Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1411 - 1440 of 4613

Full-Text Articles in Entire DC Network

รูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน, สุพัตรา นุตรักษ์ Jan 2023

รูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน, สุพัตรา นุตรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) ประเภทการวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบายตามลำดับ (Explanatory sequential design) มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)ศึกษาสภาวการณ์การสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน 2)วิเคราะห์โครงสร้างและผู้กระทำการที่เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน และ 3)นำเสนอรูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน ประชากรที่ศึกษาได้แก่ ผู้สูงอายุตอนต้นที่มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ในเขตสุขภาพที่ 5 และผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ บุคลากรในหน่วยงานสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและในหน่วยงานของรัฐ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามเพื่อสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง และแนวคำถามสำหรับการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างสำหรับผู้สูงอายุ บุคลากรในหน่วยงานสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและในหน่วยงานของรัฐ เครื่องมือในการดำเนินการวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และดัชนีความสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของข้อคําถาม และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ทั้งฉบับ=.86 ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาวการณ์การสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( x ̅ = 3.64 , S.D.= 0.66) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามสามารถทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน เช่น เล่านิทาน กิจกรรมศิลปะ ร้องเพลงหรือเต้นประกอบเพลง เป็นต้น อยู่ในระดับมากที่สุด ( x ̅ = 4.82 , S.D.= 0.48) รองลงมาคือ เห็นความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด ( x ̅ = 4.70 , S.D.= 0.57) และมีความเห็นว่า ความสูงวัยเป็นข้อจำกัดในการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน อยู่ในระดับน้อย ( x ̅ = 1.92 , S.D.= 0.55) เป็นอันดับสุดท้าย ผลการวิเคราะห์โครงสร้างและผู้กระทำการที่เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนพบว่า หลักการร่วมของการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนในชุมชน บุคลากรของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตลอดจนผู้สูงอายุ พบว่า มีความเชื่อมโยงและเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยมีรูปแบบการสื่อสารทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ แต่แนวปฏิบัติในการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสนำเสนอองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนยังค่อนข้างพบได้น้อย อีกทั้งไม่มีนโยบายจ้างงานผู้เกษียณอายุ และหน่วยงานของรัฐและท้องถิ่นควรให้การสนับสนุนทั้งในรูปของบุคลากร งบประมาณ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อนำเสนอรูปแบบการสร้างเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบดังกล่าว ประกอบด้วย 1)หลักการร่วมโดยการกำหนดเป้าหมายความสำเร็จร่วมกัน 2)ส่งเสริมการเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างผู้สูงอายุและเด็กวัยก่อนเรียนอย่างต่อเนื่อง 3)กฎเกณฑ์ข้อบังคับที่บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย 4)การสื่อสารเพื่อเกิดทัศนคติเชิงบวก 5)พลังทางสังคมที่เกิดจากการจัดหาแหล่งทรัพยากรและเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงให้กับผู้สูงอายุ และ6) ตระหนักความสำคัญของเด็กและสร้างค่านิยมร่วมในการเคารพผู้สูงอายุ


Article Feed Recommendations Using Position-Aware Deep Cross Network, Dhata Muangrux Jan 2023

Article Feed Recommendations Using Position-Aware Deep Cross Network, Dhata Muangrux

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The presence of social media platforms has recently transformed the digital landscape, with an ever-increasing user base. As these platforms become central to daily life, the need for recommendation systems that genuinely cater to individual preferences has never been more paramount. While current recommendation algorithms excel at curating content based on user interests, they often overlook inherent biases, notably the positional bias where users engage with content due to its placement rather than its inherent relevance. This oversight is particularly evident in every social media recommendation system. Addressing this challenge, we proposed a position-aware methodology within the Deep and Cross …


Task Assignment And Path Planning Of Multiple Unmanned Aerial Vehicles Using Integer Linear Programming, Imran Saeed Mirza Jan 2023

Task Assignment And Path Planning Of Multiple Unmanned Aerial Vehicles Using Integer Linear Programming, Imran Saeed Mirza

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอสูตรโปรแกรมเชิงเส้นจำนวนเต็มเพื่อการมอบหมายงานและการวางแผนเส้นทางให้กับอากาศยานไร้คนขับหลายลำกลุ่มโดรนจะได้รับมอบหมายให้เยี่ยมภารกิจให้ครบทุกเป้าหมายและเดินทางกลับไปยังตำแหน่งเริ่มต้นโดยมีเป้าหมายให้ได้ผลรวมของระยะทางที่โดรนทุกตัวเดินทางมีค่าน้อยที่สุดในขณะเดียวกันไม่อนุญาตให้มีทัวร์ย่อยใดๆเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดมีการทดลองทดสอบเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของสูตรที่ได้นำเสนอโดยใช้จำนวนโดรนและจำนวนงานที่หลากหลายผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มจำนวนโดรนโดยทั่วไปสามารถช่วยลดระยะทางรวมและลดระยะเวลาในการทำภารกิจให้เสร็จสิ้นได้ข้อดีของวิธีที่เสนอคือให้ผลเฉลยที่เหมาะสุดแต่ใช้เวลาในการคำนวณเพื่อค้นหาผลเฉลยก็นานด้วยดังนั้นจึงได้ทำการทดลองโดยกำหนดจำนวนโดรนและภาระงานที่ขนาดแตกต่างกันจากการทดสอบโดยใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่มีหน่วยประมวลผลเพนเทียม10หน่วยความจำแรม8GBและหน่วยความจำเอสเอสดีขนาด256GBพบว่าระบบที่มีงานไม่เกิน27การหาผลเฉลยเหมาะสมที่สุดทำได้ภายในไม่กี่นาทีโดยไม่ขึ้นกับจำนวนโดรนที่ใช้งานแต่สำหรับงานจำนวนมากที่เกินขีดจำกัดนี้จะไม่สามารถได้ผลเฉลยแม้ว่าจะใช้เวลาจำลองไปแล้วเกินหนึ่งชั่วโมงก็ตาม


Integrated Multi-Omics Analysis Of Gut Microbiome And Host Transcriptome To Identify Novel Biomarkers For Hepatocellular Carcinoma, Jakkrit Khamjerm Jan 2023

Integrated Multi-Omics Analysis Of Gut Microbiome And Host Transcriptome To Identify Novel Biomarkers For Hepatocellular Carcinoma, Jakkrit Khamjerm

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

An imbalance in gut microbiome is strongly linked to liver inflammation disease and hepatocellular carcinoma (HCC) via the gut-liver axis. However, the understanding of how gut microbiota interacts with the host gene expression is still limited. In this study, we aim to investigate the relationship between gut microbiome profile and transcriptomic profile in patients with HCC. In this study, 17 patients with viral-related HCC, 13 non-viral-related HCC, and 10 healthy controls were recruited. We investigated gut microbiome profile from fecal samples using 16S rRNA sequencing and host transcriptomic profile from the peripheral blood mononuclear cells (PBMCs) using RNA sequencing method. …


An Intrinsic Sensing Ram Extruder With Pressure And Volumetric Flow Control For Liquid Deposition Modeling, Kantawatchr Chaiprabha Jan 2023

An Intrinsic Sensing Ram Extruder With Pressure And Volumetric Flow Control For Liquid Deposition Modeling, Kantawatchr Chaiprabha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this dissertation, a ram extruder for liquid deposition modeling (LDM) with a flexible actuation system is proposed. The system allows the command of flow through either pressure or volumetric modes. A mathematical model of the extruder is implemented. The actuation system enables real-time monitoring of pressure and material flow rate, providing benefits for precise control and adjustment during the printing process. Additionally, the system allows for the classification of material viscosity characteristics, offering in-depth information on the material for further analysis of the printing process. The prototype provides the advantage of both pressure and volumetric flow, as well as …


รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์, อาภาภรณ์ ปานมี Jan 2023

รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์, อาภาภรณ์ ปานมี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ และ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ กลุ่มเป้าหมายคือผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 10 สัปดาห์ การดำเนินการวิจัยเป็นกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่เป็นการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อใช้ในการเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน ซึ่งมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ และแบบสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ มีหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การเสนอประเด็น สถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่กำลังถกเถียงหรือสังคมให้ความสนใจ ใกล้ตัวผู้เรียน และเน้นทางวิทยาศาสตร์ จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ 2) การมีส่วนร่วมในเรียนรู้จากการสืบเสาะหาความรู้ การอธิบาย การ-โต้แย้ง และแสดงเหตุผลเพื่อยืนยันความคิดของตนเองผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ผู้เรียนเกิดการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองและพัฒนาทักษะการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูล ทักษะการนำเสนอข้อมูล ทักษะการให้เหตุผล ทักษะการแปลความหมายข้อมูล ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และทักษะการแก้ปัญหา และ 3) การมุ่งเน้นกระบวนการที่ได้มาซึ่งข้อสรุปและหลักฐานที่ยืนยันข้อสรุปโดยมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์จะทำให้เกิดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปแก้ไขปัญหาหรือไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นนี้ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ขั้นเสนอประเด็น ทางสังคม ขั้นที่ 2 ขั้นวิเคราะห์ประเด็นปัญหา ขั้นที่ 3 ขั้นเสนอหลักฐานและให้เหตุผล ขั้นที่ 4 ขั้นลงข้อสรุป และขั้นที่ 5 ขั้นขยายความรู้ 2. ประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน พบว่า 1) สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนหลังทดลองสูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งในภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบของสมรรถนะ ทางวิทยาศาสตร์ 2) สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ทั้งในภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบของสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ และ 3) ผู้เรียนมีการเปลี่ยนแปลง ของสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ทั้งในภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบของสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงแรกจนถึงช่วงหลังของการทดลอง


Article Feed Recommendation For Thai Social Network Application Using Article Context Based On Deep Learning, Pannawit Athipatcharawat Jan 2023

Article Feed Recommendation For Thai Social Network Application Using Article Context Based On Deep Learning, Pannawit Athipatcharawat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In recent years, social media applications have exhibited significant growth in the number of users. Enhancing content alignment with user preferences is essential in developing a sophisticated recommendation system. Neural networks have become pivotal in improving the performance of recommendation systems. However, the utilization of auxiliary information and text data remains markedly underexplored, especially in the context of Thai recommendation systems. Therefore, this study aims to bridge this gap by developing a recommendation system tailored to Thai social media applications. We focus on leveraging supplementary information and analyzing text features to gain deeper insights into user preferences while addressing the …


Strategic Distribution Centres Location For Traffic Safety Products, Pakaporn Bunwit Jan 2023

Strategic Distribution Centres Location For Traffic Safety Products, Pakaporn Bunwit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aims to determine suitable locations to build distribution centers for a specific company that distributes traffic safety products to highway offices across every province in Thailand using strategic methods. In this problem set, the predetermined location of customers and each corresponding demand were given. With customer locations spreading widely across Thailand, this research aims to find locations of distribution centers, which will result in the lowest cost to travel from the company's headquarter to the distribution centers and the cost of travelling to and from customers from those distribution centers by considering the transportation cost, vehicle cost and …


Improving Interbranch Information System For A Chain Of Gold Retail Shops By Computerised Inventory Management System, Punyavadee Srimongkol Jan 2023

Improving Interbranch Information System For A Chain Of Gold Retail Shops By Computerised Inventory Management System, Punyavadee Srimongkol

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to develop an inventory and logistics management system to improve the efficiency of the inventory and logistic process of the case study gold retail store chain by implementing computerised inventory management software for interbranch retail jewelry shops. One of the current problems experienced by the case study company which is gold retail shops is that the percentages of unsuccessful preorder transactions are relatively high due to the slow product shipping process. In this project, computerised inventory management was implemented to improve and solve the problem. The data used to set up the new computerised software includes SKUs …


สภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนตามแนวคิดสตีมศึกษาร่วมกับการสอนโดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, กุลชญา พิบูลย์ Jan 2023

สภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนตามแนวคิดสตีมศึกษาร่วมกับการสอนโดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, กุลชญา พิบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนตามแนวคิดสตีมศึกษาร่วมกับการสอนโดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา ดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและความต้องการของการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ จำนวน 396 คน และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางการเทคโนโลยีการศึกษา การวิจัยและการสอนวิทยาศาสตร์ จากนั้นนำผลที่ได้มาวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) และนำข้อมูลที่ได้ได้มาพัฒนาต้นแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ฯ ระยะที่ 2 การพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ ระยะที่ 3 การศึกษาผลการใช้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ จากตัวอย่างที่เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 75 คน และระยะที่ 4 การประเมินรับรองสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Repeated Measured ANOVA ผลการวิจัยพบว่า จากการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์จากการประเมินตนเองและการประเมินผลงานและกระบวนการทำงานโดยใช้เกณฑ์ประเมินรูบริคส์ ซึ่งผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยทั้งด้านการคิดแบบอเนกนัย (Divergent thinking) และคิดแบบเอกนัย (Convergent thinking) หลังเรียน สูงกว่าระหว่างเรียนและก่อนเรียน ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ สามารถส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนให้สูงขึ้น และจากการเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ สามารถสรุปได้ว่าต้นแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ (1) My virtual studio (2) Group work (3) Experience (4) Exhibition showcase และ (5) Reflection สำหรับขั้นตอนการเรียนรู้ ประกอบด้วย (1) Situation (2) Task (3) Uniqueness (4) Design (5) Illustration และ (6) Open-minded


นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว, ชัชฎา ทรรภลักษณ์ Jan 2023

นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว, ชัชฎา ทรรภลักษณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ และกรอบแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว 2) เพื่อศึกษาระดับความฉับไวของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา 3) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว 4) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Method Design) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 2,360 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 278 โรงเรียน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling) ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 จำนวน 3,336 คน ผู้อำนวยการสถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษากลุ่มบริหารวิชาการ จำนวน 564 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพัฒนาหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว ประกอบด้วย 5 คุณลักษณะได้แก่ ความตระหนักในตนเอง (Self-Awareness) ความฉับไวทางความคิด (Mental Agility) ความฉับไวทางผู้คน (People Agility) ความฉับไวทางการเปลี่ยนแปลง (Change Agility) และ ความฉับไวทางผลลัพธ์ (Results Agility) 2) ระดับความฉับไวของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายคุณลักษณะ พบว่า ความตระหนักในตนเอง (Self-Awareness) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และความฉับไวทางผู้คน (People Agility) มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว พบว่า ด้านการวัดและประเมินผลมีค่าความต้องการจำเป็นสูงสุด และด้านการจัดการเรียนรู้มีค่าความต้องการจำเป็นต่ำสุด 4) นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว …


เทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สยม สังวริบุตร Jan 2023

เทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สยม สังวริบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เยาวชนถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญ เนื่องจากเยาวชนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และกลายเป็นกำลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาเยาวชนโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการขัดเกลาจะสามารถส่งเสริมการเห็นคุณค่าและเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองอันเป็นรากฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสื่อสารการแสดงออกอย่างเหมาะสมภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะช่วยเสริมสร้างคุณลักษณะดังกล่าวให้เกิดขึ้นควบคู่กันไปได้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลการใช้เทคโนโลยีฯ 4) เพื่อนำเสนอการใช้เทคโนโลยีฯ โดยงานวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาของเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา 479 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาเทคโนโลยีฯ ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการการแสดง ด้านรูปแบบเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริง ด้านการสื่อสารและด้านมนุษยศาสตร์ ระยะที่ 3 การศึกษาผลของการใช้เทคโนโลยีฯ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนที่กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 30 คน ระยะที่ 4 การนำเสนอผู้ทรงคุณวุฒิเชิงนโยบายในการนำเทคโนโลยีฯ ไปใช้สถานศึกษา ผลการทดลอง พบว่า การเห็นคุณค่าในตนเองของผู้เรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p


Using A Memory-Based Strategy For Vocabulary Instruction Via Online Games To Enhance The Vocabulary Size Of Secondary School Students, Wipasinee Honboonherm Jan 2023

Using A Memory-Based Strategy For Vocabulary Instruction Via Online Games To Enhance The Vocabulary Size Of Secondary School Students, Wipasinee Honboonherm

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this current research were 1) To explore the effect of a memory-based strategy for vocabulary instruction via online games to enhance vocabulary size and 2) To investigate the students’ opinion towards a memory-based strategy for vocabulary instruction via online games to enhance vocabulary size. Purposive sampling was applied to grade ten 37 students in one of the Thai public schools in Chiang Rai province. The research instruments consisted of lesson plans that included vocabulary online games to correspond with each step of the memory-based framework. The vocabulary size pre and post-tests, student reflections, and semi-structured. The analysis …


กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา, สิทธิพงศ์ สมเดช Jan 2023

กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา, สิทธิพงศ์ สมเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้และกรอบแนวคิดการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา 2) ศึกษาระดับความไว้วางใจของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา 3) ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา และ4) พัฒนากลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนที่เปิดสอนในระดับประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และครู ทั้งสิ้น 1,185 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบสุ่มหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายคำนวณค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากบทสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ ประกอบไปด้วย 4 ด้านได้แก่ (1) ด้านสมรรถนะการบริหารจัดการ (2) ด้านความพึ่งพาได้ในคำพูดและการกระทำที่สุจริต (3) ด้านความเปิดเผยและเปิดกว้าง และ(4) ด้านความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น กรอบแนวคิดการพัฒนาภาวะผู้นำ ประกอบไปด้วย 2 การเรียนรู้ ได้แก่ (1) การเรียนรู้รายบุคคล มีการเรียนรู้ย่อย 5 การเรียนรู้ ได้แก่ การเรียนรู้ผ่านการเป็นกระบวนกร การเรียนรู้ผ่านการเป็นพี่เลี้ยง การเรียนรู้ผ่านการเป็นโค้ช การเรียนรู้ผ่านการเนที่ปรึกษา และการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และ (2) การเรียนรู้แบบกลุ่ม มีการเรียนรู้ย่อย 4 การเรียนรู้ ไก่แก่ การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ การเรียนรู้ผ่านการอบรมพักแรมนอกสถานที่ การเรียนรู้ผ่านเครือข่ายและการเยี่ยมชมโรงเรียน และการเรียนรู้ผ่านแฟ้มสะสมผลงาน 2) ระดับความไว้วางใจของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา พบว่า ด้านความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านสมรรถนะในการบริหารจัดการ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา พบว่า จุดแข็งคือ การเรียนรู้รายบุคคลผ่านการเป็นที่ปรึกษาด้านสมรรถนะในการบริหารจัดการมากที่สุด ในทางกลับกัน จุดอ่อนที่สูงที่สุด คือการเรียนรู้แบบกลุ่มผ่านการอบรมแบบพักแรมในด้านสมรรถนะในการบริหารจัดการ ปัจจัยทางเทคโนโลยีเอื้อต่อการพัฒนาด้านสมรรถนะการบริหารจัดการผ่านการเป็นโค้ชมากที่สุด ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยทางเทคโนโลยีเป็นภาวะคุกคามต่อการเรียนรู้แบบกลุ่มผ่านแฟ้มสะสมงานในด้านความเห็นอกเห็นใจสูงที่สุด 4) กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบไปด้วย 2 กลยุทธ์หลัก …


การพัฒนาแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ, นพล สระแก้ว Jan 2023

การพัฒนาแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ, นพล สระแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยจำแนกระดับความฉลาดทางดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติผ่านเว็บแอปพลิเคชัน ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชัน ประกอบด้วย ภาระงานสำหรับนักเรียน (Task) ตามองค์ประกอบของความฉลาดทางดิจิทัล จำนวน 8 องค์ประกอบ และเกณฑ์การให้คะแนนสำหรับประเมินการปฏิบัติ (Scoring rubric) สำหรับประเมินภาระงานของนักเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นรูบริกแบบแยกองค์ประกอบ 2) แบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อความฉลาดทางดิจิทัล เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และ3) แบบประเมินประสบการณ์ของผู้ใช้ (User Experience: UX) สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิใช้ประเมินคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล และแบบประเมินส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (User Interface: UI) สำหรับตัวอย่างวิจัยใช้ประเมินคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล วิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ ในด้านความตรงตามเนื้อหา ความตรงตามโครงสร้าง ความเที่ยง ความยาก และอำนาจจำแนก สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย (Descriptive statistics) การวิเคราะห์จําแนกประเภท (Discriminant Analysis) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) ทดสอบค่าที (Independent samples t-tests) และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Pearson's Correlation Coefficient) ผลการวิจัย พบว่า 1.แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชัน ครอบคลุมองค์ประกอบความฉลาดทางดิจิทัล ในระดับพลเมืองดิจิทัล จำนวน 8 องค์ประกอบ ประกอบด้วยภาระงาน 1 ชุด จำนวน 27 ข้อ คะแนนเต็ม 135 คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนนสำหรับประเมินการปฏิบัติ (Scoring rubric) เป็นแบบแยกองค์ประกอบ (Analytic Scoring Rubric) สำหรับกรรมการประเมินจำนวน จำนวน 1 ฉบับ โดยแบบวัดสามารถใช้งานผ่านเว็บบราวเซอร์ …


การวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์และการทำนายความสำเร็จในการเรียนรายวิชาในระบบหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อมวลชน, ปณิธิ ทองมอญ Jan 2023

การวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์และการทำนายความสำเร็จในการเรียนรายวิชาในระบบหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อมวลชน, ปณิธิ ทองมอญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนบนระบบ Thai MOOC ของผู้ใช้บริการที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาและผู้ใช้บริการที่ไม่สำเร็จ และสร้างโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนโดยใช้พฤติกรรมการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการ ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลทุติยภูมิของการลงทะเบียนบน Thai MOOC ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ซึ่งเป็นประวัติการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการจำนวน 1,339,191 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ใช้บริการที่เรียนสำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาคิดเป็นร้อยละ 48.47 จากผู้ใช้บริการทั้งหมดจำนวน 1,339,191 คน กลุ่มรายวิชาที่มีจำนวนครั้งและจำนวนผู้ใช้บริการที่ลงทะเบียนเรียนมากที่สุดคือกลุ่มรายวิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี กลุ่มรายวิชาที่จำนวนครั้งและร้อยละของจำนวนผู้ใช้บริการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือกลุ่มรายวิชาสังคมการเมืองและการปกครอง ในส่วนของรายวิชาที่มีร้อยละความสำเร็จของผู้ใช้บริการมากที่สุดคือรายวิชาการสร้างเครือข่ายด้วยการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเท่ากับร้อยละ 96.80 จากผู้ลงทะเบียนเรียนจำนวน 54,214 คน ในขณะที่รายวิชาที่มีร้อยละความสำเร็จน้อยที่สุดคือรายวิชาการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งเท่ากับร้อยละ 34.23 จากผู้ลงทะเบียนจำนวน 21,781 คน 2. อัลกอริทึมที่เหมาะสมกับชุดข้อมูลในทุกชุดคือ FPMAX โดยมีค่าสนับสนุนขั้นต่ำที่เหมาะสมกับชุดข้อมูลคือ 0.001 และ 0.005 ซึ่งกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนบนระบบ Thai MOOC ของผู้ใช้บริการทั้งหมดที่ได้มีจำนวน 217 กฎ โดยหลังจากที่ได้ตัดแต่งกฎความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์คือค่า confidence และค่า lift สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 ทำให้เหลือจำนวน 27 กฎ โดยมีค่า confident อยู่ในช่วง 0.53 - 0.83 และค่า lift อยู่ในช่วง 26.46 - 52.59 เท่า โดยที่รายวิชาที่ปรากฏภายในกฎพบว่าส่วนใหญ่เป็นรายวิชาในกลุ่มคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี 3. ผลการเปรียบเทียบกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาและไม่สำเร็จ จากกฎความสัมพันธ์ที่ได้มาจำนวน 383 และ 327 ตามลำดับ หลังจากที่ได้ตัดแต่งกฎความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์คือค่า confidence และค่า lift สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 จะได้จำนวน 39 และ 32 กฎ ตามลำดับ โดยกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่เรียนสำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชามีความหลากหลายของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนมากกว่าของผู้ใช้บริการที่ยังเรียนไม่สำเร็จรายวิชาใด ๆ ในขณะที่กฎความสัมพันธ์รูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่ยังเรียนไม่สำเร็จในรายวิชาใด ๆ …


ชุดกิจกรรมการสอนศิลปะนามธรรมโดยใช้ดนตรีเพื่อส่งเสริมการรับรู้ทางสุนทรียะในงานศิลปะนามธรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, พิทักษ์พงศ์ พงศ์กระพันธุ์ Jan 2023

ชุดกิจกรรมการสอนศิลปะนามธรรมโดยใช้ดนตรีเพื่อส่งเสริมการรับรู้ทางสุนทรียะในงานศิลปะนามธรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, พิทักษ์พงศ์ พงศ์กระพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาชุดกิจกรรมการสอนศิลปะนามธรรมโดยใช้ดนตรีเพื่อส่งเสริมการรับรู้ทางสุนทรียะในงานศิลปะนามธรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2. เพื่อศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมการสอนศิลปะนามธรรมโดยใช้ดนตรีเพื่อส่งเสริมการรับรู้ทางสุนทรียะในงานศิลปะนามธรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย งานวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมและการออกแบบพัฒนาชุดกิจกรรม โดยการเก็บข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่ใช้การเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปศึกษาและดนตรีศึกษา จำนวน 3 ท่าน ครูศิลปะระดับชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะนามธรรม จำนวน 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา 1 ท่าน รวม 9 ท่าน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ 2) ระยะการทดลองใช้ชุดกิจกรรมคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม ในรายวิชาศิลปะเพิ่มเติม จำนวน 24 คน และครูผู้สอนศิลปะชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง ทดลองใช้ 2 กิจกรรมจาก 4 กิจกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินการรับรู้ทางสุนทรียะในศิลปะนามธรรม แบบสอบถามความพึงพอใจสำหรับนักเรียน และแบบประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมสำหรับครูผู้สอน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นมีหลักการ 5 ข้อ ได้แก่ 1) การเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส 2) การเชื่อมโยงอารมณ์ที่แสดงออกผ่านศิลปะนามธรรมกับอารมณ์ของดนตรี 3) การเทียบเคียงองค์ประกอบของศิลปะนามธรรมกับองค์ประกอบของดนตรี 4) การสอดแทรกองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ศิลป์โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ 5) การกระตุ้นประสบการณ์ทางสุนทรียะด้วยสื่อเทคโนโลยีมัลติมีเดีย ชุดกิจกรรมพัฒนาขึ้นสำหรับการเรียนรู้แบบผสมผสาน ประกอบด้วยการเรียนรู้ในชั้นเรียนและการเรียนรู้ผ่านระบบ Learning Management System (LMS) ผลการทดลองใช้ชุดกิจกรรม พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เกิดการรับรู้ทางสุนทรียะในศิลปะนามธรรมตามทฤษฎีการรับรู้สุนทรียะของ Michael J. Parsons อยู่ในระดับที่คาดหวัง คือ ระดับที่ 3 การแสดงออก และ ระดับที่ 4 แบบอย่างและรูปแบบ (ร้อยละ 75) โดยนักเรียนเกิดการรับรู้ระดับที่ 4 มากที่สุด …


ผลการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ฐิติรัตน์ ดีเสมอ Jan 2023

ผลการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ฐิติรัตน์ ดีเสมอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพร่วมด้วย มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองเทียบกับเกณฑ์ และ (2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ระหว่างจัดการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองและแบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ระหว่างจัดการเรียนรู้จากแบบบันทึกกิจกรรม ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลอง นักเรียนส่วนใหญ่มีความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับค่อนข้างสูง มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 44.74 คะแนน (ร้อยละ 71.02) แต่ไม่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 69 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยองค์ประกอบที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ การสร้างสมมติฐาน และการประเมินหลักฐาน ตามลำดับ และระหว่างจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลอง นักเรียนกลุ่มคะแนนสูง กลุ่มค่อนข้างสูง และกลุ่มปานกลาง เริ่มพบการเปลี่ยนแปลงการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ดีขึ้นอย่างมีพัฒนาการในการจัดการเรียนรู้ครั้งที่ 2 4 และ 5 ตามลำดับ นักเรียนส่วนใหญ่ใช้องค์ประกอบการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การประเมินหลักฐาน การสร้างข้อสรุป และการสื่อสารและกลั่นกรอง ผ่านกระบวนการสร้างแบบจำลอง และสะท้อนความคิดเห็นต่อกระบวนการการสร้างแบบจำลองไปในทิศทางที่ดี


ปัญหาการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ : ศึกษาเฉพาะกรณีแสดงราคาแบบ Drip Pricing, รัตติยากร ชัยศรี Jan 2023

ปัญหาการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ : ศึกษาเฉพาะกรณีแสดงราคาแบบ Drip Pricing, รัตติยากร ชัยศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจในวงอุตสาหกรรมธุรกิจต่างๆได้ใช้กลยุทธ์การแสดงราคาแบบ Drip Pricing มาใช้ในการโฆษณาเสนอขายสินค้าหรือบริการของตนในตลาดออนไลน์มากขึ้น ซึ่งการแสดงราคาแบบ Drip Pricing เป็นการโฆษณาเพียงส่วนหนึ่งของราคาสินค้าหรือบริการครั้งแรกต่อผู้บริโภค และเปิดเผยค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่บังคับหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ในภายหลังเมื่อผู้บริโภคดำเนินการตามขั้นตอนการซื้อ หรือเปิดเผยราคารวมในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการซื้อ ส่งผลให้ผู้บริโภคจ่ายเงินในราคาสูงกว่าราคาที่โฆษณาครั้งแรกหรือจ่ายเงินมากกว่าที่คาดหมายและทำให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบข้อเสนอราคาของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นทำได้ยากขึ้น จึงเป็นการโฆษณาราคาสินค้าหรือบริการที่เป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค เนื่องจากผู้บริโภคคาดหวังจะจ่ายราคาที่โฆษณาหรือเชื่อว่าตนสามารถซื้อสินค้าหรือบริการในราคาที่โฆษณาครั้งแรกได้ แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโฆษณาและการแสดงราคาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 แต่ไม่สามารถนำมาใช้บังคับแก้ปัญหาการแสดงราคาแบบ Drip Pricing ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจากการศึกษากฎหมายของประเทศแคนาดา ประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย และประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนพบว่า ทั้งสามประเทศดังกล่าวมีมาตรการทางกฎหมายในการบังคับใช้ควบคุมป้องกันและยับยั้งการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ การโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing เป็นการกระทำหรือการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมหรือหลอกลวงและเป็นวิธีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการโฆษณาเสนอขายสินค้าหรือบริการโดยไม่เปิดเผยอย่างชัดเจนถึงราคารวมทั้งหมดที่ ผู้บริโภคจะต้องชำระซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งหมด การโฆษณาดังกล่าวจึงต้องห้ามตามกฎหมายของทั้งสามประเทศ ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องออกมาตรการทางกฎหมายควบคุมการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อควบคุมกำกับให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องแสดงราคารวม(ราคาสุทธิ)ของสินค้าหรือบริการถูกต้องตามกฎหมายโดยแสดงให้ชัดเจนและถูกต้องตามความจริง ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาสินค้าหรือบริการและมีหน้าที่ป้องกันการกระทำดังกล่าว เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้องและเพียงพอในการตัดสินใจซื้อหรือในการเปรียบข้อเสนอราคาอย่างรอบรู้และมีประสิทธิภาพ และป้องกันมิให้ผู้บริโภคจ่ายเงินในราคาสูงกว่าราคาที่โฆษณาหรือจ่ายเงินมากกว่าที่คาดหมาย ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยเพื่อควบคุมป้องกันและยับยั้งการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่เป็นธรรมหรือหลอกลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ 1.) ออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ตามมาตรา 22 วรรคสอง(5) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โดยกำหนดห้ามการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing และ 2.)ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง การแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ “การแสดงราคารวม(ราคาสุทธิ)" ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องแสดงราคารวม(ราคาสุทธิ) ให้ชัดเจนและถูกต้องในโฆษณา ก่อนที่ผู้บริโภคจะเริ่มกระบวนการซื้อทางออนไลน์


แนวทางการยกเลิกความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, เสฎฐวุฒิ ศิริวุฒิ Jan 2023

แนวทางการยกเลิกความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, เสฎฐวุฒิ ศิริวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษากฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน เนื่องจากความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานเป็นการคุ้มครองเกียรติของเจ้าพนักงานเป็นสำคัญและเป็นการบังคับใช้อำนาจเด็ดขาดของรัฐ เพื่อศึกษาว่าเกียรติของเจ้าพนักงานสมควรที่จะได้รับความคุ้มครองมากกว่าเกียรติของบุคคลธรรมดาหรือไม่ และโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับนั้นได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดจากการกระทำความผิดหรือไม่ อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานมิได้ให้ความสำคัญถึงการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมากเท่าที่ควร จากการศึกษาหลักเกณฑ์และทฤษฎีเกี่ยวกับการคุ้มครองเกียรติของบุคคลพบว่าบุคคลที่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานกับบุคคลธรรมดาย่อมจะต้องได้รับความคุ้มครองเกียรติอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน ส่วนโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับนั้น จากการศึกษาคำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปพบว่า ศาลได้วางหลักการไว้ว่าการนำโทษจำคุกมาบังคับใช้นั้นไม่ได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดขึ้นและถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นเกินสมควร อีกทั้งประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมันแม้จะใช้โทษจำคุกมาลงโทษก็ไม่ได้ทำให้ปริมาณคดีลดน้อยลงไป ในส่วนของการบังคับใช้ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานนั้น จากการศึกษาแนวคำวินิจฉัยของคำพิพากษาฎีกาของไทยเกี่ยวกับการตีความคำว่าดูหมิ่นเจ้าพนักงานยังพบปัญหาว่าการตีความว่าถ้อยคำใดเป็นถ้อยคำดูหมิ่นหรือถ้อยคำใดเป็นการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน จากผลการศึกษาจึงนำไปสู่ข้อเสนอแนะของผู้เขียนว่าสมควรยกเลิกความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และหากมีการดูหมิ่นเจ้าพนักงานเกิดขึ้น ย่อมอาศัยความผิดฐานดูหมิ่นบุคคลธรรมดามาใช้บังคับและสมควรยกเลิกโทษจำคุกในความผิดฐานดูหมิ่นบุคคลธรรมดา ประการสุดท้าย เพิ่มเติมถ้อยคำในความผิดฐานดูหมิ่นบุคคลธรรมดาเกี่ยวกับการการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของบุคคลที่ไม่ถือว่าเป็นความผิด เพื่อให้ศาลได้คำนึงเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนเป็นสำคัญด้วย


ความไม่เหมาะสมของหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนพรรคการเมืองของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง, ฉัฐพงษ์ ฤกษ์พัฒนาพร Jan 2023

ความไม่เหมาะสมของหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนพรรคการเมืองของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง, ฉัฐพงษ์ ฤกษ์พัฒนาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมาะสมของหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมือง โดยมุ่งศึกษาถึงแนวคิด หลักการ และวิธีการขั้นตอนการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองโดยกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรคคการเมืองของแต่ละประเทศ เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ว่าหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองของไทยที่มีรูปแบบผสมระหว่าง การให้ดุลยพินิจกับองค์กรกลางในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองกับการให้เสรีภาพแก่พรรคการเมืองในการทำกิจกรรมทางด้านการเมือง การจัดสรรรูปแบบใด สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองหรือไม่จากการศึกษาพบว่า การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองตามมาตรา 83 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ไม่ได้กำหนดเรื่องการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนให้ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองแต่อย่างใด อีกทั้งเกณฑ์ในการพิจารณาที่ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน ทำให้พรรคการเมืองที่ต้องดำเนินกิจการทางการเมืองในประเด็นของการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนตามประเด็นปัญหาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในแต่ละท้องที่เพื่อเป็นนโยบายของพรรคการเมืองในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจการทางการเมืองตามวัตถุประสงค์ของพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินนโยบายต้องตามความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่


การออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณานิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) แห่งประมวลรัษฎากร, ณัฐณิชา พันธ์โสตถี Jan 2023

การออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณานิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) แห่งประมวลรัษฎากร, ณัฐณิชา พันธ์โสตถี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพิจารณานิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันใน ด้านทุน การจัดการ หรือการควบคุมในลักษณะที่นิติบุคคลหนึ่งไม่อาจดําเนินการโดยอิสระจากอีกนิติบุคคลหนึ่ง ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) แห่งประมวลรัษฎากร โดยผู้วิจัยพบว่า หลักเกณฑ์ใน การพิจารณานิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (1) และ (2) นั้นไม่ครอบคลุมกับการ พิจารณาว่านิติบุคคลใดจะมีความสัมพันธ์กัน (related company) จึงเป็นช่องโหว่ที่ทําให้นักลงทุนต่างชาติมาใช้ ประโยชน์จากความไม่ชัดเจนของกฎหมายในทางที่ไม่ชอบ เช่น การหนีภาษี (tax evasion) โดยการเข้าทําธุรกรรม ระหว่างนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันซึ่งอาจจะเป็นบริษัทลูกหรือบริษัทในเครือ เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นการโอนหรือ จําหน่ายทรัพย์สิน การขายสินค้า การให้บริการ ตลอดจนการกู้ยืมเงิน โดยกําหนดให้ค่าตอบแทน ราคาสินค้า ค่าบริการ และอัตราดอกเบี้ยไม่เป็นไปตามราคาตลาด (market price) เพื่อใช้เป็นช่องทางในการถ่ายโอนกําไร (profit shifting) ไปยังอีกนิติบุคคลหนึ่งซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งในประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีในอัตราที่ตํ่าหรือไม่มีการจัดเก็บ ภาษีเลย ทําให้กรมสรรพากร หรือหน่วยงานจัดเก็บภาษีนั้นไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่กําหนดนิยาม นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันใน ด้านทุน การจัดการ หรือการควบคุมในลักษณะที่นิติบุคคลหนึ่งไม่อาจดําเนินการโดยอิสระจากอีกนิติบุคคลหนึ่ง ไว้ เป็นการเฉพาะ แต่เมื่อผู้วิจัยนํามาศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ คือ ประเทศเยอรมนี และประเทศ อินเดียแล้ว พบว่าทั้งสองประเทศมีการบัญญัติเป็นกฎหมายไว้อย่างชัดเจนผู้วิจัยจึงเห็นว่าสามารถนํากฎหมายของ ต่างประเทศมาปรับใช้กับกฎหมายไทยโดยการออกเป็นกฎกระทรวง ตามที่มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) แห่งประมวล รัษฎากร ให้อํานาจไว้


การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล (Digital Art) กรณีศึกษาในโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนได้ (Nft:Non-Fungible Token), ณัฐจิรา วงษ์ศุทธิภากร Jan 2023

การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล (Digital Art) กรณีศึกษาในโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนได้ (Nft:Non-Fungible Token), ณัฐจิรา วงษ์ศุทธิภากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษากฎหมายเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่ถูกนำมาใช้ในงานศิลปะดิจิทัลอันเป็นการกระทำละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าหรืออาจได้รับความคุ้มครองตามหลักเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด (Freedom of Expression) เพียงใด และสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของเครื่องหมายการค้า (Exclusive Right) ที่ได้รับความคุ้มครองในสินค้าที่เป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ควรขยายครอบคลุมถึงสินค้าในโลกเสมือน (Virtual product) ซึ่งเป็นสิ่งไม่มีรูปร่างหรือไม่ นอกจากนี้หากการสร้างงานขึ้นมาใหม่ของศิลปินนั้นส่งผลให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าได้รับความเสียหายซึ่งมักเกิดขึ้นกับเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปของสาธารณชน (well-known mark) โดยอาจทำให้เครื่องหมายการค้านั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ การสร้างความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนกับการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผลกำไรและชื่อเสียงทางการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าและคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกหลอกลวงจากการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือคุ้มครองเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหลงผิดของประชาชนทั่วไปจึงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาผู้เขียนได้เสนอให้ปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 บางประการรวมทั้งนำเสนอแนวทางการวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล เพื่อให้การปรับใช้และการตีความกฎหมายให้เป็นไปอย่างชัดเจน สอดคล้องกับหลักเสรีภาพในการแสดงออก(freedom of expression) โดยพิจารณาถึงความเกี่ยวข้องทางศิลปะกับผลงานที่เกี่ยวข้องและไม่ได้ทำให้เข้าใจผิดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเนื้อหาของงานเพื่อคุ้มครองศิลปินในการสร้างสรรค์ผลงานและไม่เป็นการผูกขาดสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของเครื่องหมายการค้า


การรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากระบบสวัสดิการของรัฐ, ณัฐชยา แสนมโนวงค์ Jan 2023

การรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากระบบสวัสดิการของรัฐ, ณัฐชยา แสนมโนวงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงแนวคิด ทฤษฎี การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในประเทศไทยและในต่างประเทศ และวิเคราะห์ปัญหาในทางกฎหมายของการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในประเทศไทย เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย จากการศึกษาจากหนังสือ บทความ ทางวิชาการ วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย รวมถึงเอกสารของต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษา พบว่าหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมีความไม่มีความชัดเจนแน่นอนเพียงพอ อีกทั้ง เกิดปัญหาในการตีความทางกฎหมายในการจำกัดสิทธิกลุ่มผู้สูงอายุตามมาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 เนื่องจากการกำหนดเกณฑ์โดยต้องเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้หรือรายได้ ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ไม่มีความแน่ชัดว่าสูงอายุกลุ่มใดบ้างควรได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพื่อให้เกิดความทั่วถึง และเป็นธรรม นอกจากนี้ การกำหนดหน้าที่ผู้สูงอายุต้องพิสูจน์ว่าตนสมควรที่จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น การสร้างภาระให้แก่ผู้สูงอายุเกินสมควร นำไปสู่การขัดต่อหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุตามที่รับรองสิทธิของผู้สูงอายุไว้ในรัฐธรรมนูญไทยผู้เขียนจึงเสนอให้มีหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีความชัดเจนและเป็นธรรม และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยมีหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นผู้กำหนดการใช้เกณฑ์รายได้เป็นตัวกำหนดสิทธิในการรับเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุในลักษณะของดัชนีชี้วัดความยากจน และแก้ไขการแก้ไขถ้อยคำจาก “สงเคราะห์" เป็น “การจัดสวัสดิการ" เพื่อส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงอายุ


การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม : ศึกษาข้อสัญญาในสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตร, ประกายกานต์ รื่นกลิ่น Jan 2023

การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม : ศึกษาข้อสัญญาในสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตร, ประกายกานต์ รื่นกลิ่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเจรจาซื้อขายสินค้าทางการเกษตรในปัจจุบันนั้นโดยหลักแล้วคู่สัญญาทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรและผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรนั้นสามารถที่จะเจรจาและตกลงซื้อขายสินค้าการเกษตรได้อย่างเสรีตามหลัก Freedom of Contract ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะพบว่าผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรนั้น อาจมีอำนาจในการเจรจาต่อรองมากกว่าเกษตรกรผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรอันส่งผลให้นำไปสู่การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมสืบเนื่องจากการกำหนดข้อสัญญาจากคู่สัญญาที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน โดยจากการศึกษาพบว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่ออกมารองรับและกำหนดแนวทางเรื่องการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและแนวทางการพิจารณาข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเฉพาะกับสัญญาบางประเภทเท่านั้น เช่น พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และ ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางการพิจารณาการปฎิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจรับซื้อผลไม้ ปี พ.ศ. 2563 ที่ได้มีการกำหนดแนวทาง และวางกรอบการกำหนดข้อสัญญาที่ป้องกันพฤติกรรมที่นำไปสู่การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเฉพาะกรณีของสินค้าทางการเกษตรที่จำกัดเพียงเฉพาะผลไม้เท่านั้น หรือในกรณีที่พิจารณาพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ปี พ.ศ. 2540 นั้นก็จะพบว่ากรณีสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตรนั้นไม่อยู่ภายใต้การใช้บังคับของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า หลัก Freedom of Contract ที่เปิดโอกาศให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเจรจาและกำหนดข้อสัญญาได้อย่างเสรีนั้น ไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในกรณีที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีอำนาจในการเจรจาต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกันได้อีกต่อไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องวางกรอบกำหนดทางกฎหมายเพื่อปรับปรุงและแก้ไขช่องว่างในเรื่องนี้ ซึ่งจากการศึกษาเปรียบเทียบในกฎหมายต่างประเทศพบว่า ปัจจุบันสหภาพยุโรปได้ออกข้อกำหนดที่วางแนวทางในการกำหนดข้อสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตรเอาไว้อย่างชัดเจนคือ Directive (EU) 2019/633 on unfair trading practices in business-to-business relationships in the agricultural and food supply chain ซึ่งเป็นการกำหนดแนวทางให้คู่สัญญาทั้งเกษตรกร ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร รวมถึงผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรนั้นต้องปฏิบัติตาม โดยแบ่งแยกข้อกำหนดออกเป็นสองส่วนหลัก คือการกำหนดแนวทางที่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำที่สุดที่คู่สัญญาไม่สามารถตกลงยกเว้นได้ และเงื่อนไขที่คู่สัญญาสามารถตกลงยกเว้นได้หากได้มีการตกลงอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ในปัจจุบันได้มีการใช้บังคับในประเทศสมาชิกยุโรปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกำหนดข้อสัญญาทางการค้าที่เป็นธรรมระหว่างเกษตรกรผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรกับผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรจากที่กล่าวข้างต้นเอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นธรรมที่ไม่นำไปสู่พฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร และผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตร โดยศึกษาเปรียบเทียบทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายของสหภาพยุโรปเพื่อใช้เป็นแนวทางและปรับปรุงกฎหมายไทยที่มีอยู่ให้ครอบคลุมกับกรณีนี้ศึกษาต่อไป


ความรับผิดเพื่อละเมิดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล : ศึกษาแนวคิดการหลีกเลี่ยงที่ใช้ต้นทุนถูกที่สุดและหลักการใส่ใจระมัดระวังที่ดี, พีระพัฒน์ เทพรักษ์ Jan 2023

ความรับผิดเพื่อละเมิดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล : ศึกษาแนวคิดการหลีกเลี่ยงที่ใช้ต้นทุนถูกที่สุดและหลักการใส่ใจระมัดระวังที่ดี, พีระพัฒน์ เทพรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าได้มีการพัฒนารูปแบบการซื้อขายที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เกิดช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่มากขึ้น สมัยอดีตนั้นการซื้อขายกันมีการตกลงกันระหว่าง 2 ฝ่าย ผู้ซื้อและผู้ขาย โดยต่างฝ่ายต่างสามารถระบุข้อตกลงตราบเท่าที่ต้องการระหว่าง 2 ฝ่าย รวมถึงสามารถตรวจสอบสินค้าด้วยตนเองได้ก่อนการชำระเงินค่าสินค้า แต่ในปัจจุบันการซื้อขายได้เปลี่ยนแปลงไป มีตัวกลางอย่าง Digital Platform เข้ามาเป็นตัวกลางในการซื้อขาย ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายไม่สามารถที่จะสร้างข้อตกลงระหว่าง 2 ฝ่ายได้ ขาดการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายซึ่งถูกจำกัดโดยตัวกลาง และอำนาจต่อรองของ Digital Platform ที่ถือว่ามีมากกว่าผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะด้วยฐานผู้บริโภคในตลาดออนไลน์ที่มีจำนวนมากจากการไม่มีขอบเขตของสถานที่ในการเสนอขายสินค้า ทำให้เกิดกลุ่มของผู้บริโภคที่มีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงความสามารถที่จะตอบสนองลูกค้าที่สนใจสินค้าได้ตลอดเวลา (24 ชั่วโมง)ด้วยอำนาจต่อรองที่มากกว่านี้เอง ทำให้ Digital Platform มักทำข้อสัญญาที่ปฏิเสธความรับผิดของตนเอง โดยโอนความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้ขาย เมื่อเกิดธุรกรรมการซื้อขายขึ้น พบปัญหาต่างๆตามมาไม่ว่าจะเป็น การไม่ได้รับสินค้า สินค้ามีปัญหา สินค้าไม่ตรงตามที่เสนอขาย การถูกลวงขาย และอื่นๆ ตัวกลางอย่าง Digital Platform อาจปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ โดยระบุให้ผู้ซื้อและผู้ขายไปติดต่อและตกลงชดใช้ค่าความเสียหายกันเอง เป็นสิ่งที่สังคมเริ่มเกิดปัญหา เมื่อธุรกิจใหม่ๆมุ่งแต่จะหารายได้ แต่ขาดความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่จะมีกฎหมายหรือบทลงโทษใดๆที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบธุรกิจที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อ หรือแม้แต่การไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการประกอบธุรกิจ จนเกิดความความเสียหายแก่ผู้อื่นได้ศึกษาและวิเคราะห์มาตรการสำหรับความรับผิดเพื่อละเมิดอันเกิดจากการกระทำโดยจงใจ ประมาทเลินเล่อ หรือการงดเว้นหน้าที่ที่ต้องกระทำของ Digital Platform โดยศึกษากฎหมายและแนวคำพิพากษาของประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดเพื่อละเมิดในแต่ละลักษณะความผิด เช่น ความรับผิดเพื่อการกระทำของตนเอง ความรับผิดในการกระทำความผิดของผู้อื่น (Vicarious Liability) เป็นต้น และศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรือความเสียหายได้โดยใช้ต้นทุนที่ถูกที่สุด (Cheapest Cost Avoider) เพื่อกำหนดความรับผิดเพื่อละเมิด ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จะต้องใส่ใจระมัดระวัง (Duty of Care) ของ Digital Platformดังนั้นหากมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดเพื่อละเมิด กำหนดให้ Digital Platform มีความรับผิดต่อการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายของผู้ขายที่เสนอขายสินค้าผ่าน Digital Platform ตามหลักความรับผิดเพื่อละเมิดที่เกิดจากการกระทำความผิดของผู้อื่น (Vicarious Liability) จะทำให้มีมาตรการทางกฎหมายที่สามารถคุ้มครองผู้เสียหายจากการใช้บริการของ Digital Platform ให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในเวลาที่เหมาะสม Digital Platform จำต้องออกคำสั่งหรือวางแนวนโยบายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย และถือว่าเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าในฐานะที่จะรับภาระในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายได้


แนวทางในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคของการใช้ดาร์กแพทเทิร์นของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ศศินี เรืองอารีย์รัชต์ Jan 2023

แนวทางในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคของการใช้ดาร์กแพทเทิร์นของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ศศินี เรืองอารีย์รัชต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันมีผู้เข้าถึงข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทำธุรกรรมทางการเงิน รวมไปถึงซื้อขายออนไลน์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งทำให้ตกอยู่ในฐานะของผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ด้านผู้ประกอบธุรกิจย่อมประสงค์ให้ธุรกิจเติบโต มียอดขายที่ดี หรือมีการเข้าถึงโดยคนจำนวนมาก จึงมีการกระทำที่เรียกว่า ดาร์กแพทเทิร์น (Dark Pattern) อันเป็นการออกแบบอินเตอร์เฟสและรูปแบบตัวเลือกบนแพลตฟอร์มออนไลน์หรือเว็บไซต์ ในมุมมองของการตลาด เดิมมักถูกใช้ในเชิงบวก คือ ทำให้ลูกค้าหรือผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น มีการจับคู่กับบุคคลที่เหมาะสมกับสินค้านั้นๆ หรือลดระยะเวลาในการเข้าทำรายการ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวก็อาจถูกใช้โดยไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและมีผลในทางลบต่อการแข่งขันในตลาด เมื่อผู้ประกอบธุรกิจอาศัยดาร์กแพทเทิร์น (Dark Pattern) ที่มีรูปแบบของการกระทำที่หลากหลายมาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลกำไรและสร้างอำนาจทางการตลาดโดยปราศจากจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ย่อมเป็นการทำลายพฤติกรรมของผู้บริโภค เพราะการซื้อของผู้บริโภคนั้นไม่ได้เกิดจากการตัดสินโดยอิสระอย่างแท้จริง เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะผู้ประกอบธุรกิจมีการนำการตลาดและการโฆษณามาส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการ จึงมีการกำหนดสิทธิผู้บริโภคและหน้าที่ของผู้ประกอบการ โดยได้มีการบัญญัติรับรองสิทธิของผู้บริโภคไว้ในมาตรา 4 ซึ่งจะขอเน้นพิจารณาถึงสิทธิของผู้บริโภคที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ เนื่องจากดาร์กแพทเทิร์นเป็นการกระทำที่ขัดต่อสิทธิข้อนี้โดยตรง เพราะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการได้โดยสมัครใจ และถูกชักจูงโดยการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งบทบัญญัติที่พอจะนำมาปรับใช้กับดาร์กแพทเทิร์นได้ ก็เป็นในส่วนของการโฆษณาที่มีการใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือข้อความที่เป็นเท็จ รวมถึงการสร้างความรำคาญ อันทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม แม้บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 จะให้การคุ้มครองสิทธิแก่ผู้บริโภค แต่เนื่องด้วยดาร์กแพทเทิร์นมีความเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง หรือมีผลในเชิงเบี่ยงเบนการตัดสินใจของผู้บริโภคให้ต่างไปจากเดิมอันเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้บริโภคตั้งแต่เพียงเล็กน้อยไปจนถึงการสูญเสียทางด้านทรัพย์สินหรือความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่มีมูลค่าสูง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องการมีการศึกษาถึงปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นดังกล่าวของผู้ประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของภาครัฐควรจัดให้มีการหารือถึงแนวทางการจัดการกับปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นอันมีผลเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งสามารถศึกษาแนวทางได้จากทั้งสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศอินเดีย อันเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของบริษัททางด้านเทคโนโลยีชื่อดังจำนวนมาก จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ประเทศไทยยังขาดมาตรการทางกฎหมายในการจัดการกับปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค รัฐจึงควรมีการจัดทำแนวทาง (Guideline) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในการป้องกัน หลีกเลี่ยง และดำเนินการแก้ไขปรับปรุงการออกแบบเว็บไซต์และแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว โดยแนวทางดังกล่าวสาระสำคัญควรประกอบไปด้วยการกำหนดนิยามของดาร์กแพทเทิร์น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภค ประเภทของการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการใช้ดาร์กแพทเทิร์มพร้อมด้วยแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ ตลอดจนการพิจารณาถึงความเป็นไปและรูปแบบของมาตรการทางกฎหมายสำหรับการพัฒนาและเพิ่มเติมกฎหมายให้สามารถควบคุมดาร์กแพทเทิร์นให้มีประสิทธิภาพ เสริมความคุ้มครองผู้บริโภค และเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในทางปฏิบัติ


หลักพื้นฐานในการร่างกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย, สุริยะรังสี ธงชัย Jan 2023

หลักพื้นฐานในการร่างกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย, สุริยะรังสี ธงชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาเล่มนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนเครดิตเป็นวัตถุไม่มีรูปร่างชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาซื้อขายกันได้ในฐานะวัตถุแห่งสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จากการศึกษาพบว่า คาร์บอนเครดิตมีลักษณะแตกต่างจากทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลายประการ เช่น คาร์บอนเครดิตไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ผู้ขายอาจไม่มีกรรมสิทธิ์ขณะทำสัญญา ราคาคาร์บอนเครดิตมีความผันผวนสูงคล้ายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จึงไม่อาจกำหนดราคาแน่นอนได้ในขณะทำสัญญา การส่งมอบหรือโอนคาร์บอนเครดิตจะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อคาร์บอนเครดิตได้โอนเข้าบัญชีนายทะเบียนของผู้ซื้อและได้รับการยืนยันจากหน่วยงานทางทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ในกรณีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้าหรือศูนย์การซื้อขายคาร์บอนเครดิตมักไม่มีการส่งมอบสินค้ากันจริง และผู้ซื้อมักเป็นนักเก็งกำไร ซึ่งไม่ได้ประสงค์ในกรรมสิทธิ์หรือครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในตัวสินค้า หากแต่มุ่งแสวงหากำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาที่ทำสัญญาไว้กับราคาสินค้าจริง ณ วันหมดอายุของสัญญาเท่านั้นในปัจจุบัน ระบบกฎหมายของประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับธุรกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยเฉพาะ และไม่มีการออกกฎหมายลำดับรอง เช่น ประกาศ หรือข้อบังคับ หรือแนวทางในการกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างชัดเจน คู่สัญญาจึงอาจแสดงเจตนาเข้าทำสัญญา หรือกำหนดเนื้อหาของสัญญาได้ตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญา อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้ชัดเจน อาจก่อให้เกิดปัญหาเนื่องจากธุรกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีความซับซ้อน หากคู่สัญญาไม่มีความรู้ ความเข้าใจอย่างเพียงพอในการกำหนดเนื้อหาของคู่สัญญา อาจก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ดังนั้น ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาเปรียบเทียบเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตตลอดจนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องตามระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยต่อไป


การกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ปฐพี พูลสวัสดิ์ Jan 2023

การกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ปฐพี พูลสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ ค้นหาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรและมาตรการตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เนื่องจากสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการกระทำความผิดอาญาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหนีภาษีอากร การฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และอาชญากรรมทางการเงินประเภทต่าง ๆ นอกจากนั้น ยังพบว่ามีการนำเข้าและส่งออกโดยมีการออกบัญชีราคาสินค้าเป็นเท็จ (trade mis-invoicing) หรือการกำหนดราคาสินค้าเป็นเท็จ (trade-mispricing) ซึ่งเป็นอาชญากรรมทางการเงินโดยเป็นหนึ่งในวิธีการฟอกเงินผ่านการค้า (trade-based money laundering) โดยอาศัยประโยชน์จากบัญชีราคาสินค้ามาใช้ในการถ่ายโอนเงินตราข้ามพรมแดนด้วยวิธีการฉ้อฉลผ่านการสำแดงราคา ปริมาณ หรือ คุณภาพสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง การออกบัญชีราคาสินค้าที่เป็นเท็จจึงอาจมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น การผสมปนเงินที่มีแหล่งที่มาผิดกฎหมายเข้ากับเงินที่มีแหล่งที่มาถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานสำแดงเท็จตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีอัตราโทษต่ำไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมได้ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) ได้กำหนดความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเท่านั้น โดยไม่รวมถึงความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาการกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งเป็นการป้องกันและปราบปรามการใช้ช่องทางการค้าระหว่างประเทศในการถ่ายโอนเงินตราซึ่งมีที่มาผิดกฎหมายข้ามพรมแดน และสามารถนำมาตรการเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาใช้ในการจัดการกับทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพที่มีต่อความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, นันทิยา กงละวัล Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพที่มีต่อความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, นันทิยา กงละวัล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพกับเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม 3) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 15 แผน แบบวัดความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยร้อยละ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้