Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 2761 - 2790 of 2807

Full-Text Articles in Entire DC Network

ผลของระยะห่างระหว่างอักษร ความหนาของเส้นรบกวน และเงื่อนไขการใช้สี ต่ออัตรายืนยันความเป็นมนุษย์และอัตราความทนทานของแคปท์ชาข้อความ, ศุภาพิชญ์ ชูชาติ Jan 2017

ผลของระยะห่างระหว่างอักษร ความหนาของเส้นรบกวน และเงื่อนไขการใช้สี ต่ออัตรายืนยันความเป็นมนุษย์และอัตราความทนทานของแคปท์ชาข้อความ, ศุภาพิชญ์ ชูชาติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แคปท์ชาข้อความเป็นเครื่องมือที่ใช้ทดสอบว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์จริงหรือไม่ ดังนั้นแคปท์ชาข้อความที่ดีควรป้องกันการโจมตีจากโปรแกรมอัตโนมัติได้ แต่มนุษย์ยังคงเข้าใจได้ง่าย การวัดความสามารถของแคปท์ชาข้อความคือ (1) การวัดอัตราการยืนยันความเป็นมนุษย์ อันหมายถึงอัตราที่ผู้ใช้สามารถระบุอักษรที่ปรากฏในแคปท์ชาข้อความได้ถูกต้อง และ (2) การวัดอัตราความทนทานของแคปท์ชาข้อความ อันหมายถึงอัตราที่แคปท์ชาข้อความสามารถป้องกันการโจมตีของโปรแกรมอัตโนมัติได้ ดังนั้นจึงน่าสนใจที่จะวิเคราะห์ผลของ (1) ระยะห่างระหว่างอักษร (2) ความหนาของเส้นรบกวน และ (3) สีของเส้นรบกวน ต่ออัตราการยืนยันความเป็นมนุษย์ และอัตราความทนทานของแคปท์ชาข้อความ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์กับหน่วยทดลองจำนวน 360 คน การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ระยะห่างระหว่างอักษร และความหนาของเส้นรบกวนมีผลต่ออัตราการยืนยันความเป็นมนุษย์ ทว่าผลของสีของเส้นรบกวนต่ออัตราการยืนยันความเป็นมนุษย์ไม่มีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่าระยะห่างระหว่างอักษร และความหนาของเส้นรบกวนมีผลต่ออัตราความทนทานของแคปท์ชาข้อความ ทว่าผลของสีของเส้นรบกวนต่ออัตราความทนทานของแคปท์ชาข้อความไม่มีนัยสำคัญ ข้อสรุปที่ได้จากงานวิจัยนี้เป็นการต่อยอดองค์ความรู้สำหรับพัฒนาแคปท์ชาข้อความ อีกทั้งผู้พัฒนาแคปท์ชาข้อความสามารถใช้ข้อค้นพบนี้ในเลือกระยะห่างระหว่างอักษร และเส้นรบกวน เพื่อออกแบบแคปท์ชาข้อความให้ง่ายต่อการใช้งานของมนุษย์ และยากต่อการโจมตีของโปรแกรมอัตโนมัติ


การศึกษาผลกระทบเชิงพลวัตของการลงทุนในภาคการขนส่งต่อสาขาการผลิตในประเทศไทย โดยใช้แบบจำลองดุลยภาพทั่วไป, วัชระ เพชรดิน Jan 2017

การศึกษาผลกระทบเชิงพลวัตของการลงทุนในภาคการขนส่งต่อสาขาการผลิตในประเทศไทย โดยใช้แบบจำลองดุลยภาพทั่วไป, วัชระ เพชรดิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคการขนส่งและภาคการผลิตอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในภาคขนส่ง โดยใช้ตารางปัจจัยการผลิต-ผลผลิต พ.ศ. 2553 และข้อมูลบัญชีรายได้ประชาชาติเป็นฐานข้อมูลในการสร้างตารางบัญชีเมตริกซ์สังคมเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ โดยได้แบ่งสาขาการผลิตในระบบเศรษฐกิจออกเป็น 24 สาขาการผลิต และจัดกลุ่มจากความใกล้เคียงในเทคโนโลยีการผลิตและโครงสร้างต้นทุนค่าขนส่ง สำหรับแบบจำลองที่ใช้ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ 1) การคำนวณตัวคูณราคาคงที่ ซึ่งได้ปรับปรุงมาจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายของสาขาการผลิตในตารางบัญชีเมตริกซ์สังคม โดยได้ปรับสัดส่วนการบริโภคภาคครัวเรือนด้วยค่าความยืดหยุ่นของรายได้เพื่อคำนึงถึงผลจากการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการบริโภคเมื่อรายได้ของครัวเรือนเปลี่ยนแปลง 2) การคำนวณดุลยภาพทั่วไป ซึ่งการศึกษานี้ได้ออกแบบให้การสร้างมูลค่าเพิ่ม หน่วยผลิตสามารถเลือกใช้รูปแบบการขนส่งเพื่อทดแทนการเลือกปัจจัยในการผลิตได้ โดยการจำลองสถานการณ์จะเป็นการเปรียบเทียบผลกระทบจากสัดส่วนของทุนที่จะเข้าสู่ภาคการขนส่งของประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า สาขาในภาคการขนส่งที่มีผลกระทบเชื่อมโยงไปข้างหลัง (Backward Linkage) มากสุด ได้แก่ สาขาการขนส่งทางราง ขณะที่ผลกระทบเชื่อมโยงไปข้างหน้า (Forward Linkage) ได้แก่ สาขาการขนส่งทางถนน เมื่อทำการจำลองสถานการณ์โดยการเพิ่มทุนในภาคขนส่งพบว่าสามารถเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศได้ ดังนั้นรัฐบาลควรเพิ่มการลงทุนในภาคการขนส่งต่อไป นอกจากนี้ การจัดสรรเงินลงทุนในภาคการขนส่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นสาขาการผลิตที่เกี่ยวข้องกับภาคการขนส่ง โดยพิจารณาจากผลกระทบเชื่อมโยงไปข้างหน้า และผลกระทบเชื่อมโยงไปข้างหลัง


ผลของความถี่ และจังหวะของดนตรีพื้นหลังต่อการรับรู้การผ่านไปของเวลา, ปวีย์ เพชรรักษ์ Jan 2017

ผลของความถี่ และจังหวะของดนตรีพื้นหลังต่อการรับรู้การผ่านไปของเวลา, ปวีย์ เพชรรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ต่างไม่ชอบการรอคอยที่ต้องใช้เวลานาน เสียงดนตรีสามารถเข้ามาช่วยทำผู้ใช้รู้สึกใช้เวลารอคอยสั้นกว่าเดิม โดยการศึกษานี้นำเสียงมาใช้ร่วมกับแถบแสดงความก้าวหน้ามุ่งศึกษาไปที่เรื่องของความถี่และจังหวะของดนตรีพื้นหลัง การศึกษานี้ประกอบด้วยการทดลองสองการทดลอง โดยการทดลองแรกเป็นการประเมินเวลา และในการทดลองที่สอง เป็นการเปรียบเทียบการรับรู้ถึงระยะเวลาในการรอคอย การทดลองทั้งสองแสดงให้เห็นว่าเสียงดนตรีทำให้การรับรู้การผ่านไปของเวลาแตกต่างกันเมื่อทำการเปรียบเทียบ เช่น เสียงดนตรีทำให้คนรู้สึกว่ารอคอยสั้นกว่าการไม่ใช้เสียงอะไรเลย เป็นต้น นอกจากนั้นแสดงให้เห็นว่าการนำความถี่และจังหวะของเสียงมาช่วยในการออกแบบเสียงดนตรีมีผลต่อการรับรู้การผ่านไปของเวลาแตกต่างกันหลายระดับ


การจัดวางองค์ประกอบของส่วนแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ให้บริการจองโรงแรมออนไลน์: การศึกษาเชิงประจักษ์โดยใช้การติดตามการมอง, สกลพร โนรี Jan 2017

การจัดวางองค์ประกอบของส่วนแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ให้บริการจองโรงแรมออนไลน์: การศึกษาเชิงประจักษ์โดยใช้การติดตามการมอง, สกลพร โนรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาว่ารูปแบบการจัดวางองค์ประกอบของส่วนแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ให้บริการจองโรงแรมออนไลน์ควรมีลักษณะอย่างไร ตามความชอบหรือความพึงพอใจของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต การเก็บข้อมูลของงานวิจัยนี้ถูกแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยในการเก็บข้อมูลช่วงที่หนึ่ง ผู้วิจัยเลือกองค์ประกอบของส่วนแสดงความคิดเห็นมาจากเว็บไซต์ให้บริการจองโรงแรมออนไลน์ที่มีความนิยมในปัจจุบัน เช่น agoda.com booking.com เป็นต้น เพื่อให้หน่วยตัวอย่างของงานวิจัยทำการทดลอง โดยหน่วยตัวอย่างจะจัดวางองค์ประกอบเหล่านั้นให้อยู่ในรูปแบบที่หน่วยตัวอย่างต้องการเห็นมากที่สุด โดยรูปแบบของการจัดวางองค์ประกอบส่วนแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นผลสรุปของการเก็บข้อมูลช่วงที่หนึ่งจะถูกสร้างโดยใช้องค์ประกอบและตำแหน่งที่มีหน่วยตัวอย่างเลือกมากที่สุด ในการเก็บข้อมูลช่วงที่สอง ส่วนแสดงความคิดเห็นที่เป็นผลมาจากเก็บข้อมูลช่วงที่หนึ่งจะถูกนำมาวัดความสามารถในการใช้งาน โดยพิจารณาการรับรู้ความง่ายในการใช้งานและการรับรู้อรรถประโยชน์ และนำค่าเหล่านี้ไปเปรียบเทียบความสามารถในการใช้งานกับส่วนแสดงความคิดเห็นของเว็บไซต์ agoda.com ในการเก็บข้อมูลช่วงที่สอง จะมีการใช้เครื่องมือติดตามการมองเพื่อบันทึกและวิเคราะห์เส้นทางการมองของหน่วยตัวอย่าง ผลจากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลได้ผลสรุปว่า รูปแบบการแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นผลของการเก็บข้อมูลช่วงที่หนึ่งของงานวิจัยมีความแตกต่างจาก agoda.com การรับรู้ความง่ายในการใช้งานของส่วนแสดงความคิดเห็นทั้งสองรูปแบบแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การรับรู้อรรถประโยชน์ของส่วนแสดงความคิดเห็นทั้งสองรูปแบบไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเส้นทางการมองส่วนแสดงความคิดเห็นทั้งสองรูปแบบ มีความแตกต่างกัน คำศัพท์สำคัญ: ส่วนแสดงความคิดเห็นโรงแรมออนไลน์, ความสามารถในการใช้งาน, การติดตามการมอง, พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์


การอ่านทำความเข้าใจด้วยเครื่องเพื่อคำถามที่มีหลายความสัมพันธ์ด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงลึก, ณัฐชัย ตรีทศายุธ Jan 2017

การอ่านทำความเข้าใจด้วยเครื่องเพื่อคำถามที่มีหลายความสัมพันธ์ด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงลึก, ณัฐชัย ตรีทศายุธ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การอ่านทำความเข้าใจเพื่อใช้ตอบคำถาม เป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญและยากที่สุดในงานสายการประมวลผลภาษาธรรมชาติ วิธีการที่ได้รับความนิยมและให้ผลที่ดีที่สุดในปัจจุบัน คือการใช้โมเดลที่นำเอาการเรียนรู้เชิงลึกเข้ามาช่วยตอบ โดยโมเดลจะทำการหาคำที่คล้ายกันระหว่างคำถามและบทความเพื่อนำไปใช้ในการตอบคำถาม แต่โมเดลในรูปแบบนี้จะมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถจะตอบคำถามซึ่งคำตอบจะต้องใช้การเชื่อมต่อคำในหลายประโยคเข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่าคำถามที่มีหลายความสัมพันธ์ได้ งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการที่จะเสนอแนวทางในการใช้คำอ้างอิงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว รวมถึงยังได้เสนอวิธีการตอบแบบสองทาง และฟังก์ชันต้นทุนจากความยาวของคำตอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ


การระบุตัวคนขับรถโดยใช้ฮิสโทแกรมและโครงข่ายประสาทเทียมจากข้อมูลความเร่ง, ณัฐธัญ วิโรจน์บุญเกียรติ Jan 2017

การระบุตัวคนขับรถโดยใช้ฮิสโทแกรมและโครงข่ายประสาทเทียมจากข้อมูลความเร่ง, ณัฐธัญ วิโรจน์บุญเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จนถึงปัจจุบันจำนวนตัวรับรู้ในรถยนต์มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ภายในรถยนต์ ข้อมูลจำนวนมากที่เกิดขึ้นจากตัวรับรู้เหล่านี้ส่งผลให้เกิดการศึกษาในการพยายามใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เกิดประโยขน์ งานวิจัยอย่างหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากคือการศึกษาพฤติกรรมการขับรถ เนื่องจากคนขับรถแต่ละคนมีพฤติกรรมต่างกัน การรู้ถึงพฤติกรรมการขับรถจึงทำให้สามารถระบุตัวคนขับรถได้ การทราบถึงบุคคลที่กำลังขับรถทำให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นด้านความปลอดภัย การประกันภัย หรือการอำนวยความสะดวก สิ่งนี้เองทำให้มีงานวิจัยเกี่ยวกับการระบุตัวคนขับรถเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเมื่อไม่นานมานี้ งานวิจัยที่ผ่านมาส่วนมากมักใช้ข้อมูลจากตัวรับรู้จำนวนมากเพื่อระบุตัวคนขับรถและสามารถทำได้โดยมีความแม่นยำสูง อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งแสดงให้เห็นว่าการระบุตัวคนขับรถสามารถทำได้โดยใช้ตัวรับรู้เพียงตัวเดียว แต่ค่าความแม่นยำของงานเหล่านี้ยังสามารถพัฒนาต่อได้ งานวิจัยนี้ได้เสนอระบบการระบุตัวคนขับรถโดยใช้เพียงข้อมูลจากตัวรับรู้ความเร่ง โดยมีการใช้ฮิสโทแกรมของความเร่งเป็นข้อมูลนำเข้าสู่โครงข่ายประสาทเทียม สถาปัตยกรรมระบบที่นำเสนอในงานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบระบุตัวคนขับรถอื่นในอนาคต ผลการทดสอบประสิทธิภาพของระบบนี้สามารถระบุตัวคนขับรถได้แม่นยำสูงสุดถึง 99 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ในงานวิจัยยังได้ทดสอบประสิทธิภาพในหลายแง่มุมซึ่งที่ผ่านมามีหลายงานวิจัยที่มองข้ามบางแง่มุมไป ดังนั้นการวัดผลในงานวิจัยนี้จึงสามารถใช้เป็นแนวทางในการวัดผลการระบุตัวคนขับรถอื่นในอนาคตได้เช่นกัน


การคัดแยกไวรัสคอมพิวเตอร์จากรหัสฐานสอง, ประสิทธิ์ อุษาฟ้าพนัส Jan 2017

การคัดแยกไวรัสคอมพิวเตอร์จากรหัสฐานสอง, ประสิทธิ์ อุษาฟ้าพนัส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอการใช้การเรียนรู้แบบมีผู้สอนเพื่อตรวจจับไฟล์ไวรัสคอมพิวเตอร์ที่ไม่เคยพบมาก่อนแบบ static ผู้วิจัยได้ทดสอบกับตัวแยกประเภทจำนวน 3 แบบ คือ random forest, multilayer perceptron และ extreme gradient boosting ชุดข้อมูลประกอบด้วย 6319 ไฟล์ executable แต่ละไฟล์ถูกสกัดด้วย objdump แล้วจัดเรียงตามคะแนน TF-IDF เพื่อหา feature ที่เหมาะสม ผลลัพธ์เปรียบเทียบด้วย F1-score คือ สามารถใช้ตัวแยกประเภทแบบ random forest ร่วมกับข้อมูลที่มี 20 attribute ได้ 0.937 F1-score ซึ่งมากกว่าบรรทัดฐานอยู่ 0.031 F1-score และ สามารถใช้ตัวแยกประเภทแบบ extreme gradient boosting ร่วมกับข้อมูลที่มี 500 attribute ได้ 0.962 F1-score ซึ่งมากกว่าบรรทัดฐานอยู่ 0.041 F1-score จึงสรุปได้ว่าวิธีการในงานวิจัยนี้สามารถเพิ่ม precision และ recall ของการแยกประเภทได้


อัลกอริทึมในการหาเส้นทางที่พิจารณาปริมาณการเข้าคิวของข้อมูล บนระบบเครือข่ายที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์, ภควัต ชุ่มเจริญ Jan 2017

อัลกอริทึมในการหาเส้นทางที่พิจารณาปริมาณการเข้าคิวของข้อมูล บนระบบเครือข่ายที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์, ภควัต ชุ่มเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อัลกอริทึมการหาเส้นทางเป็นกลไกที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจในการเลือกเส้นทางในการส่งของข้อมูลในระบบเครือข่ายโดยที่ผ่านมาได้มีอัลกอริทึมการหาเส้นทางต่างๆ มากมายที่พัฒนามาจากทฤษฎีกราฟพื้นฐานด้วยคำนึงถึงการเลือกเส้นทางที่สั้นที่สุดหรือ shortest path และนอกจากนั้นตัวชี้วัดของระบบเครือข่ายจำนวนมากได้ถูกนำไปใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพของการควบคุมคุณภาพการให้บริการ (QoS) ที่อุปกรณ์ปลายทาง แต่อย่างไรตามการเลือกเส้นทางจากอัลกอริทึมการหาเส้นทางที่มีอยู่เดิมนั้น เมื่อมีปริมาณการส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นยังทำให้เกิดเวลาแฝง (Lantency) ของการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์จุดปลายหนึ่ง ไปยังอุปกรณ์จุดปลายอีกจุดหนึ่ง และเกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน ในระบบเครือข่าย โดยปัญหาดังกล่าวจะเรียกว่า ปัญหาปริมาณข้อมูลเกินขนาดบัฟเฟอร์ หรือ Bufferbloat Problem ซึ่งเกิดจากการที่มีปริมาณข้อมูลในบัฟเฟอร์เกินขนาดของบัฟเฟอร์ งานวิจัยนี้จึงได้เสนออัลกอริทึมในการหาเส้นทางที่พิจารณาปริมาณการเข้าคิวของข้อมูล บนระบบเครือข่ายที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์โดยใช้ความสามารถของระบบแบบรวมศูนย์กลาง เพื่อรวบรวมข้อมูลขนาดบัฟเฟอร์โดยตรงตามเวลาจริง เพื่อคำนวณเส้นทางที่มีระยะที่สั้นที่สุดที่มีระดับค่าการครอบครองพื้นที่ในบัฟเฟอร์ที่ยอมรับได้ โดยผลประสิทธิภาพของอัลกอริทึม ที่ได้จากทดลองแสดงให้เห็นว่าอัลกอริทึมที่เสนอในงานวิจัยนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่าอัลกอริทึมที่หาเส้นทางที่ระยะทางที่สั้นที่สุด ในแง่ของผลรวมของปริมาณงาน (Overall Throughput) ช่วงเวลาในการเดินทางของข้อมูล (Round Trip Time) และความสูญเสียสะสมของกลุ่มข้อมูล (Packet Loss) ที่เกิดในระบบเครือข่ายเป็นอย่างมาก


การวิเคราะห์รูปแบบการจราจรบนถนนโดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่จากซีดีอาร์และจีพีเอส, ล่ำซำ ทองสีนุช Jan 2017

การวิเคราะห์รูปแบบการจราจรบนถนนโดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่จากซีดีอาร์และจีพีเอส, ล่ำซำ ทองสีนุช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหนึ่งที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง การทราบถึงปริมาณความต้องการในการเดินทางระหว่างพื้นที่และเส้นทางที่ใช้ในการเดินทางจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ใช้ในการวางแผนระบบขนส่งภายในเมือง ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลตำแหน่งของผู้ใช้อยู่มากมายเช่น โปรแกรมบนโทรศัพท์มือถือ, จีพีเอสที่ติดบนรถแท็กซี่ (GPS), บันทึกการใช้งานเครือข่ายไวไฟ (Wi-Fi Log) และบันทึกรายละเอียดการใช้งานโทรศัพท์ (CDR) โดยข้อมูลที่นักวิจัยนิยมใช้ในการหาปริมาณความต้องการในการเดินทางระหว่างพื้นที่คือข้อมูลจากจีพีเอสที่ติดบนรถแท็กซี่และบันทึกรายละเอียดการใช้งานโทรศัพท์ ซึ่งข้อมูลจากแต่ละแหล่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันโดยข้อมูลจีพีเอสเป็นข้อมูลที่รายงานตำแหน่งของผู้ใช้งานอย่างแม่นยำและมีรอบการส่งตำแหน่งที่แน่นอนแต่ข้อมูลมีขนาดเล็กไม่สามารถใช้เป็นตัวแทนประชากรทั้งเมืองได้ แต่ข้อมูลจากซีดีอาร์เป็นข้อมูลจากกลุ่มผู้ใช้งานขนาดใหญ่แต่ตำแหน่งที่ได้เป็นตำแหน่งของเสากระจายสัญญาณเท่านั้น ผู้วิจัยจึงนำข้อดีของข้อมูลจากทั้งสองแหล่งมาใช้ในการสร้างเครื่องมือ โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอวิธีการในการสร้างเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของประชากรระหว่างบ้านและสถานที่ทำงาน โดยใช้ข้อมูลจากบันทึกรายละเอียดการใช้งานโทรศัพท์ในการหาบ้านและสถานที่ทำงานของประชากรทำให้ทราบถึงปริมาณความต้องการในการทางระหว่างพื้นที่ และใช้ข้อมูลจีพีเอสจากรถแท็กซี่ในการหาเส้นทางบนถนนที่เป็นที่นิยมในการเดินทางระหว่างพื้นที่ และผู้วิจัยได้วิเคราะห์ในหลาย ๆ พื้นที่ยกตัวอย่างเช่น ประชากรที่ทำงานในพื้นที่สีลมและช่องนนทรี ,การเดินทางระหว่างสีลมกับอนุสาวรีชัยสมรภูมิ และการเดินทางจากฝั่งธนบุรีไปฝั่งพระนคร


การแปลงสโตแคสติกเพทริเน็ตไปเป็นห่วงโซ่มาร์คอฟ, เกศิณี สุมนาตย์ Jan 2017

การแปลงสโตแคสติกเพทริเน็ตไปเป็นห่วงโซ่มาร์คอฟ, เกศิณี สุมนาตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในการดำเนินธุรกิจ เมื่อมีจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น การให้บริการที่รวดเร็ว ทันต่อความต้องการของลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากผู้ประกอบการธุรกิจ ไม่ได้มีการวางแผนเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของลูกค้า อาจทำให้การบริการมีความล่าช้า ไม่ทันกาล ต้องมีการรอคอย ซึ่งอาจเกิดจากมีจำนวนของผู้ให้บริการหรือพนักงานไม่เพียงพอกับจำนวนผู้มารับบริการ การบริหารจัดการแถวคอยที่ขาดประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนส่งผลให้เกิดความไม่พึงพอใจต่อผู้มารับบริการ และอาจนำไปสู่การสูญเสียลูกค้า และเสียโอกาสในการดำเนินธุรกิจได้ งานวิจัยนี้ได้เสนอสโตแคสติกเพทริเน็ตซึ่งเป็นแบบจำลองที่สามารถจำลองการเข้าแถวคอยของผู้มารับบริการ, ผู้ให้บริการและลักษณะของการเข้าแถวคอยได้ ซึ่งที่ได้เสนอแบบจำลองนี้เนื่องจากว่าเป็นแบบจำลองที่สามารถวิเคราะห์การเข้าแถวคอยได้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ตลอดจนช่วยทำให้เข้าใจพฤติกรรมของการเข้าแถวคอยที่ได้จำลองเอาไว้ได้ แต่ด้วยข้อจำกัดของแบบจำลองสโตแคสติกเพทริเน็ตที่ไม่สามารถคำนวณความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนจากจุดของการเข้าแถวคอยจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ ทำให้ไม่เพียงพอกับการวิเคราะห์การเข้าแถวคอย ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้เสนอการแปลงสโตแคสติกเพทริเน็ตไปเป็นห่วงโซ่มาร์คอฟ ซึ่งห่วงโซ่มาร์คอฟสามารถคำนวณความน่าจะเป็นเพื่อวิเคราะห์หาโอกาสที่ผู้ใช้บริการเข้ามาใช้บริการที่แถวคอย และคาดการณ์การใช้บริการว่าจะสามารถแล้วเสร็จในระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่ ซึ่งในการวิเคราะห์นี้จะถูกวิเคราะห์อยู่ในรูปแบบของการคำนวณความน่าจะเป็นที่มีการแจกแจงแบบเอ็กโพเนนเชียล โดยใช้ฟังก์ชันความหนาแน่นของความน่าจะเป็นหรือ ฟังก์ชันการแจกแจงสะสม เพื่อให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าจำนวนของผู้ให้บริการเพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้บริการหรือไม่อย่างไรและนำไปสู่การตัดสินใจและดำเนินการเพื่อให้สามารถรองรับความต้องการการใช้บริการของผู้ใช้บริการได้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพต่อไป สุดท้ายเครื่องมือได้ถูกนำไปทดสอบความถูกต้องกับ 3 กรณีศึกษา ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เครื่องมือสามารถวิเคราะห์หาโอกาสที่ผู้ใช้บริการเข้ามาใช้บริการที่แถวคอยและแล้วเสร็จในระยะเวลาที่กำหนดมีค่าความน่าจะเป็นได้อย่างถูกต้อง


การแปลงเว็บแอปพลิเคชันบนพื้นฐานจาวาสคริปต์ให้เป็นเดสก์ท็อปข้ามแพลตฟอร์มด้วยอิเล็กตรอน, กิตติ เกร็ดพัฒนกุล Jan 2017

การแปลงเว็บแอปพลิเคชันบนพื้นฐานจาวาสคริปต์ให้เป็นเดสก์ท็อปข้ามแพลตฟอร์มด้วยอิเล็กตรอน, กิตติ เกร็ดพัฒนกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีหลายแนวทางได้เกิดขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนแอปพลิเคชันที่มีอยู่ไปสู่โปรแกรมที่มีฐานร่วมกัน ในบรรดาแนวทางต่างๆ อิเล็กตรอนเป็นกรอบงานหนึ่งที่แพร่หลายรู้จักกันดีสำหรับนักพัฒนาเว็บเพื่อใช้สร้างเดสก์ท็อปแอปลิเคชันข้ามแพลตฟอร์ม ด้วยเว็บเทคโนโลยีต่างๆ ที่คุ้นเคย ได้แก่ เอชทีเอ็มแอล ซีเอสเอส และจาวาสคริปต์ งานวิจัยนี้จึงได้นำเสนอแนวทางสำหรับการแปลงเว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาด้วยจาวาสคริปต์ให้เป็นเดสก์ท็อปแอปพลิเคชันที่สามารถประมวลผลได้บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ แม็คโอเอส และลินุกซ์ เดสก์ท็อปแอปพลิเคชันที่เป็นผลลัพธ์จากการแปลงจะยังคงประกอบด้วยซอร์สโค้ดชุดเดิมที่สามารถพัฒนาได้ต่อไป


เครื่องมือประเมินความสามารถในการใช้งานเชิงฮิวริสติกสำหรับแอปพลิเคชันแอนดรอยด์, ขวัญดี เพชรากานต์ Jan 2017

เครื่องมือประเมินความสามารถในการใช้งานเชิงฮิวริสติกสำหรับแอปพลิเคชันแอนดรอยด์, ขวัญดี เพชรากานต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประเมินความสามารถในการใช้งานแอปพลิเคชันโดยใช้วิธีการประเมินเชิงฮิวริสติกเป็นวิธีการประเมินความสามารถในการใช้งานส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถดำเนินการประเมินได้ง่ายและค่าใช้จ่ายไม่สูงเมื่อเทียบกับวิธีประเมินแบบอื่น โดยการประเมินจะให้ผู้ประเมินทำการเปรียบเทียบการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ในแต่ละหน้าจอของแอปพลิเคชันกับหลักการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้หรือฮิวริสติก การประเมินจึงขึ้นกับการพิจารณาและประสบการณ์ในการออกแบบที่ผ่านมาของผู้ประเมินว่าสามารถตรวจพบข้อผิดพลาดในการออกแบบหรือไม่ อีกทั้งยังมีรายการประเมินตามฮิวริสติกในการออกแบบโดยต้องตรวจสอบเป็นจำนวนมาก ทำให้การประเมินทำได้ไม่ง่าย งานวิจัยนี้จึงนำเสนอการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยผู้ประเมินความสามารถในการใช้งานของส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ของแอปพลิเคชันสำหรับอุปกรณ์พกพาบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ในการตรวจสอบรายการประเมินการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้จากโค้ดของแอปพลิเคชันและรายงานข้อผิดพลาดในการออกแบบที่พบ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการประเมินเชิงฮิวริสติกเป็นการประเมินที่ต้องทำโดยอาศัยผู้ประเมิน ผู้วิจัยจึงได้เลือกรายการประเมินจำนวน 19 รายการ ที่ไม่ต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้สึกของผู้ประเมิน และสามารถตรวจสอบได้อย่างอัตโนมัติมาพัฒนาเครื่องมือ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประเมินในการตรวจสอบความสามารถในการใช้งานส่วนต่อประสานกับผู้ใช้เทียบกับรายการประเมินบางส่วนได้ จากการทดสอบการประเมินส่วนต่อประสานผู้ใช้ของ 3 แอปพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ตามรายการประเมิน 19 รายการดังกล่าว พบว่าค่าเฉลี่ยของจำนวนจุดที่พบข้อผิดพลาดในการออกแบบเมื่อประเมินโดยใช้เครื่องมือ มีค่ามากกว่าเมื่อประเมินโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้และกลุ่มนักพัฒนาแอปพลิเคชันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 นอกจากนี้เครื่องมือยังช่วยลดเวลาในการประเมินและสามารถตรวจสอบข้อผิดพลาดในการออกแบบที่ผู้ประเมินทั้งสองกลุ่มตรวจไม่พบได้


อัลกอริทึมการอนุมานไวยากรณ์สม่ำเสมอเชิงความน่าจะเป็นด้วยเทคนิคการเพิ่มขึ้น, ต่อศักดิ์ เพ็ญภินันท์ Jan 2017

อัลกอริทึมการอนุมานไวยากรณ์สม่ำเสมอเชิงความน่าจะเป็นด้วยเทคนิคการเพิ่มขึ้น, ต่อศักดิ์ เพ็ญภินันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การอนุมานไวยากรณ์เป็นเรื่องที่ได้รับการศึกษามาเป็นเวลานาน ซึ่งไวยากรณ์จะถูกแสดงในรูปของกฎการสร้างใหม่ ๆ พร้อมด้วยความน่าจะเป็นที่สนับสนุนกฎการสร้างไวยากรณ์นั้น งานวิจัยนี้สนใจในรูปแบบของไวยากรณ์ทั่วไปที่ได้รับการยอมรับผ่านเครื่องจักรแบบจำกัดสถานะ เทคนิคการอนุมานไวยากรณ์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันคืออัลกอริทึมอัลเลอเจียร์ (Alergia) ซึ่งวิธีการคือสร้างเครื่องจักรแบบจำกัดสถานะเชิงความน่าจะเป็นจากตัวอย่างเชิงบวกพร้อมกับหาค่าความน่าจะเป็น ซึ่งงานวิจัยนี้นำเสนออัลกอริทึมการอนุมานไวยากรณ์เชิงความน่าจะเป็นจากการพิจารณาตัวอย่างเชิงบวกเริ่มต้นจากความยาวน้อยไปหาความยาวที่มากที่สุดตามลำดับ กำหนดรูปแบบให้กับไวยากรณ์ที่เกิดขึ้น และนำเสนอในรูปแบบของเครื่องจักรแบบจำลองสถานะเชิงความน่าจะเป็น


การตรวจจับการเรียกใช้เว็บเซอร์วิซสำหรับทดสอบดับเบิลยูเอส-บีเพล, ณัฐพงศ์ เอื้อเพิ่มเกียรติ Jan 2017

การตรวจจับการเรียกใช้เว็บเซอร์วิซสำหรับทดสอบดับเบิลยูเอส-บีเพล, ณัฐพงศ์ เอื้อเพิ่มเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดับเบิลยูเอส-บีเพล เป็นภาษาที่อนุญาตให้ผู้ออกแบบกระบวนการทางธุรกิจ นำเว็บเซอร์วิซที่มีมาทำงานร่วมกับกระบวนการทางธุรกิจขององค์กร โดยเรียกผ่านพาร์ทเนอร์ลิงก์ที่เป็นแท็กเชื่อมโยงการเรียกใช้งานเว็บเซอร์วิซ เมื่อออกแบบกระบวนการทางธุรกิจโดยใช้ ดับเบิลยูเอส-บีเพล แล้ว ผู้ทดสอบควรมีการทดสอบการทำงานทุกเว็บเซอร์วิซ ที่อยู่ภายใต้ดับเบิลยูเอส-บีเพล ซึ่งความท้าทายของการทดสอบเว็บเซอร์วิซคือ การตามรอยข้อความที่รับส่งระหว่างดับเบิลยูเอส-บีเพลกับเว็บเซอร์วิซ และทดสอบทุกเว็บเซอร์วิซที่อยู่ภายใต้ดับเบิลยูเอส-บีเพล วิทยานิพนธ์นี้มีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอวิธีการสำหรับตรวจจับการเรียกใช้เว็บเซอร์วิซสำหรับทดสอบดับเบิลยูเอส-บีเพล โดยมุ่งเน้นการตรวจจับข้อความที่รับส่งระหว่างเว็บเซอร์วิซ โดยใช้วิธีการแทรกรหัสต้นทาง และสามารถแสดงรายการเว็บเซอร์วิซที่ไม่ถูกทดสอบให้ผู้ทดสอบทราบได้ วิธีการที่นำเสนอนี้ยังครอบคลุมถึงการสร้างกรณีทดสอบเพิ่มเติมสำหรับเว็บเซอร์วิซที่ไม่ถูกทดสอบภายใต้ข้อจำกัดบางประการได้ วิทยานิพนธ์นี้ยังนำวิธีการที่เสนอมาพัฒนาเป็นเครื่องมือสำหรับตรวจจับการเรียกใช้เว็บเซอร์วิซสำหรับทดสอบดับเบิลยูเอส-บีเพล โดยเครื่องมือจะสามารถอ่านไฟล์ดับเบิลยูเอส-บีเพล เพื่อจัดเก็บเส้นทางการไหลและแทรกรหัสต้นทางได้ สามารถจัดเก็บและแสดงข้อความที่รับส่งระหว่างเว็บเซอร์วิซกับดับเบิลยูเอส-บีเพลได้ สามารถแสดงเว็บเซอร์วิซที่ไม่ถูกทดสอบให้ผู้ทดสอบทราบได้ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างกรณีทดสอบเพิ่มเติมสำหรับเว็บเซอร์วิซที่ไม่ถูกทดสอบภายใต้ข้อจำกัดที่ระบุไว้ได้ เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นนี้ได้นำไปทดสอบกับกรณีศึกษา 3 กรณีศึกษา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ เครื่องมือสามารถจัดเก็บข้อมูลนำเข้าและข้อมูลส่งออกที่รับส่งระหว่างเว็บเซอร์วิซได้ สามารถแสดงรายการเว็บเซอร์วิซที่ไม่ถูกทดสอบ และสามารถสร้างกรณีทดสอบเพิ่มเติม ตามที่คาดหวังได้ถูกต้อง


ระบบจัดเก็บชิ้นส่วนโครงแบบของทรัพยากรการบริการไอทีโดยใช้อาร์ดีเอฟ, นราทิช ณ ลำปาง Jan 2017

ระบบจัดเก็บชิ้นส่วนโครงแบบของทรัพยากรการบริการไอทีโดยใช้อาร์ดีเอฟ, นราทิช ณ ลำปาง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอทางเลือกของการจัดเก็บชิ้นส่วนโครงแบบของทรัพยากรการบริการไอที เพื่อให้การจัดการบริการเทคโนโลยีสารสนเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาใช้กับการจัดการโครงแบบ ซึ่งผู้บริหารจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ที่เหมาะสมและถูกต้องเพื่อการตัดสินใจ โดยนำเสนอการเก็บข้อมูลลงฐานความรู้ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการรับมือกับปัญหาเชิงกลยุทธ์ ซึ่งโครงร่างออนโทโลยีได้รับการออกแบบเพื่อพัฒนาโครงแบบของทรัพยากรการบริการเทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบของอาร์ดีเอฟเอ็นทริปเปิล คลาสและลำดับชั้นของโครงร่างถูกออกแบบให้แสดงความสัมพันธ์ของซีไอได้อย่างเหมาะสม การออกแบบการสืบค้นใช้ภาษาสปาควอลเพื่อรองรับบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การคำนวณงบประมาณในการบำรุงรักษาประจำปี เป็นต้น โปรแกรมโพรเทเจถูกเลือกมาเพื่อใช้ในการออกแบบโครงร่างออนโทโลยี จากนั้นพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันด้วยภาษาจาวาที่ใช้กรอบงานของจีนาผ่านทางอาปาเชจีนาฟุเซกิเซิร์ฟเวอร์ และเว็บแอปพลิเคชันสามารถทำงานได้สำเร็จตามแนวทางการใช้ออนโทโลยี


การสร้างมิวแตนท์สําหรับนิพจน์เงื่อนไขบนแบบจําลองบีพีเอ็มเอ็น, ปฤษฎี ท่าดีสม Jan 2017

การสร้างมิวแตนท์สําหรับนิพจน์เงื่อนไขบนแบบจําลองบีพีเอ็มเอ็น, ปฤษฎี ท่าดีสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นเป็นแบบจำลองเชิงธุรกิจที่ถูกพัฒนาให้สามารถประมวลกระบวนการกิจกรรมเชิงธุรกิจบนเครื่องประมวลผลแบบจำลอง ซึ่งความสามารถดังกล่าวเป็นสาเหตุให้ต้องมีการทดสอบการทำงานของกระบวนการกิจกรรมบนแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามเงื่อนไขทางธุรกิจ นักทดสอบจึงได้นำเสนอวิธีการสร้างกรณีทดสอบด้วยเทคนิคที่แตกต่างกัน แต่กรณีทดสอบเหล่านั้นยังไม่มีการประเมินคุณภาพ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทดสอบมิวเทชันบนแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นในงานวิจัยนี้ ทั้งนี้การทดสอบมิวเทชันบนแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นของงานวิจัยนี้จะเริ่มต้นที่การกำหนดตัวดำเนินการมิวเทชันสำหรับแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็น จากนั้นพัฒนาเครื่องมือสร้างมิวแตนท์ขึ้นมาเพื่อสามารถทำการทดสอบมิวเทชันบนแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นได้ งานวิจัยนี้ได้กำหนดตัวดำเนินการมิวเทชันของแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นได้ทั้งหมด 25 ตัวดำเนินการ และพัฒนาเครื่องมือสร้างมิวแตนท์สำหรับนิพจน์เงื่อนไขบนแบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นขึ้น ด้วยตัวดำเนินการสำหรับนิพจน์เงื่อนไข 3 ตัวดำเนินการคือตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ ตัวดำเนินการเชิงสัมพันธ์ และตัวดำเนินการเชิงตรรกะ จากนั้นนำมิวแตนท์ที่ได้จากเครื่องมือสร้างมิวแตนท์มาทำการทดสอบมิวเทชัน หลังจาก ทดสอบมิวเทชันกับกรณีทดสอบที่ได้จากงานวิจัยก่อนหน้า ทำให้ทราบว่าผลการทดสอบของแต่ละเทคนิคการสร้างกรณีทดสอบนั้นมีค่าคะแนนมิวเทชันที่แตกต่างกัน ชุดกรณีทดสอบที่มีค่าคะแนนมิวเทชันมากที่สุด เป็นชุดกรณีทดสอบที่มีคุณภาพที่สุด


การจำแนกคุณภาพการใช้งานและปัญหาของเกมแอ็คชัน จากบทวิจารณ์ของผู้ใช้ด้วยการทำเหมืองข้อความ, อตินัติ์ วัฒนบุรานนท์ Jan 2017

การจำแนกคุณภาพการใช้งานและปัญหาของเกมแอ็คชัน จากบทวิจารณ์ของผู้ใช้ด้วยการทำเหมืองข้อความ, อตินัติ์ วัฒนบุรานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ข้อมูลความคิดเห็นของผู้ใช้ที่มีต่อเกมคือบทวิจารณ์เกมที่ปรากฏบนเว็บไซต์ต่างๆ จากผู้ใช้เกม สามารถระบุถึงความพึงพอใจของผู้ใช้ในการใช้ซอฟต์แวร์เกม และนำมาช่วยในการระบุความต้องการเชิงคุณภาพของซอฟต์แวร์เกม อย่างไรก็ตามบทวิจารณ์เกมจากผู้ใช้เกมนั้นมีจำนวนมากตามความนิยมของเกม รวมทั้งมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นภาษาธรรมชาติ ซึ่งมีความแตกต่างกันตามแต่ลักษณะการเขียนของผู้เขียนบทวิจารณ์ มักไม่มีการสรุปว่าเป็นประโยคที่กล่าวถึงประเภทของคุณภาพและปัญหาของเกมในเรื่องใด และมีความคิดเห็นเป็นเชิงบวกหรือเชิงลบ การที่จะจำแนกประโยคจากบทวิจารณ์เกมในด้านคุณภาพและปัญหาจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรด้านมนุษย์และเวลา งานวิทยานิพนธ์นี้จึงเสนอวิธีการจำแนกประโยคของบทวิจารณ์เกมแอ็คชันด้วยวิธีการทำเหมืองข้อความ ซึ่งบทวิจารณ์เกมประเภทแอ็คชันได้ถูกเลือกมาใช้เพราะเกมแอ็คชันเป็นประเภทของเกมที่ได้รับความนิยมสูง โดยงานวิทยานิพนธ์นี้แบ่งเป็น 5 ขั้นตอนคือ 1) การระบุและนิยามปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของเกมและปัญหาของเกม 2) การสร้างคลังคำศัพท์ของปัจจัยที่นิยามไว้ด้วย การสกัดคำอธิบายการระบุและนิยามปัจจัย การสกัดจากบทวิจารณ์เกม และการใช้เครื่องมือเวิร์ดเน็ตในการขยายคลังคำศัพท์ 3) การวิเคราะห์เพื่อจำแนกประโยคของบทวิจารณ์ทั้งในด้านความคิดเห็นเชิงบวกและเชิงลบ และด้านปัจจัยที่นิยามไว้ 4) การพัฒนาเครื่องมือตามแนวคิดที่นำเสนอ 5) การประเมินประสิทธิผลของเครื่องมือด้วยการทดลองจากการคำนวณค่าความแม่นยำ โดยการตรวจสอบการจำแนกประโยคของบทวิจารณ์เกมโดยเครื่องมือเปรียบเทียบกับการจำแนกโดยผู้เชี่ยวชาญ ประสิทธิผลของเครื่องมือในการจำแนกได้เหมือนกันทั้งหมดกับผู้เชี่ยวชาญในรูปของค่าความแม่นยำเฉลี่ย ของการจำแนกความคิดเห็นเชิงบวกและเชิงลบมีค่าร้อยละ 59.51 ของการจำแนกปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของเกมและปัญหาของเกมมีค่าร้อยละ 64.46 และ 81.01 ตามลำดับ


การจัดตารางการทำงานของพนักงานศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าโดยใช้เทคนิคการแยกส่วนปัญหา, เนตรนาวี อ่ำอินทร์ Jan 2017

การจัดตารางการทำงานของพนักงานศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าโดยใช้เทคนิคการแยกส่วนปัญหา, เนตรนาวี อ่ำอินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาการจัดตารางการทำงานของพนักงานโดยการมอบหมายพนักงานลงรูปแบบการเข้างานเพื่อให้มีต้นทุนในการจ้างพนักงานต่ำที่สุด การมอบหมายพนักงานลงรูปแบบการเข้างานนี้จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการทำงานต่างๆ เช่น ระยะเวลาในการทำงาน เวลาในการหยุดพัก เป็นต้น แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ได้ถูกนำมาใช้ในการหาคำตอบของปัญหา แต่เนื่องจากความซับซ้อนของปัญหาส่งผลให้เวลาที่ใช้ในการหาคำตอบเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อขนาดของปัญหาใหญ่ขึ้น ดังนั้นจึงเกิดแนวคิดในการแบ่งปัญหาออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 การหาจำนวนพนักงานที่ต้องการในแต่ละรูปแบบการเข้างานให้เพียงพอต่อความต้องการใน 1 เดือนโดยความต้องการพนักงานนี้จะขึ้นอยู่กับจำนวนพนักงานที่ต้องการในแต่ละช่วงเวลา ปัญหาส่วนที่ 2 คือการมอบหมายพนักงานลงรอบการเข้างาน และปัญหาส่วนที่ 3 คือการมอบหมายพนักงานลงรูปแบบการเข้างาน ผลการวิจัยพบว่าวิธีการที่นำเสนอให้ค่าวัตถุประสงค์ซึ่งได้แก่ต้นทุนการทำงานล่วงเวลาและค่าเดินทางของพนักงานที่น้อยกว่าวิธีการปัจจุบันของธนาคารในทุกตัวอย่างปัญหา โดยค่าวัตถุประสงค์รวมของทุกปัญหาลดลง 176,783 บาทต่อเดือน และค่าเฉลี่ยความแตกต่างระหว่างค่าวัตถุประสงค์ของทุกปัญหาที่ได้จากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และวิธีการปัจจุบันของธนาคารต่างกันร้อยละ 25.97 การเพิ่มจำนวนกะการทำงานจาก 18 กะงานเป็น 25 กะงานส่งผลให้ค่าวัตถุประสงค์รวมของทุกปัญหาลดลง 50,295 บาทต่อเดือน และค่าเฉลี่ยความแตกต่างระหว่างค่าวัตถุประสงค์ของก่อนและหลังการเพิ่มจำนวนกะการทำงานของพนักงานต่างกันร้อยละ 9.93 การเพิ่มศักยภาพของพนักงานให้สามารถบริการลูกค้าได้มากกว่าหนึ่งงานหรือมีหลายทักษะงานส่งผลให้ต้นทุนที่เกี่ยวข้องในการจ้างพนักงานลดลงและสามารถลดจำนวนพนักงานที่ต้องใช้ในการปฏิบัติงานลงด้วยเนื่องจากพนักงานหลายทักษะสามารถให้บริการงานแก่ลูกค้าได้หลายงานในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งนี้การเพิ่มศักยภาพของพนักงานให้ค่าวัตถุประสงค์ที่ดีกว่าการแยกงานของพนักงานร้อยละ 63.71 หรือ 581,363 บาทต่อเดือน


การออกแบบฮิวริสติกเพื่อใช้ในการออกแบบและปรับปรุงสายการผลิต, ญาณวโรตม์ พงศ์เศรษฐไพศาล Jan 2017

การออกแบบฮิวริสติกเพื่อใช้ในการออกแบบและปรับปรุงสายการผลิต, ญาณวโรตม์ พงศ์เศรษฐไพศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การออกแบบสายการผลิตมีจุดประสงค์เพื่อให้ได้รับสายการผลิตที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการและข้อจำกัดของเจ้าของสายการผลิตได้ ซึ่งสายการผลิตจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละโรงงาน โดยทั่วไปนั้นสายการผลิตจะถูกออกแบบโดยผู้มีประสบการณ์สูงด้วยวิธีการลองผิดลองถูก ซึ่งจะอาศัยการประเมินว่าสายการผลิตที่ทำการออกแบบมานั้นทำได้ตรงตามความต้องการหรือข้อจำกัดของเจ้าของสายการผลิตหรือไม่ย่อม หากสายการผลิตไม่สามารถทำได้ตรงตามความต้องการหรือข้อจำกัดจะทำการปรับปรุงสายการผลิต ทำให้การออกแบบสายการผลิตแต่ครั้งใช้ระยะเวลานาน มีค่าใช้จ่ายสูง และจำเป็นต้องพึ่งพาผู้มีประสบการณ์สูงซึ่งมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้การประเมินสายการผลิตแต่ละครั้งจำเป็นต้องใช้ตัวประเมินที่ถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งจากการศึกษางานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าตัวประเมินสายการผลิตจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ดังนั้นในงานวิจัยฉบับนี้จะนำเสนอวิธีการออกแบบสายการผลิตที่สามารถใช้ได้ทั้งการออกแบบสายการผลิตใหม่และทำการปรับปรุงสายการผลิตที่มีอยู่เดิม ซึ่งวิธีการที่ทำการออกแบบมานั้นสามารถใช้งานได้ง่าย หาคำตอบได้อย่างรวดเร็วและไม่จำเป็นต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์สูงในการออกแบบ ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ โดยวิธีการที่ทำการออกแบบมาจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกคือการหาคำตอบเริ่มต้นด้วยหลักการหาค่าเหมาะสมสุด และ อัลกอริทึมการจัดสรรแล้วพอดีที่สุด และในส่วนที่สองจะอาศัยหลักการการหาคำตอบข้างเคียงในการปรับปรุงคำตอบ โดยการหาคำตอบข้างเคียงจะทำการหาผ่านวิธีการที่ทำการออกแบบขึ้น นอกจากนี้งานวิจัยฉบับนี้ยังได้ทำการรวบรวมตัวประเมินที่ใช้ในการประเมินสมรรถนะสายการผลิตในแต่ละด้าน รวมไปถึงวิธีการชี้วัดหรือวิธีการคำนวณเพื่อใช้ในการประเมินสายการผลิตและสามารถเปรียบเทียบได้ เพื่อให้ผู้ทำการประเมินและผู้ที่นำผลการประเมินไปใช้สามารถวิเคราะห์สมรรถนะของสายการผลิตได้อย่างแม่นยำและเที่ยงตรงโดยใช้ตัวชี้วัดสำหรับการประเมินสมรรถนะสายการผลิต


Encapsulation Of Natural Colorant In Rice Flour Granules, Pornpan Natthawut Jan 2016

Encapsulation Of Natural Colorant In Rice Flour Granules, Pornpan Natthawut

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The trend of using natural colorants replaced synthetic colorants was increasing in food and cosmetic application. However, the natural colorants had disadvantage on color instability. Usually the color of anthocyanin changes quite quickly after the materials are exposed to various environmental factors including moisture, air and light. In this work, rice granules were used to stabilize roselle, butterfly pea and curcumin extracts. The stabilized natural colorants were then subjected to stability evaluation at various temperatures (room temperature, 4oC and 40oC) for up to 1000 h, and also under light-exposed and light-proof conditions for up to 100 h. The monitoring of …


Screening And Characterization Of Polyhydroxyalkanoates (Phas) From Cyanobacteria Utilizing Organic Carbon, Somchai Tarawat Jan 2016

Screening And Characterization Of Polyhydroxyalkanoates (Phas) From Cyanobacteria Utilizing Organic Carbon, Somchai Tarawat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Polyhydroxyalkanoates (PHAs) are a group of biodegradable plastic. These biopolymers are environmentally friendly because they can be decomposed by microorganisms. PHAs production is also renewable and sustainable. There are many types of PHAs. This thesis aimed to screen for Thailand-isolated cyanobacterial strains that can produce two types of PHAs: the homopolymer poly(3-hydroxybutyrate) (PHB) and the heteropolymer poly(3-hydroxybutyrate-co-3-hydroxyvalerate) (PHBV). Cells were cultured under the heterotrophic condition (nitrogen deprivation with 0.4% w/v acetate supply in the dark). PHB contents in cyanobacteria were determined using high performance liquid chromatography. From 135 strains accounting for 26 genera, 9 strains accumulated PHB at the levels …


การวิเคราะห์ความเสี่ยงสุขภาพจากหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลตรวจวัดคุณภาพอากาศและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์, บวร มิตรมาก Jan 2016

การวิเคราะห์ความเสี่ยงสุขภาพจากหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลตรวจวัดคุณภาพอากาศและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์, บวร มิตรมาก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนจากการรับสัมผัสฝุ่นละออง PM10 คาร์บอนมอนอกไซด์ โอโซน และเบนซีนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ พ.ศ. 2554 ถึง พ.ศ. 2558 ทำการเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละออง PM10 คาร์บอนมอนอกไซด์ และโอโซน ในช่วงที่เกิดปัญหาหมอกควันและไม่เกิดปัญหาหมอกควัน พบว่าในช่วงที่เกิดปัญหาหมอกควันมีปริมาณมลพิษอากาศสูงกว่าช่วงที่ไม่เกิดหมอกควันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ...


พอลิเมอร์ผสมของพอลิแล็กทิกแอซิดและเซลลูโลสแอซีเทตจากผักตบชวา, กรองกาญจน์ อมตาริยกุล Jan 2016

พอลิเมอร์ผสมของพอลิแล็กทิกแอซิดและเซลลูโลสแอซีเทตจากผักตบชวา, กรองกาญจน์ อมตาริยกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เซลลูโลสอะซิเทดถูกสังเคราะห์โดยใช้เซลลูโลสผักตบชวาเป็นวัตถุดิบ ซึ่งส่วนที่ใช้จะเป็นส่วนของก้านขั้นตอนแรกนำเส้นใยผักตบชวาไปกำจัดสิ่งสกปรกก้านแห้งและตามมาด้วยการฟอกสีไฮโปคลอไรเซลลูโลสให้เป็นสีขาวสีขาวแล้ว หลังจากนั้นเตรียมเซลลูโลสเจลโดยใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ / ยูเรีย / น้ำ (7:12:81 โดยน้ำหนัก) จากนั้นนำมาผสม ปริมาณของไวนิลอะซิเตทโดยมีอัตราส่วนต่างกันคือ 3.0, 5.0, 7.0, 9.0, 11.0% โดยน้ำหนักของเซลลูโลส หลังจากนั้นส่วนผสมที่ถูกเก็บไว้ในตู้แช่แข็งเป็นเวลา 6 ชั่วโมงเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาแอซิทิเลชันสมบูรณ์ เซลลูโลสอะซิเตทมีความสามารถในการปรับปรุงคุณสมบัติของพอลิแล็กทิกแอซิดโดยการเปลี่ยนเป็นผลึกที่สมบัติเชิงกลและสมบัติทางความร้อน จุดมุ่งหมายของการศึกษาครั้งนี้คือการสังเคราะห์ เซลลูโลสแอซิเทดจากผักตบชวาโดยใช้พอลิไวนิลอะซิเตตสารช่วยเพิมความเข้ากันได้ (Compatiblizer) จากนั้นพอลิแล็กทิกแอซิด / เซลลูโลสอะซิเทดนำไปผสมกันโดยใช้เครื่องอัดรีดเกลียว หลังจากนั้นนำไปวิเคราะผล ดังนี้ วิเคราะห์หมู่ฟังก์ชันโดยใช้ฟูเรียทรานสฟอร์มสเปกโตรสโคปี (FTIR) วิเคราห์ความเป็นผลึกด้วยเครื่องเอกซ์เรย์ดิฟแฟรกโทรมิเตอร์(XRD) และ วิเคราะห์สัณฐานวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด(SEM) พบว่าพอลิแล็กทิกแอซิด / เซลลูโลสอะซิเตทโดยความเข้มข้นที่เหมาะสมที่สุดของเซลลูโลสอะซิเตทสำหรับการผสมกับพอลิแล็กทิกแอซิด เป็น 11% โดยน้ำหนักและสัดส่วนของพอลิแล็กทิกแอซิด/เซลลูโลสแอซิเทดคือ 95 : 5


Development Of Platinum-Based Catalysts On Polyimide Films For Alcohol Electro-Oxidation, Rungnahpa Ruangsariyanon Jan 2015

Development Of Platinum-Based Catalysts On Polyimide Films For Alcohol Electro-Oxidation, Rungnahpa Ruangsariyanon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research studied the preparation of highly dispersed platinum nanoparticles on polyimide films or Pt/PI by surface modification method. Firstly, polyimide film was hydrolyzed in basic solution, followed by being immersed in platinum-ion solution to allow ion exchange process. Platinum ions on the film were subsequently reduced using proper reducing agent to give Pt/PI. After that, morphological and other information of the Pt/PI was investigated by X-ray diffraction analysis, scanning electron microscopy-energy dispersive X-ray spectroscopy, transmission electron microscopy, and inductively coupled plasma-optical emission spectroscopy. Electrochemical performance of the Pt/PI for the electro-oxidation of alcohols was investigated by means of cyclic …


Development Of Dual-Bacterial Culture For Benzene Degradation And Biofilm Formation, Aiyarucht Techajindamanee Jan 2015

Development Of Dual-Bacterial Culture For Benzene Degradation And Biofilm Formation, Aiyarucht Techajindamanee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Dual bacterial culture is the technique using the different characteristic of two bacteria for support the bacterial culture ability. This study developed the dual culture of benzene-degrading bacteria and biofilm-forming bacteria, and optimized the culture conditions promoting their benzene degradation and biofilm formation for increasing benzene-removal efficiency and bacterial stability in benzene treatment systems. Acinetobacter sp. B36 was a benzene-degrading and biofilm-forming bacterium isolated from petroleum wastewater. The bacterial biofilm was promoted by dual-culturing with Pseudomonas sp. BF6 isolated from the same source. The optimum culture conditions were studied focused on co-carbon source, nitrogen source, oxygen and metal ion. The …


การใช้แบคทีเรียบนใบพืชสำหรับกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์, จิรารัตน์ พินทอง Jan 2015

การใช้แบคทีเรียบนใบพืชสำหรับกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์, จิรารัตน์ พินทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ ในปัจจุบันการบำบัดฟอร์มาลดีไฮด์ด้วยพืชกำลังได้รับความสนใจ เพราะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และราคาถูก โดยใบพืชเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียหลากหลายชนิด ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงสนใจศึกษาประสิทธิภาพของแบคทีเรียบนใบพืชในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ โดยศึกษาใบพืชทั้งพืชคลุมดิน และไม้พุ่ม จากบริเวณรอบคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าใบพลูด่างมีจำนวนแบคทีเรียทั้งหมด และแบคทีเรียที่ใช้ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นแหล่งคาร์บอนมากที่สุดถึง 7.99±0.2 และ 6.37±0.23 Log CFU/กรัมใบไม้ ตามลำดับ พบว่า Microbacterium paroxydans JP13 มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ นอกจากนั้นศึกษาประสิทธิภาพต้นพลูด่างและแบคทีเรียบนใบในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ในอากาศ ที่ความเข้มข้นเริ่มต้น 0.04 ppmV ในแบบจำลองตู้กระจกขนาด 40×40×60 ลูกบาศก์เซนติเมตร ทำการทดลอง 4 ชุดการทดลอง โดยทั้ง 4 ชุดการทดลองจะเปรียบเทียบกับชุดควบคุมซึ่งเป็นตู้กระจกที่ไม่มีพืช ดังนี้ 1) ต้นพลูด่างตามธรรมชาติ 2) ต้นพลูด่างที่ผ่านการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ผิวใบ 3) ต้นพลูด่างที่พ่นสารอาหารที่ผิวใบ และ 4) ต้นพลูด่างที่พ่นด้วยแบคทีเรีย M. paroxydans JP13 พบว่าสามารถกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ได้ถึง 87%, 79%, 94% และ 100% ตามลำดับ เมื่อระยะเวลาผ่านไป 96 ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่าต้นพลูด่างสามารถกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ด้วยกลไกการดูดซับของใบ เมตาบอลิซึมของใบ และการย่อยสลายฟอร์มาลดีไฮด์ของจุลินทรีย์บนใบ อย่างไรก็ดีการพ่นแบคทีเรียย่อยสลายฟอร์มาลดีไฮด์ชนิด M. paroxydans JP13 ลงบนใบพลูด่าง ทำให้มีการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์สูงกว่าในชุดการทดลองอื่นๆ การจัดจำแนกชนิดของแบคทีเรียที่คัดแยกจากใบต้นพลูด่างหลังการบำบัด พบว่าแบคทีเรียเด่นที่พบอยู่ในจีนัส Microbacterium แสดงให้เห็นว่า M. paroxydans JP13 ที่เติมบนใบสามารถเจริญเติบโตได้ งานวิจัยนี้จึงเป็นงานวิจัยที่พบว่าการเติมแบคทีเรียบนใบสามารถเสริมประสิทธิภาพของพืชในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ในอากาศต่อไป


การประเมินรอยเท้าคาร์บอนขององค์กรและศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก, ชมพูนุท รุ่งทอง Jan 2015

การประเมินรอยเท้าคาร์บอนขององค์กรและศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก, ชมพูนุท รุ่งทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมที่ทำการผลิตเม็ดพลาสติกในประเทศไทย ทั้ง 7 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ พอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง (high density polyethylene : HDPE) พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ (low density polyethylene : LDPE) พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำเชิงเส้น (linear low density polyethylene : LLDPE) พอลิไวนิลคลอไรด์ (polyvinyl chloride : PVC) พอลิพรอพิลีน (polypropylene : PP) พอลิสไตรีน (polystyrene : PS) และพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (polyethylene terephthalate : PET) โดยใช้ข้อมูลในปี พ.ศ. 2556 ในการคำนวณหาปริมาณก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบรอยเท้าคาร์บอนขององค์กร และอ้างอิงวิธีการคำนวณตามวิธีมาตรฐานของ ISO14064-1:2006 และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยพิจารณาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขอบเขตที่ 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง ประกอบไปด้วย การใช้สารทำความเย็น การใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตและยานพาหนะ และการรั่วไหลจากการเผาทิ้ง และขอบเขตที่ 2 การใช้ไฟฟ้าและไอน้ำเท่านั้น เพื่อนำไปสู่การระบุแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญพร้อมทั้งสามารถนำข้อมูลในงานวิจัยนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลายกลุ่มพลาสติกได้ จากการศึกษาพบว่า ทั้ง 7 ผลิตภัณฑ์ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำมากที่สุดโดยอยู่ในช่วงร้อยละ 39-99 ของปริมาณการปล่อยทั้งหมด ความเข้มก๊าซเรือนกระจกอยู่ในช่วง 0.153-0.473 tonCO2eq./ton product โดย LDPE มีความเข้มก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.473 tonCO2eq./ton product และความเข้มพลังงานอยู่ในช่วง 1.238-3.508 GJ/ton product จากผลการคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2013 ถึง 2050 ในลักษณะการดำเนินการปกติ (Business as usual) โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2020 2030 และ 2050 มีค่าเท่ากับ 2,117, …


ประสิทธิภาพในการย่อยสลายน้ำมันดิบของกลุ่มแบคทีเรียที่คัดแยกจากดินตะกอนอ่าวไทย, ปิยะนุช อยู่คล้ำ Jan 2015

ประสิทธิภาพในการย่อยสลายน้ำมันดิบของกลุ่มแบคทีเรียที่คัดแยกจากดินตะกอนอ่าวไทย, ปิยะนุช อยู่คล้ำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อ่าวไทยจัดเป็นศูนย์กลางทางด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญของประเทศ จึงมีแนวโน้มในการปนเปื้อนของปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดแยกกลุ่มแบคทีเรียที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายน้ำมันดิบจากตัวอย่างดินตะกอนบริเวณอ่าวไทย ทดสอบประสิทธิภาพของกลุ่มแบคทีเรียในการย่อยสลายน้ำมันในสภาวะแวดล้อมต่างๆ และศึกษาบทบาทของแบคทีเรียในกลุ่ม โดยจาก 45 สถานีตัวอย่าง ตรวจนับจำนวนแบคทีเรียย่อยสลายน้ำมันดิบได้มีค่าอยู่ในช่วง 2.3x105 - 1.10x107MPN /g น้ำหนักเปียก และแบ่งตัวอย่างตามลักษณะพื้นที่และลักษณะทางกายภาพได้เป็น 14 กลุ่มตัวอย่าง คือ G1-G14 ผลการทดลองพบว่าสามารถเพิ่มจำนวนแบคทีเรียที่ย่อยสลายน้ำมันดิบได้จากทั้ง 14 กลุ่มตัวอย่างด้วยเทคนิคเอนริชเมนท์ โดยกลุ่มแบคทีเรีย G11 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายน้ำมันดิบได้สูงที่สุด สามารถย่อยสลายน้ำมันดิบ 0.5% (v/v) ได้ 80 % ภายในระยะเวลา 5 วัน นอกจากนี้พบว่า G11 มีเปอร์เซ็นต์ความไม่ชอบน้ำของเซลล์สูงที่สุดประมาณ 74% และยังตรวจพบยีนที่เกี่ยวข้องในการย่อยสลายน้ำมันดิบได้หลากหลาย และการทดสอบประสิทธิภาพของ G11 ที่สภาวะต่างๆ พบว่า G11 สามารถย่อยสลายน้ำมันประเภทต่างๆ ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ดีเซลกึ่งสังเคราะห์ น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์เบนซินสังเคราะห์ น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 91 (E91) น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 (E95) ที่ความเข้มข้น 4,000 มิลลิกรัม/ลิตรได้ดี สามารถย่อยสลายน้ำมันดิบในช่วงความเข้มข้น 4-32 กรัม/ลิตรได้เกือบ 100% ระยะเวลา 12 วัน โดยมีอัตราการกำจัดน้ำมันดิบได้สูงสุด 6.75 กรัม/ลิตร/กรัมเซลล์/วัน ที่ความเข้มข้นน้ำมันดิบ 24 กรัม/ลิตร สามารถย่อยสลายเตตระเดกเคน เฮกซะเดกเคน และ PAHs ผสม ซึ่งได้แก่ แอนทราซีน ฟีแนนทรีน ฟลูออแรนทีน และไพรีนได้ นอกจากนี้ยังพบว่า G11 ยังสามารถย่อยสลายน้ำมันดิบ 0.5 % (v/v) ได้ดีในสภาวะที่มีการแปรผันค่าความเค็มในช่วง 20 - >100 ppt ช่วงพีเอชตั้งแต่ 3-9 และอุณหภูมิ 30-37 oซ ซึ่งจากการวิเคราะห์ประชาคมแบคทีเรียโดยการเพาะเลี้ยงและการไม่เพาะเลี้ยงพบว่าในทุกช่วงการย่อยสลายในทุกสภาวะ มี …


การวัดประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วนัชพร สืบปรุ Jan 2015

การวัดประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วนัชพร สืบปรุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงานของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการประยุกต์ใช้ข้อมูลตัวชีวัดผลการดำเนินงาน (KPI) ปี 2558 ร่วมกับวิธีการล้อมกรอบข้อมูล (Data Envelopment Analysis : DEA) โดย DEA นั้นเป็นการวัดค่าประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบซึ่งเป็นการวัดอัตราส่วนของปัจจัยนำเข้าและปัจจัยผลผลิต DEA เหมาะสำหรับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ทำให้ DEA ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง ผลลัพธ์ที่ได้จาก DEA เรียกว่า ค่าประสิทธิภาพ โดยมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 1 ถ้าค่าประสิทธิภาพเชิงเเปรียบเทียบ ยิ่งมีค่ามาก ยิ่งแสดงถึงความมีประสิทธิภาพของหน่วยงานนั้น สำหรับงานวิจัยในครั้งนี้ ขอบเขตงานวิจัยคือ สำนักงานหลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติและภาควิชาทั้ง 12 ภาควิชา งานวิจัยชิ้นนี้ได้แบ่งการวัดประสิทธิภาพออกเป็น 3 แบบ คือ การวัดประสิทธิภาพด้านการเรียน การวัดประสิทธิภาพด้านการสอน และการวัดประสิทธิภาพโดยรวม เมื่อทำการวัดประสิทธิภาพแล้ว จะทำให้ทราบว่าแต่ละหน่วยงาน มีประสิทธิภาพการทำงานเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ยังสามารถบอกได้ถึงค่าปัจจัยต่างๆที่ควรลดหรือเพิ่มเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการล้อมกรอบข้อมูลพบว่า เมื่อวัดประสิทธิภาพด้านการสอน พบว่า 7 ภาควิชา (คิดเป็น 53.85%) มีประสิทธิภาพด้านการสอน สำหรับด้านการวิจัย 12 ภาควิชา (คิดเป็น 92.31%) มีประสิทธิภาพในด้านการวิจัย และเมื่อวัดประสิทธิภาพโดยรวม ภาควิชาที่มีประสิทธิภาพ มีทั้งสิ้น 12 ภาควิชา (คิดเป็น 92.31%)


Development Of Phthalocyanine-Based Electrocatalytic Systems For Reduction Of Carbon Dioxide, Kattarinya Jaisabuy Jan 2014

Development Of Phthalocyanine-Based Electrocatalytic Systems For Reduction Of Carbon Dioxide, Kattarinya Jaisabuy

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research focuses on method development for utilizing and evaluating metal phthalocyanine-based complexes as electrocatalysts for carbon dioxide reduction. Metal phthalocyanine-based complexes containing iron, cobalt, nickel, copper, and zinc ions as central metal ions were successfully synthesized, characterized, and applied as homogeneous electrocatalysts for the electro-reduction of carbon dioxide in non-aqueous media. The efficiency of phthalocyanine-based electrocatalysts as well as the effects of phthalocyanine structures and the central metal ion were discussed. Cobalt(II) phthalocyanine derivative showed the best electrocatalytic efficiency for the electro-reduction of carbon dioxide with the highest percentage of current enhancement (299.98%) Hence, the effect of light on …