน้ำหนัห ของ Au ต่อ TiO2 ที่ 0.1 0.3 0.5 และ 0.7 การเจือจางสารละลายน้ำกากส่า ที่ 0 50 100 และ 150 เท่า ร้อยละโดยปริมาตรของสารล่าโฮล ในช่วง 10 15 และ 20 และปริมาณตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงต่อปริมาตรสารละลาย ในช่วง 2 3 4 และ 5 กรัมต่อลิตร พบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาที่ร้อยละ 0.3 โดยน้ำหนัก ของ Au ต่อ TiO2 (0.3Au/TiO2) สามารถผลิตไฮโดรเจนได้มากที่สุดคือ 210 ไมโคร โมลต่อกรัม และการลดสีร้อยละ 64.4 ที่ภาวการณ์เจือจางสารละลายน้ำกาก ส่า 100 เท่า ปริมาณของสารล่าโฮลชนิดเอทานอลที่ร้อยละ 15 โดยปริมาตร ปริมาณ ตัวเร่งปฏิกิริยา 3 กรัมต่อลิตร และความเข้มแสง 4.5 มิลลิวัตต์ต่อตาราง เซนติเมตร เนื่องจากทองที่เติมสามารถลดแถบช่องว่างพลังงานของ TiO2 ทำให้ สามารถดูดกลืนแสงได้กว้างขึ้นทั้งช่วงของแสงยูวีและแสงที่ตามองเห็นได้ อีกทั้ง โลหะที่สัมผัสกับสารกึ่งตัวนำ จะสร้างกำแพงชอทท์กี้จึงสามารถลดการรวมกลุ่มของ คู่อิเล็กตรอนและโฮล และทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมในการผลิตไฮโดรเจนและ ลดสีได้


ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาที่มีต่อการทำงานของระบบหายใจและอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, เบญจ์ ป้องกันภัย Jan 2023

ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาที่มีต่อการทำงานของระบบหายใจและอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, เบญจ์ ป้องกันภัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการฝึกระหว่างการออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบากับการฝึกการออกกำลังกายที่ระดับปานกลางแบบต่อเนื่องต่อการทำงานของระบบหายใจ อาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ไซโตไคน์ และภาวะเครียดออกซิเดชันในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จำนวน 36 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน ได้แก่ กลุ่มควบคุม (CON) กลุ่มฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาด้วยอัตราส่วนความหนักต่อเบา 1:2 (HIIT) และกลุ่มฝึกออกกำลังกายระดับปานกลางแบบต่อเนื่อง (MCT) ทำการฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ก่อนและหลังการทดลองทำการวัดตัวแปรด้านสรีรวิทยา สมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ อาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ การไหลของเลือดในโพรงจมูก ปริมาตรการไหลผ่านของอากาศสูงสุดในโพรงจมูกขณะหายใจเข้า ไนตริกออกไซด์ขณะหายใจออก ความสามารถทางแอโรบิก และคุณภาพชีวิต นำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบผสม และการทดสอบวิลคอกซันและครัสคาลวัลลิส ที่ระดับความมีนัยสําคัญทางสถิติที่.05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึกออกกำลังกายเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่ม HIIT และกลุ่ม MCT มีค่าเฉลี่ยตัวแปรปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุดและแรงดันการหายใจออกสูงสุด เพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยคะแนนอาการทั้งหมดในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ลดลงแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าเฉลี่ยไซโตไคน์อินเตอร์ลิวคินทูเพิ่มขึ้น และอินเตอร์ลิวคินซิกส์ลดลงแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนั้น กลุ่ม HIIT ที่พบว่า ค่าไซโตไคน์ทีเอ็นเอฟ-อัลฟา อินเตอร์ลิวคินไฟฟ์และค่าเฉลี่ยไนตริกออกไซด์ขณะหายใจออกลดลงแพ้แตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 สรุปผลได้ว่า กลุ่มฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาสามารถช่วยเพิ่มความสามารถของสมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ ลดอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อีกทั้งยังลดค่าเฉลี่ยไซโตไคน์ทีเอ็นเอฟ-อัลฟา อินเตอร์ลิวคินไฟฟ์และค่าเฉลี่ยไนตริกออกไซด์ขณะหายใจออก แสดงถึงการลดลงของการอักเสบของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้ ซึ่งส่งผลดีและช่วยลดอาการในผู้ป่วยจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้


การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์และแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน, มนัสชยา จิตต์วิบูลย์ Jan 2023

การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์และแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน, มนัสชยา จิตต์วิบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์และแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ คือ กลุ่มบุคคลวัยทำงานที่มีสัญชาติไทย ซึ่งอาศัยและทำงานในประเทศไทย และมีความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ทั้งที่มีและไม่มีประสบการณ์ในการท่องเที่ยวเชิงกีฬา จํานวน 400 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในงานนี้คือแบบสอบถาม เมื่อตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาได้ค่าคือ 0.93 และค่าความเชื่อมั่นคือ 0.96 ผู้วิจัยได้ทำการสร้างแบบสอบถามออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊ค แฟนเพจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกาย คือ เพจแหมทำเป็นฟิต ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล THAILAND ZOCIAL AWARDS 2022 Best Influencer Performance on Social Media สาขาสุขภาพและการออกกำลังกาย งานวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติในการทดสอบสมมติฐาน ใช้ค่าสถิติสมการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ โดยตั้งระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ Instagram และ Facebook ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ Twitter Line และ Tiktok ไม่ส่งผลต่อการความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน และในส่วนของแรงจูงใจส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงานนั้น แรงจูงใจทางด้านกายภาพ แรงจูงใจทางด้านอารมณ์และความรู้สึก และแรงจูงใจส่วนบุคคล ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ แรงจูงใจทางด้านวัฒนธรรม แรงจูงใจทางด้านสถานภาพและเกียรติภูมิ และแรงจูงใจทางด้านการพัฒนาตนเอง ไม่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน สรุปผลการวิจัย การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน ได้แก่ Instagram และ Facebook และในส่วนของแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน ได้แก่ แรงจูงใจทางด้านกายภาพ แรงจูงใจทางด้านอารมณ์และความรู้สึก และ แรงจูงใจส่วนบุคคล


อิทธิพลของฮอร์โมนบำบัดระยะยาวที่มีต่อสมรรถภาพทางกายและหน้าที่การทำงานของหลอดเลือดในหญิงข้ามเพศ, อธิวัฒน์ สายทอง Jan 2023

อิทธิพลของฮอร์โมนบำบัดระยะยาวที่มีต่อสมรรถภาพทางกายและหน้าที่การทำงานของหลอดเลือดในหญิงข้ามเพศ, อธิวัฒน์ สายทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกาย ความสามารถทางการกีฬา และหน้าที่การทำงานของหลอดเลือดระหว่างหญิงข้ามเพศ เพศชายโดยกำเนิด และเพศหญิงโดยกำเนิด กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วยหญิงข้ามเพศที่ได้รับฮอร์โมนบำบัดแต่ไม่ได้ตัดอัณฑะจำนวน ช่วงอายุ 27±4 ปี 15 คน หญิงข้ามเพศที่ได้รับฮอร์โมนบำบัดและตัดอัณฑะ ช่วงอายุ 30±4 จำนวน 15 คน ปี เพศชายโดยกำเนิด ช่วงอายุ 28±5 จำนวน 15 คน และเพศหญิงโดยกำเนิด ช่วงอายุ 29±5 จำนวน 15 คน โดยจับคู่ระหว่างกลุ่มให้มีความใกล้เคียงกันด้วยอายุและระดับกิจกรรมทางกาย และทำการวัดตัวแปรด้านสารชีวเคมีในเลือด องค์ประกอบของร่างกาย สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับทักษะ และโครงสร้างและหน้าที่การทำงานของหลอดเลือด ผลการศึกษา พบว่า ส่วนสูง น้ำหนัก และมวลกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายของหญิงข้ามเพศมากกว่าเพศหญิงโดยกำเนิด แต่น้อยกว่าเพศชายโดยกำเนิดอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 เทสโทสเตอโรนในเลือดมีระดับลดลง ในขณะที่อีตราไดออลมีระดับเพิ่มขึ้นทั้งในหญิงข้ามเพศและเพศหญิงโดยกำเนิดเมื่อเปรียบเทียบกับเพศชายโดยกำเนิดอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 แรงสูงสุดของกล้ามเนื้อเหยียดเข่าและงอเข่า รวมถึงความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดของร่างกายของเพศชายโดยกำเนิดมีค่ามากกว่าหญิงข้ามเพศและเพศหญิงโดยกำเนิด โดยที่หญิงข้ามเพศและเพศหญิงโดยกำเนิดมีค่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ความอ่อนตัวที่ทำการทดสอบด้วยท่านั่งงอตัวไปด้านหน้าไม่พบความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม ในการทดสอบสมรรถภาพทางแอนแอโรบิกด้วยวิธีของวินเกต เพศหญิงโดยกำเนิดมีค่าไม่แตกต่างกับหญิงข้ามเพศ แต่มีค่าน้อยกว่าเพศชายโดยกำเนิดอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ในส่วนของเม็ดเลือดแดง ฮีมาโทคริท ฮีโมโกลบิน และไกลโคไซเลทฮีโมโกลบินของเพศหญิงโดยกำเนิดและหญิงข้ามเพศมีระดับต่ำกว่าเพศชายโดยกำเนิด ในขณะที่น้ำตาลกลูโคสในพลาสมาช่วงอดอาหารของเพศหญิงโดยกำเนิดมีระดับต่ำกว่าเพศชายโดยกำเนิดอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ทั้งนี้ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มในการประเมินความหนาของผนังหลอดเลือดแดงแคโรทิด และความเร็วของคลื่นความดันชีพจรระหว่างข้อเท้าและต้นแขนที่เป็นการทดสอบการแข็งตัวของหลอดเลือด ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า หญิงข้ามเพศที่เปลี่ยนแปลงจากเพศชายไปเป็นเพศหญิงด้วยการใช้ฮอร์โมนบำบัดมีสมรรถภาพทางกายด้อยกว่าเพศชายโดยกำเนิด แต่ไม่แตกต่างกับเพศหญิงโดยกำเนิด ซึ่งการศึกษาวิจัยแบบภาคตัดขวางครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าหญิงข้ามเพศที่ใช้ฮอร์โมนบำบัดระยะยาวไม่ปรากฏข้อได้เปรียบเชิงสมรรถภาพของเพศชายตามเพศกำเนิดของตนแล้ว


Prevalence And Genetic Characterization Of Porcine Circoviruses In Thai Swine Farms During 2019-2020, Chaitawat Sirisereewan Jan 2023

Prevalence And Genetic Characterization Of Porcine Circoviruses In Thai Swine Farms During 2019-2020, Chaitawat Sirisereewan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

To date, porcine circoviruses (PCVs), particularly PCV2 and PCV3, have been identified globally, while PCV4 is mainly found in Asia. This study aimed to investigate the prevalence and genetic characterization of PCVs in Thai swine farms during 2019-2020. Results showed PCV2 is the predominant species, followed by PCV3 and PCV4. For genetic analysis, the dominant novel PCV2d cluster with amino acid mutation (133HDAM136) in ORF2 was found in Thai swine farms that had not been detected in Thailand before. Moreover, inter-genotypic recombinant PCV2b/d was first identified in Thailand. The genetic analysis of PCV3 showed that PCV3 was grouped into PCV3a …