Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (981)
- Medical Sciences (830)
- Engineering (502)
- Physical Sciences and Mathematics (489)
-
- Nursing (445)
- Education (401)
- Dentistry (357)
- Life Sciences (355)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Sports Sciences (286)
- Veterinary Medicine (284)
- Public Health (272)
- Business (246)
- Economics (220)
- Sociology (220)
- Chemistry (191)
- Arts and Humanities (183)
- Architecture (181)
- Psychology (161)
- Law (156)
- Health and Physical Education (145)
- Mental and Social Health (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (136)
- Environmental Sciences (133)
- Civil and Environmental Engineering (126)
- Communication (120)
- Communication Technology and New Media (120)
- Mass Communication (120)
- Keyword
Articles 1651 - 1680 of 6481
Full-Text Articles in Entire DC Network
คุณภาพการนอนหลับและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเจ้าพนักงานและพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในกรุงเทพมหานคร, นันท์นภัส ปิยชัยเศรษฐ์
คุณภาพการนอนหลับและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเจ้าพนักงานและพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในกรุงเทพมหานคร, นันท์นภัส ปิยชัยเศรษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยพรรณนาเชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพการนอนหลับและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเจ้าพนักงานและพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นเจ้าพนักงานและพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในกรุงเทพมหานคร จำนวน 472 คน คัดเลือกโดยใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ทำการศึกษาระหว่าง เดือน มกราคม ถึง มีนาคม พ.ศ. 2566 แบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านการทำงาน ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และละแบบประเมินคุณภาพการนอนหลับฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปรสองตัว และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มที่คุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี จำนวน 208 คน (ร้อยละ 44.1) เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดีในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีความขัดแย้งกัน (OR=1.78, 95%CI:1.09-2.93) การทำงานเสริมช่วงเวลาระหว่าง 8.00 - 20.00 น. (OR=2.36, 95%CI:1.27-4.39) การทำงานเสริมหลังเวลา 20.00 น. (OR=4.26, 95%CI:1.08-16.73) ห้องพักเวรที่มีเสียงดัง (OR=1.72, 95%CI:1.07-2.76) และห้องพักเวรที่มีความไม่สะดวกของเครื่องนอนขณะนอนหลับ (OR=2.98, 95%CI:1.82-4.91) ดังนั้นองค์กรควรส่งเสริมนโยบายการพัฒนาคุณภาพการนอนหลับ โดยมุ่งเน้นในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะดังกล่าว ได้แก่ ผู้ที่ทำงานเสริม ควรส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับสุขอนามัยการนอนหลับที่ดี เพื่อให้บุคลากรมีคุณภาพการนอนหลับที่ดีต่อไป
การศึกษาต้นทุน-ประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์เพื่อป้องกันฟันผุในเด็กเล็กในจังหวัดพะเยา, ประสิทธิ์ วงค์สุภา
การศึกษาต้นทุน-ประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์เพื่อป้องกันฟันผุในเด็กเล็กในจังหวัดพะเยา, ประสิทธิ์ วงค์สุภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โพรไบโอติกส์ได้ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันฟันผุในเด็ก โดยในการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผล และศึกษาด้านต้นทุน-ประสิทธิผลของโพรไบโอติกส์ในการป้องกันฟันผุเมื่อนำมาใช้ในการป้องกันฟันผุในเด็กอายุ 2-5 ปี จาก 12 ศูนย์เด็กเล็กในจังหวัดพะเยา ประเทศไทย ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 – พฤษภาคม พ.ศ. 2566 จำนวน 260 ราย เป็นเพศชาย 136 ราย และเพศหญิง 124 ราย เข้าร่วมการศึกษาเริ่มแรก: 130 รายในกลุ่มควบคุมและ 130 รายในกลุ่มทดลองซึ่งได้รับนมเม็ดที่มีโพรไบโอติกส์ ชนิด Lactobacillus rhamnosus SD11 จำนวน 3 เม็ดต่อวันโดยผู้ดูแล และได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการทำความสะอาดปาก โดยอาสาสมัครทุกรายจะได้รับการตรวจฟันโดยทันตแพทย์เมื่อเริ่มต้นการศึกษา และทุก ๆ 4 เดือนเป็นระยะเวลา 12 เดือน เพื่อประเมินการมีฟันผุ และทำการคำนวณอัตราส่วนต้นทุนประสิทธิผล (cost-effectiveness ratio (CER)) โดยผลการศึกษาพบว่าผลค่าเฉลี่ยรอยโรคฟันผุต่อรายในกลุ่มควบคุมที่ 4 8 และ 12 เดือนคือ 5.74 5.78 และ 7.34 ตามลำดับ และผลค่าเฉลี่ยรอยโรคฟันผุต่อรายในกลุ่มทดลองที่ 4 8 และ 12 เดือนคือ 3.56 3.33 และ 3.43 ตามลำดับ ค่าเฉลี่ยด้านที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มทดลองและควบคุมคือ 2.18 2.45 และ 3.91 ตามลำดับ รวมทั้งให้ผลการวิเคราะห์อัตราส่วนต้นทุนประสิทธิผล (ICER) เท่ากับ 385.57 บาทต่อด้าน ที่ 12 เดือน ซึ่งสรุปได้ว่าการรับประทานนมเม็ดผสมโพรไบโอติกส์สามารถป้องกันการเกิดฟันผุมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ซึ ่งอาจเป็นแนวทางในการน าไปปฏิบัติเพื่อป้องกันฟันผุในฟัน นานมเดกเลกในระดบชมชนได อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาในกลุ่มประชากรเด็กอื่น ๆ รวมทง ควรมีการติดตามผลระยะยาว หรือศึกษาในระดับพหุศูนย์ต่อไป
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ ในพนักงานกวาดถนน กรุงเทพมหานคร, ปลื้มใจ โชติกเดชาณรงค์
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ ในพนักงานกวาดถนน กรุงเทพมหานคร, ปลื้มใจ โชติกเดชาณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยพรรณนาภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานกวาดถนน กรุงเทพมหานคร จำนวน 341 คน คัดเลือกโดยใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multistage sampling) ทำการศึกษาระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ ถึง เมษายน พ.ศ. 2566 การเก็บข้อมูล ประกอบด้วยแบบสอบถามเกี่ยวกับ ปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านการสัมผัสมลพิษทางอากาศที่ไม่ได้เกิดในการทำงาน ปัจจัยด้านการทำงาน ปัจจัยสภาพแวดล้อมในการทำงาน และอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ประกอบด้วยอาการไอ มีเสมหะ อาการหายใจลำบาก และอาการหายใจมีเสียงดังหวีดจากทรวงอก ที่ดัดแปลงมาจากแบบสอบถามของ British Medical Research Council ฉบับแปลไทย ผลการศึกษาพบว่าพนักงานกวาดถนน กรุงเทพมหานคร มีความชุกอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจแบบเรื้อรังอย่างน้อย 1 อาการ ร้อยละ 33.70 อาการผิดปกติทางเดินหายใจที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการไอ ร้อยละ 22.0 พนักงานกวาดถนนส่วนใหญ่สวมอุปกรณ์ป้องกันทางเดินหายใจสวมตลอดเวลาขณะทำงานกวาดถนน ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ ในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การสัมผัสควันบุหรี่มือสอง (aOR = 2.34, 95% CI: 1.30 - 4.23) การมีอาชีพเสริมหรืองานอดิเรกที่สัมผัสแก๊ส ฝุ่นหรือควัน (aOR=2.97, 95% CI: 1.33 - 6.63) ดังนั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ ในอาชีพพนักงานกวาดถนน โดยการเฝ้าระวังอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับอันตรายของควันบุหรี่มือสองและการป้องกันระบบทางเดินหายใจ เช่น การสวมอุปกรณ์ป้องกันทางเดินหายใจที่เหมาะสมขณะทำงานกวาดถนนและเมื่อทำกิจกรรมที่ทำให้เกิดมลพิษอากาศภายในอาคาร
ผลของการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อโปรตีนในปัสสาวะของเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติก, กมลวรรณ เปลี่ยนสี
ผลของการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อโปรตีนในปัสสาวะของเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติก, กมลวรรณ เปลี่ยนสี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบโอกาสการพบโปรตีนในปัสสาวะของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติกภายหลังได้รับการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการพยาบาลตามปกติ ระยะหลังการทดลองทันที ระยะหลังการทดลอง 1 วัน และระยะหลังการทดลอง 2 วัน โดยการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนนี้พัฒนามาจากทฤษฎีสมรรถนะแห่งตนของ Bandura (2001) กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กวัยเรียนอายุ 6-12 ปี กลุ่มอาการเนโฟรติกที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คนโดยจับคู่การใช้ยาสเตียรอยด์และยาควบคุมความดันโลหิตแล้วสุ่มเข้ากลุ่มโดยจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ การพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสม แถบทดสอบปัสสาวะ และแบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเด็กกลุ่มอาการเนโฟรติก ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และค่าความเที่ยงเท่ากับ 1.00 และ 0.80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติคทวิ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้ป่วยเด็กกลุ่มอาการเนโฟรติกที่ได้รับการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมมีโอกาสตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะในระยะหลังการทดลอง 2 วัน น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติร้อยละ 92.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันต่อการทำหน้าที่ทางเพศในเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ, จิรพงศ์ ศรีเทพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันต่อการทำหน้าที่ทางเพศในเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 22 คน จับคู่ทั้งสองกลุ่มให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องอายุ และประเภทของยาที่ใช้รักษาโรคหัวใจ กลุ่มควบคุมจะได้รับการพยาบาลปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมอัตมโนทัศน์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดดัชนีสากลของการทดสอบสมรรถภาพทางเพศ แบบสอบถามอัตมโนทัศน์ทางเพศ ทดสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1 และ 0.82 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.92 และ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิตทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ทางเพศในบุคคลเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ทางเพศในบุคคลเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันมีการทำหน้าที่ทางเพศดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงทำนายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง และศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ที่มารับการรักษาที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก ในสถาบันประสาทวิทยา และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 120 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินภาระการดูแล แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม โดยเครื่องมือมีคุณภาพทั้งความตรงตามเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมีคุณภาพชีวิตปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 95.89 (S.D. = 11.48) ปัจจัยที่ทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม (β = .34, <.001) ภาวะซึมเศร้า (β = -.47, p <.001) และ ความสามารถในการทำกิจวัตร ประจำวันของผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (β = .33, p =.005) สามารถร่วมกันทำนาย คุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร้อยละ 33 โดยการสนับสนุนทางสังคมถือเป็นปัจจัยหลักในการทำนายคุณภาพชีวิตผู้ดูแลในครอบครัว
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด, ปรียาภรณ์ หงส์พิมลมาศ
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด, ปรียาภรณ์ หงส์พิมลมาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนา นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ และความสัมพันธ์ระหว่างอายุ เพศ ระดับAlbuminในเลือด ชนิดของโรค ระยะของโรคมะเร็ง จำนวนครั้งที่ได้รับเคมีบำบัด โรคร่วม พฤติกรรมการดูแลตนเอง และกิจกรรมทางกาย กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่มาใช้บริการในแผนกผู้ป่วยนอกคลินิกโลหิตวิทยา โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จำนวน 114 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด และแบบสอบถามกิจกรรมทางกาย โดยแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด และแบบสอบถามกิจกรรมทางกาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีคุณภาพดีทั้งความตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยการใช้สถิติถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัยพบว่าผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัดเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ร้อยละ 34.2 และส่วนใหญ่เกิดในครั้งแรกของการได้รับยาเคมีบำบัด ร้อยละ 48.7 และเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำเพียง 1 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 84.6 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำมากขึ้น ได้แก่ เพศหญิง ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ระดับอัลบูมินในเลือดต่ำ (< 3.5 g/dL) เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะแพร่กระจาย จำนวนครั้งที่ได้รับยาเคมีบำบัด และการมีโรคร่วม (OR=5.43, 1.68, 4.76, 1.62, 1.83, 2.33 ตามลำดับ p<.05) ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ท่าให้เกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่าลดลงในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน่าเหลือง ได้แก่ กิจกรรมทางกาย (OR= 0.58, p<.05) และปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่า ได้แก่ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และ ชนิดของโรคมะเร็ง (OR=0.62, 1.15 ตามล่าดับ p>.05)
ปัจจัยทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, ผกายรัตน์ สหเจริญชัย
ปัจจัยทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, ผกายรัตน์ สหเจริญชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายเพื่อศึกษาอำนาจการทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดแตก ตีบตัน ครั้งแรก/เป็นซ้ำ ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 114 ราย ที่มารับการตรวจติดตามการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจโรคประสาทศัลยศาสตร์และอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลตำรวจ และสถาบันประสาทวิทยา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบประเมินภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล แบบประเมินโรคร่วม แบบประเมินความเหนื่อยล้า และแบบประเมินระดับความพิการ แบบสอบถามหาค่าความตรงเชิงเนื้อหาได้เท่ากับ .88,1, .99 และ 1 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินระดับความพิการซึ่งเป็นแบบประเมินมาตรฐาน มีการนำมาใช้ในการวิจัยอย่างแพร่หลายดังนั้นผู้วิจัยจึงไม่ทำการทดสอบซ้ำ และได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .87, .88, .89, .97 และ .78 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบเป็นขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า 1. ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง มีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 86.40 (SD = 21.56) 2. ปัจจัยที่สามารถทำนาย ความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองได้สูงสุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระดับความพิการ (beta = .447) รองลงมา คือ ภาวะโรคร่วม (beta = .310) ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (beta = .251) และ ความเหนื่อยล้า (beta = .155) ตามลำดับ โดยตัวแปรทำนายทั้ง 4 ตัวแปร สามารถทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร้อยละ 78.1 (Adjusted R2 = .781, F = 187.420, p<. 05) อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง, พนิดา ตึกหิน
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง, พนิดา ตึกหิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง และความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ ระยะของโรค ชนิดของโรคมะเร็ง สัมพันธภาพในครอบครัว ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย สมรรถนะแห่งตน ภาระค้างคา ความรุนแรงของอาการกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของ ผู้ที่เป็นมะเร็ง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งทุกระยะและทุกชนิดที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้า รับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอกมะเร็งของโรงพยาบาลตติยภูมิ เขตกรุงเทพมหานคร 2 แห่ง จำนวน 181 คน เครื่องมือที่ใช้งานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว แบบสอบถามภาระค้างคา แบบสอบถามความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามสมรรถนะแห่งตน และแบบประเมิน ความรุนแรงของอาการ เครื่องมือดังกล่าวมีคุณภาพทั้งทางตรงและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาเพียร์สัน และอีต้า ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ที่เป็นมะเร็งมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายในระดับสูง คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 46.11 (SD = 10.80) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ได้แก่ ระยะของโรคมะเร็ง ภาระค้างคา ความรุนแรงของอาการ และชนิดของโรค มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r= .77, r= .86, r= .55; Eta= .34, p
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ, พรธิรา บุญฉวี
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ, พรธิรา บุญฉวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองนี้เป็นแบบวัดผลก่อนหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ ทั้งเพศหญิงและชาย ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดครั้งแรก สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่มีประวัติสมองเสื่อม สามารถเข้าใจ สื่อสารภาษาไทยได้ มีความสมัครใจ มีโทรศัพท์มือถือที่สามารถติดต่อสื่อสารได้ และเข้ารับการรักษาในหน่วยตรวจอายุรกรรมเฉพาะโรค หอผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 30 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติและกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.93 และ 0.87 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.71 และ 0.86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยติดตามย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ อายุ เพศ ภาวะอ้วน ภาวะขาดสารอาหาร ภาวะซีด ภาวะโรคร่วม ทัศนคติในการดูแลแผลผ่าตัด อัตราการกรองของไต การบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด และประเภทการผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง ได้รับการผ่าตัดระยะตั้งแต่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม จำนวน 81 คน คือ กลุ่มศึกษา หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก จำนวน 27 คน และ กลุ่มควบคุม หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก จำนวน 54 คน ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก 3) แบบประเมินทัศนคติในการดูแลแผลผ่าตัด และ 4) แบบประเมินการวินิจฉัยการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก เครื่องมือผ่านการตรวจสอบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.86 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติถดถอยแบบพหุลอจิสติก ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อัตราการกรองของไต Thai eGFR < 60 ml/min (aOR 3.29 [95 % CI 1.22-8.89], p = 0.02) และระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด HbA1C ≥ 6.5 % (aOR 2.96 [95 % CI 1.08-8.12] , p = 0.04)
การพัฒนาการจัดอัตรากำลังพยาบาลในหอผู้ป่วยอายุรกรรมโดยใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชัน โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า, ภูษิตา สินประสิทธิ์
การพัฒนาการจัดอัตรากำลังพยาบาลในหอผู้ป่วยอายุรกรรมโดยใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชัน โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า, ภูษิตา สินประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของการใช้การจัดอัตรากำลังพยาบาลในหอผู้ป่วยอายุรกรรมโดยใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชัน โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory action research) ระหว่างผู้วิจัยและผู้ร่วม ซึ่งผู้ร่วมวิจัยเป็นพยาบาลวิชาชีพของหอผู้ป่วยอายุรกรรม 18 คน ดำเนินการวิจัยตามวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (PAOR) ของ Kemmis และคณะ (2014) ตั้งแต่การวิเคราะห์สถานการณ์การจัดอัตรากำลังพยาบาลในหอผู้ป่วยอายุรกรรม การวางแผนการพัฒนา (Plan) การพัฒนาสมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันสำหรับการจัดอัตรากำลัง (Act) การนำสมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันสำหรับการจัดอัตรากำลังไปใช้จริง (Observe) และการประเมินผลการปฏิบัติ (Reflect) เพื่อให้ได้การจัดอัตรากำลังพยาบาลโดยใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันที่เหมาะสมกับบริบทของหอผู้ป่วยและช่วยลดข้อจำกัดที่ปฏิบัติอยู่ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันสำหรับการจัดอัตรากำลังที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 ฟีเจอร์ ได้แก่ การรับและจำหน่ายผู้ป่วย การจำแนกประเภทผู้ป่วย ความต้องการการพยาบาล การคำนวณอัตรากำลัง และตารางเวรปฏิบัติงาน 2) ผู้ร่วมวิจัยมีความพึงพอใจในการใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันการจัดอัตรากำลังพยาบาลที่ร่วมกันพัฒนาขึ้น รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการวิจัย เนื่องจากการได้มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาทุกขั้นตอน สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันสำหรับการจัดอัตรากำลังที่พัฒนาขึ้นตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานและสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขข้อจำกัดการจัดอัตรากำลังที่มีอยู่ได้จริง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนำไปใช้และส่งผลต่อการพัฒนาการจัดอัตรากำลังอย่างต่อเนื่องในโอกาสต่อไป
ปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด St-Segment ไม่ยก, ศราวุธิ ปลอดฤทธิ์
ปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด St-Segment ไม่ยก, ศราวุธิ ปลอดฤทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระยะเวลาการตัดสินใจในการ มารับการรักษาและปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก เพศชายและหญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป ที่มารับการรักษาในหอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรม หอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม และหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ โรงพยาบาลสระบุรี และโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา จำนวน 100 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ในการใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและการเจ็บป่วย 2) แบบสอบถามภาวะโรคร่วม 3) แบบสอบถามการรับรู้ความเจ็บป่วย 4) แบบสอบถามความวิตกกังวล และ 5) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2 – 5 เท่ากับ 0.95, 1.00, 0.75, และ 1.00 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.84, 0.87, 0.85, และ 0.91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1. ระยะเวลาที่ใช้ในการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก มีค่ามัธยฐานเท่ากับ 90 นาที ( x = 122.35, SD = 102.86) 2. ปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก ได้สูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ การรับรู้ความเจ็บป่วย (β = -.294, p < .01) รองลงมาคือ ความวิตกกังวล (β = -.237, p < .05) ภาวะโรคร่วม (β = .229, p < .05) การสนับสนุนทางสังคม (β = -.207, p < .05) การใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (β = .125, p < .05) และประสบการณ์การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (β = .117, p < .05) ตามลำดับ โดยปัจจัยทั้ง 6 ปัจจัย สามารถร่วมทำนายระยะเวลาการตัดสินใจ ในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก ได้ร้อยละ 75.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Adjusted R2 = .757, p < .05)
ปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน, สุภาวดี แก้วสินธุ์
ปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน, สุภาวดี แก้วสินธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาอัตราการเกิดภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน และเพื่อศึกษาปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ได้แก่ ภาวะการรู้คิดบกพร่อง ประวัติโรคหลอดเลือดสมอง ระยะเวลาการเข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ความปวด ภาวะเลือดออกในสมอง และภาวะซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉินและอุบัติเหตุโรงพยาบาลของรัฐระดับตติยภูมิ จำนวน 3 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 220 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะสับสนเฉียบพลัน แบบคัดกรองภาวะสมองเสื่อม แบบประเมินความปวด โดยใช้มาตรวัดแบบตัวเลข และในกรณีผู้สูงอายุที่ไม่สามารถบอกระดับความเจ็บปวดได้ ใช้แบบประเมินความเจ็บปวดสำหรับผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม ผ่านการตรวจสอบการหาค่าความเที่ยง โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีความเที่ยงเท่ากับ .83 และ .79 ตามลำดับ และหาค่าความเที่ยงของแบบประเมินที่ใช้ในการวิจัยโดยวิธีการวัดซ้ำ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 และ .97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติไคสแคว์ (Chi-square) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบพอยท์ไบซีเรียล (Point biserial correlation coefficient) และ สถิติถดถอยโลจิสติกทวิ (binary logistic regression) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน มีภาวะสับสนเฉียบพลัน จำนวน 34 คน จากจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 220 คน คิดเป็นร้อยละ 15.45 2. ภาวะการรู้คิดบกพร่อง ประวัติโรคหลอดเลือดสมอง ระยะเวลาการเข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ระดับความปวด ภาวะเลือดออกในสมอง และภาวะซึมเศร้า มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (X2= 9.277, 10.020, rpb= .216, X2= 9.000, 9.568, 3.874 ตามลำดับ) 3. ตัวแปรที่สามารถร่วมกันทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉินได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ภาวะการรู้คิดบกพร่อง (AOR=7.25, 95% CI …
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิตในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิตในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง และศึกษาความสัมพันธ์ของ อายุ ระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย การสนับสนุนทางสังคม กับการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคมะเร็ง และรับบริการในแผนกหอผู้ป่วยนอกโรคมะเร็งของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้งานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการทำพินัยกรรมชีวิต แบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม โดยค่าความเที่ยงแบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคมมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .88, .90 และ .89 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต มีค่า KR-20 เท่ากับ .81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นมะเร็งมีการทำพินัยกรรมชีวิตเพียงร้อยละ 37.2 โดยส่วนใหญ่ทำด้วยวิธีการบอกกล่าวร้อยละ 49.2 โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็นมะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตมากขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นมะเร็งระยะลุกลาม ความรุนแรงของอาการ และ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต (OR= 2.63, 7.59, 1.05, 1.79 ตามลำดับ, p<.05) และปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็น มะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตลดลง ได้แก่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย (OR= 0.87, p<.05)
Effect Of Filling Volume And Head Space On The Release Of Silicone Oil From Glass Prefilled Syringe With Formulations Containing Polysorbate, Paksupang Tantisereerut
Effect Of Filling Volume And Head Space On The Release Of Silicone Oil From Glass Prefilled Syringe With Formulations Containing Polysorbate, Paksupang Tantisereerut
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Prefilled syringe usually uses silicone oil as lubricant to coat and lubricate the inner surface of barrels and rubber stoppers. The release of coated silicone oil was found to affect the product quality and patient safety. Surfactants are added in many formulations to prevent protein aggregation and adhesion to surfaces of primary packaging. However, surfactants are also found to induce the release of silicone oil from glass prefilled syringe. This study aimed to examine the effect of filled volume and head space on the release of silicone oil from prefilled syringe containers containing polysorbate solution. Samples are prepared at different …
Exploring The Implementation Of National Strategic Plan On Antimicrobial Resistance In The Appropriate Use Of Antimicrobials, Shinnawat Saengungsumalee
Exploring The Implementation Of National Strategic Plan On Antimicrobial Resistance In The Appropriate Use Of Antimicrobials, Shinnawat Saengungsumalee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In August 2016, the Cabinets of Thailand approved the National Strategic Plan on Antimicrobial Resistance 2017-2021. The Strategy 5 of the National Strategic Plans aimed to enhance the public's understanding of antimicrobial resistance (AMR) and promote awareness of appropriate use of antimicrobials (AMU). This study aims to investigate the implementation process and activities of Strategy 5 and the factors contributing to the implementation process and activities of Strategy 5. The study was divided into 2 phases. Phase I used a descriptive survey study to answer the implementation process and activities of Strategy 5. Phase II used an in-depth interview with …
Radiosynthesis Of Novel 68ga-Labelled-Α-Cyclodextrin For Pet Imaging, Sirapop Sriaumpai
Radiosynthesis Of Novel 68ga-Labelled-Α-Cyclodextrin For Pet Imaging, Sirapop Sriaumpai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cyclodextrins (CDs) are cyclic oligosaccharides composed of glucose units linked by α-1,4 glycosidic bond. CDs are commonly used as pharmaceutical excipients and they offer versatile benefits in various industries. Recently, CDs have been promising for the application of medical imaging, especially nuclear medicine imaging. Herein, we aim to radiosynthesize 68Ga-alpha-cyclodextrin (68Ga-αCD) by directly radiolabeling Ga-68 to αCD. Briefly, Ga-68 was eluted, mixed with αCD solution and heated at 100 °C for 20 min. Subsequently, the reaction was allowed to cool down at room temperature. The resulting 68Ga-αCD was characterized using mass spectrometry (MS) and elucidated by in silico computational studies. …
Bioactive Compounds From Diospyros Gracilis Stem, Somnatthakit Wuttikit
Bioactive Compounds From Diospyros Gracilis Stem, Somnatthakit Wuttikit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this study, six triterpenoids were isolated from the stem of Diospyros gracilis H.R.Fletcher (Ebenaceae), including two friedelane-type triterpenoids namely friedelin and epifriedelanol, and four lupane-type triterpenoids namely lupeol, betulin, betulinic acid and betulinaldehyde. Their chemical structures were identified by spectroscopic analysis (IR, NMR and MS) and comparison with those reported in the literature. In the investigation for their in vitro cytotoxic activity against cancer cells, lupeol, betulin and betulinic acid exhibited cytotoxic effects against glioblastoma (U87) and breast cancer (MDA-MB231) cells (IC50 = 13.16, 15.39, 8.31 µM and 34.41, 74.49, 43.88 µM, respectively). In addition, lupeol and betulinic acid …
Screening Sars-Cov-2 Main Protease Inhibitory Activity Of Herbal Extracts And Development Of Alpha-Mangostin Loaded Polymeric Micelles, Su Sundee Myint
Screening Sars-Cov-2 Main Protease Inhibitory Activity Of Herbal Extracts And Development Of Alpha-Mangostin Loaded Polymeric Micelles, Su Sundee Myint
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The coronavirus disease 19 (COVID-19) is an infectious disease. The outbreak of COVID-19 that emerged in December 2019 has caused a serious pandemic and detrimental impacts on people worldwide. Both vaccinations and treatments are needed to achieve the comprehensive level of health care against COVID-19. Several novel vaccines and drugs have been discovered and developed, but the problem has not been fully resolved due to their associated adverse effects. Since traditional herbal medicines have been used for many years in various disease treatments due to their safety and efficacy, developing natural product-based drugs could be one of the most promising …
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้ยาต่ำกว่าขนาดเป้าหมายในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง, คนึงจิตร ทิศกูล
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้ยาต่ำกว่าขนาดเป้าหมายในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง, คนึงจิตร ทิศกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับยาในกลุ่ม Angiotensin converting enzyme inhibitors (ACEIs) หรือ Angiotensin receptor-neprilysin inhibitor (ARNI) หรือ Angiotensin receptor blockers (ARBs) ขนาดต่ำกว่าเป้าหมาย ในผู้ป่วยคนไทยภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังที่เกิดร่วมกับการบีบตัวของหัวใจห้องซ้ายล่างลดลง วิธีการดำเนินการวิจัย: การวิจัยเชิงวิเคราะห์จากเหตุไปหาผลแบบย้อนหลัง ในผู้ป่วยคนไทยภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังที่เกิดร่วมกับการบีบตัวของหัวใจห้องซ้ายล่างลดลง แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลตราด และโรงพยาบาลพระปกเกล้า ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2559 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 ทุกราย วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับยาในกลุ่ม ACEIs/ARBs/ARNI ขนาดต่ำกว่าเป้าหมาย ผลการวิจัย: ผู้ป่วยทั้งหมดในการศึกษานี้มีจำนวน 396 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยา ACEIs/ARBs/ARNI ขนาดต่ำกว่าเป้าหมาย จำนวน 289 ราย กลุ่มที่ได้รับยา ACEIs/ARBs/ARNI ขนาดมากกว่าหรือเท่ากับเป้าหมาย จำนวน 107 ราย เมื่อควบคุมปัจจัยอื่นๆที่ศึกษา พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการได้รับยาขนาดต่ำกว่าเป้าหมาย คือ NYHA class III/IV (Odd ratio=1.84), 95%CI (1.11, 3.06) และการได้รับยากลุ่ม beta blockers ขนาดมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 50 ของขนาดเป้าหมาย (Odd ratio=0.37), 95%CI (0.22, 0.6) สรุปผลการวิจัย: ปัจจัย NYHA class III/IV เพิ่มความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะได้รับยาขนาดต่ำกว่าเป้าหมาย การได้รับยากลุ่ม beta blockers ขนาดมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 50 ของขนาดเป้าหมาย ช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ป่วยได้รับยา ACEIs/ARBs/ARNI ขนาดต่ำกว่าเป้าหมาย
Sexual Orientation Microaggressions And Mental Health Concerns: A Conditional Process Modeling Of Protective Effects Of Microaffirmations, Rapinpat Yodlorchai
Sexual Orientation Microaggressions And Mental Health Concerns: A Conditional Process Modeling Of Protective Effects Of Microaffirmations, Rapinpat Yodlorchai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Mental health disparities existed globally for sexual minority populations compared to heterosexuals. Experiences of subtle discrimination called microaggressions contributed to poor mental health outcomes. Conversely, microaffirmations may buffer these negative effects. To further study these processes among lesbian, gay, bisexual, queer/questioning (LGBQ+) Thais, culturally validated tools were needed to quantify microaggression and microaffirmation experiences within Thailand's high-context culture. Objectives: This two-part study aimed to: 1) develop and validate Thai language scales measuring microaggressions and microaffirmations related to sexual orientation; and 2) test a conceptual moderated mediation model elucidating relationships between microaggressions, microaffirmations, sexual orientation concealment, internalized heterosexism, and mental …
การสำรวจความเชื่อทางจรรยาบรรณของผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตในประเทศไทย, พรพรหม ลิขิตโฆษิตกุล
การสำรวจความเชื่อทางจรรยาบรรณของผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตในประเทศไทย, พรพรหม ลิขิตโฆษิตกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความเชื่อทางจรรยาบรรณของผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตในประเทศไทยจำแนกตามเพศ ช่วงวัย อาชีพ และประเภทชุมชนที่ปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ให้บริการทางสุขภาพจิต ผู้มีหน้าที่ในการดูแลหรือรักษาบุคคลทั่วไปหรือผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรม โดยใช้กระบวนการจิตบำบัดหรือการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 160 คน อายุเฉลี่ย 35.5 ปี (SD = 9.54 ปี) เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย คือ แบบสอบถามความเชื่อทางจรรยาบรรณของผู้ให้บริการทางสุขภาพที่พัฒนาจากการศึกษาก่อนหน้า จำนวน 78 ข้อ นำผลที่ได้มาหาค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธีการของ Cronbach’s Alpha ซึ่งผลที่ได้จากการคำนวณพบว่า ค่าความเที่ยง = .96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่ามี 12 ข้อที่ผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตเชื่อว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดจรรยาบรรณอย่างแน่นอน มี 1 ข้อที่ผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตเชื่อว่าเป็นพฤติกรรมที่ถูกจรรยาบรรณอย่างแน่นอน และมี 9 ข้อเป็นพฤติกรรมที่ผู้ให้รับบริการทางสุขภาพจิตส่วนใหญ่ตอบว่าไม่รู้หรือไม่แน่ใจ และผลการวิเคราะห์ความแตกต่างพบว่าผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตที่มีเพศ อาชีพ และประเภทชุมชนที่ปฏิบัติงานแตกต่างกันมีความเชื่อทางจรรยาบรรณโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ผู้ให้บริการทางสุขภาพจิตที่มีช่วงวัยแตกต่างกัน มีความเชื่อทางจรรยาบรรณโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงาน และความผูกพันในงาน โดยมีอายุทางอัตวิสัย และการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านในกลุ่มบุคลากรอาวุโส, มนัส อุ่นใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลส่งผ่านของการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการและอายุทางอัตวิสัยต่อความสัมพันธ์ระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงานของบุคลากรอาวุโส โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างบุคลากรอาวุโสที่ปฏิบัติงานกับองค์กรเอกชนในประเทศไทย จำนวน 208 คน มีอายุระหว่าง 40 ถึง 65 ปี ใช้แบบสอบถามออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติการทดสอบตัวแปรส่งผ่าน ผลการวิจัยพบว่า ความสนุกในสถานที่ทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันในงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .54, SE = .09, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [.464, .815], p < .01) การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงาน (β = .10, SE = .04, 95% ของช่วงชั้นความเชื่อมั่น [.023, .196]) ในขณะที่ อายุทางอัตวิสัยไม่ใช่ตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงาน สรุปได้ว่าการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการเป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วนระหว่างความสนุกในสถานที่ทำงานและความผูกพันในงานในบุคลากรอาวุโส เมื่อความสนุกในสถานที่ทำงานสูงบุคลากรอาวุโสมีแนวโน้มที่จะเกิดการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการและส่งผลไปยังความผูกพันในงานในที่สุด ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับองค์การเพื่อนำไปออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานและพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการให้เหมาะสมกับบุคลากรอาวุโส
การพัฒนาโมเดลสมการโครงสร้างของความงอกงามภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจของนักศึกษาที่เศร้าโศกจากการสูญสียบุคคลอันเป็นที่รักจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทย, วัฒนะ พรหมเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบโมเดลสมการโครงสร้างของความงอกงามภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจของนักศึกษาที่เศร้าโศกจากสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งการศึกษาอิทธิพลของเหตุปัจจัยที่มีต่อความงอกงามภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 281 คนเป็นนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2563 และมีประสบการณ์การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามเพื่อการวิจัยแบบออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้างโดย Program R และ LISREL เวอร์ชั่น 8.72 ผลวิจัยพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างของความงอกงามภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square = 66.07, df = 59, p = .25, GFI = .96, AGFI = .95, RMR = .69, RMSEA = .02) สามารถอธิบายความแปรปรวนของความงอกงามภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจได้ร้อยละ 27 โดยที่ปัจจัยสติและการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมมีอิทธิพลทางตรงด้านบวกต่อความงอกงามภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีขนาดอิทธิพลเท่ากับ .32 และ .31 ตามลำดับ การประยุกต์ใช้โมเดลเพื่อการพัฒนาความงอกงามภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจของนักศึกษาที่เศร้าโศกจากการสูญเสีย ควรส่งเสริมการฝึกสติและสร้างการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมเป็นสำคัญ ส่วนปัจจัยปัญญาควรมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
Antioxidant And Anticancer Activities Of Mushroom Phellinus Linteus And Khaao-Yen-Nuea Smilax Sp. Extract Mixture, Alvi Jauharotus Syukriya
Antioxidant And Anticancer Activities Of Mushroom Phellinus Linteus And Khaao-Yen-Nuea Smilax Sp. Extract Mixture, Alvi Jauharotus Syukriya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Recently, a number of alternative source including the bioactive compounds from plant and fungi are necessary to explore as therapeutic against cancer. This study aims to investigated the antioxidant and anticancer activities of Smilax sp. and Phellinus linteus (P. linteus) crude extract individually, also their mixture ratio variation including combination 1 (Smilax sp. 50%: P. linteus 50%), combination 2 (Smilax sp. 25%: P. linteus 75%), and combination 3 (Smilax sp. 75%: P. linteus 25%). The individually extract and its mixtures were investigated the physiochemical characterization such as total phenolic content and total polysaccharide compound. Furthermore, the antioxidant activities of extracted …
Sedimentological Characteristics Of Storm Deposits Induced By The Tropical Storm Pa Buk Along The Western Coast Of The Gulf Of Thailand, Chanakan Ketthong
Sedimentological Characteristics Of Storm Deposits Induced By The Tropical Storm Pa Buk Along The Western Coast Of The Gulf Of Thailand, Chanakan Ketthong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Tropical storm Pabuk (TS-Pabuk) attacked the western coast of the Gulf of Thailand (W-GOT) on January 4th, 2019, generating high storm surge levels, high wave height and leaving washover sediments along the coastal areas. Soon after the storm, an initial survey was set up for 44 localions to described sedimentary characteristics, measured beach topography, hydrodynamic intensities and geomorphological conditions. Then, the 4 main locations including Chao Samran beach (CSR), Ban Thung Noi (BTN), Thung Tako (TTK), and Talumphuk (TLP) were selected to study sedimentary detail, ground penetrating radar (GPR) with 3 frequencies and diatom analysis on their storm deposits. These …
The Use Of Diatoms (Amphora Sp.) As Immunostimulant In Pacific White Shrimp (Litopenaeus Vannamei) Diet, Ekthida Thongdet
The Use Of Diatoms (Amphora Sp.) As Immunostimulant In Pacific White Shrimp (Litopenaeus Vannamei) Diet, Ekthida Thongdet
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Amphora sp. is one of the interesting microalgae due to its rapid growth, high lipid content, ranging from 40-60% of dry biomass, suitability as live food for commercial aquatic animal larvae such as shrimp and abalone. The objective of this study is to evaluate the potential of Amphora sp. isolated from four different locations in the Gulf of Thailand: Sichang Island (ASC), Samae Sarn Island (ASS), Pranburi (APB), and Laem Yai (ALY) as immunostimulant in Pacific white shrimp (Litopenaeus vannamei) diet. Four Amphora sp. isolations were cultured and compared productivity. The results showed that ASC and ALY had higher productivity, …
Health Risk And Ecological Risk Assessment From Microplastic Contamination In Sea Salt : Case Study In Ban Laem Salt Field, Phetchaburi, Thailand, Kusuman Promdontree
Health Risk And Ecological Risk Assessment From Microplastic Contamination In Sea Salt : Case Study In Ban Laem Salt Field, Phetchaburi, Thailand, Kusuman Promdontree
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Microplastics are ubiquitous in all terrestrial and aquatic environments. In this research, microplastic contamination in sea salt produced from traditional and plastic salt fields was studied. Including seawater used as a raw material for producing sea salt in Ban Leam salt fields, Phetchaburi, Thailand. Random samples were collected 3 replicates per point, for a total of 42 samples. 5M NaCl solution was used to separate the density and digest the organic substances using 0.05 M Fe (II) and 30% H2O2. The shape and color of the microplastics were characterized using a 30x magnification microscope. The amount, size, and polymer type …
Development Of Duplex Loop-Mediated Isothermal Amplification (Dlamp) For Detection Of Carbapenem Antibiotic-Resistant Genes Kpc And Ndm, Nindi Syahputri Lubis
Development Of Duplex Loop-Mediated Isothermal Amplification (Dlamp) For Detection Of Carbapenem Antibiotic-Resistant Genes Kpc And Ndm, Nindi Syahputri Lubis
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Carbapenems are regarded as a last-resort option for treating a wide range of Gram-positive and Gram-negative bacterial infections. Unfortunately, the prevalence of carbapenem-resistant genes has been on the rise among patients. Some factors contribute to this trend, including prolonged hospital stays, prior antibiotic usage, inappropriate or insufficient antibiotic treatment, and contamination through wounds or feces. The emergence of carbapenem-resistant (CR) genes gained significant attention, particularly after 2005. These CR genes are frequently carried on mobile genetic elements such as plasmids or transposons, enabling their transmission to other bacteria. Klebsiella pneumoniae carbapenemase (KPC) and New delhi metallo-β-lactamase (NDM) stand out as …