Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (981)
- Medical Sciences (830)
- Engineering (502)
- Physical Sciences and Mathematics (489)
-
- Nursing (445)
- Education (401)
- Dentistry (357)
- Life Sciences (355)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Sports Sciences (286)
- Veterinary Medicine (284)
- Public Health (272)
- Business (246)
- Economics (220)
- Sociology (220)
- Chemistry (191)
- Arts and Humanities (183)
- Architecture (181)
- Psychology (161)
- Law (156)
- Health and Physical Education (145)
- Mental and Social Health (145)
- Other Mental and Social Health (143)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (136)
- Environmental Sciences (133)
- Civil and Environmental Engineering (126)
- Communication (120)
- Communication Technology and New Media (120)
- Mass Communication (120)
- Keyword
Articles 1591 - 1620 of 6481
Full-Text Articles in Entire DC Network
ผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, พรประเสริฐ แก้วคำ
ผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, พรประเสริฐ แก้วคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนจำนวน 42 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะ และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะผู้สูงอายุโรคซึมเศร้า 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบคฉบับภาษาไทย 4) แบบประเมินระดับการฟื้นคืนสู่สุขภาวะ เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงเซิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .81 และ .90 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .80 และ .84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. อาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนหลังเข้าร่วมโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะน้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. อาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนที่เข้าร่วมโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, อนงค์นาฎ คุณประสาท
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, อนงค์นาฎ คุณประสาท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแล และเพื่อเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าและครอบครัวที่มารับบริการในแผนกยาเสพติดและจิตเวชของโรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 40 ครอบครัว จับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุและคะแนนอาการซึมเศร้า สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ครอบครัว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแล 2) แบบประเมินอาการซึมเศร้าฉบับภาษาไทย เครื่องมือทุกชุดได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ความเที่ยงของเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .72 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป หาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลน้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=13.13, df=19, p
การศึกษารูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต, เบญจวรรณ บัวนุ่ม
การศึกษารูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต, เบญจวรรณ บัวนุ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติก เป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่หากมีการนำไปใช้จะส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ขึ้นอยู่กับบริบทการนำไปใช้ โดยวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการออกแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกในต่างประเทศเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการออกแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในประเทศไทย โดยการศึกษาในประเทศไทย พิจารณาจากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของบรรจุภัณฑ์พลาสติก จากการศึกษาพบว่า องค์ประกอบสำคัญเมื่อมีการใช้หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility : EPR) ได้แก่ การจัดตั้งองค์กรกลางมาบริหารจัดการ การกำหนดค่าธรรมเนียม การกำหนดเป้าหมาย และการมีระบบการเก็บรวบรวม ซึ่งผู้ประกอบการในประเทศไทยมีความพร้อมที่จะรับผิดชอบในการจ่ายค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์ผ่านองค์กรกลาง (Producer Responsibility Organization : PRO) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการค่าธรรมเนียมให้สามารถนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการเศรษฐศาสตร์จะจูงใจให้เกิดการลดการใช้พลาสติกและเพิ่มปริมาณการรีไซเคิล สอดคล้องตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งสู่ความยั่งยืนโดยใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการเกิดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ประเทศไทยมีสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้นไป
การพัฒนาวิธีการตรวจออกซิไดซ์ไลโพโปรตีนชนิดความหนาแน่นต่ำ โดยใช้เทคนิคการตรวจวัดบนกระดาษร่วมกับ Immunogold Silver Enhancement, สุจิตรา ต๊ะยามัน
การพัฒนาวิธีการตรวจออกซิไดซ์ไลโพโปรตีนชนิดความหนาแน่นต่ำ โดยใช้เทคนิคการตรวจวัดบนกระดาษร่วมกับ Immunogold Silver Enhancement, สุจิตรา ต๊ะยามัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery Disease, CAD) เป็นโรคไม่ติดต่อชนิดเรื้อรังที่เกิดจากหลอดเลือดแดงที่กล้ามเนื้อหัวใจตีบหรือตัน สาเหตุหลักเกิดจากไขมันและเนื้อเยื่อสะสม มีผลทำให้เยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นในหนาตัวขึ้นและเกิดการอุดตัน จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ox-LDL เป็นจุดเริ่มต้นของโรคดังกล่าว เนื่องจากมีคุณสมบัติต่างจาก normal LDL โดยไม่สามารถจับได้กับ LDL receptor ได้ แต่สามารถจับได้กับ scavenger receptor ที่ผิวเซลล์แมคโคฟาจจึงทำให้ ox-LDL สามารถเข้าเซลล์ได้อย่างไม่มีสิ้นสุด เกิดเป็นโฟมเซลล์ (foam cells) สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดเกิดเป็นรอยขีดไขมัน (fatty streak) ประกอบกับการกระตุ้นเกล็ดเลือดและเซลล์อิมมูน ทำให้เกิดเป็นลิ่มเลือดอุดตันทางเดินของเส้นเลือด แม้ว่า ox-LDL จะเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคแต่การตรวจวัดระดับไขมัน ox-LDL ยังไม่แพร่หลายในห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ เนื่องจากชุดตรวจมีราคาแพง ใช้เวลาในการวิเคราะห์นาน และยังต้องใช้เครื่องมือที่มีความจำเพาะ ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคนิคการตรวจวัดระดับ ox-LDL ด้วยเทคนิคการตรวจวัดบนฐานกระดาษร่วมกับ immunogold silver enhancement โดยออกแบบกระดาษกรองให้มีรูปแบบเป็น microtiter plate อาศัยเทคนิค wax printing ในการสร้างขอบเขต หาสภาวะที่เหมาะสมสำหรับออกซิไดซ์กระดาษ เพื่อให้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการตรึงแอนติบอดี โดยเปลี่ยนเซลลูโลสเป็นหมู่แอลดีไฮด์ งานวิจัยนี้ได้นำสารละลายลิเธียมคลอไรด์มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกซิไดซ์ร่วมกับสารละลายโซเดียมเพอร์ริออเดท พบว่ากระดาษที่ออกซิไดซ์แล้วสามารถคงสภาพนาน 72 ชั่วโมง และแอนติบอดีที่ตรึงไว้คงสภาพนานที่สุด 4 ชั่วโมง ทดลองวิเคราะห์วัดปริมาณ std. ox-LDL และ ox-LDL ที่เตรียมเองในห้องปฏิบัติการด้วยสภาวะเทคนิคดังกล่าว พบว่าสีปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นยังไม่ชัดเจน อันเนื่องมากจากข้อจำกัดของความจำเพาะของแอนติบอดี การทำให้เกิดสีด้วย silver enhancement ซึ่งยังคงต้องมีการพัฒนาต่อไปเพื่อให้ผลการวิเคราะห์มีความชัดเจน นอกจากนี้ได้พัฒนากล่องถ่ายภาพเพื่อใช้เก็บผลการวิเคราะห์บนฐานกระดาษ ที่สามารถถ่ายภาพด้วยแสงและระยะที่คงที่ สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายในภาคสนาม อย่างไรก็ตามแม้การพัฒนาวิธีการวิเคราะห์ ox-LDL ยังไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ยังพอได้แนวทางและต้นแบบในการศึกษาต่อไปในอนาคต
ประสิทธิภาพของยีน Tef ในการจัดจำแนกเชื้อ Aspergillus ที่เพาะได้จากผู้ป่วยไทย, ประภาพร คชพงษ์
ประสิทธิภาพของยีน Tef ในการจัดจำแนกเชื้อ Aspergillus ที่เพาะได้จากผู้ป่วยไทย, ประภาพร คชพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Aspergillosis เป็นโรคติดเชื้ออันตรายถึงแก่ชีวิต มีสาเหตุมาจากเชื้อราในจีนัส Aspergillus การวินิจฉัยโรคในปัจจุบัน การเพาะแยกเชื้อและจัดกลุ่มตามลักษณะทางสัณฐานวิทยายังคงเป็นวิธีมาตรฐาน การตรวจหา galactomannan มักใช้ตรวจวินิจฉัยโรคในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น ในขณะที่เทคนิคทางอณูชีววิทยาอาศัยข้อมูลสารพันธุกรรมของ “its region” ในการจำแนกกลุ่มเชื้อระดับสปีชีส์ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวถูกพิสูจน์ว่าสามารถจำแนกกลุ่มเชื้อราก่อโรคในคนในระดับสปีชีส์ได้ต่ำ ในด้านการรักษาสปีชีส์ของเชื้อ Aspergillus มักไม่ถูกนำมาพิจารณาร่วมเพื่อการเลือกกลุ่มยาแม้ว่ายังคงมีผู้ป่วยบางรายที่ตอบสนองต่อการรักษาไม่ดีเนื่องจากเชื้อสาเหตุดื้อต่อยาต้านเชื้อรา ด้วยเหตุดังกล่าวเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสปีชีส์และรูปแบบความไวรับต่อยา การค้นหายีนที่สามารถจำแนกเชื้อ Aspergillus ในระดับสปีชีส์ได้อย่างแม่นยำจึงเป็นสิ่งจำเป็นยีน “tef-1α” เป็นสารพันธุกรรมที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณสมบัติสามารถจำแนกเชื้อราเส้นสายในระดับสปีชีส์ได้สูง ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้เปรียบเทียบผลการจำแนกกลุ่มเชื้อ Aspergillus ที่แยกได้จากผู้ป่วยจำนวน 227 ตัวอย่าง โดยใช้ข้อมูลสารพันธุกรรม “its region” และ“tef-1α” จากผลการศึกษาพบว่าสารพันธุกรรมจากยีน“tef-1α” (D=0.8461) มีความสามารถในการจำแนกเชื้อในระดับสปีส์สูงกว่าบริเวณ “its” (D=0.796) โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน section Fumigati ข้อมูลสารพันธุกรรมจาก “its region” สามารถแบ่งเชื้อกลุ่มดังกล่าวออกได้เพียง 1 สปีชีส์ คือ A. fumigatus ในขณะที่ยีน“tef-1α” สามารถแบ่งออกเป็น A. fumigatus และอีก 2 สปีชีส์ คือ A. lentulus และ A. udagawa ซึ่งเป็นเชื้อที่ดื้อต่อยา amphotericin B โดยกำเนิด โดยสรุป ผลจากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการจำแนกสปีชีส์ของเชื้อ Aspergillus โดยใช้ยีนทุติยภูมิ “tef-1α” สามารถบ่งชี้กลุ่มยาที่เหมาะสมต่อการรักษาได้
Development Of Real-Time Particulate Matter Monitoring Using Smartphone Microscope, Parinton Jangtawee
Development Of Real-Time Particulate Matter Monitoring Using Smartphone Microscope, Parinton Jangtawee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study introduces a novel paradigm in air quality surveillance, combining light-sheet technology with smartphone microscopy to monitor particulate matter in real time. By leveraging a laser beam transformed into a planar light sheet, suspended particles scatter light, enabling microscopic visualization and trajectory recording through a smartphone linked to a magnifying lens. This innovative methodology merges precision light-sheet illumination with smartphone accessibility, providing a portable, cost-effective, and sustainable solution for air quality assessment. Results demonstrate the system's robustness, showcasing a direct, linear correlation between response and particulate matter concentrations. This finding underscores the device's reliability and accuracy in quantifying particulate …
การทูตเพื่อสาธารณสุขของจีน: การให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19, กรกมล ปรปักษ์ขาม
การทูตเพื่อสาธารณสุขของจีน: การให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19, กรกมล ปรปักษ์ขาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขของจีนในการให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 โดยมีจุดประสงค์ในการสร้างความเข้าใจว่าเพราะเหตุใดการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขและการทูตวัคซีนของจีนในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะผู้ให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่งผลให้สามารถเจรจาโน้มน้าวประเทศต่าง ๆ และสามารถนำไปสู่การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเป้าหมายได้ แต่การทูตวัคซีนของจีนที่ดำเนินนโยบายระหว่างสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 กลับส่งผลให้ภาพลักษณ์ของจีนดีขึ้นในช่วงแรกของการระบาดเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังขาของประเทศอื่น ๆ ที่มีต่อวัคซีนโควิด 19 ของจีน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อ Soft Power ของจีน ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำแนวคิด Soft Power ของ Joseph Nye มาอธิบายถึงความพยายามดังกล่าวของจีน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ถึงแม้ว่าการทูตวัคซีนของจีนจะได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขที่จีนดำเนินมาอย่างยาวนาน เนื่องจากการทูตเพื่อสาธารณสุขที่จีนใช้เป็น Soft Power ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น กรอบความร่วมมือด้านสุขภาพในประเด็นสุขภาพที่สำคัญ และดำเนินไปพร้อมกับยุทธศาสตร์ BRI มีความมั่นคงอยู่แล้ว ดังนั้น การดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขเป็น Soft Power ที่มีความจริงใจและโปร่งใส ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมีการเน้นไปยังกรอบความร่วมมือด้านสุขภาพนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะมหาอำนาจและการเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือของจีนได้ดี
ความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: อุปสรรคและความท้าทาย, ตรีสิริ เซะวิเศษ
ความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: อุปสรรคและความท้าทาย, ตรีสิริ เซะวิเศษ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่รุนแรงขึ้น หลังจีนห้ามนำเข้าขยะและของเสียอันตรายหลายประเภท ตั้งแต่ปี 2018 ส่งผลให้ภูมิภาคแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ในการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากประเทศพัฒนาแล้วแทน ประกอบกับปัจจัยการบริโภคอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical and Electronic Equipment: EEE) ที่ทำให้ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศสมาชิกเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่อาเซียนยังไม่มีการบังคับใช้กฎระเบียบเข้มงวดจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเป็นกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สารนิพนธ์เรื่องนี้จึงต้องการศึกษาว่าอาเซียนมีความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไร รวมถึง อุปสรรคและความท้าทายที่เกิดขึ้น สารนิพนธ์เรื่องนี้ใช้กรอบแนวคิดเสรีนิยมใหม่เชิงสถาบัน (Neoliberalism) ภายใต้นิยามของ Robert O. Keohane ที่เน้นความสำคัญของสถาบันและองค์กรระหว่างประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐ สนับสนุนด้วยทฤษฎีระบอบ (Regime Theory) ของ Stephen D. Krasner ที่อธิบายว่าระบอบระหว่างประเทศ ประกอบด้วยชุดกฎเกณฑ์ บรรทัดฐานและการตัดสินใจ ซึ่งกำหนดพฤติกรรมและบทบาทของรัฐในการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยผลการศึกษาพบว่าความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียนเผชิญอุปสรรคและความท้าทายหลายประการ จากการขาดกฎระเบียบ มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างชาติสมาชิก กลไกการบังคับใช้ ทำให้อาเซียนต้องจัดตั้งระบอบด้านสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นการเฉพาะขึ้นร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2023, นิรัชพร โพ้ท
การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2023, นิรัชพร โพ้ท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ในประเทศไทย โดยมีคำถามหลัก 2 ข้อ ประกอบด้วย 1) อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ตัดสินใจอพยพ และ 2) ทำไมผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานผู้นับถือศาสนาคริสต์ จึงเลือกเดินทางมายังประเทศไทย วิธีการดำเนินการวิจัยเน้นการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งเดินทางมายังประเทศไทยระหว่าง ปี ค.ศ. 2009-2023 จำนวน 15 คน จากการสัมภาษณ์พบว่า สาเหตุสำคัญของการอพยพ คือ ปัจจัยทางการเมือง ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งในชุมชนท้องถิ่น เนื่องมาจากความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันจนนำไปสู่การฟ้องร้องโทษฐานกระทำความผิดกฎหมายดูหมิ่นศาสนา และยังพบว่าสาเหตุที่ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์เลือกเดินทางมายังประเทศไทย เนื่องจากผู้แสวงหาที่พักพิงอาศัยเครือข่ายทางสังคม เครือข่ายศาสนา และเครือข่ายความเป็นคนบ้านเดียวกันในการอพยพ เครือข่ายเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้แสวงหาที่พักพิง รวมถึงกลุ่มประชาสังคม องค์กรศาสนา หน่วยงาน INGOs และมิชชั่นนารี มีบทบาทอย่างมากในการช่วยเหลือผู้แสวงหาที่พักพิง โดยมีการพึ่งพาซึ่งกันและกันในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ “ผู้อุปภัมถ์และผู้พึ่งพา” (Patron and Client) สร้างผลประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่าย
The 2014 Central American Migrant Crisis: Necropolitics And Its Consequences, Siyapah Surathumrong
The 2014 Central American Migrant Crisis: Necropolitics And Its Consequences, Siyapah Surathumrong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the summer of 2014, a surge of more than 69,000 unaccompanied children apprehended at the US-Mexico border, urging the media outlets to coin this emergence “the Central American Migrant Crisis.” Immediate responses by the Obama Administration have deemed successful results, with number of children apprehended at the border has decreased rapidly. Thus, it took years for the issue to resurface, revealing that not only the crisis has never been fully solved, but many unaccompanied children also still suffered from what US policies have inflicted upon them. In order to investigate into the heart of the crisis, this research argues …
ภาพยนตร์และละครเกาหลีใต้ร่วมสมัยกับบทบาทสตรีและความเหลื่อมล้ำทางเพศในเกาหลีใต้, ยศยา แก้วเพชร
ภาพยนตร์และละครเกาหลีใต้ร่วมสมัยกับบทบาทสตรีและความเหลื่อมล้ำทางเพศในเกาหลีใต้, ยศยา แก้วเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัฒนธรรมประชานิยมของเกาหลีใต้โดยเฉพาะภาพยนตร์และละครได้นำเสนอประเด็นทางเพศและปัญหาทางสังคมอื่น ๆ มากขึ้น นอกจากนี้ สื่อบันเทิงเกาหลีใต้กลายเป็นพื้นที่ปะทะกันระหว่างเรื่องราวที่มีผู้ชายเป็นใหญ่และเรื่องราวที่เน้นผู้หญิงเป็นหลัก ดังนั้น สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของสตรีและความเหลื่อมล้ำทางเพศในเกาหลีใต้ที่ปรากฏในภาพยนตร์และละครเกาหลีใต้ร่วมสมัย การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้กรอบแนวคิดสตรีนิยมเพื่อศึกษาและวิเคราะห์การนำเสนอบทบาทผู้หญิงผ่านตัวละครหญิงและประเด็นทางเพศผ่านภาพยนตร์และละครซีรีส์เกาหลีใต้ที่ได้คัดเลือกเป็นกรณีศึกษา ได้แก่ ละครเรื่อง Misaeng (2014) ภาพยนตร์เรื่อง Kim Ji-young, Born 1982 (2019) ภาพยนตร์เรื่อง Cart (2014) และละครเรื่อง Squid Game (2021) ข้อเสนอของการศึกษานี้คือภาพยนตร์และละครร่วมสมัยของเกาหลีใต้วิพากษ์และสะท้อนสังคมชายเป็นใหญ่ประกอบกับนำเสนอวาทกรรมปิตาธิปไตยและความเหลื่อมล้ำทางเพศในแง่มุมต่าง ๆ ได้แก่ การกีดกันทางเพศหรือเพศนิยม อคติทางเพศ และการเลือกปฏิบัติทางเพศ อีกทั้งการศึกษาพบว่า ละครเรื่อง Misaeng และภาพยนตร์เรื่อง Kim Ji-young, Born 1982 นำเสนอผลกระทบของแนวคิดปิตาธิปไตยแบบขงจื่อและความเหลื่อมล้ำทางเพศที่มีต่อผู้หญิงทั้งในสถานที่ทำงานและในครอบครัว ในขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง Cart และละครเรื่อง Squid Game นำเสนอกลุ่มผู้หญิงโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคมต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางเพศและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยมปิตาธิปไตยของเกาหลีใต้ โดยรวมแล้ว ภาพยนตร์และละครที่นำมาศึกษาชี้ให้เห็นว่า แม้เกาหลีใต้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว แต่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางเพศยังคงดำรงอยู่ในสังคมเกาหลีใต้ร่วมสมัย
การถูกทอดทิ้งในการรับบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา: แรงงานสัญชาติเมียนมาร์ที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ศุภมาส รื่นสำราญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์เรื่อง การถูกทอดทิ้งในการรับบริการด้านสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กรณีศึกษา: แรงงานสัญชาติเมียนมาร์ที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเหตุปัจจัยที่ทำให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาร์ถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเท่าเทียมในการให้บริการด้านสุขภาพในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การศึกษานี้ใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้เทคนิคการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผ่านกลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าของโครงการก่อสร้างและผู้จัดการโครงการก่อสร้าง จำนวน 3 บริษัท ด้วยการคัดเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการทอดทิ้งอย่างเป็นระบบ ซึ่งประกอบด้วย รัฐ ระบบทุนนิยม และวัฒนธรรม มีบทบาทสำคัญในกระบวนการที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ภายใต้แนวคิดแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ที่เปลี่ยนคุณค่าของแรงงานข้ามชาติให้กลายเป็นเพียงสินค้าหรือเครื่องมือทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้คุ้มครองดูแลและให้สิทธิต่างๆ แก่แรงงานข้ามชาติตามหลักสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะในเรื่องการให้บริการทางสุขภาพ เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงทำให้สามารถมองเห็นการถูกละเลยและถูกทอดทิ้งของแรงงามข้ามชาติในไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อแรงงานข้ามชาติเป็นแรงงานกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบก่อนและมากที่สุด แต่กลับเป็นแรงงานกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับการเยียวยาให้ความช่วยเหลือ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้ามเพื่อบริการประชาชน กรณีศึกษา พื้นที่เทศบาลตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, กรณ์ วัฒนชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การก่อสร้างสะพานลอยเป็นหนึ่งในภารกิจของกรมทางหลวงที่ยังมีอุปสรรคในเชิงการบริหารจัดการอยู่ค่อนข้างมาก บ่อยครั้งเกิดความขัดแย้งกับประชาชนในบริเวณที่จะดำเนินการก่อสร้างทำให้ส่งผลกระทบต่อการบริหารงบประมาณในภาพรวม สารนิพนธ์นี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการก่อสร้างสะพานลอยให้สามารถก่อสร้างได้ในตำแหน่งที่เหมาะสมเกิดประโยชน์กับชุมชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพื่อลดการคัดค้านจากภาคประชาชนจนสามารถก่อสร้างสะพานลอยได้ในตำแหน่งที่เหมาะสมนำไปสู่การเบิกจ่ายเงินได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 2 กลุ่มได้แก่ ข้าราชการกรมทางหลวงที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 คน และประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ศึกษา จำนวน 5 คน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้การก่อสร้างประสบความสำเร็จประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยทางด้านการเมือง ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสังคม ด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังพบว่าการก่อสร้างสะพานลอยควรเริ่มต้นจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่ผ่านการตกลงตำแหน่งที่ตั้งร่วมกันระหว่างประชาชนในพื้นที่กับเจ้าของที่ดินที่ได้รับผลกระทบจากนั้นจึงส่งต่อความต้องการไปยังผู้นำชุมชนในการผลักดันโครงการผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งการจะประสบความสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับบทบาทหรืออำนาจที่มีของผู้นำชุมชนในขณะนั้นด้วย อย่างไรก็ตามกรมทางหลวงควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของตำแหน่งในการก่อสร้างโดยมีหลักเกณฑ์ในการกำหนดตำแหน่งที่ชัดเจน ควรปรับปรุงรูปแบบ กระบวนการหรือเทคโนโลยีใหม่ๆในการก่อสร้าง เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ยังควรมีการประเมินเพื่อรื้อถอนหากพฤติกรรมการเดินทางเปลี่ยนแปลงไป
Explaining And Understanding The Lgbtqia+ Rights Movement In Timor-Leste Through Norm Life Cycle, Yanapon Musiket
Explaining And Understanding The Lgbtqia+ Rights Movement In Timor-Leste Through Norm Life Cycle, Yanapon Musiket
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the evolution and adoption of LGBTQIA+ rights norm in Timor-Leste, employing the Norm Life Cycle model conceptualized by Martha Finnemore and Kathryn Sikkink. It highlights the historic and social advancements made by this post-conflict, newly independent Southeast Asian nation towards recognizing and promoting LGBTQIA+ rights. The study leverages qualitative research methodologies, including document analysis and case studies, to trace the trajectory from norm emergence through a tipping point marked by the inaugural pride parade in 2017 and a cascade of societal acceptance to the ongoing challenges and opportunities for norm internalization. Contrasting its progress with countries in …
บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล
บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษา บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย โดยอธิบายการสร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศขององค์การระหว่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะสร้างบรรทัดฐานแล้ว องค์การระหว่างประเทศยังผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตาม ประเทศที่นำบรรทัดฐานเหล่านี้ไปปฏิบัติจะต้องพบเจอกับการปะทะระหว่างบรรทัดฐานเดิมกับบรรทัดฐานใหม่ รวมถึงการถกเถียงจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย สารนิพนธ์ฉบับนี้เน้นวิเคราะห์อิทธิพลขององค์การระหว่างประเทศในฐานะผู้สร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศต่อการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย จากการศึกษาพบว่า บรรทัดฐานระหว่างประเทศซึ่งได้รับการผลักดันโดยองค์การอนามัยโลกก่อให้เกิดความสำเร็จในการจัดตั้งหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มงวด แต่ผลลัพธ์ของการนำนโยบายที่เข้มงวดมาบังคับใช้กลับไม่ได้มีประสิทธิภาพดังที่หน่วยงานสาธารณสุขคาดหวังไว้ ทำให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องการเพิ่มระดับความเข้มงวดในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งความพยายามดังกล่าวอาจมองได้ว่าใช้ต้นทุนมากจนเกินไป และสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังอาจขัดกับบรรทัดฐานระหว่างประเทศในด้านอื่น โดยเฉพาะด้านการค้า ทั้งนี้ช่วงทศวรรษ 2020 ปัญหาเรื่องนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกทำให้เป็นประเด็นการเมือง ปรากฏเห็นด้วยว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มคัดค้านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาภายในประเทศ ควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องทบทวนความคุ้มค่าของการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกครั้ง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพตามหลัก SAFER เพื่อหามาตรการที่คุ้มทุนและมีประสิทธิผล การนำหลัก SAFER มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศจะหยั่งผลได้ดีกว่าเพื่อส่งเสริมทั้งการสาธารณสุขและเศรษฐกิจ
ปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตกรณีศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, วรกานต์ สุ้นกี้
ปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตกรณีศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, วรกานต์ สุ้นกี้
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัย เรื่อง ปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต กรณีศึกษาสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา 2 ข้อ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักวิชาการศึกษา ในสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และ (2) เสนอแนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับนักวิชาการศึกษาในสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ อาศัยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างโดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เป็นนักวิชาการศึกษาจำนวน 14 คน จากสำนักนโยบายและแผนการศึกษา ผลจากการศึกษาพบว่า ภาพรวมนักวิชาการศึกษามีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความตื่นตัวในการเรียนรู้ อย่างไรก็ตามพบข้อจำกัดในด้านของเวลาและภาระงานที่ส่งผลให้สถานการณ์การเรียนรู้ตลอดชีวิตทำให้ภาพรวมของการเรียนรู้ตลอดชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิตของบุคลากรในสำนักนโยบายและแผนการศึกษาสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา ประกอบไปด้วย 13 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายใน จำนวน 2 ปัจจัย คือ ประโยชน์ของการเรียนรู้ ความต้องการในการเรียนรู้/ความสนใจ และปัจจัยภายนอก จำนวน 11 ปัจจัย คือ ปัจจัยจูงใจ ภาระงาน เพื่อนร่วมงาน บรรยากาศในการทำงาน อุปกรณ์ในการหาความรู้และเทคโนโลยี แหล่งเรียนรู้ สถานที่ทำงาน วัฒนธรรมการเรียนรู้ เวลา สุขภาพและอายุ และสถานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับบุคลากรในสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
การรับรู้และความพึงพอใจเกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลของข้าราชการ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, วัชรพงษ์ สำเนียง
การรับรู้และความพึงพอใจเกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลของข้าราชการ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, วัชรพงษ์ สำเนียง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระว่างระดับการรับรู้กับระดับความพึงพอใจเกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลของข้าราชการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 83 คน ซึ่งเป็นข้าราชการ ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ประเภททั่วไป และประเภทวิชาการ (ระดับปฏิบัติงาน ชำนาญงาน ปฏิบัติการ ชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ) ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างโดยส่วนใหญ่รับรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลระดับมากและปานกลาง อีกทั้งพบว่ามีความพึงพอใจในสวัสดิการด้านสุขภาพอนามัย ความมั่นคงปลอดภัย การศึกษา และเศรษฐกิจระดับมาก แต่มีความพึงพอใจในสวัสดิการด้านนันทนาการระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับการรับรู้ พบว่าอายุและสถานที่ปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับระดับการรับรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับความพึงพอใจ และความสัมพันธ์ระหว่างระดับการรับรู้กับระดับความพึงพอใจ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงเสนอแนะให้มีการจัดอบรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าราชการที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งก่อนเข้ามาปฏิบัติงาน รวมถึงการทบทวนความรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลให้แก่บุคลากรในสังกัดเพื่อทำให้เกิดการรับรู้ที่ถูกต้องและครบถ้วน ตลอดจนการสำรวจความพึงพอใจของข้าราชการ พนักงานราชการ และบุคลากรในสังกัดเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลเป็นประจำ
แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Extension) ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, สรารินทร์ สงวนศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการ ขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินโครงการ อันจะนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทางในการพัฒนาการดำเนินโครงการดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยงานศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่รวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร ประกอบกับการใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง จำนวน 10 ท่าน ด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและใช้คำถามในลักษณะปลายเปิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลตามรูปแบบการประเมินโครงการแบบจำลองแบบซิปป์ (CIPP Model) ผลการศึกษาพบว่า (1) สภาวะแวดล้อมของโครงการ มีความเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลและหน่วยเหนือ รวมถึงมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการเป้าหมาย (2) ปัจจัยนำเข้าของโครงการ ในส่วนของข้าราชการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองระดับผู้บริหารและระดับผู้ปฏิบัติการส่วนใหญ่ มีศักยภาพ ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการเป็นอย่างดี ในส่วนของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการ ได้รับความร่วมมือจากบริษัท VFS Global และในส่วนของเครื่องมือวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ มีเพียงพอต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ (3) กระบวนการของโครงการ สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการในระดับหนึ่ง (4) ผลผลิตของโครงการ ในแง่การลดระยะเวลาในการรอรับบริการยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ ในแง่ของการลดขั้นตอนการให้บริการสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี และในส่วนของการลดความแออัดของผู้รับบริการในพื้นที่ มีแนวโน้มที่จะไม่บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดด้วยค่าตัวชี้วัด สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ พบปัญหาในด้านบุคลากร ด้านการจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนโครงการจากทางภาครัฐ และด้านความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย โดยหน่วยงานควรเพิ่มการสนับสนุนในด้านการพัฒนาบุคลากร และด้านงบประมาณในการดำเนินโครงการ รวมถึงกระชับความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายยิ่งขึ้น
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ฐิติวัสส์ รัตนเย็นใจ
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ฐิติวัสส์ รัตนเย็นใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย2) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่พัฒนาขึ้น การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ดำเนินการโดยวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ดำเนินการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดยกลุ่มตัวอย่าง2 กลุ่มเป็นนักเรียนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมในเขตรุงเทพหานคร เป็นเวลา 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบค่าที ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า:1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ (2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่คาดหวังให้เกิดขึ้น (3)ขั้นตอนการดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยกำหนดวิธีการปฏิบัติในแต่ละกิจกรรมอย่างชัดเจน (4) การวัดและประเมินผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2) ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษา (1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสุขภาวะองค์รวมหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสุขภาวะองค์รวมหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
รูปแบบการเรียนรู้ในความเป็นจริงเสมือนบนฐานการเเก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมความสามารถทางนวัตกรรมของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ปาริฉัตร สีแสง
รูปแบบการเรียนรู้ในความเป็นจริงเสมือนบนฐานการเเก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมความสามารถทางนวัตกรรมของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ปาริฉัตร สีแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการรูปแบบการเรียนรู้ในความเป็นจริงเสมือนบนฐานการเเก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมความสามารถทางนวัตกรรมของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2) เพื่อสร้างรูปแบบการเรียนรู้ในความเป็นจริงเสมือนบนฐานการเเก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมความสามารถทางนวัตกรรมของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ในความเป็นจริงเสมือนบนฐานการเเก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมความสามารถทางนวัตกรรมของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต ตัวอย่างวิจัยเป็นนักศึกษาปริญญาบัณฑิต ในการศึกษาสภาพและความต้องการ คือ นักศึกษาปริญญาบัณฑิตจากการคำนวณด้วยสูตรของ Cochran (1977) รวมจำนวน 416 คน จาก 3 กลุ่มสาขาวิชา ได้แก่ 1) วิทยาศาสตร์สุขภาพ 2) วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และ 3) มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และตัวอย่างในการศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ คือ นักศึกษาปริญญาบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 40 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการรูปแบบการเรียนรู้ฯ 2) รูปแบบการเรียนรู้ในความเป็นจริงเสมือนบนฐานการเเก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมความสามารถทางนวัตกรรมของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 3) แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญโดยเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง 4) แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการเรียนรู้ฯ 5) แผนจัดการเรียนรู้ในความเป็นจริงเสมือนบนฐานการเเก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมความสามารถทางนวัตกรรมของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 6) แพลตฟอร์มความเป็นจริงเสมือน (VR platform) 7) เกณฑ์การประเมินแบบรูบริคความสามารถทางนวัตกรรมของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ 8) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการเรียนรู้ฯ การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์สภาพและความต้องการด้วยการหาดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI Modified) และ 3) วิเคราะห์ความสามารถทางนวัตกรรมของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตโดยใช้ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way Repeated Measure ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. สภาพและความต้องการรูปแบบการเรียนรู้ฯ แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเรียนรู้ในความเป็นจริงเสมือน (VR) 2) ด้านการเรียนรู้บนฐานการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ (CPS) และ 3) ด้านการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถทางนวัตกรรม (IC) โดยด้านที่มีความต้องการมากอยู่ในด้านการเรียนรู้ในความเป็นจริงเสมือน ทั้งนี้นักศึกษาต้องได้รับประสบการณ์การใช้ความเป็นจริงเสมือนในการเรียนในรายวิชา (PNIModified=0.72) เป็นอันดับที่ 1 2. รูปแบบการเรียนรู้ฯ ประกอบไปด้วย 5 …
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เสริมสร้างสมรรถนะการเปลี่ยนแปลงของนักเรียน, ปิยนัฐ ธนะบุตร
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เสริมสร้างสมรรถนะการเปลี่ยนแปลงของนักเรียน, ปิยนัฐ ธนะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดสมรรถนะการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนและการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เสริมสร้างสมรรถนะการเปลี่ยนแปลงของนักเรียน และ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เสริมสร้างสมรรถนะการเปลี่ยนแปลงของนักเรียน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ตัวอย่างคือโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 292 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และนักเรียน รวมจำนวน 876 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ ค่าความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น การทดสอบความแปรปรวน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดสมรรถนะการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนและการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 2 กรอบแนวคิด ได้แก่ 1.1) กรอบแนวคิดสมรรถนะการเปลี่ยนแปลงของนักเรียน ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ 1.1.1) ด้านการสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ 1.1.2) ด้านการรับมือกับความตึงเครียดและภาวะวิกฤต และ 1.1.3) ด้านการแสดงความรับผิดชอบ 1.2) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1.2.1) ด้านการออกแบบหลักสูตร 1.2.2) ด้านการจัดการเรียนรู้ 1.2.3) ด้านการวัดและประเมินผล และ 1.2.4) ด้านสนับสนุนสื่อ เทคโนโลยี นวัตกรรม และแหล่งเรียนรู้ 2) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เสริมสร้างสมรรถนะการเปลี่ยนแปลงของนักเรียน ประกอบด้วย 2 ประเด็น ได้แก่ 2.1) สมรรถนะการเปลี่ยนแปลงของนักเรียน 2.1.1) จุดแข็งรายด้านคือ ด้านการแสดงความรับผิดชอบ 2.1.2) …
นวัตกรรมการบริหารการจัดประสบการณ์วิชาชีพสำหรับหลักสูตรการศึกษาก่อนประจำการในอุตสาหกรรมโรงแรมตามแนวคิดการบริการที่ฉับไว, ยุทธศักดิ์ พูลทรัพย์
นวัตกรรมการบริหารการจัดประสบการณ์วิชาชีพสำหรับหลักสูตรการศึกษาก่อนประจำการในอุตสาหกรรมโรงแรมตามแนวคิดการบริการที่ฉับไว, ยุทธศักดิ์ พูลทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารการจัดประสบการณ์วิชาชีพ สำหรับหลักสูตรการศึกษาก่อนประจำการในอุตสาหกรรมโรงแรม และแนวคิดการบริการที่ฉับไว 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารการจัดประสบการณ์วิชาชีพสำหรับหลักสูตรการศึกษาก่อนประจำการในอุตสาหกรรมโรงแรม ตามแนวคิดการบริการที่ฉับไว 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารการจัดประสบการณ์วิชาชีพสำหรับหลักสูตรการศึกษาก่อนประจำการในอุตสาหกรรมโรงแรมตามแนวคิดการบริการที่ฉับไว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Method Design) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยมาจากมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในหลักสูตรการท่องเที่ยวและการโรงแรม และโรงแรมที่ร่วมจัดประสบการณ์วิชาชีพ โดยผู้ให้ข้อมูลได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว, ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยวในสถาบันอุดมศึกษา, ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ รวม 168 คน และผู้ปฏิบัติงานในสายงานบริการในอุตสาหกรรมจำนวน จำนวน 12 คน รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 180 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินกรอบแนวคิดการบริหารการจัดประสบการณ์วิชาชีพสำหรับหลักสูตรการศึกษาก่อนประจำการในอุตสาหกรรมโรงแรมและแนวคิดการบริการที่ฉับไว แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารการจัดประสบการณ์วิชาชีพสำหรับหลักสูตรการศึกษาก่อนประจำการในอุตสาหกรรมโรงแรมตามแนวคิดการบริการที่ฉับไว แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างนวัตกรรมการบริหารการจัดประสบการณ์วิชาชีพสำหรับหลักสูตรการศึกษาก่อนประจำการในอุตสาหกรรมโรงแรมตามแนวคิดการบริการที่ฉับไว แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างนวัตกรรมฯ ฉบับที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์ความต้องการจําเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารการจัดประสบการณ์วิชาชีพสำหรับหลักสูตรการศึกษาก่อนประจำการในอุตสาหกรรมโรงแรมตามแนวคิดการบริการที่ฉับไวประกอบด้วย 3 ด้าน การวางแผนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ การดำเนินการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ การประเมินผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ กรอบแนวคิดการบริการที่ฉับไว ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ (1) ยินดีตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้บริการมากกว่าทำตามแผน (2) เข้าใจความต้องการของผู้ใช้บริการและสามารถแก้ไขปัญหาการบริการโดยการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง (3) ส่งมอบการบริการด้วยความฉับไวและมีประสิทธิภาพสูงสุดและทบทวนวิธีการทำงานที่ผ่านมาอย่างสม่ำเสมอ (4) ทำงานเป็นทีมที่ประกอบด้วยบุคคลที่มีแรงจูงใจและความสัมพันธ์ที่ดี และปรับปรุงวิธีการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง (5) ใช้ซอฟต์แวร์สนับสนุนการให้บริการและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลในการบริการ กรอบภาระงานด้านบริการในอุตสาหกรรมโรงแรม ได้แก่ งานบริการส่วนหน้า งานบริการห้องพัก งานบริการอาหารและเครื่องดื่ม งานบริการการขายและการตลาด 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนา พบว่า ค่าลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ การประเมินผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ต่ำสุดคือการวางแผนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เมื่อพิจารณาด้านภาระงานบริการพบว่างานบริการอาหารและเครื่องดื่มมีค่าลำดับความต้องการจำเป็นสูงที่สุด ส่วนงานบริการส่วนหน้ามีค่าลำดับความต้องการจำเป็นต่ำสุด เมื่อพิจารณาด้านการบริการที่ฉับไว การใช้ซอฟต์แวร์สนับสนุนการให้บริการและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลในการบริการ มีค่าลำดับความต้องการจำเป็นสูงที่สุดและลำดับต่ำสุดคือ เข้าใจความต้องการของผู้ใช้บริการและสามารถแก้ไขปัญหาการบริการโดยการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง 3) นวัตกรรมการบริหารการจัดประสบการณ์วิชาชีพสำหรับหลักสูตรการศึกษาก่อนประจำการในอุตสาหกรรมโรงแรมตามแนวคิดการบริการที่ฉับไว มีชื่อว่า “นวัตกรรมการบริหารการประเมินผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่ใช้ซอฟต์แวร์สนับสนุนการบริการที่ฉับไว ในงานอุตสาหกรรมโรงแรม” ประกอบด้วย 1) นวัตกรรมการบริหารการวัดและการประเมินผลการอบรมทฤษฎีเชิงปฏิบัติในสถานประกอบการ โดยการใช้ซอฟต์แวร์สนับสนุนการบริการที่ฉับไว ในงานอุตสาหกรรมโรงแรม …
กระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาชุมชนปลอดภัย ในการเสริมสร้างความปลอดภัยในเด็ก, วรรณไพร แย้มมา
กระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาชุมชนปลอดภัย ในการเสริมสร้างความปลอดภัยในเด็ก, วรรณไพร แย้มมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ถอดบทเรียนชุมชนปลอดภัยที่ประสบความสำเร็จในการเสริมสร้างความปลอดภัยในเด็ก 2)วิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาชุมชนปลอดภัยในการเสริมสร้างความปลอดภัยในเด็ก และ3)สังเคราะห์กระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาชุมชนปลอดภัยในการเสริมสร้างความปลอดภัยในเด็ก การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)ผ่านการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก ชุมชนกรณีตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานชุมชนปลอดภัยและได้รับรองให้เป็น“ชุมชนปลอดภัยระดับสากล”ขององค์การอนามัยโลก ได้แก่ ชุมชนวังทรายพูนอ.วังทรายพูนจ.พิจิตร ชุมชนตลาดเกรียบอ.บางปะอินจ.พระนครศรีอยุธยาและชุมชนเมืองน่านอ.เมืองจ.น่าน จำนวน 24 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ผลการศึกษาวิจัยพบแบบแผนปฏิบัติที่เอื้อต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของชุมชน คือ การมีผู้นำที่เข้มแข็งมีรูปแบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และมีรูปแบบการบริหารจัดการชุมชนอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีการสนับสนุนการดำเนินงานตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง องค์ประกอบของกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาชุมชนปลอดภัยในการเสริมสร้างความปลอดภัยในเด็ก องค์ประกอบ 1)ภาวะผู้นำ เป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ทำให้คนในชุมชนเห็นความสำคัญและมีเป้าหมายร่วมในการทำงานเพื่อความปลอดภัยของเด็กในชุมชน 2)การสื่อสาร ใช้รูปแบบในการติดต่อสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจอันจะนำไปสู่เป้าหมายที่ตกลงร่วมกัน เน้นการสื่อสารสองทาง ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ 3)การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ซึ่งเป็นปัญหาใกล้ตัวและเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของคนในชุมชน เพื่อให้ชุมชนเข้าใจและรับรู้ถึงความสำคัญของปัญหานั้น 4)การเรียนรู้จากการสังเกต ชุมชนมีการเรียนรู้จากการสังเกตทั้งตัวแบบที่ดีและไม่ดี 5)การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยการรวมคน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสรุปบทเรียน และร่วมรับผลจากการกระทำ 6)เครือข่าย ทั้งเครือข่ายภายในและภายนอกชุมชน เครือข่ายที่เป็นทั้งภาครัฐและเอกชน 7)การทำงานเป็นทีม โดยยึดระเบียบข้อบังคับที่ชุมชนร่วมตั้งขึ้นมา ให้ทั้งคนทำงานและคนในชุมชนปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน 8)การจัดการชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยทุกคนสามารถทำงานและปฏิบัติตามแนวทางที่ชุมชนวางร่วมกันไว้ เป็นการทำงานที่มีเป้าหมายชัดเจน เน้นการทำงานอย่างเป็นระบบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายอันจะนำไปสู่ความสำเร็จ และ 9)การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ด้วยหลักการ “เข้าถึง เข้าใจและพัฒนา”เป็นการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งนี้ภาครัฐภาคเอกชน อปท. ชุมชนและครอบครัว ล้วนเป็นผู้กระทำการที่มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันที่จะทำให้เกิดเป็นชุมชนปลอดภัยในเด็ก ภายใต้แบบแผนการปฏิบัติที่ดีของชุมชน โดยทุกคนมีเป้าหมายที่จะพัฒนาชุมชนให้ปลอดภัยในเด็กร่วมกัน กระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาชุมชนปลอดภัยในการเสริมสร้างความปลอดภัยในเด็ก ประกอบด้วย 1)การจัดตั้งกลุ่มบุคคลในชุมชนเพื่อศึกษาปัญหา ปัจจัยเสี่ยงของการบาดเจ็บในเด็กและการ 2)การสำรวจสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมเสี่ยงในชุมชนอย่างต่อเนื่อง 3)เฝ้าระวังการบาดเจ็บ 4)ฝึกอบรมและให้ความรู้ในการป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก 5)ให้ความรู้เมื่อต้องเผชิญเหตุโดยการฝึกอบรมการปฐมพยาบาล การปฏิบัติการกู้ชีพเบื้องต้น และการสนับสนุนการใช้อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยต่างๆ และ6)สร้างความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในเด็ก
การพัฒนาเว็บการเรียนรู้ด้วยปัญหาเป็นฐานร่วมกับห้องปฏิบัติการเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของนักเรียนเตรียมทหาร, สิริวรรณ อินทสร
การพัฒนาเว็บการเรียนรู้ด้วยปัญหาเป็นฐานร่วมกับห้องปฏิบัติการเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของนักเรียนเตรียมทหาร, สิริวรรณ อินทสร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาเว็บการเรียนรู้ด้วยปัญหาเป็นฐานร่วมกับห้องปฏิบัติการเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของนักเรียนเตรียมทหาร 2) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เว็บการเรียนรู้ด้วยปัญหาเป็นฐานร่วมกับห้องปฏิบัติการเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของนักเรียนเตรียมทหาร และ 3) เพื่อนำเสนอเว็บการเรียนรู้ด้วยปัญหาเป็นฐานร่วมกับห้องปฏิบัติการเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของนักเรียนเตรียมทหาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินคุณภาพของเว็บการเรียนรู้ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสื่อการเรียนการสอนและด้านการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัย จำนวน 7 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนเตรียมทหารซึ่งเป็นระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินเว็บการเรียนรู้ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัย และแบบสอบถามความคิดเห็นในการเรียนโดยใช้เว็บการเรียนรู้ฯ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) เว็บการเรียนรู้ด้วยปัญหาเป็นฐานร่วมกับห้องปฏิบัติการเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของนักเรียนเตรียมทหารที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย (1.1) หน้าหลัก (Home) (1.2) ข้อมูลเกี่ยวกับเรา (About us) (1.3) บทเรียนการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัยด้วยการจัดการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับห้องปฏิบัติการเสมือนจริง (Course) (1.4) บทความ (Blog) (1.5) การประเมินผล และ (1.6) การลงทะเบียน 2) ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เว็บการเรียนรู้ฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัย หลังเรียนของกลุ่มตัวอย่างสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 10.47) และ 3) ผลการประเมินรับรองเว็บการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด
รูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน, สุพัตรา นุตรักษ์
รูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน, สุพัตรา นุตรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) ประเภทการวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบายตามลำดับ (Explanatory sequential design) มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)ศึกษาสภาวการณ์การสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน 2)วิเคราะห์โครงสร้างและผู้กระทำการที่เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน และ 3)นำเสนอรูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน ประชากรที่ศึกษาได้แก่ ผู้สูงอายุตอนต้นที่มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ในเขตสุขภาพที่ 5 และผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ บุคลากรในหน่วยงานสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและในหน่วยงานของรัฐ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามเพื่อสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง และแนวคำถามสำหรับการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างสำหรับผู้สูงอายุ บุคลากรในหน่วยงานสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและในหน่วยงานของรัฐ เครื่องมือในการดำเนินการวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และดัชนีความสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของข้อคําถาม และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ทั้งฉบับ=.86 ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาวการณ์การสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( x ̅ = 3.64 , S.D.= 0.66) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามสามารถทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน เช่น เล่านิทาน กิจกรรมศิลปะ ร้องเพลงหรือเต้นประกอบเพลง เป็นต้น อยู่ในระดับมากที่สุด ( x ̅ = 4.82 , S.D.= 0.48) รองลงมาคือ เห็นความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด ( x ̅ = 4.70 , S.D.= 0.57) และมีความเห็นว่า ความสูงวัยเป็นข้อจำกัดในการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน อยู่ในระดับน้อย ( x ̅ = 1.92 , S.D.= 0.55) เป็นอันดับสุดท้าย ผลการวิเคราะห์โครงสร้างและผู้กระทำการที่เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนพบว่า หลักการร่วมของการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนในชุมชน บุคลากรของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตลอดจนผู้สูงอายุ พบว่า มีความเชื่อมโยงและเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยมีรูปแบบการสื่อสารทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ แต่แนวปฏิบัติในการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสนำเสนอองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนยังค่อนข้างพบได้น้อย อีกทั้งไม่มีนโยบายจ้างงานผู้เกษียณอายุ และหน่วยงานของรัฐและท้องถิ่นควรให้การสนับสนุนทั้งในรูปของบุคลากร งบประมาณ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อนำเสนอรูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบดังกล่าว ประกอบด้วย 1)หลักการร่วมโดยการกำหนดเป้าหมายความสำเร็จร่วมกัน 2)ส่งเสริมการเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างผู้สูงอายุและเด็กวัยก่อนเรียนอย่างต่อเนื่อง 3)กฎเกณฑ์ข้อบังคับที่บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย 4)การสื่อสารเพื่อเกิดทัศนคติเชิงบวก 5)พลังทางสังคมที่เกิดจากการจัดหาแหล่งทรัพยากรและเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงให้กับผู้สูงอายุ และ6) ตระหนักความสำคัญของเด็กและสร้างค่านิยมร่วมในการเคารพผู้สูงอายุ
Article Feed Recommendations Using Position-Aware Deep Cross Network, Dhata Muangrux
Article Feed Recommendations Using Position-Aware Deep Cross Network, Dhata Muangrux
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The presence of social media platforms has recently transformed the digital landscape, with an ever-increasing user base. As these platforms become central to daily life, the need for recommendation systems that genuinely cater to individual preferences has never been more paramount. While current recommendation algorithms excel at curating content based on user interests, they often overlook inherent biases, notably the positional bias where users engage with content due to its placement rather than its inherent relevance. This oversight is particularly evident in every social media recommendation system. Addressing this challenge, we proposed a position-aware methodology within the Deep and Cross …
Integrated Multi-Omics Analysis Of Gut Microbiome And Host Transcriptome To Identify Novel Biomarkers For Hepatocellular Carcinoma, Jakkrit Khamjerm
Integrated Multi-Omics Analysis Of Gut Microbiome And Host Transcriptome To Identify Novel Biomarkers For Hepatocellular Carcinoma, Jakkrit Khamjerm
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
An imbalance in gut microbiome is strongly linked to liver inflammation disease and hepatocellular carcinoma (HCC) via the gut-liver axis. However, the understanding of how gut microbiota interacts with the host gene expression is still limited. In this study, we aim to investigate the relationship between gut microbiome profile and transcriptomic profile in patients with HCC. In this study, 17 patients with viral-related HCC, 13 non-viral-related HCC, and 10 healthy controls were recruited. We investigated gut microbiome profile from fecal samples using 16S rRNA sequencing and host transcriptomic profile from the peripheral blood mononuclear cells (PBMCs) using RNA sequencing method. …
An Intrinsic Sensing Ram Extruder With Pressure And Volumetric Flow Control For Liquid Deposition Modeling, Kantawatchr Chaiprabha
An Intrinsic Sensing Ram Extruder With Pressure And Volumetric Flow Control For Liquid Deposition Modeling, Kantawatchr Chaiprabha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this dissertation, a ram extruder for liquid deposition modeling (LDM) with a flexible actuation system is proposed. The system allows the command of flow through either pressure or volumetric modes. A mathematical model of the extruder is implemented. The actuation system enables real-time monitoring of pressure and material flow rate, providing benefits for precise control and adjustment during the printing process. Additionally, the system allows for the classification of material viscosity characteristics, offering in-depth information on the material for further analysis of the printing process. The prototype provides the advantage of both pressure and volumetric flow, as well as …
Automatic Liver Tumor Segmentation In Computed Tomography (Ct) Imaging, Kasun Gayashan Hettihewa
Automatic Liver Tumor Segmentation In Computed Tomography (Ct) Imaging, Kasun Gayashan Hettihewa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Automatic liver tumor segmentation is a highly important application for diagnosing and treating liver tumors. Due to the diversity of tumor shape and intensity alteration, it has become an extremely challenging procedure. Automatic liver tumor segmentation has the potential to establish a diagnostic standard for providing important radiological information to physicians. Recently, deep convolutional neural networks have shown numerous benefits in feature extraction and learning in terms of medical image segmentation. However, the model can be inconsistent in imitating visual attention as well as awareness of radiological expertise for tumor recognition and segmentation tasks due to multi-layer dense feature stacking. …
Radiomics-Based Prediction Of Radiation-Induced Hypothyroidism In Nasopharyngeal Cancer Patients, Napat Ritlumlert
Radiomics-Based Prediction Of Radiation-Induced Hypothyroidism In Nasopharyngeal Cancer Patients, Napat Ritlumlert
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
When planning radiation therapy, late-effect complications due to radiotherapy should be considered. One of the most common complications of head and neck radiotherapy is hypothyroidism. Although clinical and dosimetry data are usually used to assess the risk of hypothyroidism after radiation for nasopharyngeal cancer, the outcome is still unsatisfactory. Medical imaging can provide additional information and increase prediction accuracy. The aim of this study was to predict hypothyroidism in patients with nasopharyngeal cancer using CT radiomics combined with clinical and dosimetric data. The study included 220 participants who were diagnosed with hypothyroidism within 2 years after radiotherapy. Manual segmentation covered …