Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1284)
- Medicine and Health Sciences (835)
- Education (695)
- Engineering (506)
- Communication (468)
-
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (465)
- Physical Sciences and Mathematics (391)
- Business (241)
- Computer Sciences (231)
- Economics (199)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (196)
- Nursing (186)
- Public Health (183)
- Sociology (162)
- Educational Technology (144)
- Electrical and Computer Engineering (126)
- Medical Sciences (123)
- Educational Administration and Supervision (122)
- Law (117)
- Architecture (110)
- Electrical and Electronics (110)
- Dentistry (100)
- Technology and Innovation (100)
- Computer Engineering (96)
- Political Science (92)
- English Language and Literature (88)
- Fine Arts (85)
- Life Sciences (85)
Articles 1291 - 1320 of 4613
Full-Text Articles in Entire DC Network
Measurement Of Precipitated Calcium Citrate In Urine By Murexide-Based Indicator Displacement Assay And Its Clinical Utility In Calcium Oxalate Urolithiasis, Chaiyadol Tantasith
Measurement Of Precipitated Calcium Citrate In Urine By Murexide-Based Indicator Displacement Assay And Its Clinical Utility In Calcium Oxalate Urolithiasis, Chaiyadol Tantasith
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Urinary stone, mainly composed of calcium oxalate (CaOx), is a longstanding urologic condition with high prevalence and recurrence rates. Dietary habits, specifically increased consumption of high oxalate diet and low intake of citrate-containing foods, lead to hyperoxaluria and hypocitraturia that directly contribute to CaOx stone formation. Measurements of urinary oxalate and citrate are essential to estimate the risk of CaOx stone formation. Currently, high-performance liquid chromatography is used for urinary citrate measurement, but it is complicated and requires well-trained technicians. We hypothesized that instead of directly measuring citrate in urine, measurement of calcium citrate (CalCit) precipitated in urine challenging with …
กิจกรรมและนโยบายการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคไม่ติดต่อในสถานประกอบการของงานทรัพยากรบุคคล ประเทศไทย, เตชิต เตชะมโนดม
กิจกรรมและนโยบายการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคไม่ติดต่อในสถานประกอบการของงานทรัพยากรบุคคล ประเทศไทย, เตชิต เตชะมโนดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานประกอบการมีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ วิถีชีวิต และเป็นสถานที่ที่มีโอกาสจะโน้มน้าวพฤติกรรม รวมทั้งสร้างเสริมสุขภาพของพนักงาน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินการ และนโยบายด้านการสร้างเสริมสุขภาพในที่ทำงานของสถานประกอบการเอกชน งานวิจัยนี้เป็นการการศึกษาแบบภาคตัดขวาง โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถาม จากผู้บริหาร และบุคลากรฝ่ายทรัพยากรบุคคลในบริษัท 814 แห่งในประเทศไทย ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม พ.ศ. 2566 พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ ได้แก่ ระยะเวลาดำเนินงานของสถานประกอบการ ขนาดสถานประกอบการ และการจัดสรรงบประมาณ เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบสองตัวแปรระหว่างข้อมูลทั่วไปของสถานประกอบการ และนโยบายด้านการสร้างเสริมสุขภาพในที่ทำงานของสถานประกอบการ พบว่าปัจจัยเรื่องการจัดสรรงบประมาณ มีความสัมพันธ์กับการกำหนดนโยบายในทุกหัวข้อ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าระยะเวลาการดำเนินงานของสถานประกอบการ ขนาดสถานประกอบการ และการจัดสรรงบประมาณมีบทบาทสำคัญในความสำเร็จในการดำเนินการและความเป็นไปได้ของนโยบายสร้างเสริมสุขภาพของพนักงานภายในสถานประกอบการ
ผลของการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อโปรตีนในปัสสาวะของเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติก, กมลวรรณ เปลี่ยนสี
ผลของการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อโปรตีนในปัสสาวะของเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติก, กมลวรรณ เปลี่ยนสี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบโอกาสการพบโปรตีนในปัสสาวะของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติกภายหลังได้รับการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการพยาบาลตามปกติ ระยะหลังการทดลองทันที ระยะหลังการทดลอง 1 วัน และระยะหลังการทดลอง 2 วัน โดยการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนนี้พัฒนามาจากทฤษฎีสมรรถนะแห่งตนของ Bandura (2001) กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กวัยเรียนอายุ 6-12 ปี กลุ่มอาการเนโฟรติกที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คนโดยจับคู่การใช้ยาสเตียรอยด์และยาควบคุมความดันโลหิตแล้วสุ่มเข้ากลุ่มโดยจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ การพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสม แถบทดสอบปัสสาวะ และแบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเด็กกลุ่มอาการเนโฟรติก ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และค่าความเที่ยงเท่ากับ 1.00 และ 0.80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติคทวิ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้ป่วยเด็กกลุ่มอาการเนโฟรติกที่ได้รับการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมมีโอกาสตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะในระยะหลังการทดลอง 2 วัน น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติร้อยละ 92.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงทำนายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง และศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ที่มารับการรักษาที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก ในสถาบันประสาทวิทยา และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 120 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินภาระการดูแล แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม โดยเครื่องมือมีคุณภาพทั้งความตรงตามเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมีคุณภาพชีวิตปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 95.89 (S.D. = 11.48) ปัจจัยที่ทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม (β = .34, <.001) ภาวะซึมเศร้า (β = -.47, p <.001) และ ความสามารถในการทำกิจวัตร ประจำวันของผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (β = .33, p =.005) สามารถร่วมกันทำนาย คุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร้อยละ 33 โดยการสนับสนุนทางสังคมถือเป็นปัจจัยหลักในการทำนายคุณภาพชีวิตผู้ดูแลในครอบครัว
ปัจจัยทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, ผกายรัตน์ สหเจริญชัย
ปัจจัยทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, ผกายรัตน์ สหเจริญชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายเพื่อศึกษาอำนาจการทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดแตก ตีบตัน ครั้งแรก/เป็นซ้ำ ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 114 ราย ที่มารับการตรวจติดตามการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจโรคประสาทศัลยศาสตร์และอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลตำรวจ และสถาบันประสาทวิทยา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบประเมินภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล แบบประเมินโรคร่วม แบบประเมินความเหนื่อยล้า และแบบประเมินระดับความพิการ แบบสอบถามหาค่าความตรงเชิงเนื้อหาได้เท่ากับ .88,1, .99 และ 1 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินระดับความพิการซึ่งเป็นแบบประเมินมาตรฐาน มีการนำมาใช้ในการวิจัยอย่างแพร่หลายดังนั้นผู้วิจัยจึงไม่ทำการทดสอบซ้ำ และได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .87, .88, .89, .97 และ .78 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบเป็นขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า 1. ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง มีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 86.40 (SD = 21.56) 2. ปัจจัยที่สามารถทำนาย ความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองได้สูงสุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระดับความพิการ (beta = .447) รองลงมา คือ ภาวะโรคร่วม (beta = .310) ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (beta = .251) และ ความเหนื่อยล้า (beta = .155) ตามลำดับ โดยตัวแปรทำนายทั้ง 4 ตัวแปร สามารถทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร้อยละ 78.1 (Adjusted R2 = .781, F = 187.420, p<. 05) อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ, พรธิรา บุญฉวี
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ, พรธิรา บุญฉวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองนี้เป็นแบบวัดผลก่อนหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ ทั้งเพศหญิงและชาย ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดครั้งแรก สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่มีประวัติสมองเสื่อม สามารถเข้าใจ สื่อสารภาษาไทยได้ มีความสมัครใจ มีโทรศัพท์มือถือที่สามารถติดต่อสื่อสารได้ และเข้ารับการรักษาในหน่วยตรวจอายุรกรรมเฉพาะโรค หอผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 30 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติและกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.93 และ 0.87 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.71 และ 0.86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิตในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิตในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง และศึกษาความสัมพันธ์ของ อายุ ระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย การสนับสนุนทางสังคม กับการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคมะเร็ง และรับบริการในแผนกหอผู้ป่วยนอกโรคมะเร็งของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้งานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการทำพินัยกรรมชีวิต แบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม โดยค่าความเที่ยงแบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคมมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .88, .90 และ .89 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต มีค่า KR-20 เท่ากับ .81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นมะเร็งมีการทำพินัยกรรมชีวิตเพียงร้อยละ 37.2 โดยส่วนใหญ่ทำด้วยวิธีการบอกกล่าวร้อยละ 49.2 โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็นมะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตมากขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นมะเร็งระยะลุกลาม ความรุนแรงของอาการ และ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต (OR= 2.63, 7.59, 1.05, 1.79 ตามลำดับ, p<.05) และปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็น มะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตลดลง ได้แก่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย (OR= 0.87, p<.05)
Exploring The Implementation Of National Strategic Plan On Antimicrobial Resistance In The Appropriate Use Of Antimicrobials, Shinnawat Saengungsumalee
Exploring The Implementation Of National Strategic Plan On Antimicrobial Resistance In The Appropriate Use Of Antimicrobials, Shinnawat Saengungsumalee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In August 2016, the Cabinets of Thailand approved the National Strategic Plan on Antimicrobial Resistance 2017-2021. The Strategy 5 of the National Strategic Plans aimed to enhance the public's understanding of antimicrobial resistance (AMR) and promote awareness of appropriate use of antimicrobials (AMU). This study aims to investigate the implementation process and activities of Strategy 5 and the factors contributing to the implementation process and activities of Strategy 5. The study was divided into 2 phases. Phase I used a descriptive survey study to answer the implementation process and activities of Strategy 5. Phase II used an in-depth interview with …
Sexual Orientation Microaggressions And Mental Health Concerns: A Conditional Process Modeling Of Protective Effects Of Microaffirmations, Rapinpat Yodlorchai
Sexual Orientation Microaggressions And Mental Health Concerns: A Conditional Process Modeling Of Protective Effects Of Microaffirmations, Rapinpat Yodlorchai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Mental health disparities existed globally for sexual minority populations compared to heterosexuals. Experiences of subtle discrimination called microaggressions contributed to poor mental health outcomes. Conversely, microaffirmations may buffer these negative effects. To further study these processes among lesbian, gay, bisexual, queer/questioning (LGBQ+) Thais, culturally validated tools were needed to quantify microaggression and microaffirmation experiences within Thailand's high-context culture. Objectives: This two-part study aimed to: 1) develop and validate Thai language scales measuring microaggressions and microaffirmations related to sexual orientation; and 2) test a conceptual moderated mediation model elucidating relationships between microaggressions, microaffirmations, sexual orientation concealment, internalized heterosexism, and mental …
ประสบการณ์ทางจิตใจจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก, กันตพร สวนศิลป์พงศ์
ประสบการณ์ทางจิตใจจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก, กันตพร สวนศิลป์พงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ด้วยระเบียบวิธีวิจัยการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกในชุดคำถามกึ่งโครงสร้าง ผู้เข้าร่วมวิจัยคือผู้เคยมีประสบการณ์การเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกตามเกณฑ์ได้แก่ เป็นการเขียนที่มีลักษณะของการสะท้อน สำรวจ ใคร่ครวญ เกี่ยวกับความคิดความรู้สึก เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้และเยียวยาตนเอง และเป็นการเขียนระหว่างที่ได้รับการบำบัดจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา จำนวน 6 ราย มีอายุระหว่าง 23-36 ปี ผลการวิจัยแบ่งได้เป็น 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) องค์ประกอบที่ชักนำให้สนใจการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วย ความคุ้นเคยกับการเขียนการอ่านและการจดบันทึก การขาด ‘พื้นที่ปลอดภัยทางความรู้สึก’ หล่อหลอมให้แสวงหาพื้นที่แสดงออก และ การกระตุ้นที่นำไปสู่การมองหาหนทางเยียวยา 2) ช่องทางและเวลาในการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วย เลือกใช้ช่องทางการเขียนที่ตนเองถนัดและตอบโจทย์ความต้องการ เขียนในพื้นที่และเวลาที่ให้บรรยากาศความเป็นส่วนตัว ใช้เวลากับการเขียนอย่างยืดหยุ่นตามระดับความต้องการภายใน 3) รูปแบบวิธีการเขียนและกระบวนการที่ดำเนินไประหว่างการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วย บอกเล่าเรื่องราวตามวิถีธรรมชาติของตนเอง เกิดกระบวนการสำรวจ กลั่นกรอง ใคร่ครวญ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวและตนเอง และเกิดความตระหนักรู้จากการ ‘ค้นพบ’ และ ‘มองเห็น’ โลกภายในตนเองได้แจ่มชัด) 4) ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก ประกอบด้วยผลที่สังเกตได้หลังการลงมือเขียนแต่ละครั้ง และผลเมื่อทำซ้ำจนตกผลึกภายในตนเอง ผลที่สังเกตได้หลังการลงมือเขียนแต่ละครั้ง ได้แก่ ความปลอดโปร่งจากความทุกข์และความอึดอัดที่คลี่คลายลงไป เกิดความตระหนักและยอมรับความรู้สึกตนเองโดยไม่ตัดสิน เกิดความเข้าใจในความเป็นตนเองบนพื้นฐานประสบการณ์ส่วนตัว ตั้งสติและมองเห็นหนทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมแก่ตนเองได้ และรู้สึกอิ่มเอมจากการได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ผลเมื่อทำซ้ำจนตกผลึกภายในตนเอง ได้แก่ เกิดสัมพันธภาพและการสื่อสารภายในตนที่มีคุณภาพ เรียบเรียงความคิดความรู้สึกเพื่อสื่อสารกับคนรอบข้างได้ดีขึ้น รับรู้ถึงอำนาจและพลังการยืนยันภายในตนเอง เห็นความเชื่อมโยงภายในตนจากอดีตสู่ปัจจุบันและรับรู้ศักยภาพในการกำกับดูแลตนเอง และ กลับสู่ความเป็นตัวเองที่แท้ รู้สึกเติมเต็มภายในตนและเข้าใจธรรมชาติชีวิต 5) การรับรู้ประโยชน์ของการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกและการนำไปใช้ ประกอบด้วย เป็นพื้นที่ประคับประคองเยียวยาและทำความเข้าใจตนเองที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว เป็นเครื่องมือสื่อสารทดแทนในเรื่องที่ยากหรือลำบากใจจะเอ่ย และ ต่อยอดเป็นงานสร้างสรรค์ที่ใช้วัตถุดิบภายในตน งานวิจัยนี้ช่วยเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์การเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกในคนไทยว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการสำรวจและตระหนักรู้ภายในตนเองได้ ผู้สนใจสามารถนำมาใช้ดูแลตนเองเบื้องต้น และนักจิตวิทยาการปรึกษาสามารถนำเครื่องมือนี้มาใช้ประกอบการให้คำปรึกษาเพื่อผลลัพธ์การทำงานร่วมกับผู้รับบริการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ประสบการณ์ในการฝึกปฏิบัติของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดชาวไทยในต่างประเทศ, พิศาลสินท์ กอสนาน
ประสบการณ์ในการฝึกปฏิบัติของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดชาวไทยในต่างประเทศ, พิศาลสินท์ กอสนาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้คือ เพื่อศึกษาประสบการณ์การฝึกปฏิบัติในห้องบำบัดของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดชาวไทยในต่างประเทศ ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นคนไทยที่มีประสบการณ์ในการฝึกปฏิบัติในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ สกอตแลนด์ และสหรัฐอเมริกา จำนวนทั้งหมด 6 คน รวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงกึ่งโครงสร้างเชิงลึกโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์เชิงตีความ (IPA) เป็นแนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยเน้นสามประเด็นหลัก: (1) ความท้าทายในการฝึกปฏิบัติ (2) การรับมือกับความท้าทายในการฝึกปฏิบัติ และ (3) การพัฒนาส่วนบุคคลและวิชาชีพ จากผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่านักฝึกหัดที่ปรึกษาชาวไทยเผชิญกับความท้าทายระหว่างการฝึกปฏิบัติในต่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการบำบัดความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ทั้งกลยุทธ์การรับมือในเชิงบวกและเชิงลบ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาเชิงวิชาชีพและส่วนบุคคล ดังนั้นหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษาควรเตรียมความพร้อมในการเพิ่มศักยภาพและทักษะที่จำเป็นเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาข้ามวัฒนธรรมแก่นักศึกษาจิตวิทยาการปรึกษาและสร้างระบบสนับสนุนที่เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งเชิงบุคคลและเชิงวิชาชีพ
Development Of Spreadsheet-Based Simulation To Reduce Number Of Experimental Trials In Separation With Comprehensive Two-Dimensional Gas Chromatography, Chisanupong Kunmas
Development Of Spreadsheet-Based Simulation To Reduce Number Of Experimental Trials In Separation With Comprehensive Two-Dimensional Gas Chromatography, Chisanupong Kunmas
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Method development and optimization in comprehensive two- dimensional gas chromatography (GC´GC) is a process with the requirement to perform a large number of experiments maximizing the number of separated components in each sample. These are the skills which cannot be developed by students in a general lecture class; while, they can be achieved in a laboratory although with consumption of large amount of budget, energy and time. This thesis developed a spreadsheet in Microsoft Excel format to simulate a GC´GC retention time plot and a number of separated peaks for a given sample within a few milliseconds. Application of this …
Development Of A Gel-Based Electrolyte For Determination Of Heavy Metals Using Smartphone, Nuntanuch Lersanantasit
Development Of A Gel-Based Electrolyte For Determination Of Heavy Metals Using Smartphone, Nuntanuch Lersanantasit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Herein, a portable electrochemical device using biopolymeric gel-based electrolyte for the on-field simultaneous determination of Cd(II) and Pb(II) is presented. Pectin, a natural polymer, was used as a chemical delivery medium due to its biodegradation and fast-dissolving properties. Differential pulse voltammetry (DPV) was used to detect electrochemical signal of Cd(II) and Pb(II) solution dropped on the pectin-based electrolyte platform. The modification of screen-printed graphene electrode with Sb-Bi bimetallic alloy using both in situ and pre-mixed method was able to enhance the sensitivity of the sensor. The experimental results demonstrated that the developed gel-based electrolyte was capable of generating sharp and …
Usability Evaluation Of Iot Based Hvac Dashboard, Rubina Shrestha
Usability Evaluation Of Iot Based Hvac Dashboard, Rubina Shrestha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis presents a usability evaluation of a smart Heating, Ventilation, and Air Conditioning (HVAC) dashboard interface through a cross-cultural study. The objective is to assess the usability problems and evaluate the user experience of the interface through quantitative and qualitative analysis. The study recruited 20 participants from three different countries, considering their familiarity and unfamiliarity with smart HVAC systems. The participants performed a set of tasks using the dashboard while providing think-aloud feedback. The quantitative evaluation measured effectiveness, efficiency, and user satisfaction based on the ISO:9241-11:2018, while the qualitative evaluation focused on identifying usability issues based on participant feedback …
Impact Of External Factors On Air Passenger Demand Prediction Using Machine Learning, Sutthiya Lertyongphati
Impact Of External Factors On Air Passenger Demand Prediction Using Machine Learning, Sutthiya Lertyongphati
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Do external factors impact the volume of air passengers? Can they be employed to analyze the dependency of hidden parameters in demand forecast strategies? In this research, a framework is proposed to investigate the impact of external factors on demand for air travel by combining the features extracted from various platforms with the historical volume of inbound passenger data from January 2011 to December 2021 and comparing the information symmetry to uncover relations between the data, proving whether they contributed to the shift in demand. A selection of machine learning regression models, namely, gradient boosting, random forest, and support vector …
อิทธิพลของการเติมแมงกานีสต่อสมบัติทางไฟฟ้าและแม่เหล็กของเพอรอฟสไกต์ออกไซด์เอนโทรปีสูง, พีระพัศ เมลืองศิลป์
อิทธิพลของการเติมแมงกานีสต่อสมบัติทางไฟฟ้าและแม่เหล็กของเพอรอฟสไกต์ออกไซด์เอนโทรปีสูง, พีระพัศ เมลืองศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาผลของการเจือแมงกานีสเข้าไปในตำแหน่งบีของเซรามิกเพอรอฟสไกต์เอนโทรปีสูง (Na0.2Bi0.2Ba0.2Sr0.2Ca0.2)Ti1-xMnxO3 (NBBSCT) ต่อสมบัติทางด้านไฟฟ้าและแม่เหล็ก โดยเจือแมงกานีสที่ความเข้นข้น x เท่ากับ 0, 0.05, 0.10, 0.15 และ 0.20 การเตรียมผงเซรามิกนั้นเตรียมด้วยวิธีปฎิกิริยาสถานะของแข็งซึ่งเผาแคลไซน์ที่อุณหภูมิ 975 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมงด้วยอัตราการให้ความร้อน 5 องศาเซลเซียสต่อนาที และทำการเผาผนึกภายในถ้วยอะลูมินาที่อุณหภูมิ 1275 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 2 ชั่วโมงด้วยอัตราการให้ความร้อน 2 องศาเซลเซียสต่อนาที โครงสร้างผลึกและเฟสของ NBBSCT เซรามิกหลังจากเผาผนึกแล้วพบว่าทุกปริมาณการเจือพบโครงสร้างผลึกรูปแบบคิวบิกของเพอรอฟสไกต์และไม่พบเฟสทุติยภูมิ ขนาดเกรนเฉลี่ยลดลงเมื่อปริมาณการเจือแมงกานีสสูงขึ้น โดยขนาดเกรนเฉลี่ยอยู่ในช่วง 8.07 ถึง 11.08 ไมโครเมตร ความหนาแน่นเฉลี่ยเท่ากับ 5.13 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร เมื่อวิเคราะห์สมบัติทางไฟฟ้าพบว่าเซรามิก NBBSCT ที่ไม่ได้เจือแมงกานีสแสดงพฤติกรรมเป็นแบบรีแลกเซอร์เฟอโรอิเล็กทริก แต่เมื่อเจือแมงกานีสพบการสูญเสียพฤติกรรมแบบรีแลกเซอร์เฟอโรอิเล็กทริก อีกทั้งเมื่อปริมาณการเจือแมงกานีสสูงขึ้นค่าการสูญเสียไดอิเล็กทริกมีค่าสูงเพิ่มขึ้นตาม ประสิทธิภาพของการกักเก็บพลังงานของเซรามิก NBBSCT มีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเพิ่มปริมาณการเจือแมงกานีสสูงมากขึ้น การศึกษาสมบัติแม่เหล็กพบว่าการเจือแมงกานีสเข้าไปในโครงสร้างทำให้เซรามิกแสดงพฤติกรรมแม่เหล็กแบบพาราแมกเนติก และเมื่อเพิ่มปริมาณการเจือแมงกานีสที่สูงมากขึ้นส่งผลให้ค่าแม่เหล็กอิ่มตัวมีค่าสูงเพิ่มขึ้นตาม
ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาที่มีต่อการทำงานของระบบหายใจและอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, เบญจ์ ป้องกันภัย
ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาที่มีต่อการทำงานของระบบหายใจและอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, เบญจ์ ป้องกันภัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการฝึกระหว่างการออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบากับการฝึกการออกกำลังกายที่ระดับปานกลางแบบต่อเนื่องต่อการทำงานของระบบหายใจ อาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ไซโตไคน์ และภาวะเครียดออกซิเดชันในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จำนวน 36 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน ได้แก่ กลุ่มควบคุม (CON) กลุ่มฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาด้วยอัตราส่วนความหนักต่อเบา 1:2 (HIIT) และกลุ่มฝึกออกกำลังกายระดับปานกลางแบบต่อเนื่อง (MCT) ทำการฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ก่อนและหลังการทดลองทำการวัดตัวแปรด้านสรีรวิทยา สมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ อาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ การไหลของเลือดในโพรงจมูก ปริมาตรการไหลผ่านของอากาศสูงสุดในโพรงจมูกขณะหายใจเข้า ไนตริกออกไซด์ขณะหายใจออก ความสามารถทางแอโรบิก และคุณภาพชีวิต นำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบผสม และการทดสอบวิลคอกซันและครัสคาลวัลลิส ที่ระดับความมีนัยสําคัญทางสถิติที่.05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึกออกกำลังกายเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่ม HIIT และกลุ่ม MCT มีค่าเฉลี่ยตัวแปรปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุดและแรงดันการหายใจออกสูงสุด เพิ่มขึ้นแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยคะแนนอาการทั้งหมดในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ลดลงแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าเฉลี่ยไซโตไคน์อินเตอร์ลิวคินทูเพิ่มขึ้น และอินเตอร์ลิวคินซิกส์ลดลงแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนั้น กลุ่ม HIIT ที่พบว่า ค่าไซโตไคน์ทีเอ็นเอฟ-อัลฟา อินเตอร์ลิวคินไฟฟ์และค่าเฉลี่ยไนตริกออกไซด์ขณะหายใจออกลดลงแพ้แตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 สรุปผลได้ว่า กลุ่มฝึกออกกำลังกายแบบช่วงหนักสลับเบาสามารถช่วยเพิ่มความสามารถของสมรรถภาพปอดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ ลดอาการในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อีกทั้งยังลดค่าเฉลี่ยไซโตไคน์ทีเอ็นเอฟ-อัลฟา อินเตอร์ลิวคินไฟฟ์และค่าเฉลี่ยไนตริกออกไซด์ขณะหายใจออก แสดงถึงการลดลงของการอักเสบของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้ ซึ่งส่งผลดีและช่วยลดอาการในผู้ป่วยจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้
การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์และแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน, มนัสชยา จิตต์วิบูลย์
การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์และแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน, มนัสชยา จิตต์วิบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์และแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ คือ กลุ่มบุคคลวัยทำงานที่มีสัญชาติไทย ซึ่งอาศัยและทำงานในประเทศไทย และมีความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ทั้งที่มีและไม่มีประสบการณ์ในการท่องเที่ยวเชิงกีฬา จํานวน 400 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในงานนี้คือแบบสอบถาม เมื่อตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาได้ค่าคือ 0.93 และค่าความเชื่อมั่นคือ 0.96 ผู้วิจัยได้ทำการสร้างแบบสอบถามออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊ค แฟนเพจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกาย คือ เพจแหมทำเป็นฟิต ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล THAILAND ZOCIAL AWARDS 2022 Best Influencer Performance on Social Media สาขาสุขภาพและการออกกำลังกาย งานวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติในการทดสอบสมมติฐาน ใช้ค่าสถิติสมการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ โดยตั้งระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ Instagram และ Facebook ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ Twitter Line และ Tiktok ไม่ส่งผลต่อการความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน และในส่วนของแรงจูงใจส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงานนั้น แรงจูงใจทางด้านกายภาพ แรงจูงใจทางด้านอารมณ์และความรู้สึก และแรงจูงใจส่วนบุคคล ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ แรงจูงใจทางด้านวัฒนธรรม แรงจูงใจทางด้านสถานภาพและเกียรติภูมิ และแรงจูงใจทางด้านการพัฒนาตนเอง ไม่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน สรุปผลการวิจัย การเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน ได้แก่ Instagram และ Facebook และในส่วนของแรงจูงใจที่ส่งผลต่อความสนใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของบุคคลวัยทำงาน ได้แก่ แรงจูงใจทางด้านกายภาพ แรงจูงใจทางด้านอารมณ์และความรู้สึก และ แรงจูงใจส่วนบุคคล
Music Reminiscence In Music Therapy For Elderly Population: A Scoping Review Of The Literature, Jugyodsapatn Kwankeeree
Music Reminiscence In Music Therapy For Elderly Population: A Scoping Review Of The Literature, Jugyodsapatn Kwankeeree
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this scoping review was to summarize the specific music interventions and clinical goals utilized in music-based reminiscence for elderly population with and without neurocognitive disorders. Fourteen articles meeting the inclusion criteria were selected in this review. The results showed music-based reminiscence interventions were conducted by both music therapists and non-music therapists. Interventions implemented by music therapists showed a greater diversity based on numerous goal domains compared to non-music therapists. Music therapists assess various domains of health comprehensively, while other professionals mostly used music-based reminiscence intervention to address mainly the cognitive domain. The most frequently utilized music intervention …
Surveillance And Genetic Characterization Of Severe Acute Respiratory Coronavirus Type 2 (Sars-Cov-2) Infections In Domestic Animals And Wildlife In Thailand, Waleemas Jairak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
SARS-CoV-2 caused a pandemic outbreak since December 2019 with global implications for public health, economy, and society. This dissertation entitled “Surveillance and genetic characterization of severe acute respiratory syndrome coronavirus type 2 (SARS-CoV-2) infections in domestic animals and wildlife in Thailand” investigates the transmission incidence and characterization of the virus between humans and animals. This thesis comprises 4 studies of the surveillance of SARS-CoV-2 in animals and wildlife species in Thailand from 2017 to 2023. The first investigation (Chapter 2) involved a survey of SARS-CoV-2 in domestic dogs and cats in Samut Sakhon province during the second wave of the …
Food Tourism As A Means Of Promoting Food Sustainability: A Case Study Of Street Food In Bangkok, Marissa Soltoff
Food Tourism As A Means Of Promoting Food Sustainability: A Case Study Of Street Food In Bangkok, Marissa Soltoff
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In 2002, the Thai government lauched two gastrodiplomacy initiatives to promote cultural awareness, increase export revenue, and boost tourism by increasing the number and quality of Thai restaurants abroad. These iniatives have been vastly successful and have since been emulated by other countries. This paper builds on the gastrodiplomacy initiatives' success by exploring the possibility of the same methods being applied to promotion of food sustainability. This research addresses the questions surrounding the factors that both enable and risk food sustainability, the sustainability projects currently being pursued in Thailand, any possible link between food sustainability and gastrodiplomacy with regards to …
Bad Genius: An Analysis Of Filmic Representations Of Thailand’S Social Issues And Chinese Viewers’ Perspectives, Shuwen Sun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Bad Genius is a thought-provoking Thai movie that profoundly reflects the modern side of society by telling the story of examination malpractice and social class issues. The purpose of this article is to analyze the social issues involved in the film and explore the criticism of the education system and social injustice. At the same time, the article will introduce the Chinese audience's evaluation of the movie in order to analyze the reasons for its high box office in the Chinese market. By comparing the educational background and social values of Thailand and China, we can better understand why Bad …
Thailand's Role In Asean's Preventive Diplomacy, Usaimeen Waenalai
Thailand's Role In Asean's Preventive Diplomacy, Usaimeen Waenalai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research delves into Thailand's pivotal role in the context of ASEAN's preventive diplomacy efforts, aiming to provide a nuanced understanding of the nation's contributions and challenges in maintaining regional stability and conflict prevention. As a key member of the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN), Thailand's diplomatic engagements have significant implications for the collective security of the region. The study employs a multidimensional approach, combining historical analysis, policy evaluation, and case studies to elucidate the evolution of Thailand's preventive diplomacy strategies within the ASEAN framework. The research begins by examining the foundational principles and historical antecedents of preventive diplomacy, …
An Interlanguage Study Of Metalinguistic Knowledge On English Tenses As Related To Time And Aspect In Thai University Students, Anshakan Eiamtong-In
An Interlanguage Study Of Metalinguistic Knowledge On English Tenses As Related To Time And Aspect In Thai University Students, Anshakan Eiamtong-In
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to analyze the usage of the English Present and Past Tenses among the Thai EFL learners and the native English speakers, focusing primarily on the Present Simple, the Present Progressive, the Present Perfect, the Present Perfect Progressive, the Past Simple, the Past Progressive, the Past Perfect, and the Past Perfect Progressive. Language users perceive situations differently, leading to variations in tense usage (Smith, 1991). The answers on the selection of tenses from the participants that deviated from the theoretical expectations might not always indicate errors. Therefore, the study also explored the participants’ metalinguistic knowledge or the reasons …
The Effects Of Computerized Dynamic Reading Assessment On English Reading Comprehension Of Thai Efl Undergraduate Students, Chansak Siengyen
The Effects Of Computerized Dynamic Reading Assessment On English Reading Comprehension Of Thai Efl Undergraduate Students, Chansak Siengyen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A computerized-dynamic assessment (C-DA) test differs from a traditional standardized test in that it diagnoses learners’ fully developed and emerging abilities, provides graduated prompts for challenging items, measures the level of mediation required, and reports a learner profile detailing independent and mediated performance across language constructs (Ebadi & Saeedian, 2015; Pishghadam & Barabadi, 2012; Poehner et al., 2015; Teo, 2012). The objectives of this study were (1) to investigate the effects of the computerized dynamic reading assessment (CDRA) program on English reading comprehension of Thai EFL undergraduate students, (2) to examine the effects of the CDRA program on Thai EFL …
A Comparative Study Of Beliefs, Attitudes, And Motivation Toward English Language Learning Among Thai And Chinese Undergraduates In Different Study Programs, Lu Geng Sun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated the beliefs, attitudes, and motivations towards English language learning among Thai and Chinese undergraduate students at Dhurakij Pundit University (DPU). Employing a mixed-method approach, this research utilized both quantitative and qualitative methods to discern and compare these students' experiences. The quantitative phase involved 332 students, selected through stratified random sampling, who completed comprehensive questionnaires based on a five-point Likert scale. The qualitative phase included 31 purposefully selected participants from the initial pool for semi-structured interviews. Findings revealed that Chinese undergraduates exhibited a significantly stronger belief orientation, more positive attitudes, and greater motivational drive towards English language learning …
การวิเคราะห์เนื้อหาข่าวอุทกภัยภาคใต้ของประเทศไทยในช่วงฤดูมรสุมบนยูทูบ, ชวพล สัมฤทธิ์ดี
การวิเคราะห์เนื้อหาข่าวอุทกภัยภาคใต้ของประเทศไทยในช่วงฤดูมรสุมบนยูทูบ, ชวพล สัมฤทธิ์ดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบข่าวที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของผู้ชมบนยูทูบใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาของวิดีโอข่าวบนยูทูบจำนวน 64 คลิป จากสำนักข่าวสื่อกระเเสหลัก สำนักข่าวออนไลน์และสำนักข่าวสื่อสาธารณะ รวม 7 สำนักข่าว ใช้แบบลงรหัส (coding sheet) และคู่มือการลงรหัส (coding manual) ใช้ผู้ลงรหัสจำนวน 3 คน มีการทดสอบความเที่ยงระหว่างผู้ลงรหัสโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของ Krippendorff ค่าความเที่ยงอยู่ระหว่าง 0.80-1 นำเสนอข้อมูลโดยการเปรียบเทียบค่ามัธยฐานและเปอร์เซ็นต์ไทล์รวมถึงการวิเคราะห์ความแปรปรวนของข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ชมต่อข่าวอุทกภัยมี 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมระดับสูง 2) การมีส่วนร่วมระดับปานกลาง 3) การมีส่วนร่วมระดับต่ำและต่ำมาก ในแต่ละรูปแบบมีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน และหากแบ่งตามเนื้อหาสามารถแบ่งได้ 9 รูปแบบ ได้แก่ 1) ข่าวที่มีผลกระทบอย่างรุนแรง 2) การแสดงความเสียใขของผู้ประกาศข่าว 3) ภาพที่สะท้อนถึงความเดือดร้อนของประชาชน 4) ข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติโดยตรง 5) ข่าวเกี่ยวกับการจราจรและการแนะนำในสถานการณ์ฉุกเฉิน 6) การวิจารณ์รัฐบาลและการสัมภาษณ์ฝ่ายค้าน 7) การใช้คำขยายและการสร้างอารมณ์ 8) การนำเสนอภาพลักษณ์เชิงบวกของดาราและบุคคลมีชื่อเสียง 9) การนำเสนอคลิปจากประชาชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยแต่ละรูปแบบสร้างการมีส่วนร่วมได้ในลักษณะที่แตกต่างกันไป งานวิจัยนี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกองค์ประกอบที่เหมาะสมเพื่อการมีส่วนร่วมของผู้ชม สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการผลิตเนื้อหาข่าวบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
นวัตกรรมการวัดการมีส่วนร่วมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อคุณค่าตราสินค้า, ณัฐวรรธน์ ศรีสุข
นวัตกรรมการวัดการมีส่วนร่วมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อคุณค่าตราสินค้า, ณัฐวรรธน์ ศรีสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาการประเมินการมีส่วนร่วมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อคุณค่าตราสินค้า การสร้างตราสินค้าที่แข็งแกร่งจึงมีความสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจในยุคปัจจุบัน การตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์จำเป็นต้องเปลี่ยนจากวิธีการที่มุ่งเน้นการขายไปสู่การสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคที่มีความหมายด้วยการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมการตลาดทุกๆกิจกรรมสอดประสานร่วมกัน เพื่อสร้างผลกระทบในมิติคุณค่าตราสินค้าที่ผู้บริโภครับรู้ได้ โดยสื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบันสามารถดึงดูดผู้ชมและลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การประเมินผลกระทบของการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดียที่มีต่อคุณค่าตราสินค้ายังคงเป็นความท้าทายและเป็นช่องว่างสำคัญที่ยังไม่มีการศึกษา งานวิจัยนี้นำเสนอแบบจำลองการประเมินการมีส่วนร่วมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อคุณค่าตราสินค้า โดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์การมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อคุณค่าตราสินค้า เพื่อให้ธุรกิจสามารถพัฒนากลยุทธ์การสร้างตราสินค้าได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งผลลัพธ์ที่ได้จากการประเมินผลนี้สามารถนำไปปรับปรุงการสื่อสารตราสินค้า และการสื่อสารการตลาดบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์โดยพิจารณามิติคุณค่าแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้บรรลุความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้ดีมากยิ่งขึ้น
Assessing The Level Of Participation Of Small Stakeholders In International Water Management Projects For Food Security In Lower Mekong Basin: The Case Of Rice Production In The Khong-Loei-Chi-Mun Project, Pauline Essouri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Khong-Chi-Mun was a partially realized irrigation project in Northeast Thailand under the “Greening Isaan” plan of development. Afterward, the Thai government revived it in 2012 under the new name “Khong-Loei-Chi-Mun” (KLCM) This new mega-project aimed to improve water access to the region to increase agricultural rice production and answer to a rising worldwide food demand. However, the suitability of such a plan for the region was criticized for the lack of integration of local context and knowledge, a situation that could be avoided with the participation of local representation in the decision-making process. This study aimed to assess if …
Unity In Diversity: Exploring Central Thai Speaker’S Attitudes Towards Thai Dialects Through A Linguistic Approach, Tristan Aidan Pennell
Unity In Diversity: Exploring Central Thai Speaker’S Attitudes Towards Thai Dialects Through A Linguistic Approach, Tristan Aidan Pennell
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
At least 60.9% of people in Thailand speak a minority language natively. Despite a history of political nationalism suppressing dialects and minority languages, Thais seem to accept this linguistic diversity. This study explored attitudes of Central Thai speakers towards the main dialects, generally and by comparing two age groups: 18-30 and 45+. A Verbal-Guise technique-based survey gaining 145 respondents was conducted, with 76 of the younger age group and 69 of the older age group. The survey asked Central Thai people to evaluate recordings of three Thai dialects: Northern, North-eastern and Southern. Using Symbolic Domination, a theory analysing power relations …