Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 2401 - 2430 of 2807

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพัฒนาฟิล์มพอลิไดแอเซทิลีน/ซิงก์ออกไซด์/ยางธรรมชาตินาโนคอมพอสิตเป็นตัวรับรู้อุณหภูมิ, อันภิชา พวงสุวรรณ์ Jan 2018

การพัฒนาฟิล์มพอลิไดแอเซทิลีน/ซิงก์ออกไซด์/ยางธรรมชาตินาโนคอมพอสิตเป็นตัวรับรู้อุณหภูมิ, อันภิชา พวงสุวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาระบบการคงรูปยางสำหรับเตรียมฟิล์มยาง poly(PCDA)/ZnO นาโนคอมพอสิต ให้มีสมบัติเชิงกลที่สูงและร้อยการบวมตัวที่ต่ำ อีกทั้งสามารถตอบสนองต่ออุณหภูมิโดยการเปลี่ยนสีได้ดี สำหรับการคงรูปยางด้วยกำมะถัน พบว่าปริมาณสารตัวเร่งปฏิกิริยาคงรูป TBzTD อุณหภูมิและเวลาในการคงรูปมีบทบาทสำคัญต่อระดับการคงรูป โดยเมื่อทำการคงรูปที่ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง และ เติม TBzTD ในปริมาณ 4 และ 2 phr สำหรับฟิล์มยาง NR และ ENR ตามลำดับ จะได้ฟิล์มยางที่สมบัติความทนต่อแรงดึงและความต้านทานต่อตัวทำละลายสูงสุด ภายใต้ภาวะข้างต้น พบว่า ทั้งฟิล์ม poly(PCDA)/ZnO/NR และ poly(PCDA)/ZnO/ENR นาโนคอมพอสิต ยังคงมีสีน้ำเงินเช่นเดียวกับ poly(PCDA)/ZnO นาโนคอมพอสิต แต่จะขุ่นเล็กน้อย สเปกตรัมการดูดกลืนแสงบ่งชี้ว่า poly(PCDA)/ZnO นาโนคอมพอสิตบริสุทธิ์ และที่อยู่ในแผ่นฟิล์มยางมีลักษณะเหมือนกัน อย่างไรก็ตามเมื่อให้ความร้อน พบว่าฟิล์มยาง poly(PCDA)/ZnO นาโนคอมพอสิต ทั้งที่เตรียมจากสารละลายของ NR และของ ENR เริ่มเปลี่ยนสีจากสีน้ำเงินเป็นสีม่วงที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่า poly(PCDA)/ZnO นาโนคอมพอสิตบริสุทธิ์ ประมาณ 20 องศาเซลเซียส แต่มีอุณหภูมิที่ไม่สามารถเกิดผันของกลับสีได้แตกต่างกันอย่างไม่ชัดเจน สำหรับระบบการคงรูปยางด้วยรังสีลำอิเล็กตรอน พบว่า ฟิล์มที่ได้มีค่าความทนต่อแรงดึงสูงกว่าฟิล์มที่คงรูปด้วยกำมะถัน โดยภาวะที่ให้ฟิล์มยางที่มีสมบัติความทนต่อแรงดึงและความต้านทานต่อตัวทำละลายสูงสุด สำหรับฟิล์มยางที่เตรียมจากสารละลายยางทั้งสองชนิดและไม่มีการเติมสารเคมีใด ๆ คือ การฉายรังสีลำอิเล็กตรอนที่ 250 กิโลเกรย์ และอบให้ความร้อนที่ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง และสำหรับฟิล์มยางจากน้ำยางธรรมชาติผสมสูตรคือ การฉายรังสีลำอิเล็กตรอนที่ 20 กิโลเกรย์ และอบให้ความร้อนที่ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยฟิล์มยาง poly(PCDA)/ZnO/NR และฟิล์มยาง poly(PCDA)/ZnO/ENR นาโนคอมพอสิต ที่เตรียมจากสารละลายเริ่มเปลี่ยนสีที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เช่นกัน ในขณะที่ฟิล์มยาง poly(PCDA)/ZnO/NR นาโนคอมพอสิต …


ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดการขยะจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ต้นน้ำ กรณีศึกษาอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เจษฎานันท์ เวียงนนท์ Jan 2018

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดการขยะจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ต้นน้ำ กรณีศึกษาอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เจษฎานันท์ เวียงนนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเจริญเติบโตด้านการท่องเที่ยวมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะการท่องเที่ยวในพื้นที่ต้นน้ำ อำเภอปายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทยได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทั้งในฤดูกาลท่องเที่ยวและนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ปริมาณนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมมากขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเปราะบาง ผลจากการเดินทางมาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทำให้มีปริมาณขยะเกิดขึ้นและผลจากการจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อคุณภาพของแม่น้ำปายในพื้นที่ ปัจจุบันอำเภอปายประสบปัญหาการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะที่เกิดจาการท่องเที่ยว มีปริมาณขยะเฉลี่ยวันละ 6.68 ตัน/วัน ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว และ 6.07 ตัน/วัน ในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว อัตราการเกิดขยะพื้นที่ในเมืองมีค่าเท่ากับ 0.9 กิโลกรัม/คน/วัน อัตราการเกิดขยะจากนักท่องเที่ยว มีค่าเท่ากับ 0.64 กิโลกรัม/คน/วัน นอกฤดูกาลท่องเที่ยว และ 1.17 กิโลกรัม/คน/วัน ในฤดูกาลท่องเที่ยว วัตถุประสงค์ของการศึกษาคือ การประเมินความสำคัญของปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการขยะจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ต้นน้ำด้วยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งหมด 30 ปัจจัยจากการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ได้แก่ ประชาชน ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าภาครัฐ นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ผลด้วยโปรแกรมทางสถิติ SPSS ผลการศึกษาปัจจัยต่างๆ ถูกแบ่งเป็นกลุ่มปัจจัยหลักจำนวน 5 กลุ่ม และปัจจัยรองในแต่ละกลุ่มเพื่อจัดลำดับความสำคัญในกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 16 คนจากสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มปัจจัยหลักด้านบุคคลากรและความรู้มีคะแนนความสำคัญเป็นลำดับที่ 1 รองลงมาได้แก่กลุ่มปัจจัยหลักด้านงบประมาณ วัสดุและอุปกรณ์ ปัจจัยหลักด้านพื้นที่และยุทธศาสตร์ ปัจจัยหลักด้านความร่วมมือและกระบวนการ และปัจจัยหลักด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นลำดับสุดท้าย ตามลำดับ ผลจากการทดสอบการลดปริมาณขยะในพื้นที่ท่องเที่ยวตามแนวความคิด waste to resource ภายใต้การทำงานที่ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยสำคัญจากกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ ในระยะเวลา 90 วัน ส่งผลให้ลดปริมาณขยะในพื้นที่ได้มากถึง 60.6 % เหลือขยะที่ต้องนำไปกำจัดเพียง 34.4 % โดยขยะส่วนมากที่คัดแยกต้นทางได้แก่ ขยะรีไซเคิลและขยะเศษอาหาร ปัจจัยที่ใช้ในการจัดการขยะในพื้นที่อำเภอปายมีความแตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป การจัดการขยะจากการท่องเที่ยวเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง การหาปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการจัดการขยะจากการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอปาย จะสามารถนำไปขับเคลื่อนการทำงานด้านการจัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันได้ นอกจากนี้ยังสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมลพิษที่อาจปนเปื้อนและอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆตามมา


Application Of Household Ozone Generator For Ozonolysis Of Alkenes, Supanat Buntasana Jan 2018

Application Of Household Ozone Generator For Ozonolysis Of Alkenes, Supanat Buntasana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Ozonolysis is an oxidative cleavage reaction of alkenes with ozone that widely used in academic research due to its mild reaction conditions and high yields. However, cost of a laboratory style ozone generator is relatively high, thus limiting utilization of ozonolysis in many research groups. Alternatively, oxidative cleavage by transition metal oxidants were developed. However, it still suffered from harsh conditions, and low yields. Recently, small ozone generators have been applied in general households to eliminate undesired odors. This generator costs much less compared to a typical laboratory ozone generator. Herein, we examined the household ozone generator for ozonolysis of …


ผลการเรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พิชญา ศิลาม่อม Jan 2018

ผลการเรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พิชญา ศิลาม่อม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นฐาน และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระหว่างกลุ่มที่เรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นฐานกับกลุ่มที่เรียนรู้แบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ กรุงเทพมหานคร ได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจงและดำเนินการเลือก 2 ห้องเรียน จากนั้นทำการสุ่มห้องเรียนได้กลุ่มทดลองจำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ และ 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นฐานและแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ ใช้เวลาทั้งสิ้น 9 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนกลุ่มที่เรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นฐานมีความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนกลุ่มที่เรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นฐานมีความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์สูงกว่ากลุ่มที่เรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลการสอนซ่อมเสริมคณิตศาสตร์โดยใช้กลยุทธ์การสอนของพอลโลเวย์และแพตตันร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกเร็พพรีเซนเทชันให้กับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ:พหุกรณีศึกษา, ศิฏามาส ภาพันธ์ Jan 2018

ผลการสอนซ่อมเสริมคณิตศาสตร์โดยใช้กลยุทธ์การสอนของพอลโลเวย์และแพตตันร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกเร็พพรีเซนเทชันให้กับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ:พหุกรณีศึกษา, ศิฏามาส ภาพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์และเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ก่อนและหลังการสอนซ่อมเสริมคณิตศาสตร์โดยใช้กลยุทธ์การสอนของพอลโลเวย์และแพตตันร่วมกับเทคนิคกราฟิกเร็พพรีเซนเทชัน โดยภาพรวมและจำแนกตามองค์ประกอบ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ก่อนและหลังการสอนซ่อมเสริมคณิตศาสตร์โดยใช้กลยุทธ์การสอนของพอลโลเวย์และแพตตันร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกเร็พพรีเซนเทชัน 3) เพื่อศึกษาพัฒนาการของความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ก่อน ระหว่าง และหลังการสอนซ่อมเสริมคณิตศาสตร์โดยใช้กลยุทธ์การสอนของพอลโลเวย์และแพตตันร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกเร็พพรีเซนเทชัน โดยภาพรวมและจำแนกตามลักษะของความต้องการพิเศษ กลุ่มเป้าหมายการวิจัย เป็นผู้เรียนมีความต้องการพิเศษในการเรียนคณิตศาสตร์ โรงเรียนมัธยมศึกษา ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ แบบวัดเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ และ แบบบันทึกการสัมภาษณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการสอนซ่อมเสริม ได้แก่ แผนการจัดการสอนเฉพาะบุคคล โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์หลังการซ่อมเสริมคณิตศาสตร์โดยใช้กลยุทธ์การสอนของพอลโลเวย์และแพตตันร่วมกับเทคนิคกราฟิกเร็พพรีเซนเทชันที่ดีมากกว่าการแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ก่อนการสอนซ่อมเสริมคณิตศาสตร์โดยใช้กลยุทธ์การสอนของพอลโลเวย์และแพตตันร่วมกับเทคนิคกราฟิกเร็พพรีเซนเทชัน 2) ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษส่วนใหญ่มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์หลังการสอนซ่อมเสริมคณิตศาสตร์โดยใช้กลยุทธ์การสอนของพอลโลเวย์และแพตตันร่วมกับเทคนิคกราฟิกเร็พพรีเซนเทชันที่ดีมากกว่าก่อนการสอนซ่อมเสริมคณิตศาสตร์โดยใช้กลยุทธ์การสอนของพอลโลเวย์และแพตตันร่วมกับเทคนิคกราฟิกเร็พพรีเซนเทชัน 3) ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษส่วนใหญ่มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวหลังการสอนซ่อมเสริมคณิตศาสตร์โดยใช้กลยุทธ์การสอนของพอลโลเวย์และแพตตันร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกเร็พพรีเซนเทชันสูงขึ้นมากกว่าก่อนการสอนซ่อมเสริมคณิตศาสตร์โดยใช้กลยุทธ์การสอนของพอลโลเวย์และแพตตันร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกเร็พพรีเซนเทชัน และ 4) ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษส่วนใหญ่มีพัฒนาการของความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา เรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวก่อน ระหว่าง และหลังการสอนซ่อมเสริมโดยใช้กลยุทธ์การสอนของพอลโลเวย์และแพตตันร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกเร็พพรีเซนเทชันที่ดีขึ้นตามลำดับ


ผลของการเสริมกากชาต่อสมรรถภาพการผลิต การย่อยได้ปรากฏ และ การผลิตก๊าซมีเทนของแพะนมลูกผสม, รพีพัฒน์ สันโดษ Jan 2018

ผลของการเสริมกากชาต่อสมรรถภาพการผลิต การย่อยได้ปรากฏ และ การผลิตก๊าซมีเทนของแพะนมลูกผสม, รพีพัฒน์ สันโดษ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้กากชา ต่อประสิทธิภาพการใช้อาหาร การย่อยได้ปรากฏ การเปลี่ยนแปลงของเมทาโบไลท์ในเลือด และการผลิตก๊าซมีเทน ในอาหารที่ใช้เลี้ยงแพะนมลูกผสม วางแผนการวิจัยแบบสลับ (3 x 3 crossover design) โดยใช้แพะนมลูกผสมพันธุ์ซาแนนจำนวน 9 ตัว น้ำหนักเฉลี่ย 30 ± 3.50 กิโลกรัม เป็นแม่แพะที่ผ่านการคลอดมาแล้ว (multiparous) และอยู่ในช่วงให้ผลผลิตน้ำนมหลังคลอด (lactation) การทดลองแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยในช่วง 14 วันแรกจะเป็นช่วงของการปรับตัว ช่วงที่เหลืออีก 7 วันจะเป็นช่วงของการเก็บตัวอย่างและข้อมูล แพะแต่ละตัวได้รับอาหารทั้งสามสูตรที่มีการเสริมกากชาลงในสัดส่วนที่ 0 5 และ 10 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในรูปของอาหารผสมเสร็จ (Total mixed ration; TMR) (กลุ่มที่ 1 2 และ 3 ตามลำดับ) มีการคำนวณระดับโปรตีนและพลังงานเท่ากันทุกสูตร (isonitrogenous and isocaloric diets) ทำการเก็บตัวอย่าง ได้แก่ อาหาร เลือด ปัสสาวะ มูล น้ำนม และของเหลวจากกระเพาะรูเมน เพื่อที่จะประเมินค่าพารามิเตอร์ที่สังเกตหลายชนิด ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติในกลุ่มทดลองของปริมาณการกินได้ ผลผลิตน้ำนม ค่าเมทาโบไลท์ในเลือด (กลูโคส ไตรกลีเซอไรด์ โปรตีนรวม) ค่าพีเอชในกระเพาะรูเมน กรดไขมันระเหย (volatile fatty acids; VFAs) ค่าอัลลานโทอิน (allantoin) ค่าสมดุลไนโตรเจนและผลผลิตก๊าซมีเทน ส่วนประกอบของโปรตีนในน้ำนมในกลุ่มที่ 3 มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ 1 และ 2 ค่าการย่อยได้ของวัตถุแห้งในกลุ่มที่ 3 สูงกว่าในกลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่ไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ 1 ส่วนกลุ่มที่ 2 มีค่าการย่อยได้ของสารอินทรีย์ โปรตีนและ NDF ต่ำที่สุดในทุกกลุ่ม อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ 3 มีค่าการย่อยได้ของ NDF และ ADF สูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า สามารถใช้กากชาได้ถึงระดับ 10 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในสูตรอาหาร เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนในอาหารที่ใช้เลี้ยงแพะนมลูกผสมผสมซาเนนได้ โดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อปริมาณการให้ผลผลิตและนิเวศวิทยาในกระเพาะรูเมน อย่างไรก็ตาม การเสริมกากชาที่ระดับ 5 และ 10 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในสูตรอาหารไม่ส่งผลต่อการผลิตก๊าซมีเทน


การเพิ่มความสามารถในการติดตามบุคคลของระบบกล้องวงจรปิดด้วยระบบกล้องเคลื่อนที่ได้, ณัชพณ สันตยากร Jan 2018

การเพิ่มความสามารถในการติดตามบุคคลของระบบกล้องวงจรปิดด้วยระบบกล้องเคลื่อนที่ได้, ณัชพณ สันตยากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการติดตามในระบบกล้องวงจรปิดโดยการพัฒนาระบบเพื่อติดตามเป้าหมายเมื่อเดินผ่านขอบเขตการมองเห็น (FOV) ของกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่กับที่ไปแล้ว และรวมเข้ากับข้อมูลการติดตาม จากนั้นจะทำการคำนวณตำแหน่ง และตรวจจับเป้าหมาย ถ้าความคลุมเครือของเป้าหมายมากเกินกว่าที่ได้กำหนดไว้ ระบบจะสั่งให้กล้องเคลื่อนที่ได้ไปยังพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดเพื่อหาเป้าหมายนั้นอีกครั้ง งานวิจัยนี้เสนอระบบติดตามโดยการใช้ Monte Carlo Localization (MCL) เป็นหลักในการติดตาม ในการทดสอบได้จัดทำโปรแกรมเพื่อตรวจจับ และติดตามวัตถุโดยการใช้ระบบของกล้อง ผลถูกทดลองในการจำลองที่ใช้ 5000 อนุภาคเพื่อติดตามเป้าหมายในพื้นที่ เมื่อการกระจายของอนุภาคมากกว่าค่าที่กำหนดไว้ ระบบจะส่งกล้องที่สามารถเคลื่อนที่ได้ไปยังตำแหน่งค่าเฉลี่ยของกลุ่มการกระจายของอนุภาค ผลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่ากล้องเคลื่อนที่ได้สามารถไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะติดเป้าหมาย


การจำลองการรั่วไหลของน้ำมันบริเวณชายฝั่งทะเลระยอง, พงษ์สิทธิ์ ผลสมบูรณ์ Jan 2018

การจำลองการรั่วไหลของน้ำมันบริเวณชายฝั่งทะเลระยอง, พงษ์สิทธิ์ ผลสมบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การรั่วไหลของน้ำมันในทะเลส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม การคาดการณ์การเคลื่อนตัวของน้ำมันที่รั่วไหลในทะเล จำเป็นต้องทราบการไหลเวียนของกระแสน้ำจึงจะทำให้การคาดการณ์ตำแหน่งที่น้ำมันจะเคลื่อนที่ไปได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามการได้มาของข้อมูลกระแสน้ำและลม ใช้วิธีการเก็บแบบตำแหน่งซึ่งไม่ครอบคลุมทั้งพื้นที่ จึงประยุกต์ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการจำลองการไหลเวียนของกระแสน้ำที่ปรับเทียบกับข้อมูลตรวจวัดในการจำลองการไหลเวียนของกระแสน้ำในพื้นที่ศึกษา การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจำลองการรั่วไหลของน้ำมันบริเวณชายฝั่งทะเลระยอง โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ซึ่งประกอบด้วยแบบจำลองย่อย 3 ชนิด คือ แบบจำลอง SWAN ใช้ในการจำลองคลื่นที่เกิดจากลม, แบบจำลอง Delft3D ใช้ในการจำลองกระแสน้ำเนื่องจากน้ำขึ้นน้ำลงและคลื่นลม และแบบจำลอง GNOME ใช้ในการจำลองการรั่วไหลของน้ำมันบริเวณชายฝั่งทะเลระยอง โดยในการจำลองการรั่วไหลของน้ำมัน จะแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจำลองคลื่นและกระแสน้ำในอ่าวไทย เพื่อนำกระแสน้ำสุทธิมาใช้ในการคาดการณ์การเคลื่อนที่ของน้ำมันที่รั่วไหลในส่วนที่สองต่อไป แบบจำลอง SWAN ถูกสอบเทียบด้วยข้อมูลความสูงคลื่นนัยสำคัญจากทุ่นสมุทรศาสตร์ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 - พ.ศ.2545 จำนวน 6 สถานี ส่วนแบบจำลอง Delft3D ใช้ข้อมูลระดับน้ำทำนายของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 – พ.ศ.2559 จำนวน 10 สถานี, ข้อมูลระดับน้ำตรวจวัดสถานีสันดอนเจ้าพระของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2556 และข้อมูลกระแสน้ำตรวจวัดรายชั่วโมงบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 - พ.ศ.2556 จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ในการสอบเทียบกระแสน้ำจากน้ำขึ้นน้ำลงและกระแสน้ำสุทธิตามลำดับ ผลการศึกษากระแสน้ำพบว่า อิทธิพลหลักที่มีผลต่อการไหลเวียนของกระแสน้ำในอ่าวไทยคือน้ำขึ้นน้ำลง แต่ก็มีบางพื้นที่ที่คลื่นลมมีอิทธิพลด้วยซึ่งจะมีผลในบริเวณที่เป็นน้ำตื้น เช่น สถานีเกาะสีชัง เป็นต้น การสอบเทียบแบบจำลอง GNOME ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศในช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วบริเวณเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2556 ผลจากการศึกษาด้วยแบบจำลอง GNOME พบว่าทิศทางการเคลื่อนที่ของน้ำมันสอดคล้องกับทิศทางของลม โดยในช่วงฤดูลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ น้ำมันจะเคลื่อนตัวออกจากชายฝั่งทะเลระยองไปในทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนในช่วงเปลี่ยนฤดูลมมรสุมและช่วงฤดูลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ น้ำมันจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งทะเลระยอง เช่นบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เป็นต้น ทั้งนี้ตำแหน่งและเวลาที่น้ำมันเคลื่อนตัวกระทบชายฝั่งจะขึ้นอยู่กับความเร็วและทิศทางของลม โดยในเดือนพฤษภาคมจะมีความเสี่ยงที่การรั่วไหลของน้ำมันเคลื่อนตัวกระทบชายฝั่งระยองเร็วที่สุดในรอบปี จึงควรมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ


การประยุกต์ใช้วิธีการหาค่าเหมาะสมที่สุดสำหรับการออกแบบฐานรากตื้น, อดุลพัฒน์ บุนนาค Jan 2018

การประยุกต์ใช้วิธีการหาค่าเหมาะสมที่สุดสำหรับการออกแบบฐานรากตื้น, อดุลพัฒน์ บุนนาค

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และพารามิเตอร์ที่เหมาะสมสำหรับการประยุกต์ใช้วิธีหาค่าเหมาะสมที่สุดกับปัญหาการออกแบบฐานรากตื้น โดยแบ่งออกเป็น 2 ปัญหา ได้แก่ 1) ปัญหาการออกแบบฐานรากเดี่ยวรับแรงในแนวแกนดิ่ง แรงในแนวแกนราบ โมเมนต์ดัด และโมเมนต์บิด ตามข้อกำหนดการออกแบบฐานรากของ DAS (2016) และ มาตรฐานการออกแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก ACI318-14 2) ปัญหารูปแบบการจัดวางน้ำหนักบรรทุกที่ทำให้เกิดค่าแรงวิกฤตสำหรับคานบนฐานรากยืดหยุ่นที่มีสัมประสิทธิ์ต้านทานแรงกดของชั้นดินไม่คงที่ ปัญหาฐานรากเดี่ยวมีวัตถุประสงค์เพื่อหาขนาดของฐานรากและปริมาณการเสริมเหล็กให้มีราคาวัสดุที่ต่ำที่สุดและยังสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ตามที่มาตฐานกำหนดไว้อย่างปลอดภัย และสำหรับปัญหาคานบนฐานรากยืดหยุ่นมีวัตถุประสงค์เพื่อหารูปแบบการวางตัวของน้ำหนักบรรทุก (Load Pattern) ที่ทำให้เกิดโมเมนต์ดัดและแรงเฉือนวิกฤตสูงสุดเพื่อนำไปใช้ในการออกแบบเหล็กเสริมต่อไป ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการหาคำตอบที่ดีที่สุดได้ศึกษาจากวิธีหาค่าเหมาะสมที่สุดทั้งหมด 6 วิธี ประกอบด้วย อัลกอริทึมสำเร็จรูปในโปรแกรมแมทแลป จำนวน 2 อัลกอริทึม ได้แก่ fmincon, Pattern search และวิธีหาค่าเหมาะสมที่สุดแบบเมตาฮิวริสติก จำนวน 4 อัลกอริทึม ได้แก่ วิธีหาค่าเหมาะสมแบบกลุ่มอนุภาค วิธีหาค่าเหมาะสมที่สุดแบบหิ่งห้อย วิธีหาค่าเหมาะสมที่สุดแบบนกกาเหว่า และวิธีหาค่าเหมาะสมที่สุดด้วยระบบอาณาจักรมด จากการเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการประยุกต์ใช้วิธีการหาค่าที่ดีที่สุดร่วมกับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น พบว่าวิธีหาค่าเหมาะสมที่สุดแบบนกกาเหว่าเป็นวิธีที่สามารถหาคำตอบได้ดีที่สุดและพบว่าวิธีหาค่าเหมาะสมที่สุดแบบอาณาจักรมดเป็นวิธีที่สามารถหาคำตอบได้โดยใช้เวลาประมวลผลน้อยที่สุด


การกำหนดบริเวณที่เป็นไปได้ของโหลดโดยวิธีตามรอยขอบด้วยการหาค่าเหมาะที่สุดแบบฝูงอนุภาคปรับตัวได้, พัชราภา วงศ์ไชย Jan 2018

การกำหนดบริเวณที่เป็นไปได้ของโหลดโดยวิธีตามรอยขอบด้วยการหาค่าเหมาะที่สุดแบบฝูงอนุภาคปรับตัวได้, พัชราภา วงศ์ไชย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิเคราะห์ระบบไฟฟ้ามีความหลากหลายของเงื่อนไขในการกำหนดปัญหา วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้นำเสนอรูปแบบการวิเคราะห์ปัญหาด้วยวิธีการกำหนดบริเวณที่เป็นไปได้ของโหลดด้วยวิธีกลุ่มอนุภาค เชิงปรับตัวโดยพิจารณาบนระนาบระหว่างแกนกำลังไฟฟ้าจริงและกำลังไฟฟ้าเสมือน โดยปัญหาที่พิจารณาในการวิจัยนี้คือความสามารถในการส่งผ่านพลังงานจากพื้นที่ต้นกำเนิดกำลังงานไฟฟ้าไปยังพื้นที่ปลายทางใดๆ เพื่อสังเกตพฤติกรรมรูปแบบการเปลี่ยนแปลงและผกพันของกำลังงานในแต่ละบัสด้วยวิธีตามรอยขอบประยุกต์กลุ่มอนุภาค โดยการกำหนดจุดขอบของบริเวณที่เป็นไปไม่ได้ของโหลดด้วยการหาระยะทางที่สั้นที่สุดจากจุดโหลดที่เป็นไปไม่ได้หลังจากนั้นจึงใช้วิธีการตามรอยขอบเพื่อหาจุดการทำงานของระบบด้วยวิธีการทางเวกเตอร์และการหาจุดการทำงานที่มีเสถียรภาพในแต่ละบัสด้วยวิธีกลุ่มอนุภาคสลับกันไปจนได้ผลเฉลยรูปแบบจำนวนบัสสูงสุดที่สามารถทำงานได้หากเกิดเหตุการณ์ปลดออกของสายส่ง วิธีการที่นำเสนอได้รับการทดสอบกับระบบ IEEE 24 บัส และระบบไฟฟ้ากำลังของประเทศไทย ซึ่งผลทดสอบแสดงให้เห็นว่าวิธีการดังกล่าว สามารถกำหนดจุดการทำงานในแต่ละบัสด้วยการประยุกต์วิธีกลุ่มอนุภาคในการหาผลเฉลยและกำหนดบริเวณที่เป็นไปได้ของโหลดเมื่อเกิดเหตุการณ์หลุดออกของสายส่งสำหรับการส่งกำลังงานไฟฟ้าระหว่างต้นทางและปลายทางต่างๆได้ ซึ่งจุดการทำงานที่ปรากฏอยู่บนระนาบจะบอกถึงจำนวนบัสสูงสุดที่สามารถทำงานได้ตามปรกติและขีดจำกัดในการเปลี่ยนแปลงของโหลดด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น การเพิ่มโหลด การตัดโหลด (การปลดสายส่ง) วิธีการนี้จะทำให้เห็นสภาวะการทำงานของโหลดได้อย่างชัดเจนมากกว่าวิธีการกำหนดของเขตของโหลดแบบดั้งเดิม นอกจากนี้วิธีการใหม่ที่นำเสนอยังสามารถหาขอบเขตนอกสุดของพื้นที่เป็นไปได้ของโหลดก่อนนำมาพิจารณาสภาวะการทำงานของโหลดใหม่ทำให้สามารถพิจารณาพารามิเตอร์ของระบบที่สนใจใหม่ได้อีกด้วย


การหักล้างความสมมาตรพลวัตในปัญหาความสอดคล้องแบบบูลโดยใช้ประพจน์เลือกต่อเติมพร้อมด้วยการเล็มต้นไม้ค้นหาในเวลาเชิงพหุนาม, เตวิช ตรีธัญญพงศ์ Jan 2018

การหักล้างความสมมาตรพลวัตในปัญหาความสอดคล้องแบบบูลโดยใช้ประพจน์เลือกต่อเติมพร้อมด้วยการเล็มต้นไม้ค้นหาในเวลาเชิงพหุนาม, เตวิช ตรีธัญญพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเพิ่มความเร็วในการแก้ปัญหาความสอดคล้องแบบบูลนั้นสามารถทำได้ด้วยการใช้สมบัติของความสมมาตร หนึ่งในเทคนิคที่ใช้ประโยชน์จากความสมมาตรคือการหักล้างความสมมาตรพลวัต ซึ่งโดยปกติแล้วจะทำโดยการเพิ่มประพจน์เลือกที่สมมาตรกับประพจน์เลือกที่ถูกเรียนรู้ลงไปในนิพจน์บูลีนด้วย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อทำให้เทคนิคการหักล้างความสมมาตรพลวัตสามารถหักล้างความสมมาตรได้เป็นจำนวนที่เป็นเอกซ์โพเนนเชียลฟังก์ชันและใช้พื้นที่หน่วยความจำเป็นฟังก์ชันพหุนามของข้อมูลนำเข้า โดยใช้แนวคิดของประพจน์เลือกต่อเติมในกรณีที่กลุ่มความสมมาตรประกอบด้วยความสมมาตรแบบแถว วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะแสดงให้เห็นว่าปัญหาตัวขนย้ายลำดับที่เคซึ่งจำเป็นสำหรับการเผยแพร่ประพจน์เลือกเดี่ยวสามารถแก้ได้ในเวลาที่เป็นฟังก์ชันพหุนามเมื่อกลุ่มความสมมาตรเป็นความสมมาตรแบบแถว ผู้จัดทำยังได้ทำการศึกษาสมบัติของกลุ่มความสมมาตรที่มีความสมมาตรแบบแถวเป็นกลุ่มย่อยปกติ เช่น การแยกตัวประกอบเป็นผลคูณของความสมมาตรแบบแถวที่เป็นกลุ่มย่อยปกติ และความเป็นเอกลักษณ์ของการแยกตัวประกอบ เนื่องด้วยสมบัติเหล่านี้ ทางผู้จัดทำจึงได้เสนอวิธีการสร้างกลุ่มย่อยที่สามารถหาผลเฉลยได้ และเทคนิคการเล็มต้นไม้ค้นหาที่สมบูรณ์และสามารถทำได้ในเวลาที่เป็นฟังก์ชันพหุนามสำหรับปัญหาตัวขนย้ายลำดับที่เคภายใต้กลุ่มย่อยที่เราได้เสนอ และในส่วนสุดท้าย ผู้จัดทำได้ทำการวิเคราะห์บางแง่มุมของการการใช้งานเทคนิคที่ได้นำเสนอในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้


การตรวจจับหัวข้ออัตโนมัติบนข้อมูลทวิตเตอร์โดยการใช้คุณลักษณะจากตัวชี้วัดของหุ้น, เอกภพ วีระสกุลวงศ์ Jan 2018

การตรวจจับหัวข้ออัตโนมัติบนข้อมูลทวิตเตอร์โดยการใช้คุณลักษณะจากตัวชี้วัดของหุ้น, เอกภพ วีระสกุลวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สื่อสังคมออนไลน์เป็นหนึ่งในการสื่อสารที่สำคัญและรวดเร็วที่สุดในปัจจุบัน การ สังเกตการณ์ข้อมูลทวิตเตอร์ทำให้สามารถตรวจจับเหตุการณ์ที่กำลังเป็นที่สนใจแบบใกล้ทันกาล หรือหัวข้อเกิดใหม่ได้ โดยหัวข้อเกิดใหม่แต่ละหัวข้อจะประกอบด้วยกลุ่มของคำที่เกี่ยวข้องหรือ กลุ่มของคำเกิดใหม่ งานวิจัยหลายงานนำเสนอวิธีการตรวจจับกลุ่มคำเหล่านี้โดยใช้คุณลักษณะที่ สร้างจากสถิติของคำที่อยู่ในข้อความทวิตเตอร์ ซึ่งบางคุณลักษณะมีความคล้ายคลึงกับตัวชี้วัดของ หุ้น แต่อย่างไรก็ตามวิธีเหล่านี้ใช้เพียงคุณลักษณะเดียว ซึ่งเป็นการยากที่จะตรวจจับคำเกิดใหม่ได้ หลากหลายรูปแบบ แม้จะมีบางงานวิจัยพยายามใช้หลายคุณลักษณะด้วยตัวจำแนกประเภท แต่ ด้วยข้อจำกัดของการสร้างตัวแปรผลเฉลยของข้อมูลที่ใช้ในการสอนตัวจำแนกประเภท ทำให้ยาก ต่อการนำไปใช้ นอกจากนี้ในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการตรวจจับหัวข้อเกิดใหม่ ไม่มีชุดผลเฉลยที่ ชัดเจน และไม่มีการวัดประสิทธิภาพที่เป็นมาตรฐาน ในงานวิจัยนี้จึงเสนอการตรวจจับหัวข้อเกิด ใหม่ด้วยคุณลักษณะจากตัวชี้วัดของหุ้นที่นิยมใช้ในปัจจุบันและมีการปรับปรุงคุณลักษณะดังกล่าว ให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งตัวจำแนกที่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งได้แก่ป่าไม้แบบสุ่ม ถูกนำมาใช้ในการ ตรวจจับคำเกิดใหม่โดยไม่มีข้อจำกัดในการสร้างตัวแปรผลเฉลยของข้อมูล สุดท้ายเพื่อให้สามารถ วัดประสิทธิภาพในการตรวจจับคำและหัวข้อเกิดใหม่ จึงทำการสร้างชุดผลเฉลยรายวันและใช้ชุด ผลเฉลยดังกล่าวในการวัดประสิทธิภาพด้วยมาตรวัดประสิทธิภาพของหัวข้อแบบแมโครที่สามารถ วัดประสิทธิภาพในแง่มุมของคำและหัวข้อเกิดใหม่พร้อมกัน จากการทดลองพบว่าประสิทธิภาพ ของวิธีที่นำเสนอในงานวิจัยนี้ สามารถตรวจจับคำและหัวข้อเกิดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพดีกว่า วิธีการในปัจจุบัน ได้แก่ SigniTrend และ TopicSketch นอกจากนี้ยังพบว่าวิธีที่นำเสนอใน งานวิจัยนี้สามารถตรวจจับคำและหัวข้อเกิดใหม่ได้ก่อนงานวิจัยอื่น


แนวทางใหม่ในการสร้างระบบจำนวนเศษเหลือซ้ำซ้อน โดยการใช้ค่าเศษเหลือที่มีความซ้ำซ้อน, กิตติภพ พละการ Jan 2018

แนวทางใหม่ในการสร้างระบบจำนวนเศษเหลือซ้ำซ้อน โดยการใช้ค่าเศษเหลือที่มีความซ้ำซ้อน, กิตติภพ พละการ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ระบบจำนวนเศษเหลือ เป็นระบบการแทนจำนวนเต็มที่สามารถแทนจำนวนเต็มขนาดใหญ่ด้วยจำนวนเต็มที่มีค่าน้อยกว่าหลาย ๆ จำนวน การคำนวณผลบวกและผลคูณในระบบดังกล่าวสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบจำนวนเศษเหลือถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในงานต่าง ๆ เช่น การประมวลผลสัญญาณ งานด้านการสื่อสารและเครือข่าย และการเข้ารหัสลับ เป็นต้น ระบบจำนวนเศษเหลือได้ถูกพัฒนาเป็นระบบจำนวนเศษเหลือซ้ำซ้อน ซึ่งสามารถตรวจจับและแก้ไขความผิดพลาดได้ ทำให้เหมาะกับงานที่ต้องการความสามารถในการทนต่อความผิดพร่อง ปัจจุบันมีแนวทางหลัก 2 แนวทางในการแปลงจากระบบจำนวนเศษเหลือให้เป็นระบบจำนวนเศษเหลือซ้ำซ้อน วิทยานิพนธ์นี้จะเสนอแนวทางใหม่ในการสร้างระบบจำนวนเศษเหลือซ้ำซ้อน โดยการใช้ค่าเศษเหลือที่มีความซ้ำซ้อน วิธีการที่นำเสนอนี้ทำให้การประมวลผลบางอย่างสามารถทำได้รวดเร็วขึ้น เช่น การแปลงจำนวนในรูปเศษเหลือกลับเป็นจำนวนเต็ม และการตรวจจับความผิดพลาด เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำให้ระบบสามารถเปรียบเทียบค่าจำนวนเต็มในรูปของเศษเหลือได้รวดเร็วมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามวิธีการที่นำเสนอทำให้ใช้เวลาในการคำนวณผลบวกและผลคูณมากขึ้น วิทยานิพนธ์นี้ได้ทำการเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของวิธีการแปลงจากระบบจำนวนเศษเหลือให้เป็นระบบจำนวนเศษเหลือซ้ำซ้อนแบบต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำไปพัฒนาระบบจำนวนเศษเหลือซ้ำซ้อนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


การคำนวณระนาบการหยิบจับแบบสามนิ้วในสามมิติ, กีรติ พูนวัฒนชัย Jan 2018

การคำนวณระนาบการหยิบจับแบบสามนิ้วในสามมิติ, กีรติ พูนวัฒนชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสามารถในการหยิบจับสิ่งของเป็นความฝันอันยาวนานของหุ่นยนต์ ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามในการวิจัยอย่างจริงจังในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา หุ่นยนต์ที่ทันสมัยที่สุดก็ยังคงหยิบจับสิ่งของไม่ได้ ความท้าทายหลักคือการจัดการกับข้อผิดพลาดและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น การวางแผนการหยิบจับวัตถุของหุ่นยนต์ในวิธีการแบบดั้งเดิมเช่น ICR และ caging สามารถจัดการกับปัญหาความไม่แน่นอนในระดับหนึ่งแต่ยังให้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร วิทยานิพนธ์นี้จึงพยายามมองการหยิบจับวัตถุในมุมมองที่กว้างมากขึ้นโดยมุ่งเป้าไปที่การหาระนาบของการหยิบจับที่ดี (แทนที่การระบุจุดจับ) เพื่อวางนิ้วหุ่นยนต์ทั้งสาม วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอวิธีการเพื่อหาระนาบการหยิบจับสำหรับมือหุ่นยนต์แบบสามนิ้ว โดยข้อมูลนำเข้าคือโมเดลสามมิติของวัตถุ และในการวัดผลได้มีการทดลองบนหุ่นยนต์จริงเพื่อแสดงถึงประสิทธิภาพของวิธีการ


การทวนสอบเชิงรูปนัยของการออกแบบบีพีเอ็มเอ็นโดยใช้โมเดลเช็คกิง, ชานนท์ เดชสุภา Jan 2018

การทวนสอบเชิงรูปนัยของการออกแบบบีพีเอ็มเอ็นโดยใช้โมเดลเช็คกิง, ชานนท์ เดชสุภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทวนสอบโมเดลบีพีเอ็มเอ็นด้วยวิธีโมเดลเช็คกิงเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้มั่นใจว่าโมเดลบีพีเอ็มเอ็นที่ออกแบบปราศจากปัญหาติดตายและปราศจากคุณสมบัติที่ไม่พึงประสงค์ที่เป็นสาเหตุโมเดลไม่ตรงตามความต้องการหรือส่งผลให้ระบบหยุดทำงาน คุณสมบัติของโมเดลบีพีเอ็มเอ็นที่จำเป็นต้องทวนสอบได้แก่ คุณสมบัติความปลอดภัยและคุณสมบัติความสมบูรณ์ ขั้นตอนการทวนสอบด้วยวิธีโมเดลเช็คกิงค่อนข้างซับซ้อนเพราะเกี่ยวข้องกับภาษารูปนัยที่ใช้อธิบายโมเดลเชิงนามธรรมและการใช้เครื่องมือทวนสอบ รวมถึงอาจต้องใช้เทคนิคเฉพาะเพื่อจัดการโมเดลบีพีเอ็มเอ็นที่มีขนาดใหญ่ที่เป็นสาเหตุของปัญหาการระเบิดของปริภูมิสถานะ การสร้างโมเดลนามธรรมโดยอัตโนมัติช่วยลดความผิดพลาดและเวลาที่ใช้ในการสร้างโมเดล สามารถจัดการโมเดลที่มีขนาดใหญ่และปัญหาการระเบิดของปริภูมิสถานะได้ งานวิจัยนี้เสนอเทคนิคการทวนสอบคุณสมบัติความปลอดภัย คุณสมบัติความสมบูรณ์ของโมเดลบีพีเอ็มเอ็นด้วยวิธีโมเดลเช็คกิง คัลเลอร์เพทริเน็ตหรือซีพีเอ็นถูกนำมาใช้อธิบายโมเดลนามธรรม เทคนิคการแบ่งโมเดลออกเป็นโมเดลย่อยและการจัดโครงสร้างโมเดลแบบมีลำดับชั้นถูกนำมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการระเบิดของปริภูมิสถานะ กรอบงานได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้แปลงโมเดลบีพีเอ็มเอ็นเป็นโมเดลซีพีเอ็นและมีตัวสร้างและค้นปริภูมิสถานะจากโมเดลซีพีเอ็น ซึ่งกรอบงานเป็นตัวเลือกที่มีประโยชน์สำหรับนักออกแบบกระบวนการซอฟต์แวร์ที่ต้องการทวนสอบโมเดลบีพีเอ็มเอ็นที่มีขนาดใหญ่


การสกัดคำสำคัญที่เป็นกระแสและคำหยุดจากเพจเฟซบุ๊กภาษาไทยโดยใช้เอ็นแกรมแบบตัวอักษร, ณัษฐพงษ์ อู่สิริมณีชัย Jan 2018

การสกัดคำสำคัญที่เป็นกระแสและคำหยุดจากเพจเฟซบุ๊กภาษาไทยโดยใช้เอ็นแกรมแบบตัวอักษร, ณัษฐพงษ์ อู่สิริมณีชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สื่อสังคมออนไลน์สามารถใช้วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้คนในสังคมได้ โดยสื่อสังคมออนไลน์ที่คนไทยนิยมมากที่สุดคือเฟซบุ๊ก ดังนั้นถ้าเราสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้คนในเฟซบุ๊กได้ก็จะสามารถเข้าใจพฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่ในสังคมได้ ซึ่งหนึ่งในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้คนนั้น เรามักจะวิเคราะห์ผ่านกระแสที่เกิดขึ้นในสังคม ว่าผู้คนในสังคมให้ความสนใจในกระแสนั้นอย่างไร จุดเริ่มต้นของกระแสคือเมื่อไหร่ เป็นต้น ซึ่งการวิเคราะห์กระแสนั้นสามารถทำได้ผ่านการวิเคราะห์คำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระแสดังกล่าว แต่วิธีการที่ใช้ในการสกัดคำสำคัญในปัจจุบันนั้นจำต้องใช้เครื่องมือตัดคำภาษาไทย ซึ่งเครื่องมือในปัจจุบันถูกฝึกสอนด้วยคลังข้อมูลภาษาที่ไม่ได้รวมเอาข้อมูลประโยคที่พบในสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กไว้ ผลจึงทำให้เครื่องมือตัดคำมีปัญหาเมื่อพบคำที่ไม่เป็นมาตรฐาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการสกัดคำสำคัญ อีกทั้งวิธีสกัดคำสำคัญในปัจจุบันรองรับการสกัดคำสำคัญที่ความยาวคงที่เท่านั้น ทำให้วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้พัฒนาวิธีการสกัดคำสำคัญที่เป็นกระแสโดยไม่ใช้เครื่องตัดคำ แต่เลือกใช้อัลกอริทึมเอ็นแกรมแบบตัวอักษรเข้ามาช่วย ซึ่งทำให้สามารถสกัดคำสำคัญที่มีความยาวแบบไม่คงที่ได้ และยังใช้ลักษณะของกระแสในการสร้างฐานข้อมูลคำหยุด และกรองเฉพาะคำที่เป็นกระแสออกมา โดยเมื่อเปรียบเทียบผลกับวิธีดั้งเดิมอย่างวิธี TF-IDF และวิธี TF พบว่าวิธีที่วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอ ได้คะแนน F1 ที่ 0.402 ซึ่งดีกว่าวิธี TF-IDF ที่ได้คะแนน F1 ที่ 0.165 และวิธี TF ที่ได้คะแนน F1 ที่ 0.183 โดยวิธีที่วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับงานที่ต้องการคำสำคัญที่มีความยาวไม่คงที่ อย่างเช่นการหากระแสในสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก


การประยุกต์ใช้เทคนิคการเรียนรู้เชิงลึกในการฝังคำเพื่อสร้างแบบจำลองสำหรับทำนายผลการวินิจฉัยโรคจากบันทึกทางการแพทย์ของแผนกออร์โธปิดิกส์, ธนากร รัตนจริยา Jan 2018

การประยุกต์ใช้เทคนิคการเรียนรู้เชิงลึกในการฝังคำเพื่อสร้างแบบจำลองสำหรับทำนายผลการวินิจฉัยโรคจากบันทึกทางการแพทย์ของแผนกออร์โธปิดิกส์, ธนากร รัตนจริยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้จะนำเสนอวิธีการฝังคำในการเรียนรู้เชิงลึกเพื่อสร้างแบบจำลองสำหรับทำนายผลการวินิจฉัยโรค ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลการวินิจฉัยโรคของแพทย์ผิดพลาดคือประสบการณ์ของแพทย์ที่ไม่เพียงพอ โดยการวินิจฉัยโรคที่ผิดพลาดนั้น นอกจากจะนำไปสู่การรักษาที่ผิดพลาดแล้ว ยังทำให้ผู้ป่วยเสียทั้งเงินและเวลา ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาการวินิจฉัยที่ผิดพลาด งานวิจัยนี้จึงนำเสนอวิธีการประยุกต์ใช้การเรียนรู้เชิงลึกกับการฝังคำ เพื่อทำนายผลการวินิจฉัยโรคจากระบบเวชระเบียน โดยจะสร้างแบบจำลองจากการใช้ข้อมูลในบันทึกของแพทย์ ซึ่งข้อมูลจะถูกนำไปวิเคราะห์ผ่านแบบจำลอง เพื่อทำนายผลการวินิจฉัยโรคที่มีความน่าจะเป็นออกมา เรียงตามลำดับความเชื่อมั่น และสุดท้ายจะใช้อัตราผลบวกจริง อัตราผลบวกเท็จ และค่าความแม่นยำมาเป็นตัววัดประสิทธิภาพของแบบจำลองที่ได้ ซึ่งพบว่าค่าความแม่นยำของแบบจำลองในงานวิจัยนี้มีค่าเท่ากับ 99.95% และอัตราผลบวกจริงมีค่าเท่ากับ 86.64% ด้วยการทำนายผลลัพธ์อันดับแรกเพียงอันดับเดียว


การประมาณค่าจำนวนเต็มบวกด้วยพจน์เดี่ยวในระบบจำนวนฐานคู่, ธีรภัทร์ ชุนเดชสัมฤทธิ์ Jan 2018

การประมาณค่าจำนวนเต็มบวกด้วยพจน์เดี่ยวในระบบจำนวนฐานคู่, ธีรภัทร์ ชุนเดชสัมฤทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในระบบจำนวนฐานคู่นั้นเป็นระบบที่ออกแบบมาสำหรับการคำนวณแบบขนานซึ่งเป็นข้อดีในการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการคูณและการบวก ซึ่งได้มีการนำเสนอคุณสมบัติเอกซ์โพเนนเชียลต่าง ๆ และกฏเกณฑ์เอกลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อลดความซับซ้อนของการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ต่าง ๆ แต่ทว่าการหารนั้นจะมีข้อด้อยหลาย ๆ ด้านในกรณีที่ตัวหารนั้นมีจำนวนหลายพจน์โดยงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้พิจารณาการหารูปแบบแทนจำนวนด้วยพจน์เดี่ยวสำหรับจำนวนใด ๆ ซึ่งผู้วิจัยได้นำเสนออัลกอริทึมการประมาณค่าเพื่อลดจำนวนพจน์โดยเฉพาะสำหรับจำนวนเต็ม รวมถึงยังได้นำเสนออัลกอริทึมการหารทั้งหมดพร้อมบทพิสูจน์ความถูกต้อง และสุดท้ายการใช้ตารางคำนวณค่าล่วงหน้าแสดงให้เห็นว่าสามารถลดเวลาการคำนวณได้ ซึ่งผู้วิจัยคาดหวังว่าแนวคิดในงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ หรือสถาปัตยกรรมทางคอมพิวเตอร์ในอนาคต


ระบบสังเคราะห์เสียงร้องเพลงภาษาไทยโดยใช้แบบจำลองฮิดเดนมาร์คอฟ, ลัทธพล จีระประดิษฐ Jan 2018

ระบบสังเคราะห์เสียงร้องเพลงภาษาไทยโดยใช้แบบจำลองฮิดเดนมาร์คอฟ, ลัทธพล จีระประดิษฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การร้องเพลงในแต่ละภาษานั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวบางอย่างซึ่งส่งผลให้การพัฒนาความเป็นธรรมชาติของเสียงร้องเพลงสังเคราะห์ในแต่ละภาษานั้นมีความท้าทายแตกต่างกัน เสียงวรรณยุกต์เป็นส่วนที่มีผลมากกับการสื่อสารในภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ แต่ระบบสังเคราะห์เสียงร้องเพลงในปัจจุบันไม่ได้คำนึงถึงเสียงวรรณยุกต์ นอกจากนี้เมลิสมาเป็นอีกสถานการณ์หนึ่งที่พบได้บ่อยครั้งในการร้องเพลงป็อปไทยซึ่งต้องมีการจัดการเพื่อจำลองการร้องเมลิสมา เป้าหมายของวิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งเน้นที่การปรับระบบสังเคราะห์เสียงร้องเพลงให้รองรับการจำลองเสียงในสถานการณ์เมลิสมาและผลกระทบของเสียงวรรณยุกต์ งานวิทยานิพนธ์นี้เสนอ 1) ปัจจัยบริบทที่ใช้ในระบบสังเคราะห์เสียงร้องเพลงสำหรับภาษาที่วรรณยุกต์มีผลต่อเสียงร้องเพลงและคำนึงถึงเมลิสมา 2) วิธีการทำสำเนารูปเขียน จากการประเมินผลพบว่า วิธีการทำสำเนารูปเขียนที่เสนอทั้งสองแบบนั้นส่งผลให้ระบบสังเคราะห์เสียงร้องเพลงรองรับเมลิสมา โดยวิธีการทำสำเนารูปเขียนที่คำนึงถึงสระเสียงสั้น-ยาวและตัวสะกดนั้นมีรูปคลื่นของเสียงร้องเพลงสังเคราะห์ใกล้เคียงกับรูปคลื่นของเสียงร้องเพลงจริงมากกว่า รวมถึงมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าโดยใช้มาตรวัดเอ็มโอเอส อีกทั้งเมื่อมีปัจจัยบริบทที่เกี่ยวข้องกับเสียงวรรณยุกต์ เค้ารูปของความถี่มูลฐานที่สังเคราะห์ได้นั้นมีความใกล้เคียงเสียงร้องเพลงจริงมากกว่าในระบบที่ไม่มีปัจจัยบริบทที่เกี่ยวข้องกับเสียงวรรณยุกต์ และมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นโดยใช้มาตรวัดเอ็มโอเอส นอกจากนี้เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมชาติให้เสียงร้องเพลงสังเคราะห์จึงมีการทดลองเกี่ยวกับจำนวนสถานะของแบบจำลองเสียงพบว่า เมื่อจำนวนสถานะเพิ่มขึ้น ความเป็นธรรมชาติของเสียงร้องเพลงสังเคราะห์ก็มากขึ้น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเสียงร้องเพลงสังเคราะห์ที่ได้จะมีความเป็นธรรมชาติลดลง


ระบบการสื่อสารแบบดีซิงโครไนเซชั่นสาหรับขบวนยานพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติ, วิศทัศน์ ดียิ่ง Jan 2018

ระบบการสื่อสารแบบดีซิงโครไนเซชั่นสาหรับขบวนยานพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติ, วิศทัศน์ ดียิ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ขบวนยานพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัตินั้นมีความท้าทายในการสร้างสูงอันเนื่องมาจากมีความต้องการในการประกาศข้อมูลที่มีความถี่ในการประกาศสูง ประสิทธิภาพของโพรโทคอลซีเอสเอ็มเอ/ซีเอบนมาตรฐานการสื่อสาร IEEE 802.11p นั้นไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของขบวนยานพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติได้เนื่องจากความล่าช้าที่ไม่มีขอบเขตโดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้งานช่องสัญญาณมาก มีงานวิจัยหลากหลายงานที่นั้นมีการเกี่ยวพันกับชั้นการควบคุมการเข้าถึงสื่อกลางและ/หรือไม่รองรับจำนวนยานพาหนะที่มีการเปลี่ยนแปลงและ/หรือมีจุดเดียวของความล้มเหลว เราเสนอให้ใช้งานการดีซิงโครไนเซชั่นสำหรับยานพาหนะที่มีพื้นฐานมาจากโพรโทคอลทีดีเอ็มเอบนมาตรฐานการสื่อสาร IEEE 802.11p ที่มีอยู่ทั่วไปแล้ว โดยยังสามารถรองรับจำนวนยานพาหนะที่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่มีจุดเดียวของความล้มเหลว เราได้เสนอช่วงการตั้งค่าที่เหมาะสมกับการใช้งานขบวนยานพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติ จากผลการทดลองได้แสดงว่าเมื่อใช้งานช่วงการตั้งค่าที่เราเสนอ การดีซิงโครไนเซชั่นสามารถรองรับการประกาศข้อมูลที่มีความถี่สูงในสถานการณ์ที่มียานพาหนะสูงสุดถึง 16 คัน ที่การประกาศข้อมูล 100 รอบต่อวินาที และมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าโพรโทคอลซีเอสเอ็มเอ/ซีเอ ในกรณีที่เกิดความล้มเหลว จากผลการทดลองได้แสดงว่าการดีซิงโครไนเซชั่นสำหรับยานพาหนะนั้นไม่ได้มีผลกระทบที่ร้ายแรงอันเนื่องมาจากความล้มเหลวเมื่อเปรียบเทียบกับงานวิจัยอื่น


การตรวจสอบข่าวปลอมด้วยวิธีการเรียนรู้ด้วยเครื่อง, สุปัญญา อภิวงศ์โสภณ Jan 2018

การตรวจสอบข่าวปลอมด้วยวิธีการเรียนรู้ด้วยเครื่อง, สุปัญญา อภิวงศ์โสภณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอวิธีการตรวจจับข่าวปลอมบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์ด้วยวิธีการเรียนรู้ด้วยเครื่อง โดยใช้การเรียนรู้ด้วยเครื่องสามวิธี ได้แก่ Naïve Bayes, Neural Network และ Support Vector Machine โดยเก็บข้อมูลจากหัวข้อข่าวที่เป็นภาษาไทย ในระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ผลการวิจัยพบว่าทั้งสามวิธีสามารถตรวจจับข่าวปลอมในชุดข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ร้อยละความถูกต้องของวิธี Naïve Bayes คือ 96.08 เปอร์เซ็นต์ Neural Network 99.89 เปอร์เซ็นต์ และ Support Vector Machine 99.89 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวปลอมและชี้ให้เห็นลักษณะของข่าวปลอมที่พบในชุดข้อมูล


การทำนายโครงสร้างทุติยภูมิของอาร์เอ็นเอด้วยขั้นตอนวิธีเชิงวิวัฒนาการ, สุภาวดี ศรีคำดี Jan 2018

การทำนายโครงสร้างทุติยภูมิของอาร์เอ็นเอด้วยขั้นตอนวิธีเชิงวิวัฒนาการ, สุภาวดี ศรีคำดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอขั้นตอนวิธีแบบใหม่ชื่อว่า Hybrid-EDAfold ซึ่งเป็นขั้นตอนวิธีเชิงวิวัฒนาการที่อยู่บนพื้นฐานของขั้นตอนวิธีประมาณการแจกแจงแบบผสมสำหรับทำนายโครงสร้างทุติยภูมิของอาร์เอ็นเอ ขั้นตอนวิธีที่นำเสนอประกอบด้วย 2 ขั้นตอนวิธีประมาณการแจกแจงและดำเนินการอยู่บนเทคนิคการทำนายโครงสร้างที่มีค่าพลังงานต่ำสุด ขั้นตอนวิธีที่นำเสนอใช้ทั้งกลุ่มคำตอบดีและกลุ่มคำตอบด้อยร่วมกันในการปรับปรุงแบบจำลองความน่าจะเป็นเพื่อส่งเสริมให้ขั้นตอนวิธีสามารถค้นหาได้ทั่วทั้งปริภูมิค้นหา ใช้ข้อมูลจากคำตอบด้อยเพื่อบ่งบอกว่าบริเวณไหนไม่น่าสนใจที่จะเข้าไปสำรวจเมื่อต้องดำเนินการกับข้อมูลที่มีจำนวนมิติที่ค่อนข้างสูง วิธีการที่นำเสนอมีการเพิ่มเติมตัวดำเนินการกลายพันธุ์ในขั้นตอนวิธีประมาณการแจกแจงหนึ่งเพื่อสนับสนุนการค้นหาแบบท้องถิ่น ช่วยเพิ่มความหลากหลายของคำตอบและบรรเทาการลู่เข้าก่อนกำหนด นอกจากนี้ วิธีการที่นำเสนอยังรองรับการทำนายหลายโครงสร้างทั้งโครงสร้างที่มีค่าพลังงานต่ำสุดและโครงสร้างที่มีค่าพลังงานต่ำรองเพื่อเพิ่มโอกาสที่จะพบโครงสร้างที่ใกล้เคียงกับโครงสร้างที่เป็นคำตอบมากยิ่งขึ้น การประเมินประสิทธิภาพของขั้นตอนวิธี Hybrid-EDAfold เมื่อเปรียบเทียบกับขั้นตอนวิธีในกลุ่มของกำหนดการพลวัตที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ Mfold, RNAfold และ RNAstructure บนข้อมูลอาร์เอ็นเอจาก 15 ชนิด จำนวน 760 สายลำดับ พบว่า ขั้นตอนวิธี Hybrid-EDAfold มีผลการทำนายเฉลี่ยดีกว่าขั้นตอนวิธีอื่น ๆ ที่นำมาเปรียบเทียบในทุกตัวชี้วัด และ เปรียบเทียบกับขั้นตอนวิธีในกลุ่มเมตาฮิวริสติกด้วยอาร์เอ็นเอ 20 สายลำดับ ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าวิธีการที่นำเสนอมีค่า F-measure เฉลี่ยดีกว่า RnaPredict และ SARNA-Predict และ มีผลลัพธ์เทียบเคียงได้กับ TL-PSOfold


กระบวนการจำแนกการเคลื่อนไหวมือด้วยสัญญาณคลื่นไฟฟ้าสมองสำหรับการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, อาภา สุวรรณรัตน์ Jan 2018

กระบวนการจำแนกการเคลื่อนไหวมือด้วยสัญญาณคลื่นไฟฟ้าสมองสำหรับการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, อาภา สุวรรณรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารระหว่างสมองและคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interfaces - BCI) คือเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อระหว่างสัญญาณคลื่นไฟฟ้าสมองกับอุปกรณ์ภายนอกต่างๆ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี BCI เพื่อการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูการการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนรยางค์บน การฟื้นฟูด้วยเทคโนโลยี BCI มักทำโดยการฝึกจินตนาการการเคลื่อนไหว งานวิจัยนี้จึงพัฒนากระบวนการจำแนกการจินตนาการการเคลื่อนไหวด้วยสัญญาณคลื่นไฟฟ้าสมอง การจินตนาการการเคลื่อนไหวท่ากำและแบมือเป็นทั้งท่าพื้นฐานในการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและท่าพื้นฐานในงานวิจัยด้านนี้ ในขณะที่ท่ากระดกข้อมือขึ้นลงและท่าคว่ำและหงายมือเป็นท่าพื้นฐานในการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเช่นกัน จึงถูกเลือกมาใช้งานวิจัยนี้ งานวิจัยนี้มีผู้ร่วมทดลองสุขภาพดีทั้งหมด 11 คน การทดลองเริ่มจากท่ากำและแบมือ ท่ากระดกข้อมือขึ้นลง และท่าคว่ำและหงายมือตามลำดับ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า ตัวจำแนก LDA และ SVM ให้ความแม่นยำในการจำแนกไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ การดึงคุณลักษณะ Filter Bank Common Spatial Pattern ให้ความแม่นยำในการจำแนกสูงกว่าการดึงคุณลักษณะ Whole Band Common Spatial Pattern อย่างมีนัยสำคัญ การจำแนกแบบขึ้นกับชุดทดลองให้ความแม่นยำในการจำแนกสูงกว่าการจำแนกแบบไม่ขึ้นกับชุดทดลองอย่างมีนัยสำคัญ ความแม่นยำในการจำแนกมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อผู้ร่วมทดลองเข้าร่วมการทดลองมากขึ้น นอกจากนี้ ความแม่นยำในการจำแนกมีค่าสูงขึ้นเมื่อติดตั้งจำนวนช่องสัญญาณมากขึ้น เมื่อพิจารณาถึงความแม่นยำในการจำแนกร่วมกับเวลาและความสะดวกในการติดตั้งอุปกรณ์ ผลการทดลองจากงานวิจัยนี้สนับสนุนให้ติดตั้งช่องสัญญาณจำนวน 9 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ผลการทดลองยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการจำแนกจินตนาการการเคลื่อนไหวแต่ละท่าซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณคลื่นไฟฟ้าสมองจากสมองซีกเดียวกัน


การรีแฟ็คเตอร์เว็บเซอร์วิสแบบประสานให้เป็นไมโครเซอร์วิส โดยการใช้แบบรูปการแยกออกเป็นส่วน, เมธาวี ทัศจันทร์ Jan 2018

การรีแฟ็คเตอร์เว็บเซอร์วิสแบบประสานให้เป็นไมโครเซอร์วิส โดยการใช้แบบรูปการแยกออกเป็นส่วน, เมธาวี ทัศจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถาปัตยกรรมเชิงบริการ หรือ Service-oriented architecture (SOA) คือ การออกแบบเว็บเซอร์วิสให้มีการทำงานประสานกัน โดยโครงสร้างการออกแบบสถาปัตยกรรมนี้จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักได้แก่ ผู้รับบริการ (Service Client), ผู้ให้บริการ (Service Provider) และตัวกลาง (Service Broker) ซึ่งด้วยลักษณะการออกแบบที่อาศัยตัวกลางจึงเป็นสาเหตุให้การออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมเชิงบริการไม่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ได้มุ่งเน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และมุ่งเน้นให้ซอฟต์แวร์มีความยืดหยุ่นรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านธุรกิจ ซึ่งการออกแบบเว็บเซอร์วิสด้วยสถาปัตยกรรมเชิงบริการจึงไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในส่วนนี้ได้ ในปัจจุบันจึงได้มีทางเลือกการออกแบบเว็บเซอร์วิสแบบใหม่ คือสถาปัตยกรรมไมโครเซอร์วิส โดยไมโครเซอร์วิสเป็นสถาปัตยกรรมการออกแบบที่มุ่งเน้นเรื่องความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ซอฟต์แวร์ที่ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมนี้สามารถปรับเปลี่ยน หรือแก้ไขเว็บเซอร์วิสได้โดยไม่ส่งผลกระทบกับระบบในวงกว้าง เนื่องจากไมโครเซอร์วิสเน้นการออกแบบเว็บเซอร์วิสให้มีขนาดเล็กลง แต่ละเซอร์วิสทำงานร่วมกันแบบกระจาย จึงส่งผลให้แต่ละไมโครเซอร์วิสค่อนข้างมีความอิสระต่อกันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการออกแบบไมโครเซอร์วิสยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายและไม่สามารถทำได้โดยง่าย ด้วยเหตุดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงได้นำเสนอระเบียบวิธีในการสร้างเครื่องมือสำหรับรีแฟ็คเตอร์เว็บเซอร์วิสแบบเดิมที่ถูกเขียนด้วยภาษาดำเนินการทางธุรกิจ (BPEL) ให้เป็นไมโครเซอร์วิส ตามแบบรูปการแยกออกเป็นส่วน (Decomposition pattern) ของไมโครเซอร์วิส โดยกระบวนการรีแฟ็คเตอร์จะทำการพิจารณาร่วมกับรายการความสามารถทางธุรกิจ (Business Capabilities) ที่สกัดได้จากข้อมูลคำศัพท์และประโยคสถานการณ์ (Scenario)


การผสานออนโทโลยีที่ต่างแบบกันโดยใช้การวิเคราะห์ฟอร์มัลคออนเซ็ปต์, จตุรดา ดียิ่ง Jan 2018

การผสานออนโทโลยีที่ต่างแบบกันโดยใช้การวิเคราะห์ฟอร์มัลคออนเซ็ปต์, จตุรดา ดียิ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความแพร่หลายของการนำเอาออนโทโลยีเข้ามาใช้ที่มีมากขึ้น ทำให้เกิดการซ้อนทับกันของ ออนโทโลยีมากขึ้นตามมา วิศวกรความรู้จึงได้เกิดแนวคิดที่จะนำเอาออนโทโลยีที่คล้ายคลึงกันเข้ามามีส่วนร่วมด้วยกัน ด้วยเหตุนี้แนวคิดการผสานออนโทโลยีจึงได้ถูกนำเสนอขึ้นมา อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอัลกอริทึมของการผสานออนโทโลยีในโดเมนที่แตกต่างกันเข้าด้วยกันยังมีให้เห็นไม่มากนัก ส่วนมากจะเป็นการนำเสนออัลกอริทึมของการผสานออนโทโลยีที่อยู่ภายใต้ขอบเขตโดเมนเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน ในงานวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยมีเป้าหมายที่จะทำการผสานออนโทโลยีในโดเมนที่ต่างแบบกันแต่มีส่วนเกี่ยวข้องกันของข้อมูลโดยใช้หลักการการวิเคราะห์ฟอร์มัลคอนเซ็ปต์ โดยผู้วิจัยได้สร้างกรณีศึกษาด้วยการนำเอาข้อมูลยา และออนโทโลยีโรคมาผสานเข้าด้วยกัน และนำเสนอออกมาเป็นความเกี่ยวโยงกันของข้อมูลยาและโรคในรูปแบบของฟอมัลแลททิส จากนั้นกรณีศึกษาจะถูกประเมินความถูกต้องของผลลัพธ์ด้วยการเปรียบเทียบกับอ้างอิงข้อมูลการแนะนำทางการแพทย์ ผลของการทดสอบของกรณีศึกษาแสดงให้เห็นว่าวิธีการผสานออนโทโลยีโดยใช้การวิเคราะห์ฟอร์มัลคอนเซ็ปต์ที่ ผู้วิจัยนำเสนอนั้นนำมาซึ่งของมูลที่ถูกต้องตามการแนะนำทางการแพทย์ที่เปรียบเทียบ ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าสามารถเป็นประโยชน์ในการสนับสนุนการทำงานวิศวกรความรู้ ในการผสานออนโทโลยีโดยใช้คุณลักษณะร่วมระหว่างออนโทโลยีในขอบเขตโดเมนต่างกัน


การสกัดตัวยืนยงชนิดข้อมูลจากโพรเมลา, วิสุทธิ์ สุขศรีบางเตย Jan 2018

การสกัดตัวยืนยงชนิดข้อมูลจากโพรเมลา, วิสุทธิ์ สุขศรีบางเตย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตัวยืนยงชนิดข้อมูลเป็นข้อมูลคงที่ซึ่งจะมีค่าคงอยู่ตลอดการทำงานของโปรแกรม ซึ่งอยู่ในรูปของตัวแปรหรือเงื่อนไข ที่อยู่ในความต้องการที่ได้กำหนดไว้แสดงด้วยสูตรแอลทีแอล ซึ่งระบุความถูกต้องของการทำงานของโปรแกรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โปรแกรมซอฟต์แวร์จำนวนมากในปัจจุบันมุ่งเน้นเรื่องการปรับปรุงคุณภาพซอฟต์แวร์ ซึ่งการทวนสอบโปรแกรมซอฟต์แวร์ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กร เนื่องจากการทวนสอบนั้นเป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของอัลกอริทึมภายใต้การทำงานของซอฟต์แวร์ ในทางปฏิบัตินั้นการเขียนสูตรแอลทีแอลด้วยตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ยาก และมีความซับซ้อนสำหรับโค้ดโปรแกรม โพรเมลาแตกต่างจากภาษาอื่นๆ เพราะโพรเมลาสนับสนุนโปรแกรมที่มีการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน บางครั้งก็จะมีการทำงานที่สอดแทรกหรือคาบเกี่ยวกัน ซึ่งในการทำงานหลายอย่างพร้อมๆกัน ส่งผลให้กระทบกับตัวแปรหรือฟังก์ชันอื่นๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อผิดพลาด ทำให้โปรแกรมทำงานได้ไม่ถูกต้อง และคนทั่วไปมักไม่ค่อยตระหนักถึงการทวนสอบความถูกต้องของค่าที่ใช้ในโปรแกรม งานวิจัยนี้จึงได้นำเสนอวิธีการแบ่งส่วนของข้อมูล เพื่อสร้างตัวยืนยงชนิดข้อมูลจากโพรเมลา โดยอยู่ในรูปของสูตรแอลทีแอลขึ้นมาช่วยในการตรวจสอบความถูกต้องในการทำงานของโปรแกรม


การวิเคราะห์ผลกระทบและควบคุมเวอร์ชันของการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนำเข้าและข้อมูลนำออกของความต้องการเชิงฟังก์ชัน, นันท์นภัส เชิดสกุลวงศ์ Jan 2018

การวิเคราะห์ผลกระทบและควบคุมเวอร์ชันของการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนำเข้าและข้อมูลนำออกของความต้องการเชิงฟังก์ชัน, นันท์นภัส เชิดสกุลวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดเก็บความต้องการ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในวิศวกรรมซอฟต์แวร์ หากจัดเก็บความต้องการไม่ครบถ้วน จะสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงความต้องการเชิงฟังก์ชันได้ตลอดเวลา ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงควรอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้บริหารโครงการ เพื่ออนุมัติการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก่อนเสมอ ความต้องการเชิงฟังก์ชันประกอบไปด้วยข้อมูลนำเข้าและข้อมูลนำออก ซึ่งอาจจะมีความสัมพันธ์กับสคีมาฐานข้อมูลหรือไม่มีความสัมพันธ์กับสคีมาฐานข้อมูล หากเกิด การเปลี่ยนแปลงอาจจะส่งผลกระทบกับกรณีทดสอบ หรือสคีมาฐานข้อมูล ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำการจัดเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงและควบคุมเวอร์ชัน ซึ่งการจัดเก็บเวอร์ชันทำให้สามารถย้อนกลับเวอร์ชันที่ต้องการได้วิทยานิพนธ์เล่มนี้นำเสนอการวิเคราะห์และควบคุมเวอร์ชันของการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนำเข้าและข้อมูลนำออกของต้องการเชิงฟังก์ชัน ผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการวิเคราะห์และควบคุมเวอร์ชันตามที่นำเสนอ โดยเครื่องมือมีความสามารถนำเข้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ อีกทั้งสามารถจัดการการร้องขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลของความต้องการเชิงฟังก์ชันจากผู้ใช้ วิเคราะห์และควบคุมเวอร์ชันของข้อมูลที่ถูกเปลี่ยนแปลง โดยมีการตรวจสอบสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนำเข้าและข้อมูลนำออกของความต้องการเชิงฟังก์ชัน และสามารถย้อนกลับความต้องการเชิงฟังก์ชันได้ สุดท้ายเครื่องมือถูกนำไปทดสอบความถูกต้องกับกรณีศึกษาทั้งหมด 3 กรณีศึกษา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องมือสามารถวิเคราะห์ผลกระทบและควบคุมเวอร์ชันได้อย่างถูกต้อง


การเปรียบเทียบแผนภาพลำดับยูเอ็มแอลเพื่อตามรอยการเปลี่ยนเเปลงข้อกำหนดทางเทคนิค, สุพัตรา อินศรี Jan 2018

การเปรียบเทียบแผนภาพลำดับยูเอ็มแอลเพื่อตามรอยการเปลี่ยนเเปลงข้อกำหนดทางเทคนิค, สุพัตรา อินศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แผนภาพลำดับมักนิยมใช้เพื่อจำลองปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัตถุของคลาสภายในระบบสารสนเทศ งานวิจัยนี้นำเสนอวิธีการเเละได้พัฒนาเครื่องมือสำหรับเปรียบเทียบแผนภาพลำดับยูเอ็มแอล เพื่ออำนวยความสะดวกการตามรอยการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดทางเทคนิค โดยบันทึกการเปลี่ยนแปลงจะถูกสร้างขึ้นเพื่อรายงานส่วนต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด นอกจากนี้ ระบบยังสามารถสร้างกราฟการตามรอยที่สัมพันธ์กับแผนภาพลำดับเวอร์ชันใหม่เพื่อแสดงความขึ้นต่อกันที่เป็นปัจจุบันระหว่างส่วนประกอบต่าง ๆ แนวทางระบบอัตโนมัติที่นำเสนอจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงกระบวนการซอฟต์แวร์ในด้านการวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนเเปลง รวมทั้งการได้ผลลัพธ์ที่สร้างขึ้นอย่างรวดเร็วจากระบบที่พัฒนาขึ้น จากเดิมที่เป็นงานเอกสารน่าเบื่อหน่ายเเละลดแนวโน้มความผิดพลาดของการทำงาน


การแปลงไทม์เพทริเน็ตเป็นโพรเมลา, อรสุธี ชัยชมภู Jan 2018

การแปลงไทม์เพทริเน็ตเป็นโพรเมลา, อรสุธี ชัยชมภู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้เสนอวิธีการแปลงไทม์เพทริเน็ตเป็นโพรเมลา เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ พฤติกรรมของไทม์เพทริเนตที่เป็นระบบเวลา โดยคุณสมบัติที่ตรวจสอบมีคุณสมบัติเชิงคุณภาพ และคุณสมบัติเชิงปริมาณ ประการแรกการสร้างกฎการแปลงไทม์เพทริเน็ตเป็นโพรเมลา นำส่วนประกอบของไทม์ เพทริเน็ต ตัวแปรเวลา พฤติกรรมของเวลา พฤติกรรมการเคลื่อนที่โทเค็น และโครงสร้างเนต มาสร้างกฎสี่กฎ ได้แก่ กฎกำหนดชื่อตัวแปรโพรเมลา กฎกำหนดการเปลี่ยนแปลงเวลา กฎการ เคลื่อนที่โทเค็น และกฎโครงสร้างเน็ต ตามลำดับ เมื่อได้กฎการแปลงไทม์เพทริเน็ตเป็นโพรเมลา แล้ว จะได้โพราเมลา 4 ส่วน จากนั้นรวมโพรเมลาทั้งหมดจึงได้โพรเมลาของไทม์เพทริ เน็ต ประการที่สองเครื่องมือสนับสนุนการแปลงไทม์เพทริเน็ตเป็นโพรเมลานั้น เนื่องจากไทม์เพทริเน็ตเป็นสัญลักษณ์เชิงรูปภาพ ดังนั้นเปลี่ยนสัญลักษณ์เชิงรูปภาพเป็นข้อมูลตัวอักษรที่เรียกว่าพี เอ็นเอ็มแอล แต่พีเอ็นเอ็มแอลมาตรฐานไม่รองกับไทม์เพทริเน็ต ฉะนั้นวิทยานิพนธ์นี้เสนอพี เอ็นเอ็มสำหรับไทม์เพทริเน็ตด้วย เพื่อทำให้พีเอ็นเอ็มแอลเป็นข้อมูลนำเข้าของเครื่องมือสนับสนุน การแปลงไทม์เพทริเน็ตเป็นโพรเมลา เมื่อนำข้อมูลนำเข้าพีเอ็นเอ็มแอลเข้าเครื่องมือสนับสนุนการ แปลงแล้วจะได้โพรเมลาของไทม์เพทริเน็ตมา ประการที่สามคุณสมบัติที่ตรวจสอบมีคุณสมบัติเชิง คุณภาพและคุณสมบัติเชิงปริมาณ โดยการตรวจสอบนำโพรเมลาของไทม์เพทริเน็ตและแอลทีแอล ไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือสปิน ได้ผลลัพธ์การตรวจสอบที่ผลลัพธ์การตรวจสอบที่ผ่านและผลลัพธ์ การตรวจสอบที่ไม่ผ่านอันเป็นไปตามผลลัพธ์ที่คาดหวัง


การพัฒนาถังปฏิกรณ์สำหรับกำจัดน้ำมันในดินจากการขุดเจาะปิโตรเลียม, ชุติกาญจน์ โพธิรัชต์ Jan 2018

การพัฒนาถังปฏิกรณ์สำหรับกำจัดน้ำมันในดินจากการขุดเจาะปิโตรเลียม, ชุติกาญจน์ โพธิรัชต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบำบัดดินปนเปื้อนน้ำมันด้วยวิธีการล้างทำความสะอาดดินด้วยน้ำประปา ซึ่งดินปนเปื้อนมีจำนวนคาร์บอนอยู่ในช่วง C12 (Dodecane) ถึง C22 (Docosane) โดยมีปัจจัยที่ทำการศึกษาในการล้างทำความสะอาดดิน ได้แก่ ค่าพีเอชในการล้าง (ค่าพีเอชน้อยกว่าค่า pHzpc ค่าพีเอชเท่ากับค่า pHzpc และค่าพีเอชน้อยกว่าค่า pHzpc) ความเร็วในการเขย่า (30 60 และ 120 รอบต่อนาที) ระยะเวลาในการล้างทำความสะอาดดิน (5 10 และ 20 นาที) และอัตราส่วนระหว่างน้ำประปาต่อดิน (2.5 5 และ 10 มิลลิลิตรต่อกรัม) ตัวชี้วัดคือ ปริมาณปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน ซึ่งจะนำสภาวะที่เหมาะสมเดินระบบในถังปฏิกรณ์ โดยการเดินระบบแบบทีละเท จากการทดลองพบว่าสภาวะการล้างทำความสะอาดดินที่เหมาะสมในระดับปฏิบัติการ (Lab scale) คือ ค่าพีเอชในการล้างเท่ากับค่า pHzpc ความเร็วในการเขย่า 120 รอบต่อนาที ระยะเวลาในการล้างทำความสะอาดดิน 10 นาที และอัตราส่วนระหว่างน้ำและดินปนเปื้อน 10 มิลลิลิตรต่อกรัม ให้ประสิทธิภาพสูงที่สุด ถึงร้อยละ 42.15 นำสภาวะไปเดินระบบในถังปฏิกรณ์ (Bench scale) เริ่มต้นจากเติมน้ำประปาและดินปนเปื้อน เป่าอากาศ (ล้างทำความสะอาดดิน) และกรองอนุภาค ค่าความปั่นป่วนภายในถังปฏิกรณ์ที่เกิดจากฟองอากาศที่มาจากความดันในเส้นท่อ 1.0 บาร์ สร้างฟองอากาศขนาด 2.40 มิลลิเมตร ค่าความเร็วเกรเดียนท์ของของเหลวที่เกิดจากฟองอากาศ 252.69 ต่อวินาที สามารถประเมินอายุการใช้งานของเซรามิคเมมเบรนอยู่ที่ 1,433 ชั่วโมง สภาวะที่ดีที่สุดจากการทดลองในถังปฏิกรณ์คือ พีเอชที่ใช้ในการล้างเท่ากับค่า pHzpc อัตราส่วนระหว่างน้ำประปาต่อดินปนเปื้อน 10 (ลิตรต่อกิโลกรัม) ระยะเวลาในการล้างทำความสะอาดดิน 10 นาที ให้ประสิทธิภาพร้อยละ 27.31 อย่างไรก็ตามการเพิ่มขนาดถังปฏิกรณ์หรืออติดตั้งใบพัดสำหรับการปั่นกวน อาจช่วยพัฒนาถังปฏิกรณ์สำหรับการล้างทำความสะอาดดินให้มีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น