Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Arts and Humanities (244)
- Social and Behavioral Sciences (174)
- Education (114)
- English Language and Literature (88)
- Physical Sciences and Mathematics (70)
-
- Computer Sciences (62)
- Comparative Literature (52)
- Language and Literacy Education (49)
- Language Interpretation and Translation (47)
- Translation Studies (47)
- Linguistics (45)
- Engineering (44)
- Sociology (33)
- Psychology (31)
- Medicine and Health Sciences (30)
- Computer Engineering (29)
- Communication (24)
- Communication Technology and New Media (24)
- International and Area Studies (24)
- Mass Communication (24)
- Asian Studies (22)
- East Asian Languages and Societies (18)
- Fine Arts (15)
- Educational Technology (14)
- Curriculum and Instruction (13)
- Korean Studies (13)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (11)
- Law (10)
- Economics (8)
- Industrial Engineering (8)
Articles 121 - 150 of 662
Full-Text Articles in Entire DC Network
Curatorial Practice Project For Art Exhibition "Check In Planet Colonization Plan”, Jiajing Ji
Curatorial Practice Project For Art Exhibition "Check In Planet Colonization Plan”, Jiajing Ji
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As digital life increasingly shapes how we engage with culture, Check-in Culture has emerged as a powerful lens through which identity, space, and symbolic value are negotiated. Far from mere location tags, Check-ins on platforms like Instagram and Xiaohongshu are performative acts—blending personal branding, viral humor, and algorithmic visibility. This study examines how ordinary places, such as the now-iconic “Chengdu Disney,” are transformed into cultural landmarks through participatory remixing and meme-driven attention.To explore these dynamics, the “CHECK IN Planet Colonization Plan” online exhibition serves as both a case study and a curatorial experiment, merging artistic interpretation, social media interaction, and …
The Strategic Influence Of Opinion Leaders In Chinese Fandom Culture Of Thai Boys’ Love Series, Cristine Lin
The Strategic Influence Of Opinion Leaders In Chinese Fandom Culture Of Thai Boys’ Love Series, Cristine Lin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study adopts a strategic communication perspective to examine the strategic influence of opinion leaders in Chinese fandom culture of Thai Boys’ Love (BL) series. The research focuses on “Da-fen,” a fandom-specific term referring to influential fan figures who play key leadership roles within online fan communities. By using a qualitative research design, the study combines semi-structured interviews with textual analysis of high-engagement social media posts. Three research questions guide the inquiry: (1) How do fan opinion leaders build and maintain leadership roles within Chinese fandom of Thai BL series? (2) What strategic communication practices do opinion leaders use to …
การพัฒนาเมตริกสำหรับการประเมินการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟโดยใช้การวิเคราะห์ทางศัพท์และทางความหมาย, ณภัทร สารวนางกูร
การพัฒนาเมตริกสำหรับการประเมินการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟโดยใช้การวิเคราะห์ทางศัพท์และทางความหมาย, ณภัทร สารวนางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประเมินผลการสรุปข้อความยังคงเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากตัววัดแบบดั้งเดิม เช่น ROUGE และ BLEU มุ่งเน้นไปที่ความเหมือนกันของคำ ซึ่งมักจะไม่สามารถจับความหมายเชิงลึกและความสอดคล้องของเนื้อหาได้อย่างครบถ้วน งานวิจัยนี้นำเสนอ CorefSemScore ซึ่งเป็นตัววัดเชิงประเมินแบบผสมผสานที่รวมการวิเคราะห์ การแก้ไขการอ้างอิงร่วม เข้ากับการประเมินความคล้ายคลึงกันเชิงความหมาย โดยผสานการใช้ ROUGE, BERTScore, และ Sentence-BERT เพื่อการประเมินที่ครอบคลุมมากขึ้น CorefSemScore ใช้วิธีการเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเพื่อผสานองค์ประกอบการประเมินในหลากหลายมิติ โดยเน้นความสมดุลระหว่างการประเมินความคล้ายคลึงกันเชิงคำศัพท์และความคล้ายคลึงกันเชิงความหมาย ส่งผลให้สามารถประเมินการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟได้อย่างครอบคลุม ผลการทดลองบนชุดข้อมูล SummEval แสดงให้เห็นว่า CorefSemScore มีประสิทธิผลเหนือกว่าทั้งตัววัดแบบความคล้ายคลึงกันเชิงคำศัพท์ เช่น ROUGE และ BLEU รวมถึงตัววัดความคล้ายคลึงกันเชิงความหมาย เช่น BERTScore โดยเฉพาะในด้านการสะท้อนความเชื่อมโยงของเนื้อหา ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของตัววัดในการยกระดับความน่าเชื่อถือของการประเมินผลการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟ
การแปรของวัจนลีลากับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทย: กรณีศึกษาไพรวัลย์ วรรณบุตร, กันตวัฒน์ ก้องวิญญู
การแปรของวัจนลีลากับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทย: กรณีศึกษาไพรวัลย์ วรรณบุตร, กันตวัฒน์ ก้องวิญญู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแปรของวัจนลีลาที่ไพรวัลย์ วรรณบุตร หรือแพรรี่ อินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยใช้ ซึ่งในอดีตเป็นพระภิกษุ ต่อมาได้ลาสิกขา แสดงออกว่าเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ และมีชื่อเสียงต่อไปบนสื่อสังคม โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากการถ่ายทอดสดบนเฟซบุ๊กในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนผ่านด้านเพศสภาวะจากการแสดงออกเป็นชายไปสู่การแสดงออกเป็นหญิง คือ ปี 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแปรทางศัพท์และเสียงที่ไพรวัลย์ วรรณบุตรใช้ในช่วงเวลาที่มีการแสดงตัวตนที่แตกต่างกัน และเพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างลักษณะทางภาษากับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของไพรวัลย์ วรรณบุตร ผลการศึกษา ด้านการแปรทางศัพท์ 4 ตัวแปร ได้แก่ คำอ้างถึงตนเอง คำเรียกขาน อนุภาคลงท้าย และวงศัพท์ พบว่าแพรรี่ใช้ตัวแปรศัพท์แตกต่างกัน โดยมีการแปรที่เป็นไปตามเพศสภาวะ คือ คำอ้างถึงตนเองและอนุภาคลงท้าย ในช่วงที่ 1 พบการใช้คำอ้างถึงตนเองแสดงความเป็นชายสูงสุด ทว่าพบการใช้อนุภาคลงท้ายแสดงความเป็นชายพอ ๆ กับที่ไม่ระบุเพศ ในช่วงที่ 3 พบการใช้คำอ้างถึงตนเองและอนุภาคลงท้ายแสดงความเป็นหญิงสูงสุด ในช่วงที่ 2 พบการใช้คำอ้างถึงตนเองและอนุภาคลงท้ายแสดงความเป็นชายลดลงจากช่วงที่ 1 ส่วนคำเรียกขานและวงศัพท์ ไม่มีการแปรที่เป็นไปตามเพศสภาวะ มีแต่การแปรที่เป็นไปตามสถานการณ์การสื่อสาร โดยคำเรียกขานที่แพรรี่ใช้มากที่สุดในแต่ละช่วงนั้นเป็นคำที่ต่างกัน คือ “พี่” ในช่วงที่ 1 “คุณ” ในช่วงที่ 2 “มึง” ในช่วงที่ 3 ขณะที่วงศัพท์นั้น ศัพท์ทางพุทธศาสนาถูกใช้เพื่อแสดงทีท่าเชิงความรู้โดยตลอด ไม่เพียงเท่านั้น ยังแสดงทีท่าเชิงอำนาจ ทีท่าเชิงความหนักแน่น และทีท่าเชิงความรู้สึก ด้านการแปรทางเสียง 3 ตัวแปร ได้แก่ ระดับเสียงโดยรวม ความแปรปรวนระดับเสียง และพิสัยระดับเสียง ก็พบว่าแพรรี่ใช้ตัวแปรเสียงแตกต่างกัน แต่ไม่มีทิศทางที่เป็นไปตามเพศสภาวะ คือ ตัวแปรทางเสียงข้างต้นมีค่าสูงที่สุดเมื่อแพรรี่แสดงความเป็นชาย ในจำนวนนี้ มีเพียงระดับเสียงโดยรวมเท่านั้นที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ภายหลังจากการเปลี่ยนผ่านสภาวะทางเพศกระทั่งแสดงความเป็นหญิง ส่วนความแปรปรวนและพิสัยระดับเสียงนั้น สูงและกว้างขึ้นแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ มิเพียงแต่ทีท่าข้างต้น การแปรทางศัพท์และเสียงยังแสดงให้เห็นทีท่าอื่น ๆ อีก คือ ทีท่าความสนิทสนม และทีท่าความอ่อนน้อม รวมเป็น 6 ทีท่า โดยที่ทีท่ารวมกันบ่งชี้บุคลิกได้ 2 บุคลิก คือ บุคลิกของผู้มีการศึกษา และบุคลิกของผู้ขายสินค้า ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า อัตลักษณ์ของแพรรี่ไม่ได้เป็นสิ่งตายตัว ยากที่จะสรุปได้ เพราะเป็นสิ่งที่สามารถประกอบสร้างได้อย่างต่อเนื่องผ่านการใช้คำและเสียงพูด โดยขึ้นอยู่กับช่วงเวลา เพศสภาวะ …
ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย, นพดล บุญกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย, นพดล บุญกัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย เนื่องจากผู้วิจัยเล็งเห็นว่าแรงงานต่างด้าวเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่มีอยู่จำนวนมากและเป็นกำลังแรงงานสำคัญที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย แต่ทว่าแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยกลับตกอยู่ในสถานะคนอื่น เป็นคนชายขอบที่ไม่ได้รับการยอมรับ แรงงานต่างด้าวไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกปฏิบัติด้วยอย่างไม่เป็นธรรมไร้ความเท่าเทียม และมักถูกเข้าใจผิดหรือเชื่ออย่างเหมารวมว่าพวกเขาเหล่านี้คือกลุ่มคนไม่พึงประสงค์ ผู้วิจัยเชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการนำเสนอภาพตัวแทนของวาทกรรมข่าว งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย โดยผู้วิจัยเลือกวิเคราะห์ตัวบทรายงานข่าว 3 สื่อ ซึ่งเป็นสื่อหลักที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย ได้แก่ ตัวบทสื่อหนังสือพิมพ์ ตัวบทสื่อภาครัฐ และตัวบทสื่อกลุ่มแรงงาน โดยผู้วิจัยเลือกเก็บข้อมูลรายงานข่าวแรงงานต่างด้าวในช่วงปีพ.ศ. 2557 – 2563 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเกิดเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว ทั้งนี้ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดหลักในการศึกษาคือวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวพบว่า รายงานข่าวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวในสื่อทั้งสามตัวบท ประกอบสร้างหรือสื่อภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวหลายแง่มุม มีทั้งใกล้เคียงและแตกต่างหรือตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง และที่สำคัญภาพตัวแทนที่นำเสนอในสื่อทั้งสามตัวบทมีลักษณะของความเด่นชัดแตกต่างกัน กลวิธีทางภาษาสำคัญที่พบ อาทิ 1. การอ้างถึงแรงงานต่างด้าว 2. การอ้างถึงภาครัฐและเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายไทย 3. การใช้ชนิดกระบวนการเกี่ยวกับการกระทำ 4. การใช้ชนิดกระบวนการเกี่ยวกับการพูด 5.การใช้ชนิดกระบวนการเกี่ยวกับสภาพ 6. การใช้สหบท 7. การใช้ทัศนภาวะ 8. การใช้รูปภาษานำเสนอเนื้อหาแสดงสาเหตุและผลของการกระทำที่เกิดขึ้น 9. การใช้มูลบท 10.การปฏิเสธมูลบท 11.การเลือกใช้ชุดคำศัพท์ร่วมกันจำนวนมาก และ 12. การใช้อุปลักษณ์ ภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวที่ปรากฏ ได้แก่ สื่อหนังสือพิมพ์ นำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวเป็น “กลุ่มคนลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย กลุ่มคนโหดเหี้ยมฯ ปัญหา โรคระบาด และคนนอื่น” สื่อภาครัฐนำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวเป็น “ปัญหา คนอื่น กลุ่มคนที่ได้รับการดูแลคุ้มครองสิทธิอย่างดี และเป็นกลุ่มคนผิดกฎหมาย” ในขณะเดียวกัน สื่อกลุ่มแรงงานนำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวด้วยแง่มุมที่แตกต่างและตรงกันข้ามจากสื่อทั้งสองก่อนหน้าอย่างชัดเจน คือ นำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวเป็น “กลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อน แรงงานสำคัญ กลุ่มคนหาเลี้ยงชีพ และกลุ่มคนถูกกฎหมาย” ภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวที่ปรากฏจากทั้งสามสื่อชี้ให้เห็นว่าสื่อหนังสือพิมพ์และสื่อภาครัฐเลือกเน้นนำเสนอแง่มุมเชิงลบเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว ในขณะที่สื่อกลุ่มแรงงานให้ความสำคัญต่อการนำแง่มุมเชิงบวกและด้านที่น่าสงสารของแรงงานต่างด้าว ผลการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่าภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวที่นำเสนอนั้นมีความสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของผู้ผลิตตัวบทที่แตกต่างกัน ได้แก่ สื่อหนังสือพิมพ์ผลิตตัวบทรายงานข่าวเพื่อมุ่งเร้าความสนใจของคนในสังคมเพื่อขายข่าวและเป็นเหตุผลเชิงธุรกิจ สื่อภาครัฐมุ่งนำเสนอข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์ภาพการทำงานของตน ต้องการสร้างเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก และสร้างความชอบธรรมให้แก่การดำเนินงานของรัฐ ส่วนสื่อกลุ่มแรงงานมีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอข่าวเพื่อรณรงค์เรียกร้องให้เกิดการช่วยเหลือ คุ้มครองสิทธิแรงงานต่างด้าว การนำเสนอข่าวด้วยวัตถุประสงค์ประสงค์ที่แตกต่างกัน ประกอบกับการตัดสินคุณค่าเชิงข่าวที่แต่ละสื่อของประเมินค่า ตัดสินคุณค่าของประเด็นข่าวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวด้วยแง่มุมที่ต่างกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีผลอย่างยิ่งต่อการประกอบสร้างภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในตัวบทรายงานข่าวทั้งสามสื่อ อย่างไรก็ตามตัวบทสื่อกลุ่มแรงงานที่ดูเหมือนจะนำเสนอข่าวเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มแรงงานต่างด้าวมากที่สุด แต่กลับเป็นสื่อมวลชนที่มีอิทธิพลน้อยสุดเพราะไม่สามารถแพร่กระจายสู่ผู้อ่านซึ่งเป็นคนในสังคมไทยได้เป็นวงกว้าง ผลการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมพบว่าปัจจัยทางสังคมมีอิทธิพลต่อการผลิตตัวบทและมีผลต่อการประกอบสร้างความหมายหรือภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าว ได้แก่ นโยบายการบริหารจัดการของรัฐบาล การมีอยู่ของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยจำนวนมาก อุดมการณ์ชาตินิยม แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน และการพยายามขายข่าวของสื่อหนังสือพิมพ์เพื่อเอาตัวรอดในยุคดิจิทัล นอกจากนี้การผลิตนำเสนอวาทกรรมและภาพตัวแทนยังส่งผลกระทบต่อสังคมด้วย ได้แก่ …
The Dynamics Of The Chana Community Network Movement: Strategic Shifts, Impacts, And Reflections On Thailand's Political Landscape, Abdullah Yuhannan
The Dynamics Of The Chana Community Network Movement: Strategic Shifts, Impacts, And Reflections On Thailand's Political Landscape, Abdullah Yuhannan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation examines the dynamics of the Chana Community Movement, one of Thailand’s most enduring grassroots movements. Originating in the early 1990s with opposition to illegal commercial fishing, the movement has evolved to resist the Chana Industrial Estate Project. The research addresses key questions concerning factors sustaining the movement, tactical adaptations, societal impacts, and its reflection of Thailand’s contemporary political landscape. The study employs a qualitative research methodology, combining document analysis, in-depth interviews, and participant observation, alongside analytical frameworks derived from political struggle studies and social movement theories for comprehensive analysis. The findings reveal that the Chana Community Movement succeeded …
Thailand's Never-Ending Pesticide Debate: Contested Future Sociotechnical Imaginaries Through A Relational Co-Productionist Lens, Henriette Erawan Kamphorst
Thailand's Never-Ending Pesticide Debate: Contested Future Sociotechnical Imaginaries Through A Relational Co-Productionist Lens, Henriette Erawan Kamphorst
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Since the introduction of the Green Revolution, the use of agrochemicals in Thai farming has sparked repeated contentious debates among local policy elites, addressing issues such as consumer health, farmer livelihoods, and environmental degradation. In 2019, this subject re-emerged on the policy agenda with the proposed ban of three key agrochemicals: Chlorpyrifos, Paraquat, and Glyphosate. In order to understand why the pesticide issue has remained on policy actors’ agendas for so long and still continues to be subject to ongoing debate, this research takes on a new perspective by adopting a relational co-productionist approach in the construction of contesting sociotechnical …
L1 Thai Learners’ Sensitivity To The Form-Meaning Link Between English Negative Word Pairs Containing Un- And Dis- Prefix Variation, Natcha Limpapattana
L1 Thai Learners’ Sensitivity To The Form-Meaning Link Between English Negative Word Pairs Containing Un- And Dis- Prefix Variation, Natcha Limpapattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
English negative prefix variation occurs when different negative prefixes get paired with the same base, hence deriving word pairs (e.g. un/dis-armed). Amidst the blurry consensus on their meaning difference, cognitive semantics (CS), the approach to studying meaning that highlights the mind-context interaction, provides a systematic explanation. Each word is born from its own context-based conceptualization. Different prefixes highlight different facets of the same base, resulting in different meanings (Hamawand, 2009). However, due to their similar appearance (negative prefix + same base), one interesting question arises: Will L2 English learners recognize these nuanced differences? Therefore, the present study investigated L1 Thai …
Research On The Soft Power Of Thai Traditional Food Culture Under The Process Of Globalization, Lu Han
Research On The Soft Power Of Thai Traditional Food Culture Under The Process Of Globalization, Lu Han
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research explores the role of Thai traditional food culture as a form of soft power in the context of globalization. According to Joseph S. Nye, Soft power operates through the resources of culture, political ideals, and foreign policies. Influenced by factors such as history, geography, climate, and social development, Thai traditional food culture has integrated the characteristics of multiple cultures with its inclusive and innovative ideas to form a unique culture. Through globalization, Thai food culture has gained widespread popularity. This research analyzes the mechanisms by which Thai food culture promotes Thailand’s soft power, including nation branding, gastro-diplomacy, tourism, …
Linear Distance, Agreement Attraction, And Working Memory Effects On L1 Thai Learners' Processing Of L2 English Third-Person Singular Subject-Verb Agreement, Montira Berteau
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the realm of second language (L2) processing, agreement processing has continued to attract a considerable amount of attention in the field (e.g., Jiang, 2004; Keating, 2009; Lim & Christianson, 2015). A wide range of factors have been speculated to modulate L2 agreement processing, including first-language (L1) influence, L2 proficiency, long-distance agreement/dependencies (LDDs), agreement attraction, working memory (WM), among others. The present study was carried out to investigate three of these modulating factors, including long-distance agreement, agreement attraction, and WM capacity, on L2 agreement processing of L1 Thai learners. According to Hypothesis 1, linear distance would increase a level of …
กระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานร่วมกับ การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารของ เด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์, ศิริพร วงค์ตาคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้ คือ 1) เพื่อพัฒนากระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานร่วมกับการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ และ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้กระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานร่วมกับ การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ ตัวอย่างคือ เด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ เขต 1 จำนวน 50 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 25 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบวัดความสามารถในการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล 16 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ การหาค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า1. กระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองฯ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) เนื้อหา (4) ขั้นตอน และ (5) การประเมินผล โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ขั้นดึงประสบการณ์ (2) ขั้นทดลองทำกิจกรรม (3) ขั้นเสริมต่อความรู้ทางภาษา และ (4) ขั้นทบทวนเสริมความมั่นใจ 2. หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการสื่อสารสูงกว่าก่อนการทดลอง ระหว่างการทดลอง และหลังการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 8.44 ระหว่างการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 12.12 และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 17.003. หลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยคะแนนการสื่อสารทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การแสดงท่าทางเพื่อสื่อความหมาย การสนทนาโต้ตอบเพื่อสื่อความคิดความรู้สึก และการขีดเขียน ของกลุ่มทดลองสูงกว่าค่าเฉลี่ยคะแนนทั้ง 3 ด้าน ของกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
My Mother Tongue Is Your Other Tongue: Experiences Of Therapeutic Work By Thai Therapists Who Do Not Share The Same Mother Tongue With Clients, Phatcharapan Rojanasukarn
My Mother Tongue Is Your Other Tongue: Experiences Of Therapeutic Work By Thai Therapists Who Do Not Share The Same Mother Tongue With Clients, Phatcharapan Rojanasukarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Language plays a central role in counseling, yet its impact on counseling and psychotherapy remains insufficiently studied in Thailand. This research employed Interpretative Phenomenological Analysis (IPA) to address this gap by examining the lived experiences of professional Thai practitioners working with clients who do not share their mother tongue. Six practitioners were selected through purposive sampling, and in-depth interviews, reviewed with input from field experts, were conducted to capture their unique perspectives. The findings reveal four main themes: (1) Perceived Challenges: This theme uncovers internal struggles such as constant linguistic vigilance, competence anxiety, and hesitation to clarify, along with language …
การศึกษาเปรียบเทียบกลวิธีทางภาษาที่ใช้สัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการ “โหนกระแส”, ปาจารีย์ หนูบุญคง
การศึกษาเปรียบเทียบกลวิธีทางภาษาที่ใช้สัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการ “โหนกระแส”, ปาจารีย์ หนูบุญคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รายการโหนกระแสเป็นรายการสัมภาษณ์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีการเชิญบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมแล้วเป็นกระแส รวมถึงบุคคลที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือในประเด็นต่าง ๆ มานั่งเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของการสื่อสารในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสตามแนวชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร และเพื่อศึกษากลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแส ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากช่องยูทูบ “โหนกระแส [Hone-krasae] official” ครั้งที่มีผู้ให้สัมภาษณ์ครบสามกลุ่ม ได้แก่ ผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหาย และบุคคลที่สาม ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึง เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 มีจำนวนทั้งหมด 12 ครั้ง รวมความยาว 13 ชั่วโมง 54 นาที 44 วินาทีผลการศึกษาองค์ประกอบของการสื่อสารในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสตามแนวชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสารพบว่าองค์ประกอบของการสื่อสารในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสที่สำคัญและมีผลต่อกลวิธีทางภาษาที่ผู้สัมภาษณ์ใช้ในการสัมภาษณ์ในรายการโหนกระแส คือ จุดมุ่งหมายและผู้ร่วมเหตุการณ์ กล่าวคือ จุดมุ่งหมายและผู้ร่วมเหตุการณ์ทำให้คำถามที่ผู้สัมภาษณ์ใช้ถามบุคคลสามกลุ่ม ได้แก่ ผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหาย และบุคคลที่สาม มีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามนอกจากจุดมุ่งหมายและผู้ร่วมเหตุการณ์แล้ว ผู้วิจัยยังพบว่าน้ำเสียงยังเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่มีความสำคัญที่ส่งผลให้การสัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มแตกต่างกันผลการศึกษากลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแส แบ่งเป็น 2 กลวิธีหลัก ได้แก่ 1) กลวิธีการถาม พบว่ากลวิธีการถามบุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสมี 13 กลวิธี และ 2) กลวิธีเสริมการถาม พบว่ากลวิธีเสริมการถามบุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสมี 14 กลวิธี เมื่อพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบพบว่ากลวิธีที่ปรากฏในการสัมภาษณ์บุคคลทั้งสามกลุ่ม ได้แก่ ผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหาย และบุคคลที่สาม มีทั้งกลวิธีที่ปรากฏในบุคคลสามกลุ่ม กลวิธีที่ปรากฏในบุคคลสองกลุ่ม และกลวิธีที่ปรากฏในบุคคลกลุ่มเดียว ซึ่งมีความถี่ในการปรากฏที่แตกต่างกัน โดยสัมพันธ์กับบทบาทของผู้ให้สัมภาษณ์ที่แตกต่างกัน และการคาดหวังคำตอบจากบุคคลทั้งสามกลุ่มที่แตกต่างกันของผู้สัมภาษณ์
การพัฒนาแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สแบบเว็บที่มีระบบสนับสนุนปัญญาประดิษฐ์, สืบพงศ์ น้อยศรี
การพัฒนาแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สแบบเว็บที่มีระบบสนับสนุนปัญญาประดิษฐ์, สืบพงศ์ น้อยศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอการพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สที่มีขีดความสามารถขั้นพื้นฐานครอบคลุมระบบอวาทาร์ ระบบผู้ใช้หลายราย ระบบสื่อสารตามเวลา ระบบการเชื่อมต่อแชตบอต และฉากโลกเสมือนจริงสามมิติที่เหมือนจริง แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นนี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์กับหน่วยงานภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ ทั้งหน่วยงานภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ผลการทดสอบพบว่าระบบทำงานได้ให้ผลสัมฤทธิ์ที่ดีและมีคุณภาพตามความต้องการใช้งานในทางปฏิบัติ สามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างห้องเรียนเสมือนออนไลน์ในโลกเสมือนจริง รองรับระบบการสื่อสารระหว่างผู้ใช้ทั้งภาพ เสียง และข้อความ อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบแชตบอตจากภายนอกได้ผ่านระบบเอพีไอที่พัฒนาขึ้น ผลการทดสอบบนระบบคลาวด์ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด แสดงให้เห็นว่าระบบสามารถรองรับปริมาณผู้ใช้งานได้ไม่น้อยกว่า 30 รายพร้อมกัน ผลการทดสอบในเชิงประสบการณ์การใช้งานมีระดับความพึงพอใจในเชิงบวก งานวิจัยและพัฒนาจึงให้ประโยชน์และเป็นจุดเริ่มต้นของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเมตาเวิร์สในวงกว้าง
แนวทางการออกแบบหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมสำหรับห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ศิริวัฒน์ ขันโมลี
แนวทางการออกแบบหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมสำหรับห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ศิริวัฒน์ ขันโมลี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมของห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในปัจจุบัน และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการออกแบบหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมของห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา หรือหัวหน้าโครงการ หรือครูผู้สอนภาษาอังกฤษในโครงการ และ 2) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนที่จัดโครงการห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเขตกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบสอบถามลักษณะหลักสูตรรายวิชาฯ 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และ 3) ประเด็นคำถามในการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัย พบว่าหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมในปัจจุบันมีข้อจำกัดในด้านความหลากหลายของเนื้อหา ความซ้ำซ้อนระหว่างระดับชั้น และการไม่สอดคล้องกับเป้าหมายระดับ CEFR B1 รวมถึงการจัดสื่อ การวัดและประเมินผลที่ขาดมาตรฐาน จากการศึกษาหลักสูตรของต่างประเทศ และข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้พัฒนาแนวทางการออกแบบหลักสูตร 5 ด้าน ดังนี้ 1) วัตถุประสงค์รายวิชาควรกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน สอดคล้องกับระดับ CEFR B1 เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนในทุกด้านให้พร้อมใช้ในสถานการณ์จริง 2) เนื้อหาในรายวิชาควรมีความหลากหลาย เหมาะสมกับความสนใจของผู้เรียน และตอบสนองความต้องการในการพัฒนาทักษะทางภาษา 3) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนโดยจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ 4) สื่อการเรียนการสอนควรเลือกใช้สื่อที่เหมาะสมและทันสมัย รองรับการเรียนรู้ที่หลากหลาย และส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 5) การวัดและประเมินผลรายวิชาควรมีความหลากหลาย ครอบคลุมทุกทักษะทางภาษา และอิงตามมาตรฐาน CEFR เพื่อสะท้อนความก้าวหน้าของผู้เรียนและนำไปสู่การพัฒนาที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์, ธรรศปริชณ์ พุทธวรคุณ
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์, ธรรศปริชณ์ พุทธวรคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษา เรื่อง มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้บอท (bot) ซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ โดยศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะเพื่อให้คุ้มครองบริโภคได้รับความเป็นธรรม รวมทั้งแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการจำหน่ายบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์มีประสิทธิภาพในอนาคตจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับการห้ามใช้บอท (bot) ซื้อบัตรคอนเสิร์ตจำนวนมากเพื่อขายต่อในราคาสูงกว่าปกติ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมปัญหาและไม่มีอำนาจลงโทษผู้ที่นำบัตรมาจำหน่ายในราคาสูงกว่าปกติได้ จากการศึกษากฎหมายต่างประเทศพบว่า สหรัฐอเมริกา เช่น รัฐนิวยอร์ก และรัฐแอริโซนานั้นมีกฎหมายการควบคุมการใช้บอท (bot) เป็นเครื่องมือในการซื้อบัตรชมการแสดงต่าง ๆ ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย เช่น ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเข้าถึงบัตรชมการแสดง ปัญหาการนำบัตรชมการแสดงมาขายในราคาที่สูงกว่าปกติ เห็นได้ว่าสหรัฐอเมริกาได้มีความพยายามที่จะคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม เช่นมีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือการออกกฎหมายเพื่อเข้ามาควบคุมและลงโทษการกระทำที่ใช้บอทในการซื้อบัตรบัตรที่เกินกว่าที่กำหนด นอกจากนี้สาธารณรัฐเกาหลีได้แก้ไขกฎหมายกรณีผู้กระทำความผิดที่ใช้โปรแกรมอัตโนมัติซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตเพื่อจำหน่ายต่อ โดยกำหนดโทษจำคุกและโทษปรับด้วย และมีมาตรการป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดอีก เช่น การให้บัตรเข้าชมฟรีแก่แฟนคลับที่รายงานผู้ขายบัตรเกินราคา รวมถึงนำวิธีการต่าง ๆ มาใช้ เช่น โปรแกรมป้องกันมาโคร และการเฝ้าระวังการขายบัตร เป็นต้นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย สำหรับภาครัฐ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรายงานการกระทำที่เป็นความผิดผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ภาคธุรกิจ(ผู้ประกอบการ) ควรพัฒนาปรับปรุงระบบแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย และส่งเสริมกิจกรรมให้บัตรเข้าชมคอนเสิร์ตให้ฟรีแก่แฟนคลับที่รายงานผู้ที่ใช้บอทในการซื้อบัตรและหรือนำบัตรไปเก็งกำไรขายต่อเกินราคาที่กำหนดไว้ ในส่วนของภาคประชาชน (ผู้บริโภค) ควรสร้างความตระหนักรู้ไม่สนับสนุนการใช้บอทในการซื้อบัตร สำหรับข้อเสนอแนะทางกฎหมาย ควรบัญญัติกฎหมายการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดคำนิยาม “บอทที่ใช้ในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ต" ควรกำหนดลักษณะความผิด และบทลงโทษกรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค และทำลายโครงสร้างอุตสาหกรรมคอนเสิร์ต
การจำแนกและการประเมินประสบการณ์ผู้ใช้จากบทวิจารณ์ของผู้ใช้โมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, จิราพร รามจุล
การจำแนกและการประเมินประสบการณ์ผู้ใช้จากบทวิจารณ์ของผู้ใช้โมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, จิราพร รามจุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทำความเข้าใจประสบการณ์ของผู้ใช้ เป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของโมไบล์แอปพลิเคชัน งานวิจัยนี้นำเสนอวิธีการจำแนกบทวิจารณ์ของผู้ใช้ตามลักษณะของประสบการณ์ผู้ใช้ที่มีต่อโมไบล์แอปพลิเคชัน โดยใช้ทั้งอัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่อง และการเรียนรู้เชิงลึก บทวิจารณ์ของผู้ใช้ถูกจำแนกตามมิติของประสบการณ์ผู้ใช้ในด้านการปฏิบัติและประสบการณ์ผู้ใช้ในด้านความเพลิดเพลิน ซึ่งประกอบด้วยลักษณะของประสบการณ์ผู้ใช้ทั้งหมด 8 รายการ ตามที่นิยามไว้ในแบบสอบถามประสบการณ์ผู้ใช้แบบสั้น ผลลัพธ์การจำแนกบทวิจารณ์ของผู้ใช้สามารถนำไปใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ความรู้สึกจากบทวิจารณ์ เพื่อประเมินคะแนนประสบการณ์ผู้ใช้โดยรวมของโมไบล์แอปพลิเคชันได้อย่างอัตโนมัติ จากการทดลองประเมินประสิทธิภาพของโมเดลพบว่าเบิร์ต มีประสิทธิภาพดีกว่าซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชีน แรนดอมฟอเรสต์ และ ลอจิสติกรีเกรสชัน โดยมีค่าความเที่ยง เท่ากับ 80%, ค่าเรียกคืน เท่ากับ 74%, ค่าเอฟวัน เท่ากับ 76%, ค่าความแม่น เท่ากับ 78% และค่าเอยูซี เท่ากับ 0.94 นอกจากนี้ค่าคะแนนประสบการณ์ผู้ใช้โดยรวมของโมไบล์แอปพลิเคชันที่คำนวณได้มีค่าสหสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางถึงสูงเป็น 0.68 กับค่าคะแนนการจัดอันดับบนแอปสโตร์ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการวิเคราะห์และประเมินคะแนนประสบการณ์ผู้ใช้อย่างอัตโนมัติในการเสริมสร้างคุณภาพของโมไบล์แอปพลิเคชันและความพึงพอใจของผู้ใช้
การค้นหาค่าสัมประสิทธ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกบนพื้นฐานแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่, สุชานันท์ กระบวนยุทธ
การค้นหาค่าสัมประสิทธ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกบนพื้นฐานแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่, สุชานันท์ กระบวนยุทธ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ดำเนินการเพื่อวิจัยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และเทคนิคต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพของโมเดลเหล่านี้ รวมถึงวิศวกรรมที่รวดเร็วและการขยายความรู้เฉพาะ การศึกษานี้เกี่ยวข้องกับการออกแบบและพัฒนา AI agent เพื่อส่งคืนค่าสัมประสิทธ์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลที่ดูแลโดยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ของประเทศไทย งานวิจัยนี้จะใช้ RAG เพื่อค้นหาข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไว้ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมากที่สุดกับข้อมูลรับเข้า จากนั้น AI Agent จะส่งคืนค่าคำตอบเพียงคำตอบเดียวเดียวของค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่รับเข้ามา จากการประเมินประสิทธิภาพของ LLM ขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่ถูกเลือกทั้งห้าแบบจำลองนั้นมีแนวโน้มที่ดี
ประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่วัยรุ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียน, สุดารัตน์ โมสิกะ
ประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่วัยรุ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียน, สุดารัตน์ โมสิกะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจประสบการณ์การทำงานรวมถึงกระบวนการภายในจิตใจที่เกิดขึ้นในการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่วัยรุ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย 6 ราย ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเผยให้เห็นแก่นสาระของประสบการณ์ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) บทบาทการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาในบริบทโรงเรียน ครอบคลุมบทบาทเชิงรับ บทบาทเชิงรุก และบทบาทการเป็นครู (2) ความท้าทายของนักจิตวิทยาการปรึกษาในบริบทโรงเรียน ครอบคลุมความท้าทายด้านการทำงานและความท้าทายด้านอารมณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาในบริบทโรงเรียน (3) กระบวนการภายในจิตใจและสิ่งที่สนับสนุนการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาในบริบทโรงเรียน ครอบคลุมการกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง การยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ภายนอก และการได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง (4) การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อตนเอง ที่กล่าวถึงการเกิดความรู้สึกเชิงบวกต่อตนเองและการเห็นคุณค่าของตนเองในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษามากขึ้น ข้อค้นพบจากการศึกษานี้ช่วยให้เข้าใจประสบการณ์การทำงานรวมถึงกระบวนการภายในจิตใจที่เกิดขึ้นในการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่เด็กวัยรุ่นในบริบทโรงเรียน ซึ่งสามารถนำมาเป็นแนวทางในการสนับสนุนการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่เด็กวัยรุ่นในบริบทโรงเรียนโดยช่วยให้พวกเขาเข้าใจความเฉพาะของบทบาทการทำงาน มีวิธีการในการรับมือกับความท้าทายและมองเห็นปัจจัยที่ช่วยเอื้อในการทำงานของตนเองได้
ประสบการณ์วัยเด็กของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า, ศุภวิชญ์ วชิรบรรจง
ประสบการณ์วัยเด็กของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า, ศุภวิชญ์ วชิรบรรจง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์วัยเด็กของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย 6 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าช่วงอายุต่ำกว่า 18 ปี ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเผยให้เห็นแก่นสาระของประสบการณ์ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การรับรู้ความไม่ปกติในชีวิต แต่ไม่เข้าใจว่าเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งรวมถึงการรับรู้ว่าพ่อแม่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแต่ไม่ได้เข้าใจลักษณะของโรคอย่างแท้จริง ความกังวลและรู้สึกผิดว่าตนอาจเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วย การรับรู้ว่าพ่อแม่ที่ป่วยจิตใจอ่อนไหว และพ่อแม่ที่ป่วยไม่อบอุ่นเหมือนที่เคยเป็น (2) รู้สึกท่วมท้นและไม่แน่ใจว่าจะต้องทำตัวอย่างไรในช่วงวิกฤติของพ่อแม่ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของพ่อแม่ที่ป่วย ลำบากใจเมื่อต้องรับมือกับพ่อแม่ที่ป่วยตอนอาการกำเริบ รู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อไม่สามารถพึ่งพาพ่อแม่ที่ป่วยได้ และรู้สึกสงสารเห็นใจพ่อแม่ที่เป็นผู้ดูแล (3) การปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อให้อยู่กับพ่อแม่ที่ป่วยได้ ซึ่งรวมถึงความพยายามในการปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตร่วมกับพ่อแม่ที่ป่วย การกำหนดเป้าหมายในชีวิตและรับผิดชอบต่อตนเอง การทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยดูแลพ่อแม่ที่ป่วย และการมีบทบาทใหม่เป็นที่พึ่งทางใจให้พ่อแม่ ข้อค้นพบจากการศึกษานี้สามารถช่วยทำความเข้าใจประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในการช่วยเหลือทางจิตใจให้กับผู้รับบริการที่มีพ่อแม่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โดยช่วยให้พวกเขาปรับตัวและลดผลกระทบจากประสบการณ์ดังกล่าวได้
ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนาม, สุทธจิต บูรณกานนท์
ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนาม, สุทธจิต บูรณกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนาม ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ (IPA) โดยเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง 6 รายจากนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ฝึกประสบการณ์ภาคสนามไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงและรับรู้ถึงความเครียด ความกดดันอันเกิดจากการฝึกประสบการณ์ ผลการวิจัยสามารถแบ่งได้ 5 ประเด็นหลักดังนี้ 1) ผู้ให้ข้อมูลรับรู้ถึงความท้าทายในการฝึกประสบการณ์ ทั้งความท้าทายทางวิชาการ และความท้าทายในประเด็นส่วนบุคคล 2) ผลกระทบของการไม่ดูแลตนเองต่อการให้บริการ 3) รูปแบบในการดูแลตนเอง อาทิ การจัดลำดับความสำคัญของภาระงาน การทำกิจกรรมที่มุ่งเน้นการเติบโต และการทำกิจกรรมที่มุ่งเน้นการผ่อนคลาย การใช้การสนับสนุนทางสังคม 4) ผลทางบวกของการดูแลตนเองทั้งต่อตัวนักจิตวิทยาการปรึกษา และต่อการให้บริการ และ 5) ความสำคัญในการดูแลตนเอง โดยสรุป นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดส่วนใหญ่เห็นว่าการดูแลตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รับมือความท้าทายในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนามได้ดีขึ้น หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการปรึกษาจึงควรอบรมและเน้นย้ำให้นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดมีการดูแลตนเองในช่วงดังกล่าว
ประสบการณ์ของคนรักในการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แบบคู่รักกับบุคคลที่ได้รับวินิจฉัยโรคซึมเศร้า, ธันยพร ศิริอริยพร
ประสบการณ์ของคนรักในการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แบบคู่รักกับบุคคลที่ได้รับวินิจฉัยโรคซึมเศร้า, ธันยพร ศิริอริยพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ในการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แบบคู่รักกับบุคคลที่ได้รับการวินิจฉัยโรคซึมเศร้า จากการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับคนรักของบุคคลที่เป็นโรคซึมเศร้าจำนวนทั้งหมด 6 คน และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผลการวิจัยพบใจความสำคัญหลัก 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ความสัมพันธ์ที่ก้าวข้ามโรคซึมเศร้า กล่าวคือผู้เข้าร่วมวิจัยมีความพึงพอใจในความสัมพันธ์และมองว่าความสัมพันธ์ของคู่ตนเองเหมือนคู่รักทั่วไป 2) การให้ความสำคัญกับอารมณ์ของคนรักก่อนตนเอง กล่าวคือผู้เข้าร่วมวิจัยจะมุ่งความสนใจไปที่คนรักก่อนตนเองเมื่อคนรักอยู่ในสภาวะอารมณ์ที่อ่อนไหวและพบว่ามีความระมัดระวังในการใช้คำพูดกับคนรัก และ 3) ความสัมพันธ์ที่เอาใจใส่สำคัญต่อการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ กล่าวคือการรับมือเกิดจากการเรียนรู้ที่อาศัยการสังเกตและปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความฉับไวในการตระหนักรู้สภาวะอารมณ์ที่อ่อนไหวของคนรักและใช้ความเห็นอกเห็นใจเป็นพื้นฐานในการรับมือ ซึ่งท้ายที่สุดการสนับสนุนซึ่งกันและกันช่วยให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปได้ ผลการวิจัยนำมาสู่การพัฒนาแนวทางในการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาในการส่งเสริมการรับมือที่ก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพความสัมพันธ์ของคู่รักที่เผชิญกับโรคซึมเศร้า
ประสบการณ์การรับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของผู้เคยถูกกระทำความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก, สาธิดา เต็มกุลเกียรติ
ประสบการณ์การรับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของผู้เคยถูกกระทำความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก, สาธิดา เต็มกุลเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์การรับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในผู้ที่เคยประสบกับความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (IPA) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 4 คน ที่เคยเข้ารับบริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาด้วยประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันแบบเฉพาะเจาะจง (purposive homogeneous sampling) ร่วมกับการคัดเลือกแบบอ้างอิงด้วยบุคคล (snowball sampling) ผลการวิจัยประกอบไปด้วยสามประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การปรึกษาทำให้ตระหนักถึงสภาวะที่เผชิญในความสัมพันธ์ ประกอบไปด้วย 4 ประเด็นย่อยดังนี้ 1.1 การปรึกษาช่วยให้ตระหนักรู้มุมมองที่มีต่อปัญหา 1.2 การลดการกล่าวโทษตนเอง 1.3 การตระหนักรู้ถึงอุปสรรคในการออกจากความสัมพันธ์ และ 1.4 ความขัดแย้งในตนเองทำให้เลี่ยงการปรึกษาต่อ ประเด็นหลักที่ 2. ผู้ให้การปรึกษาควรยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อยดังนี้ 2.1 จุดเน้นของการปรึกษาควรอยู่ที่ผู้รับบริการ 2.2 การเคารพในความไม่พร้อมทำให้ไว้วางใจที่จะปรึกษาต่อ และ 2.3 การนัดหมายควรเป็นการตกลงร่วมกัน และประเด็นหลักที่ 3. การปรึกษาช่วยให้มั่นคงในการยืนหยัดเพื่อตนเอง ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อยดังนี้ 3.1 การปรึกษาช่วยสร้างขอบเขตในการอยู่ในความสัมพันธ์ 3.2 ความเปลี่ยนแปลงในใจจากการปรึกษาช่วยให้สามารถยุติความสัมพันธ์ได้ และ 3.3 การปรึกษาช่วยให้เกิดความมั่นคงในการยุติความสัมพันธ์ โดยสรุป ผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการปรึกษาทางจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองเกี่ยวกับการเผชิญกับความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก การยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางในการให้การปรึกษา และการพัฒนาความมั่นคงทางจิตใจในการยืนหยัดในการออกจากความสัมพันธ์ที่รุนแรง ซึ่งผู้ให้คำปรึกษาสามารถนำข้อค้นพบนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานวิชาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของผู้รับบริการกลุ่มนี้ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ที่เผชิญกับความรุนแรงได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อไป
The Assessment Of Thai Academic Librarians’ Burnout During The Covid-19 Pandemic, Angsurat Raya
The Assessment Of Thai Academic Librarians’ Burnout During The Covid-19 Pandemic, Angsurat Raya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to determine the burnout level of Thai academic librarians during the COVID-19 pandemic by using the Copenhagen Burnout Inventory (CBI) and identify risk factors associated with Thai academic librarians’ burnout during the COVID-19 pandemic.A descriptive quantitative survey was conducted by using an online structured questionnaire distributed through a social media platform (Facebook Fanpage) to academic librarians affiliated with the Academic Librarian Group of Thailand Library Association. The survey incorporated 46 items including demographic information, working situations during the COVID-19 pandemic, and burnout assessment covering three domains: personal burnout, work-related burnout and client-related burnout which based on the …
"ว่านไสยเวช": อนุกรมวิธานพื้นบ้าน การสืบทอดความเชื่อเเละพิธีกรรมและบทบาทในสังคมอีสานร่วมสมัย, ชวพันธุ์ เพชรไกร
"ว่านไสยเวช": อนุกรมวิธานพื้นบ้าน การสืบทอดความเชื่อเเละพิธีกรรมและบทบาทในสังคมอีสานร่วมสมัย, ชวพันธุ์ เพชรไกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษารวบรวมและจัดอนุกรมวิธานพื้นบ้านของ “ว่านไสยเวช” ในสังคมอีสานร่วมสมัยและวิเคราะห์การสืบทอดและบทบาทของความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับ “ว่านไสยเวช” ดังกล่าว เก็บข้อมูลระหว่างปี 2564-2567 ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากหมอว่านและนักสะสมว่านในอีสาน และการสังเกตอย่างมีส่วนร่วมพิธีกรรมเกี่ยวกับว่าน รวม 8 จังหวัด ประกอบด้วย หนองคาย นครพนม อุดรธานี ขอนแก่น สกลนคร สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี ใช้แนวคิดเรื่องการจัดอนุกรมวิธานพื้นบ้าน แนวคิดเรื่องนิเวศวิทยากับความเชื่อพื้นบ้าน แนวคิดเรื่องคติชนในวิถีสุขภาพพื้นบ้าน และแนวคิดเรื่องบทบาทหน้าที่ของคติชนในสังคม เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า หมอว่านและนักสะสมว่านในอีสานสืบทอดความรู้เรื่องว่านในลักษณะมุขปาฐะเป็นหลักมีวิธีการจัดจำแนกประเภทของว่านอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย 8 ประเภทหลักที่สายการสืบทอดส่วนใหญ่รับรู้ตรงกัน ได้แก่ 1) แบ่งตามชื่อเรียกตามลักษณะทางกายภาพของว่าน 2) แบ่งตามชื่อเรียก ซึ่งนำมาจากลักษณะทางความเชื่อ 3) แบ่งตามเพศสมมติของว่าน 4) แบ่งตามตระกูลของว่าน5) แบ่งตามสรรพคุณของว่าน 6) แบ่งตามหน้าที่และสัมพันธภาพของว่าน 7) แบ่งตามประสาทสัมผัสของผู้ใช้ว่าน และ 8) แบ่งตามลักษณะของสิ่งที่ไม่ใช่พืช ทั้งนี้ พบว่าการสืบทอดในบางสายมีการจัดจำแนกประเภทว่านชุดย่อย ได้แก่ 1) ว่านพุทธคุณ 2) ว่านถอน 3) ว่านไสย 4) ว่านพราย 5) ว่านแสง 6) ว่านพิษ และ 7) ว่านผี ซึ่งเกณฑ์ในการจัดประเภทนี้มีฐานคิดมาจากวัฒนธรรมของอีสานและประสบการณ์ในการใช้ว่าน ทำให้เห็นถึงลำดับศักดิ์และชั้นของว่านแต่ละประเภทที่มีความหมายแตกต่างกัน การจัดจำแนกประเภทว่านของหมอว่านและนักสะสมว่านในอีสานยังมีความสัมพันธ์กับการสืบทอดความรู้เรื่องว่าน เนื่องจากศิษย์จะได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องการจัดประเภทและการใช้งานว่านจากครูผ่านการร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ จำแนกพิธีกรรมเกี่ยวกับว่านเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหาว่านและสร้างความศักดิ์สิทธิ์แก่ว่าน 2) กลุ่มพิธีกรรมที่ใช้ว่านในการรักษาโรคและความเจ็บป่วย และ 3) กลุ่มพิธีกรรมที่นำว่านมาทำเป็นวัตถุมงคลการจัดจำแนกประเภทของว่านต่าง ๆ ช่วยให้หมอว่านและนักสะสมว่านใช้ว่านหลัก ว่านรอง ว่านเสริม และว่านแก้ได้อย่างตรงตามสรรพคุณ ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ว่านได้ดียิ่งขึ้นบทบาทของคติความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับ “ว่านไสยเวช” มีหลายประการ ได้แก่ 1) บทบาทในการรักษาโรค บำบัดความเจ็บป่วยทางจิตวิญญาณ และเป็นที่พึ่งทางใจ 2) บทบาทในการสืบทอดความรู้เรื่องพืชซึ่งสัมพันธ์กับการสืบทอดระบบความเชื่อทางศาสนา3) บทบาทในการกำหนดวิถีปฏิบัติของกลุ่มผู้ใช้ว่านซึ่งสัมพันธ์กับบรรทัดฐานทางสังคม 4) …
การศึกษารายการสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศ “ร้อยเรื่องรอบโลก”ในช่องยูทูบ “รอบโลก By กรุณา บัวคำศรี” ตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, ณัชชา หนูบุญคง
การศึกษารายการสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศ “ร้อยเรื่องรอบโลก”ในช่องยูทูบ “รอบโลก By กรุณา บัวคำศรี” ตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, ณัชชา หนูบุญคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้มี 2 ประการ คือ เพื่อวิเคราะห์ 1) โครงสร้างและองค์ประกอบที่เป็นลักษณะเด่นของรายการสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศ “ร้อยเรื่องรอบโลก” ในช่องยูทูบ “รอบโลก by กรุณา บัวคำศรี” และ 2) กลวิธีทางภาษาในรายการสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศ “ร้อยเรื่องรอบโลก” ในช่องยูทูบ “รอบโลก by กรุณา บัวคำศรี” แนวทางที่ใช้ศึกษา คือ แนวคิดปริจเฉทวิเคราะห์ และแนวคิดเกี่ยวกับวัจนปฏิบัติศาสตร์ ข้อมูลที่ศึกษาได้มาจากคลิปวิดีโอรายการสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศ “ร้อยเรื่องรอบโลก” ในช่องยูทูบ “รอบโลก by กรุณา บัวคำศรี” ที่เผยแพร่ระหว่างวันที่ 1 มกราคม จนถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 โดยเลือกเก็บข้อมูลเฉพาะตอนที่เป็นเลขคี่ และเก็บข้อมูลเฉพาะตอนที่กรุณา บัวคำศรี เป็นผู้ดำเนินรายการหรือผู้บรรยาย ทั้งหมด 25 ตอน ความยาวจริง 7 ชั่วโมง 7 นาทีผลการศึกษาโครงสร้างและองค์ประกอบที่เป็นลักษณะเด่นพบว่าโครงสร้างหลักของรายการเป็นโครงสร้างแบบสารคดี เนื่องจากมีส่วนเกริ่นนำ ส่วนการดำเนินเรื่อง และส่วนท้ายของรายการที่เหมือนกับรายการสารคดีทั่วไป และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบสำคัญที่ปรากฏในรายการสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศดังกล่าวพบว่าเป็นองค์ประกอบของสารคดี เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริง ความคิดเห็น และเกร็ดความรู้ ในขณะที่องค์ประกอบของข่าวปรากฏเพียงข้อเท็จจริงเท่านั้น อย่างไรก็ตามผู้วิจัยพบว่าผู้ดำเนินรายการใช้ลีลาการนำเสนอที่แสดงลักษณะของข่าว ได้แก่ การแสดงการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ของผู้ดำเนินรายการ การยกถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของกลุ่มคนที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์มานำเสนอ และการนำเสนอเหตุการณ์ที่เคยเป็นข่าว ลีลาการนำเสนอดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นถึงลักษณะการนำเสนอของกรุณา บัวคำศรี และความเป็นสารคดีเชิงข่าวต่างประเทศผลการศึกษากลวิธีทางภาษาพบว่ามี 13 กลวิธีหลัก จำแนกตามวัตถุประสงค์หลักในการสื่อสาร ได้แก่ 1. เปิดมุมมองให้ผู้ชมมองเห็นภาพและเกิดความรู้สึกร่วมไปกับประเด็นที่นำเสนอ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เป็นเรื่องไกลตัว ได้แก่ 1) การใช้คำศัพท์ 2) การใช้รูปประโยคแบบต่าง ๆ 3) การใช้อุปลักษณ์ 4) การให้รายละเอียด 2. เพื่อทำให้ผู้ชมมองเห็นภาพกลุ่มคนที่รายการต้องการนำเสนอซึ่งแตกต่างจากผู้คนโดยทั่วไปในสังคม ประกอบด้วย 1) การใช้รูปประโยคแบบต่าง ๆ และ 2) การอ้างถึงโดยใช้คำแสดงความเป็นพวกเขาพวกเรา 3. เพื่อทำให้ผู้ชมฉุกคิดและเกิดความรู้สึกร่วมไปกับประเด็นที่ผู้ดำเนินรายการต้องการเสนอ ประกอบด้วย 1) การใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ …
ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ในการแปล: กรณีศึกษาเปรียบเทียบการแปลปาฐกถาในหัวข้อ “Democracy And Patronage System Of Thailand” โดยนายจักรภพ เพ็ญแขและพรรคประชาธิปัตย์, รตวัน ศรีพิเชียร
ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ในการแปล: กรณีศึกษาเปรียบเทียบการแปลปาฐกถาในหัวข้อ “Democracy And Patronage System Of Thailand” โดยนายจักรภพ เพ็ญแขและพรรคประชาธิปัตย์, รตวัน ศรีพิเชียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้เป็นงานวิจัยที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการเคลื่อนที่เกิดขึ้นในกระบวนการแปลปาฐกถาเรื่อง “Democracy and Patronage System of Thailand” กับหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ของบทแปลรวมถึงอุดมการณ์ของผู้แปล โดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์เชิงระบบสำหรับการแปลเชิงพรรณนาของเจเรมี่ มันเดย์และทฤษฎีเรื่องเล่าของโมนา เบเคอร์การวิเคราะห์ข้อมูลมีขั้นตอนทั้งหมด 2 ขั้นตอนหลัก โดยขั้นตอนที่ 1 เป็นการศึกษาต้นฉบับและสำนวนแปล 2 ฉบับโดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์เชิงระบบสำหรับการแปลเชิงพรรณนาของมันเดย์ ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอนย่อย ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีไวยากรณ์ระบบและหน้าที่ (2) การวิเคราะห์ด้วยภาษาศาสตร์คลังข้อมูล และ (3) การวิเคราะห์ร่วมกับบริบททางสังคมและการเมือง และขั้นตอนที่ 2 ได้แก่ได้แก่การนำผลการวิเคราะห์ที่ได้จากขั้นตอนแรกมาวิเคราะห์ร่วมกับทฤษฎีเรื่องเล่า (Narrative Theory) โดยมุ่งศึกษาประเด็นทั้งหมด 3 ประเด็น ได้แก่ (1) ประเภทของเรื่องเล่าที่พบในกระบวนการแปลต้นฉบับ (2) องค์ประกอบของเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับการเคลื่อนที่พบ (3) กลวิธีในการกำหนดกรอบเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับการเคลื่อนที่พบจากการวิเคราะห์ต้นฉบับและสำนวนแปล 2 ฉบับตามขั้นตอนข้างต้น ทำให้พิสูจน์สมมติฐานได้ว่าการเคลื่อนที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ในการแปลรวมถึงอุดมการณ์ของผู้แปล ผ่านการใช้ภาษาไม่ว่าจะในเชิงการสื่อความคิด เชิงการสื่อบุคคลสัมพันธ์ และเชิงความเรียง และการที่มีการเคลื่อนที่สามารถเชื่อมโยงได้กับองค์ประกอบของเรื่องเล่าทั้ง 4 องค์ประกอบ ได้แก่การลำดับเรื่อง ความเชื่อมโยงของเรื่องเล่า การวางโครงเรื่อง และ การเลือกสรรข้อมูล และการใช้กลวิธีในการวางกรอบเรื่องเล่า ได้แก่การเลือกสรรข้อมูล การใช้ถ้อยคำตีตรา และการเปลี่ยนตำแหน่งผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนเหล่านั้นมีส่วนในการประกอบสร้างเรื่องเล่าของผู้แปลแต่ละคนให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทแปลและอุดมการณ์ของผู้แปลนอกจากนั้น การวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีเรื่องเล่าทำให้พบว่าการแปลปาฐกถาเรื่อง “Democracy and Patronage System of Thailand” นำเสนอเรื่องเล่าปัจเจกบุคคล 1 เรื่องได้แก่เรื่องเล่าที่แสดงถึงจุดยืนของนายจักรภพต่อระบบอุปถัมภ์ เรื่องเล่าสาธารณะ 1 เรื่องได้แก่เรื่องเล่าสาธารณะว่าด้วยบทบาทของพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย เรื่องเล่าวิชาการ 1 เรื่องได้แก่เรื่องเล่าวิชาการว่าด้วยระบบอุปถัมภ์และประชาธิปไตย และเรื่องเล่าแม่บท 1 เรื่องได้แก่เรื่องเล่าแม่บทว่าด้วยการเข้าสู่ประชาธิปไตย
กลวิธีการสร้างความตลกขบขันกับภาพแทนของผู้หญิงที่นำเสนอในการ์ตูนช่องบนเพจเฟซบุ๊ก “เบื่อเมีย” และ “ฟอร์มหมาแก่”, รชยา รัชตะวรรณ
กลวิธีการสร้างความตลกขบขันกับภาพแทนของผู้หญิงที่นำเสนอในการ์ตูนช่องบนเพจเฟซบุ๊ก “เบื่อเมีย” และ “ฟอร์มหมาแก่”, รชยา รัชตะวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพแทนของผู้หญิงที่นำเสนอผ่านมุกตลกในการ์ตูนบนเฟซบุ๊ก โดยใช้กรอบการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ (Qualitative Content Analysis; QCA) ในการค้นหาหัวข้อ (theme) และเพื่อศึกษากลวิธีการสร้างความตลกขบขันของมุกตลกในการ์ตูนบนเฟซบุ๊ก โดยใช้ทฤษฎีทั่วไปของภาษาสื่ออารมณ์ขัน (General Theory of Verbal Humor; GTVH) ในการวิเคราะห์แหล่งความรู้ (Knowledge Resource; KR) 6 ประการ ซึ่งเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ช่วยในการสร้างความตลกขบขัน ได้แก่ ความขัดแย้งของตัวบท (Script Opposition) กลไกทางตรรกะ (Logical mechanism) สถานการณ์ (Situation) เป้าหมายในการล้อเลียน (Target) กลวิธ๊ในการบรรยาย (Narrative strategy) รูปภาษา (Language) โดยเก็บข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก “เบื่อเมีย” และ “ฟอร์มหมาแก่” จำนวน 87 ตัวอย่าง ผลการวิจัยพบว่ามุกตลกในการ์ตูนบนเฟซบุ๊กนำเสนอภาพแทนของผู้หญิงจำนวน 5 หัวข้อ ได้แก่ การควบคุมจัดการ การแสดงออกทางอารมณ์ การรับประทานอาหาร การดูแลรักษารูปร่างหน้าตา และการใช้เงิน การนำเสนอผู้หญิงในลักษณะดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นภาพแทนผู้หญิง (โดยเฉพาะในฐานะภรรยา) ว่าเป็นคนกินเก่ง ขี้โมโห เอาแต่ใจ บงการผู้ชาย ทั้งยังมีรูปร่างที่ไม่น่าดู ภาพแทนของผู้หญิงในลักษณะนี้ถูกนำเสนอผ่านตัวบทของความตลกขบขันซึ่งอาศัยความขัดแย้งของตัวบท (SO) เป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดที่มุกตลกในการ์ตูนช่องบนเฟซบุ๊กใช้ในสร้างความตลกขบขัน โดย SO ทำงานร่วมกันกับกลไกทางตรรกะ (LM) เสมอ อีกทั้งความตลกขบขันยังมักเกิดจากการทำงานร่วมกันของแหล่งความรู้ (KR) หลายประการด้วย
Buddhism And Khwan In The Religious System Of The Tai Khamtis' Villages In Arunachal Pradesh, India, Chow Kensan Tunkhang
Buddhism And Khwan In The Religious System Of The Tai Khamtis' Villages In Arunachal Pradesh, India, Chow Kensan Tunkhang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the interaction between Buddhism and Khwan, an indigenous belief in the soul, in three Tai Khamti villages in Arunachal Pradesh, India. The study aims to identify components of the Khwan belief tradition, as well as to investigate the nature of their relationships with Buddhism.Ethnographic cases reveal that Khwan is a distinct and indivisible essence that invigorates all living beings, and without one of which, an individual is susceptible to afflictions. Possessing a complete Khwan symbolises life, whereas its absence signifies death. There are four primary categories of Khwan ritual complexes conducted for an ailing individual: retrieving the …
การรวมเสียงพยัญชนะก้องและไม่ก้องในภาษาไทย ภาษาล้านนา และภาษาอีสาน, มาเรีย ฑิมพิกา โฉมชา
การรวมเสียงพยัญชนะก้องและไม่ก้องในภาษาไทย ภาษาล้านนา และภาษาอีสาน, มาเรีย ฑิมพิกา โฉมชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การรวมเสียงก้องและไม่ก้องเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญต่อภาษาตระกูลไท เพราะทำให้หน่วยเสียง พยัญชนะในภาษามีจำนวนน้อยลงแต่มีจำนวนวรรณยุกต์เพิ่มขึ้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาช่วงเวลาการรวมกัน ของเสียงก้องและไม่ก้องในภาษาไทย ภาษาล้านนา และภาษาอีสาน โดยศึกษาการเขียนคำที่ไม่ตรงตามประวัติคำ ในจารึกทั้งสามภาษา รูปเขียนที่ไม่ตรงตามประวัติคำบ่งชี้ว่าเกิดความสับสนระหว่างอักขระที่เมื่อแรกประดิษฐ์เคย เปรียบต่างด้านความก้องและไม่ก้องและแสดงว่าเกิดการรวมเสียงก้องและไม่ก้องขึ้นแล้ว ผลการศึกษาบ่งชี้ว่าการ รวมเสียงก้องและไม่ก้องในภาษาไทยเกิดขึ้นอย่างช้าในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ภาษาล้านนา และภาษาอีสาน เกิดขึ้นอย่างช้าราวกลางพุทธศตวรรษที่ 20 ช่วงระยะเวลาการรวมเสียงก้องและไม่ก้องในภาษาไทย ภาษาล้านนา และภาษาอีสานที่เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกันบ่งชี้ว่าการรวมเสียงก้องและไม่ก้องเป็นพัฒนาการในภาษา ตระกูลไทน่าจะมีปัจจัยทางภูมิศาสตร์ประกอบ เนื่องจากผู้พูดทั้งสามภาษามีถิ่นฐานที่ใกล้กันและการ ติดต่อสื่อสารกันอาจนำการเปลี่ยนแปลงทางเสียงมาสู่ทั้งสามภาษาในเวลาไล่เลี่ยกัน ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับ ข้อเสนอของ Li (1977), Gedney (1989), Bickner (1992) และ Tangsiriwattanakul (2020) ผู้เสนอว่าการ รวมเสียงก้องและไม่ก้องนี้เกิดขึ้นหลังจากการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มคนไทในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน