Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Chemistry (670)
- Computer Sciences (618)
- Engineering (617)
- Education (261)
-
- Computer Engineering (237)
- Polymer Chemistry (203)
- Environmental Sciences (200)
- Mathematics (161)
- Medicine and Health Sciences (99)
- Statistics and Probability (99)
- Chemical Engineering (97)
- Civil and Environmental Engineering (84)
- Science and Mathematics Education (82)
- Earth Sciences (80)
- Electrical and Computer Engineering (78)
- Electrical and Electronics (74)
- Life Sciences (72)
- Physics (72)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (71)
- Social and Behavioral Sciences (70)
- Industrial Engineering (69)
- Business (59)
- Operational Research (55)
- Construction Engineering and Management (53)
- Civil Engineering (52)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (44)
- Biotechnology (41)
- Geology (40)
- Educational Administration and Supervision (27)
Articles 1141 - 1170 of 2807
Full-Text Articles in Entire DC Network
Parameter-Free Outlier Scoring Using Mass Ratio Variance For Static And Streaming Data, Phichapop Changsakul
Parameter-Free Outlier Scoring Using Mass Ratio Variance For Static And Streaming Data, Phichapop Changsakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Outlier detection is a significant problem that has been studied in a variety of research and real-world applications. However, little research has been conducted on unsupervised parameter-free outlier scoring. This thesis proposes Mass ratio variance-based Outlier Factor, or MOF, which is unsupervised parameter-free outlier scoring for static data. This algorithm calculates outlier scores based on the variance of mass ratio. The data points with high outlier scores are associated with outliers while the data points with low outlier scores are associated with normal data points. This thesis also proposes Streaming Mass ratio variance-based Outlier Factor or SMOF. This algorithm calculates …
Natural Language Processing For Digital Advertising, Yiping Jin
Natural Language Processing For Digital Advertising, Yiping Jin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Advertising is not only a marketing or sales activity but a particular form of two-way communication. In this thesis, we propose to apply the two main subtasks of natural language processing (NLP), namely natural language understanding (NLU) and natural language generation (NLG), to digital advertising to enhance the effectiveness of advertising. We apply weakly-supervised text classification to rapidly build text classifiers for contextual advertising (Jin et al. 2022). The method requires a handful of labeled keywords instead of a large corpus of labeled documents and can be easily transferred to new domains. We further evaluate the weakly-supervised models using unsupervised …
การเพิ่มมูลค่าขยะเศษอาหารจากโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และตลาดสด, ณัฐิวรรณ เดชกำแหง
การเพิ่มมูลค่าขยะเศษอาหารจากโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และตลาดสด, ณัฐิวรรณ เดชกำแหง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาอัตราการเกิดขยะมูลฝอยชุมชนของอาคารสถานประกอบการพาณิชย์ 3 ประเภท ได้แก่ โรงแรม อาคารศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ และตลาดสด จากการศึกษาพบว่าตลาดสดมีอัตราการเกิดขยะมูลฝอยสูงที่สุดอยู่ในช่วง 149 – 3,724 กก./วัน ซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็นขยะเศษอาหาร ร้อยละ 81.31 ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อมีอัตราการเกิดขยะมูลฝอยอยู่ในช่วง 17– 3,591 กก./วัน องค์ประกอบหลักเป็นขยะเศษอาหารร้อยละ 54.94 และโรงแรมมีอัตราการเกิดขยะมูลฝอยอยู่ในช่วง 12.7 – 319.5 กก./วัน องค์ประกอบหลักเป็นขยะรีไซเคิลได้ร้อยละ 42.77 รองลงมาเป็นขยะเศษอาหารร้อยละ 37.03 ในปัจจุบันขยะเศษอาหารทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในสถานประกอบการส่วนใหญ่ถูกทิ้งปะปนกับขยะมูลฝอย โดยไม่มีการคัดแยกที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง มีเพียงขยะที่สามารถรีไซเคิลได้เท่านั้นที่ถูกคัดแยกและจัดการได้อย่างเหมาะสม หากมีการคัดแยกขยะเศษอาหารที่แหล่งกำเนิดและมีการจัดการที่ดีแล้ว สามารถนำมาเพิ่มมูลค่าได้การทิ้งไปอย่างเสียเปล่าหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัด โดยสถานประกอบการทั้ง 3 ประเภทนั้นต่างก็มีแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ต่างกันไปตามบริบทของสถานประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นการนำเศษอาหารที่เหลือจากการเตรียมมาประกอบอาหารเป็นเมนูใหม่ในไลน์บุฟเฟต์ของโรงแรม ห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อสามารถนำเบเกอรี่ที่จะผลิตและจำหน่ายแบบวันต่อวันที่จำหน่ายไม่หมดส่งต่อให้กับมูลนิธิหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอาหารไปสู่ผู้ที่ต้องการ ขณะที่ตลาดสดสามารถทำจุดรวบรวมขยะเศษอาหารจากแต่ละแผงค้าเพื่อจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์หรือผลิตสารปรับปรุงดินได้
การพัฒนาพาสต้าปราศจากกลูเตนที่มีเส้นใยอาหารสูงจากฟลาวร์มันสำปะหลัง, พลิตา อุดมสิรินิกร
การพัฒนาพาสต้าปราศจากกลูเตนที่มีเส้นใยอาหารสูงจากฟลาวร์มันสำปะหลัง, พลิตา อุดมสิรินิกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของฟลาวร์ข้าวเจ้า สตาร์ชข้าวโพด เส้นใยมันสำปะหลัง และกัวกัม ต่อสมบัติทางกายภาพและสมบัติทางประสาทสัมผัสของพาสต้าปราศจากกลูเตนที่มีเส้นใยอาหารสูงจากฟลาวร์มันสำปะหลัง และเพื่อพัฒนาพาสต้าปราศจากกลูเตนที่มีเส้นใยอาหารสูงจากฟลาวร์มันสำปะหลังที่ขึ้นรูปด้วยกระบวนการอัดรีด จากการศึกษาสมบัติทางเคมีกายภาพของสตาร์ชและฟลาวร์ พบว่า สตาร์ชมันสำปะหลัง สตาร์ชข้าวเจ้า และสตาร์ชข้าวโพด มีปริมาณแอมิโลสร้อยละ 16.31, 21.35 และ 23.15 ตามลำดับ สตาร์ชมันสำปะหลังมีกำลังการพองตัวและการละลายสูงกว่าสตาร์ชข้าวโพดและสตาร์ชข้าวเจ้า จากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของฟลาวร์มันสำปะหลังและเส้นใยมันสำปะหลัง พบว่า มีปริมาณเส้นใยอาหารร้อยละ 7.42 และ 54.75 โดยน้ำหนักแห้ง ตามลำดับ จึงคำนวณสูตรและนำเส้นใยมันสำปะหลังมาเสริมแหล่งของเส้นใยอาหาร และนำฟลาวร์ข้าวเจ้าและสตาร์ชข้าวโพดมาทดแทนฟลาวร์มันสำปะหลังที่สัดส่วนต่าง ๆ จากนั้นศึกษาคุณภาพพาสต้าที่ขึ้นรูปด้วยวิธีการรีดและตัด พบว่า พาสต้าสูตร RF50 ที่มีส่วนผสมจากฟลาวร์มันสำปะหลัง ฟลาวร์ข้าวเจ้า สตาร์ชข้าวโพด เส้นใยมันสำปะหลัง ในปริมาณร้อยละ 35 : 50 : 0 : 15 มีคุณภาพหลังปรุงสุกและลักษณะเนื้อสัมผัสของพาสต้าดีกว่าพาสต้าสูตรอื่น (p≤0.05) จากนั้นนำกัวกัมมาเสริมในพาสต้าสูตร RF50 ที่ร้อยละ 1 และ 2 โดยน้ำหนักฟลาวร์ผสม พบว่า พาสต้าสูตร RF50GG2 ที่มีส่วนผสมจากฟลาวร์มันสำปะหลัง ฟลาวร์ข้าวเจ้า เส้นใยมันสำปะหลัง ในปริมาณร้อยละ 35 : 50 : 15 และเสริมกัวกัมร้อยละ 2 โดยน้ำหนัก ฟลาวร์ผสม มีคุณภาพหลังปรุงสุกและลักษณะเนื้อสัมผัสของพาสต้า ไม่แตกต่างจากพาสต้ามันสำปะหลังทางการค้า (p>0.05) และได้คะแนนการทดสอบทางประสาทสัมผัสทางด้านเนื้อสัมผัสและความชอบโดยรวม มากกว่าพาสต้าสูตรอื่น (p≤0.05) ในกระบวนการอัดรีดด้วยสกรูเดี่ยว กำหนดสภาวะการตั้งค่าพารามิเตอร์ในส่วนของอัตราการป้อนวัตถุดิบ 70 กิโลกรัมต่อชั่วโมง, อุณหภูมิน้ำ 70 องศาเซลเซียส, อุณหภูมิบาเรลส่วนนวดผสม 65 องศาเซลเซียส, ความเร็วรอบสกรูส่วนนวดผสม 70 rpm, อุณหภูมิบาเรลส่วนอัดรีด 45 องศาเซลเซียส, ความเร็วรอบสกรูส่วนอัดรีด 25 rpm, อุณหภูมิหัวได 55 องศาเซลเซียส และแปรปริมาณน้ำที่ …
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลาสมาเพื่อฆ่าจุลินทรีย์ก่อโรค, ตันติกร เหล่าสุข
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลาสมาเพื่อฆ่าจุลินทรีย์ก่อโรค, ตันติกร เหล่าสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการแพร่ระบาดของเชื้อก่อโรคมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคให้ความสนใจเกี่ยวกับสุขลักษณะที่ดี นำมาสู่ความสนใจในเทคโนโลยีกำจัดจุลินทรีย์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมในอุปกรณ์เครื่องมือชีวิตประจำวัน ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งปัจจุบันบริษัท บิทไว้ส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี 2 ชนิด ได้แก่ negative ion generator (NIG) และพลาสมาชนิด dielectric barrier discharge (DBD plasma) เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาภาวะที่เหมาะสมในการทดสอบประสิทธิภาพในการกำจัดจุลินทรีย์ ด้วยเทคโนโลยีพลาสมา และทดสอบประสิทธิภาพการกำจัดจุลินทรีย์สำคัญในกลุ่มแบคทีเรีย รา และไวรัส ด้วยเทคโนโลยีพลาสมา พร้อมทั้งทดสอบผลของเทคโนโลยีพลาสมาต่อเซลล์มนุษย์ โดยสร้างกล่องทดลองอะคริลิค ที่ติดตั้ง NIG กำลังไฟ 1 วัตต์ และสร้าง กล่องทดลองอะคริลิค ที่ติดตั้งพลาสมาชนิด DBD กำลังไฟ 15 วัตต์ เพื่อใช้ในการทดสอบ ซึ่งในการทดสอบแบคทีเรียนั้นใช้แบคทีเรียแกรมบวก แบคทีเรียแกรมลบ และแบคทีเรียที่ทนต่อสารปฏิชีวนะ ได้แก่ Escherichia coli ATCC25922, Staphylococcus aureus ATCC6538P และ Pseudomonas aeruginosa ATCC9027 ตามลำดับ โดยเลี้ยงและนำมากระจายเชื้อบนอาหารแข็งชนิด LB จากนั้นนำมาสัมผัส NIG และพลาสมาชนิด DBD เป็นเวลา 60 นาที พบว่าพลาสมาชนิด DBD สามารถกำจัดแบคทีเรียทั้ง 3 ชนิดได้ 100% แต่ NIG ไม่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแบคทีเรียดังกล่าว ในการทดสอบผลต่อยีสต์โดยเลือก Saccharomyces cerevisiae ATCC4105 เป็นตัวแทนเนื่องจากโครงสร้างใกล้เคียงยีสต์ที่ก่อโรคในมนุษย์ โดยทดสอบนำยีสต์มากระจายเชื้อบนอาหารแข็งชนิด YPD และสัมผัส NIG และพลาสมาชนิด DBD เป็นเวลา 60 นาที พบว่าพลาสมาชนิด DBD มีประสิทธิภาพในการฆ่ายีสต์ 100% และ NIG ไม่มีประสิทธิภาพในการฆ่ายีสต์ …
Regularity And Natural Partial Order On Invariant Transformation Semigroups, Hataiwit Palasak
Regularity And Natural Partial Order On Invariant Transformation Semigroups, Hataiwit Palasak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Let T(X) be the full transformation semigroup on a nonempty set X. For any nonempty subset Y of X, we denote by TY(X)={α ∈ T(X) : Y α ⊆ Y} the invariant subsemigroup of T(X), consisting of all transformations on X that map Y into itself. In this thesis, we characterize the regularity of certain subsemigroups of TY(X). In addition, we provide necessary and sufficient conditions for elements in those transformation subsemigroups of TY(X) to be related under the natural partial order.
กาวที่ไวต่อแรงกดจากยูรีเทนอะคริเลตดัดแปรด้วยเอทิลเฮกซิลอะคริเลตและอะคริลิกแอซิด, ศุภศิลป์ ทัดสวน
กาวที่ไวต่อแรงกดจากยูรีเทนอะคริเลตดัดแปรด้วยเอทิลเฮกซิลอะคริเลตและอะคริลิกแอซิด, ศุภศิลป์ ทัดสวน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาสมบัติทางกายภาพ สมบัติการยึดติด และเสถียรภาพทางความร้อนของแผ่นเทปที่มีโครงสร้างแบบร่างแห (CL เทป) และแบบร่างแหกึ่งสอดไขว้ (SMI เทป) ที่พัฒนาจากอะคริลิกแอซิด (AA) เอทิลเฮกซิลอะคริเลต (EHA) ร่วมกับยูรีเทนอะคริเลต (UAO) ซึ่งสังเคราะห์จากพอลิเอทิลีนไกลคอล(PEG) ไอโซเฟอร์โรนไดไอโซไซยาเนต (IPDI) และไฮดรอกซีเอทิลอะคริเลต (HEA) ที่อัตราส่วนโมล 1:2:2 แผ่นเทป SMI พัฒนาจากอะคริเลตโคพอลิเมอร์ที่ต่างกัน 3 ชนิดคือ AC30 AC40 และ AC50 ซึ่งสังเคราะห์ด้วย AA/EHA ที่อัตราส่วนโดยโมล 30/70 40/60 และ 50:50 ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่า เทป SMI ที่พัฒนาจากสัดส่วนผสมของ UAO ต่อโคพอลิเมอร์ เป็น 20:80 และ 30:70 นั้น มีลักษณะขุ่น ไม่แข็งแรง เสียรูปหลังได้รับแรงกดเพียงเล็กน้อย ทิ้งคราบบนวัสดุพื้น แต่เมื่อปรับเพิ่มสัดส่วนเป็น 40:60 และ 50:50 แผ่นเทป SMI สูตรดังกล่าว มีแนวโน้มว่าสามารถประยุกต์ใช้เป็นเทปกาวชนิดไวต่อแรงกด ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับแผ่นเทป CL ที่พัฒนาจากมอนอเมอร์ผสมของ AA/EHA (0:100, 10:90, 20:80, 30:70 โดยโมล) ร่วมกับ UAO (10%, 20% และ 30% โดยน้ำหนัก) นั้น มีลักษณะโปร่งแสง แข็งแรงและคงรูปได้ดี สามารถติดบนพื้นผิวได้ด้วยแรงกดเพียงเล็กน้อย และไม่ทิ้งคราบหลังลอกออก ทั้งนี้ค่าอุณหภูมิเปลี่ยนสถานะคล้ายแก้ว (Tg) และค่ามอดูลัสของแผ่นเทป CL มีแนวโน้มลดลงเมื่อลดสัดส่วนของ AA/EHA และลดปริมาณ UAO ลง ซึ่งสัมพันธ์กับสัดส่วนของส่วนแข็งและส่วนนุ่ม รวมถึงความยาวของสายโซ่ระหว่างจุดเชื่อมขวางนั่นเอง ทั้ง แผ่นเทป SMI และ CL มีเสถียรภาพทางความร้อนดีกว่าเทปที่พัฒนาจาก …
Desulfurization Of Thiourea Into Guanidines And Benzoxazoles Using Electrochemical Oxidation Processes, Thao Huynh Nguyen Thanh
Desulfurization Of Thiourea Into Guanidines And Benzoxazoles Using Electrochemical Oxidation Processes, Thao Huynh Nguyen Thanh
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
2-Aminobenzoxazoles and guanidines are important building block for therapeutic agents. The general synthetic strategies of 2-aminobenzoxazoles and guanidines from thioureas rely on the use of excess or stoichiometric amount of oxidizing agents, multiple-step route, and harsh reaction conditions. Hence, in this research, the synthesis of 2-aminobenzoxazole and guanidines will be developed under mild electrochemical oxidation processes using sodium iodide. Based on optimization study, we were able to synthesize 29 examples of 2-aminobenzoxazoles in good to high yields from 2-aminophenols and isothiocyanates in one pot under electro-cyclization using NaI/NaCl in catalytic amount. Moreover, 20 examples of guanidines were prepared in good …
Effects Of Textured Mat On Lower Limb Muscle Activities And Body Sway In Individuals With Chronic Ankle Instability, Nanthiphak Konphet
Effects Of Textured Mat On Lower Limb Muscle Activities And Body Sway In Individuals With Chronic Ankle Instability, Nanthiphak Konphet
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A textured mat with flexible nubs is a novel type of unstable surface offering more texture variety than a conventional unstable surface. A textured mat may be utilized to improve balance and muscular activation in individuals with chronic ankle instability (CAI). The purpose of this study was to compare the effects of a textured mat versus a regular foam surface and a firm surface on lower limb muscle activity and postural control in individuals with CAI. This repeated measurements within subject study recruited 28 participants with CAI. A triaxial accelerometer and electromyograph were used to monitor the 10 muscles of …
Development Of A Bacterial Consortium For The Degradation Of Pla Plastic At Ambient Temperature And In Conventional Composting, Avnish Mistry
Development Of A Bacterial Consortium For The Degradation Of Pla Plastic At Ambient Temperature And In Conventional Composting, Avnish Mistry
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Polylactic acid (PLA), a bio-thermoplastic, is widely commercialized to replace synthetic plastics. However, PLA degradability is uncertain at ambient temperature, while industrial composting often requires high temperature and moisture. Therefore, this study aims to develop a bacterial consortium that can biodegrade PLA films with high molecular weight, at an ambient temperature of 30°C and in conventional composting. Polymeric waste were enriched with PLA, which increased the relative abundances of Proteobacteria, Bacteroidia and Actinobacteria. An inverted pyramid strategy was used to screen for the best PLA-degraders from twenty-seven bacterial strains isolated from the enriched samples. Nocardioides zeae EA12, Stenotrophomonas pavanii EA33, …
Treatment Of Cutting Oil Via Fe0/Air And Al0/Air Using Waste From Auto Parts Manufacturing, Warangkana Srimoke
Treatment Of Cutting Oil Via Fe0/Air And Al0/Air Using Waste From Auto Parts Manufacturing, Warangkana Srimoke
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Used shot blast and aluminium dross wastes generated from auto part manufacturing were applied as catalysts under the modified-air Fenton (MAF) system to treat synthetic cutting oil wastewater. Experimental designs were applied to find optimum conditions in terms of size and amount of catalyst, initial pH, initial cutting oil concentration, air flow rate, and mixing speed. Fe0 and Al0 forms were found in used shot blast and aluminum dross, respectively, according to XRD and XRF results, and the element contents of Fe and Al were found to be 96.37 % and 37.13 %, respectively. For used shot blast under the …
Voice Impersonation For Thai Speech Using Cyclegan Over Prosody, Chatri Chuanngulueam
Voice Impersonation For Thai Speech Using Cyclegan Over Prosody, Chatri Chuanngulueam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
Hyers-Ulam Stability And Control Problem For Systems Governed By Impulsive Integro-Differential Equations In Banach Spaces, Adisorn Doodee
Hyers-Ulam Stability And Control Problem For Systems Governed By Impulsive Integro-Differential Equations In Banach Spaces, Adisorn Doodee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis is organized in two main parts. First, we study the Hyers-Ulam stability of impulsive integro-differential equations in Banach spaces. By using iterative methods, we establish sufficient conditions for existence of solutions and Hyers-Ulam stabilities. These conditions are based on the analysis of iterative methods. The second part deals with the control problems of impulsive integro-differential equations in Banach spaces. The iterative methods are used to investigate results and some examples are constructed to illustrate results. Moreover, we extend the scope of our study to the class of second order impulsive integro-differential equations in Banach spaces.
การพยากรณ์ปริมาณและความเข้มข้นสารฟลอกคูแลต์ในกระบวนการพักใสสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลจากอ้อย, สิงหดิศร์ จันทรักษ์
การพยากรณ์ปริมาณและความเข้มข้นสารฟลอกคูแลต์ในกระบวนการพักใสสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลจากอ้อย, สิงหดิศร์ จันทรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กระบวนการพักใสเป็นกระบวนการที่สำคัญในกระบวนการผลิตน้ำตาล ซึ่งกระบวนการมีการทำงานเพื่อแยกระหว่างตะกอนกับน้ำอ้อยออกจากกันโดยใช้สารฟลอกคูแลนต์ โดยในการใส่ปริมาณและความเข้มข้นสารฟลอกคูแลนต์ลงไปในน้ำอ้อยทำให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเร็วการตกตะกอนและค่าความขุ่นของน้ำอ้อย วิทยานิพนธ์เล่มนี้เสนอวิธีการพยากรณ์ปริมาณและความเข้มข้นสารฟลอกคูแลต์ในกระบวนการพักใสสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลจากอ้อย โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบวนซ้ำชนิดพิเศษ Long Short-Term Memory โดยข้อมูลที่นำมาใช้เป็นข้อมูลขาเข้าสำหรับการสร้างโมเดลได้แก่ ปริมาณอ้อยสด, ปริมาณอ้อยเผา, ความขุ่นของน้ำอ้อย และปริมาณน้ำฝน และข้อมูลขาออกได้แก่ ปริมาณและความเข้มข้นของสารฟลอกคูแลนต์ ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้นำมาจากโรงงานผลิตน้ำตาลแห่งหนึ่งในประเทศไทย ผลการทดลองแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโมเดลที่ได้นำเสนอ LSTM โดยการเปรียบเทียบกับโมเดลอื่นๆ ได้แก่ Autoregressive Integrated Moving Average (ARIMA), Recurrent Neural Network (RNN) และ Gated Recurrent Unit (GRU) โดยใช้ตัวแปร RMSE และ MAPE เป็นตัววัดประสิทธิภาพของโมเดล พบว่าโมเดลที่นำเสนอมีประสิทธิภาพที่สุดในการพยากรณ์ปริมาณและความเข้มข้นของสารฟลอกคูแลนต์
การจำแนกปัญหาของเทคโนโลยีฐานข้อมูลในชุมชนถามตอบออนไลน์, ณัฐนัย สุวรรณชูชิต
การจำแนกปัญหาของเทคโนโลยีฐานข้อมูลในชุมชนถามตอบออนไลน์, ณัฐนัย สุวรรณชูชิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอแนวทางการสร้างเครื่องมือการทำงานอัตโนมัติเพื่อจำแนกคำถามบนเว็บไซต์สแต็กโอเวอร์โฟลว์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับชนิดของผลิตภัณฑ์ฐานข้อมูล ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มีค่าสำหรับเจ้าของผลิตภัณฑ์ฐานข้อมูลในการนำไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์ หมวดหมู่ของคำถามกำหนดไว้เป็นสองระดับได้แก่ ระดับปัญหา และ ปัญหาย่อย โดยที่ระดับปัญหาประกอบด้วย การพัฒนา การติดตั้ง และ การปรับปรุงประสิทธิภาพ ในขณะที่ ปัญหาย่อย ประกอบด้วย การออกแบบ ข้อจำกัด และการอภิปรายปัญหา ด้วยการรวมทั้งสองระดับเข้าด้วยกัน คำถามจะถูกจำแนกออกเป็นเก้าหมวดของปัญหา-ปัญหาย่อย การประมวลผลภาษาธรรมชาติและการจำแนกข้อความถูกนำมาใช้ โดยใช้อัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่องที่หลากหลาย โมเดลการจำแนกประเภทที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดจะถูกนำมาใช้ในเว็บแอปพลิเคชัน เพื่อจำแนกแต่ละคำถามโดยใช้แท็กปัญหา-ปัญหาย่อย นอกจากนี้คำถามที่ถูกจำแนกออกตามหมวดแล้ว สามารถนำมาวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยใช้อัลกอริทึมการสร้างแบบจำลองหัวข้อ เพื่อให้ทราบว่าคำถามในแต่ละหมวดนั้นกล่าวถึงหัวข้อใดบ้าง ซึ่งจะเป็นข้อมูลเพิ่มเติมให้กับเจ้าของผลิตภัณฑ์ฐานข้อมูลในการทำความเข้าใจถึงปัญหาของผลิตภัณฑ์เพื่อจะได้ทำการปรับปรุงต่อไป
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีทดแทนค่าสูญหายในข้อมูลพหุระดับ: การประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา, นวลรัตน์ ฉิมสุด
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีทดแทนค่าสูญหายในข้อมูลพหุระดับ: การประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา, นวลรัตน์ ฉิมสุด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีทดแทนค่าข้อมูลสูญหาย 3 วิธี ได้แก่วิธี MI-FCS, วิธี RF และวิธี Opt.impute ซึ่งประกอบด้วย วิธี Opt.knn , Opt.tree, วิธี Opt.svm, และวิธี Opt.cv โดยใช้การจำลองข้อมูลและนำผลที่ได้มาประยุกต์ใช้กับข้อมูลจริง (2) เพื่อวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยโมเดลพหุระดับโดยใช้ข้อมูลที่มีการทดแทนค่าสูญหาย และเปรียบเทียบผลที่ได้ กับการวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ไม่ได้ทดแทนค่าสูญหาย ผลการวิจัยพบว่า (1) จากการพิจารณาผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีทดแทนค่าสูญหายโดยใช้การจำลองข้อมูลในภาพรวม จะพบว่าส่วนใหญ่วิธีทดแทนค่าสูญหาย Otp.impute มีแนวโน้มให้ประสิทธิภาพสูงที่สุด รองลงมาคือ วิธีทดแทนค่าสูญหาย RF และวิธีทดแทนค่าสูญหาย MI – FCS ตามลำดับ (2) ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ปีการศึกษา 2563 จำนวน 2,109 โรงเรียนที่อยู่ในสังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) นำวิธีทดแทนค่าสูญหายที่ได้จากการจำลองข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับข้อมูลทุติยภูมิดังกล่าว ผลการวิจัย จะพบว่าสัดส่วนของนักเรียนที่ครอบครัวขาดแคลนทุนทรัพย์และไม่ได้พักอาศัยอยู่กับบิดามารดาระดับโรงเรียน ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนระดับโรงเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเมื่อเปรียบเทียบผลที่ได้กับการวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ไม่ได้ทดแทนค่าสูญหาย แสดงให้เห็นว่าหากนำข้อมูลวิเคราะห์ผลการวิจัยโดยไม่คำนึงถึงค่าสูญหาย หรือตัดค่าสูญหายทิ้ง อาจจะส่งผลกระทบต่อการประมาณค่าพารามิเตอร์ที่แท้จริง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หรือไม่สามารถอนุมานไปสู่ประชากรได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโมเดลการถดถอยเชิงลำดับชั้นที่มีอัตสหสัมพันธ์เชิงพื้นที่และโมเดลการถดถอยพหุระดับสำหรับการทำนายความอยู่ดีมีสุขของนักเรียน, ประภาพรรณ ยดย้อย
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโมเดลการถดถอยเชิงลำดับชั้นที่มีอัตสหสัมพันธ์เชิงพื้นที่และโมเดลการถดถอยพหุระดับสำหรับการทำนายความอยู่ดีมีสุขของนักเรียน, ประภาพรรณ ยดย้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความอยู่ดีมีสุขของนักเรียนเป็นสิ่งสำคัญทางการศึกษาเชิงบวกและโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมให้นักเรียนทุกคนมีความอยู่ดีมีสุข การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ (1) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะความอยู่ดีมีสุขของนักเรียน บรรยากาศโรงเรียน และความร่วมมือระหว่างโรงเรียนจำแนกตามภูมิหลังและพื้นที่ (2) เพื่อเปรียบเทียบและวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุของความอยู่ดีมีสุขของนักเรียนระหว่างโมเดลการถดถอยเชิงลำดับชั้นที่มีอัตสหสัมพันธ์เชิงพื้นที่ (Hierarchical Spatial Autoregressive Model: HSAR) กับโมเดลการถดถอยพหุระดับ (Multilevel Regression Model: MLM) ด้วยวิธีการประมาณค่าแบบเบย์ (Bayesian estimation) และใช้อัลกอรึทึมการสุ่มตัวอย่างด้วยลูกโซ่มาร์คอฟมอนติคาร์โล (Markov Chain Monte Carlo) โดยใช้ข้อมูลจริงจากนักเรียน 1,981 คน และคุณครู 282 คน ของโรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่จำนวน 55 โรงเรียน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน มีตัวแปรทำนายสำคัญ คือ บรรยากาศโรงเรียน และความร่วมมือระหว่างโรงเรียนซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ข้ามระดับ (cross-level interaction term) ของความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับบรรยากาศโรงเรียนโดยความร่วมมือระหว่างโรงเรียนเป็นตัวแปรปรับ (moderator) และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นตัวแปรควบคุม (covariate) ผลการวิจัยพบว่า โมเดลทั้งสองมีประสิทธิภาพในการทำนายความอยู่ดีมีสุขของนักเรียนใกล้เคียงกัน (R2 MLM = 0.534, R2 HSAR = 0.529, LLMLM = -2039.6, LLHSAR = -2389.75, DICMLM = 4151.91, DICHSAR = 4955.43) แต่ให้สารสนเทศในมุมมองที่แตกต่างกัน โดยโมเดล HSAR จะให้รายละเอียดได้มากกว่าโดยเฉพาะการแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของความสัมพันธ์เชิงพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ (Lambda = 0.70 , SE = 0.30) ในขณะที่โมเดล MLM ไม่สามารถให้ผลวิเคราะห์ส่วนนี้ได้อีกทั้งยังตรวจพบอัตสหสัมพันธ์เชิงพื้นที่ในเศษเหลือของโมเดล MLM (Moran’s I = 0.09, p-value = 0.031) ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงเบื้องต้นของการวิเคราะห์ถดถอยอีกด้วย โมเดล HSAR จึงเป็นโมเดลที่เหมาะสมในการอธิบายปัจจัยเชิงสาเหตุของความอยู่ดีมีสุขของนักเรียนมากกว่า ผลการวิเคราะห์จากโมเดล HSAR …
ความต้องการทางการตลาดของเทคโนโลยีเครื่องควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศในกลุ่มตลาดใหม่, กมลวรรณ บรรจงแก้ว
ความต้องการทางการตลาดของเทคโนโลยีเครื่องควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศในกลุ่มตลาดใหม่, กมลวรรณ บรรจงแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ 1. ศึกษาลักษณะตลาดเครื่องปรับอากาศ แนวโน้มการตลาด และลักษณะของตลาดผลิตภัณฑ์ เครื่องควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศ (Evaporative Condensing Unit) ที่บริษัทต้องการพัฒนา 2. ศึกษาแนวทางการพัฒนาตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ในสองรูปแบบ คือ แบบติดตั้งเพิ่มเติม (Retrofitting) และแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้จัดการดูแลงานโครงการภาคใต้ และผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งซ่อมบำรุงระบบเครื่องปรับอากาศ 10 คน, บุคคลทั่วไป 10 คน และเจ้าของสถานประกอบการ 4 คน ร่วมกับการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2 ชุด ชุดแรกสำหรับผู้จัดการดูแลงานโครงการภาคใต้ และผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งซ่อมบำรุงระบบเครื่องปรับอากาศ 10 คน ชุดที่ 2 สำหรับกลุ่มตัวอย่างผู้ที่เคยซื้อ หรือกำลังตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ 400 คน โดยใช้วิธีแจกแบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บข้อมูล ซึ่งใช้สถิติพรรณนา และสถิติอนุมาน ในการวิเคราะห์รายงานผล ผลการวิจัยพบว่า ปัจจุบันมีการใช้เครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหย เพียงร้อยละ 0.8 โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่มีพฤติกรรมค้นหาข้อมูลของผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันจากหลายยี่ห้อ จากผู้จัดจำหน่ายหลายแห่งก่อนการตัดสินใจซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่สนใจจะซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่แบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) และแบบติดตั้งเพิ่มเติม (Retrofitting) ช่วง 6-10 ปี ข้างหน้าโดยผู้บริโภคจะยอมจ่ายเพื่อซื้อเครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหยแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) ขนาด 25,000 btu/h ประเภทธรรมดา (Fix speed) ในช่วงราคา 30,252-31,421 บาท สำหรับเครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหยแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) ขนาด 36,000 btu/h ประเภทธรรมดา (Fix speed) ในช่วงราคา 47,369-52,020 บาท สำหรับผู้บริโภคกลุ่มเจ้าของกิจการจะยอมจ่ายเพื่อซื้อเครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหยแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) ขนาด 25,000 btu/h ประเภทธรรมดา (Fix speed) ไม่เกิน 37,828 บาท สำหรับเครื่องปรับอากาศที่มีเครื่องควบแน่นแบบระเหยแบบที่ติดตั้งสำเร็จ (Built-in) ขนาด 36,000 btu/h ประเภทธรรมดา (Fix speed) ไม่เกิน 66,587.81 …
การพัฒนาหน่วยควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศขนาดกลาง, ไปรยา ทองเหลือง
การพัฒนาหน่วยควบแน่นแบบระเหยสำหรับระบบปรับอากาศขนาดกลาง, ไปรยา ทองเหลือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หน่วยควบแน่นแบบระเหย (Evaporative condenser unit) คือการอาศัยหลักการระเหยของน้ำมาช่วยเพิ่มความสามารถในการระบายความร้อนของเครื่องปรับอากาศ งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาหน่วยควบแน่นแบบระเหยและศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศ ได้แก่ ความชื้นสัมพัทธ์โดยรอบ (Ambient relative humidity) และอัตราการไหลของน้ำ (Water flow rate) โดยออกแบบคอยล์เสริมเพื่อเป็นบริเวณที่ใช้ในการฉีดพ่นน้ำ พบว่าการเชื่อมต่อคอยล์เสริมบริเวณดิสชาร์จสูงกว่าบริเวณลิควิด 3.5% การทดลองเพื่อศึกษาเปลี่ยนแปลงค่าความชื้นสัมพัทธ์ควบคุมโดยปรับค่าความเร็วอากาศพบว่าเมื่อความเร็วอากาศลดลงทำให้ความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มขึ้น และความสามารถในการระบายความร้อนมีค่าสูงสุดในช่วงความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 73.1% ถึง 80.9% การทดลองศึกษาการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหลของน้ำพบว่าพื้นที่สัมผัสบริเวณผิวคอยล์เสริมมากจะสามารถลดอุณหภูมิของสารทำความเย็นได้มากเช่นกัน นอกจากนี้ขนาดของหัวฉีดพ่นและความชื้นสัมพัทธ์ยังส่งผลต่อการลดลงของอุณหภูมิสารทำความเย็นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นในการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพการทำงานของต้นแบบหน่วยควบแน่นแบบระเหยพบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพจากเครื่องปรับอากาศที่ระบายความร้อนด้วยลมปกติได้สูงถึง 20.36%
Improvement Of Selection Criteria And Prioritisation For Neoantigen Prediction, Phorutai Pearngam
Improvement Of Selection Criteria And Prioritisation For Neoantigen Prediction, Phorutai Pearngam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A tumour-specific neoantigen-based cancer vaccine is a potentially powerful treatment option, which utilises unique mutated peptides from tumour cells to boost the immune response and selectively attack cancer cells. Thus, the characterisation of the specifically targeted peptides that can be selectively recognised by the immune system is essential for this approach. However, a major problem in neoantigen prediction is obtaining false positives, leading to poor outcomes in clinical research and practice. This thesis aims to address some of the computational issues in neoantigen prediction, including developing more reliable statistics for assessing peptide binding to a major histocompatibility complex (MHC) protein …
Synthesis And Biological Activities Of Chalcone Derivatives, Ade Danova
Synthesis And Biological Activities Of Chalcone Derivatives, Ade Danova
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Chalcones have drawn attention due to the simple structures and wide spectra of biological activities. Their core structure bearing diaryl rings with α,β-unsaturated ketone was generated easily using Claisen-Schmidt condensation. In this study, one hundred and eight chalcones and their derivatives were synthesized; among them, twenty-five were disclosed as new compounds. All synthesized chalcones were well-characterized by means of spectroscopy and evaluated for their anti-cancer (A549) and anti-inflammatory activities, and α-glucosidase inhibition. For anti-cancer activity, 3',4',5'-trimethoxyphenyl on the A ring, and hydroxy and methoxy groups on the B ring exhibited high potent inhibitory activity against A549 with three best potent …
Synergistic Effect Of Metal Ion Reduction And Nano-Titania Photocatalysis For Cyanate Degradation And Its Life Cycle Assessment, Atima Dubsok
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Environmental consequences of mining are becoming increasingly complex, especially the utilization of toxic chemicals in the mineral process. Specifically, in the gold mining operations, the various species of remaining cyanide in the tailings stream are potentially toxic and hazardous to human health and the environment. Although many studies have spotlighted on cyanide toxicity and their environmental health impacts, the focus on possible treatment techniques that can be applied to treat other toxic species is however limited. Cyanate, for instance, is an intermediate product from the destruction of cyanide in wastewater and known as a neurotoxic substance. Altogether, the remaining of …
สวัสดิการทางเศรษฐกิจและผลกระทบภายนอกของนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ณิชนันทน์ ขันกสิกรรม
สวัสดิการทางเศรษฐกิจและผลกระทบภายนอกของนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ณิชนันทน์ ขันกสิกรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชี้ว่า สัดส่วนของผู้รับผลประโยชน์ของนโยบายนี้ (ผู้ถือบัตร) เป็นคนไม่จนเกือบร้อยละ 90 ของผู้รับผลประโยชน์ทั้งหมด สะท้อนว่า นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีความคลาดเคลื่อนในการเจาะจงกลุ่มเป้าหมายจริง คือ คนจนไม่จริงได้รับประโยชน์ ในขณะที่คนจนจริงกลับไม่ได้รับประโยชน์ รวมถึง ยังไม่มีการติดตามและประเมินผลของนโยบายเชิงลึกในแง่ของพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่กำกับการใช้จ่ายเพื่อบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น และห้ามใช้จ่ายเพื่อบริโภคสินค้าให้โทษหรือสินค้าฟุ่มเฟือย การศึกษานี้จึงศึกษามาตรการการแจกเงินภายใต้นโยบายดังกล่าว เพื่อวิเคราะห์อุปสงค์การบริโภคและคำนวณสวัสดิการเศรษฐกิจของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงศึกษาสวัสดิการเศรษฐกิจกรณีดำเนินนโยบายแบบจำกัดการบริโภคสินค้าให้โทษเทียบกับต้นทุนด้านสุขภาพจากการบริโภคสินค้าให้โทษ ผ่านแบบจำลอง LES (Linear Expenditure System) โดยใช้ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2562 ทั่วราชอาณาจักร จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐของผู้บริโภคสินค้าให้โทษจากข้อมูลการสำรวจภาคสนาม โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาชี้ว่า นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเพิ่มสวัสดิการเศรษฐกิจสูงขึ้น เนื่องจากได้รับเงินช่วยเหลือผ่านบัตร การบริโภคจึงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขจำกัดการบริโภคสินค้าให้โทษทำให้สวัสดิการทางเศรษฐกิจของผู้ถือบัตรสูญหายไปบางส่วน ซึ่งชดเชยได้ด้วยความสูญเสียทางสุขภาพที่ลดลง แม้โดยรวม ความสูญเสียทางสุขภาพที่ลดลง (275.01 ล้านบาทต่อปี) มีมูลค่าน้อยกว่าสวัสดิการทางเศรษฐกิจที่สูญหาย (389.38 ล้านบาทต่อปี) แต่มูลค่าสวัสดิการทางเศรษฐกิจที่สูญหายของกลุ่มบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ (40.52 ล้านบาทต่อปี) น้อยกว่าความสูญเสียทางสุขภาพที่ลดลง (58.38 ล้านบาทต่อปี) นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้บริโภคสินค้าให้โทษทั้ง 2 ประเภทที่ถือบัตรมีพฤติกรรมสลับกระเป๋าเงินอย่างชัดเจน คือ บริโภคทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์ยาสูบเพิ่มขึ้น แสดงว่า การจำกัดการบริโภคสินค้าให้โทษมิอาจควบคุมการบริโภคสินค้าให้โทษได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่เสพติดสินค้าให้โทษ หรือบริโภคสินค้าให้โทษเป็นประจำ
Deep Learning Approach On Symptom Questionnaire And Abdominal Radiography For Diagnosis Of Dyssynergic Defecation, Sornsiri Poovongsaroj
Deep Learning Approach On Symptom Questionnaire And Abdominal Radiography For Diagnosis Of Dyssynergic Defecation, Sornsiri Poovongsaroj
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Dyssynergic defecation is one of the most common causes of chronic constipation. It is a behavioral problem in which the pelvic floor muscles are unable to coordinate with the surrounding muscles and nerves to evacuate stool. Patients are required to undergo specialized tests only available at tertiary healthcare centers for diagnosis. The aim of this thesis is to develop deep learning-based models to prescreen potential patients from primary and secondary healthcare centers for further diagnostic tests by using easily obtainable data such as symptom questionnaire and abdominal radiography. First, we developed a model which uses symptom questionnaire as an input …
A Deep Learning Model For Predicting Long Non-Coding Rna And Messenger Rna With Model Interpretation, Rattaphon Lin
A Deep Learning Model For Predicting Long Non-Coding Rna And Messenger Rna With Model Interpretation, Rattaphon Lin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Long non-coding RNAs (lncRNAs) play important roles in many biological processes and are found to be associated with several diseases. The development of next-generation sequencing technologies has discovered numerous unannotated transcripts. However, classifying these unannotated transcripts by using biological experiments is very time-consuming and expensive. Thus, a computational approach is considered as an alternative solution which is faster and cheaper. Many existing lncRNA identification tools are available, these tools lack an explanation of which features contributed to their prediction results. Here, we present Xlnc1DCNN, a tool for distinguishing long non-coding RNAs (lncRNAs) from protein-coding transcripts (PCTs) together with a prediction …
Arsenic Removal From The Contaminated Soil By Bio-Based Washing Agent In A Combined Mechanical Agitation And Ultrasonication Process, Polwatte Arachchillaya Buddhika Prabath Abeyrathne
Arsenic Removal From The Contaminated Soil By Bio-Based Washing Agent In A Combined Mechanical Agitation And Ultrasonication Process, Polwatte Arachchillaya Buddhika Prabath Abeyrathne
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A significant amount of arsenic (As) pollution has been found globally, with several health consequences. Soil washing is a cost-effective mix of chemical and physical procedures that have been used to remove heavy metals from polluted soil. This study investigated the possibility of using a lipopeptide biosurfactant from Bacillus subtilis GY19 as a washing agent to remove As from contaminated soil. To improve the effectiveness of biosurfactants, sodium carbonate and ethylenediaminetetraacetic acid (EDTA) were employed as builders to minimize the influence of exchangeable cations in the soil. The agricultural soil utilized in the study was spiked with As at an …
Integer-Valued Polynomials Over Discrete Valuation Domains, Rattiya Meesa
Integer-Valued Polynomials Over Discrete Valuation Domains, Rattiya Meesa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The classical theorem of Lucas states that binomial polynomials, which form a basis for integer-valud polynomials, satisfy a congruence relation, modulo a prime, related to their digits in the base prime representation. In this thesis, we define the Lucas property in the setting of discrete-valued structures and investigate when and where the Lucas property holds. General criteria are derived for bases of integervalued polynomials in this setting to satisfy the Lucas property. Examples of bases including those of Lagrange type and of Carlitz-like polynomials are worked out. In addition, one of the best known properties of binomial polynomials in the …
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการประมาณค่าของพารามิเตอร์ด้วยวิธีลาสโซและวิธีการคัดเลือกชุดข้อมูลย่อยที่ดีที่สุดในการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นสำหรับข้อมูลที่มีมิติสูง, วรัญญา บุตรบุรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการประมาณค่าพารามิเตอร์สำหรับข้อมูลที่มีมิติสูงด้วยทั้งหมด 5 วิธี ได้แก่ วิธี L0Learn, L0L2Learn, L1, A-L1 และวิธี A-L1L2 โดยการเปรียบเทียบประสิทธิภาพจะเปรียบเทียบใน 2 ด้าน คือ 1) เปรียบเทียบประสิทธิภาพด้านการพยากรณ์ ซึ่งวัดจากค่าคลาดเคลื่อนการทำนาย (MSE) และ 2) ความถูกต้องในการคัดเลือกตัวแปรอิสระเข้าสู่ตัวแบบ ซึ่งพิจารณาจากของค่า Precision Recall และค่า AUC ข้อมูลที่มีมิติสูงที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้จากการจำลอง โดยกำหนดให้ในแต่ละชุดข้อมูลประกอบด้วยจำนวนค่าสังเกต 100 ค่าสังเกต (n = 100) และมีตัวแปรอิสระจำนวน 100 ตัว (p = 1000) โดยตัวแปรอิสระมีการแจกแจงแบบปรกติหลายตัวแปรซึ่งมีความสัมพันธ์กันแบบยกกำลัง (Exponential Correlation) 3 ระดับคือ 0, 0.5 และ 0.9 ค่าความคลาดเคลื่อนสุ่มขึ้นอยู่กับอัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน (SNR) ซึ่งมี 6 ระดับคือ 0.1, 0.5, 1, 5, 10, และ 20 โดยจำลองข้อมูลจำนวน 100 ชุดในแต่ละสถานการณ์ จากการวัดประสิทธิภาพจากค่าเฉลี่ยของข้อมูลทั้ง 100 ชุด ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพด้านการพยากรณ์พบว่า เมื่อข้อมูลมีค่า SNR ต่ำและตัวแปรอิสระมีความสัมพันธ์กันน้อยถึงปานกลาง วิธี L1 จะมีประสิทธิภาพสูงที่สุด ตามด้วยวิธี L0L2Leran วิธี L0Learn วิธี A-L1L2 และวิธี A-L1 ตามลำดับ แต่เมื่อข้อมูลมีค่า SNR เพิ่มสูงขึ้นและในขณะเดียวกันตัวแปรอิสระมีความสัมพันธ์กันมากขึ้นวิธี A-L1 และวิธี A-L1L2 จะมีประสิทธิภาพสูงที่สุด ตามด้วยวิธี L1 วิธี L0L2Leran วิธี L0Learn ตามลำดับ ส่วนผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพด้านการคัดเลือกตัวแปรเข้าสู่ตัวแบบ เมื่อพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของค่า Precision …
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กชกร แฝงเมืองคุก
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กชกร แฝงเมืองคุก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐาน 2) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนเมื่อได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่งในสังกัดสำนักงานแขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 44 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ แบบสังเกตการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาจำแนกตามองค์ประกอบ พบว่า องค์ประกอบทั้ง 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การระบุประเด็นปัญหา 2) การรวบรวมข้อมูลหรือหลักฐาน 3) การตั้งสมมติฐาน 4) การสรุปอ้างอิง และ 5) การประเมินข้อสรุป นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทุกองค์ประกอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนที่เรียนจากการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐานมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ดีขึ้น ทั้งในภาพรวมและเมื่อจำแนกตามองค์ประกอบ
การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า, สุรเกียรติ ธาดาวัฒนาวิทย์
การพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า, สุรเกียรติ ธาดาวัฒนาวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับของความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการ (2) พัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า (3) ทดลองใช้โปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า และ (4) เสนอแนะแนวทางในการนำโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่าไปใช้ในการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตัวอย่างวิจัย คือ นักศึกษาที่กำลังศึกษาด้านอุตสาหกรรมบริการ จำนวน 532 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินผลงานนักศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงบรรยาย สถิติเชิงอ้างอิงโดยใช้การทดสอบที และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามีค่าเฉลี่ยความฉลาดทางวัฒนธรรมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่ากลุ่ม ตัวอย่างมีความฉลาดทางวัฒนธรรมด้านแรงจูงใจทางวัฒนธรรมสูงที่สุด รองลงมาคือด้านอภิปัญญาทางวัฒนธรรม ด้านพฤติกรรมทางวัฒนธรรมและด้านปัญญาทางวัฒนธรรม 2) โปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการเพื่อการสร้างคุณค่า ประกอบ ด้วยการพัฒนาความฉลาดทางวัฒนธรรม 6 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างความตระหนักทางวัฒนธรรม การสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรม การเผชิญกับสถานการณ์ทางวัฒนธรรม การสะท้อนกลับระหว่างผู้เรียน การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิด และการพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติของตนเอง จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการสร้างคุณค่า 5 ขั้นตอน ได้แก่ การทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายเชิงลึก กำหนดโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย การระดมความคิดเห็น การสร้างสินค้าหรือบริการต้นแบบ และการทดสอบ โดยมีระยะเวลาในการเข้าร่วมโปรแกรมจำนวน 30 ชั่วโมง แบ่งเป็นครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมงจำนวน 10 ครั้ง 3) ระดับของความฉลาดทางวัฒนธรรมของนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ พบว่า นักศึกษาอุตสาหกรรมบริการมีความฉลาดทางวัฒนธรรมภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกองค์ประกอบ โดยองค์ประกอบที่มีความแตกต่างกันมากที่สุด คือ ด้านปัญญาทางวัฒนธรรม รองลงมาคือ ด้านพฤติกรรมทางวัฒนธรรม ด้านอภิปัญญาทางวัฒนธรรม และด้านแรงจูงใจทางวัฒนธรรม ตามลำดับ 4) การนำโปรแกรมเสริมสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมเพื่อการสร้างคุณค่าไปปรับใช้กับนักศึกษาอุตสาหกรรมบริการสามารถนำไปใช้ได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาที่เกี่ยวข้องทั้งความเกี่ยวข้องด้านความฉลาดทางวัฒนธรรมและแนวคิดการพัฒนาคุณค่า การนำไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กร การนำไปเป็นหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษาด้านอุตสาหกรรมบริการ การนำไปปรับใช้ในรูปแบบของสหกิจศึกษาที่ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งของสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการอย่างชัดเจน การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ การเปิดเป็นรายวิชาเฉพาะของระดับอุดมศึกษา รวมไปถึงการเรียนรู้ตามอัธยาศัยตามความสนใจของผู้เรียนเอง และการเรียนเพื่อสะสมหน่วยกิต