Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Chemistry (670)
- Computer Sciences (618)
- Engineering (617)
- Education (261)
-
- Computer Engineering (237)
- Polymer Chemistry (203)
- Environmental Sciences (200)
- Mathematics (161)
- Medicine and Health Sciences (99)
- Statistics and Probability (99)
- Chemical Engineering (97)
- Civil and Environmental Engineering (84)
- Science and Mathematics Education (82)
- Earth Sciences (80)
- Electrical and Computer Engineering (78)
- Electrical and Electronics (74)
- Life Sciences (72)
- Physics (72)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (71)
- Social and Behavioral Sciences (70)
- Industrial Engineering (69)
- Business (59)
- Operational Research (55)
- Construction Engineering and Management (53)
- Civil Engineering (52)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (44)
- Biotechnology (41)
- Geology (40)
- Educational Administration and Supervision (27)
Articles 481 - 510 of 2807
Full-Text Articles in Entire DC Network
Enhancing The Performance Of Federated Learning With Diffusion Models: Leveraging Synthetic Data To Address Non-Iid Data Challenges, Karin Huangsuwan
Enhancing The Performance Of Federated Learning With Diffusion Models: Leveraging Synthetic Data To Address Non-Iid Data Challenges, Karin Huangsuwan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the context of machine learning in healthcare, federated learning (FL) is frequently seen as an effective approach to tackling issues of data privacy and distribution. Nonetheless, many real-world datasets exhibit non-identical and independently distributed (non-IID) characteristics, meaning that data features vary across different institutions. This non-IID nature presents challenges for FL model convergence, such as client drifting, where model weights lean towards local optima rather than global optimum. To address these issues, we introduce a new framework called "FedDrip (Federated Learning with Diffusion Reinforcement at Pseudo-site)," which leverages diffusion-generated synthetic data to mitigate data-related problems in non-IID settings. Our …
Patent Trends Detection Using Keywords In Patent Keywords Network, Krisanapong Yodprechavigit
Patent Trends Detection Using Keywords In Patent Keywords Network, Krisanapong Yodprechavigit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The process of extracting insights and information from patent data is known as patent analysis. Several patent analysis methodologies strive to forecast technological trends by analyzing patent keywords and networks. Nevertheless, existing methodologies often fall short in accurately predicting the magnitude of shifts within these trends. This study aims to propose an alternative patent analysis method that combines author-keyword network analysis with various regression models, including Linear Regression, Artificial Neural Network, and Long Short-Term Memory, to predict upcoming keyword trends along with its magnitude of change. To evaluate the effectiveness of the proposed method, we constructed a patent author-keyword network …
ศักยภาพของตัวทำละลายผสมสามชนิด Amp-Pz-Mdea สำหรับการดักจับคาร์บอนหลังการเผาไหม้, โศภิตา อันประเสริฐ
ศักยภาพของตัวทำละลายผสมสามชนิด Amp-Pz-Mdea สำหรับการดักจับคาร์บอนหลังการเผาไหม้, โศภิตา อันประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาสมรรถนะของตัวทำละลายผสม AMP-PZ-MDEA นำไปเปรียบเทียบกับตัวทำละลายดั้งเดิม 30 wt.% MEA ในเชิงพฤติกรรมการตกตะกอนเพื่อหาค่าความจุการดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดที่ไม่ทำให้ตัวทำละลายผสมตกตะกอน ความหนาแน่น ความหนืด ความจุการดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์ สัมประสิทธิ์การถ่ายโอนมวลรวม ประสิทธิภาพการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ อัตราการคืนสภาพเริ่มต้น และภาระทางความร้อนในการคืนภาพ จากผลการศึกษาการตกตะกอนพบว่าการเพิ่มความเข้มข้นของ AMP PZ และ MDEA ทำให้มีความจุสูงสุดก่อนตกตะกอนลดลง เมื่อศึกษาความหนาแน่นและความหนืดในช่วงอุณหภูมิ โดยความหนาแน่นมีค่าใกล้เคียงกับ 30 wt.% MEA ในส่วนของความหนืดพบว่าค่าความหนืดที่สูงที่สุดยังอยู่ในช่วงที่สามารถนำไปใช้งานได้ การศึกษาความจุการดูดซึมพบว่า อัตราส่วนความเข้มข้น 5/10/5 AMP-PZ-MDEA มีความจุการดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดสูงกว่าตัวทำละลายดั้งเดิม 30 wt.% MEA 38.46 % การศึกษา KGav และประสิทธิภาพการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่า 5/30/5 AMP-PZ-MDEA มีสมรรถนะดังกล่าวสูงที่สุด ซึ่ง KGav สูงกว่า 30 wt.% MEA 2.42 เท่า และประสิทธิภาพการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่า 30 wt.% MEA 14.08 % การศึกษา อัตราการคืนสภาพเริ่มต้น พบว่า 10/5/5 AMP-PZ-MDEA สูงกว่าตัวทำละลายดั้งเดิม 30 wt.% MEA 7.28 เท่า และมีภาระทางความร้อนในการคืนสภาพต่ำกว่า 30 wt.% MEA 48.40 % จากการการประเมินศักยภาพของตัวทำละลายของตัวทำละลายผสมในเชิงเชิงสัมพัทธ์ของตัวทำละลายผสม (SP) พบว่า 5/30/5 AMP−PZ−MDEA เหมาะสมที่สุดและวิธีการหาค่าที่เหมาะสม แบบหลายฟังก์ชั่นจุดประสงค์ (Optimization) พบว่า ทั้ง 4 อัตราส่วน สามารถรำไปใช้งานได้ในความต้องการที่แตกต่างกัน
การเพิ่มพูนความสามารถในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ของโครงข่ายโลหะ-อินทรีย์ภายใต้รังสีมองเห็นได้, รังสิมันตุ์ จันทนโอ
การเพิ่มพูนความสามารถในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ของโครงข่ายโลหะ-อินทรีย์ภายใต้รังสีมองเห็นได้, รังสิมันตุ์ จันทนโอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอการเพิ่มพูนความสามารถในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ของวัสดุโครงข่ายโลหะ-อินทรีย์ (Metal-Organic Frameworks, MOFs) ภายใต้รังสีมองเห็นได้โดยเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon Compounds) โดยวัสดุที่ใช้คือ UiO-66 (Universitetet i Oslo) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยแสง (Photocatalyst) ซึ่งประกอบด้วยเซอร์โคเนียม (Zr) เป็นแกนโลหะ เเละกรดเทเรฟทาลิก (Terephthalic acid) เป็นลิแกนด์ (ligand) เนื่องจาก UiO-66 มีการดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เเละดูดกลืนรังสีมองเห็น (Visible light) ต่ำจึงได้มีการปรับปรุง 3 กลยุทธ์คือ 1. เปลี่ยนชนิดลิแกนด์เป็น เอมีน 2-อะมิโนเทเรฟทาลิก (2-Aminoterephthalic acid, H2ATA) 2. ดัดแปลงโครงสร้างด้วยกรด (acid modification) เเละ 3. รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์/UiO-66(Zr) คอมโพสิต โดย 3 กลยุทธ์ช่วยเพิ่มความสามารถในการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน การดูดกลืนรังสีช่วงมองเห็นได้ เเละการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ โดยในงานวิจัยมีการทดลองวัสดุ 4 รูปแบบคือ NH2-UiO-66(Zr), NH2-UiO-66(Zr) Acid modification, NH2-UiO-66(Zr)/rGO และ NH2-UiO-66(Zr) Acid modification/rGO โดยในการทดสอบการลดคาร์บอนไดออกไซด์ภายใต้รังสีมองเห็นได้พบว่าได้เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนคือฟอร์เมต (formate) โดยได้ปริมาณดังนี้ 69.5, 60.1, 78.9, เเละ 63.9 µmol g-1 h-1 ตามลำดับ โดยพบว่า NH2-UiO-66(Zr)/rGO ได้ผลิตภัณฑ์สูงที่สุดที่ 78.9 µmol g-1 h-1
นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงินด้วยหุ่นยนต์ดิจิทัลจากการคำนวณการรับรู้สำหรับนักลงทุนบุคคลในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเทศไทย, กิตินุ ม่วยเท้ง
นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงินด้วยหุ่นยนต์ดิจิทัลจากการคำนวณการรับรู้สำหรับนักลงทุนบุคคลในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเทศไทย, กิตินุ ม่วยเท้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงินด้วยหุ่นยนต์ดิจิทัลจากการคำนวณการรับรู้สำหรับนักลงทุนบุคคลในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเทศไทยโดยแบ่งงานวิจัยการศึกษาและพัฒนาออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1. การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความต้องการและการยอมรับการใช้งานหุ่นยนต์ดิจิทัลของนักลงทุน การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีโดยการศึกษาเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิในองค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องด้านเทคโนโลยีการเงินและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา จำนวนทั้งสิ้น 400 ตัวอย่าง โดยใช้แบบสอบถามทางอิเลคทรอนิคส์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ผลการศึกษาในคร้ังนี้พบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยว่าทัศนคติและความง่ายในการใช้งานมีอิทธิผลต่อความตั้งใจที่จะใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ดิจิทัลช่วยในการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ 2. การพัฒนาโมเดลการลงทุนของหุ่นยนต์ดิจิทัลที่มีความสามารถทำกำไร ผลการทดลองพบว่า กลยุทธ์การลงทุนของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี SET50 แบบตรรกศาสตร์คลุมเครือ (Fuzzy logic) มีอัตราส่วนกำไรต่อผลขาดทุนสูงสุด (Total profit/Maximum Drawdown) สูงกว่ากลยุทธ์ซื้อและถือยาว (Buy and Hold) ,กลยุทธ์ขายชอร์ตและถือยาว (Short and Hold), กลยุทธ์ตามแนวโน้ม (Trend following) และกลยุทธ์กลับสู่ค่าเฉลี่ย (Mean reversal) และมีความแตกต่างทางสถิติของผลกำไรรวมอย่างมีนัยสำคัญ และหุ่นยนต์เทรดอัตโนมัติแบบตรรกศาสตร์คลุมเครือ (Fuzzy logic) ของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี SET50 มีอัตราส่วนกำไรต่อความเสี่ยงสูงสุด (Total profit/Maximum Drawdown) สูงกว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี NASDAQ100 และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P500 ตามลำดับ โดยสมมุติฐานจากการไม่มีประสิทธิภาพของตลาดของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี SET50 มากกว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี NASDAQ100 และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P500 ตามลำดับ 3. การศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีและความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์ทางธุรกิจของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของหุ่นยนต์ดิจิทัล ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 5 บริษัทหลักทรัพย์ ผลการศึกษาพบว่า การยอมรับเทคโนโลยีการใช้หุ่นยนต์เทรดอัตโนมัติของธุรกิจหลักทรัพย์มีโมเดลรายได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบการเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่น (Commission Model), รูปแบบการแบ่งบันกำไร (Profit Sharing Model) และรูปแบบการสมัครค่าสมาชิก (Subscription Modelและนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ด้วยโมเดลธุรกิจแบบ Freemium กับบริษัทหลักทรัพย์ของประเทศไทยที่มีความเป็นไปได้เชิงการตลาด (Market Feasibility) เชิงการบริหาร (Operational Feasibility) และเชิงการเงิน (Financial Feasibility)
Predicting Newcomer’S Turnover Using Predictive Analytics : A Case Study Of Thai Financial Firm In Bangkok, Thailand, Meena Kittikunsiri
Predicting Newcomer’S Turnover Using Predictive Analytics : A Case Study Of Thai Financial Firm In Bangkok, Thailand, Meena Kittikunsiri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Employee turnover, a critical issue impacting workplace productivity, has prompted organizations to leverage machine learning techniques for predictive analysis. This study specifically targets the prediction of turnover among new employees, utilizing data obtained from a survey conducted at a Thai financial firm in Bangkok, Thailand. Through an evaluation of various machine learning models, the results indicate that the Random Forest model surpasses others. Furthermore, this research highlights crucial factors influencing newcomer turnover, such as comfort with workplace culture, work-from-home policies, onboarding programs, and satisfaction with the recruitment process. These findings offer actionable insights for HR professionals to focus on these …
Evaluation Of Patient Radiation Dose And Risk Of Cancer From Ct Examinations, Saowapark Poosiri
Evaluation Of Patient Radiation Dose And Risk Of Cancer From Ct Examinations, Saowapark Poosiri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Computed Tomography (CT) examinations have been increasingly requested and become the major sources of patient exposure. The cancer risk from CT scans is contingent upon the amount of organ absorbed dose. This study aims to evaluate the cumulative effective doses (CED) and risk of cancer incidence and mortality from recurrent CT examinations in a single day. The patient data at aged 15 to 75 years old performed CT examinations during the period of five years from January 2018 to December 2022 were collected from two academic centers. The CED and organ doses were evaluated using Radimetrics™ Enterprise Platform from Monte …
Analytical Formula For Conditional Moments Of Extended Heston-Cev Hybrid Model With Time-Dependent Parameters, Promsiri Anunak
Analytical Formula For Conditional Moments Of Extended Heston-Cev Hybrid Model With Time-Dependent Parameters, Promsiri Anunak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis proposes an analytical formula for the conditional moments of the extended Heston-CEV hybrid model, which is the combination of the Heston model and the March-Rosenfeld process, also known as the constant elasticity of variance (CEV) process, to model the price dynamics of the underlying asset. The formula is derived by solving a partial differential equation (PDE) that characterizes a two-dimensional process. This Monte Carlo simulation results to ensure its accuracy. Department formula is practical and more comprehensive than the existing results in the literature. The thesis also includes numerical validations by verifying the analytical formula against
โปรตีนเข้มข้นจากโครงไก่: การเตรียมและการใช้ในผลิตภัณฑ์นักเก็ต, ชนากานต์ มณฑาทิพย์กุล
โปรตีนเข้มข้นจากโครงไก่: การเตรียมและการใช้ในผลิตภัณฑ์นักเก็ต, ชนากานต์ มณฑาทิพย์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะที่เหมาะสมสำหรับการสกัดโปรตีนจากโครงไก่ เพื่อเตรียมโปรตีนเข้มข้นและนำมาศึกษาสมบัติทางเคมีกายภาพและสมบัติเชิงหน้าที่ของโปรตีนเข้มข้นจากโครงไก่และศึกษาผลของการเติมโปรตีนเข้มข้นต่อคุณภาพและเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์นักเก็ตไก่ ผลการศึกษาการสกัดโปรตีนด้วยสารละลายด่างที่ค่าความเป็นกรด-ด่าง 8.5 - 11.5 และระยะเวลาในการสกัด 30 - 300 นาที ด้วยวิธีพื้นผิวตอบสนองและการออกแบบการทดลองแบบส่วนผสมกลางพบว่าสมการการทำนายผลตอบสนองประสิทธิภาพในการผลิตโปรตีนเข้มข้นมีความเหมาะสมในการอธิบายความสัมพันธ์และทำนายค่าของตัวแปรอิสระให้มีความสัมพันธ์กับผลตอบสนองที่ต้องการ โดยค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย (Regression coefficient) ของตัวแปรอิสระมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการผลิตโปรตีนเข้มข้นในระบบฐานแห้ง (Dry basis) รวมถึงค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจมีค่ามากกว่า 0.80 และมีค่า Root Mean Square Error (RMSE) ต่ำหมายความว่าค่าความแตกต่างเฉลี่ยกำลังสองระหว่างค่าที่ได้จากการทำนายกับค่าที่ได้จากการทดลองมีค่าต่ำ เมื่อพิจารณาค่า Adjusted r–Squared พบว่ามีค่าใกล้เคียงกับค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ การทำนายภาวะการสกัดโปรตีนจากโครงไก่จากการกำหนดเกณฑ์ของค่าประสิทธิภาพในการผลิตโปรตีนเข้มข้นสูงที่สุดพบว่าภาวะค่าความเป็นกรด-ด่างเท่ากับ 10.15 และระยะเวลาในการสกัดเท่ากับ 185 นาที เป็นภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสกัดโปรตีนจากโครงไก่ โดยค่าผลตอบสนองที่ได้จากการทำนายจากสมการมีความแตกต่างจากค่าที่ได้จากการทดลองเท่ากับ 12.67% เมื่อนำโปรตีนเข้มข้นที่ผลิตในภาวะที่เหมาะสมที่สุดมาทดสอบความสามารถในการอุ้มน้ำและค่าความสามารถในการเกิดอิมัลชันพบว่ายังมีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำกว่าเนื้อไก่ส่วนขาและส่วนอก (p < 0.05) จึงนำโปรตีนเข้มข้นมาพัฒนาสมบัติเชิงหน้าที่พบว่าการพัฒนาโปรตีนเข้มข้นด้วยกระบวนการปรับปรุงด้วยเกลือ ฟอสเฟตและความดันและการปรับปรุงด้วยเกลือ ฟอสเฟตและส่วนผสม (โปรตีนถั่วเหลืองไอโซเลท แป้งข้าวสาลี แป้งมันสำปะหลัง) และความดันส่งผลให้โปรตีนเข้มข้นมีความสามารถในการเกิดอิมัลชันและความสามารถในการคงตัวของอิมัลชันสูงกว่าโปรตีนเข้มข้นจากโครงไก่ที่ไม่ผ่านการปรับปรุงอยู่ในช่วงระหว่าง 6.03 - 12.27% และ 4.93 - 6.83% ตามลำดับ รวมถึงมีความสามารถในการละลายที่ดีกว่าเนื้อไก่ในช่วง pH เท่ากับ 6 - 7 เมื่อนำโปรตีนเข้มข้นเติมลงในผลิตภัณฑ์นักเก็ตไก่จะเห็นได้ว่าการเติมโปรตีนเข้มข้นที่สัดส่วนเท่ากับ 12.50% ส่งผลทำให้นักเก็ตไก่มีค่า Hardness, Gumminess และ Chewiness สูงกว่าสูตรปกติระหว่าง 3899.44 - 4324.59, 2676.22 - 3243.04 และ 2363.65 - 3011.87 g-force ในขณะที่ปริมาณโปรตีนและค่าสีของตัวอย่างนักเก็ตไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p ≥ 0.05) เมื่อเทียบกับสูตรควบคุม นอกจากนี้การใช้โปรตีนเข้มข้นมีส่งผลให้ประสิทธิภาพในการผลิตสูงกว่าสูตรปกติ โดยประสิทธิภาพในการผลิตของสูตรเติมโปรตีนเข้มข้นปรับปรุงด้วยเกลือ ฟอสเฟตและส่วนผสม (โปรตีนถั่วเหลืองไอโซเลท แป้งข้าวสาลี แป้งมันสำปะหลัง) และความดันมีค่าสูงที่สุดเท่ากับ 136.43% แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากต้นทุนในระดับ Commercial production scale พบว่าการเติมโปรตีนเข้มข้นด้วยกระบวนการปรับปรุงด้วยเกลือ ฟอสเฟตและความดันมีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด รวมถึงมีปริมาณโปรตีนและคุณภาพด้านสีไม่แตกต่างจากสูตรปกติ จึงเลือกโปรตีนเข้มข้นด้วยกระบวนการปรับปรุงด้วยเกลือ ฟอสเฟตและความดันเป็นกระบวนการปรับปรุงที่ดีที่สุด โดยในระยะเวลา 1 เดือนจะสามารถผลิตนักเก็ตไก่จากโปรตีนเข้มข้นได้ทั้งหมด 1250 กิโลกรัมและสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ที่ 175 บาทต่อเดือน
การคัดกรองความผิดปกติของรูปภาพบุคคลที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์, ธนพล พจนะสวนีย์
การคัดกรองความผิดปกติของรูปภาพบุคคลที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์, ธนพล พจนะสวนีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคปัจจุบันความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ถูกสร้างขึ้นและพัฒนาเพื่อสามารถสร้างงานสร้างสรรค์ต่างๆ ได้แก่ รูปภาพ วิดีโอ เสียง งานเขียน และบทความ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่ความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ในการผลิตงานภาพบุคคลตามคําสั่งหรือข้อความที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การใช้ปัญญาประดิษฐ์ประเภทนี้ยังมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการสร้างภาพบุคคลคือความผิดปกติจากส่วนของร่างกายหรืออวัยวะของมนุษย์เช่นอวัยวะที่ผิดรูปหรือองค์ประกอบอวัยวะขาดหายไป จากปัญหานี้ทำให้ผู้วิจัยเกิดแนวคิดที่จะออกแบบแบบจำลองสําหรับการคัดกรองความผิดปกติของภาพบุคคลที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างชุดข้อมูลภาพบุคคลประมาณ 100,000 ภาพที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์และพัฒนาแบบจำลองต้นแบบสําหรับคัดกรองความผิดปกติของภาพบุคคลที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์เพื่อทำให้ภาพปัญญาประดิษฐ์จะมีคุณภาพที่ดีขึ้นและมีประโยชน์มากขึ้น แบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกนำมาใช้เพื่อแยกประเภทภาพปัญญาประดิษฐ์ โดยแบ่งออกเป็น2 ประเภท: ภาพปกติ (Normal)และ ภาพบกพร่อง (Defect) ชุดข้อมูลที่ใช้พัฒนาแบบจำลองนี้ประกอบด้วยข้อมูลประมาณ 100,000 ภาพเพื่อให้แบบจำลองมีความแม่นยําและประสิทธิภาพที่ดี งานวิจัยนี้ใช้แบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึก 4 ประเภทในการทดสอบเพื่อหาแบบจำลองที่เหมาะสมที่สุดสําหรับการคัดกรองความผิดปกติในภาพปัญญาประดิษฐ์ แบบจำลองนี้ใช้เป็นแบบจำลองต้นแบบในการคัดกรองคุณภาพของภาพบุคคลที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์และชุดข้อมูลทั้งหมดในงานวิจัยนี้จะถูกเผยแพร่โดยสาธารณะ
การทำนายอาชญากรรมผ่านการวิเคราะห์ร่วมกันของข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียง, ศิรัสวยา หงษ์ยนต์
การทำนายอาชญากรรมผ่านการวิเคราะห์ร่วมกันของข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียง, ศิรัสวยา หงษ์ยนต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทำนายอาชญากรรมผ่านการวิเคราะห์ร่วมกันของข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียงจะช่วยทำให้ข้อมูลมีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับสถานีตำรวจแต่ละแห่งที่จะนำผลลัพธ์ที่ได้ไปประกอบการปรับกลยุทธ์การป้องกันอาชญากรรมรวมถึงการจัดสรรกำลังพลให้กับหน่วยงานของตนเองได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเรียนรู้ด้วยเครื่องกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำนายอาชญากรรมซึ่งช่วยให้มีความแม่นยำมากขึ้น ในการศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่การทำนายจำนวนอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นในสถานีตำรวจปทุมวัน ด้วยการใช้ข้อมูลประวัติอาชญากรรมจากสถานีตำรวจทั่วประเทศตั้งแต่มกราคมปี 2554 ถึงกุมภาพันธ์ปี 2565 โดยใช้แบบจำลองการ K-Means เพื่อจัดกลุ่มสถานีตำรวจที่มีรูปแบบอาชญากรรมคล้ายคลึงกับสถานีตำรวจปทุมวัน ผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดกลุ่มพบว่าสถานีตำรวจวังทองหลาง, นางเลิ้ง, ดุสิต, บางซื่อ, ทุ่งมหาเมฆ, สำเหร่, สุทธิสาร, ปากคลองสาน, บางกอกใหญ่, บางกอกน้อย, มักกะสัน, บางยี่เรือและตลาดพลูถูกจัดให้อยู่กลุ่มเดียวกับสถานีตำรวจปทุมวัน จากนั้นจึงใช้แบบจำลอง LSTM ในการรทำนายอาชญากรรมของสถานีตำรวจปทุมวันผ่านการวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียง ชุดข้อมูลการฝึกใช้ข้อมูลสถานีตำรวจปทุมวันจับคู่กับสถานีตำรวจภายในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งผลการวิจัยพบว่าการวิเคราะห์ร่วมกันระหว่างสถานีตำรวจปทุมวันและสถานีตำรวจวังทองหลาง, นางเลิ้ง, ดุสิต, บางซื่อ, ปากคลองสาน, บางกอกน้อย, มักกะสันและตลาดพลูส่งผลให้ RMSE และ MAE ลดลง เมื่อเทียบกับการใช้ข้อมูลสถานีตำรวจจปทุมวันเพียงอย่างเดียว แสดงให้เห็นว่าการวิเคราะห์ร่วมกันของข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำของการทำนายอาชญากรรมและจะส่งผลให้เป็นประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับกลยุทธ์การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิผลมากขึ้น
ผลของโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ณภัสสร อมรวงศ์วณิช
ผลของโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ณภัสสร อมรวงศ์วณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรี ที่มีผลต่อความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) โดยรวม และแยกตามองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ความจําเพื่อใช้งาน การยับยั้งพฤติกรรม และการยืดหยุ่นทางความคิด ของเด็กวัยอนุบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล 2 จำนวน 76 คน แบ่งเด็กเข้ากลุ่มด้วยวิธีการจับคู่เด็กที่มีคะแนน EF โดยรวมใกล้เคียงกัน แล้วสุ่มแยกเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทีละคู่ โดยให้เด็กกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีรวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง ในขณะที่เด็กกลุ่มควบคุมทำกิจกรรมตามปกติในชั้นเรียน หลังเริ่มการวิจัยเด็กกลุ่มควบคุมลาออกจากโรงเรียน 1 คน จึงเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 75 คน วัดผลและเก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้แบบประเมิน หัว-เท้า-เข่า-ไหล่ ในการประเมิน EF โดยรวม และประเมินแต่ละองค์ประกอบของ EF ด้วยชุดแบบประเมิน Early Years Toolbox (EYT) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสม และวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมการเล่นประกอบดนตรี ช่วยเพิ่มคะแนนความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) ของเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งคะแนน EF โดยรวม และสามองค์ประกอบของ EF ดังนี้ 1. EF โดยรวม : หลังการเข้าร่วมโปรแกรม เด็กกลุ่มทดลองมีคะแนน EF โดยรวม (Mean = 32.24, SD =6.11) เพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าโปรแกรม (Mean = 3.53, SD =6.22) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (Mean =11.14, SD =12.56) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2. การยืดหยุ่นทางความคิด : หลังการเข้าร่วมโปรแกรม เด็กกลุ่มทดลองมีคะแนนการยืดหยุ่นทางความคิด (Mean = 5.55, SD = 4.48) เพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าโปรแกรม (Mean = 1.79, …
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การและพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ปวีณรัตน์ กิตติพิชญอัมพร
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การและพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ปวีณรัตน์ กิตติพิชญอัมพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การที่มีต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การโดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ พนักงานบริษัทเอกชนในอุตสาหกรรมบริการที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 156 คน ได้ทำการตอบคำถามผ่านแบบสอบถามออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ มาตรวัดการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ, มาตรวัดพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ และมาตรวัดการคุณภาพชีวิตการทำงาน เมื่อทำการวิเคราะห์ผลทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปSPSS ชุดคำสั่ง PROCESS (Model 4) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติการทดสอบตัวแปรส่งผ่าน ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การไม่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .09, p = .175), การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การมีความ สัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .68, p
Effects Of Physical Stress And Depression Mood On Memory Retrieval: An Eeg Study, Sutasinee Chaidej
Effects Of Physical Stress And Depression Mood On Memory Retrieval: An Eeg Study, Sutasinee Chaidej
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Memory can be influenced by various factors, particularly stress and depressed mood. Studies show that stress enhances memory before encoding but diminishes it before retrieval. Depressed moods are also linked to reduced memory competence, and retrieval-induced forgetting (RIF) can further affect memory. Event-related potential (ERP) research has identified patterns such as the FN400 and N2pc components during memory retrieval. EEG studies have noted changes in beta and theta waves in the anterior temporal cortex due to stress and significant activity across various brain regions in depressed moods. This study investigated the effects of stress induced by the Cold Pressor Test …
การพัฒนาโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนโดยประยุกต์ใช้การเรียนรู้แบบเอนเซมเบิล, พิริยพงศ์ หริ่งรอด
การพัฒนาโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนโดยประยุกต์ใช้การเรียนรู้แบบเอนเซมเบิล, พิริยพงศ์ หริ่งรอด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ที่เรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม 2(1) ค31208 จำนวน 387 คน โดยใช้การเรียนรู้แบบเอนเซมเบิล ซึ่งใช้พฤติกรรมการเรียนในชั้นเรียนของนักเรียนเป็นตัวแปรทำนาย และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโมเดลในการจำแนกข้อมูล 5 วิธี ได้แก่ Elastic – net regularized generalized linear model (GLM), Random Forest (RF), Gradient Boosting with XGBoost (XGBoost), Artificial Neural Network (ANN) และการเรียนรู้แบบเอนเซมเบิลด้วยเทคนิค Stacking (stack) และ 2) พัฒนาแดชบอร์ดวิเคราะห์และทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการพิจารณาค่า F1 score, recall และ precision โดยผลจากการศึกษาพบว่าโมเดล RF และ XGBoost เป็นโมเดลที่มีค่าประสิทธิภาพสูงที่สุดใกล้เคียงกัน (F1 score = .904, recall = .891, และ precision = .920) นอกจากนี้ตัวแปรแทนคือสัดส่วนของคะแนนสอบย่อยเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนมากที่สุด (importance = 153.818) และสัดส่วนของการนำหนังสือเข้าชั้นเรียน เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนน้อยที่สุด (importance = 1.660) และ 2) ความพึงพอใจต่อการใช้แดชบอร์ดที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนได้แก่ ส่วนการวิเคราะห์เชิงพรรณนาส่วนการวิเคราะห์เชิงทำนาย และส่วนการวิเคราะห์เชิงวินิจฉัย ในภาพรวมนักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุดต่อการใช้งานแดชบอร์ด
การพัฒนาต้นแบบการส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง, นันทนา สาลี
การพัฒนาต้นแบบการส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง, นันทนา สาลี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.วิเคราะห์ประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียนรู้คณิตศาสตร์และความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ของผู้เรียน 2.ออกแบบต้นแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงที่ส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ 3.เปรียบเทียบความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงของกลุ่มทดลอง และเปรียบเทียบความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 4.ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสุขและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงของกลุ่มทดลอง ผู้วิจัยแบ่งขั้นตอนการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ การวิจัยระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ได้แก่ การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย (Empathize) และการระบุปัญหาของผู้เรียน (Define) ในระยะนี้ ผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยใช้แบบฟอร์มสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาของผู้เรียนเกี่ยวกับการเรียนคณิตศาสตร์มีหลายด้าน ได้แก่ 1) ด้านความเข้าใจเนื้อหาคณิตศาสตร์ 2) ด้านอุปสรรคในการเรียนคณิตศาสตร์อุปสรรคที่เกิดจากตัวผู้เรียน 3) ด้านการเห็นประโยชน์ของการเรียน 4) ด้านความรู้สึกที่เกิดขึ้นในระหว่างการเรียนคณิตศาสตร์ และ 5) ด้านความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ ในระยะที่ 2 ผู้วิจัยได้ผู้วิจัยทําการออกแบบต้นแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง ที่ส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้ในระยะที่ 1 กรอบแนวคิดได้รับการพัฒนาจากการระดมความคิดผ่านการสนทนากลุ่มโดยมีผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน คือ ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีประสบการณ์ในการสอนอย่างน้อย 3 ปี จำนวน 3 ท่าน นักจิตวิทยาการศึกษา และผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับนาโนเลิร์นนิง ตลอดจนสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้ได้ชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 15 ชุด ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งสิ้น 15 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที ระยะที่ 3 ขั้นทดสอบ (Test) ผู้วิจัยทำการทดสอบผลของการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง ที่มีต่อความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ของกลุ่มทดลอง กลุ่มตัวอย่างในระยะนี้เป็นผู้เรียนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในระยะนี้ ประกอบด้วย 1) ต้นแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง 2) แบบวัดความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ และ 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า ความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์หลังได้รับการการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงในกลุ่มทดลอง เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ …
Musculoskeletal Disorders, Perceived Stress, And Ergonomic Risk Factors Among Pakistani Smartphone Esports Athletes, Muhammad Athar Khan
Musculoskeletal Disorders, Perceived Stress, And Ergonomic Risk Factors Among Pakistani Smartphone Esports Athletes, Muhammad Athar Khan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Smartphone eSports athletes face various health risks due to prolonged sitting and poor posture.Objective: To investigate the frequency of musculoskeletal disorders, perceived stress levels, health risks and ergonomic risk factors among smartphone eSports athletes and determine the association between levels of perceived stress and MSDs.Methods: A cross-sectional study was conducted on 145 participants. Nordic Musculoskeletal Questionnaire, Perceived Stress Scale (PSS-10), questionnaire on health risks and rapid upper limb assessment (RULA) were used to collect data. The chi-square test determined the association between MSDs and perceived stress.Results: The study revealed that neck pain was the most prevalent issue, affecting 41.4% …
Romanticizing Same-Sex Love In Thai Bl Series: A Case Study Of My School President, Die Yang
Romanticizing Same-Sex Love In Thai Bl Series: A Case Study Of My School President, Die Yang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper examines the romanticized representation of same-sex love relationships in Thai BL series through a case study of the Thai television series My School President. It is found that the series, despite its theme of same-sex love, still presents traditional gender stereotypes, with character images and gender roles displaying obvious traditional gender traits. Tinn and Gun display traditional masculine and feminine traits, with Tinn portraying strength and decisiveness, and Gun portraying gentleness and dependence, respectively. Through a romanticized narrative approach, the drama emphasizes the characters' deep affection and mutual support, however, this idealized portrayal can lead to viewers' misconceptions …
The Role Of Talent Workers In Industrial Development: Empirical Evidence From China, Zhe Huang
The Role Of Talent Workers In Industrial Development: Empirical Evidence From China, Zhe Huang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Amidst the rapid advancement of industrialization and urgent demands from both domestic and international economic environments, China has officially entered a historic period of economic transition and demographic dividend shift. This study aims to explore the impact of demographic factors on China’s industrialization process and identify how shifts in the demographic and human capital components have influenced regional industrialization patterns in China over the past 25 years. Data came from China Statistical Yearbooks and were analyzed by using a Multiple Linear Regression method.The study first calculated the comprehensive industrialization index for various regions in China from 2000 to 2020. Then, …
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนตามแนวคิดสตีมศึกษาร่วมกับการสอนโดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, กุลชญา พิบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนตามแนวคิดสตีมศึกษาร่วมกับการสอนโดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา ดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและความต้องการของการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ จำนวน 396 คน และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางการเทคโนโลยีการศึกษา การวิจัยและการสอนวิทยาศาสตร์ จากนั้นนำผลที่ได้มาวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) และนำข้อมูลที่ได้ได้มาพัฒนาต้นแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ฯ ระยะที่ 2 การพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ ระยะที่ 3 การศึกษาผลการใช้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ จากตัวอย่างที่เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 75 คน และระยะที่ 4 การประเมินรับรองสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Repeated Measured ANOVA ผลการวิจัยพบว่า จากการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์จากการประเมินตนเองและการประเมินผลงานและกระบวนการทำงานโดยใช้เกณฑ์ประเมินรูบริคส์ ซึ่งผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยทั้งด้านการคิดแบบอเนกนัย (Divergent thinking) และคิดแบบเอกนัย (Convergent thinking) หลังเรียน สูงกว่าระหว่างเรียนและก่อนเรียน ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ สามารถส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนให้สูงขึ้น และจากการเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ สามารถสรุปได้ว่าต้นแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ (1) My virtual studio (2) Group work (3) Experience (4) Exhibition showcase และ (5) Reflection สำหรับขั้นตอนการเรียนรู้ ประกอบด้วย (1) Situation (2) Task (3) Uniqueness (4) Design (5) Illustration และ (6) Open-minded
ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้และการฟื้นตัวของนักเรียนจากการปิดเรียนเนื่องด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของ Covid-19: การวิเคราะห์พหุระดับ Piecewise แบบเบย์, ธวัชชัย ขวัญเมือง
ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้และการฟื้นตัวของนักเรียนจากการปิดเรียนเนื่องด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของ Covid-19: การวิเคราะห์พหุระดับ Piecewise แบบเบย์, ธวัชชัย ขวัญเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อวิเคราะห์ภาวะการถดถอยและการฟื้นตัวทางการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยระดับโรงเรียนที่มีความสัมพันธ์กับภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้ข้อมูลผลคะแนน O-NET วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 – 2566 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจากฐานข้อมูลสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จำนวนทั้งสิ้น 1,707 โรงเรียน การวิเคราะห์ภาวะถดถอยและและการฟื้นตัวทางการเรียนรู้วิเคราะห์ผ่านโมเดลพหุระดับพีซไวซ์แบบเบส์ การประมาณค่าแบบเบส์ที่ใช้ในการวิจัยจะประมาณการแจกแจงความน่าจะเป็นภายหลัง (posterior distribution) ของพารามิเตอร์ในโมเดลรวมทั้งค่าภาวะถดถอยและฟื้นตัวทางการเรียนรู้โดยจะประมาณด้วยกระบวนการลูกโซ่มาร์คอฟมอนติคาร์โล (Markov Chain Mote Carlo) โดยใช้อัลกอริทึมแฮมิลโทเนียน มอนติคาร์โล (Hamitonial Monte Carlo) และผู้วิจัยจะใช้สถิติบรรยาย ช่วงความน่าเชื่อถือ (credible interval) เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์การแจกแจงความน่าจะเป็นภายหลังและทดสอบนัยสำคัญของพารามิเตอร์ในโมเดลด้วยช่วงความเท่าเทียมกันในเชิงปฏิบัติ (Region of Practical Equivalence) ที่ 0.1 ถึง -0.1 การวิเคราะห์ปัจจัยระดับโรงเรียนที่มีความสัมพันธ์กับภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ โดยปัจจัยที่ใช้ในการวิเคราะห์ประกอบด้วย อัตราส่วนครูต่อนักเรียน อัตราส่วนครูต่อห้องเรียน ขนาดโรงเรียน พื้นที่ตั้งของโรงเรียน ร้อยละของนักเรียนฐานะยากจนในโรงเรียน โดยผู้วิจัยใช้โมเดลการเรียนรู้ของเครื่องจำนวน 3 โมเดล ได้แก่ 1) Decision Tree 2) Regularized Regression และ 3) Random Forest ในการเปรียบประสิทธิภาพโมเดลโดยพิจารณาจากค่าประสิทธิภาพจำนวน 4 ค่า ได้แก่ ค่าความถูกต้อง (Accuracy) ค่าวัดความสอดคล้องระหว่างค่าทำนายกับค่าจริง (Kappa) ค่าความไว (Sensitivity) และ ค่าความจำเพาะ (Specificity) เพื่อให้ได้โมเดลที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมที่สุดเป็นโมเดลในการวิเคราะห์ จากนั้นผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ แผนภาพพาร์เชียล ดีเพนเดนซ์ (Partial Dependence Plot) ในการอธิบายความสัมพันธ์ ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ (1) จากโรงเรียนทั้งหมด 1,707 แห่ง พบเป็นโรงเรียนที่เกิดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้มีจำนวน 542 แห่ง และมีจำนวนทั้งสิ้น 519 แห่ง …
ผลการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ฐิติรัตน์ ดีเสมอ
ผลการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ฐิติรัตน์ ดีเสมอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพร่วมด้วย มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองเทียบกับเกณฑ์ และ (2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ระหว่างจัดการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองและแบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ระหว่างจัดการเรียนรู้จากแบบบันทึกกิจกรรม ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลอง นักเรียนส่วนใหญ่มีความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับค่อนข้างสูง มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 44.74 คะแนน (ร้อยละ 71.02) แต่ไม่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 69 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยองค์ประกอบที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ การสร้างสมมติฐาน และการประเมินหลักฐาน ตามลำดับ และระหว่างจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลอง นักเรียนกลุ่มคะแนนสูง กลุ่มค่อนข้างสูง และกลุ่มปานกลาง เริ่มพบการเปลี่ยนแปลงการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ดีขึ้นอย่างมีพัฒนาการในการจัดการเรียนรู้ครั้งที่ 2 4 และ 5 ตามลำดับ นักเรียนส่วนใหญ่ใช้องค์ประกอบการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การประเมินหลักฐาน การสร้างข้อสรุป และการสื่อสารและกลั่นกรอง ผ่านกระบวนการสร้างแบบจำลอง และสะท้อนความคิดเห็นต่อกระบวนการการสร้างแบบจำลองไปในทิศทางที่ดี
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้โมเดล Meas ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, จิดาภา จันทิมา
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้โมเดล Meas ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, จิดาภา จันทิมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้โมเดล MEAs ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2. เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้โมเดล MEAs ระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม และ 3) เพื่อศึกษาการปลี่ยนแปลงของความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้โมเดล MEAs ในช่วงก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำนวน 14 แผน แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ฉบับก่อนเรียนและฉบับหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 ทั้งในภาพรวมและรายลักษณะ 2) นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 ในภาพรวม ลักษณะการจำแนก ลักษณะการพิจารณาความสัมพันธ์ และลักษณะการตรวจสอบ ส่วนลักษณะการลงข้อสรุปและลักษณะการนำไปใช้ นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็มอย่างไม่มีนัยสำคัญ และ 3) นักเรียนส่วนใหญ่สามารถจำแนกข้อมูล พิจารณาความสัมพันธ์ ตรวจสอบความสอดคล้องความสมเหตุสมผล การลงข้อสรุป และการนำความรู้หลักการไปใช้ ของสถานการณ์ที่กำหนดให้ได้
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพที่มีต่อความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, นันทิยา กงละวัล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพกับเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม 3) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 15 แผน แบบวัดความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยร้อยละ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โมเดลการแปลงของเลชร่วมกับการเรียนรู้ตามบริบท ที่มีต่อมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สุธิตา ชัยมงคล
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โมเดลการแปลงของเลชร่วมกับการเรียนรู้ตามบริบท ที่มีต่อมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สุธิตา ชัยมงคล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โมเดลการแปลงของเลชร่วมกับการเรียนรู้ตามบริบท กับเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม และ 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โมเดลการแปลงของเลชร่วมกับการเรียนรู้ตามบริบท กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 44 คน จากโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่งของเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม กระทรวงศึกษาธิการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้โมเดลการแปลงของเลชร่วมกับการเรียนรู้ตามบริบท ใบงานมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ และแบบวัดมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยร้อยละ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โมเดลการแปลงของเลชร่วมกับการเรียนรู้ตามบริบทมีคะแนนมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์คิดเป็นร้อยละ 53.27 ซึ่งไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม 2) นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ในทิศทางที่ดีขึ้น ในส่วนของการใช้ลักษณะสำคัญและความหมายของมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ และการใช้ตัวแทนความคิดทางคณิตศาสตร์ที่สัมพันธ์กับ มโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ การใช้ภาษาเขียนหรือสัญลักษณ์ และการใช้สูตร กฎเกณฑ์ หรือวิธีการทางคณิตศาสตร์
สภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์แบบคละชั้นเรียน ในโรงเรียนระดับประถมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดนครนายก, ณัฐฐมาศ มากเจริญ
สภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์แบบคละชั้นเรียน ในโรงเรียนระดับประถมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดนครนายก, ณัฐฐมาศ มากเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและ เชิงคุณภาพเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบสามเส้าของข้อมูล โดยการวิจัยระยะที่ 1 มีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ ผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมปัญหาที่ครูผู้สอนกำลังเผชิญ อยู่ในปัจจุบันมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ภาระงานนอกจากงานสอนมักเบียดเบียนเวลา ในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์แบบคละชั้นเรียน (57.69%) ครูรู้สึกหนักใจที่ต้องสอนวิชา วิทยาศาสตร์แบบคละชั้นเรียน (51.92%) ครูได้รับมอบหมายให้สอนในวิชาที่ไม่ตรงกับ วิชาเอก ครูไม่ได้รับการฝึกทักษะ หรือฝึกอบรมเกี่ยวกับการสอนแบบคละชั้นเรียน และนักเรียนในห้องเรียนคละชั้นมักตั้งใจเรียนน้อยลงเมื่อเรียนกับเพื่อนต่างระดับชั้น (46.15%) และการวิจัยระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล กับครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์แบบคละชั้นเรียนจำนวน 3 ท่าน ผลการค้นหาและวิเคราะห์ แบบแก่นสาระ จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาวิทยาศาสตร์แบบคละชั้นเรียน ได้สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงในบริบทของประเทศไทยได้อย่างดียิ่งขึ้น จากการพิจารณา ตามกรอบ TEPO ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน (Teaching Environment) กระบวนการจัดการเรียนการสอน (Teaching Process) และความรู้ พฤติกรรม ทักษะ หรือความเข้าใจที่สามารถครูมุ่งหวัง (Teaching Outcome) ทำให้เห็นถึงปัญหา ที่ควรให้ความสำคัญและได้รับการแก้ไขทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ การทำความเข้าใจระหว่าง ทฤษฎีกับการปฏิบัติการสอนจริง การขาดแคลนทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็น การเข้าถึงบริบท ของผู้เรียน และการปรับเปลี่ยนทัศนคติของครูผู้สอน ซึ่งทั้ง 4 แก่นสาระนี้จัดเป็นข้อมูล สภาพจริงที่ค้นพบได้จากการสำรวจค้นหาในการวิจัยครั้งนี้และเป็นข้อมูลที่สำคัญของการพัฒนา คุณภาพการศึกษาวิทยาศาสตร์แบบคละชั้นเรียนในบริบทประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, จักรกฤษณ์ ปรินทอง
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, จักรกฤษณ์ ปรินทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 60 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติ จำนวน 30 คน ดำเนินการทดลองระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ 60 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ จำนวน 8 แผน (IOC=0.87) 2) แบบทดสอบความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นตามแนวคิดของ Newton (2009) (IOC = 0.96) การวิจัยนี้แสดงผลเป็นค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้สถิติ paired t-test เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ independent t-test เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยตั้งค่านัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์รวมทุกองค์ประกอบของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์รวมทุกองค์ประกอบก่อนการทดลองกับหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์รวมทุกองค์ประกอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Operational Planning To Enhance Bhutan Power Grid Resilience In Interconnected Systems, Kelzangla -
Operational Planning To Enhance Bhutan Power Grid Resilience In Interconnected Systems, Kelzangla -
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The complexity of modern power systems has led to more blackouts in the past 15 years. These blackouts cause significant disruptions and economic impacts. To address this, the IEEE PES taskforce recommended Intentional Controlled Islanding (ICI) via Special Protection Schemes (SPSs). ICI, or controlled system separation, is an adaptive control strategy to prevent widespread blackouts when conventional protection measures fail. It involves quickly identifying and disconnecting specific grid branches to form stable, manageable islands. These islands can be controlled more efficiently, reducing the risk of a total blackout. The three critical aspects of ICI are determining the timing (when), boundaries …
Optimal Scheduling And Sizing Of Battery Energy Storage System In An Industrial Microgrid, Jirawat Wongyai
Optimal Scheduling And Sizing Of Battery Energy Storage System In An Industrial Microgrid, Jirawat Wongyai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This project focuses on enhancing operational efficiency by integrating a Battery Energy Storage System (BESS) with a solar power generation system. The primary goal is to design and optimize the scheduling and sizing of the BESS using Rule-Based Algorithm and Particle Swarm Optimization. The analysis includes assessing electricity cost reduction rates, payback periods, and identifying the battery capacity that maximizes cost savings while maintaining an acceptable payback period. Additionally, the project applies the Rule-Based method to the factory's actual electrical system, calculates the optimal timing for BESS investment as costs decrease, and translates the reduced electricity consumption into carbon credits. …
การศึกษาความสบายในการขับขี่ของยานยนต์ไฟฟ้าผ่านการควบคุมแรงขับจากมอเตอร์ในล้อ, ชนกนันท์ บุญลัภยานันท์
การศึกษาความสบายในการขับขี่ของยานยนต์ไฟฟ้าผ่านการควบคุมแรงขับจากมอเตอร์ในล้อ, ชนกนันท์ บุญลัภยานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ได้ทำการศึกษาความสบายในการขับขี่ (Ride Comfort) ของยานยนต์ไฟฟ้าที่มีการติดตั้ง In-Wheel Motor ไว้ที่ล้อทุกล้อบนโปรแกรม MATLAB โดยใช้แบบจำลองแบบครึ่งคัน (Half Car Model) ผ่านการพิจารณาค่า Frequency-Weighted Acceleration ซึ่งถูกนิยามไว้ในมาตรฐานของ ISO 2631 โดยการใช้ Power Spectral Density ของ Road Profile 3 แบบ ซึ่งเป็น Input ของระบบ (ถนนทั้ง 3 แบบถูกจัดอยู่ใน Class A ถึง D ตามมาตรฐาน ISO 8608) จากนั้นจึงคำนวณหาค่า Frequency-Weighted Acceleration ของ 2 กรณี เปรียบเทียบกัน โดยกรณีแรกคือระบบแบบ Open-Loop ที่ไม่ได้มีการติดตั้ง Controller กับอีกกรณีหนึ่งซึ่งเป็นระบบแบบ Closed-Loop ที่มีการติดตั้ง P Controller ไว้ที่ In-Wheel Motor ของล้อทุกล้อ เพื่อให้เกิดการสั่นสะเทือนในแนวดิ่งให้น้อยที่สุด ผ่านการควบคุมแรงขับจาก In-Wheel Motor โดยมีการเปลี่ยนแปลงค่าของ Proportional Gain เพื่อดูผลของ Controller ที่มีต่อค่า Frequency-Weighted Acceleration แล้วจึงพิจารณาประสิทธิภาพของ Controller ว่าสามารถลดการสั่นสะเทือนของยานยนต์ไฟฟ้าได้มากน้อยเพียงใด โดยคำนวณเป็นสัดส่วนของค่า Frequency-Weighted Acceleration ที่ลดลงเมื่อเทียบกับกรณีของระบบ Open-Loop ผลการศึกษาพบว่า เมื่อค่า Proportional Gain ของ P Controller มีค่าสูงขึ้น จะทำให้ค่า Frequency-Weighted Acceleration มีค่าลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้การขับขี่มีความสบายมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ค่า Proportional Gain ของ Controller …