Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Arts and Humanities (244)
- Social and Behavioral Sciences (174)
- Education (114)
- English Language and Literature (88)
- Physical Sciences and Mathematics (70)
-
- Computer Sciences (62)
- Comparative Literature (52)
- Language and Literacy Education (49)
- Language Interpretation and Translation (47)
- Translation Studies (47)
- Linguistics (45)
- Engineering (44)
- Sociology (33)
- Psychology (31)
- Medicine and Health Sciences (30)
- Computer Engineering (29)
- Communication (24)
- Communication Technology and New Media (24)
- International and Area Studies (24)
- Mass Communication (24)
- Asian Studies (22)
- East Asian Languages and Societies (18)
- Fine Arts (15)
- Educational Technology (14)
- Curriculum and Instruction (13)
- Korean Studies (13)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (11)
- Law (10)
- Economics (8)
- Industrial Engineering (8)
Articles 61 - 90 of 662
Full-Text Articles in Entire DC Network
Effects Of Translanguaging In Reading Instruction On Chinese Undergraduate Students' English Reading Comprehension, Jingxuan Wang
Effects Of Translanguaging In Reading Instruction On Chinese Undergraduate Students' English Reading Comprehension, Jingxuan Wang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this study were to: 1) investigate the effects of translanguaging in improving English reading comprehension among Chinese undergraduate students, and 2) explore the opinions of Chinese undergraduate students towards the use of translanguaging in English reading instruction. The participants were 42 non-English major undergraduate students from a provincial university in Yunnan, China. The research instruments included pre- and post-tests of English reading comprehension, and semi-structured interviews. Results from the paired sample t-test at the .05 significance level revealed that students’ English reading comprehension improved significantly following the use of translanguaging in English reading instruction, especially among those …
การพัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู, สุธิดา ชาญวารินทร์
การพัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู, สุธิดา ชาญวารินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเป็นสถานการณ์ที่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูต้องเผชิญกับปัญหา หลายรูปแบบ การมีความเข้มแข็งในการมองโลก ซึ่งประกอบด้วย ความสามารถในการทำความเข้าใจ ความสามารถในการจัดการ และความสามารถในการให้ความหมาย ช่วยให้นักศึกษาสามารถรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การวิจัยครั้งนี้ได้พัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางอารมณ์อย่างต่อเนื่องและเข้าถึงได้ทุกเวลา โดยงานวิจัยได้ศึกษาระดับความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูรวมทั้งวิธีการจัดการกับปัญหาของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ศึกษาบทสนทนาในการส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกให้แก่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูจากมุมมองของครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศก์ และนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู วิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระหว่างการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู แชตบอตถูกพัฒนาให้สามารถให้คำปรึกษาได้ในปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ได้แก่ นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน นักเรียนไม่ส่งงาน การสอนแทน การจัดกิจกรรมของโรงเรียน งานที่ไม่เกี่ยวกับงานครู การไม่กล้าปรึกษาครูพี่เลี้ยง การนิเทศของอาจารย์นิเทศก์ และความรู้ในการทำวิจัยผลการวิจัยพบว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่ใช้แชตบอตส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกมีระดับความเข้มแข็งในการมองโลกสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูได้รับคำปรึกษาจากครูพี่เลี้ยงและอาจารย์นิเทศก์ นอกจากนี้ยังพบว่า ระดับชั้นที่สอนและเกรดเฉลี่ยสะสมส่งผลต่อระดับความเข้มแข็งในการมองโลก โดยนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่สอนในระดับมัธยมศึกษามีระดับความเข้มแข็งในการมองโลกสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่สอนในระดับชั้นอนุบาลและระดับชั้นประถมศึกษา และนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีเกรดเฉลี่ยสะสม 3.50 ขึ้นไปมีคะแนนความสามารถในการทำความเข้าใจและความสามารถในการให้ความหมายสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีเกรดเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 3.00 และอยู่ในช่วง 3.00-3.49 จากการศึกษาพบปัญหาในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ทั้งหมด 10 ด้าน โดยนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีวิธีการจัดการปัญหาที่หลากหลาย ทั้งการคิดหาแนวทางด้วยตนเอง รวมทั้งการปรึกษาครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศก์ และเพื่อน บทสนทนาในการส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกมีพื้นฐานมากจากแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก ทฤษฎีความสามารถในการฟื้นพลัง และทฤษฎีการรู้ซึ้งถึงความรู้สึก ผลการวิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระหว่างการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูพบว่า นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีความรู้สึกเชิงบวกและความรู้สึกเชิงลบที่ใกล้เคียงกัน โดยเป็นความรู้สึกเชิงบวกร้อยละ 54.55 และเป็นความรู้สึกเชิงลบร้อยละ 45.45
แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, ฮานาน อีหมัน
แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, ฮานาน อีหมัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพของการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา และ 2) นำเสนอแนวทางส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ ตัวอย่างในการวิจัย คือ ครูมัธยมศึกษา จำนวน 350 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารและแบบสัมภาษณ์แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร ได้แก่ (1) ด้านการวางแผน พบว่าครูจัดกิจกรรมในรายวิชาพื้นฐานมากที่สุด (M = 4.98, SD = 0.17) (2) ด้านการจัดการเรียนรู้ พบว่าครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการสื่อสารระหว่างบุคคล โดยครูกำหนดประเด็นหรือตั้งคำถามให้นักเรียนอภิปรายมากที่สุด (M = 4.40, SD = 0.71) และครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการสื่อสารเพื่อทำงานร่วมกัน โดยครูจัดกิจกรรมเพื่อฝึกฝนการสื่อสารร่วมกันในการทำงานกลุ่มมากที่สุด (M = 4.44, SD = 0.64) และ (3) ด้านการประเมินผลและการนำผลไปใช้ พบว่าครูนำผลการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะ การสื่อสารไปพัฒนาในการจัดการเรียนการสอนของตนในครั้งต่อไปมากที่สุด (M = 4.38, SD = 0.84) และ 2) แนวทางในการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) การวางแผนส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร โดยการวิเคราะห์ ความต้องการของผู้เรียนและจัดกิจกรรมที่มีความหมายต่อผู้เรียน (2) การจัดกิจกรรมการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารโดยเน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง และ (3) การประเมินผลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร โดยเน้นการประเมินเพื่อพัฒนามากกว่าการวัดผลลัพธ์ปลายทาง
Access To Reproductive Health: Experiences Of Female Migrant Workers From Myanmar In Samut Sakhon, Thailand, Phutita Sriprapha
Access To Reproductive Health: Experiences Of Female Migrant Workers From Myanmar In Samut Sakhon, Thailand, Phutita Sriprapha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Thailand remains a major destination for migrant workers from neighboring countries and hosts a large population of Myanmar migrants, including many women. Despite their contributions to local economic development, female migrant workers face persistent barriers to accessing reproductive healthcare. This study analyzes the structural, personal, and social dimensions of reproductive health access among Myanmar migrant women in Samut Sakhon province. Using the 4A framework, Availability, Accessibility, Acceptability, and Adaptability together with intersectionality, the study draws on 12 semi-structured interviews to explore how structural, personal, and social factors affect their reproductive healthcare access. Multiple dimensions of identity were also explored to …
Emotion Recognition Through Advanced Signal Fusion And Kolmogorov-Arnold Networks, Aung Myo Thant
Emotion Recognition Through Advanced Signal Fusion And Kolmogorov-Arnold Networks, Aung Myo Thant
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Emotion recognition is an important aspect of affective computing that has many applications including human computer interaction and mental health care. In this thesis, Kolmogorov-Arnold Networks (KANs) are explored for the purpose of multimodal emotion recognition from EEG (Electroencephalogram) and eye movement signals of the SEED-V dataset. Both modalities were represented by Differential Entropy (DE) features and a two-branch KAN architecture was used which composed of seven KAN variants, namely, Efficient KAN, Jacobi KAN, Hermite KAN, Fourier KAN, Chebyshev KAN, RBF KAN, and Wavelet KAN (with different wavelet types including DOG, Morlet, Mexican hat, and Meyer). The strengths of two …
ผลของการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีต่อความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาล, ปนัดดา ตันติภาคย์
ผลของการใช้กระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีต่อความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาล, ปนัดดา ตันติภาคย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาลก่อนและหลังได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) เพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับเด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติ ตัวอย่าง คือ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลในสังกัดการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 49 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 24 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 25 คน กลุ่มทดลองได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การเรียนรู้เนื้อหาผ่านนิทาน ขั้นที่ 2 การกระตุ้นหลักคิดผ่านนิทาน ขั้นที่ 3 การฝึกปฏิบัติใช้หลักคิดในสถานการณ์จำลอง ขั้นที่ 4 การบูรณาสู่ชีวิตจริง ใช้แผนการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 60 แผน และกลุ่มควบคุมได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติ โดยใช้แผนการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติจำนวน 60 แผน ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดสถานการณ์ความฉลาดรู้เศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาลฉบับก่อนและหลังทดลอง และแบบสังเกตพฤติกรรมความฉลาดรู้เศรษฐศาสตร์ของเด็กอนุบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบค่าสถิติที ผลการวิจัย พบว่า 1) หลังทดลอง เด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีคะแนนความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) หลังทดลอง เด็กอนุบาลกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการอ่านเชิงโต้ตอบและหลักคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีคะแนนความฉลาดรู้ทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่าเด็กอนุบาลกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
Effect Of A Mindfulness-Based Program On Executive Function In Preschool Children, Suwattanee Lerskunakorn
Effect Of A Mindfulness-Based Program On Executive Function In Preschool Children, Suwattanee Lerskunakorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this study was to examine the effects of a mindfulness-based program on executive function (EF) and attention flexibility in preschool children. This study employed a quasi-experimental pretest-posttest control group design. Executive function was assessed using the Thai version of the Head-Toes-Knees-Shoulders (Thai HTKS) task, while attention flexibility was measured using the Early Years Toolbox (EYT). The participants were 48 children in Kindergarten Year 2. Children were paired based on similar EF scores and randomly assigned to either the experimental or control group, one pair at a time. The experimental group participated in a mindfulness-based program for 12 …
ประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ, ณัฐวรา ปฏิทัศน์
ประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ, ณัฐวรา ปฏิทัศน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของนักกีฬาผู้พิการที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลเป็นนักกีฬาคนพิการจำนวน 6 รายโดยคัดเลือกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบอ้างอิงด้วยบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ (snowball sampling) และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ความท้าทายที่ผู้พิการต้องเผชิญ ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ ความท้าทายทางด้านร่างกาย ความท้าทายทางจิตใจ และความท้าทายในฐานะนักกีฬาผู้พิการ 2) ปัจจัยเกื้อหนุนจากรอบข้างภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ประกอบไปด้วย 2 ประเด็นย่อย คือ ได้รับการสนับสนุนในการเป็นนักกีฬาอาชีพ และ การมีสังคมรอบข้างที่ดี 3) การมองเห็นสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ขาด ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อย คือ มองความพิการอย่างเข้มแข็ง มองเห็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง และยอมรับตัวเองในแบบที่เป็น
ประสิทธิภาพของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย, ณัชพล ศิริชัยนฤมิตร
ประสิทธิภาพของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย, ณัชพล ศิริชัยนฤมิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของการนำโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกมาปรับใช้กับนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย ระดับปริญญาบัณฑิต เพื่อลดความวิตกกังวลและเพิ่มความสามารถในการฟื้นพลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาบัณฑิต อายุระหว่าง 18 - 25 ปี และมีค่าคะแนนความวิตกกังวลอยู่ในระดับตั้งแต่ปานกลางขึ้นไปจำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 11 คน กลุ่มควบคุม active 14 คน และกลุ่มควบคุม passive 15 คน วัสดุและวิธีการ ประกอบด้วย (1) โปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก (2) มาตรวัดความวิตกกังวล จากแบบสำรวจความกดดัน ความกังวล ความเครียดของตนเอง หรือ DASS-42 โดยมีค่าความเที่ยงอยู่ที่ .84 และ (3) แบบวัดความเข้มแข็งสร้างสรรค์ หรือ CD-RISC-25 โดยมีค่าความเที่ยงอยู่ที่ .85 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก กลุ่มทดลองมีคะแนนความวิตกกังวลลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการเข้าร่วม และมีคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ p .05 ในส่วนของคะแนนความสามารถในการฟื้นพลังพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับ p < .001 สรุปข้อค้นพบจากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปปรับใช้โดยนักจิตวิทยาที่สนใจนำการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกมาปรับใช้กับกลุ่มนิสิตนักศึกษา เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพจิตที่ดีได้ และสามารถนำไปปรับใช้กับกลุ่มตัวอย่างอื่น ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลจิตใจให้กับผู้ที่จะนำไปปรับใช้ต่อไป
ความเข้าใจและประสบการณ์ต่อการมีความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ใช้แนวคิดการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง, ภาสชัย แก้วสนธิ
ความเข้าใจและประสบการณ์ต่อการมีความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ใช้แนวคิดการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง, ภาสชัย แก้วสนธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความสอดคล้องถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพเชิงบำบัดและประสิทธิภาพของกระบวนการให้คำปรึกษา อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเชิงประจักษ์เกี่ยวกับประสบการณ์ความสอดคล้องของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดยังมีจำกัด โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดเกี่ยวกับความสอดคล้องในการปฏิบัติงานภายใต้แนวคิดการปรึกษาแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักจิตวิทยาฝึกหัดจำนวน 5 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผลการวิจัยประกอบด้วย 4 ใจความสำคัญหลัก ได้แก่ 1) ความไม่มั่นใจในความสามารถของตนเองก่อให้เกิดความไม่สอดคล้อง 2) การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขสำคัญต่อการเกิดความสอดคล้อง 3) ความตระหนักรู้สำคัญต่อการเกิดความสอดคล้อง และ 4) ความสอดคล้องต้องอาศัยการบ่มเพาะ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการภายในของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดในการพัฒนาความสอดคล้อง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการฝึกอบรมและนิเทศเพื่อส่งเสริมความสอดคล้องในวิชาชีพของนักจิตวิทยาการปรึกษา
ประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายจากการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ ของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่, ซัลมาร์ มณีวงศ์
ประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายจากการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ ของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่, ซัลมาร์ มณีวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่มักเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นนักวิชาชีพเต็มตัว อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในการเผชิญและรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ในบริบทของประเทศไทยยังไม่ได้รับการศึกษาในเชิงลึก งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ความท้าทายและการเผชิญกับความท้าทายของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่ (ที่มีประสบการณ์ไม่เกิน 5 ปี) โดยใช้ระเบียบวิธีวิเคราะห์ปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผ่านกรณีศึกษาของนักจิตวิทยาจำนวน 6 ราย ผลการวิจัยพบ 4 ใจความหลัก ได้แก่ 1) ความท้าทายในการเป็นมือใหม่ที่ต้องทำงานหลากหลาย 2) การดูแลตนเอง 3) ความสำคัญของแหล่งสนับสนุน และ 4) การเห็นคุณค่าของวิชาชีพ ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นสภาวะความท้าทายที่นักจิตวิทยามือใหม่ประสบและวิธีการรับมือกับความท้าทายของพวกเขา ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาแนวทางการสนับสนุนอย่างเหมาะสมในด้านการนิเทศ การส่งเสริมสุขภาวะ และการออกแบบระบบดูแลทางวิชาชีพที่สอดคล้องกับบริบทประเทศไทย
Association Among Visual Attention, Anger Reactivity, And Emerging Executive Function: A Multi-Time Point Study In 2-Year-Old Children, Supattra Sittiwang
Association Among Visual Attention, Anger Reactivity, And Emerging Executive Function: A Multi-Time Point Study In 2-Year-Old Children, Supattra Sittiwang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Infant attention serves as a crucial foundation for learning; however, studies examining attention from birth to two years of age have been limited. This research aimed to conduct a multi-time point study to investigate the relationship between visual attention in three attention networks (alerting, orienting, and executive control networks) at ages 5 weeks, 4 months, 7 months, and 12 months, and emerging executive function (emerging EF) at 24 months, with anger reactivity at 12 months as a moderating variable. The study involved 322 mothers engaged in agriculture and their infants in Chiang Mai Province. Data were gathered through observations of …
ผลของการรับรู้ความสะอาดเชิงอุปลักษณ์ต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองและพฤติกรรมเพื่อสังคมในสังคมไทย, ชญานิษฐ์ ตระกูลพิพัฒน์
ผลของการรับรู้ความสะอาดเชิงอุปลักษณ์ต่อภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองและพฤติกรรมเพื่อสังคมในสังคมไทย, ชญานิษฐ์ ตระกูลพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความรู้สึกสะอาดที่มีต่อการตัดสินใจทางด้านศีลธรรมในกลุ่มตัวอย่างชาวไทย โดยมีทั้งหมด 2 การศึกษา การศึกษาที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้โดยนัยของความเชื่อมโยงระหว่างความสะอาดและความดีมีศีลธรรม ผู้เข้าร่วมงานวิจัยจำนวน 306 คน อายุระหว่าง 18–30 ปี เข้าร่วมการทดลองออนไลน์ โดยถูกสุ่มให้เข้ากลุ่มทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความรู้สึกสะอาดผ่านการชมคลิปวิดีโอล้างมือ และกลุ่มควบคุมที่ชมคลิปวิดีโอทำอาหาร จากนั้นทำแบบทดสอบการเชื่อมโยงโดยนัย (Implicit Association Test: IAT) โดยการจับคู่คำศัพท์ศีลธรรมและอศีลธรรมกับรูปสะอาดหรือสกปรก ผลการทดลอง พบว่า ผู้เข้าร่วมงานวิจัยมีการจับคู่คำศัพท์ศีลธรรมกับรูปสะอาด และคำศัพท์อศีลธรรมกับรูปสกปรกได้อย่างชัดเจน และเมื่อเหนี่ยวนำด้วยความรู้สึกสะอาด พบว่า เวลาในการตอบสนองต่อการจับคู่คำศัพท์ศีลธรรมกับรูปสะอาดเร็วกว่าการจับคู่คำศัพท์อศีลธรรมกับรูปสกปรก ซึ่งสนับสนุนแนวความคิดความเชื่อมโยงโดยนัยของความสะอาดกับความดีมีศีลธรรมในสังคมไทย การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความรู้สึกสะอาดเชิงอุปลักษณ์ต่อการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองและการตัดสินใจทางด้านศีลธรรม ผู้เข้าร่วมการทดลอง จำนวน 191 คน ถูกสุ่มเข้าเงื่อนไขอย่างอิสระแบ่งเป็นกลุ่มล้างมือรับเงื่อนไขพูดโกหก (n = 47) กลุ่มล้างมือรับเงื่อนไขพูดความจริง (n = 48) กลุ่มลองปากการับเงื่อนไขพูกโกหก (n = 48) และกลุ่มลองปากการับเงื่อนไขพูดความจริง (n = 48) ผู้เข้าร่วมการทดลองทำแบบประเมินภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเอง 3 ครั้ง ก่อนการทดลอง 24 ชั่วโมง หลังอ่านบทความ(พูดโกหกหรือพูดความจริง) และหลังชำระล้าง (ล้างมือหรือใช้ปากกา) หลังจากนั้นทำแบบทดสอบพฤติกรรมเพื่อสังคมโดยการบริจาคเงิน ผลการทดลอง พบว่า ความรู้สึกสะอาดมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของตนเองในกลุ่มล้างมือที่รับเงื่อนไขพูดโกหก แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มล้างมือที่รับเงื่อนไขพูดความจริง และกลุ่มลองปากกา เมื่อดูพฤติกรรมเพื่อสังคม พบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มล้างมือที่รับเงื่อนไขพูดโกหกมีการบริจาคเงินที่น้อยกว่าผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มลองปากกาที่รับเงื่อนไขเดียวกัน ซึ่งแสดงถึงความรู้สึกสะอาดสามารถลดทอนความรู้สึกผิดได้ แต่ไม่พบความแตกต่างของยอดการบริจาคเงินในกลุ่มรับเงื่อนไขพูดความจริง ทั้งในกลุ่มล้างมือและลองปากกา
The Influence Of Echo Chamber On Thailand's 2023 Election, Isariyaporn Sukcharoenchaikul
The Influence Of Echo Chamber On Thailand's 2023 Election, Isariyaporn Sukcharoenchaikul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research develops visual methods to explore the echo chamber effect, employing analytical approaches to investigate its dynamics through a case study on the 2023 General Election in Thailand. The study utilizes visualization techniques such as node-link diagrams, t-SNE projections, and heatmaps to analyze homophilic relationships, clustering tendencies, and polarization within online communities. To minimize inaccuracies and biases, network graphs are constructed based on contextual analysis of user-generated content, rather than relying on predefined relationship definitions (e.g., friendships, followers, retweets) or users' interpretations. The research uses the Echo Chamber Score (ECS) alongside visualizations to explore echo chambers, reveal significant variations …
Influence Of Postural Balance, Fear Of Falling, And Falls Risk Awareness On Quality Of Life In Hypertensive And Normotensive Old Aged Females, Rikza Naseer
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Older adult falls are a severe concern in terms of public health worldwide, with many assessment tools predominantly in English, pointing to the need to perform cross-cultural adaptation and validation to use the different instruments in various cultures. The purpose of this study was to translate the Urdu version of the Falls Risk Awareness Questionnaire for eldercare and established its reliability and validity. Moreover, this cross-sectional study also investigated the correlation of anthropometric measurements, postural balance, fear of falls, and falls risk awareness with quality of life of hypertensive older female patients attending Hospitals of Lahore, Pakistan. Methods: Two …
Filled Pauses As A Parameter For Forensic Voice Comparison In Thai, Chanakan Wittayasakpan
Filled Pauses As A Parameter For Forensic Voice Comparison In Thai, Chanakan Wittayasakpan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated the potential of filled pauses as a parameter for forensic voice comparison in Thai by analyzing within-speaker and between-speaker acoustic variation. Spontaneous speech from 20 female Bangkok Thai speakers was examined, focusing on the filled pauses ‘uh’ [(ʔ)ɤ̀ː] and ‘em’ [(ʔ)ɤ̀ːm]. Acoustic features extracted included the first three formant frequencies (F1, F2, F3), dynamic formant trajectories, and durations. The analysis consistently showed that Thai filled pauses carry significant speaker-specific information, demonstrated by several measures showing significant between-speaker variation that outweighed within-speaker variation and their ability to discriminate speakers above chance levels. The systems were found to be …
Investigation Of Information-Seeking Behavior Of Secondary School English Teachers In Batam City, Indonesia For Lesson Plan Preparation, Rayhan Musa Novian
Investigation Of Information-Seeking Behavior Of Secondary School English Teachers In Batam City, Indonesia For Lesson Plan Preparation, Rayhan Musa Novian
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the information sources chosen by secondary school English teachers for lesson planning, alongside their information awareness and the constraints encountered. A lesson plan acts as a teacher's guide, detailing student learning objectives, associated resources and activities, and ensuring compliance with local and national curricula. This qualitative research employed semi-structured interviews with 15 English teachers from secondary schools in Batam City, Indonesia, using the Zoom platform. Thematic analysis was applied to analyze the data. Results reveal a three-stage pattern in teachers' selection and use of information sources: primary, secondary, and tertiary stages. Initially, teachers rely on formal internal …
Effects Of Ai-Assisted Collaborative Learning On English Speaking Skill Of Myanmar Undergraduate Students, Tin Lin Kyaw
Effects Of Ai-Assisted Collaborative Learning On English Speaking Skill Of Myanmar Undergraduate Students, Tin Lin Kyaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The present study endeavored to: 1) examine effects of AI-assisted collaborative learning on English speaking skill of Myanmar undergraduate students, and 2) explore opinions of Myanmar undergraduate students towards AI-assisted collaborative learning. This research is a quasi-experimental study. The participants were 32 participants, selected through convenience sampling, as they were administered English speaking lessons for eight class periods. The instructional instrument involved lesson plans, while the research instruments contained pre- and post-tests of English speaking, and semi-structured interviews. The research findings revealed that 1) there were substantial developments in students’ English speaking skill after the implementation of AI-assisted collaborative learning, …
Legal Ambiguities Of Anonymous Shareholder Under A Nominee Shareholding Agreement In China, Meng Lin
Legal Ambiguities Of Anonymous Shareholder Under A Nominee Shareholding Agreement In China, Meng Lin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The nominee shareholding agreement, as a flexible investment arrangement, caters to the specific needs of the Chinese commercial environment, such as safeguarding privacy, circumventing investment restrictions, and facilitating the intergenerational transfer of family businesses. While such agreements have played a positive role in broadening investment channels and promoting the development of a market-oriented economy, their inherent secrecy and lack of regulatory clarity have also introduced instability and legal uncertainty into the market. Despite the widespread use of nominee shareholding agreements in China, there is still no comprehensive and explicit legal framework to define their nature or to regulate their use. …
A Path Analysis Of Work Engagement Among Nurses In General Hospitals, Magway Region, Myanmar, Ei Ei Mon
A Path Analysis Of Work Engagement Among Nurses In General Hospitals, Magway Region, Myanmar, Ei Ei Mon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This cross-sectional study aimed to examine work engagement and test the causal relationships among transformational leadership, organizational safety climate, psychological empowerment, job autonomy, and work engagement among nurses in general hospitals in the Magway Region, Republic of the Union of Myanmar. The conceptual framework was developed based on the Job Demands-Resources Theory and relevant literature. Stratified random sampling was employed. The sample consisted of 500 nurses who had worked for at least one year in general hospitals in the Magway Region, Republic of the Union of Myanmar. The research instruments included a demographic data form and questionnaires on transformational leadership, …
The Discursive Construction Of Thai Tom's Identities Via Interview: A Case Of Betty's Story Youtube Channel, Krongkwan Siri
The Discursive Construction Of Thai Tom's Identities Via Interview: A Case Of Betty's Story Youtube Channel, Krongkwan Siri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The representation of Thai toms—individuals assigned female at birth who embrace a masculine identity and sexually attracted to women—become more visible in new media since it provides space for them to share their identity and desire. This research investigates the discursive construction of Thai toms’ identities in the “Talk with Betty” interview-based show broadcasted on YouTube, using Conversation Analysis as a framework. It aims to examine the discursive construction of Thai tom’s identities in interview show and gender ideologies that underpin this construction. The data were drawn from selected 14 video clips of “Talk with Betty” interview show from 2020 …
บทบาทของการกลมกลืนการรับรู้เสียงวรรณยุกต์ต่อการเข้าถึงคลังศัพท์ภาษาที่สองของผู้เรียนภาษาจีนกลางชาวไทย, พิมหทัย สอนสุภาพ
บทบาทของการกลมกลืนการรับรู้เสียงวรรณยุกต์ต่อการเข้าถึงคลังศัพท์ภาษาที่สองของผู้เรียนภาษาจีนกลางชาวไทย, พิมหทัย สอนสุภาพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการกลมกลืนการรับรู้เสียงวรรณยุกต์ภาษาจีนกลางของผู้เรียนชาวไทยที่มีความสามารถทางภาษาระดับสูง และอิทธิพลของการกลมกลืนการรับรู้เสียงวรรณยุกต์ต่อการเข้าถึงคลังศัพท์ภาษาที่สอง ซึ่งมีสมมติฐานว่าเมื่อได้ยินคำพ้องเสียงที่มีเสียงวรรณยุกต์ที่ผู้เรียนภาษาจีนกลางชาวไทยรับรู้ว่าคล้ายคลึงกับเสียงวรรณยุกต์ภาษาไทยจะส่งผลให้เกิดการเข้าถึงคลังศัพท์แบบไม่เลือกภาษา โดยศึกษากับผู้เรียนภาษาจีนกลางชาวไทยที่มีความสามารถทางภาษาระดับสูงจำนวน 30 คน ที่ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์อื่น ในการทดลองที่หนึ่ง ผู้เข้าร่วมการทดลองต้องฟังและให้คะแนนความเหมือนมากน้อยของคู่เสียงภาษาจีนกลาง-ไทยซึ่งมีเสียงเรียงที่เหมือนกัน ผลพบว่าคู่เสียงที่ได้รับคะแนนมากที่สุดคือคู่เสียงวรรณยุกต์หนึ่ง-สามัญ คู่เสียงวรรณยุกต์สอง-ตรี คู่เสียงวรรณยุกต์สาม-จัตวา และคู่เสียงวรรณยุกต์สี่-โท ซึ่งรูปแบบการกลมกลืนการรับรู้ข้างต้นเป็นไปตามความคล้ายคลึงของลักษณะการขึ้นลงของระดับเสียงหรือเป็นการกลมกลืนการรับรู้ในระดับสัทศาสตร์ ในการทดลองที่สอง ผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มเดียวกันได้ทำแบบทดสอบการตัดสินคำภาษาจีนกลางผ่านเสียง โดยมีการเตรียมการรับรู้ด้วยเสียงคำภาษาไทย ผลพบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองตอบสนองต่อคู่คำที่คำเตรียมและคำเป้าหมายเป็นคำพ้องเสียงระหว่างภาษาและมีเสียงวรรณยุกต์ที่การขึ้นลงของระดับเสียงคล้ายคลึงกันเร็วกว่าคำพ้องเสียงที่เสียงวรรณยุกต์ไม่มีความคล้ายคลึงกันและคู่คำที่ไม่ใช่คำพ้องเสียงอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นถึงผลของการเตรียมการรับรู้ข้ามภาษา ซึ่งสนับสนุนแนวคิดการเข้าถึงคลังศัพท์แบบไม่เลือกภาษา นอกจากนี้ยังไม่พบความแตกต่างของค่าระยะเวลาการตอบสนองต่อคำพ้องเสียงที่เสียงวรรณยุกต์ไม่มีความคล้ายคลึงกันและคู่คำที่ไม่ใช่คำพ้องเสียง ซึ่งเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของข้อมูลเสียงวรรณยุกต์ต่อการเข้าถึงคลังศัพท์ขณะประมวลผลภาษาที่สอง
การเปลี่ยนแปลงความแปลกเด่นของตัวบ่งชี้คุณานุประโยค ที่ ซึ่ง และ อัน ในภาษาไทย, สธน ไทยกลาง
การเปลี่ยนแปลงความแปลกเด่นของตัวบ่งชี้คุณานุประโยค ที่ ซึ่ง และ อัน ในภาษาไทย, สธน ไทยกลาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของความแปลกเด่นของตัวบ่งชี้คุณานุประโยค ที่ ซึ่ง และ อัน ในภาษาไทยในตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงปัจจุบัน การเก็บข้อมูลดำเนินการสุ่มตัวอย่างในแต่ละช่วงสมัยเท่า ๆ กัน การวิเคราะห์ใช้สถิติการถดถอยโลจิสติกแบบพหุกลุ่มเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกใช้ตัวบ่งชี้ คุณานุประโยคกับปัจจัยด้านแวดวงความหมายและไวยากรณ์ของคำนามหลัก ผลการวิจัยพบว่า อัน ปรากฏ บ่อยที่สุดในช่วงสมัยสุโขทัยและอยุธยาตอนต้น และมีสถานะเป็นรูปไม่แปลกเด่น ขณะที่ ซึ่ง กลายเป็น รูปไม่แปลกเด่นในช่วงสมัยอยุธยาตอนกลาง ก่อนที่ ที่ จะกลายเป็นรูปไม่แปลกเด่นตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับการเลือกใช้ตัวบ่งชี้แต่ละคำด้วย ในด้านแวดวงความหมายของคำนามหลัก ที่ เคยจำกัดการใช้เฉพาะกับนามสถานที่ แต่ต่อมาได้พัฒนาเป็นตัวบ่งชี้ทั่วไป ที่สามารถขยายคำนามหลักได้ในหลากหลายแวดวงความหมาย ส่วนในแง่มุมหน้าที่ไวยากรณ์ของคำนามหลัก อัน เคยใช้ในฐานะกรรมของบุพบทได้ แต่ในปัจจุบันไม่สามารถใช้ในหน้าที่นี้ได้ ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงความแปลกเด่นซึ่งสังเกตได้จากการใช้จริงมีปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยทางความหมายและปัจจัย ทางวากยสัมพันธ์
การศึกษากลวิธีการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลาง, เหว่ยเจิน หลิน
การศึกษากลวิธีการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลาง, เหว่ยเจิน หลิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัจนกรรมการตอบปฏิเสธเป็นการใช้ภาษาที่มีความละเอียดอ่อนทางสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะในบริบทระหว่างวัฒนธรรม ผู้เรียนภาษาที่สองมักประสบความยากลำบากในการเลือกใช้กลวิธีที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ การศึกษาวัจนกรรมการตอบปฏิเสธจึงมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้ภาษาของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน งานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษากลวิธีการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลาง เพื่อให้เข้าใจรูปแบบและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้กลวิธีในการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามชนิดเติมเต็มบทสนทนา จากกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน ผู้พูดภาษาไทย และผู้พูดภาษาจีน กลุ่มละ 100 คน ผลการศึกษาพบว่า ในสถานการณ์ที่ต้องการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้ฟัง ทั้งผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน ผู้พูดภาษาไทย และผู้พูดภาษาจีนนิยมใช้กลวิธีอ้อมมากกว่ากลวิธีตรง สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยและจีนเป็นสังคมบริบทสูงและเป็นสังคมอิงกลุ่ม ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้สนทนา (Hall,1976, 1981) ทั้งนี้ กลวิธีที่ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสามกลุ่มนิยมใช้มากที่สุด คือ การให้เหตุผล อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่าผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนมีแนวโน้มใช้กลวิธีการตอบปฏิเสธแบบตรงมากกว่าผู้พูดภาษาไทยและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังใช้รูปภาษาบางรูปที่แตกต่างกับการใช้ภาษาของเจ้าของภาษา สันนิษฐานว่าความแตกต่างดังกล่าวอาจเกิดจากการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติจากภาษาแม่ และข้อจำกัดในการใช้ภาษาไทยของผู้เรียนเอง การใช้ภาษาของผู้เรียนบางประการอาจส่งให้เกิดปัญหาในการสื่อสารกับเจ้าของภาษาได้ กล่าวคือ ผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนมีแนวโน้มใช้กลวิธีตรงในการตอบปฏิเสธคำเชิญมากกว่าผู้พูดภาษาไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งลักษณะดังกล่าวอาจทำให้ผู้รับสารชาวไทยมองว่าผู้เรียนขาดความรู้สึก “เกรงใจ” และไม่ให้ความสำคัญกับการรักษา “น้ำใจ” ของผู้อื่น อันอาจส่งผลต่อความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนาในบริบทของการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมไทย–จีน นอกจากนี้ ลักษณะการใช้ภาษาบางประการที่แตกต่างกับผู้พูดภาษาไทย เช่น การใช้คำว่า “อย่าเลย” “ไม่ต้อง” “ไม่ต้องแล้ว” หรือ “ไม่เอาแล้ว” ซึ่งเป็นผลมาจากการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติ หรือข้อจำกัดทางภาษาไทยของผู้เรียน อาจทำให้ไม่สามารถสื่อเจตนาการตอบปฏิเสธคำเชิญอย่างเหมาะสมได้ อีกทั้งยังพบว่าผู้เรียนใช้คำสรรพนามและคำลงท้ายไม่เหมาะสมกับบริบทและสถานภาพของผู้สนทนา ส่งผลให้ภาษาที่ผู้เรียนใช้ดูไม่สุภาพ ห่างเหินและไม่เป็นธรรมชาติ
มโนอุปลักษณ์บุญและบาปในพระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทย, บูรณิณ สุพรรณราช
มโนอุปลักษณ์บุญและบาปในพระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทย, บูรณิณ สุพรรณราช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามโนอุปลักษณ์บุญและบาปในพระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทย และเปรียบเทียบมโนอุปลักษณ์ในสองกลุ่มข้อมูลดังกล่าวโดยใช้แนวคิดมโนอุปลักษณ์ตามแนวภาษาศาสตร์ ปริชาน โดยเก็บข้อมูลจากพระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉพาะพระสุตตันตปิฎก จำนวน 25 เล่ม และจากหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทยที่เผยแพร่ระหว่างปี พ.ศ. 2551–2565 จำนวน 18 เล่ม ผลการวิจัยพบถ้อยคำอุปลักษณ์บุญและบาปรวมทั้งสิ้น 2,422 ถ้อยคำ จำแนกเป็นถ้อยคำอุปลักษณ์เกี่ยวกับบุญ จำนวน 1,577 ถ้อยคำ และถ้อยคำอุปลักษณ์เกี่ยวกับบาป จำนวน 845 ถ้อยคำ การวิเคราะห์มโนอุปลักษณ์พบมโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับบุญ 10 มโนอุปลักษณ์ โดยมี 5 มโนอุปลักษณ์ที่ปรากฏร่วมกันทั้งสองกลุ่มข้อมูล ได้แก่ 1. [บุญ คือ วัตถุสิ่งของ] 2. [บุญ คือ พืช] 3. [บุญ คือ พลัง] 4. [บุญ คือ น้ำ/ห้วงน้ำ] และ 5. [บุญ คือ อาหาร] สะท้อนแนวคิดร่วมว่าบุญเป็นสิ่งมีคุณค่า สามารถสะสม เจริญงอกงาม หล่อเลี้ยงจิตใจ และให้ผลเชิงบวกในชีวิต มโนอุปลักษณ์บุญที่พบเฉพาะในพระไตรปิฎก ได้แก่ [บุญ คือ ผู้สร้าง] [บุญ คือ พื้นที่สำหรับพักพิง] และ [บุญ คือ ยานพาหนะ] ซึ่งสะท้อนการมองบุญว่าช่วยนำพา สร้างสรรค์ และเป็นที่พึ่งในภพภูมิอื่น ส่วนมโนอุปลักษณ์บุญที่พบเฉพาะในหนังสือธรรมะร่วมสมัย ได้แก่ [บุญ คือ เงินทุน] [บุญ คือ พลังงาน] และ [บุญ คือ เครื่องชำระล้าง] ซึ่งสะท้อนการตีความบุญในบริบทของสังคมร่วมสมัยโดยอาศัยโครงสร้างทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และสุขภาวะจิตใจมาช่วยในการอธิบาย ส่วนมโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับบาปมี 9 มโนอุปลักษณ์ โดยมี 3 มโนอุปลักษณ์ที่ปรากฏร่วมกันทั้งสองกลุ่มข้อมูล ได้แก่ 1. [บาป คือ วัตถุสิ่งของ] …
Exploring The Efficacy Of Expressive Arts Therapy In Enhancing Emotional Regulation Among Adults Of Authoritarian Caregivers: A Scoping Review, Kevin Suwan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This scoping review synthesizes a decade of research on the role of Expressive Arts Therapy (EAT) in enhancing emotional regulation among adults raised by authoritarian caregivers. Guided by Arksey and O’Malley’s five-stage framework with the PRISMA-ScR reporting checklist, 43 peer-reviewed studies were identified across five electronic databases. The findings demonstrate that EAT, across five modalities (visual art, creative writing, music, dance/movement, and clay work), consistently fosters emotional awareness, strengthens distress tolerance, and supports the adaptive regulation of emotions. Multimodal and body-based approaches were especially effective for individuals whose early environments suppressed emotional expression. The review highlights EAT’s potential as a …
Evacuation Plan Assessment Using Agent-Based Simulation: A Case Of Mix-Use Building, Peerada Tangprasert
Evacuation Plan Assessment Using Agent-Based Simulation: A Case Of Mix-Use Building, Peerada Tangprasert
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigates the effectiveness of fire evacuation plan in complex urban structures by developing an agent-based simulation (ABS) model tailored to a high-rise, mixed-use case building located in Bangkok, Thailand. As urban populations grow and multi-functional buildings become more prevalent, ensuring efficient evacuation during fire emergencies has become increasingly critical. The selected case building features a combination of commercial, retail, and public transit access points, making it representative of modern urban infrastructure with high pedestrian traffic and structural complexity. The simulation model incorporates key factors influencing evacuation performance, including walking speed, age demographics, and crowd density. Empirical data such …
Craftjai: Llm-Enhanced Generative Ai For Gamified Mood Journal, Kingrak Phairoh
Craftjai: Llm-Enhanced Generative Ai For Gamified Mood Journal, Kingrak Phairoh
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mood journaling helps promote emotional self-awareness, but maintaining user motivation remains difficult. This study presents CRAFTJAI, a generative AI system that enhances journaling through emotionally aligned visual feedback. Instead of replacing diary entries, the system adds character-based imagery to support intrinsic motivation and symbolic emotional reflection. It consists of emotional feature extraction using a large language model, emotion-labeled dataset construction based on eight core moods, and LoRA fine-tuning of a diffusion-based text-to-image model to improve emotional fidelity and stylistic consistency. A web-based prototype was developed with Gradio for real-time evaluation. Drawing on gamification and self-determination theory, the system integrates emotional …
การศึกษาหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชยสาโร) ตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, ศศิธร เหลาพรม
การศึกษาหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชยสาโร) ตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, ศศิธร เหลาพรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชยสาโร) ตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 3 ข้อ คือ 1) วิเคราะห์โครงสร้างของปริจเฉทในหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชยสาโร) 2) วิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษา และ 3) วิเคราะห์วัตถุประสงค์ของปริจเฉทในหนังสือธรรมะดังกล่าว ข้อมูลที่ศึกษาประกอบด้วยปาฐกถาธรรมในหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนีซึ่งแสดงระหว่างปี พ.ศ. 2546 – 2563 รวมทั้งสิ้น 21 บท ผลการศึกษาพบว่า ปาฐกถาธรรมของพระธรรมพัชรญาณมุนีประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนนำ ส่วนเนื้อเรื่อง และส่วนปิดท้าย แต่ละส่วนสัมพันธ์กันอย่างเป็นเอกภาพ ในเชิงประเภทของปริจเฉท จัดเป็นปริจเฉทอธิบาย (expository discourse) ในด้านกลวิธีการใช้ภาษาพบว่า พระธรรมพัชรญาณมุนีใช้กลวิธีทางภาษาอย่างหลากหลายในการประกอบสร้างปริจเฉทอธิบาย ได้แก่ 1) การนิยาม 2) การขยายความ 3) การใช้เหตุผล 4) การใช้เรื่องเล่า 5) การสรุปประเด็น 6) การยกสถานการณ์ 7) การเปรียบเหมือนเปรียบต่าง 8) การเปรียเทียบ 9) การปฏิเสธ และ 10) การใช้คำถาม เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของปริจเฉทปาฐกถาธรรมของพระธรรมพัชรญาณมุนีพบว่า ปาฐกถาธรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อให้ความรู้และความกระจ่างเกี่ยวกับหลักธรรมทางพุทธศาสนา ผ่านมุมมองที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตในบริบทปัจจุบัน 2) เพื่ออธิบายหลักธรรม และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางปฏิบัติธรรม ผลการศึกษาในวิทยานิพนธ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า พระธรรมพัชรญาณมุนีมีความสามารถในการสอนธรรมะให้เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย สอดคล้องกับวิถีชีวิตผู้ฟังในสังคมร่วมสมัย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
The Semiotic Construction Of A K-Pop Fanscape In Thai Public Space: A Case Of K-Pop Artist Café In Bangkok, Athit Wu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the fanscape of K-Pop cafés in Bangkok as socially constructed spaces shaped by fans’ cultural, semiotic, and spatial practices, where fan identity is articulated (Kim, 2017). Drawing on geosemiotics (Scollon & Scollon, 2003), it examines the visual semiotics, both linguistic and non-linguistic elements, and analyzes the interaction order and place semiotics found in Thai K-Pop cafés. The data were drawn from the ethnographic fieldwork of four fan-organized cafés (Neverland, STAY, ARMY, MY) in Bangkok.The analysis of visual semiotics shows that fans use multimodal elements, such as color, gaze, typography, and intertextuality, to visually construct the identity of …