Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 2371 - 2400 of 2807

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพัฒนาผ้าที่มีสมบัติป้องกันการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า, สิรภพ ถาวร Jan 2018

การพัฒนาผ้าที่มีสมบัติป้องกันการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า, สิรภพ ถาวร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาประสิทธิภาพปิดกั้นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของพอลิอะนิลีนที่เคลือบลงบนซับสเตรตสองชนิดอันได้แก่ ผ้าเอ็มอะรามิดและผ้าเอ็มอะรามิดที่ถูกดัดแปรผ่านปฏิกิริยาไนเตรชัน/รีดักชัน โดยใช้ความเข้มข้นของอะนิลีนมอนอเมอร์ที่ 1% ถึง 20% โดยปริมาตร อีกทั้งศึกษาผลของการซักและการโดปที่ภาวะต่างๆ แล้วนำไปทดสอบสมบัติต่างๆ คือการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้า ความแข็งกระด้างเมื่อดัดโค้ง และความคงทนของสีต่อการซัก จากผลการทดลองได้ภาวะที่เหมาะสมที่ทำให้ได้ผ้าที่มีสมบัติป้องกันการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าคือการเคลือบพอลิอะนิลีน ที่ความเข้มข้นอะนิลีนมอนอเมอร์ 10% ลงบนผ้าเอ็มอะรามิดที่ไม่ได้ดัดแปร ให้ค่าความต้านทานที่ผิวอยู่ที่ 0.034 กิโลโอห์มต่อตาราง คิดเป็นประสิทธิภาพปิดกั้นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ที่ 20.99 เดซิเบล ภายหลังการซักและการโดปซ้ำ ประสิทธิภาพปิดกั้นมีแนวโน้มลดลงในทุกกรณี ในกรณีที่เคลือบที่ความเข้มข้น 10% โดยปริมาตร ความแข็งกระด้างดัดโค้งมีค่า 204.60 มิลลิกรัมเซนติเมตร การเปื้อนติดภายหลังการซักอยู่ที่ระดับ 5


คุณลักษณะดินและจุลินทรีย์ดินของแปลงฟื้นฟูป่าที่เหมืองสังกะสี จังหวัดตาก, ชุติมา กันตรง Jan 2018

คุณลักษณะดินและจุลินทรีย์ดินของแปลงฟื้นฟูป่าที่เหมืองสังกะสี จังหวัดตาก, ชุติมา กันตรง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การฟื้นฟูป่าไม้ในพื้นที่ทำเหมืองสังกะสีจำเป็นต้องพิจารณาคุณลักษณะดินที่มีผลต่อการพัฒนาของป่าฟื้นฟู การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะดินและจุลินทรีย์ดินของแปลงป่าฟื้นฟูบนพื้นที่เหมืองแร่สังกะสี อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยดินที่นำมาศึกษาเก็บตัวอย่างมาจากแปลงป่าฟื้นฟูอายุแตกต่างกัน ได้แก่ ป่าอายุ 0-5 ปี 6-15 ปี และมากกว่า 15 ปี ผลการศึกษาพบว่าคุณลักษณะดินโดยเฉพาะสัดส่วนดินทรายเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 22.4±6.1 32.7±2.6 และ 64.4±15.4 ตามลำดับ ความชื้นและธาตุอาหารอื่น ๆ มีการเปลี่ยนแปลงตามอายุของการฟื้นฟูป่า นอกจากนี้ยังพบว่าโลหะหนักในดินเพิ่มขึ้นตามอายุป่าโดยมีปริมาณสังกะสี 73.86±13.7 250.3±166.8 และ1,416.2±698.4 mg/kg ตามลำดับ และปริมาณแคดเมียม 0.74±0.2 2.72±2.4 และ12.02±5.7 mg/kg ตามลำดับ รวมทั้งปริมาณจุลินทรีย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุป่าโดยมีปริมาณราในดิน 5.13x104±1.37x104 33.00x104±18.9x104 และ47.1x104±7.88x104 cfu/g ตามลำดับ ปริมาณแอคติโนมัยซีทในดิน 2.51x105±0.35x105 12.26x105±2.86x105 และ28.08x105±4.22x105 cfu/g ตามลำดับ และปริมาณแบคทีเรียในดิน 8.05x105±0.80x105 250.0x105±11.0x105 และ754.0x105±18.0x105 cfu/g ตามลำดับ การเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะดินยังส่งผลให้พบชนิดเห็ดบนดิน 11 ชนิด โดยคุณลักษณะดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเห็ดคือดินที่ร่วนซุยและระบายน้ำได้ดี อย่างไรก็ตามพบการถูกชะล้างของดินตะกอนและร่อยรอยของไฟป่าซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะดิน กล่าวโดยสรุปคือการพัฒนาของแปลงป่าฟื้นฟูสามารถพัฒนาคุณลักษณะดินได้หลากหลายและมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์


การดูดซับไอออนสังกะสีจากน้ำเสียด้วยผงเหล็กช็อตบลาสท์และตะกรันอลูมิเนียมเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์, นราทิพย์ รักษ์เดช Jan 2018

การดูดซับไอออนสังกะสีจากน้ำเสียด้วยผงเหล็กช็อตบลาสท์และตะกรันอลูมิเนียมเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์, นราทิพย์ รักษ์เดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบำบัดไอออนสังกะสีในน้ำเสียโดยใช้ของเสียอุตสาหกรรม 2 ชนิด ได้แก่ ผงเหล็กช๊อตบลาสท์และตะกรันอลูมิเนียม ทำการทดลองแบบกะ โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ชุดหลัก ๆ ได้แก่ การทดลองที่ไม่ควบคุมพีเอชและควบคุมพีเอชของน้ำเสียซึ่งใช้น้ำเสียสังเคราะห์ 50 มิลลิลิตร ที่ความเข้มข้น 400 มิลลิกรัมต่อลิตร ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการบำบัดไอออนสังกะสี ได้แก่ เวลา (0-48 ชั่วโมง สำหรับผงเหล็กช็อตบลาสท์ และ 0-8 ชั่วโมง สำหรับตะกรันอลูมิเนียม) ปริมาณวัสดุดูดซับ (0.1-2 กรัม) และพีเอชเริ่มต้น (3-6) ผลการทดลองพบว่า ที่พีเอช 6 ให้ประสิทธิภาพการบำบัดสูงสุดทุกกรณี โดยผงเหล็กช็อตบลาสท์ 2 กรัม ใช้เวลาในการเข้าสู่สมดุลเท่ากับ 28 และ 40 ชั่วโมง ให้ประสิทธิภาพร้อยละ 38.35 และ 90.00 สำหรับการทดลองที่ไม่ควบคุมพีเอชและควบคุมพีเอชของน้ำเสีย ตามลำดับ ส่วนตะกรันอลูมิเนียม 2 กรัม ใช้เวลาเข้าสู่สมดุลเท่ากับ 2 และ 6 ชั่วโมง ให้ประสิทธิภาพร้อยละ 95.04 และ 19.74 สำหรับการทดลองที่ไม่ควบคุมพีเอชและควบคุมพีเอชของน้ำเสีย ตามลำดับ เมื่อใช้ปริมาณวัสดุดูดซับเพิ่มขึ้นจาก 0.1 เป็น 2 กรัม ประสิทธิภาพในการบำบัดเพิ่มขึ้นทุกการทดลอง จลนพลศาสตร์การดูดซับของวัสดุดูดซับทั้ง 2 ชนิดสอดคล้องกับสมการอัตราเร็วปฏิกิริยาอันดับสองเทียมทั้ง 2 การทดลอง ไอโซเทอร์มการดูดซับของการทดลองที่ควบคุมพีเอชสอดคล้องทั้งไอโซเทอร์มการดูดซับของแลงเมียร์และฟรุนด์ลิช โดยผงเหล็กช็อตบลาสท์มีค่าคงที่สมดุลการดูดซับตามไอโซเทอร์มการดูดซับของแลงเมียร์ (qm) และฟรุนด์ลิช (kf) เท่ากับ 39.08 และ 2.85 มิลลิกรัมต่อกรัม ตามลำดับ ส่วนตะกรันอลูมิเนียมมีค่า qm และ kf เท่ากับ 1.51 และ 0.28 มิลลิกรัมต่อกรัม ตามลำดับ นอกจากนั้นได้ศึกษาการบำบัดไอออนสังกะสีในน้ำเสียอุตสาหกรรมโดยการทดลองแบบคอลัมน์ พบว่าตะกรันอลูมิเนียมสามารถกำจัดสังกะสีจากน้ำเสียจากโรงงานชุบโลหะได้ปริมาณ 12.27 ลิตร …


การบำบัดน้ำมันหล่อเย็นใช้แล้วด้วยกระบวนการเฟนตันประยุกต์โดยใช้ของเสียจากอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์, ปรีชาพัฒน์ พัวสุวรรณ Jan 2018

การบำบัดน้ำมันหล่อเย็นใช้แล้วด้วยกระบวนการเฟนตันประยุกต์โดยใช้ของเสียจากอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์, ปรีชาพัฒน์ พัวสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะที่เหมาะสมในการบำบัดน้ำมันหล่อเย็นใช้แล้วจากอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยกระบวนการเฟนตันประยุกต์ โดยการใช้ผงเหล็ก ช็อตบลาสท์และตะกรันอะลูมิเนียมเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยผงเหล็ก ช็อตบลาสท์จะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการเฟนตันแทนการใช้สารละลายเกลือเหล็ก ส่วนตะกรันอะลูมิเนียมจะทำหน้าที่เป็นตัวสนับสนุนปฏิกิริยา ภาวะที่ทำการศึกษา ได้แก่ เวลาในการบำบัดช่วง 5 – 180 นาที พีเอชเริ่มต้นช่วง 3 - 5 ปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ช่วง 0.5 – 1.5 มิลลิลิตร ผงเหล็กช็อตบลาสท์ช่วง 0.25 – 3.5 กรัม และตะกรันอะลูมิเนียมช่วง 0.25 – 2 กรัม การเลือกภาวะที่เหมาะสมจะพิจารณาจากประสิทธิภาพในการบำบัดซีโอดีเป็นหลัก หลังจากได้ภาวะที่เหมาะสมแล้วจะทำการศึกษาประสิทธิภาพในการบำบัดพารามิเตอร์อื่น ๆ เช่น บีโอดี และปริมาณของแข็งแขวนลอย รวมทั้งศึกษาการนำตะกอนจากการบำบัดกลับมาใช้ซ้ำ และเปรียบเทียบประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายในการบำบัดระหว่างกระบวนการเฟนตันประยุกต์และ เฟนตันปกติ ผลการศึกษาพบว่าภาวะที่เหมาะสมในการบำบัดน้ำมันหล่อเย็นใช้แล้วด้วยกระบวนการเฟนตันประยุกต์ คือ เวลา 60 นาที พีเอชเริ่มต้น 3 ปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 1 มิลลิลิตร ปริมาณผงเหล็กช็อตบลาสท์ 2.5 กรัม และปริมาณตะกรันอะลูมิเนียม 1 กรัม ต่อน้ำมันหล่อเย็น 50 มิลลิลิตร ประสิทธิภาพในการบำบัดซีโอดี บีโอดี และปริมาณของแข็งแขวนลอยในน้ำมันหล่อเย็นใช้แล้ว ณ ภาวะที่เหมาะสม เฉลี่ยร้อยละ 47.31, 53.34 และ 74.96 ตามลำดับ ตะกอนหลังบำบัดของกระบวนการเฟนตันประยุกต์สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีก 1 ครั้งโดยที่ประสิทธิภาพไม่ต่างจากเดิม และจากการเปรียบเทียบพบว่ากระบวนการเฟนตันประยุกต์มีประสิทธิภาพเฉลี่ยในการบำบัดซีโอดีในน้ำมันหล่อเย็นใช้แล้วมากกว่าเฟนตันปกติอยู่ประมาณร้อยละ 28 และมีค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้อยกว่าประมาณ 340 บาทต่อน้ำเสีย 1 ลูกบาศก์เมตร


ผลกระทบของแสงเทียมต่ออัตราการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในพืชสกุล Ocimum ที่พบในไทย, วิจิตรา จันอุทัย Jan 2018

ผลกระทบของแสงเทียมต่ออัตราการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในพืชสกุล Ocimum ที่พบในไทย, วิจิตรา จันอุทัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประชากรในเขตเมืองบริโภคผักในปริมาณน้อยส่งผลให้ได้รับคุณค่าทางโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากการขาดแคลนพื้นที่เกษตรกรรมในเขตเมือง จึงเกิดแนวคิดในการปลูกพืชผักในอาคาร แต่ปัญหาสำคัญของแนวคิดนี้คือแสงในอาคารที่มีจำกัด งานวิจัยนี้จึงศึกษาการประยุกต์ใช้แสงเทียมจากไดโอดเปล่งแสง ซึ่งปล่อยแสงในช่วงความยาวคลื่นจำเพาะ เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการของพืชสวนครัวที่ปลูกในอาคาร ได้แก่ โหระพา กะเพรา และแมงลัก โดยวิเคราะห์ผลกระทบของแสงเทียมสีแดง น้ำเงิน และสีผสมระหว่างแดงและน้ำเงินด้วยอัตราส่วน 1:2 1:1 และ 2:1 ต่อค่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด (Amax) ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สารประกอบฟีนอล และการเจริญเติบโตของพืชสวนครัวดังกล่าว พบว่า Amax ของแมงลักภายใต้แสงสีแดงน้อยกว่าแสงควบคุม (แสงขาว) โดยภายใต้เงื่อนไขทางแสงสีขาวหรือแสงสีแดงผสมแสงสีน้ำเงินมี Amax ดีกว่าภายใต้เงื่อนไขทางแสงสีแดงล้วนและแสงสีน้ำเงินล้วน นอกจากนี้ ผลการทำนาย Amax จากการวิเคราะห์สมการความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์กับคาร์บอนไดออกไซด์ในใบของพืชแต่ละชนิดในแต่ละเงื่อนไขทางชนิดแสงที่คาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศสูงขึ้นตามภาพการณ์จำลองของ IPCC พบว่า Amax ในกรณีศึกษาส่วนใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามการทำนายความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มมากขึ้นตามภาพการณ์จำลอง ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของแมงลักและสารประกอบฟีนอลของกะเพราภายใต้แสงผสมระหว่างแสงแดงต่อน้ำเงิน 2:1 มากกว่าแสงควบคุม แสงสีน้ำเงินส่งผลเชิงบวกต่อความสูงของโหระพาและแมงลัก ในขณะที่แสงสีแดงส่งผลให้ใบกะเพราและใบแมงลักมีน้ำหนักสดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การตอบสนองภายใต้เงื่อนไขทางแสงในแต่ละชนิดพันธุ์แตกต่างกันอย่างเฉพาะเจาะจง และควรมีการศึกษาเกี่ยวกับเงื่อนไขทางแสงชนิดอื่น ๆ เพิ่มเติม รวมถึงปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อตัวแปรศึกษาเหล่านี้


ผลของการเติมผงกระดูกหมูในการยับยั้งการดูดดึงแคดเมียมของข้าวดอกมะลิ 105, ศศิธร เพชรแสน Jan 2018

ผลของการเติมผงกระดูกหมูในการยับยั้งการดูดดึงแคดเมียมของข้าวดอกมะลิ 105, ศศิธร เพชรแสน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาผลของผงกระดูกหมูในการยับยั้งการดูดดึงแคดเมียมที่ของข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ปลูกในดินปนเปื้อนจากพื้นที่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก แบ่งการศึกษาออกเป็นสองส่วนได้แก่การศึกษาลักษณะทางกายภาพและเคมีของผงกระดูกหมูและการศึกษาประสิทธิภาพของผงกระดูกหมูในการยับยั้งการดูดดึงแคดเมียมของข้าวดอกมะลิ 105 การศึกษาโครงสร้างทางด้านกายภาพและเคมีของผงกระดูกหมู ประสิทธิภาพในการกำจัดแคดเมียมในสารละลาย รวมถึงการศึกษาไอโซเทอมการดูดซับ พบว่า โครงสร้างทางด้ายกายภาพและเคมีของผงกระดูกหมู มีลักษณะโครงสร้างเป็นแบบเฮกซาโกนัล มีแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ เป็นองค์ประกอบหลัก เมื่อศึกษาไอโซเทอมการดูดติดผิวในสารละลายแคดเมียมเข้มข้น 10 มิลลิกรัมต่อลิตร เวลาสัมผัส 1 ชั่วโมง มีประสิทธิภาพในการกำจัดแคดเมียมสูงสุด 22.12 มิลลิกรัมต่อกรัม ไอโซเทอมการดูดซับเป็นแบบแลงมัวร์ การศึกษาผลของการใช้ผงกระดูกหมูในการยับยั้งการดูดดึงแคดเมียมของข้าวดอกมะลิ 105 ทำการปลูกข้าวในกระถางที่มีการเติมผงกระดูกหมูที่ระดับอัตรา 0%, 5%, 10% และ15% ตามลำดับ ทดลองในสภาวะโรงเรือนทดลอง ทำการเพาะปลูก 2 ฤดูกาล ผลการทดลอง พบว่า ในฤดูกาลเพาะปลูกที่ 1 ข้าวเจริญเติบโตตามปกติ และออกรวงในทุกระดับความเข้มข้น ขณะที่ในฤดูกาลเพาะปลูกที่ 2 ข้าวเริ่มมีการเจริญเติบโตได้ค่อนข้างต่ำ และเจริญเติบโตได้เพียงในระยะ 4 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นเกิดอาการต้นเหลืองและยืนต้นตาย การสะสมแคดเมียมในส่วนต่างๆ พบว่า มีการสะสมในรากมากกว่าลำต้น ใบ เมล็ด และเปลือก ความสามารถในการดูดดึงแคดเมียม (%) ของข้าวขาวดอกมะลิ 105 อยู่ในช่วง 0.18-0.20 % และ 0.41-1.18 % ทั้งในฤดูกาลเพาะปลูกที่ 1 และ 2 ตามลำดับ สำหรับค่าการสะสมของปริมาณแคดเมียมในส่วนของพืชระหว่างรากและดิน (BCF) มีค่าต่ำกว่า 1 และค่าการเคลื่อนย้ายแคดเมียมจากรากไปสู่ลำต้น (TF) มีค่าต่ำกว่า 1 แสดงถึงศักยภาพของผงกระดูกหมูในการสามารถยับยั้งการดูดดึงแคดเมียมของพืชได้


การประยุกต์ใช้การรับรู้จากระยะไกลแบบไฮเปอร์สเปกตรัลเพื่อจำแนกพันธุ์ข้าวและโรคขอบใบแห้งในข้าว, ปฏิวิชช์ สาระพิน Jan 2018

การประยุกต์ใช้การรับรู้จากระยะไกลแบบไฮเปอร์สเปกตรัลเพื่อจำแนกพันธุ์ข้าวและโรคขอบใบแห้งในข้าว, ปฏิวิชช์ สาระพิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ เพื่อเปรียบเทียบความถูกต้องของการจำแนกข้าวเจ้าพันธุ์กข41 กข31 และปทุมธานี 1 และแยกพื้นที่ปลูกข้าวที่เป็นโรคขอบใบแห้งในข้าวเจ้าพันธุ์กข41 ออกจากพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เป็นโรค ด้วยข้อมูลการรับรู้จากระยะไกลแบบมัลติ สเปกตรัลและแบบไฮเปอร์สเปกตรัล ร่วมกับการสำรวจภาคสนามด้วยเครื่องวัดค่าการสะท้อนแสงแบบไฮเปอร์สเปกตรัล (Field Spectroradiometer) บริเวณพื้นที่นาชลประทานของเกษตรกร จังหวัดชัยนาท และแปลงทดลองโรคข้าว ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท โดยค่าการสะท้อนพลังงานที่ได้จะถูกนำมาหาช่วงคลื่นที่เหมาะสมด้วยวิธีเชิงพันธุกรรม (Genetic Algorithm) เพื่อลดปัญหาจำนวนมิติของข้อมูล (Dimension reduction) ร่วมกับวิธีการจำแนกข้อมูลแบบ Maximum Likelihood Classifier และ Spectral Angle Mapper ผลการศึกษา พบว่า ค่าความถูกต้องของการจำแนกข้าวเจ้าพันธุ์กข41 กข31 และปทุมธานี 1 ทั้ง 3 ช่วงการเจริญเติบโต จากเครื่อง Field Spectroradiometer ด้วยวิธี GA ร่วมกับวิธี SAM ให้ค่าความถูกต้องโดยรวม (OA) และค่าสัมประสิทธิ์ Kappa สูงกว่าวิธี GA ร่วมกับวิธี MLC ทั้งในระดับภาคสนามและระดับภาพถ่ายดาวเทียม (EO-1 Hyperion) หากเปรียบเทียบการใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมแบบไฮเปอร์สเปกตรัล (EO-1 Hyperion) ในการจำแนก จะให้ค่าความถูกต้องโดยรวมสูงกว่าข้อมูลแบบมัลติสเปกตรัล (EO-1 ALI) ส่วนผลการเปรียบเทียบค่าความถูกต้องของการแยกพื้นที่ปลูกข้าวที่เป็นและไม่เป็นโรคขอบใบแห้ง ด้วยวิธี GA ร่วมกับวิธี SAM พบว่า ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม EO-1 ระบบ Hyperion ให้ค่าความถูกต้องโดยรวมและค่าสัมประสิทธิ์ Kappa สูงกว่า EO-1 ระบบ ALI จากผลการศึกษาทั้งในส่วนของการจำแนกพันธุ์ข้าวและโรคขอบใบแห้งในข้าว เป็นที่ยืนยันได้ว่าการใช้ข้อมูลการรับรู้จากระยะไกลแบบไฮเปอร์สเปกตรัล ให้ค่าความถูกต้องสูงกว่าการจำแนกด้วยข้อมูลแบบมัลติสเปกตรัล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 อย่างไรก็ตามผู้วิจัยหวังว่าวิธีการที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้จะสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการจำแนกพันธุ์ข้าวและโรคชนิดอื่นๆ ต่อไป


การกระจายสัดส่วนและชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูในดินในพื้นที่เกษตรกรรม บริเวณคลองน้ำฮวย ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย, อภิชญา ดวงทอง Jan 2018

การกระจายสัดส่วนและชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูในดินในพื้นที่เกษตรกรรม บริเวณคลองน้ำฮวย ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย, อภิชญา ดวงทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นที่เกษตรกรรมบริเวณคลองน้ำฮวย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสารหนูในดิน ลักษณะการใช้พื้นที่เกษตรกรรมที่แตกต่างกันอาจทำให้การกระจายสัดส่วนและชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูเปลี่ยนแปลงไป การศึกษานี้ได้ดำเนินการในดินบริเวณที่ราบลุ่มที่มีการเพาะปลูกข้าว และดินบริเวณที่เนินเขาที่มีการปลูกยางพารา โดยศึกษาลักษณะทางกายภาพและเคมีของดิน และใช้เทคนิคการสกัดตามลำดับส่วนแบบ Modified Tessier รวมถึงศึกษาชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูในดินโดยการสกัดด้วย EDTA จากการศึกษาพบว่าดินทั้งสองบริเวณมีลักษณะทางกายภาพและเคมีที่คล้ายคลึงกัน คือ ดินมีค่าพีเอชเป็นกรด (พีเอชประมาณ 5) ค่าอีเอชสูง (เฉลี่ย +635.71 มิลลิโวลต์) ปริมาณอินทรียวัตถุสูง (เฉลี่ยร้อยละ 2.47) ยกเว้นความเข้มข้นของสารหนูที่พบว่าดินบริเวณที่ราบลุ่ม (เฉลี่ย 30.71 มก./กก.) สูงกว่าบริเวณเนินเขา (เฉลี่ย 12.32 มก./กก.) ผลการกระจายสัดส่วนพบสารหนูในส่วนที่คงตัว (F5) มากที่สุด (เฉลี่ยร้อยละ 77.07) รองลงมาคือส่วนที่ชะละลายได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เกิดปฏิกิริยารีดักชัน (F3) (เฉลี่ยร้อยละ 14.77) ในขณะที่พบสารหนูส่วนที่ชะละลายได้ง่าย (F1) ส่วนที่ชะละลายได้ในกรด (F2) และส่วนที่ชะละลายได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (F4) ต่ำ (เฉลี่ยร้อยละ 0.45 0.24 และ 7.48 ตามลำดับ) และพบว่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูก็มีค่าต่ำเช่นเดียวกัน (เฉลี่ยร้อยละ 4.69) อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูกับการกระจายสัดส่วนของสารหนูโดยการวิเคราะห์ความถดถอยมีค่าต่ำ (R2<0.6) อาจกล่าวได้ว่ากิจกรรมทางการเกษตรที่เกิดขึ้นในสองบริเวณไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการกระจายสัดส่วนและชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูในดินซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์ การจำลองดินให้อยู่ในสภาวะไร้อากาศดำเนินการเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงในกรณีที่ดินอยู่ในสภาพไร้อากาศ ภายหลังการจำลองพบว่า ดินมีค่าอีเอชต่ำจนเป็นค่าติดลบ (เฉลี่ย -79.93 มิลลิโวลต์) ค่าพีเอชของดินสูงขึ้นจนมีค่าพีเอชเป็นกลาง และตรวจพบ AVS ในดิน (เฉลี่ย 829.83 มก./กก.) ซึ่งแตกต่างจากดินก่อนการจำลองอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) และเป็นไปตามเป้าหมายของการจำลอง สำหรับผลการกระจายสัดส่วนพบว่าสารหนูในส่วน F5 F4 F1 ลดลง โดย F3 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่พบ F2 มากขึ้น (เฉลี่ยร้อยละ 16) ซึ่งคาดว่าเกิดจากการที่สารหนูถูกดูดซับหรือตกตะกอนไปกับสารประกอบของ Fe2+ สอดคล้องกับชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูที่มีค่าสูงขึ้น โดยพบว่ามีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ที่สูงมาก (R2=0.92) จึงสามารถสรุปได้ว่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูในงานวิจัยนี้คือ F2 ซึ่งสารหนูในส่วนนี้มีความเสี่ยงที่จะถูกปลดปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ จากการศึกษาบ่งชี้ได้ว่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารหนูจะเพิ่มขึ้นเมื่อดินอยู่ในสภาวะไร้อากาศ ดังนั้นเกษตรกรควรมีการปลูกพืชชนิดอื่นสลับกับการปลูกข้าว หรือเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น นอกจากนี้ อาจหลีกเลี่ยงโดยการปลูกพืชที่ไม่ใช้ในการบริโภค


การเปรียบเทียบความแม่นยําของการประเมินค่าความพยายามในการ พัฒนาซอฟต์แวร์ระหว่างวิธีการตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญ (Expert Judgment) และ วิธีตัวแบบขั้นตอนวิธี (Algorithmic Model) ภายใต้สภาวะแวดล้อมในประเทศไทย, ชานน จรัสสุทธิกุล Jan 2018

การเปรียบเทียบความแม่นยําของการประเมินค่าความพยายามในการ พัฒนาซอฟต์แวร์ระหว่างวิธีการตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญ (Expert Judgment) และ วิธีตัวแบบขั้นตอนวิธี (Algorithmic Model) ภายใต้สภาวะแวดล้อมในประเทศไทย, ชานน จรัสสุทธิกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประเมินค่าความพยายามในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความคลาดเคลื่อนสูง อาจส่งผลให้ต้นทุนการจัดการโครงการ และเวลาที่ใช้ในการทำโครงการซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงได้ทำการทดลองเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความแม่นยำการประเมินค่าความพยายามในการพัฒนาซอฟต์แวร์ระหว่างวิธีประเมินที่ได้รับความนิยม 2 วิธี คือ วิธีตัวแบบขั้นตอนวิธี และวิธีการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญ สำหรับวิธีตัวแบบขั้นตอนวิธี ในปัจจุบันมีตัวแบบให้เลือกใช้อยู่เป็นจำนวนมาก ผู้วิจัยได้เลือกใช้เฉพาะตัวแบบโคโคโม่ ฟังก์ชันพอยต์ และยูสเคสพอยต์ เนื่องจากเป็นตัวแบบที่ได้รับความนิยมสูงในการใช้งาน และสำหรับวิธีการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยได้เชิญผู้ประเมินที่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการซอฟต์แวร์ไม่น้อยกว่า 10 ปี จำนวน 5 คน มาเป็นผู้ประเมิน โดยการทดลองในงานวิจัยนี้จะใช้โครงการซอฟต์แวร์จำนวน 10 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนาเสร็จแล้ว แม้ผลการทดลองจะแสดงให้เห็นว่าการประเมินด้วยตัวแบบยูสเคสพอยต์มีความแม่นยำมากกว่าวิธีการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญ แต่วิธีการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญก็แม่นยำมากกว่าตัวแบบฟังก์ชันพอยต์ และ โคโคโม่ ดังนั้นจึงไม่สามารถสรุปได้ว่าวิธีใดมีความแม่นยำมากกว่ากัน ระหว่างวิธีตัวแบบขั้นตอนวิธี และวิธีการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ทำการทดลองเพื่อทดสอบว่าหากผู้เชี่ยวชาญได้เห็นผลลัพธ์จากตัวแบบขั้นตอนวิธี และนำค่าดังกล่าวมาประกอบการประเมินค่าความพยายามในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้เชี่ยวชาญจะเปลี่ยนแปลงค่าประเมินหรือไม่และค่าประเมินที่เปลี่ยนแปลงนั้นจะช่วยให้การประเมินแม่นยำขึ้นหรือไม่ ผลการทดลองสรุปได้ว่าผู้เชี่ยวชาญมีการเปลี่ยนแปลงค่าประเมินประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนการทดลองทั้งหมดและการเห็นผลลัพธ์จากการประเมินด้วยวิธีตัวแบบขั้นตอนวิธีไม่ได้ช่วยให้การประเมินด้วยวิธีการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญแม่นยำขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


การเปรียบเทียบความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของแบบสอบผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์รูปแบบผสมที่มีสัดส่วนของการตรวจให้คะแนนในแบบสอบแตกต่างกัน : การประยุกต์ใช้โมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้คะแนนความรู้บางส่วนและโมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้คะแนนความรู้บางส่วนแบบทั่วไป, นรินทร บุญธรรมพาณิชย์ Jan 2018

การเปรียบเทียบความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของแบบสอบผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์รูปแบบผสมที่มีสัดส่วนของการตรวจให้คะแนนในแบบสอบแตกต่างกัน : การประยุกต์ใช้โมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้คะแนนความรู้บางส่วนและโมเดลการตอบสนองข้อสอบแบบตรวจให้คะแนนความรู้บางส่วนแบบทั่วไป, นรินทร บุญธรรมพาณิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบสอบผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์รูปแบบผสมที่มีสัดส่วนของการตรวจให้คะแนนในแบบสอบแตกต่างกัน 2) วิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนของการตรวจให้คะแนนในแบบสอบ และโมเดลการวิเคราะห์แบบสอบที่มีผลต่อความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของแบบสอบผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์รูปแบบผสม โดยวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ทั้งในภาพรวมของแบบสอบทั้ง 15 ฉบับและจำแนกตามสาระการเรียนรู้ทั้ง 5 สาระโดยแบบสอบผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นแต่ละสาระการเรียนรู้มีสัดส่วนของการตรวจให้คะแนนที่แตกต่างกัน 3 สัดส่วน คือ60:40, 70:30 และ 80:20 ใช้โมเดลการวิเคราะห์แบบ 1pl และ 2pl ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) แบบสอบผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์รูปแบบผสมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น พบว่า ด้านความเที่ยงของแบบสอบส่วนใหญ่มีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป และทุกฉบับเหมาะกับผู้สอบหรือนักเรียนที่มีความสามารถปานกลาง 2) ในภาพรวมของแบบสอบทั้ง 15 ฉบับ พบว่าไม่มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสัดส่วนการตรวจให้คะแนนและโมเดลการวิเคราะห์ ที่มีผลต่อค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน(SE) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อศึกษาอิทธิพลหลักพบว่าสัดส่วนของการตรวจให้คะแนน มีผลต่อค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (SE) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผลการเปรียบเทียบรายคู่พบว่าค่าเฉลี่ย SE ระหว่างสัดส่วน 60:40 ต่ำกว่า 80:20 และ 70:30 ต่ำกว่า 80:20 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในส่วนโมเดลการวิเคราะห์ มีผลต่อค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (SE) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยพบว่าค่าเฉลี่ยของโมเดล 2pl ต่ำกว่าของโมเดล 1pl อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) เมื่อจำแนกตามสาระการเรียนรู้ พบว่ามีเพียงสาระการวัด เท่านั้นที่มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสัดส่วนการตรวจให้คะแนนและโมเดลการวิเคราะห์ ที่มีผลต่อค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (SE) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยพบว่าค่าเฉลี่ย SE ของ 60:40(1pl) ต่ำกว่า 80:20(1pl), 60:40(2pl) ต่ำกว่า 80:20(1pl), 70:30(1pl) ต่ำกว่า 80:20(1pl), 70:30(2pl) ต่ำกว่า 80:20(1pl) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อศึกษาอิทธิพลหลักพบว่ามีเพียงสาระจำนวนและการดำเนินการที่สัดส่วนของการตรวจให้คะแนน มีผลต่อค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (SE) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผลการเปรียบเทียบรายคู่พบว่าค่าเฉลี่ย ระหว่างสัดส่วน 60:40 ต่ำกว่า 70:30, …


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามโมเดลของสไตน์ที่มีต่อความรู้และความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3, ทรรศมน วินัยโกศล Jan 2018

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามโมเดลของสไตน์ที่มีต่อความรู้และความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3, ทรรศมน วินัยโกศล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ตามโมเดลของสไตน์เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 60 2) เปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามโมเดลของสไตน์ และ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามโมเดลของสไตน์เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 60 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนมัธมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 28 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 46 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามโมเดลของสไตน์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความรู้ทางคณิตศาสตร์ และแบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามโมเดลของสไตน์มีความรู้ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามโมเดลของสไตน์มีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามโมเดลของสไตน์มีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนามโนทัศน์เรื่องโมลและสูตรเคมีของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยเกมเป็นฐาน, ทินกร พันเดช Jan 2018

การพัฒนามโนทัศน์เรื่องโมลและสูตรเคมีของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยเกมเป็นฐาน, ทินกร พันเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) โดยมีรูปแบบ การวิจัยแบบ Two-Group Pretest-Posttest Design มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบมโน ทัศน์เรื่องโมลและสูตรเคมีระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มที่เรียนโดยใช้การเรียนรู้ ด้วยเกมเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบมโนทัศน์เรื่องโมลและสูตรเคมีของนักเรียนระหว่างกลุ่มที่เรียน ด้วยการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานกับกลุ่มที่เรียนแบบทั่วไป กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 จํานวน 67 คน โดยนักเรียนจํานวน 35 คน เรียนด้วยการเรียนรู้ด้วยเกมเป็นฐาน และนักเรียนจํานวน 32 คน เรียนด้วยการเรียนรู้แบบทั่วไป เก็บข้อมูลโดยใช้แบบวัดมโนทัศน์ที่มี ลักษณะเป็นปรนัย 5 ตัวเลือก จํานวน 19 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มที่เรียนโดยใช้การเรียนรู้ด้วยเกมเป็นฐานมีคะแนนมโน ทัศน์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนกลุ่มที่เรียนโดยใช้ การเรียนรู้ด้วยเกมเป็นฐานมีคะแนนมโนทัศน์เคมีเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่ากลุ่มที่เรียนรู้แบบทั่วไปอย่าง มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลการจัดการเรียนรู้ชีววิทยาโดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปรัชญาพร ธรรมวาโร Jan 2018

ผลการจัดการเรียนรู้ชีววิทยาโดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปรัชญาพร ธรรมวาโร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยทดลองเบื้องต้น มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบ ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 2) เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จำนวน 51 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ จังหวัดสงขลา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้มีค่าความเที่ยงโดยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ ข้อมูลก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถิติค่าทีไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังจัดการเรียนรู้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 28.58 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 59.54 ของนักเรียนทั้งหมดสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานมีระดับความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณอยู่ในระดับปานกลาง


การพัฒนาการรู้สิ่งแวดล้อมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยใช้แนวคิดกรีนสะเต็มศึกษา, ธนา เครือวงค์ Jan 2018

การพัฒนาการรู้สิ่งแวดล้อมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยใช้แนวคิดกรีนสะเต็มศึกษา, ธนา เครือวงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาระดับการรู้สิ่งแวดล้อมโดยเฉลี่ยของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายภายหลังที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดกรีนสะเต็มศึกษา (2) เพื่อเปรียบเทียบระดับการรู้สิ่งแวดล้อมโดยเฉลี่ยระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดกรีนสะเต็มศึกษา กลุ่มที่ศึกษาคือนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการทดลองเชิงวิจัยเบื้องต้น มีรูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดกรีนสะเต็มศึกษา แบบวัดการรู้สิ่งแวดล้อม โดยมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ที่ 0.86 ค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.33-0.90 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20-0.80 ค่าความเที่ยงโดยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.85 และค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมินอยู่ระหว่าง 0.85-0.96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระ ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ (1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดกรีนสะเต็มศึกษามีการรู้สิ่งแวดล้อมในระดับสูง (2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดกรีนสะเต็มศึกษามีระดับการรู้สิ่งแวดล้อมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลการสอนด้วยการสร้างแบบจําลองเป็นฐานที่มีต่อสมรรถนะการสร้าง แบบจําลองและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเคมีของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วรกมล ปล้องมาก Jan 2018

ผลการสอนด้วยการสร้างแบบจําลองเป็นฐานที่มีต่อสมรรถนะการสร้าง แบบจําลองและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเคมีของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วรกมล ปล้องมาก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบสมรรถนะการสร้างแบบจําลองของนักเรียนระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนการสอนด้วยการสร้างแบบจําลองเป็นฐาน และ (2) ศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเคมีของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนการสอนด้วยการสร้างแบบจําลองเป็น ฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จํานวน 43 คน ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น มี รูปแบบการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียววัดสองครั้ง มีการเก็บข้อมูลสมรรถนะการสร้างแบบจําลองก่อนเรียนและ หลังเรียน และเก็บข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเคมีหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1) แบบวัดสมรรถนะการสร้างแบบจําลอง และ (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเคมี เรื่อง เคมีอินทรีย์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีแบบไม่อิสระ และสถิติ Wilcoxon Signed Ranks test ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนการสอนด้วยการสร้างแบบจําลองเป็นฐานมีสมรรถนะการ สร้างแบบจําลองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนการสอนด้วยการสร้างแบบจําลองเป็นฐานมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเคมีหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 69.21 จัดอยู่ในระดับพอใช้


การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเกี่ยวกับการสอนและการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และการปฏิบัติการสอนของนิสิตครูวิทยาศาสตร์, วิชญาดา นวนิจบำรุง Jan 2018

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อเกี่ยวกับการสอนและการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และการปฏิบัติการสอนของนิสิตครูวิทยาศาสตร์, วิชญาดา นวนิจบำรุง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจความเชื่อเกี่ยวกับการสอน และการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ซึ่งครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ เป้าหมายของการสอน และการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ บทบาทของผู้สอนวิทยาศาสตร์ บทบาทของผู้เรียนวิทยาศาสตร์ แนวทางการสอนวิทยาศาสตร์ และแนวทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และ 2) สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ที่ได้รับจากการเรียน และการฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่มีต่อความเชื่อเกี่ยวกับการสอน และการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนิสิตครูวิทยาศาสตร์สาขาวิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไป จำนวน 74 คน ซึ่งกำลังฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยหาค่าความถี่ และค่าร้อยละ ระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเชื่อเกี่ยวกับการสอน และการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ที่ได้รับจากการเรียน และการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีต่อความเชื่อเกี่ยวกับการสอน และการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และ 3) ศึกษาความสอดคล้องระหว่างความเชื่อเกี่ยวกับการสอน และการเรียนรู้วิทยาศาสตร์กับการปฏิบัติการสอน โดยใช้การศึกษารายกรณี ผู้วิจัยเลือกกลุ่มที่ศึกษาแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการสังเกตการจัดการเรียนรู้ร่วมกับวิเคราะห์แผนการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา


ผลการใช้แนวสะเต็มศึกษาในวิชาฟิสิกส์ที่มีต่อความสามารถในการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ศรายุทธ ดวงจันทร์ Jan 2018

ผลการใช้แนวสะเต็มศึกษาในวิชาฟิสิกส์ที่มีต่อความสามารถในการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ศรายุทธ ดวงจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความสามารถในการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภายหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาในวิชาฟิสิกส์ และ (2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงคำนวณระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาในวิชาฟิสิกส์ กลุ่มเป้าหมายการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคการศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 34 คน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น มีรูปแบบการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียววัดสองครั้ง มีการเก็บข้อมูลความสามารถในการคิดเชิงคำนวณก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงคำนวณ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีเทียบกับเกณฑ์ และสถิติทดสอบทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาในวิชาฟิสิกส์มีความสามารถในการคิดเชิงคำนวณหลังเรียนอยู่ในระดับดี 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาในวิชาฟิสิกส์มีความสามารถในการคิดเชิงคำนวณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การส่งเสริมความสุขในการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดด้วยการให้ข้อมูลย้อนกลับในวิชาเคมี, อาทิตยา สีหราช Jan 2018

การส่งเสริมความสุขในการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดด้วยการให้ข้อมูลย้อนกลับในวิชาเคมี, อาทิตยา สีหราช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดด้วยการให้ข้อมูลย้อนกลับ ที่มีต่อความสุขในการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นการวิจัยทดลองเบื้องต้น ตัวอย่างวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดด้วยการให้ข้อมูลย้อนกลับ 2) แบบวัดความสุขในการเรียนรู้ 3) แบบสัมภาษณ์ความสุขในการเรียนรู้ 4) แบบสังเกตความสุขในการเรียนรู้ และ 5) แบบสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี เรื่อง สมดุลเคมี การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็นสองส่วน ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติบรรยายประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละพัฒนาการ สถิติสรุปอ้างอิงประกอบด้วย การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเลขคณิต โดยใช้สถิติทดสอบที (t-test) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์และการสังเกต ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดด้วยการให้ข้อมูลย้อนกลับ มีคะแนนของความสุขในการเรียนรู้ก่อนการจัดการเรียนรู้และหลังการจัดการเรียนรู้แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีพัฒนาการของความสุขในการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลง และ 2) นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดด้วยการให้ข้อมูลย้อนกลับ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี มากกว่าร้อยละ 60 ในขณะเดียวกัน ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์และการสังเกตบ่งชี้ว่านักเรียนเกิดความสุขในการเรียนรู้


ผลการใช้โจทย์ปัญหาที่ให้คำตอบไม่ถูกต้อง และโจทย์ปัญหาแบบอัตนัยที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายประเทศกัมพูชา, ฮกเฬง เสียง Jan 2018

ผลการใช้โจทย์ปัญหาที่ให้คำตอบไม่ถูกต้อง และโจทย์ปัญหาแบบอัตนัยที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายประเทศกัมพูชา, ฮกเฬง เสียง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ระดับความสามารถในการแก้ปัญหาทางฟิสิกส์หลังเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายประเทศกัมพูชากลุ่มที่เรียนด้วยโจทย์ปัญหาที่ให้คำตอบไม่ถูกต้องและกลุ่มที่เรียนด้วยโจทย์ปัญหาแบบอัตนัย และ (2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางฟิสิกส์หลังเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายประเทศกัมพูชาระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยโจทย์ปัญหาที่ให้คำตอบไม่ถูกต้องกับกลุ่มที่เรียนด้วยโจทย์ปัญหาแบบอัตนัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนเกรด 10 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560-2561 โรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่ง จังหวัดกำปงธม ประเทศกัมพูชา จำนวน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง คือ กลุ่มที่เรียนด้วยโจทย์ปัญหาที่ให้คำตอบไม่ถูกต้อง มีนักเรียนจำนวน 44 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ คือ กลุ่มที่เรียนด้วยโจทย์ปัญหาแบบอัตนัย มีนักเรียนจำนวน 43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ เรื่อง กลศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติทดสอบค่าเฉลี่ยของประชากร สถิติทดสอบผลต่างค่าเฉลี่ยของประชากร 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน และสถิติทดสอบไคสแควร์
ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) ระดับความสามารถในการแก้ปัญหาทางฟิสิกส์หลังเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายประเทศกัมพูชากลุ่มที่เรียนด้วยโจทย์ปัญหาที่ให้คำตอบไม่ถูกต้องและกลุ่มที่เรียนด้วยโจทย์ปัญหาแบบอัตนัยอยู่ในระดับไม่ผ่าน และมีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ระดับดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาทางฟิสิกส์หลังเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายประเทศกัมพูชาระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยโจทย์ปัญหาที่ให้คำตอบไม่ถูกต้องกับกลุ่มที่เรียนด้วยโจทย์ปัญหาแบบอัตนัยไม่แตกต่างกัน


กลยุทธ์การลงทุนส่วนบุคคลบนพื้นฐานเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเงินได้, ปิยวดี สุขชาติ Jan 2018

กลยุทธ์การลงทุนส่วนบุคคลบนพื้นฐานเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเงินได้, ปิยวดี สุขชาติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตามที่กรมสรรพากรได้ระบุไว้ใน แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2559 สำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (1) - (8) แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด.90) จะสามารถนำเงินไปลงทุนในแหล่งต่าง ๆ เพื่อลดเงินได้สุทธิก่อนที่จะนำไปคำนวณภาษี ในที่นี้ผู้ทำวิจัยสนใจการวางแผนการลงทุนเพื่อจะได้รับประโยชน์ทางภาษีและผลตอบแทนสูงสุดโดยการนำเงินไปลงทุนใน 3 แหล่ง ประกอบด้วย ประกันชีวิต (Life insurance) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF) โดยการหากลยุทธ์การลงทุนเพื่อแนะนำแหล่งลงทุนและหาสัดส่วนจำนวนเงินที่เหมาะสมที่ใช้ในการลงทุนในแหล่งต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับแผนการลงทุนที่มีอยู่ในตลาดและนำเสนอแผนการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล โดยที่ผู้ลงทุนไม่เสียสภาพคล่องทางการเงิน อีกทั้งยังได้รับประโยชน์ทางภาษีและผลตอบแทน นั่นคือการเสียภาษีน้อยลงจากเดิมและได้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงสุด เริ่มจากการหาแหล่งลงทุนที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ สร้างตัวแบบทางคณิตศาสตร์เพื่อทำนายราคากองทุนต่าง ๆ แล้วทำนายผลตอบแทนกองทุนต่าง ๆ ตามแหล่งลงทุนที่เหมาะสมนั้นเพื่อหาว่ากองทุนใดให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมที่สุดที่เหมาะกับบางช่วงของรายได้ เพื่อคำนวณสัดส่วนจำนวนเงินที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลที่จะต้องใช้ในการลงทุนในแหล่งต่าง ๆ และนำเสนอแผนการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดสามอันดับของแต่ละแหล่งลงทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ เมื่อผู้มีเงินได้นำเงินได้สุทธิไปลงทุนแล้วนั้น จะเป็นการลดเงินได้สุทธิให้น้อยลงหรือปรับลดขั้นเงินได้สุทธิ ทำให้อัตราภาษีที่จะต้องเสียในปีนั้น ๆ ลดลงและได้ผลตอบแทนสูงสุด


Column Generation With Heuristic For Two-Dimensional Guillotine Cutting Stock Problem With Usable Leftover, Supphakorn Sumetthapiwat Jan 2018

Column Generation With Heuristic For Two-Dimensional Guillotine Cutting Stock Problem With Usable Leftover, Supphakorn Sumetthapiwat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The two-dimensional cutting stock problem with usable leftover (2DCSPUL) aims to minimize the waste from cutting in two aspects. The first aspect focuses on the suitable cutting patterns that provide the minimum waste while satisfying a requirement. The second aspect is to utilize the waste in the cutting process by turning the waste with sufficient size into a raw material or an item for the next cutting period. In this dissertation, the common two-stage guillotine cutting pattern which is found in many large industries is considered in this problem. Two definitions of fixed size usable leftover are introduced. A column …


Physiological Evaluation Of Cantaloupe Fruit Using Near-Infrared Spectroscopy, Theerawat Ruenkam Jan 2018

Physiological Evaluation Of Cantaloupe Fruit Using Near-Infrared Spectroscopy, Theerawat Ruenkam

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cantaloupe (Cucumis melo L.) is an important fruit for the economy of Thailand. The major problem is the non-uniformity of fruit quality. The objective of this research was to study the feasibility of using near infrared spectroscopy (NIRS) for the non-destructive evaluation of cantaloupe quality. Total of 130 ‘Sunlady’ cantaloupe samples were collected for NIR spectral data by 4 different instruments including FT-NIR (MPA) (800-2500 nm), FQA-NIRGUN (700-1100 nm), NIR spectrometer (model 1, 800-1200 nm) and NIR spectrometer (model 2, 650-1100 nm) and analyzed for quality values such as total soluble solids, firmness, total antioxidant capacity, ascorbic acid and glutathione …


Aryl Quinoline Derivatives From Iodine-Mediated Cyclization And Palladium-Catalyzed Coupling Reactions, Chantipa Lerswipapat Jan 2018

Aryl Quinoline Derivatives From Iodine-Mediated Cyclization And Palladium-Catalyzed Coupling Reactions, Chantipa Lerswipapat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Quinoline derivatives are significant and interested heterocyclic aromatic compounds which have been used in medicinal and agricultural fields. Besides, quinoline has also been used as dyes, catalysts and materials in optoelectronic applications. Herein, several quinoline derivatives bearing different substitution pattern at the 3- and 4-positions are designed and synthesized from aromatic amines such as aniline, 1-napthylamine and 1-aminopyrene. The 4-step synthetic process relies on the alkylation of aromatic amine with propagyl bromide, the Sonogashira coupling with an aryl halide, the iodine-mediated quinoline ring formation, and the Suzuki coupling with an aryl boronic acid. The structures of all new compounds are …


Metallophthalocyanine Polymers On Carbon-Based Materials For Carbon Dioxide Conversion, Permsak Chairat Jan 2018

Metallophthalocyanine Polymers On Carbon-Based Materials For Carbon Dioxide Conversion, Permsak Chairat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this work, synthesis and investigation on catalytic activities for electrochemical reduction (ECR) of carbon dioxide (CO2) of amino-substituted Cu(II)- and Ni(II)-phthalocyanines and their polymers were described. The amino-functionalized monomers were electropolymerized on indium tin oxide-coated glass (ITO-glass), carbon paper, electrochemically reduced graphene oxide-modified ITO-coated glass (ErGO/ITO-glass) and chemically reduced graphene oxide-modified carbon paper (CrGO/carbon paper) by means of cyclic voltammetry (CV). Studies on homogeneous ECR of CO2 using the phthalocyanine monomers as electrocatalysts indicated promising catalytic performance of the monomers in terms of current enhancement under ambient light at the potentials higher than –1.38 V and –1.09 V vs. …


Preparation Of Coating Materials With Antifungal Property From Hemp Nanocellulose And Clove Essential Oil Nanoemulsions, Papatsorn Rattanapet Jan 2018

Preparation Of Coating Materials With Antifungal Property From Hemp Nanocellulose And Clove Essential Oil Nanoemulsions, Papatsorn Rattanapet

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to offer an alternative solution to solve Black stripe disease in rubber tree which causes by Phytophthora palmivora by preparing antifungal coating materials from hemp nanocellulose and clove essential oil nanoemulsion. Hemp nanocellulose was used as a matrix which prepared by chemi-mechanical method that hemp was treated with alkaline and bleaching solution before being reduced hemp fibers into nanoscale by microfluidization. Antifungal property of coating materials was developed by the addition of clove essential oil nanoemulsion which prepared by spontaneous emulsification. Tween 20, Span 20, and coconut oil were used as main surfactant, co-surfactant, and carrier oil. …


Halogenated Parabens And Halogenated Phenoxyethanols As Antibacterial Agents In Cushion Products, Lalisa Dechnitirat Jan 2018

Halogenated Parabens And Halogenated Phenoxyethanols As Antibacterial Agents In Cushion Products, Lalisa Dechnitirat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Halogenated compounds are interesting as antimicrobial agents for cosmetic product. The bromination of methyl paraben and 2-phenoxyethanol were carried out under mild conditions using NaBr and 30% H2O2 yielding methyl 3,5-dibromo-4-hydroxybenzoate and p-bromo-2-phenoxyethanol, respectively. Three parameters including the ratio of brominating agent and oxidizing agent, type of solvents, and temperature were optimized. These synthesized products were used as antibacterial agent in cushion product as individual or blend. The challenge test results revealed that methyl 3,5-dibromo-4-hydroxybenzoate and p-bromo-2-phenoxyethanol could effectively inhibit Staphylococcus aureus, Candida. albicans, and Aspergillus brasiliensis more than their parents. For stability test, there was no change of the …


Acetalization Of Glycerol Using Sulfonic Acid Functionalized Aluminosilicate Catalysts Under Solvent-Free Condition, Ratikorn Vongkhae Jan 2018

Acetalization Of Glycerol Using Sulfonic Acid Functionalized Aluminosilicate Catalysts Under Solvent-Free Condition, Ratikorn Vongkhae

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Acetalization of glycerol with ketones and aldehydes was evaluated using sulfonic acid functionalized aluminosilicate catalysts under solvent-free condition at room temperature to produce ketal and acetal products. Ketones were exclusively selective to five-membered ring products. In contrast, aldehyde reactants were moderated selective to five and six-membered products. The ketal and acetal products can be used for additives of diesel fuel, intermediate for synthesis surfactant in the food and cosmetic industries. Moreover, to compared between energy sources such as microwave-assisted reaction and ultrasonic wave method were studied. Several types of microporous and mesoporous catalysts were used in the reaction, including zeolite …


Study Of Hiv-1 Reverse Transcriptase And Protease Inhibition By Mushroom Extracts, Chanin Sillapachaiyaporn Jan 2018

Study Of Hiv-1 Reverse Transcriptase And Protease Inhibition By Mushroom Extracts, Chanin Sillapachaiyaporn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Human immunodeficiency virus type-1 (HIV-1) can cause acquired immunodeficiency syndrome (AIDS), a world serious public health problem. HIV-1 protease (HIV-1 PR) and reverse transcriptase (HIV-1 RT) are necessary target enzymes which have been used for antiretroviral drugs development. Herein, Lignosus rhinocerus (LR), Auricularia polytricha (AP) and Astraeus spp. (AH) crude extracts were screened for inhibitory activities on both enzymes. Crude hexane extract of AP (APH) exhibited significant inhibition on both HIV-1 PR and RT activities not only in an in vitro non-cell based but also cell based assays. In HIV-1 infected MOLT-4 cell model, APH significantly reduced capsid protein (p24) …


การรีดิวซ์สีซัลเฟอร์โดยใช้น้ำตาลรีดิวซ์จากสารละลายหลังกำจัดสิ่งสกปรกเส้นด้ายสับปะรด, ณรงค์กร ตรีสาร Jan 2018

การรีดิวซ์สีซัลเฟอร์โดยใช้น้ำตาลรีดิวซ์จากสารละลายหลังกำจัดสิ่งสกปรกเส้นด้ายสับปะรด, ณรงค์กร ตรีสาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้สารละลายหลังจากการกำจัดสิ่งสกปรกด้วยเอนไซม์ (มีน้ำตาลรีดิวซ์) ถูกใช้เพื่อ รีดิวซ์สี Sulfur Black BR สำหรับการย้อมเส้นด้ายสับปะรด ขั้นตอนแรกเส้นด้ายสับปะรดดิบถูกกำจัดสิ่งสกปรกด้วย มัลติเอนไซม์ (เพกติเนส เซลลูเลส และไซแลนเนส) ณ ภาวะที่เหมาะสมจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ จากนั้นนำสารละลายหลังการกำจัดสิ่งสกปรกไปวิเคราะห์หาปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์ และ ค่าศักย์การเกิดออกซิเดชัน-รีดักชัน (oxidation-reduction potential, ORP) ที่พีเอช 11 ณ เวลาต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรีดิวซ์สีซัลเฟอร์ สูตรที่เหมาะสมสำหรับการรีดิวซ์สี และการย้อมสีถูกวิเคราะห์รวมทั้งศึกษาสมบัติต่างๆของเส้นด้ายสับปะรดหลังการย้อมสี เช่น ความเข้มสี ค่าสี ร้อยละการผนึกสี ความคงทนของสีต่อการซักล้าง และความแข็งแรงของเส้นด้ายเปรียบเทียบกับเส้นด้ายสับปะรดย้อมด้วยสีที่ถูกรีดิวซ์ด้วยโซเดียมซัลไฟด์และด้วยกลูโคสจากภาวะที่เหมาะสม ผลการวิจัยพบว่า สารละลายหลังการกำจัดสิ่งสกปรกเส้นด้ายสับปะรดมีปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์ประมาณ 153.43 มิลลิกรัม/50 มิลลิลิตร/ด้าย 1 กรัม หลังการรีดิวซ์สีด้วยน้ำตาลรีดิวซ์นี้ และย้อมสีบนเส้นด้ายสับปะรด พบว่า เส้นด้ายนี้มีสีเข้มกว่า (K/S= 14.35) เส้นด้ายย้อมด้วยสีที่ผ่านการรีดิวซ์ด้วยโซเดียมซัลไฟด์(K/S= 13.22) ในขณะที่เส้นด้ายย้อมด้วยสีที่ผ่านการรีดิวซ์ด้วยกลูโคสมีสีเข้มมากที่สุด (K/S= 20.42) เส้นด้ายย้อมด้วยสีที่ผ่านการรีดิวซ์ด้วยกลูโคสและน้ำตาลรีดิวซ์ (สารละลายหลังการกำจัดสิ่งสกปรก) ต่างมีร้อยละการผนึกสีสูงกว่า สีคงทนการซักล้างมากกว่าและเส้นด้ายหลังย้อมแข็งแรงมากกว่าเส้นด้ายย้อมสีที่ผ่านการรีดิวซ์ด้วยโซเดียมซัลไฟด์ นอกจากนี้ พบว่า ในระหว่างการรีดิวซ์สีด้วยสารรีดิวซ์ทั้งสามชนิด สารละลายสีต่างมีค่า ORP อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการ คือ ระหว่าง -450 ถึง -680 มิลลิโวลต์ ณ พีเอช 11 ส่วนเวลาที่เหมาะสมสำหรับการรีดิวซ์สี Sulfur Black BR คือ เวลา 10 นาที สำหรับการรีดิวซ์ด้วยโซเดียมซัลไฟด์และด้วยกลูโคส และเวลา 20 นาที สำหรับการรีดิวซ์สีด้วยน้ำตาลรีดิวซ์ ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า การรีดิวซ์สี Sulfur Black BR สามารถใช้กลูโคส และน้ำตาลรีดิวซ์แทนการใช้โซเดียมซัลไฟด์ โดยสามารถใช้รีดิวซ์สี และย้อมสีได้เส้นด้ายสมบัติต่างๆ ดีมาก อีกทั้งยังเป็นการใช้น้ำเสียจากการกำจัดสิ่งสกปรกเป็นวัตถุดิบในการรีดิวซ์สีซัลเฟอร์ และสามารถทำการกำจัดสิ่งสกปรก รีดิวซ์สี และย้อมสีบนเส้นด้ายสับปะรดในอ่างเดียวกัน โดยไม่ต้องทิ้งน้ำเสียเลย


สมบัติทางกายภาพของพอลิแล็กทิกแอซิด/เทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทนเสริมแรงด้วยนาโนซิลิกา/มอนต์มอริลโลไนต์ไฮบริดคอมพอสิต, ณัฐสุดา ปาลวัฒน์ Jan 2018

สมบัติทางกายภาพของพอลิแล็กทิกแอซิด/เทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทนเสริมแรงด้วยนาโนซิลิกา/มอนต์มอริลโลไนต์ไฮบริดคอมพอสิต, ณัฐสุดา ปาลวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จุดประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ การปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของพอลิแล็กทิกแอซิด โดยการเติมเทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทน ออร์กาโน-มอนต์มอริลโลไนต์และ/หรือนาโนซิลิกา โดยขั้นแรกพอลิเมอร์ผสมพอลิแล็กทิกแอซิด/เทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทนที่อัตราส่วนต่าง ๆ (ร้อยละ 10 ถึง 50 โดยน้ำหนัก เทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทน) ได้ถูกเตรียมเพื่อวิเคราะห์สมบัติทางกายภาพ ซึ่งพบว่า ความทนแรงกระแทก การยืดตัว ณ จุดขาด การเกิดผลึกเย็น ความทนไฟ และการดูดซึมน้ำได้รับการปรับปรุง ขณะที่ความทนแรงดึง ยังส์มอดุลัส ความทนแรงดัดโค้ง เสถียรภาพทางความร้อน และการย่อยสลายทางชีวภาพมีค่าลดลงเมื่อเติมเทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทนในพอลิเมอร์ผสมพอลิแล็กทิกแอซิด/เทอร์โมพลาสติกพอลิ-ยูรีเทน เนื่องด้วยพอลิเมอร์ผสมพอลิแล็กทิกแอซิด/เทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทนที่อัตราส่วน 70/30 โดย-น้ำหนักมีสมบัติเชิงกลที่เหมาะสม จึงได้ถูกเลือกเพื่อนำไปเตรียมเป็นทั้งคอมพอสิตและไฮบริดคอมพอสิตด้วยออร์กาโน-มอนต์มอริลโลไนต์ที่ปริมาณ 1, 2, 3, 4 และ 5 ส่วนโดยน้ำหนักต่อเรซินผสมร้อยส่วน และด้วยการคงปริมาณสารตัวเติมทั้งหมดที่ 5 ส่วนโดยน้ำหนักต่อเรซินผสมร้อยส่วน (ออร์กาโน-มอนต์มอริล-โลไนต์/นาโนซิลิกาที่อัตราส่วน 5/0, 2/3, 2.5/2.5, 3/2 และ 0/5) ตามลำดับ จากการทดสอบ พบว่า การเติมออร์กาโน-มอนต์มอริลโลไนต์และ/หรือนาโนซิลิกาในพอลิเมอร์ผสม 70/30 พอลิแล็กทิกแอซิด/เทอร์โมพลาสติกพอลิยูรีเทน ปรับปรุงยังส์มอดุลัส ความทนแรงดัดโค้ง การเกิดผลึกเย็น เสถียรภาพทางความร้อน และความทนไฟ เมื่อเปรียบเทียบกับพอลิเมอร์ผสมนี้ ขณะที่ความทนแรงกระแทก ความทนแรงดึง และการยืดตัว ณ จุดขาดลดลง นอกจากนี้ บรรดาคอมพอสิตทั้งหมด ไฮบริดคอมพอสิตออร์กาโน-มอนต์มอริลโลไนต์/นาโนซิลิกาที่อัตราส่วน 2/3 มีสมบัติความทนแรงดึงสูงสุด ขณะที่การเติมนาโนซิลิกาเพียงชนิดเดียวที่ปริมาณ 5 ส่วนโดยน้ำหนักต่อเรซินผสมร้อยส่วน มีความทนแรงกระแทก ความทนแรงดัดโค้งและเสถียรภาพทางความร้อนสูงสุด