Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 3601 - 3630 of 6481

Full-Text Articles in Entire DC Network

Development Of Gamma-Aminobutyric Acid Nanoemulsions For Dermal Delivery, Kamonwan Singpanna Jan 2020

Development Of Gamma-Aminobutyric Acid Nanoemulsions For Dermal Delivery, Kamonwan Singpanna

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The aims of this work were to study the effect of the penetration enhancer on physical properties of GABA-loaded nanoemulsions, to evaluate their physical and chemical stabilities and to compare in vitro skin permeability between GABA loaded-nanoemulsions with and without the penetration enhancer. In this study, 1,8-cineole was used as a penetration enhancer. The nanoemulsions were prepared by using the Microfluidizer. The oil phase consists of 10% w/w soybean oil and 5% w/w surfactant(s). Type of nanoemulsions was confirmed by dilution test. The average droplet size and size distribution (PDI) were measured by dynamic light scattering Zetasizer Nano ZS™. The …


Development Of Reimbursement Policy For Knee Osteoarthritis Treatment In Thailand, Parnnaphat Luksameesate Jan 2020

Development Of Reimbursement Policy For Knee Osteoarthritis Treatment In Thailand, Parnnaphat Luksameesate

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Purpose : Osteoarthritis (OA) is the most common type of joint disease. The treatments are included oral non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs), Symptomatic Slow-Acting Drugs for Osteoarthritis (SYSADOA), intra-articular steroid injection, and surgery. Each of treatments was a difference in benefit and risk. In addition to variation of reimbursement policy among three health insurance schemes in Thailand. The objective of this study was 1.) to conduct an economic evaluation of knee OA treatments in Thailand 2.) to investigate Thai patients’ preferences and their willingness-to-pay (WTPs) for knee OA treatments. Methods : A cost-utility analysis was conducted to compare among treatment options …


Transcriptomic Analysis Of Red-Spotted Grouper Nervous Necrosis Virus-Infected Seabass Lates Calcarifer (Bloch, 1790), Kitipong Angsujinda Jan 2020

Transcriptomic Analysis Of Red-Spotted Grouper Nervous Necrosis Virus-Infected Seabass Lates Calcarifer (Bloch, 1790), Kitipong Angsujinda

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Infection with Red-spotted grouper nervous necrosis virus (RGNNV) remains a significant problem in aquaculture of a variety of fish including Asian seabass (Lates calcarifer). This study presents a transcriptome analysis of the head kidney which performs the important immune functions during RGNNV infection in L. calcarifer. RNA sequencing was employed to distinguish the transcript abundance in head kidney between RGNNV infected and control fish. Functional analysis identified 59 and 73 differentially expressed genes at 2- and 15-day post infection, respectively and twelve candidates were shown to have a potential implication in RGNNV infection. This study lays the groundwork for future …


Strategic Analysis: A Case Study Of Sunsweet Public Company Limited, Panupong Senapitak Jan 2020

Strategic Analysis: A Case Study Of Sunsweet Public Company Limited, Panupong Senapitak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This individual study investigates and describes the organizational and market factors associated with providing a management framework that has benefited Sunsweet Public Co.,Ltd. to have a disproportional share of the food and agricultural industry's overall profits, providing fuel for further market dominance. The study consists of two different studies: one study examines the market situational analysis offering a broad look at an industry that provides a comprehensive information outline of the industry overall, and it is headed. Whist the other examines the company's performance, competitive analysis, and prospect and examines the other factors associated with the outcome of being a …


คุณภาพชีวิตในการทำงาน : กรณีศึกษา บุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง, นรินทร์ อบแพทย์ Jan 2020

คุณภาพชีวิตในการทำงาน : กรณีศึกษา บุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง, นรินทร์ อบแพทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตการในทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะงานกับคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่บุคลากรในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง จำนวนทั้งสิ้น 206 คน สุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ตามสัดส่วนของจำนวนประชากร โดย มีรายละเอียดการคำนวณขนาดตัวอย่าง โดยใช้วิธีการของ ยามาเน่ (Yamane, 1973) วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความสัมพันธ์ของตัวแปรด้วยสถิติ Independent Sample T-test และ One Way-ANOVA และ Pearson Correlation ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรทั้ง 8 ด้าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านเรียงจากมากไปน้อยพบว่า ด้านสิทธิส่วนบุคคลและประชาธิปไตยในองค์การ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านโอกาสในการพัฒนาความสามารถของบุคคล มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านความก้าวหน้าและความมั่นคง มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ด้านลักษณะงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการบูรณาการทางสังคมหรือการทำงานร่วมกัน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ด้านความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง และด้านค่าตอบแทนที่เพียงพอและเป็นธรรม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับคุณภาพชีวิตการทำงานตัวแปรทุกตัวมีผลต่อคุณภาพชีวิตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล โดยใช้ Pearson Correlation ตัวแปรทุกตัวมีค่า Sig. (2-tailed) น้อยกว่า 0.05 ทุกตัว 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะงานกับคุณภาพชีวิตการทำงานตัวแปรทุกตัวมีผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้นคุณภาพชีวิตของการทำงานของบุคลากรในองค์การในปัจจุบันไม่ว่าจะอยู่ในสาขาอาชีพ ใดก็ตาม ยังอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลางเท่านั้น ซึ่งเป็นปัญหาที่แต่ละองค์การ/หน่วยงาน ควรต้องหันมาให้ความสนใจว่าจะมีแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพชีวิตการทำงาน และความมั่นคงในการทำงานได้อย่างไรบ้าง ซึ่งควรจะต้องพัฒนาปรับปรุงให้สอดคล้องกับ สภาพการทำงาน ความเสี่ยง และความต้องการของบุคลากรในหน่วยงาน/องค์การนั้น


ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและความพึงพอใจในการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย ในสภาวะวิกฤติโรคระบาดไวรัสโควิด-19กรณีศึกษา: บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด (สำนักงานใหญ่), ทิพธิดา เจริญวิลาศพงษ์ Jan 2020

ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและความพึงพอใจในการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย ในสภาวะวิกฤติโรคระบาดไวรัสโควิด-19กรณีศึกษา: บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด (สำนักงานใหญ่), ทิพธิดา เจริญวิลาศพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่อง “ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและความพึงพอใจในการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย ในสภาวะวิกฤติโรคระบาดไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา: บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด (สำนักงานใหญ่)” มีวัตถุประสงค์สี่ประการ ได้แก่ ประการแรก เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัยของพนักงาน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ในสภาวะวิกฤติการเกิดโรคระบาด ไวรัสโควิด-19 ประการที่สอง เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัยของพนักงาน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ในสภาวะวิกฤติการเกิดโรคระบาด ไวรัสโควิด-19 ประการที่สาม เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัยของพนักงาน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ในสภาวะวิกฤติการเกิดโรคระบาด ไวรัสโควิด-19 และประการที่สี่ เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงานจากพักอาศัยของพนักงาน บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ในสภาวะวิกฤติการเกิดโรคระบาด ไวรัสโควิด-19 โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเขิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามทั้งปลายปิดและปลายเปิด โดยมีตัวแปรที่เกี่ยวข้องในการศึกษา ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ภูมิลำเนา ระดับการศึกษา และแผนกที่ปฏิบัติงาน โดยผลการศึกษาพบว่า เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และแผนกที่ปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ระดับความพึงพอใจและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานจากที่บ้านแตกต่างกัน ส่วนภูมิลำเนาที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อระดับความพึงพอใจและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานจากที่บ้าน สำหรับคำถามปลายเปิดบุคลากรส่วนใหญ่ต้องการให้องค์กรสนับสนุนในด้านอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆโดยเปิดโอกาสให้บุคลากรขอยืมจากองค์กร ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะทำงาน เก้าอี้ทำงาน จอคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนตความเร็วสูง เพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานคล่องตัวขึ้น


การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้ประกอบอาชีพศิลปะการแต่งหน้าเชิงสร้างสรรค์, ปองเดช กวินปัถย์ Jan 2020

การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้ประกอบอาชีพศิลปะการแต่งหน้าเชิงสร้างสรรค์, ปองเดช กวินปัถย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้ประกอบอาชีพศิลปะการแต่งหน้าเชิงสร้างสรรค์ (2). พัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้ประกอบอาชีพศิลปะการแต่งหน้าเชิงสร้างสรรค์ (3). พัฒนาคู่มือการจัดโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้ประกอบอาชีพศิลปะการแต่งหน้าเชิงสร้างสรรค์ โดยแบ่งขั้นตอนการดำเนินงานวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 เพื่อศึกษาคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้ประกอบอาชีพศิลปะการแต่งหน้าเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 20 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้ประกอบอาชีพศิลปะการแต่งหน้าเชิงสร้างสรรค์ โดยดำเนินการตามขั้นตอนการจัดโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน ตามแนวคิดของ Houle (1972) 7 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นการวิเคราะห์ความต้องการในการเรียนรู้และกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เป็นไปได้ 2) ขั้นการตัดสินใจดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ 3) ขั้นการกำหนดวัตถุประสงค์ 4) ขั้นการออกแบบรูปแบบกิจกรรมที่เหมาะสมใช้แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ ของ Kolb (1984) 5 ขั้นการวางแผนกิจกรรมให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของผู้เรียน 6) ขั้นการนำแผนงานไปสู่การปฏิบัติ 7) ขั้นการวัดและประเมินผล การศึกษาปัจจัยและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องในการนำโปรแกรม กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 10 คน ระยะที่ 3 การพัฒนาคู่มือการจัดโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้ประกอบอาชีพศิลปะการแต่งหน้าเชิงสร้างสรรค์โดยการร่างคู่มือจากผลการพัฒนาโปรแกรม มีการตรวจสอบคู่มือโดยผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 20 คน และการจัดทำคู่มือฉบับสมบูรณ์ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) คุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้ประกอบอาชีพศิลปะการแต่งหน้าเชิงสร้างสรรค์บ่งออกเป็น 3 มิติ ประกอบด้วย 1) มิติเจตคติ 20 รายการ 2) มิติทักษะ 5 รายการ และ 3) มิติความรอบรู้ 3 รายการ (2) ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามโปรแกรมพบว่ากลุ่มทดลองมีคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้ประกอบอาชีพศิลปะการแต่งหน้าเชิงสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับสูง (3) ผลการพัฒนามือคู่มือโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้ประกอบอาชีพศิลปะการแต่งหน้าเชิงสร้างสรรค์ ได้คู่มือที่มีขนาดรูปเล่มที่เหมาะสม ตัวอักษรอ่านง่ายชัดเจน กิจกรรมแต่ละขั้นตอนมีความชัดเจน เข้าใจง่ายเนื้อหาความรู้มีความเหมาะสมตรงกับความต้องการ


บทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมการเล่นแก่เด็กวัยอนุบาลในกรุงเทพมหานคร, แพร นากชื่น Jan 2020

บทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมการเล่นแก่เด็กวัยอนุบาลในกรุงเทพมหานคร, แพร นากชื่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะการเล่นของเด็กวัยอนุบาล และ 2) วิเคราะห์บทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมการเล่นแก่เด็กวัยอนุบาลในกรุงเทพมหานคร ใน 2 ด้าน ได้แก่ การจัดสภาพแวดล้อม และการสนับสนุนการเล่น ตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองของเด็กอนุบาลอายุ 3 - 6 ปี จำนวน 432 คน จากโรงเรียน 4 สังกัด ได้แก่ สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยเป็น ดังนี้ 1) เด็กวัยอนุบาลเล่นใน 3 ลักษณะ ได้แก่ (1) การเล่นในมิติเชิงสติปัญญา พบการเล่นสร้างสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 98.5 (2) การเล่นในมิติเชิงร่างกาย พบการเล่นโดยใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 97 และ (3) การเล่นในมิติเชิงสังคม พบการเล่นร่วมกันมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 83.9 2) ผู้ปกครองมีบทบาทในการส่งเสริมการเล่นแก่เด็กวัยอนุบาลในภาพรวม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.10 โดยการสนับสนุนการเล่นมีค่าเฉลี่ยคะแนนการปฏิบัติสูงที่สุด เท่ากับ 4.32 รองลงมาคือ การจัดสภาพแวดล้อม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.88


การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรในงานก่อสร้างถนน โดยใช้เทคนิคการบริหารโครงการ, นูรอัยณี ประเสริฐดำ Jan 2020

การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรในงานก่อสร้างถนน โดยใช้เทคนิคการบริหารโครงการ, นูรอัยณี ประเสริฐดำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามและควบคุมความก้าวหน้าของงานซ่อมในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรในงานสร้างถนน โดยได้มองแต่ละงานซ่อมเป็นแต่ละโครงการและมีการดำเนินโครงการตามหลักการบริหารโครงการ (Project Management) เครื่องมือสำคัญในการบริหารโครงการเป็นเครื่องมือในการบริหารความก้าวหน้าของโครงการ ได้แก่ วิธีการวิถีวิกฤต (Critical Path Method, CPM) แผนภูมิแกนต์ (Gantt Chart) และ S Curve โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานวิจัยดังนี้ 1) รวบรวมอาการเสียและวิเคราะห์หาสาเหตุและกำหนดวิธีการซ่อมและเวลามาตรฐานของการซ่อม 2) วิเคราะห์กิจกรรมของการซ่อมโดยใช้ CPM 3) สร้างแผนภูมิแกนต์เพื่อแสดงแผนงานของแต่ละโครงการซ่อม 4) ควบคุมและติดตามความก้าวหน้าของแต่ละโครงการซ่อมโดยใช้ S-curve 5) หามาตรการหรือแผนเร่งรัดเพื่อให้เป็นไปตามแผนงานของแต่ละโครงการซ่อม งานวิจัยนี้ได้ใช้ระบบฐานข้อมูลเพื่อความสะดวกในการสร้างแผนการซ่อม หลังจากหนึ่งปีของการปรับปรุงพบว่าประสิทธิภาพการบริหารงานซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นโดยระบบหยุดทำงานลดลง เวลาหยุดทำงานของระบบโครงสร้าง (Body System) ลดลงจาก 75 วันเป็น 16 วัน คิดเป็น 78.67% เวลาหยุดทำงานของระบบเครื่องยนต์ (Engine System) ลดลงจาก 122 วันเป็น 54 วัน คิดเป็น 55.74% และเวลาหยุดทำงานของระบบช่วงล่าง (Suspension System) ลดลงจาก 30 วันเป็น 23 วัน คิดเป็น 23.33% เวลาหยุดทำงานของระบบส่งกำลัง (Transmission System) ลดลงจาก 30 วันเป็น 16 วัน คิดเป็น 46.67% เวลาหยุดทำงานของระบบไฮดรอลิก (Hydraulic System) ลดลงจาก 17 วันเป็น 13 วัน เป็น 23.53% เวลาหยุดทำงานของระบบไฟฟ้า (Electrical System) ลดลงจาก 20 วันเป็น 10 วัน เป็น 50% ตามลำดับ


สถานการณ์ของความโกรธกับมุมมองเชิงพื้นที่ของผู้ขับรถยนต์และการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ในกรุงเทพมหานคร, ชัญญาณ์ภัช ทิพพาบุญ Jan 2020

สถานการณ์ของความโกรธกับมุมมองเชิงพื้นที่ของผู้ขับรถยนต์และการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ในกรุงเทพมหานคร, ชัญญาณ์ภัช ทิพพาบุญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องสถานการณ์ของความโกรธกับมุมมองเชิงพื้นที่ของผู้ขับรถยนต์ และการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ในกรุงเทพมหานครมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาอารมณ์โกรธ และการแสดงออกขณะที่โกรธของผู้ขับรถยนต์ภายใต้สถานการณ์ต่างๆบนท้องถนน มุมมองเชิงพื้นที่ของผู้ขับรถยนต์ภายใต้ภาวะอารมณ์โกรธ และความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์โกรธและการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์บนท้องถนนโดยอาศัยกรอบแนวคิดทฤษฎีสังคมวิทยาอารมณ์ ทฤษฎีการปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ แนวคิดการผลิตพื้นที่ มุมมองต่อพื้นที่ และแนวคิดเกี่ยวกับอุบัติเหตุ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การสังเกตการณ์ขณะขับรถยนต์และสัมภาษณ์เชิงลึกโดยใช้กรณีศึกษาจำนวน 20 คน และระยะที่ 2 การสังเกตการณ์ผ่านกล้องบันทึกภาพในรถยนต์ โดยใช้กรณีศึกษาที่คัดเข้าจากระยะที่ 1 จำนวน 10 คน ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์ที่มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้สึกและถ่ายทอดความคิดในสถานการณ์ธรรมชาติได้ดี ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เรื่องเล่าจากข้อความและภาพของกรณีศึกษาด้วยการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับรถยนต์และบริบทต่างๆ ผลการศึกษา พบว่า สถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงและพฤติกรรมที่เกิดจากการกระทำของผู้ขับรถยนต์มีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ในกรุงเทพมหานคร โดยที่ความโกรธและการแสดงความโกรธของผู้ขับรถยนต์เกี่ยวข้องทางอ้อม ความโกรธที่เกิดขึ้นบนถนนประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก คือสถานการณ์ ตัวตน และสัญญะที่เกิดจากการการปฏิสัมพันธ์ที่มีผลในการเป็นตัวจุดชนวน เพิ่ม ลด หรือหยุดความโกรธได้ และมีองค์ประกอบรองคือมุมมองของพื้นที่ เพราะอารมณ์โกรธเป็นกระบวนการผลิตที่ถูกผลิตสร้างจากการใช้พื้นที่ที่เกิดขึ้นจากการรับรู้พื้นที่ถนนที่แตกต่างกัน การให้ความหมายของพื้นที่ที่แตกต่างกัน และการใช้รถใช้ถนนที่แตกต่างกันในการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นของผู้ขับรถยนต์จนถูกผลิตสร้างจิตสำนึกในการใช้พื้นที่และการใช้รถใช้ถนนขึ้น ดังนั้นผู้ขับรถยนต์จึงมีการใช้ตัวตนของตนเองในการตีความ และตัดสินทั้งสถานการณ์และบุคคลอื่นในทุกพื้นที่ที่ใช้งานและแสดงตัวตนนั้นออกมาผ่านการกระทำที่ล้วนแสดงให้เห็นถึงบริบทบนท้องถนนของผู้ขับรถยนต์ในกรุงเทพมหานค


สุขภาพจิต ทักษะทางสังคมและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), ธัญรดี กองมณี Jan 2020

สุขภาพจิต ทักษะทางสังคมและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), ธัญรดี กองมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสุขภาพจิต ทักษะทางสังคม และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) วิธีการศึกษา การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยดำเนินการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 408 ราย ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบตามเกณฑ์หรือแบบเจาะจง โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาตอบแบบสอบถามทั้งหมดด้วยตนเอง ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลด้านการทำงาน 2) แบบสอบสุขภาพทั่วไป 3) แบบสอบถามทักษะทางสังคม 4) แบบสอบถามความสุขในการทำงาน 5) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และ 6) แบบสอบถามเหตุการณ์ความเครียดใน 1 ปีที่ผ่านมา ทำการวิเคราะห์ปัจจัยระหว่างสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติทดสอบไคสแควร์ และอาศัยการวิเคราะห์ความถดถอยโลจิสติกเพื่อระบุปัจจัยทำนายสุขภาพจิตปกติของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 76.2) มีสุขภาพจิตปกติ โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยของสุขภาพจิตเท่ากับ 2.52±3.43 พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 46.8) มีทักษะทางสังคมอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยของทักษะทางสังคมเท่ากับ 78.84±27.64 ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตปกติ ได้แก่ อายุที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 40 ปี ทักษะทางสังคมระดับต่ำมากถึงต่ำ ความสุขในการทำงานระดับปานกลางถึงสูง การสนับสนุนทางสังคมด้านทรัพยากรหรือวัตถุสูง และเหตุการณ์ความเครียดใน 1 ปีที่ผ่านมาในระดับต่ำ (p<0.05) ปัจจัยทำนายสุขภาพจิตปกติของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ได้แก่ อายุที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 40 ปี และการสนับสนุนทางสังคมด้านทรัพยากรหรือวัตถุสูง (p<0.05) สรุปผลการศึกษา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ส่วนใหญ่ มีสุขภาพจิตปกติและมีทักษะทางสังคมอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง อายุที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 40 ปี และการสนับสนุนทางสังคมด้านทรัพยากรหรือวัตถุสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตปกติชองพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน


ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยใช้เกมนำไปสู่กีฬาที่มีต่อสมรรถภาพกลไกของนักเรียนประถมศึกษา, มณิฐา นิตยสุข Jan 2020

ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยใช้เกมนำไปสู่กีฬาที่มีต่อสมรรถภาพกลไกของนักเรียนประถมศึกษา, มณิฐา นิตยสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพกลไกก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพกลไกหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน ได้รับการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยใช้เกมนำไปสู่กีฬาที่มีต่อสมรรถภาพกลไก เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ 60 นาที และกลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้เกมนำไปสู่กีฬา จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องในแต่ละแผนเท่ากับ 0.88 และแบบทดสอบสมรรถภาพกลไก ประกอบด้วย ความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว การทรงตัว ปฏิกิริยาตอบสนอง การประสานสัมพันธ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00, 1.00, 1.00, 1.00, 0.80 และ 1.00 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดย การหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที (t-test) ผลวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพกลไกหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพกลไกหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การศึกษาตามขวางเปรียบเทียบความชุกของผู้ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง ในนิสิตแพทย์ชั้นปรีคลินิก และนิสิตแพทย์ชั้นคลินิกโดยวิธี ควอนติเฟอรอนทีบีโกลพลัส และการทดสอบวัณโรคทางผิวหนัง, นันทนา จำปา Jan 2020

การศึกษาตามขวางเปรียบเทียบความชุกของผู้ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง ในนิสิตแพทย์ชั้นปรีคลินิก และนิสิตแพทย์ชั้นคลินิกโดยวิธี ควอนติเฟอรอนทีบีโกลพลัส และการทดสอบวัณโรคทางผิวหนัง, นันทนา จำปา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา นิสิตแพทย์เป็นกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อวัณโรคจากผู้ป่วยในโรงพยาบาลและกลายเป็นวัณโรคชนิดมีอาการที่สามารถแพร่กระจายได้โดยเฉพาะในโรงพยาบาลของประเทศที่มีความชุกของผู้ติดเชื้อวัณโรคสูง วัตถุประสงค์ เพื่อที่จะหาความชุกของนิสิตแพทย์ที่ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงเปรียบเทียบกันระหว่างนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 4 ที่เพิ่งผ่านการเรียนการสอนในชั้นปรีคลินิกและนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 6 ที่ผ่านการสัมผัสผู้ป่วยในโรงพยาบาลมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี โดยการใช้วิธีการตรวจ QuantiFERON-TB Gold Plus (QFT-Plus) และการทดสอบวัณโรคทางผิวหนัง (Tuberculin Skin Test) วิธีการวิจัย เป็นการศึกษาแบบตัดขวางในอาสาสมัครนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 4 และนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 6 ที่กำลังศึกษาอยู่ในคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนิสิตที่สมัครใจเข้าร่วมการศึกษาจะได้รับการตรวจ QFT-Plus จากการเก็บตัวอย่างเลือด และบางส่วนของนิสิตที่เขาร่วมการศึกษาจะได้รับการทดสอบ TST หลังจากการเจาะเลือด โดยก่อนหน้าเข้าเก็บตัวอย่างนิสิตแพทย์อาสาสมัครจะต้องทำแบบสอบถามเกี่ยวกับความเสี่ยงในการได้รับเชื้อวัณโรค ผลการศึกษา มีนิสิตสนใจเข้าการศึกษาทั้งหมด 158 คน โดยความชุกของผู้ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงโดยวิธี QFT-Plus รวมทั้งหมดมี 10 คน คิดเป็นร้อยละ 6.3 โดยแบ่งเป็นความชุกในนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 6 คิดเป็นร้อยละ 9.4 และความชุกของนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 4 ร้อยละ 2.7 โดยไม่พบความสัมพันธ์กับเสี่ยงของการติดเชื้อวัณโรคกับปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติเมื่อทำการวิเคราะห์แบบพหุตัวแปร โดยในการศึกษานี้นิสิตส่วนมาก ร้อยละ 88 ให้ประวัติว่าเคยได้รับวัคซีน BCG ตั้งแต่เด็ก นอกจากนั้นในรายที่ให้ผลบวกจากการทดสอบ QFT-Plus และ TST ไมีมีนิสิตที่มีผลภาพรังสีปอดที่ผิดปกติ โดยจากนิสิตที่เข้าการศึกษาทั้งหมด 158 ราายมีนิสิตจำนวน 41 ราย คิดเป็นร้อยละ 25.9 สมัครใจรับการทดสอบ TST โดยพบว่าหากใช้จุดตัดของ TST ตามมาตรฐานที่ตั้งแต่ 10 มิลลิเมตรขึ้นไป พบว่ามี 6 รายให้ผลบวกสอดคล้องกับ QFT-Plus และมี 4 รายที่ TST ให้ผลลบ ไม่สอดคล้องกับ QFT-Plus เมื่อคิดค่าความสอดคล้องกันระหว่างการทดสอบทั้ง 2 พบว่ามีความสอดคล้องกันในระดับปานกลาง สรุป การตรวจคัดกรองผู้ป่วยที่ติดเชื้อวัณโรคในบุคลากรใหม่ที่เข้ามาทำงานในโรงพยาบาลโดยเฉพาะนิสิตแพทย์มีความสำคัญในการช่วยลดการแพร่กระจายอุบัติการของการเกิดวัณโรคติดต่อภายในโรงพยาบาล ในการศึกษานี้พบว่าในนิสิตแพทย์ปี 6 มีค่าความชุกของผู้ป่วยวัณโรคแฝง สูงกว่านิสิตแพทย์ชั้นปี 4 ดังนั้นประชากรกลุ่มนิสิตนี้จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับบเชื้อวัณโรคจากการฝึกปฏิบัติงานในโรงพยาบาล แม้ว่าจากการศึกษานี้มีจำนวนผนิสิตที่เข้าร่วมปริมาณไม่มากจนสามารถแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของชั้นปี …


ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกสลับช่วงประกอบน้ำหนักต่อองค์ประกอบของร่างกายและการทำงานของหลอดเลือดในผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรง, ธันยากานต์ วรเศรษฐวัฒน์ Jan 2020

ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบแอโรบิกสลับช่วงประกอบน้ำหนักต่อองค์ประกอบของร่างกายและการทำงานของหลอดเลือดในผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรง, ธันยากานต์ วรเศรษฐวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลฉับพลันและผลของการฝึกออกกำลังกายแบบสลับช่วงต่อการตอบสนองทางสรีรวิทยา การใช้พลังงาน การทำงานของหลอดเลือด และสมรรถภาพทางกายในผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรง สำหรับการศึกษาผลฉับพลัน กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายและหญิง มีอายุตั้งแต่ 18-50 ปี แบ่งเป็น ผู้ที่มีน้ำหนักปกติ ค่าดัชนีมวลกาย 18.5-22.9 กิโลกรัม/เมตร2 จำนวน 12 คน และผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรง ค่าดัชนีมวลกาย ≥ 37.5 กิโลกรัม/เมตร จำนวน 12 คน ก่อนและหลังการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง และแบบสลับช่วง ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือด การใช้พลังงาน และคะแนนความสนุกสนาน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยการการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (2x3) และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยวิธี LSD ที่ระดับ .05 จากนั้นนำผลที่ได้จากการศึกษาที่ 1 มาใช้ในการศึกษาผลของการฝึกออกกำลังกายในการศึกษาที่ 2 สำหรับการศึกษาผลของการฝึกออกกำลังกายกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายและหญิง อายุ 18-50 ปี จำนวน 26 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ที่มีน้ำหนักปกติ ค่าดัชนีมวลกาย 18.5-22.9 กิโลกรัม/เมตร2 จำนวน 14 คน และ กลุ่มผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรง ค่าดัชนีมวลกาย ≥ 37.5 กิโลกรัม/เมตร จำนวน 12 คน ทำการฝึกออกกำลังกายแบบสลับช่วงโดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วง 1-6 สัปดาห์ ออกกำลังกายระดับความหนักสูงที่ 75-85 % อัตราการเต้นหัวใจสำรอง (HRR) เป็นเวลา 1 นาที สลับกับช่วงออกกำลังกายระดับเบาที่ 45-55 % HRR เป็นเวลา 4 นาที จำนวน 6 รอบ ระยะที่ 2 ช่วง 7-12 สัปดาห์ …


ผลของการฝึกแบบสลับช่วงที่ความหนักสูงร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนโลหิต ที่มีต่อสมรรถภาพทางแอโรบิก ความทนต่อการเมื่อยล้า และความสามารถทางกีฬา ในนักกีฬาจักรยานประเภทถนนรุ่นมาสเตอร์, พัชรินทร์ ตั้งชัยสุริยา Jan 2020

ผลของการฝึกแบบสลับช่วงที่ความหนักสูงร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนโลหิต ที่มีต่อสมรรถภาพทางแอโรบิก ความทนต่อการเมื่อยล้า และความสามารถทางกีฬา ในนักกีฬาจักรยานประเภทถนนรุ่นมาสเตอร์, พัชรินทร์ ตั้งชัยสุริยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกแบบปกติ การฝึกแบบสลับช่วงที่ความหนักสูง และการฝึกแบบสลับช่วงที่ความหนักสูงร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนโลหิตเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ที่มีต่อสมรรถภาพทางแอโรบิก ความทนต่อการเมื่อยล้า และความสามารถทางกีฬาในนักกีฬาจักรยานประเภทถนนรุ่นมาสเตอร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาจักรยานประเภทถนนรุ่นมาสเตอร์อายุระหว่าง 35 ถึง 49 ปี จำนวน 50 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มฝึกแบบปกติ (UST) จำนวน 16 คน ฝึกปั่นจักรยานแบบต่อเนื่อง 75 นาทีที่ความหนัก 65-70 เปอร์เซ็นต์ของกำลังสูงสุด 2) กลุ่มฝึกปั่นจักรยานแบบสลับช่วงที่ความหนักสูง (HIIT) จำนวน 17 คน ฝึกปั่นจักรยานแบบสลับช่วงที่ความหนักสูง 4 นาทีที่ความหนัก 80 เปอร์เซ็นต์ของกำลังสูงสุดสลับกับการฝึกที่ความหนักเบา 2 นาทีที่ความหนัก 30 เปอร์เซ็นต์ของกำลังสูงสุด จำนวน 4 รอบ 3) กลุ่มการฝึกแบบสลับช่วงที่ความหนักสูงร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนโลหิต (HIIT+BFR) จำนวน 17 คน ฝึกเหมือนกลุ่ม HIIT ยกเว้น รอบที่ 2 และ 4 ลดความหนักเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ของกำลังสูงสุดร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนโลหิต 30 เปอร์เซ็นต์ของความดันการปิดกั้นหลอดโลหิตแดงอย่างสมบูรณ์ในขณะพัก ทุกกลุ่มได้รับการฝึกปั่นจักรยาน 6 วันต่อสัปดาห์ แบ่งเป็นฝึกรูปแบบเฉพาะกลุ่ม 2 วันต่อวันสัปดาห์ ฝึกแบบต่อเนื่อง 120 นาทีที่ความหนัก ~55-60 เปอร์เซ็นต์ของกำลังสูงสุด 2 วันต่อวันสัปดาห์ และ 75 นาทีที่ความหนัก ~65-70 เปอร์เซ็นต์ของกำลังสูงสุด 2 วันต่อวันสัปดาห์ รวมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา สมรรถภาพทางแอโรบิก สมรรถภาพทางกล้ามเนื้อ โครงสร้างและการทำงานของหลอดเลือด โครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อ สารชีวเคมีในเลือด และความสามารถทางกีฬาจักรยาน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบก่อนและหลังการฝึก และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ …


ผลของการออกกำลังกายแบบฟังก์ชั่นที่มีความจำเพาะต่อการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบทาง คิเนมาติกส์และการทำงานของกล้ามเนื้อของรยางค์ล่างในนักวิ่งระยะไกลที่เป็นโรครองช้ำ, วรพงษ์ คงทอง Jan 2020

ผลของการออกกำลังกายแบบฟังก์ชั่นที่มีความจำเพาะต่อการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบทาง คิเนมาติกส์และการทำงานของกล้ามเนื้อของรยางค์ล่างในนักวิ่งระยะไกลที่เป็นโรครองช้ำ, วรพงษ์ คงทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ประกอบด้วย 2 การศึกษา สำหรับการศึกษาที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบทางคิเนมาติกส์และการทำงานของกล้ามเนื้อทางด้านหลังของข้อสะโพกและรยางค์ล่างในนักวิ่งระยะไกลที่เป็นโรครองช้ำและไม่เป็นโรครองช้ำ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักวิ่งระยะไกลจำนวน 36 คน ประกอบด้วยกลุ่มที่เป็นโรครองช้ำ (PF) จำนวน 18 คน และกลุ่มที่ไม่เป็นโรครองช้ำ (No PF) จำนวน 18 คน ได้รับการทดสอบมุมการเคลื่อนไหวของรยางค์ล่าง ความสามารถในการคงรูปของเท้า Impulse และการทำงานของกล้ามเนื้อทางด้านหลังของข้อสะโพกและรยางค์ล่าง ขณะวิ่งเท้าเปล่าที่ความเร็ว 3 ถึง 3.67 เมตรต่อวินาที ด้วยเครื่องวิเคราะห์การเคลื่อนไหวที่เชื่อมต่อกับแผ่นรับแรงกดและเครื่องบันทึกสัญญาณการทำงานของกล้ามเนื้อแบบไร้สาย นอกจากนั้น ทำการเก็บข้อมูลขนาดกล้ามเนื้อในฝ่าเท้าชั้นที่ 1 ความแข็งแรงของกลุ่มกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพก และระดับความรู้สึกปวด แล้วทำการทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ Unpaired t-test ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการศึกษาพบว่ากลุ่ม PF มีความสามารถในการคงรูปของเท้า การทำงานของกล้ามเนื้อ Gluteus medius กล้ามเนื้อ Tensor fascia latae ขนาดกล้ามเนื้อ Abductor hallucis ความแข็งแรงของกลุ่มกล้ามเนื้อ Hip abductor ความแข็งแรงของกลุ่มกล้ามเนื้อ Hip extensor และระดับ Pressure pain threshold (PPT) มีค่าต่ำกว่ากลุ่ม No PF อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนั้น พบว่ากลุ่ม PF มีมุมของอุ้งเท้า มุม Rearfoot eversion มุม Knee abduction มุม Hip adduction มุม Pelvic upward rotation การทำงานของกล้ามเนื้อ Medial gastrocnemius กล้ามเนื้อ Gluteus maximus ค่า Impulse และคะแนน Foot function index (FFI) มีค่ามากกว่ากลุ่ม No …


Middle Class And Democratization Under Capital And Land Inequality: A Theoretical Approach, Wantiwa Mannaitham Jan 2020

Middle Class And Democratization Under Capital And Land Inequality: A Theoretical Approach, Wantiwa Mannaitham

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The study revisits the relationship between the middle class, transition to democracy and inequality. This paper uses mathematical methodology to represent the role of the middle class on democratization under capital and land inequality based on Acemoglu and Robinson 2006 models. This paper extends social class from two to three class models including the rich, the middle class and the poor. Moreover, the paper also describes how capital and land inequality affect democratization. To test an impact of the middle class on democratizing process under capital and land inequality conditions, this study divides into three cases; (1) capital and land …


Development Of English Instructional Model To Reduce Learning Anxiety And Enhance Productive Skills Of Graduate Students In Thai Higher Education Institutes, Apirat Akaraphattanawong Jan 2020

Development Of English Instructional Model To Reduce Learning Anxiety And Enhance Productive Skills Of Graduate Students In Thai Higher Education Institutes, Apirat Akaraphattanawong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to (1) study English language anxiety of Thai graduate students based on different age groups, field of study, and type of higher education institution, (2) analyse the relationship between English language classroom anxiety and English language proficiency of Thai graduate students, (3) develop an instructional model to reduce English language anxiety and improve productive skills in English, and (4) propose practical guidelines for reducing English language classroom anxiety. The participants comprised of 270 graduate students from public higher education institutions, private higher education institutions, Rajabhat universities and Rajamangala universities of technology. The research instruments were the Foreign …


Feasibility Study Of Business Expansion By The Exploitation Through Existhing Strength In A Construction Company, Gornekhun Jarupornpanich Jan 2020

Feasibility Study Of Business Expansion By The Exploitation Through Existhing Strength In A Construction Company, Gornekhun Jarupornpanich

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

A construction company that is called Company-A in this paper has been facing financial difficulty due to irregular cash flow which makes huge risks to the company. To reduce the risks, this study aims to expand the business to real estate to earn regular inflows in return by the exploitation through existing strength as a construction company to increase a competitive advantage to the extended business. This study is conducted by different sources of literature and data collection including academic papers, and the needed data to do a business strategy of a chosen real estate project, and to run a …


Confusion Detection From Facial Expression Using Deep Neural Network, Nun Vanichkul Jan 2020

Confusion Detection From Facial Expression Using Deep Neural Network, Nun Vanichkul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Confusion is the most frequently observed emotion in daily life and can greatly affect the effectiveness and efficiency of communication. Detecting the confusion from learners and resolving timely is critical for achieving successful teaching in education. Most Facial Expression Recognition (FER) research works focus only on detecting six basic emotions: happiness, sadness, anger, fear, disgust, and surprise. Even though the confusion detection problem gains more attention from researchers recently, analysis of both spatial and temporal information with sufficient data is still short. In this study, we present a spatial-temporal network for confusion detection on video level which was trained on …


Youths' Participation In Agriculture For Enhancing Sustainable Livelihoods: A Case Study Of Pa-O Self-Administered Zone In Southern Shan State, Myanmar, Khine Zin Yu Aung Jan 2020

Youths' Participation In Agriculture For Enhancing Sustainable Livelihoods: A Case Study Of Pa-O Self-Administered Zone In Southern Shan State, Myanmar, Khine Zin Yu Aung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Myanmar in which 70 percent of the population is rural people relies on agricultural sector for its economy. It contributes about 37.8 percent of the country's GDP and employs about 50 percent of the labors (FAO, 2020). However, Myanmar's agricultural sector is not well developed and does not stand as reliable livelihood for the people, especially for the youths, in rural areas. Hence, the people in rural areas have to seek more livelihood opportunities like leaving their farmlands and moving to other places for work. This situation has impact both on youths and on the agricultural sector which needs youths' …


คลังข้อมูลและระบบสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับอุบัติเหตุทางถนน, ปวินณา ทบพักตร์ Jan 2020

คลังข้อมูลและระบบสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับอุบัติเหตุทางถนน, ปวินณา ทบพักตร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุบัติเหตุทางถนนนับเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก รายงานสถานการณ์โลกด้านความปลอดภัยทางถนน ปี พ.ศ. 2561 (Global Report on Road Safety 2018) โดยองค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) พบว่า การบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากฐานข้อมูลของปี 2556 ที่พบว่า อัตราผู้เสียชีวิตบนท้องถนนสูงถึง 1.25 ล้านคนต่อปี และการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยติดอันดับสองของโลก โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 36.2 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน หรือเฉลี่ยปีละ 24,326 คน นอกจากนี้ ยังพบว่า อัตราผู้เสียชีวิตบนท้องถนนเพิ่มขึ้นเป็น 1.35 ล้านคนต่อปี โดยประเทศไทยติดอันดับเก้าของโลก และมีประมาณการจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 32.7 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน (60 คนต่อวัน) คิดเป็นจำนวนเฉลี่ยปีละ 22,491 คน แม้ว่าการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อยในภาพรวม จากสถิติผู้เสียชีวิตของไทยที่ลดลง จากเดิม 2,000 คน แต่ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงที่สุดอันดับหนึ่งในเอเชียและในอาเซียน ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ของอุบัติเหตุทางถนนทั่วประเทศ เพื่อที่จะสามารถวางแผนและกำหนดนโยบายหรือมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนได้ โครงการ “คลังข้อมูลและระบบสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับอุบัติเหตุทางถนน” นี้ ประกอบด้วย 5 ระบบ ได้แก่ ระบบวิเคราะห์ภาพรวมของการเกิดอุบัติเหตุ ระบบวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ ระบบวิเคราะห์ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ระบบวิเคราะห์การเกิดอุบัติเหตุช่วงเจ็ดวันอันตราย และระบบวิเคราะห์แนวโน้มการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ระบบได้พัฒนาขึ้นโดยมี Microsoft SQL Server 2019 เป็นระบบจัดการฐานข้อมูล และใช้โปรแกรม Tableau เวอร์ชั่น 2021.1 เป็นเครื่องมือในการพัฒนาธุรกิจอัจฉริยะ ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้จะช่วยให้ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนในมิติต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว นอกจากนี้ยังสามารถเจาะลึกลงไปดูในรายละเอียดที่ต้องการเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับการกำหนดแนวทางนโยบาย แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน ยุทธศาสตร์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และแผนเกี่ยวกับการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป


Effect Of Vitamin C Solution On Microtensile Bond Strength And Fracture Resistance Of Non-Vital Bleached Tooth Restored With Resin Composite, Pimduean Sivavong Jan 2020

Effect Of Vitamin C Solution On Microtensile Bond Strength And Fracture Resistance Of Non-Vital Bleached Tooth Restored With Resin Composite, Pimduean Sivavong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this study was to evaluate the effect of vitamin C containing sodium ascorbate prepared solution on dentin bond strength of resin composite to non-vital bleached tooth and on fracture resistance of restored non-vital bleached tooth. Sixty (30 pairs, left and right) extracted sound human maxillary premolar teeth were collected from 30 patients. All teeth were endodontically treated and each pair was randomized assigned into microtensile bond strength and fracture resistance tests. The teeth were divided into 3 groups for each test which were 1) non-bleach tooth, 2) bleached with 35% hydrogen peroxide and immediately restored with resin …


Lagrangian Relaxation Method For Integrated Vehicles And Drones Routing Model, Perawit Charoenwut Jan 2020

Lagrangian Relaxation Method For Integrated Vehicles And Drones Routing Model, Perawit Charoenwut

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Nowadays, e-commerce increases parcel transportation demand year by year. Many companies are seeking the way to improve performance of delivery service and cost-efficiency. One among many solutions is using a drone attached with a truck for the last mile delivery. A drone can be launched from either depot or truck and returned to the depot or wait for the truck to take them back from the docking station around the delivery area. The vehicle routing problem with drones considers truck- and drone-route simultaneously. It is an enormous problem that cannot be solved by a normal linear programming method. This research …


Development And Dosimetric Verification Of 3d Customized Bolus In Radiotherapy, Nichakan Chatchumnan Jan 2020

Development And Dosimetric Verification Of 3d Customized Bolus In Radiotherapy, Nichakan Chatchumnan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Bolus is a tissue equivalent material that is commonly used to reduce the skin-sparing effect in radiotherapy. The commercial flat bolus cannot form perfect contact with the irregular surface of the patient's skin, resulting in an air gap, especially in irregular surface shape. The purpose of this study was to evaluate the feasibility of two types of silicone rubber bolus, RA-00AB, and RA-05AB that were made as to the fabricated flat and 3D customized bolus using 3D printing technology. The 1 cm thick boluses were made from two types of silicone rubber solutions. The point dose and planar dose differences …


ความสุขในการทำงานและสุขภาวะทางจิตของบุคลากรผู้ดูแลผู้ป่วยสารเสพติด, ธนพร สุวรรณวรบุญ Jan 2020

ความสุขในการทำงานและสุขภาวะทางจิตของบุคลากรผู้ดูแลผู้ป่วยสารเสพติด, ธนพร สุวรรณวรบุญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสุขในการทำงานและสุขภาวะทางจิตของบุคลากรผู้ดูแลผู้ป่วยสารเสพติด รวมถึงปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับความสุขในการทำงานของบุคลากรผู้ดูแลผู้ป่วยสารเสพติด กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรผู้ดูแลผู้ป่วยสารเสพติด ที่ทำงานในสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี จำนวน 230 คน โดยส่งแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 230 ฉบับ และได้รับแบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์คืนเป็นจำนวน 193 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 83.91 เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม - กันยายน พ.ศ. 2563 ด้วยวิธีเก็บข้อมูลจากกลุ่มประชากรตัวอย่างที่ตรงตามเกณฑ์การคัดเข้าทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความสุขใจในการทำงาน และแบบประเมินสุขภาวะทางจิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากนั้นหาความสัมพันธ์โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square, Logistic Regression และใช้ Pearson's Correlation Coefficient ในการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างค่าระดับความสุขในการทำงาน กับระดับสุขภาวะทางจิต ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความสุขในการทำงานอยู่ในระดับสูงร้อยละ55.8 ระดับปานกลางร้อยละ42.7 ระดับต่ำร้อยละ1.0 ระดับสูงมากร้อยละ 0.5 ค่าเฉลี่ยระดับความสุขในการทำงานเท่ากับ 3.55 คะแนน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.45 และพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีระดับสุขภาวะทางจิตอยู่ในระดับสูงร้อยละ52.3 ระดับปานกลางร้อยละ28.5 ระดับต่ำร้อยละ19.2 ค่าเฉลี่ยระดับสุขภาวะทางจิตเท่ากับ 73.31 คะแนน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 14.23 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p < 0.05) ได้แก่ ความเพียงพอของรายได้ อายุงานที่น้อยกว่า 15 ปี ประเภทผู้ป่วยสารเสพติดที่มักจะบำบัดรักษา/ติดต่อด้วย อันได้แก่ การไม่ได้ดูแลผู้ป่วยที่ติดสารเสพติดประเภท ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน,กัญชา และ ใบกระท่อมเป็นหลัก รวมถึงระดับสุขภาวะทางจิตที่สูง ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการให้คำแนะนำ การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสุขในการทำงานของบุคลากรผู้ดูแลผู้ป่วยสารเสพติด หรือหาแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนความสุขของบุคลากรผู้ดูแลผู้ป่วยสารเสพติดอย่างเหมาะสมต่อไป


เหยื่อจากศัลยกรรมความงามและกระบวนการเยียวยาเหยื่อในประเทศไทย, ศิริรัตน์ พรหมหิตาธร Jan 2020

เหยื่อจากศัลยกรรมความงามและกระบวนการเยียวยาเหยื่อในประเทศไทย, ศิริรัตน์ พรหมหิตาธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง "เหยื่อจากศัลยกรรมความงามและกระบวนการเยียวยาเหยื่อในประเทศไทย" นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมเกี่ยวกับศัลยกรรมความงาม 2) ศึกษากระบวนการเยียวยาผู้ตกเป็นเหยื่อการทำศัลยกรรมที่เกิดความผิดพลาด และ 3) ศึกษาแนวทางป้องกันและเยียวยาการตกเป็นเหยื่อศัลยกรรมความงาม งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการศึกษารวบรวมข้อมูลจากเอกสารวิชาการและข่าวที่นำเสนอในปี 2558-2562 ที่ปรากฏในสื่อ เก็บข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจากการทำศัลยกรรมความงาม ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้ที่ได้รับความเสียหาย ญาติและผู้ใกล้ชิดกับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการศัลยกรรมความงามจากหมอกระเป๋าและคลินิกศัลยกรรมความงาม จำนวน 5 คน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการเยียวยาผู้เสียหายจากการทำศัลยกรรมที่มีประสบการณ์ในการทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี รวมทั้งหมด 9 คน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์ความรุนแรงที่ผู้ตกเป็นเหยื่อได้รับผลกระทบที่ปรากฏให้เห็นภายนอกทั้งทางร่างกายและจิตใจตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อย เสียโฉม พิการและเสียชีวิต อีกทั้งพบว่ารูปแบบการทำศัลยกรรมกับหมอกระเป๋าได้รับความนิยมในกลุ่มสาวประเภทสอง เพราะความต้องการตอบสนองด้านความงาม ต้องการเหมือนผู้หญิง เป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ทำศัลยกรรมความงาม ปัจจุบันความนิยมเหล่านี้ขยายวงกว้างในกลุ่มผู้หญิง เกือบทุกช่วงอายุ เนื่องจากอิทธิพลของกระบวนการสร้างอัตลักษณ์โดยใช้สื่อทางสังคม การโฆษณา การรีวิว และการบอกกันแบบปากต่อปาก การเยียวยาผู้ตกเป็นเหยื่อจากการศัลยกรรมความงามพบว่ามีการเยียวยาโดยสังคมผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย องค์กรต่างๆที่ไม่หวังผลกำไร, การเยียวยาโดยคู่กรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ย และการบังคับตามคำพิพากษาของศาล ประกอบกับการเยียวยาโดยภาครัฐผ่านพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และ การเยียวยาตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพ พ.ศ.2545 ในมาตรา 41 ที่นำหลักการชดเชยความเสียหายโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิดมาใช้ แต่ยังไม่ครอบคลุมความเสียหายจากการทำศัลยกรรมความงาม ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยเพื่อเป็นแนวทางป้องกันการตกเป็นเหยื่อศัลยกรรมความงาม คือ ควรเพิ่มช่องทางตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการสถานเสริมความงาม, การมีข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะของแพทย์ที่จะทำศัลยกรรมความงาม, การทำความเข้าใจระหว่างแพทย์และผู้รับบริการถึงขั้นตอนและวิธีการรักษา การผ่าตัด และผลกระทบ, มีการควบคุมข้อความที่ใช้โฆษณาของคลินิกศัลยกรรมให้มีความเหมาะสม, การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนถึงผลดีและผลเสียที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการทำศัลยกรรมความงาม และการตรวจสอบแพทย์และคลินิกศัลยกรรมความงาม รวมทั้งการผสานการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานภาครัฐและมีหน่วยงานกลางกำกับดูแลเฉพาะเรื่องศัลยกรรมความงาม และแนวทางการเยียวยาความเสียหายจากการทำศัลยกรรมความงาม คือ เพิ่มเติมข้อกำหนดในพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพ พ.ศ.2545 ในมาตรา 41 ให้มีการชดเชยที่ครอบคลุมความเสียหายจากการทำศัลยกรรมความงาม, จัดให้มีการประกันภัยความรับผิดทางการแพทย์ หรือกองทุนเพื่อเยียวยากรณีเกิดความผิดพลาดจากการทำศัลยกรรมความงาม


ปัญหาในการส่งกลับผู้ต้องกักภายใต้การควบคุมของสถานกักตัวคนต่างด้าว กองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, อภิชญา ปานพรม Jan 2020

ปัญหาในการส่งกลับผู้ต้องกักภายใต้การควบคุมของสถานกักตัวคนต่างด้าว กองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, อภิชญา ปานพรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานกักตัวคนต่างด้าวของประเทศไทยมีผู้ต้องกักที่ไม่สามารถกลับภูมิลำเนาได้ตกค้างอยู่จำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่าย สุขภาพของผู้ต้องกัก การควบคุมของเจ้าหน้าที่ รวมถึงภาพลักษณ์ของหน่วยงาน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายหรือระเบียบข้อบังคับในประเทศและระหว่างประเทศเกี่ยวกับการส่งกลับ วิเคราะห์ความท้าทายในการส่งกลับ เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบริหารจัดการการดูแลและส่งกลับผู้ต้องกัก การศึกษาในครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาจากเอกสารของภาครัฐ ใช้เทคนิควิจัยโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตการณ์ ผลการศึกษาพบว่า ระเบียบข้อบังคับของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีการส่งกลับตามกฎหมายคนเข้าเมือง มีหลักการว่าผู้ต้องกักเป็นคนสัญชาติใดให้ส่งกลับไปยังประเทศภูมิลำเนานั้นเป็นหลัก ส่วนแนวทางปฏิบัติในการส่งกลับแต่ละประเทศ พบว่าประเทศส่วนใหญ่ในทวีปเอเชียและแอฟริกามีการให้ความช่วยเหลืออย่างจำกัด แต่อย่างไรก็ดีประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือจะมีขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือจนสามารถกลับภูมิลำเนาได้ จากสถานการณ์ดังกล่าวประเทศไทยได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ซึ่งมีหลักการห้ามผลักดันกลับ ส่งผลให้ปัจจุบันมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่ไม่สามารถหรือไม่สมัครใจกลับภูมิลำเนา พ.ศ. 2562 มาบังคับใช้ แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการและใช้คัดกรองเฉพาะผู้ลี้ภัยเท่านั้น จึงยังไม่มีนโยบายหรือระเบียบอื่นใดให้ความช่วยเหลือในการส่งกลับ ในส่วนของความท้าทายนั้นพบว่า ความขัดแย้งทางการเมือง ระบอบการปกครอง และธรรมาภิบาลของประเทศภูมิลำเนา ส่งผลต่อความสำเร็จในการส่งกลับ จากข้อค้นพบดังกล่าว มีข้อเสนอแนะคือควรเร่งรัดให้มีการประชุมคณะกรรมการและมีแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบ ควรสร้างที่พักพิงให้เหมาะสม และรัฐบาลควรมีการเจรจาทำข้อตกลงทวิภาคีกับประเทศภูมิลำเนาของผู้ต้องกักเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนต่อไป


Understanding Chinese Tourists Motivation To Go And See A Ladyboy Show In Thai Touristic Cities, Kang Wang Jan 2020

Understanding Chinese Tourists Motivation To Go And See A Ladyboy Show In Thai Touristic Cities, Kang Wang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Over the years, China has gradually become the most important outbound market for international tourism destinations, especially for Thailand. Meanwhile, Thailand's tourism industry is well developed with local characteristics. Tourism has already become an essential sector which has a deep impact on the development of Thailand’s economy. Besides the beautiful natural scenery, Thailand is known as a dream like beautiful tourist paradise, which is closely related to Thailand's unique "Ladyboy Show". Among them, the world-famous singing and dancing performances of Ladyboy Show are more amazing and appeal to many tourists. Ladyboy is one of the highlights and characteristics of Thailand's …


Evaluation Of Rational Drug Use Project, Under The Support Of National Health Security Office, On Drug Utilization And Drug Management In Community Care Clinics In Bangkok, Dararat Samretwit Jan 2020

Evaluation Of Rational Drug Use Project, Under The Support Of National Health Security Office, On Drug Utilization And Drug Management In Community Care Clinics In Bangkok, Dararat Samretwit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: "The Network of Rational Drug Use Clinic (RDU Clinic)" campaign implemented in August 2015 to promote rational drug use in community caring clinic operated under National Health Security Office (NHSO) in Bangkok. The intervention composed of various measures such as education, managerial intervention, regulatory, and financial incentive. The purpose of the project is to evaluate and monitor the program effectiveness. Objectives: The purpose of the study is to evaluate the impact of RDU project on the quality of drug use in community care clinics in Bangkok using an interrupted time-series intervention analysis Methods: Quasi-experimental study using interrupted time series …