Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 511 - 540 of 2807

Full-Text Articles in Entire DC Network

Practical Implementation Of Oscillation Source Detection Using Dissipating Energy Flow Method, Thanapon Jongjarussang Jan 2023

Practical Implementation Of Oscillation Source Detection Using Dissipating Energy Flow Method, Thanapon Jongjarussang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Power grid oscillation with poorly damped performance is a growing problem. The oscillation source needs to be quickly and precisely identified in order to mitigate the oscillation issues to prevent any detrimental conditions that may arise. An incoming of synchrophasor technology enables the use of dissipating energy flow (DEF) method to practically identify the oscillation source. This research thesis aims at validating the DEF-based method and then developing an application tool to identify the oscillation source in a practical power grid. The DEF method was validated through various simulated oscillation cases based on IEEE 39-bus system leading to a promising …


การพัฒนาขั้นตอนวิธีสำหรับการจับคู่ชื่อสินค้าที่มีรูปแบบการตั้งชื่อที่หลากหลายโดยใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติ, สหฤษฎ์ เจียมสกุล Jan 2023

การพัฒนาขั้นตอนวิธีสำหรับการจับคู่ชื่อสินค้าที่มีรูปแบบการตั้งชื่อที่หลากหลายโดยใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติ, สหฤษฎ์ เจียมสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในขอบเขตของการซื้อขายสินค้าระหว่างองค์กร ความท้าทายที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อต้องจับคู่คำสั่งซื้อของลูกค้ากับชื่อสินค้าในฐานข้อมูล ซึ่งชื่อสินค้าเหล่านี้มีรูปแบบการตั้งชื่อที่หลากหลาย วิทยานิพนธ์นี้จะกล่าวถึงความซับซ้อนของการจับคู่ชื่อสินค้าภายในบริษัท เจนบรรเจิด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในการขายสินค้าสำหรับธุรกิจบริการ ปัจจุบันวิธีการที่ใช้แก้ปัญหานี้คือการใช้พนักงานเปรียบเทียบคำสั่งซื้อของลูกค้ากับชื่อสินค้าในฐานข้อมูลทีละรายการ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สิ้นเปลืองแรงงานและเวลาเป็นอย่างมาก วิทยานิพนธ์นี้จึงนำเสนอการใช้เทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยเริ่มจากการใช้ Pointwise Mutual Information (PMI) ในการคัดเลือกคำสำคัญในพจนานุกรมแบบกำหนดเอง เพื่อการตัดคำภาษาไทยที่เหมาะสมกับชุดข้อมูล จากนั้นนำระบบตัดคำที่ปรับปรุงแล้วมาใช้ในการออกแบบขั้นตอนวิธีสำหรับการสกัดคำหลัก รวมถึงการใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความหมายแฝง (LSA) เพื่อค้นหาคำที่คล้ายกับคำค้นหา สุดท้ายจึงนำส่วนต่างๆ มารวมเข้ากับการใช้เทคนิคการจับคู่ข้อความโดยประมาณ จนเกิดเป็นขั้นตอนวิธีสำหรับจับคู่รายชื่อสินค้า ขั้นตอนวิธีที่นำเสนอสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีความแม่นยำในการระบุผลลัพธ์มากถึง 93.80% และมีความครอบคลุมมากถึง 91.67% ในการทดสอบจับคู่กับชุดตัวอย่างคำสั่งซื้อจริงจากลูกค้า


เอไอสำหรับการแนะนำรหัสบัญชีสมุดแยกประเภททั่วไป, ปกรณ์ โคตรภูชัย Jan 2023

เอไอสำหรับการแนะนำรหัสบัญชีสมุดแยกประเภททั่วไป, ปกรณ์ โคตรภูชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เทคโนโลยีเอไอช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถคงความเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งในโลกปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง ขณะเดียวกันการทำบัญชีก็มีบทบาทสำคัญที่ทำให้การบริหารการเงินของธุรกิจประสบความสำเร็จ การทำบัญชีเกี่ยวข้องกับการบันทึกธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น และเลือกรหัสบัญชีที่ถูกต้องในการบันทึกบัญชี การใส่ค่ารหัสบัญชีด้วยมืออาจก่อให้เกิดความผิดพลาดและสูญเสียทรัพยากรของบริษัท ขณะที่การใส่ค่ารหัสบัญชีที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การตัดสินใจทางธุรกิจดียิ่งชึ้นและทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว การแนะนำรหัสบัญชีอัตโนมัติด้วยเอไอสามารถช่วยประหยัดเวลา เพิ่มผลิตภาพและคุณภาพของผลลัพธ์ จากการลดความผิดพลาดของมนุษย์ งานวิจัยนี้จึงนำเสนอแนวทางระบบที่พัฒนาด้วยเอไอเพื่อแนะนำรหัสบัญชีในการทำบัญชีแบบรายการคู่ การประมวลผลภาษาธรรมชาติถูกนำมาใช้เป็นหลักในขั้นตอนการเตรียมข้อมูลเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผล และดึงความหมายจากข้อมูลที่เป็นข้อความได้ แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องได้ถูกสร้างขึ้นจากอัลกอริทึม คาร์ต, ป่าสุ่ม, และมัลติเลเยอร์ เพอร์เซปทรอน ผลการทดลองรายงานว่าแบบจำลองป่าสุ่มที่ใช้วิธีแทนค่าข้อความด้วยวิธีถุงคำ ให้ค่าความแม่นยำสูงสุดที่ 84.91% ซึ่งอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในมุมของการบัญชี


A Scoping Review Of Disease Modeling Approaches In Estimating Snakebite Burden, Ahmed Adamu Gololo Jan 2023

A Scoping Review Of Disease Modeling Approaches In Estimating Snakebite Burden, Ahmed Adamu Gololo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Epidemiological modeling studies in snakebite envenoming research are evolving. Their techniques can be essential in filling the knowledge gap needed to attain the World Health Organization’s goal of halving the burden of snakebite envenoming by complementing the current data scarcity. Hence, there is a need for a scoping review to summarize epidemiological models used in estimating the burden of snakebite envenoming. Methods: We conducted a scoping review by searching PubMed, EMBASE, and Scopus to identify articles reporting epidemiological models in snakebite envenoming from database inception to 31st December 2023. The study protocol was registered with Open Science Framework (https://osf.io/u6cyh/). …


พลังความมหาศาล, สิริยา จิตพิมลมาศ Jan 2023

พลังความมหาศาล, สิริยา จิตพิมลมาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พลังความมหาศาล เป็นศิลปะวิดีทัศน์จัดวางที่นำมโนทัศน์ความงามอันหาที่เปรียบมิได้ของอิมมานูเอล ค้านท์ มาสร้างประสบการณ์เชิงสุนทรียศาสตร์ผ่านวัตถุศิลปะ โดยนำเสนอปรากฏการณ์ธรรมชาติผ่านหน้าจอ Cycloramic ขนาด 14 x 5 เมตร ด้วยเทคนิค Video Projection วิดีทัศน์เป็นภาพซูมช้า ๆ เข้าสู่ใจกลางพายุสายฟ้าที่ดำเนินไปเรื่อย ๆ สู่ความอนันตภาพ โดยมีความน่าสะพรึงกลัวของสายฟ้า พลังพสุธากัมปนาท และบรรยากาศเสียงสายลมพายุ ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเผชิญหน้ากับพายุบนยอดอาคารสูงระฟ้าประสบการณ์เหล่านี้ได้เผยออกให้เห็นความไร้ขอบเขตและความกว้างใหญ่ไพศาล ในขณะที่ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวถูกปกคลุมด้วยพลังของธรรมชาติที่มีอำนาจเหนือกว่า ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากความประหวั่นพรั่นพรึงและความวิตกกังวลต่อพลังการทำลายล้างอันมหาศาล สภาวการณ์ที่ความงามอันหาที่เปรียบมิได้ที่ปรากฏขึ้นนี้ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์เชิงเสมือนจริง และประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ขึ้น ในขณะที่ความรู้สึกรื่นรมย์ต่อสภาวการณ์ดังกล่าวก็ปรากฏให้เห็นในงานศิลปะ และจินตนาการที่เป็นอิสระไร้ขอบเขต


กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน, ณัฐพัฒฐ์ มุกดา Jan 2023

กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน, ณัฐพัฒฐ์ มุกดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ ของไพร-ไคเรน กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เลือกโดยใช้การเลือกแบบเจาะจง จำนวน 35 คน ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดสมรรถนะการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และแบบสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าทีแบบ t-test dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี-ไคเรน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นดึงความรู้และประสบการณ์เดิม 2) ขั้นสังเกตหาข้อคาดการณ์ 3) ขั้นจัดโครงสร้าง 4) ขั้นนำไปใช้ และ 5) ขั้นขยายความคิด 2. การศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน พบว่า 1) สมรรถนะการสร้างแบบจำลองของนักเรียนที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะการสร้างแบบจำลอง ตามทฤษฎีการพัฒนาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของไพรี ไคเรน มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลงของสมรรถนะการสร้างแบบจำลองทั้งในภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบของสมรรถนะการสร้างแบบจำลองไปในทิศทางที่ดีขึ้น


การพัฒนาบอร์ดเกมชีววิทยาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พีรวิชญ์ กันนา Jan 2023

การพัฒนาบอร์ดเกมชีววิทยาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พีรวิชญ์ กันนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิจัยและพัฒนาบอร์ดเกมชีววิทยาเรื่อง ระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างในการวิจัยนี้ ได้แก่ 1) ครูมัธยมศึกษาตอนปลายผู้สอนชีววิทยา จำนวนทั้งสิ้น 108 คน 2) นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกรุงเทพมหานคร จำนวน 50 คน และ 3) ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเนื้อหาและการออกแบบจำนวน 9 ท่าน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการในการนำไปใช้ฯ แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบทดสอบความสามารถในการคิดอย่างอย่างมีวิจารณญาณ และแบบรายงานการตัดสินใจภายในเกม วิเคราะห์ผลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกันด้วยสถิติทดสอบทีและวิเคราะห์เนื้อหาแบบรายงานการตัดสินใจภายในเกม โดยผลการวิจัยมีดังนี้ 1. ครูชีววิทยาส่วนใหญ่มีความเห็นว่าโรงเรียนมีความพร้อมด้านสถานที่และเวลาในการจัดกิจกรรมอยู่ในระดับมาก และให้ความสำคัญในการพัฒนาต่อความสามารถในการตัดสินใจสูงที่สุด 2. บอร์ดเกมชีววิทยาเรื่อง ระบบภูมิคุ้มกัน เป็นบอร์ดเกมรูปแบบนิรนัยและโน้มน้าวใจ โดยมีองค์ประกอบสำคัญ คือ บทบาทของผู้เล่น สถานการณ์ภายในเกม การให้ข้อมูลป้อนกลับและการสรุปผล 3. คะแนนความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนภายหลังใช้บอร์ดเกมชีววิทยาสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น .01 โดยนักเรียนสามารถระบุข้อมูลสำคัญ ลงข้อสรุปได้ในหลายกรณีและตัดสินใจพร้อมทั้งอธิบายเหตุผลได้อย่างสมเหตุสมผล


พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม Jan 2023

พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการฟื้นพลังทางดิจิทัล กรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลนักเรียน 2) สำรวจสภาพพฤติกรรมของครูในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียนและระดับครูที่มีต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,089 คน และครู จำนวน 43 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามภูมิภาคและขนาดโรงเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติการวัดเชิงจิตมิติทางด้านความตรงและความเที่ยง ข้อคำถามในงานวิจัยนี้มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (I-CVI) ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 และมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเชิงโครงสร้าง (S-CVI) เท่ากับ 0.83 ค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach’s Alpha ของแต่ละตัวบ่งชี้มีค่าตั้งแต่ 0.610 ถึง 0.865 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม R และ Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square (121) = 318.904, p < .001, RMSEA = 0.039, CFI = 0.985, TLI = 0.978, SRMRW = 0.018, SRMRB = 0.079, AIC = 18935.931, BIC = 19395.289) โดยมีรายละเอียดผลการวิจัยดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียน แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลและการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DRS = .548, p < .001; BDGM->DSE = .902, p < .001) ในขณะที่การรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDSE->DRS = .399, p = .005) นอกจากนี้ยังพบว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลผ่านการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DSE->DRS = .360, p = .005) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .908 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับครู แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B TSC->DSE = .657, p < .001) รวมถึงมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DRS = .811, p < .001) นอกจากนี้ยังอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนผ่านการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DSE->DRS = .085, p < .001) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .896 ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้นักเรียนมีการฟื้นพลังทางดิจิทัลต้องเริ่มส่งเสริมจากการสร้างกรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลให้เกิดขึ้นกับนักเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าครูที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอีกด้วย


การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านสภาพภูมิอากาศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, ธีร์จุฑา กองสิงห์ Jan 2023

การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านสภาพภูมิอากาศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, ธีร์จุฑา กองสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) เพื่อประเมินคุณภาพของหลักสูตร งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยและพัฒนา ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยายและเชิงทดลอง ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ 1) ผู้ให้สัมภาษณ์ในด้านการจัดการเรียนรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือสิ่งแวดล้อมศึกษา จำนวน 6 ท่าน 2) นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตร 2) แบบประเมินเอกสารหลักสูตร และแบบประเมินเอกสารประกอบหลักสูตร 3) แบบประเมินผลงานนักเรียน และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อหลักสูตรการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลการวิจัย พบว่า 1. ลักษณะสำคัญที่ควรมีในหลักสูตร ได้แก่ 1) ด้านเนื้อหาทางเศรษฐกิจ สังคม ความเป็นพลเมืองโลก การปรับตัว บรรเทา และรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) การจัดการเรียนรู้ใช้รูปแบบสถานการณ์เป็นฐาน ปัญหาเป็นฐาน 3) นำบริบทของนักเรียนในแต่ละพื้นที่มาปรับใช้ในการจัดการเรียนรู้ 2. หลักสูตรประกอบด้วย 4 หน่วยการเรียนรู้ ผลประเมินองค์ประกอบหลักสูตรมีความเหมาะสมมาก (M = 2.7, SD = 0.29) และผลประเมินเอกสารประกอบหลักสูตรในหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 มีความเหมาะสมปานกลาง (M = 2.47, SD = 0.29) หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 มีความเหมาะสมปานกลาง (M = 2.37, SD = 0.22) หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 มีความเหมาะสมมาก (M = 2.67, SD = 0.21) และหน่วยการเรียนรู้ที่ 4 มีความเหมาะสมมาก (M = 2.62, SD = 0.34) 3. ผลการประเมินคุณภาพหลักสูตร ผู้วิจัยพิจารณาผลการนำหลักสูตรไปใช้จริงกับตัวอย่างวิจัย พบว่ามีนักเรียนร้อยละ …


การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์ Jan 2023

การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ 2) เพื่อทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) เพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นตามกลุ่มสถาบันในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาพยาบาล จำนวน 235 คน จากวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ แบบประเมินตนเองของนักศึกษาพยาบาลต่อสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ในโมเดลด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด จากโปรแกรม LISREL 8.72 1. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 12 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 1 ความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ องค์ประกอบที่ 2 ความสามารถในการให้การพยาบาล แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ความสามารถด้านการพยาบาล ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปฏิบัติการพยาบาลด้วยหลักจริยธรรม องค์ประกอบที่ 3 ความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การมีเจตคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีการตัดสินใจและปฏิบัติในสิ่งที่เหมาะสม และฝึกทักษะและพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุและครอบครัวในการดูแลตนเอง องค์ประกอบที่ 4 ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การจัดกิจกรรมส่งเสริมให้กับผู้สูงอายุ ทักษะการให้คำปรึกษาทางสุขภาพ และทักษะการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพและป้องกันโรค 2. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2(29)=37.94, p=.124, RMSEA=.036, CFI=.999, NFI=.995, NNFI=.997) โดยความสามารถในการให้การพยาบาลมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูงที่สุด (B=.996) รองลงมาคือความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ (B=.954) ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (B=.944) และความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ (B=.862) ตามลำดับ 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุของนักศึกษาพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าโมเดลไม่แปรเปลี่ยนตามสังกัดทั้งในรูปแบบและน้ำหนักองค์ประกอบ แต่พบว่าเมริกซ์ความแปรปรวน-ความแปรปรวนร่วมของพารามิเตอร์ความคลาดเคลื่อนจากการวัดแปรเปลี่ยนตามสังกัด


รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, จิรภัทร เอี่ยมเจริญลาภ Jan 2023

รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, จิรภัทร เอี่ยมเจริญลาภ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2) เพื่อพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาสภาพและความต้องการการใช้แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิตจำนวนทั้งหมด 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ แบบสอบถามสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ กลุ่มตัวอย่างในการพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนการสร้างสรรค์ผลงาน จำนวน 3 ท่าน ด้านหลักสูตรและการสอน จำนวน 2 ท่าน ด้านเทคโนโลยีการศึกษาจำนวน 2 ท่าน รวมจำนวน 7 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ และ 2) แบบประเมินรับรองรูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ และกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 52 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ 1) แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ 2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) คำถามนำสำหรับการสะท้อนคิด 4) แบบประเมินการสร้างสรรค์ผลงาน และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ ผู้วิจัยกำหนดเวลาในการทดลอง 5 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way Repeated Measure ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. การศึกษาสภาพและความต้องการการใช้แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต พบว่า ความต้องการจำเป็นในการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เมื่อนำมาจัดลำดับความต้องการจำเป็น คือ ด้านที่ 1 ด้านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และ ด้านที่ 2 ด้านการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมผลงานในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ 2. รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ผู้สอน 2) ผู้เรียน 3) กิจกรรมการเรียนรู้ 4) แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ และ 5) การประเมินผล …


แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร Jan 2023

แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ 2) เพื่อศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธีประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม จากกลุ่มเป้าหมาย ครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 จำนวน 445 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบสองขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 ที่ให้ข้อมูลจำนวน 10 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ความตระหนักรู้และยอมรับในอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง 2) การประเมินตนเองตามเพศวิถี 3) ความเชื่อมั่นในตนเองและการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและครอบครัว 2. ผลการศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ของทั้ง 4 องค์ประกอบ และศึกษาใน 3 ด้าน คือ 1) ด้านเนื้อหาสาระ 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติของทั้ง 4 ประกอบและในแต่ละด้าน อยู่ที่ระดับการปฏิบัติค่อนข้างมาก ยกเว้นในระดับรายข้อที่พบระดับการปฏิบัติค่อนข้างน้อย คือ การกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับเพศกำเนิด ในองค์ประกอบที่ 1 ด้านเนื้อหาสาระ เนื่องจากพบว่ามีการจัดการเรียนการสอนเฉพาะในรายวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา 3. แนวทางการจัดการเรียนการสอน 1) ด้านเนื้อหาสาระ ควรกำหนดเนื้อหาสาระครอบคลุมตัวบ่งชี้ของทั้ง 4 องค์ประกอบ โดยสอดแทรกเนื้อหาสาระตามตัวชี้วัดที่ปรากฎในหลักสูตรปัจจุบันทุกกลุ่มสาระรายวิชาในลักษณะบูรณาการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ ครูควรใช้วิธีอภิปรายกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการตั้งคำถาม สืบค้น สะท้อนกลับ ตระหนักถึงการแสดงออกทางเพศสภาวะ และการประยุกต์ใช้ความรู้ให้เหมาะสมกับประสบการณ์ของแต่ละคน และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ควรจัดสภาพแวดล้อมครอบคลุมทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยา


การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาด้วยวิธีการตั้งคำถามตนเองร่วมกับเทคนิคเควสชั่นฟอมูเลชั่น, ปนัดดา ศรีประทุมรักษ์ Jan 2023

การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาด้วยวิธีการตั้งคำถามตนเองร่วมกับเทคนิคเควสชั่นฟอมูเลชั่น, ปนัดดา ศรีประทุมรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์พัฒนาการอ่านโดยเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนประถมศึกษาก่อนและหลังทดลอง ภายหลังจากการเรียนรู้ด้วยวิธีการตั้งคำถามตนเองร่วมกับเทคนิคเควสชันฟอมูเลชั่น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนเอกชน ปีการศึกษา 2566 จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบไปด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการอ่านด้วยการตั้งคำถามตนเองร่วมกับเทคนิคเควสชันฟอมูเลชั่นเรื่องการอ่านเพื่อความเข้าใจ จากการให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน หาค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 2) แบบทดสอบเกี่ยวกับการอ่านเพื่อความจากการให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน หาค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.67 วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x ̅) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนการอ่านเพื่อความเข้าใจทั้ง 4 ระดับ ได้แก่ ระดับการอ่านตามตัวอักษร ระดับการอ่านตีความ ระดับวิจารณญาณ และระดับการนำไปใช้หรือการประยุกต์ใช้ โดยการทดสอบค่า t ของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยรวมของการอ่านเพื่อความเข้าใจ และคะแนนเฉลี่ยของคะแนนการอ่านเพื่อความเข้าใจ ประกอบด้วย ระดับการอ่านตามตัวอักษร ระดับการอ่านตีความ ระดับวิจารณญาณ หลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนเฉลี่ยระดับการนำไปใช้หรือการประยุกต์ใช้หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างไม่มีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ Core ที่มีต่อความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ภัทราวดี เพิ่มประยูร Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ Core ที่มีต่อความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ภัทราวดี เพิ่มประยูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์การวิจัยนี้ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 60 และ 4) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE ระหว่างเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 35 คน ใช้เวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 12 คาบเรียน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียน แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ฉบับก่อนและหลังเรียน และใบกิจกรรมความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ระหว่างเรียน มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนที่เรียนรู้จากการใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE มีความรู้เชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE มีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ CORE มีพัฒนาการที่ดีขึ้น


รูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิทยานนท์ ขาวสังข์ Jan 2023

รูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิทยานนท์ ขาวสังข์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือการจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) เปรียบเทียบผลการใช้รูปแบบการสอนฯ และ 3) วิเคราะห์ระดับพัฒนาการทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนหลังจากการเรียนด้วยเครื่องมือการจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวในรูปแบบการสอนโดยใช้วิธีแก้ปัญหาร่วมกับเทคนิคแบบทีม คู่ เดี่ยว ตัวอย่างการวิจัยคือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนในรายวิชาสมองกลฝังตัว จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัยได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนเทคโนโลยี 2) รูปแบบการสอนฯ 3) แผนการจัดกิจกรรมเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนฯ 4) แบบวัดการคิดเชิงคำนวณ 5) แบบสังเกตการคิดเชิงคำนวณของนักเรียน วิเคราะห์ผลข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติบรรยายและการวิเคราะห์ Wilcoxon Signed Ranks Test วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการสอนฯ มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบการสอน 2) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 4) แนวทางการวัดและประเมินผล ผลการตรวจสอบคุณภาพ พบว่า รูปแบบการสอนฯ มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ที่กำหนด อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย (x̄) = 4.49 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.52 แสดงว่ารูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและสามารถนำไปทดลองใช้ได้ 2. นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนฯ โดยรวมมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ 3. คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์เฉลี่ยการคิดเชิงคำนวณของนักเรียน เท่ากับ 9.00 ซึ่งมีพัฒนาการอยู่ในระดับต้น


ความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์และการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง, อภินันท์ โพธิ์แก้ว Jan 2023

ความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์และการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง, อภินันท์ โพธิ์แก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็ม 2) ศึกษาระดับความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน 3) ศึกษาลักษณะการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน 4) เปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็ม 5) ศึกษาระดับความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ และ 6) ศึกษาลักษณะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 14 โรงเรียน จำแนกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 414 คน เพื่อศึกษาความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง และกลุ่มที่ 2 จำนวน 398 คน เพื่อศึกษาความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง ตามลำดับ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ แบบสัมภาษณ์ลักษณะการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ และแบบสัมภาษณ์ลักษณะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ความถี่และสถิติร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำมากที่สุด โดยมีระดับความสามารถ 4 ระดับ คือ ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ พอใช้ ดี และดีมาก 3) นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับดีมากและระดับดีสามารถใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในการแสดงหรืออธิบายข้อมูลในชีวิตจริง และแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ชัดเจน ในขณะที่นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับพอใช้และระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ สามารถใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในการแสดงหรืออธิบายข้อมูลในชีวิตจริงได้แต่ไม่ชัดเจน และไม่สามารถสร้างตัวแทนทางคณิตศาสตร์เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาได้ 4) นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำมากที่สุด โดยมีระดับความสามารถ 4 ระดับ คือ ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ พอใช้ ดี และดีมาก และ 6) นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับดีมากและระดับดีสามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในชีวิตจริงได้ถูกต้องชัดเจน และสามารถหาข้อสรุปของความสัมพันธ์ในชีวิตจริงได้อย่างสมเหตุสมผล ในขณะที่นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับพอใช้และระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ สามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในชีวิตจริงได้ถูกต้องเพียงบางส่วนหรือไม่ถูกต้อง แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปของความสัมพันธ์ในชีวิตจริงได้อย่างสมเหตุสมผล


ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนประถมศึกษา, ธมลวรรณ กานต์กิตติธร Jan 2023

ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนประถมศึกษา, ธมลวรรณ กานต์กิตติธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในสังคมปัจจุบัน เด็กยังต้องได้รับการพัฒนาในเรื่องความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนสามารถพัฒนาการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนได้ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานกับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามปกติ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/9 จำนวน 31 คน และมีกลุ่มควบคุมเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/10 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการสอนวิชาสังคมศึกษาที่มีการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 2) แผนการสอนวิชาสังคมศึกษาแบบปกติ 3) แบบวัดการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 4) แบบสังเกตการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียน 5) แบบสัมภาษณ์นักเรียน ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลและทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการคำนวณหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียน โดยใช้สถิติวิเคราะห์ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (คะแนนเฉลี่ย=36.55) สูงกว่าก่อนเรียน (คะแนนเฉลี่ย=32.90) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p=.017) 2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (คะแนนเฉลี่ย=36.55) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (คะแนนเฉลี่ย=33.47) อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=1.361, p=.179)


การตรวจจับมะม่วงและนับผลผลิตด้วยการเรียนรู้เชิงลึก, อภิศักดิ์ จันทร์ดา Jan 2023

การตรวจจับมะม่วงและนับผลผลิตด้วยการเรียนรู้เชิงลึก, อภิศักดิ์ จันทร์ดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มะม่วงเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย จึงมีความต้องการคาดการณ์ผลผลิตเพื่อวางแผนขั้นตอนการเก็บเกี่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้ ได้นำเสนอการตรวจจับผลมะม่วงบนลำต้นด้วยโมเดลการเรียนรู้เชิงลึก Mask R-CNN โดยใช้โครงข่ายแบบ RestNext-101-32x8d สำหรับสกัดคุณลักษณะ ทั้งได้พัฒนาการเพิ่มความหลากหลายของข้อมูลในการเรียนรู้โมเดลการลบวัตถุด้วยการบดบังบางส่วน Random Erasing with Partial Occlusion เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแก้ไขปัญหาการบดบังของวัตถุ โดยมีผลลัพธ์การตรวจจับ [email protected] ที่ 0.879, Precision ที่ 0.944, Recall ที่ 0.790 และ F1-score ที่ 0.860 โดยมีค่า Precision, Recall, F1-score เพิ่มขึ้น 0.022, 0.004 และ 0.011 ตามลำดับ เนื่องจากโมเดลตรวจจับไม่สามารถที่จะคาดการณ์ผลผลิตได้ทั้งหมด พบว่าผลมะม่วงไม่ได้แสดงออกภายนอกต้นทั้งหมด มีจำนวนผลมะม่วงที่อยู่ภายในลำต้นจำนวนมาก งานวิจัยนี้ได้นำเสนอ การคาดการณ์ผลผลิตที่ได้ผลลัพธ์จากการตรวจจับผลมะม่วง ด้วยโมเดลการถดถอย ซึ่งวิเคราะห์การถดถอยของข้อมูลที่บันทึกได้จากการนับจริงบนลำต้น เทียบผลลัพธ์การนับจากโมเดลการตรวจจับ จากผลการทดลองดีที่สุด ผลลัพธ์การนับจากโมเดลตรวจจับ ของภาพถ่ายลำต้นมะม่วงในระดับสายตา ลักษณะเห็นทั้งต้นแบบ 2 ด้าน โดยการใช้ฟังก์ชันการถดถอยแบบพหุนามดีกรีสี่ และการประมาณค่าพารามิเตอร์แบบแกร่งด้วยฟังก์ชัน Huber ได้ผลลัพธ์ค่าเฉลี่ยของค่าสัมบูรณ์เปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อน (MAPE) ที่ 25.04% ต่อต้น ค่าเฉลี่ยผลต่างสัมบูรณ์ (MAE) ที่ 5.52 ผลต่อต้น จากการพัฒนา สามารถนำระบบปรับใช้งานกับสถานการณ์จริง เพื่อคาดการณ์ผลผลิตมะม่วงบนลำต้นได้


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของคลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์, ศุภรา จิตนิยมศิลป์ Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของคลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์, ศุภรา จิตนิยมศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แพทย์แผนไทยประยุกต์เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่เริ่มได้รับความสนใจ และนิยมมากขึ้น คลินิกแพทย์แผนไทยจึงเป็นธุรกิจที่เริ่มมีจำนวนมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งทำให้การแข่งขันในตลาดนี้เพิ่มสูงขึ้นด้วย การให้บริการของคลินิกจึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความประทับใจให้กับผู้ป่วย และตัดสินใจกลับมาใช้บริการอีกครั้ง และเพื่อนำเสนอแนวทางในการนำเทคโนโลยีมายกระดับการให้บริการของผู้ป่วย โดยการออกแบบต้นแบบของเว็บแอปพลิเคชันที่ช่วยสนับสนุนในการดำเนินธุรกิจคลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ให้สามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล โครงการนี้ได้นำหลักการคิดเชิงออกแบบมาใช้วิเคราะห์ และออกแบบต้นแบบของระบบผ่านการทำความเข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ได้ระบบที่สามารถแก้ไขปัญหาของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังนำระบบแนะนำมาใช้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้นในด้านการค้นหาสื่อและ ยาและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และเกมิฟิเคชันเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ และแรงจูงใจในการใช้งาน ต้นแบบที่ได้รับจากการพัฒนาโครงการนี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับธุรกิจคลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ เพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการดำเนินงานของธุรกิจ สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน กระบวนการมีความทันสมัย และเข้าถึงผู้ป่วยได้มากขึ้น


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจค้าปลีกกระเบื้อง, ภควดี ขุนโยธา Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจค้าปลีกกระเบื้อง, ภควดี ขุนโยธา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันการซื้อขายสินค้าและบริการได้เปลี่ยนไปเนื่องจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคนั้นมีการใช้ชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้นแต่ยังต้องการความสะดวกสบาย สามารถค้นหาและได้รับข้อมูลที่รวดเร็วและถูกต้อง ดังนั้นการซื้อขายผ่านทางช่องทางออนไลน์จึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เนื่องจากการเติบโตของการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มีบทบาทที่สำคัญมากขึ้นสำหรับหลายองค์กร การจัดทำเว็บแอปพลิเคชันขององค์กรเองเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดธุรกิจออนไลน์ได้ การมีเว็บแอปพลิเคชันสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ขององค์กรและเป็นช่องทางการขายที่สำคัญซึ่งสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการขายและสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ลูกค้าได้อย่างมากขึ้น ระบบต้นแบบที่ได้จากการพัฒนาของโครงการนี้สามารถช่วยให้การดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีกกระเบื้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานในธุรกิจ อีกทั้งยังปรับภาพลักษณ์ขององค์กรให้มีความทันสมัย มีความน่าเชื่อถือ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจ รวมไปถึงการเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายและมากยิ่งขึ้น


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจตรวจสอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ, อินทุอร ภัทรกิจนิธิกุล Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจตรวจสอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ, อินทุอร ภัทรกิจนิธิกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันอุตสาหกรรมการเงินในประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจและให้บริการทางการเงิน อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมการเงินอาจทำให้เกิดความเสี่ยงทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ซึ่งสามารถกระทบต่อภาคอุสาหกรรมการเงินและความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการได้ สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการตรวจสอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในอุตสาหกรรมการเงิน เพื่อเสนอแนวทางในการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับกระบวนการตรวจสอบสำหรับผู้ให้บริการทางการเงิน โดยออกแบบและพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบของธุรกิจตรวจสอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โครงการพิเศษนี้ใช้หลักการคิดเชิงออกแบบในการวิเคราะห์และออกแบบระบบ ให้ความสำคัญในการเข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นในการสร้างระบบที่สามารถแก้ไขปัญหาของผู้ใช้งานได้อย่างตรงจุด ระบบต้นแบบที่ได้จากการพัฒนาโครงการนี้จะเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจตรวจสอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจด้วยเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันในอุตสาหกรรมการเงินในประเทศไทย


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจนายหน้าศุลกากร, วิชมล อุดมฤทธาวุธ Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจนายหน้าศุลกากร, วิชมล อุดมฤทธาวุธ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาคอุตสาหกรรมการนำเข้า-ส่งออก มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในด้านการค้าระหว่างประเทศ ตัวแปรที่สำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมนี้เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางด้านโลจิสติกส์ คือ ธุรกิจนายหน้าศุลกากรมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ซึ่งจะทำหน้าที่ดำเนินการพิธีการศุลกากรแทนผู้ประกอบการหรือเจ้าของสินค้า ในปัจจุบันพบว่าธุรกิจนายหน้าศุลกากร มีการแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากมีจำนวนบริษัทนายหน้าศุลกากร เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะหลายปีที่ผ่านมา จึงได้เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นและโอกาสในทางเดียวกัน สิ่งสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจนี้ คือ การส่งมอบสินค้ารวดเร็ว ซึ่งต้องเกิดจากการจัดการและการดำเนินงานเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการการคิดเชิงออกแบบพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของนายหน้าศุลกากร นำหลักการการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และแนวคิดเกี่ยวกับการประยุกต์เทคโนโลยีการรู้จำอักขระด้วยแสง (Optical Character Recognition หรือ OCR) ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบ เพื่อที่สามารถนำผลของการออกแบบระบบต้นแบบไปพัฒนาเป็นเว็บแอปพลิเคชันได้ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานภายในบริษัท และตอบสนองความต้องการของธุรกิจและกลุ่มผู้ใช้งานทุกกลุ่ม สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาด ระบบต้นแบบของโครงการการคิดเชิงออกแบบพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของนายหน้าศุลกากรสามารถเป็นระบบที่ถูกนำไปพัฒนาและใช้งานได้จริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจในด้านการดำเนินงาน และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้จริง


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจฟูดทรัก, ปัณณธร คุ้มครองธรรม Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจฟูดทรัก, ปัณณธร คุ้มครองธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ธุรกิจฟูดทรักในปัจจุบันการดำเนินงานต่าง ๆ ของผู้ประกอบการหรือกลุ่มรถฟูดทรักได้รับความนิยม มีการเข้ามาเริ่มดำเนินการเป็นผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น เพราะสามารถดำเนินงานโดยใช้เงินลงทุนไม่มากนัก พร้อมทั้งยังมีช่องทางประชาสัมพันธ์โดยอาศัยโซเชียลมีเดียที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างตรงเป้าหมาย นอกเหนือไปจากนั้นรถฟูดทรักยังสามารถเปลี่ยนที่หมายในการขายได้ง่าย ทำให้เกิดการเข้าถึงการจัดงานต่าง ๆ โดยใช้ฟูดทรักเริ่มมีหลากหลายมากขึ้นตั้งแต่รูปแบบการจัดงานใหญ่ ๆ ไปจนถึงงานขนาดเล็ก ๆ จำนวนคนไม่มากนัก พร้อมทั้งช่วยสร้างลูกเล่นต่าง ๆ ให้กับงานได้ดี ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการเข้าไปหาพื้นที่จอดใหม่นอกเหนือจากงานอิเวนต์ เช่น รถฟูดทรักที่ให้บริการตามหมู่บ้าน และคอนโดมิเนียม ปั๊มน้ำมัน รวมไปถึงฟูดทรักที่เป็นฟูดซัปพอร์ตในกับกลุ่มดารานักแสดงต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างไรก็ดีในปัจจุบันยังมีช่องว่างในการติดต่อสื่อสารระหว่างเจ้าของรถฟูดทรักกับผู้ที่ต้องการใช้บริการรถฟูดทรักเพื่อไปออกงานตามสถานที่ต่าง ๆ โดยรถฟูดทรักที่ต้องการไปออกงานอาจมีหลากหลายช่องทางติดต่อ ไม่มีศูนย์รวม จึงเกิดความต้องการรวบรวมเป็นศูนย์รวมแหล่งหา และการจ้างฟูดทรักไปออกงานระหว่างเจ้าของรถฟูดทรักตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่ต้องการจ้างรถฟูดทรักไปออกงานตามที่ต่าง ๆ ได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และเป็นมาตรฐานใหม่ในการจอง ระบบต้นเเบบที่ได้จากการดำเนินโครงการนี้จะช่วยให้การดำเนินงานของธุรกิจฟูดทรักเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยเว็บแอปพลิเคชันจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจเเละสะดวกสบายตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้น


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการปล่อยเช่าและเช่าห้องชุด, วรรณฑิฏา เผือกพูลผล Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการปล่อยเช่าและเช่าห้องชุด, วรรณฑิฏา เผือกพูลผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากโลกที่มีความสะดวกในการคมนาคมระหว่างประเทศมากขึ้นทำให้หลายคนได้ทำงานต่างประเทศ ซึ่งหนึ่งในประเทศที่มีคนต่างชาติเข้ามาทำงานจำนวนหนึ่ง คือ ประเทศไทย ทำให้การเช่าห้องชุดเป็นทางเลือกอันดับแรกของคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยและต้องหาที่พัก นอกจากนั้นคนไทยยุคใหม่มีแนวโน้มเปลี่ยนที่ทำงานบ่อยขึ้น ซึ่งมองว่าหากซื้อห้องชุดแล้วมีการเปลี่ยนที่ทำงาน ภาระการผ่อนชำระจะเกินความจำเป็น ทำให้แนวโน้มนักลงทุนที่เห็นโอกาสซื้อห้องชุดมาปล่อยเช่ารายเดือนมีสูงขึ้น โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการปล่อยเช่าและเช่าห้องชุด โดยนำหลักการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) การออกแบบปฏิสัมพันธ์ (Interaction Design) และเครื่องมือช่วยเขียนแผนธุรกิจแบบย่อ (Lean Canvas) มาประยุกต์เพื่อให้ธุรกิจต้นแบบสามารถนำผลการออกแบบต้นแบบพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการปล่อยเช่าและเช่าห้องชุดที่สนับสนุนกระบวนการเช่าที่สะดวก ปลอดภัย ได้ราคาเช่าที่ตรงความต้องการ สามารถทำสัญญาเช่าผ่านแพลตฟอร์มได้ในที่เดียว ทั้งสำหรับผู้ปล่อยเช่า ผู้เช่า และนายหน้า ระบบต้นแบบที่ได้จากการพัฒนาโครงการนี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการปล่อยเช่าและเช่าห้องชุด ต่อไป เพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ เพื่อตอบสนองการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกิจกรรมด้านการเช่าและปล่อยเช่าห้องชุด และสร้างโอกาสเข้าถึงผู้คนที่มองหาที่พักในประเทศไทยได้มากขึ้น


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับนักศึกษาแลกเปลี่ยนขาออกของมหาวิทยาลัย, สิษฐ์นี สนธยานานนท์ Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับนักศึกษาแลกเปลี่ยนขาออกของมหาวิทยาลัย, สิษฐ์นี สนธยานานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากโครงการดังกล่าวสามารถช่วยเสริมสร้างพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ ของนักศึกษาให้ดีขึ้น เช่น การเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม และอื่น ๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยปัจจุบันเป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงถือว่าการเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาเป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยเปิดโลกกว้างสำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่และการเสริมสร้างทักษะของนักศึกษาให้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ โครงการ “การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับนักศึกษาแลกเปลี่ยนขาออกของมหาวิทยาลัย” ได้นำหลักการคิดเชิงออกแบบมาใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบต้นแบบ ซึ่งประกอบด้วยระบบ 7 ระบบย่อย ดังนี้ ระบบวางแผนโปรแกรมการศึกษาแลกเปลี่ยน ระบบจัดแผนการลงทะเบียนเรียน ระบบประเมินและจับคู่มหาวิทยาลัย ระบบสมัครและส่งเอกสาร ระบบเทียบรายวิชา ระบบถามและตอบ และระบบจัดการข้อมูล ระบบต้นแบบที่ได้จากการพัฒนาโครงการนี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาขาออกของมหาวิทยาลัยต่อไปในอนาคต เพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการพัฒนาในการดำเนินการของโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับการนัดหมายคลินิกทันตกรรม, กัญจน์ จันทรธานีวัฒน์ Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับการนัดหมายคลินิกทันตกรรม, กัญจน์ จันทรธานีวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานทันตกรรมในปัจจุบันถือเป็นสิ่งที่จําเป็นต่อการดําเนินชีวิตของคนไทย แต่การนัดหมายระหว่างคนไข้และคลินิกทันตกรรมนั้นไม่สะดวก คลินิกทันตกรรมส่วนใหญ่ใช้วิธีการรับติดต่อทางโทรศัพท์ คลินิกทันตกรรมเองจะต้องจัดตารางเวลาของทันตแพทย์ที่ให้บริการทันตกรรมไว้ล่วงหน้า การค้นหาคลินิกทันตกรรมที่สะดวกต่อการเดินทางของคนไข้นั้นมีความยุ่งยากและไม่แน่นอนเนื่องจากไม่มีระบบค้นหาคลินิกทันตกรรมที่ดี ดังนั้นจึงนําการคิดเชิงออกแบบมาช่วยพัฒนาแอปพลิเคชันสําหรับการค้นหาและนัดหมายคลินิกทันตกรรมเพื่อช่วยสนับสนุนให้คนไข้สามารถเข้าถึงคลินิกทันตกรรมได้ดีมากยิ่งขึ้น ต้นแบบแอปพลิเคชันสําหรับการนัดหมายคลินิกทันตกรรม จึงถูกพัฒนาขึ้นโดยมีผู้ใช้บริการหลักเป็นคนไข้ ซึ่งมีทั้งคนไข้และเจ้าหน้าที่คลินิคทันตกรรมโดยมีการแบ่งเป็นระบบย่อยดังนี้ 1) ระบบค้นหาคลินิกทันตกรรม 2) ระบบนัดหมายคลินิกทันตกรรม 3) ระบบแจ้งเตือนโพรโมชัน 4) ระบบรีวิวคลินิกทันตกรรม 5) ระบบประวัติการใช้บริการ 6) ระบบลงทะเบียนผู้ใช้งาน 7) ระบบจัดการการนัดหมายทันตแพทย์ 8) ระบบจัดทำปฏิทินทันตแพทย์ 9) ระบบจัดการปฏิทินทันตแพทย์ และ 10) ระบบจัดการโพรโมชัน ระบบต้นแบบของโครงการนี้ถูกสร้างโดยใช้โปรแกรม “Figma” ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันสําหรับการนัดหมายคลินิกทันตกรรมที่นําไปใช้ได้จริง และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ทุกประเภทได้


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันของการซื้อขายหนังสือมือสอง, พรชนิตว์ ธรรมร่มดี Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันของการซื้อขายหนังสือมือสอง, พรชนิตว์ ธรรมร่มดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันสื่อดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทและทดแทนสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ แต่หนังสือเล่มก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ไม่ต่างจากในอดีต อันเนื่องมาจากประสบการณ์ที่ได้รับในขณะอ่านที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ในปัจจุบันตลาดสินค้ามือสองกำลังเติบโต อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจและกระแสความยั่งยืนที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้น จึงส่งผลให้ตลาดมือสองเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยหนังสือเป็นสินค้ามือสองประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้ใช้งานที่ต้องการซื้อและขายหนังสือโดยเฉพาะกลุ่มหนังสือมือสอง และสร้างต้นแบบของโมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้การคิดเชิงออกแบบ เพื่อให้ได้ต้นแบบของแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด โครงการพิเศษนี้นำหลักการคิดเชิงออกแบบมาใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบ ผ่านการทำความเข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ได้ระบบที่สามารถแก้ไขปัญหาของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังนำแนวคิดระบบแนะนำมาช่วยเสริมเพื่อให้ระบบแสดงข้อมูลที่เหมาะสมและตรงใจผู้ใช้งานแต่ละคนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังพัฒนาส่วนติดต่อผู้ใช้งานด้วยเครื่องมือสร้างต้นแบบและดำเนินการทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจการใช้งานระบบและได้มาซึ่งข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปพัฒนาและปรับปรุงการออกแบบระบบได้อย่างรวดเร็ว ระบบต้นแบบที่ได้จากการพัฒนาโครงการนี้จะสามารถใช้เป็นแนวทางในการนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายหนังสือมือสอง เพื่อช่วยแก้ปัญหาของกลุ่มเป้าหมายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันของธุรกิจเสริมสวยดิลิเวอรี, ชนกานต์ จินดามณี Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันของธุรกิจเสริมสวยดิลิเวอรี, ชนกานต์ จินดามณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่ความสำคัญกับภาพลักษณ์ การแต่งหน้าทำผมเป็นสิ่งหนึ่งที่เพิ่มความมั่นใจในการออกงานสังคม ธุรกิจเสริมสวยดิลิเวอรี (Beauty Delivery) หรือธุรกิจเสริมสวยนอกสถานที่ตามความต้องการของลูกค้า เป็นธุรกิจที่เกิดจากการปรับตัวตามความต้องการของลูกค้า ให้ลูกค้าสามารถได้รับบริการแต่งหน้าทำได้โดยไม่ต้องเดินทางไปยังร้านเสริมสวย อำนวยความสะดวกแก่ลูกค้ามากขึ้น ให้บริการที่มีคุณภาพ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าในการออกงานสังคมวันพิเศษที่ต้องการความมั่นใจเป็นพิเศษ จากพฤติกรรมของคนทั้งสองกลุ่มทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจที่จะทำให้ผู้ที่ต้องการใช้บริการแต่งหน้าทำผม และผู้ให้บริการแต่งหน้าทำผมมาพบกันผ่านช่องทางโมไบล์แอปพลิเคชันของธุรกิจเสริมสวยดิลิเวอรี ในการพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้งานทุกกลุ่ม จำเป็นต้องนำหลักการคิดเชิงออกแบบ หรือ Design Thinking มาช่วยในการทำงานเพื่อช่วยให้เกิดกระบวนการคิดและออกแบบโดยเน้นไปที่การเข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อนำมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาระบบได้ ระบบต้นแบบของโครงการนี้ถูกสร้างจากเครื่องมือ Figma โดยจะสามารถเป็นระบบต้นแบบโมไบล์แอปพลิเคชันของธุรกิจเสริมสวยดิลิเวอรีที่สามารถใช้งานได้จริง โดยตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทุกกลุ่มอย่างสูงสุด


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันของธุรกิจแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า, พัทธมน ยงบุญเนียม Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันของธุรกิจแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า, พัทธมน ยงบุญเนียม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุตสาหกรรมแฟชั่น เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการผลิตเสื้อผ้าสะสมเพิ่มขึ้น ด้วยกระบวนการผลิตที่ง่าย สามารถผลิตได้เยอะและรวดเร็ว ตอบสนองความต้องการซื้อของผู้บริโภค และหมุนไปตามกระแสแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การผลิตเสื้อผ้าก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นกระบวนการจนจบกระบวนการ นอกจากปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีปัญหาแรงงานที่เกิดขึ้นอีกด้วย หนึ่งในแนวทางการแก้ปัญหา คือ “แฟชั่นหมุนเวียน” การใช้ซ้ำวัตถุดิบเดิม หรือนำเอาวัสดุรีไซเคิลมาเป็นเสื้อผ้าใหม่ การให้เช่า ขายต่อเสื้อผ้า หรือการแลกเปลี่ยนสินค้า เป็นอีกทางออกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายล้นตู้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้นำเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว มาเปลี่ยนเป็นสินค้าใหม่ที่เหมาะกับตนเองมากขึ้น และได้นำเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้งานแล้วมาหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น โครงการพิเศษนี้นำหลักการคิดเชิงออกแบบมาใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบ เพื่อให้ได้ระบบที่สามารถแก้ไขปัญหาของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังพัฒนาส่วนติดต่อผู้ใช้งานด้วยเครื่องมือสร้างต้นแบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเสนอแนะและคำแนะนำในการพัฒนาระบบที่เป็นประโยชน์และตรงประเด็น ระบบต้นแบบที่ได้จากการพัฒนาโครงการนี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันของธุรกิจแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อไป เพื่อช่วยให้เกิดแนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้นของวงจรเสื้อผ้า และช่วยเหลือโลกในอีกทางหนึ่ง


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันของธุรกิจโรงเรียนสอนทำเบเกอรี, อาทิตยา เชียรโชติ Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันของธุรกิจโรงเรียนสอนทำเบเกอรี, อาทิตยา เชียรโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ธุรกิจโรงเรียนสอนทำเบเกอรีในปัจจุบันมีการแข่งขันสูง จึงต้องมีการพัฒนาการสอนให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย เพื่อรองรับจำนวนผู้เรียนที่ต้องการเข้าเรียนเพิ่มมากขึ้นตามการเติบโตของอุตสาหกรรมเบเกอรี สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาการสอนของโรงเรียนสอนทำเบเกอรีเพื่อเสนอแนวทางในการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุน ปรับปรุงวิธีการเรียนการสอนให้เข้ากับยุคสมัย โดยการออกแบบและพัฒนาต้นแบบโมไบล์แอปพลิเคชันช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนให้มีข้อได้เปรียบเหนือโรงเรียนสอนทำเบเกอรีอื่น ๆ และเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์อีกทางหนึ่ง โครงการพิเศษนี้นําหลักการคิดเชิงออกแบบมาใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบ ผ่านการทําความเข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ได้ระบบที่สามารถแก้ไขปัญหาของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง แนวคิดเกมิฟิเคชันมาช่วยเสริมด้านการออกแบบเพื่อเพิ่มความน่าสนใจและแรงจูงใจในการใช้งาน นอกจากนี้ยังมีการนำแนวคิดของระบบแนะนำมาใช้ในการค้นหาข้อมูลสูตรเบเกอรีเพื่อให้ผู้เรียนสามารถค้นหาสูตรเบเกอรีตามที่ต้องการ และสอดคล้องกับวิธีการสอบภาคปฏิบัติของโรงเรียนสอนทำเบเกอรี ระบบต้นแบบที่ได้จากโครงการนี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันสําหรับธุรกิจโรงเรียนสอนทำเบเกอรีต่อไป เพื่อให้เกิดการนําเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการดําเนินธุรกิจ สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน กระบวนการดําเนินงานมีความทันสมัย และช่วยเหลือผู้เรียนได้มากขึ้น