Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11393)
- Social and Behavioral Sciences (7224)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3617)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3121)
- Veterinary Medicine (2802)
- Life Sciences (2357)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1444)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Reading and Language (564)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (124)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2588)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1027)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (897)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Urban Culture Research (445)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (220)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 7531 - 7560 of 37685
Full-Text Articles in Entire DC Network
Effects Of Articular Knee Injections On Cartilage Of Knee Osteoarthritis Patients And Development Of Rapid Decalcification Method For Articular Cartilage And Subchondral Bone, Pattaranatcha Charnwichai
Effects Of Articular Knee Injections On Cartilage Of Knee Osteoarthritis Patients And Development Of Rapid Decalcification Method For Articular Cartilage And Subchondral Bone, Pattaranatcha Charnwichai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Osteoarthritis (OA) is the most common degenerative joint disease that affects articular cartilage. Intra-articular injection (IA) is one of the treatments that is used to reduce pain and relieve symptoms. Triamcinolone acetonide (TA) and hyaluronic acid (HA) are frequently used in IA injections for OA treatment. Several publications have reported effects of TA, but some of HA, on articular cartilage. Moreover, for histopathological studies, articular cartilage and subchondral bones are commonly used as samples, but the decalcification process is time consuming. Thus, this study aims to compare effects of drugs used in IA injections on cartilage and chondrocytes of osteoarthritis …
ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันองค์กรของเจ้าหน้าที่ศุลกากร กรณีศึกษา สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, อนันตชัย ศิริสูงเนิน
ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันองค์กรของเจ้าหน้าที่ศุลกากร กรณีศึกษา สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, อนันตชัย ศิริสูงเนิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์เรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันองค์กรของเจ้าหน้าที่ศุลกากร กรณีศึกษา สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และระดับความผูกพันองค์กรของเจ้าหน้าที่ศุลกากร สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันองค์กรของเจ้าหน้าที่ศุลกากร สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การวิจัยครั้งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เจ้าหน้าที่ศุลกากร จำนวน 191 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูใช้ค่าสถิติโดยวิธีการหา ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานการวิจัยด้วยสถิติ T-test F-test และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson correlation coefficient) ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศุลกากรอยู่ในระดับปานกลาง โดยความเครียดที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านลักษณะงานและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านบทบาทหน้าที่ในองค์กร และด้านโครงสร้างองค์กร ตามลำดับ (2) ระดับความผูกพันองค์กรของเจ้าหน้าที่ศุลกากรอยู่ในระดับสูง โดยด้านการยอมรับเป้าหมายและค่านิยมขององค์กรมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (3) ความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกับความผูกพันองค์กรของเจ้าหน้าที่ศุลกากร
Source Characteristics, Attitude, And Purchase Intention Toward Fashion Product With Inclusive Advertising, Diskul Skuldist
Source Characteristics, Attitude, And Purchase Intention Toward Fashion Product With Inclusive Advertising, Diskul Skuldist
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research was conducted in a quantitative manner. The research objectives were to explore and to test the relationships of source characteristics, attitudes toward inclusive advertising of fashion products and purchase intention toward fashion product with inclusive advertising among generation Z and Y with an inclusive model, Asianna Scott as a research subject. 213 respondents were acquired in total. The findings showed that Miss Scott received a positive score in all characteristics. The respondents indicated that they would have a positive attitude toward inclusive fashion advertising. The respondents also revealed that they would have a positive purchase intention toward fashion …
คลังข้อมูลและระบบสนับสนุนการตัดสินใจของธุรกิจให้เช่าคลังสินค้าและโรงงาน, นิธิศักดิ์ กฤตติกากุล
คลังข้อมูลและระบบสนับสนุนการตัดสินใจของธุรกิจให้เช่าคลังสินค้าและโรงงาน, นิธิศักดิ์ กฤตติกากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้มีอุตสาหกรรมบางประเภทเกิดการหยุดชะงัก (Disruption) อย่างไรก็ตามจากวิกฤตินี้ก็ยังทำให้อุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นใช้เทคโนโลยีมีโอกาสในการเติบโตมากขึ้น และยังมีผลให้ผู้ประกอบการหลาย ๆ แห่งเริ่มหันมาสนใจช่องทางการขายสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้เกิดความต้องการในการหาพื้นที่สำหรับจัดเก็บสินค้า ซึ่งสามารถสร้างโอกาสให้กับธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าได้ ดังนั้นธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานสำหรับให้เช่าจึงต้องเริ่มมองหาเครื่องมือเพื่อช่วยในการวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจเพื่อให้การดำเนินธุรกิจในอนาคตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น โดยสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ และสามารถมองหาโอกาสจากสถานการณ์นั้นๆ ได้อย่างรวดเร็ว โครงการ “คลังข้อมูลและระบบสนับสนุนการตัดสินใจของธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานสำหรับให้เช่า” นี้ประกอบด้วย 5 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบวิเคราะห์รายได้ค่าเช่าและบริการ และกำไรขั้นต้น ระบบวิเคราะห์อัตราเช่าใช้พื้นที่ ระบบวิเคราะห์ต้นทุนการเช่าและบริการ ระบบวิเคราะห์ผู้เช่า และระบบวิเคราะห์ต้นทุนการก่อสร้าง โดยแต่ละระบบถูกพัฒนาขึ้นบนระบบจัดการฐานข้อมูล Microsoft SQL Server 2019 และใช้เครื่องมือ Tableau Desktop 2020.4 ในการจัดทำแดชบอร์ดการวิเคราะห์ ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้จะช่วยให้ผู้บริหาร และผู้จัดการแผนกต่าง ๆ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลในหลายมุมมอง ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ภายใต้ฐานข้อมูลเดียวกันเพื่อใช้สนับสนุนการวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจเพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล รวมถึงการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ
คลังข้อมูลและระบบสนับสนุนการตัดสินใจของธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, พิชญนันท์ มณีเนตร
คลังข้อมูลและระบบสนับสนุนการตัดสินใจของธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, พิชญนันท์ มณีเนตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวอย่างมากเนื่องจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคที่มีแนวโน้วที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีทางธุรกิจ แต่ก็อาจจะส่งผลให้ธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต้องผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากและหลากหลายชนิด ทำให้ปริมาณข้อมูลในระบบการจัดการการผลิตมีมากและมีความซับซ้อน ดังนั้นจะต้องมีการนำการวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจ เพราะจะทำให้เห็นถึงภาพรวม, แนวโน้มและโอกาสทางธุรกิจ และยังทำให้เห็นปัญหา, ข้อบกพร่องและสิ่งที่จะต้องปรับปรุงอีกด้วย ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันเพื่อตอบสนองสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบันได้อีกด้วย โครงการ “คลังข้อมูลและระบบสนับสนุนการตัดสินใจของธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” ประกอบไปด้วย 5 ระบบ ได้แก่ 1.ระบบวิเคราะห์การขายและกำไร, 2.ระบบวิเคราะห์รายการการสั่งซื้อสินค้า, 3.ระบบวิเคราะห์สินค้าคงคลัง, 4.ระบบวิเคราะห์การจัดส่งสินค้า, 5.ระบบวิเคราะห์ลูกหนี้การค้า โดยระบบพัฒนาขึ้นบนระบบจัดการฐานข้อมูล Microsoft SQL Server 2019 และใช้เครื่องมือต่าง ๆ ของโปรแกรม Tableau Desktop Version 2021.1 ในการพัฒนาระบบ ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้จะสนับสนุนการตัดสินใจและช่วยให้ธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สามารถวางแผนการดำเนินงาน ปรับปรุงการดำเนินงาน และเตรียมการดำเนินงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะอาชีพ : แนวทางการใช้ค่าเรียนคอร์สออนไลน์เป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ภรทิพย์ ปักษีเลิศ
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะอาชีพ : แนวทางการใช้ค่าเรียนคอร์สออนไลน์เป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ภรทิพย์ ปักษีเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการกำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพในกรณีการกำหนดค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าใช้จ่ายในการเรียนที่รวมถึงการเรียนรูปแบบออนไลน์ ผู้วิจัยทำการศึกษาด้วยวิธีการวิจัยทางเอกสาร โดยการศึกษา รวบรวมข้อมูลกฎหมาย รวมถึงข้อมูลทางด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว นำมาวิเคราะห์ปัญหา ข้อจำกัด และแนวทางในการประยุกต์หลักเกณฑ์ดังกล่าวกับบริบทประเทศไทย จากการศึกษามาตรการปัจจุบันของประเทศไทยพบว่า ประเทศไทยมีการสนับสนุนผ่านภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยนายจ้างที่เป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงานมาหักลดหย่อนภาษีได้ แต่มาตรการดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักความเสมอภาคทางภาษีอากร และไม่สอดคล้องนิยามการพัฒนาฝีมือแรงงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ตลอดจนไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีในปัจจุบัน มาตรการที่มีอยู่จึงไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการส่งเสริมพัฒนาทักษะอาชีพของแรงงานไทย ผู้วิจัยได้ทำการศึกษามาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะอาชีพในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา และประเทศสิงคโปร์ พบว่าทั้ง 3 ประเทศให้การสนับสนุนผ่านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีการกำหนดหลักเกณฑ์ร่วมกันที่สำคัญคือมาตรฐานคุณภาพหลักสูตรที่เรียนและความสัมพันธ์ระหว่างหลักสูตรที่เรียนและอาชีพที่ผู้เสียภาษีประกอบ รวมไปถึงหลักเกณฑ์เฉพาะที่ยกมาวิเคราะห์ ได้แก่ การกำหนดช่วงอายุที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของประเทศแคนาดา การอนุญาตให้ใช้ค่าใช้จ่ายในการเรียนเพื่อเปลี่ยนสาขาอาชีพภายในระยะเวลา 2 ปีของประเทศสิงคโปร์ และการกำหนดเพดานรายได้สุทธิสูงสุดที่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความสอดคล้องกับบริบทปัญหาและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพของแรงงานไทยอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน จึงควรเพิ่มเติมมาตรการทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยกำหนดเป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้และจำเป็นต้องวางหลักเกณฑ์การควบคุมคุณภาพครอบคลุมไปถึงการเรียนรูปแบบออนไลน์ซึ่งเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้ชีวิตของประชากรวัยทำงานในปัจจุบันด้วย ตลอดจนพิจารณาหลักเกณฑ์ตามสภาพสังคมในปัจจุบัน โดยพิจารณาต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์และประโยชน์ของมาตรการเป็นสำคัญ
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับวัสดุห่อของขวัญ โดยใช้แนวคิดการสื่อความหมายของภาษาดอกไม้ (ฟลอริโอกราฟี), เทพธิดา เทพคุ้มกัน
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับวัสดุห่อของขวัญ โดยใช้แนวคิดการสื่อความหมายของภาษาดอกไม้ (ฟลอริโอกราฟี), เทพธิดา เทพคุ้มกัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์สำหรับวัสดุห่อของขวัญโดยใช้แนวคิดการสื่อความหมายของภาษาดอกไม้ (ฟลอริโอกราฟี) มีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์ โดยใช้แนวคิดการสื่อความหมายของภาษาดอกไม้ (ฟลอริโอกราฟี) ขั้นตอนและวิธีดำเนินการวิจัย โดยการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลภาษาดอกไม้และธุรกิจวัสดุห่อของขวัญจากบทความ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม งานวิจัย และสื่ออินเทอร์เน็ต โดยนำข้อมูลจากการวิเคราะห์มาสร้างแบบสอบถาม เพื่อสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบ ทำให้ได้ข้อมูลที่นำมาใช้ในการออกแบบต่อไป สรุปผลวิจัยพบว่า 1.) สารที่ต้องการจะสื่อ คือ Hidden Flower (ความลับที่ซ่อนอยู่ในดอกไม้) และบุคลิกภาพของงานที่เหมาะสม คือ ดึงดูดใจ ขี้เล่น และมีเสน่ห์ 2.)แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม ใช้การวาดแบบ Hand drawn, ตัวอักษรใช้แบบ Calligraphy Mix และใช้โทนสีจากบุคลิกภาพของงานคือ สีม่วง สีชมพู และสีเหลือง
ทัศนคติด้านความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศของผู้ผลิตและผู้รับชมสื่อซีรีส์วาย เรื่อง คินน์พอร์ช เดอะ ซีรีส์ (Kinnporsche The Series), ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา
ทัศนคติด้านความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศของผู้ผลิตและผู้รับชมสื่อซีรีส์วาย เรื่อง คินน์พอร์ช เดอะ ซีรีส์ (Kinnporsche The Series), ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รายงานนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาทัศนคติด้านความหลากหลายทางและความเท่าเทียมเพศของผู้ผลิตและผู้รับชมสื่อซีรีส์วาย เรื่องคินน์พอร์ช เดอะ ซีรีส์ (KinnPorsche The series) ในประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการผลิตสื่อซีรีส์วายที่มีเนื้อหาส่งเสริมความเข้าใจด้านความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศ ผลการวิจัยพบว่า สื่อซีรีส์วายเรื่องคินน์พอร์ช เดอะ ซีรีส์ มีการนำเสนอถึงความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศที่แตกต่างจากสื่อซีรีส์อื่นๆ เช่น ตัวละครที่บ่งบอกเพศที่เป็นเกย์อย่างชัดเจน เป็นต้น มีการให้ความสำคัญกับอาชีพและอำนาจแก่เพศหญิงและเพศหลากหลาย ในขณะเดียวกันกลุ่มนักรณรงค์และผู้รับชมมองว่ามีการนำเสนอที่ดีแต่ยังขาดมิติทางเพศหลากหลายอื่น ๆ ไม่ได้นำเสนอประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงเท่าที่ควร ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในอุตสาหกรรมซีรีส์วาย มีความเข้าใจในเรื่องความหลากหลายแลความเท่าเทียมทางเพศ มีทัศนคติในเชิงบวก กล่าวคือ มีการเปิดรับเรื่องความหลากหลายทางเพศ และยินดีหากทุกเพศได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมทั้งทางกฎหมายและสังคม จากผลการวิจัยพบว่า แนวทางในการผลิตสื่อซีรีส์วายในอนาคต ยังต้องคงไว้ในรูปแบบของสื่อบันเทิง เพื่อจรรโลงใจ ในขณะเดียวกันก็สามารถเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัยและกระแสของสังคม โดยไม่ยัดเยียดเนื้อหา เลือกใช้วิธีการสอดแทรกที่แยบยล เช่น การปรับคาแรคเตอร์ของตัวละครหลัก ให้มีน้ำหนักความเท่าเทียมทางเพศใกล้เคียงกัน การเพิ่มความหลากหลายของเพศตัวละคร และที่สำคัญคือพยายามไม่สร้างภาพจำผิดๆให้กับสังคม
การรับรู้และการให้ความร่วมมือของพนักงานระดับปฎิบัติการต่อมาตรการป้องกันความเสี่ยงอุบัติเหตุในการทำงาน, กาจกำแหง ศุภประเสริฐ
การรับรู้และการให้ความร่วมมือของพนักงานระดับปฎิบัติการต่อมาตรการป้องกันความเสี่ยงอุบัติเหตุในการทำงาน, กาจกำแหง ศุภประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมมีความก้าวหน้าอย่างมาก มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตจากการใช้แรงงานคนมาเป็นเทคโนโลยีและเครื่องจักร ทำให้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในการทำงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งจะก่อให้เกิดความสูญเสียเป็นอย่างมาก การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาการรับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่สอดคล้องกับคู่มือ /แนวทางการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันความเสี่ยงอุบัติิเหตุในการทำงาน (2) เพื่อศึกษากระบวนการที่สนับสนุนในการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย ของบริษัทเอกชนสัญชาติไทยแห่งหนึ่ง ในเขตอุตสาหกรรม จังหวัดสมุทรปราการ ในบริบทของงานวิจัยนี้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับขี่รถโฟล์คลิฟท์ในบริษัทแห่งนี้ จํานวน 5 คน และเจ้าหน้าที่แผนกทรัพยากรบุคคล (HR) จํานวน 2 คน ผลการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลสําคัญทั้งหมด เมื่อนํามาเปรียบเทียบจากการให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับคู่มือ /แนวทางการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันความเสี่ยงอุบัติิเหตุในการทำงาน เพื่อวิเคราะห์ว่าการรับรู้ของผู้ให้ข้อมูลสําคัญ การให้ความร่วมมือและเห็นความสำคัญกับกฎระเบียบและหลักเกณฑ์ในการขับขี่รถโฟล์คลิฟท์ที่บริษัทฯกําหนดหรือไม่อย่างไร โดยในภาพรวมพบว่า ถึงแม้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับขี่รถโฟล์คลิฟท์จะมีการรับรู้พื้นฐานที่ดีเกี่ยวกับคู่มือ /แนวทางการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันความเสี่ยงอุบัติิเหตุในการทำงาน แต่จากผลการสังเกตการณ์พบว่าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับขี่รถโฟล์คลิฟท์ในบางครั้งยังไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่ใส่เสื้อสะท้อนแสง ไม่จอดรถที่จุดจอด เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงความไม่ต่อเนื่องและเข้มงวดในการส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร ซึ่งบริษัทฯควรสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการรับรู้และการให้ความร่วมมือด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องต่อไป
รำโจ๋ง ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์, นิศากานต์ ชอุ่ม
รำโจ๋ง ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์, นิศากานต์ ชอุ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ หัวข้อ รำโจ๋ง ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเป็นมาของการละเล่นรำโจ๋ง และศึกษากระบวนท่ารำ องค์ประกอบของการละเล่นรำโจ๋ง ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้วิจัยใช้กระบวนการวิจัย จากการศึกษาข้อมูลเอกสารงานวิจัย การสัมภาษณ์ และการลงพื้นที่สังเกตการณ์การแสดง ผลการวิจัยพบว่า รำโจ๋ง มีพัฒนาการมาจากรำโทน ประมาณหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนายธวัช ธูปมงคล ได้นำการละเล่นรำโจ๋ง เข้ามาแสดงในหมู่บ้าน เป็นที่นิยมสืบต่อกันมา แสดงในเทศกาลวันสงกรานต์ ประมาณปี พ.ศ. 2562 คุณกาญจนา ทองมา ผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลกาญจนา ได้นำการละเล่นรำโจ๋ง เป็นหลักสูตรการอบรมให้กับนักเรียน และปี พ.ศ. 2564 ถึงปัจจุบัน วัฒนธรรมอำเภอวิเชียรบุรีได้จัดสรรงบประมาณ โครงการอบรมการแสดงรำโจ๋งให้กับตัวแทนนักเรียนใน ระดับอนุบาลถึงชั้น ประถมศึกษา ในเขตอำเภอท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เรียนรู้และสืบทอดการแสดง จากผู้เชี่ยวชาญการแสดงรำโจ๋งให้อยู่สืบต่อ ลักษณะการรำโจ๋ง แบ่งผู้รำเป็น สองฝ่าย ฝ่ายชาย สมมุติเป็นวัว รำอยู่วงใน ฝ่ายหญิง เป็นผู้ต้อนวัว รำอยู่วงนอก รำเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา ท่ารำ คล้ายกับการต้อนวัวเข้าคอก ประกอบการตีโทน เป็นจังหวะ การแต่งกายผู้แสดงชายสวมเสื้อคอกลม นุ่งโจงกระเบน ผ้าขาวม้าคาดเอว ผู้แสดงหญิงสวมเสื้อแขนยาว ห่มสไบ นุ่งโจงกระเบน การละเล่นพื้นบ้านรำโจ๋ง ปัจจุบันมีการถ่ายทอด และสืบทอดท่ารำ เป็นหลักสูตรในโรงเรียน เพื่ออนุรักษ์ให้การแสดงท้องถิ่น ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้คงองค์ความรู้สืบทอดต่อไป
ทักษะการนิเทศของผู้บริหารที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ของโรงเรียนมาตรฐานสากลระดับมัธยมศึกษา, พัฒนพงศ์ ทองศรี
ทักษะการนิเทศของผู้บริหารที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ของโรงเรียนมาตรฐานสากลระดับมัธยมศึกษา, พัฒนพงศ์ ทองศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับทักษะการนิเทศของผู้บริหารโรงเรียนที่ได้รับรางวัลโรงเรียนมาตรฐานสากลระดับมัธยมศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับการปฏิบัติงานด้านผลลัพธ์ของโรงเรียนที่ได้รับรางวัลโรงเรียนมาตรฐานสากลระดับมัธยมศึกษา 3) เพื่อศึกษาทักษะการนิเทศของผู้บริหารโรงเรียนที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ของโรงเรียนมาตรฐานสากลระดับมัธยมศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนที่ได้รับรางวัลคุณภาพแห่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 280 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ครูผู้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้างาน โรงเรียนละ 5 คน คือ งานหลักสูตร งานระดับชั้น งานบุคลากร งานนโยบายและแผน และงานบริหารการเงิน รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น จำนวน 810 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบปกติ ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับทักษะการนิเทศของผู้บริหารในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย 4.04 อยู่ในระดับมาก 2. ระดับการปฏิบัติงานด้านผลลัพธ์ของโรงเรียนมาตรฐานสากลมีค่าเฉลี่ย 4.89 อยู่ในระดับมากที่สุด 3. ทักษะการนิเทศของผู้บริหารที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ของโรงเรียนมาตรฐานสากลระดับมัธยมศึกษา มี 2 ทักษะ คือ ทักษะด้านการบริหารงานบุคคล และทักษะด้านการประเมินผล ทักษะด้านการบริหารงานบุคคลส่งผลต่อผลลัพธ์ของโรงเรียนมาตรฐานสากลทั้งในภาพรวมและทุกด้าน และทักษะด้านการประเมินผลส่งผลต่อผลลัพธ์ของโรงเรียนมาตรฐานสากล 3 ซึ่งด้าน คือ ด้านหลักสูตรและกระบวนการ ด้านนักเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วยเสีย และด้านบุคลากร
อิทธิพลของคุณลักษณะบุคคลและคุณลักษณะความเชื่อ ต่อพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มวัยเริ่มต้นทำงาน, กัญญารัตน์ วิโรจนะ
อิทธิพลของคุณลักษณะบุคคลและคุณลักษณะความเชื่อ ต่อพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มวัยเริ่มต้นทำงาน, กัญญารัตน์ วิโรจนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะบุคคล (ได้แก่ คุณลักษณะพื้นฐาน และคุณลักษณะประกอบ) คุณลักษณะความเชื่อ และพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มวัยเริ่มต้นทำงาน (ได้แก่ ด้านโหราศาสตร์ ด้านความเชื่อลางร้าย ด้านเครื่องรางนำโชค ด้านการพนัน ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านสลากกินแบ่ง) และ 2) อิทธิพลของคุณลักษณะบุคคลและคุณลักษณะความเชื่อ ต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มวัยเริ่มต้นทำงาน โดยเก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 23 – 29 ปี เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และมีงานทำในปัจจุบัน จำนวน 403 คน ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะพื้นฐานที่มีผลต่อคุณลักษณะความเชื่อของผู้บริโภคกลุ่มวัยเริ่มต้นทำงาน ได้แก่ ความต้องการด้านวัตถุ ความต้องการด้านร่างกาย และความไม่มั่นคงทางอารมณ์ ส่วนคุณลักษณะประกอบที่มีผลต่อคุณลักษณะความเชื่อของผู้บริโภคกลุ่มวัยเริ่มต้นทำงาน ได้แก่ การอยู่กับปัจจุบัน และคุณลักษณะความเชื่อ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ ด้านโหราศาสตร์ ด้านความเชื่อลางร้าย ด้านเครื่องรางนำโชค ด้านการพนัน ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านสลากกินแบ่ง โดยคุณลักษณะความเชื่อมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมด้านโหราศาสตร์มากที่สุด
ข้อจำกัดทางกฎหมายในการควบคุมกล่องสุ่มในเกมออนไลน์, ชนภัทร สุดาวงศ์
ข้อจำกัดทางกฎหมายในการควบคุมกล่องสุ่มในเกมออนไลน์, ชนภัทร สุดาวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
“กล่องสุ่ม” หรือ “Loot Boxes” หรือ “กล่องกาชา” ในคำเรียกหาทั่วไปในระบบเกมออนไลน์ เป็นรูปแบบการขายสิทธิในการจับรางวัลให้แก่ผู้เล่น กล่าวคือ ผู้เล่นไม่อาจทราบได้แน่ชัดถึงเนื้อหา (Content) ที่ตนจะได้รับจากการซื้อกล่องสุ่มแต่ละครั้งในขณะที่ทำการซื้อ ว่าจะได้เนื้อหาใด ใช่ตรงตามที่ตนต้องการหรือไม่ ด้วยลักษณะและวิธีการทำงานดังกล่าวของกล่องสุ่มในระบบเกมออนไลน์ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับการเล่นพนันเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเพียบพร้อมการจูงใจผู้เล่นให้ใช้จ่ายเงินเพื่อหาประโยชน์ทางการพาณิชย์ ทำให้ในปัจจุบันปัญหาดังกล่าวนี้ได้รับความสนใจจากภาครัฐในหลายประเทศทั่วโลก โดยประเทศไทยในปัจจุบันนั้น แม้ปรากฏว่ามีบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บังคับใช้อยู่ แต่ในทางปฏิบัติกลับยังไม่ปรากฏการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายใด ๆ แก่กรณีปัญหาดังกล่าว วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาข้อจำกัดทางกฎหมายอันส่งผลให้มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมกล่องสุ่มในเกมออนไลน์ที่มีอยู่ในประเทศไทย ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมายดังกล่าว พร้อมเสนอแนะแนวทางขจัดข้อจำกัดทางกฎหมายดังกล่าวที่เหมาะสมตามสภาพปัญหา โดยการศึกษาเปรียบเทียบกับมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมกล่องสุ่มในเกมออนไลน์ในต่างประเทศที่โดดเด่นได้แก่ ราชอาณาจักรเบลเยี่ยม สหราชอาณาจักร และประเทศญี่ปุ่น
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโซเดียมสูง, ชนิสร เจียมเจือจันทร์
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโซเดียมสูง, ชนิสร เจียมเจือจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดพื้นฐานและความเป็นมาของการคุ้มครองผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลข่าวสารและความปลอดภัย รวมถึงมาตรการในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโซเดียมสูงของประเทศไทย ทั้งตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เปรียบเทียบกับมาตรการของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศชิลี ประเทศสหราชอาณาจักร และประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโซเดียมสูงตามกฎหมายไทย และสามารถเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้จากการวิจัยพบว่า สิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารและความปลอดภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้บริโภคควรจะได้รับจากการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหาร และเป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชนที่ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการป้องกันอันตรายที่มีต่อความปลอดภัยและสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งจากการศึกษามาตรการฉลากโภชนาการและมาตรการปรับสูตรในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยและต่างประเทศพบว่า มาตรการของประเทศไทยยังไม่เหมาะสมเท่าที่ควรที่จะคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลข่าวสารและความปลอดภัยจากผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโซเดียมสูงได้อย่างครอบคลุม ทั้งมาตรการทางฉลากโภชนาการ ในเรื่องรูปแบบฉลากโภชนาการ ขอบเขตของผลิตภัณฑ์ที่ใช้บังคับ และมาตรการปรับสูตรในภาคอุตสาหกรรม ในเรื่องรูปแบบการใช้บังคับ รวมไปถึงมาตรการอื่นที่นำมาใช้ร่วมกับมาตรการปรับสูตรในภาคอุตสาหกรรม ผู้เขียนจึงเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุขและออกมาตรการอื่นเพิ่มเติม เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค ตลอดจนสิทธิผู้ป่วยได้อย่างครอบคลุม
Effects Of Supplemented Intra- And Extra-Cellular Trehalose On Cryopreservation Of Feline Oocytes, Saengtawan Arayatham
Effects Of Supplemented Intra- And Extra-Cellular Trehalose On Cryopreservation Of Feline Oocytes, Saengtawan Arayatham
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Study 1 aimed at examining the effects of different stages of oocyte maturation and trehalose concentrations on freezing ability and developmental capability of feline oocytes. The immature and matured feline oocytes were cryopreserved and thawed. They were assessed for developmental competence. The effects of different concentrations of trehalose (0, 0.125, 0.25, 0.5, 1 M) on the freezing ability of feline oocytes were tested. The cryopreservation generally induced poor embryo development, while immature oocytes were more susceptible to cryodamage compared with the matured oocytes (P<0.05). Incubation of oocytes with high concentrations of trehalose (0.5, 1 M) significantly reduced the developmental competence. Optimal concentrations of trehalose during cryopreservation of immature and matured oocytes were different (0.125 M and 0.25 M, respectively). It is concluded that stages of meiotic maturation affected the freezing ability of feline oocytes. Optimal concentration of trehalose was differently required for immature and matured feline oocytes. Study 2 aimed at examining the effect of membrane-permeable trehalose on the freezing ability of feline oocytes matured in vitro. intracellular trehalose (trehalose hexaacetate; Tre-(OAc)6) was synthesized from trehalose precursor and subjected to spectroscopic characterization. The membrane permeability of the Tre-(OAc)6 was investigated by incubating oocytes with different concentrations of Tre-(OAc)6 (3, 15, and 30 mM) and optimum concentration and the toxicity of Tre-(OAc)6 were subsequently assessed. The effects of Tre-(OAc)6 on freezing ability in terms of apoptotic gene expression and developmental competence of in-vitro matured oocytes were examined, respectively. The Tre-(OAc)6 permeated into the ooplasm of cat oocytes in a dose- and time-dependent manner. The highest concentration of intracellular trehalose was detected when the oocytes were incubated for 24 h with 30 mM Tre-(OAc)6. For the toxicity test, incubation of oocytes with 3 mM Tre-(OAc)6 for 24 h did not affect maturation rate and embryo development. However, high doses of Tre-(OAc)6 (15 and 30 mM) significantly reduced maturation and fertilization rates (P < 0.05). In addition, frozen-thawed oocytes treated with 3 mM Tre-(OAc)6 significantly upregulated anti-apoptotic (BCL-2) gene expression compared with the control (0 mM) and other Tre-(OAc)6 concentrations (15 and 30 mM). Oocyte maturation in the presence of 3 mM Tre-(OAc)6 prior to cryopreservation significantly improved oocyte developmental competence in terms of cleavage and blastocyst rates when compared with the control group (P < 0.05). Our results lead us to infer that increasing the levels of intracellular trehalose by Tre-(OAc)6 during oocyte maturation improves the freezing ability of feline oocytes, albeit at specific concentrations. Study 3 aimed at examining the effects of combination of intra-cellular (Tre-(OAc)6) and extra-cellular (α,α-trehalose) trehalose on freezing ability of feline oocytes. Optimal concentrations of Tre-(OAc)6 (0, 1.5, and 3 mM) and trehalose (0, 0.125, 0.25, and 0.5 M) were investigated for cryopreservation of matured feline oocytes. The combination of the two optimal concentrations were subsequently examined. The results showed that 3 mM of Tre-(OAc)6 improved post-thawed developmental competence, while extra-cellular trehalose at 0.25 M significant enhanced freezing ability of feline oocytes (P<0.05). The combination of intra- and extra-cellular trehalose significantly improved developmental capability of frozen-thawed matured feline oocytes compared to non-trehalose control.
The Perspectives Of Stakeholders On Definition, Critical Criteria, And Supporting Measures For Affordable Housing In Bangkok, Panissara Kitisuthatham
The Perspectives Of Stakeholders On Definition, Critical Criteria, And Supporting Measures For Affordable Housing In Bangkok, Panissara Kitisuthatham
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to explore stakeholder perspectives on developing affordable housing in Bangkok through in-depth interviews and questionnaires. The study investigates three areas: definitions, critical criteria, and supporting measures. The data will be collected from stakeholders representing three sectors: the public sector, the private sector, and academia and non-governmental organizations. This research has established a framework for developing in-depth interviews and questionnaire surveys as part of its study from case studies of affordable housing development in other countries. During the literature review of case studies from other countries, it was discovered that affordable housing targets not only low-income households but …
Metaproteomic Analysis Of Gut Resistome In The Cecal Microbiota Of Fattening Pigs Raised Without Antibiotics, Pamornya Buthasane
Metaproteomic Analysis Of Gut Resistome In The Cecal Microbiota Of Fattening Pigs Raised Without Antibiotics, Pamornya Buthasane
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Improper use of antibiotics in swine could reduce commensal bacteria and possibly increase pathogen infections via the gut resistome. This study aimed to compare the metaproteomic profiles of gut resistome and related metabolism in the cecal microbiota of fattening pigs raised under antibiotic-free (ABF) conditions with those of ordinary industrial pigs (controls, CTRL). The top three relative abundant microbials in both groups were Escherichia coli, Ruminococcus and Lactobacillus, followed by Bacteroides and Bifidobacterium. E. coli, Lactobacillus and Bacteroides were found to be increased in the CTRL group, whereas Ruminococcus and Clostridium were greater in the ABF group. The highest abundance …
ฝาแฝดดิจิทัลของหม้อไอน้ำแบบเผาร่วมชีวมวลและถ่านหินโดยการจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ, ธนากรณ์ วาระเพียง
ฝาแฝดดิจิทัลของหม้อไอน้ำแบบเผาร่วมชีวมวลและถ่านหินโดยการจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ, ธนากรณ์ วาระเพียง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลผสมกับถ่านหินในหม้อไอน้ำฟลูอิไดซ์เบดแบบหมุนเวียนซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของความต้องการพลังงาน ลักษณะการเผาไหม้ร่วมของชีวมวลและถ่านหินในหม้อไอน้ำจะได้รับการตรวจสอบโดยใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (CFD) เชื้อเพลิงที่ศึกษาในงานวิจัยนี้ ได้แก่ ถ่านหิน ไม้สับ และเปลือกไม้ กำหนดสัดส่วนของเชื้อเพลิงเพื่อศึกษาผลกระทบต่อการเผาไหม้ด้วยการออกแบบการทดลองแบบผสมซิมเพล็กซ์เซนทรอยด์ การจำลอง CFD ประกอบด้วยแบบจำลองการไหลของความหนืด k-epsilon แบบจำลองการไหลของของไหลหลายเฟสของออยเลอร์ และแบบจำลองการเผาไหม้เชื้อเพลิงแข็ง ผลการตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลองแสดงให้เห็นว่าข้อมูลแบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลจริงของโรงไฟฟ้าซึ่งอาจเป็นฝาแฝดดิจิทัลของหม้อไอน้ำที่ศึกษา โดยแบบจำลองจะทำนายผลที่เกิดขึ้นในห้องเผาไหม้ ได้แก่ อุณหภูมิ ฟลักซ์ความร้อน เถ้า และแก๊สมลพิษ ได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไนตริกออกไซด์ (NO) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และก๊าซคลอรีน (Cl2) ผลการจำลองพบว่าการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงจะให้อุณหภูมิและฟลักซ์ความร้อนสูงสุด รองลงมาคือ ไม้สับและเปลือกไม้ ในทางตรงข้ามการใช้ชีวมวลจะปล่อยแก๊สมลพิษออกมาน้อยกว่าถ่านหิน ในการทดลองนี้ได้ศึกษาอิทธิพลของอัตราการป้อนเชื้อเพลิง พบว่าอัตราการป้อนเชื้อเพลิงสูงจะทำให้ตัวแปรตามสูงกว่าอัตราการป้อนเชื้อเพลิงต่ำ จากการวิเคราะห์ข้อมูลแบบจำลองพบว่าชีวมวลเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดต้นทุนการผลิตมากกว่าถ่านหิน แบบจำลอง CFD สามารถสร้างแบบทำนายเพื่อกำหนดชนิดและสัดส่วนของเชื้อเพลิงได้อย่างง่ายดายโดยใช้สองวิธี คือ สมการและกราฟคอนทัวร์ ซึ่งสามารถเปรียบเสมือนฝาแฝดดิจิทัลของหม้อไอน้ำ
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อพัฒนาสมรรถนะบุคลากรวัยทำงานรองรับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ, ปภาดา บุบผาสวรรค์
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อพัฒนาสมรรถนะบุคลากรวัยทำงานรองรับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ, ปภาดา บุบผาสวรรค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาความต้องการด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับบุคลากรวัยทำงานในการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ และเพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นสำหรับพัฒนาสมรรถนะบุคลากรวัยทำงานรองรับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยนี้ คือ ผู้บริหารบริษัทเอกชนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีประสบการณ์ทำงานในด้านการบริหารเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี และมีส่วนรับผิดชอบการจัดการความเสี่ยงในองค์กร จากบริษัทเอกชนขนาดกลางและขนาดใหญ่ รวมทั้งสิ้น 6 ราย ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ความรู้ที่จำเป็นสำหรับบุคลากรวัยทำงานในการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ คือ การจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ และกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ ทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคลากรวัยทำงานในการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ คือ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ คุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับบุคลากรวัยทำงานในการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ คือ ความกระตือรือร้น วิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล ความรอบคอบ การมีเหตุมีผล ความรู้สึกถึงความเร่งด่วน ความฉลาดทางอารมณ์ ความเสียสละ ความรับผิดชอบ การมีมนุษยสัมพันธ์ ความรู้สึกเป็นเจ้าของ และความช่างสังเกต ซึ่งใช้ข้อมูลความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับบุคลากรวัยทำงานรองรับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ โดยจะเป็นแนวทางสำหรับสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากรวัยทำงานต่อไป
คุณสมบัติและทักษะที่จำเป็นสำหรับสกรัมมาสเตอร์ในความคาดหวังของผู้ร่วมทีมสกรัม, อริณชาดา อัศวรัตนมนตรี
คุณสมบัติและทักษะที่จำเป็นสำหรับสกรัมมาสเตอร์ในความคาดหวังของผู้ร่วมทีมสกรัม, อริณชาดา อัศวรัตนมนตรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิธีการทำงานแบบสกรัม (Scrum Methodology) เป็นหนึ่งในวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบอไจล์ (Agile Software Development) ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์แบบสกรัม เป็นทีมที่สามารถจัดการตนเองได้ กล่าวคือ สมาชิกของทีมรู้บทบาทหน้าที่ของตนเองและทํางานแบบ “ข้ามฟังก์ชันงาน” (Cross-Functional) ไม่มีการกำหนดหน้าที่ หรือตําแหน่งงานภายในทีมกันอย่างชัดเจนตายตัว มีเพียงแค่การกําหนดบทบาทหลักๆ ไว้ 3 บทบาทเท่านั้น คือ ทีมนักพัฒนา (Development Team) สกรัมมาสเตอร์ (Scrum Master) และเจ้าของผลิตภัณฑ์ (Product Owner) ส่งผลให้ผู้ร่วมทีมสกรัมต้องทํางานที่หลากหลาย ทั้งที่ตนเองถนัดและไม่ถนัด ดังนั้นสกรัมมาสเตอร์จําเป็นต้องมีทักษะที่เพียงพอ เพื่อช่วยให้ผู้ร่วมทีมสกรัมสามารถทํางานตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ร่วมกันได้ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ใช้การเก็บข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามออนไลน์และการใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล จากบริษัทที่ใช้วิธีการทำงานแบบสกรัมพัฒนาซอฟต์แวร์ในไทย ใช้เวลาในการเก็บข้อมูล 3 เดือน ผลการวิจัย พบว่าทักษะที่จำเป็นสำหรับสกรัมมาสเตอร์จากมุมมองผู้ร่วมทีมสกรัมของบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ในไทย (1) สกรัมมาสเตอร์มองว่า วิธีการทำงานแบบสกรัม (Scrum Process) สำคัญที่สุดสำหรับทักษะด้านเทคนิค เช่นเดียวกับมุมมองของเจ้าของผลิตภัณฑ์ และทักษะการทำความเข้าใจ (Understanding Skills) สำคัญที่สุดสำหรับจรณทักษะ (2) เจ้าของผลิตภัณฑ์มองว่า ความมุ่งมั่น (Commitment, Responsibility) สำคัญที่สุดสำหรับจรณทักษะ (3) ทีมนักพัฒนามองว่า เครื่องมือรวบรวมโค้ด (code) ที่ได้รับการพัฒนาจากสมาชิกเเต่ละคนในทีมให้เป็นชิ้นเดียว (Continuous Integration Tools) สำคัญที่สุดสำหรับทักษะด้านเทคนิค และการทำงานเป็นทีม (Teamwork) สำคัญที่สุดสำหรับจรณทักษะ โดยรวมแล้วผู้ร่วมทีมสกรัมให้ความสำคัญกับทักษะด้านเทคนิค และจรณทักษะไม่แตกต่างกัน งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้กับการพิจารณาคุณสมบัติของสกรัมมาสเตอร์
การส่งเสริมความฉลาดในการรับมือกับปัญหาผ่านหนังสือและสื่อการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 : การวิเคราะห์วาทกรรมพหุรูปแบบ, รวิวรรณ นิ้มคธาวุธ
การส่งเสริมความฉลาดในการรับมือกับปัญหาผ่านหนังสือและสื่อการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 : การวิเคราะห์วาทกรรมพหุรูปแบบ, รวิวรรณ นิ้มคธาวุธ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความฉลาดในการรับมือกับปัญหาของผู้เรียนระดับ ป. 1 ในประเทศไทยมักอยู่ในรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งเป็นข้อมูลพหุรูปแบบที่มีความซับซ้อน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจรูปแบบและลักษณะของหนังสือและสื่อการเรียนรู้ วิเคราะห์ประเภทของสื่อพหุรูปแบบ วิเคราะห์วาทกรรมในสื่อพหุรูปแบบ และพัฒนาฐานข้อมูลหนังสือและสื่อการเรียนรู้ ตัวอย่างวิจัย คือ หนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่ผ่านเกณฑ์และได้รับการสุ่ม ครูผู้สอนและผู้ปกครองชั้น ป. 1 ที่อาสาสมัครเข้าทดลองใช้ฐานข้อมูลฯ ซึ่งดำเนินการวิจัยเพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะของสื่อ โดยสุ่มจากหนังสือที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 221 เล่ม และสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 110 เรื่อง จากนั้นนำมาวิเคราะห์ประเภทของสื่อพหุรูปแบบและวิเคราะห์วาทกรรมพหุรูปแบบในสื่อ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดของ O’Halloran, Tan & Wignell (2019) ผลการวิจัย พบว่า 1. หนังสือและสื่อฯ อยู่ในรูปแบบที่หลากหลายผสมผสานกัน อันเป็นข้อมูลพหุรูปแบบ ที่มีการสอดแทรกความรู้และทักษะที่ผู้เขียน/ผู้แต่งต้องการส่งเสริมให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนชั้น ป. 1 และมีเรื่องราวที่ใกล้เคียงกับประสบการณ์ของผู้อ่าน 2. ประเภทของสื่อพหุรูปแบบปรากฏในหนังสือและสื่อฯ สามารถจำแนกได้ 6 ประเภท คือ ข้อความ สัญลักษณ์ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียงและการเคลื่อนไหว 3. จากการวิเคราะห์วาทกรรมพหุรูปแบบสะท้อนการผลิตหนังสือและสื่อฯ ที่สอดแทรกการส่งเสริมความฉลาดใน การรับมือกับปัญหาทั้งมิติของการควบคุม สาเหตุและความรับผิดชอบ การกระจายตัวของปัญหาและความอดทนต่อความยืดเยื้อของปัญหา โดยพบการส่งเสริมความฉลาดในการรับมือกับปัญหาในมิติของการควบคุมสูงที่สุด 4. ฐานข้อมูลหนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่ส่งเสริมและพัฒนาความฉลาดในการรับมือกับปัญหาของผู้เรียนชั้น ป. 1 ที่พัฒนาขึ้นจากโปรแกรม AppSheet ได้รับความพึงพอใจในมาตรฐานด้านการใช้ประโยชน์ ความเหมาะสม ความถูกต้อง และความเป็นไปได้ในเชิงบวกทั้งหมดทั้งระดับเห็นด้วยอย่างยิ่งและเห็นด้วย
การแยกปรอทออกจากน้ำทิ้งสังเคราะห์ด้วยน้ำมันพืชผ่านวิธีการสกัดและนำกลับด้วยระบบเยื่อแผ่นเหลวที่พยุงด้วยเส้นใยกลวง, กัญญาณัฐ ดวงจันทร์
การแยกปรอทออกจากน้ำทิ้งสังเคราะห์ด้วยน้ำมันพืชผ่านวิธีการสกัดและนำกลับด้วยระบบเยื่อแผ่นเหลวที่พยุงด้วยเส้นใยกลวง, กัญญาณัฐ ดวงจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการสกัดและนำกลับปรอทออกจากน้ำทิ้งสังเคราะห์ด้วยน้ำมันพืชซึ่งเป็นสารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเยื่อแผ่นเหลวที่พยุงด้วยเส้นใยกลวง เป็นไปตามหลักการและพื้นฐานของวิธีการสกัดด้วยตัวทำละลาย ผลการศึกษาพบว่าน้ำมันข้าวโพดมีประสิทธิภาพในการสกัดปรอทสูงที่สุด และยังสามารถเลือกสกัดปรอทออกจากไอออนโลหะอื่นที่ปนในน้ำทิ้งสังเคราะห์ได้ดี จากการศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่ส่งผลต่อร้อยละการสกัดและนำกลับปรอทด้วยการออกแบบการทดลองแบบบ็อกซ์-เบห์นเคน พบว่า อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรด-เบสของน้ำทิ้งสังเคราะห์ และความเข้มข้นของสารนำกลับ ส่งผลต่อร้อยละการสกัดและการนำกลับปรอทอย่างมีนัยสำคัญ สภาวะที่เหมาะสมในการสกัดและนำกลับปรอท ได้แก่ อุณหภูมิ 323.15 เคลวิน ค่าความเป็นกรด-เบสของน้ำทิ้งสังเคราะห์เป็น 3 ความเข้มข้นของกรดไฮโดรคลอริกเป็น 1.2 โมลต่อลิตร และอัตราการไหลของสารละลายป้อนและสารนำกลับที่ 100 มิลลิลิตรต่อนาที ได้ค่าร้อยละการสกัดและนำกลับปรอท 96.14 และ 40.13 ตามลำดับ กลไกการสกัดปรอทเกิดจากการจับกันด้วยพันธะฮาโลเจนของปรอทและกรดไขมันที่ตำแหน่งหมู่คาร์บอกซิลิก สนับสนุนด้วยการวิเคราะห์ทางสเปกโตรสโคปีร่วมกับทฤษฎีฟังก์ชันนอลความหนาแน่น คำนวณค่าพลังงานเอนทาลปีและพลังงานของกิบส์ได้ -23.71 และ 24.38 กิโลจูลต่อโมล ตามลำดับ นอกจากนี้การคำนวณหาค่าอันดับปฏิกิริยาและค่าคงที่ของปฏิกิริยาการสกัดและนำกลับปรอทด้วยวิธีอินทิเกรต ซึ่งได้ค่าอันดับปฏิกิริยาเท่ากับ 1 และ 0 ได้ค่าคงที่ปฏิกิริยาเท่ากับ 0.0262 นาที-1 และ 0.0011 มิลลิกรัมต่อลิตรต่อนาที ตามลำดับ อีกทั้งวิธีการสกัดปรอทด้วยน้ำมันข้าวโพดโดยใช้เยื่อแผ่นเหลวที่พยุงด้วยเส้นใยกลวงประสบความสำเร็จในการลดค่าความเข้มข้นของปรอทให้อยู่ภายใต้ค่ามาตรฐานน้ำทิ้งของประเทศไทย
การศึกษาและวิจัยสลักเหล็กทดแทนสลักอะลูมิเนียมที่ชำรุดของสะพานทหาร เอ็ม จี บี, ธัญญลักษณ์ เอี๊ยสกุล
การศึกษาและวิจัยสลักเหล็กทดแทนสลักอะลูมิเนียมที่ชำรุดของสะพานทหาร เอ็ม จี บี, ธัญญลักษณ์ เอี๊ยสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในทางทหารสะพานเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีความสำคัญสำหรับการส่งกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่สู้รบในยามสงคราม อีกทั้งยังมีประโยชน์ในการใช้งานด้านงานเร่งด่วนฉุกเฉิน รวมทั้งงานบุกเบิกในการสร้างถนนหรือการใช้ในยามเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ได้แก่ น้ำท่วม ซึ่งเป็นเหตุทำให้ทางถูกตัดขาด ทหารช่างจึงใช้สะพานทหารในการเข้าไปแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัย ในปัจจุบันสะพานทหาร เอ็ม จี บี เกิดการชำรุดในบริเวณข้อต่อของสลักสะพานจึงทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ รวมทั้งวัสดุที่ใช้ทำสลักสะพานนั้นเป็นวัสดุที่ไม่มีการผลิตเนื่องจากเป็นความลับทางการทหารของประเทศที่ผลิต การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับแรงเฉือนและโมเมนต์ดัดของสะพานทหาร เอ็ม จี บี และสร้างแบบจำลองไฟไนต์เอลิเมนต์ นำผลที่ได้เปรียบเทียบและวิเคราะห์กับแรงเฉือนโมเมนต์ที่ได้ศึกษาเพื่อหาวัสดุเหล็กทดแทนวัสดุอะลูมิเนียมที่ชำรุด โดยจากการทดสอบความแข็งแรงของวัสดุเหล็ก S45C พบว่ามีความแข็งแรงและสามารถใช้ทดแทนวัสดุอะลูมิเนียมที่ชำรุดในปัจจุบันได้
การศึกษาเปรียบเทียบและพัฒนาวิธีการการจัดกลุ่มโหลดสำหรับการจ่ายไฟฟ้าแบบไมโครกริด, จารุพจน์ ถนอมรักษ์
การศึกษาเปรียบเทียบและพัฒนาวิธีการการจัดกลุ่มโหลดสำหรับการจ่ายไฟฟ้าแบบไมโครกริด, จารุพจน์ ถนอมรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประยุกต์ใช้ไมโครกริดเป็นการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาระบบจำหน่ายไฟฟ้า มุ่งเน้นการพึ่งพาพลังงานภายในไมโครกริดตนเองเป็นสำคัญ และยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบไฟฟ้าซึ่งสามารถประเมินค่าทางเศรษฐกิจได้ การแยกโดดระบบไฟฟ้าไมโครกริดเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถป้องกันระบบไฟฟ้าดับอย่างทันท่วงที ซึ่งมีเหตุเนื่องมาจากความผิดพร่องจากกริดไฟฟ้าหลักซึ่งเป็นเหตุให้เกิดไฟฟ้าดับในหลายส่วนของระบบไฟฟ้า วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอวิธีการจัดกลุ่มโหลดให้เป็นไมโครกริดเพื่อเป็นระบบไฟฟ้าแบบแยกโดด โดยการดัดแปลงและประยุกต์ใช้ขั้นตอนวิธี การจัดกลุ่มเชิงพื้นที่ตามความหนาแน่นของแอปพลิเคชันที่มีสัญญาณรบกวนบนสายป้อนไฟฟ้า ให้เป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการกลายพันธุ์ของขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารโครงข่ายไฟฟ้า ผลลัพธ์จากวิทยานิพนธ์ฉบับนี้แสดงให้เห็นประโยชน์ของขั้นตอนวิธีที่เสนอต่อการจัดกลุ่มไมโครกริด เพื่อให้ได้ตัวประกอบภาระเฉลี่ยของแต่ละกลุ่มไมโครกริดบนสายป้อนไฟฟ้าสูงสุด
ผลกระทบจากปรากฏการณ์การลดลงของจำนวนประชากรต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา กรณีศึกษาจังหวัดอุดรธานี, สิรวิชญ์ ปัทมะสุวรรณ์
ผลกระทบจากปรากฏการณ์การลดลงของจำนวนประชากรต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา กรณีศึกษาจังหวัดอุดรธานี, สิรวิชญ์ ปัทมะสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการลดลงของประชากรที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา กล่าวคือโรงเรียนของรัฐ ที่เป็นสาธารณูปการขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญ ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบในมิติหนึ่งจากการลดลง ของประชากรในพื้นที่ คล้ายกับภาพความเสื่อมถอยของโครงสร้างพื้นฐาน ตามบริบทของปรากฏการณ์ เมืองหดที่ถูกกล่าวถึงในระดับสากล โดยมีระเบียบวิธีวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารการศึกษา ผลการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงจำนวนและสัดส่วน รวมถึงการกระจายตัวของประชากรแสดงให้เห็นว่า การลดลงของประชากรเกิดขึ้นในระดับโครงสร้าง ประชากรวัยเด็กเป็นกลุ่มที่มีการลดลงอย่างชัดเจนที่สุดทั้งในพื้นที่เมืองและชนบท สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนที่ลดลงในโรงเรียนของรัฐที่ทำให้โรงเรียนส่วนใหญ่ในจังหวัดอุดรธานีมีขนาดที่เล็กลง ขณะที่อัตราการลดของประชากรวัยเด็กที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกช่วงปีทำให้ภาพปรากฏการณ์ของโรงเรียนถูกยุบชัดเจนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงขนาดสะท้อนถึงสถานภาพโรงเรียนในแต่ละช่วงปี การถูกยุบ ลดขนาด ขยายขนาด เกิดขึ้นทั้งในพื้นที่เมืองและชนบทด้วยสัดส่วนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เชิงพื้นที่แบบครอบคลุม ไม่พบรูปแบบของการพึ่งพาหรือสหสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนแต่ละแห่งในภาพรวมของจังหวัดอย่างชัดเจน เนื่องจากการลดลงของนักเรียนในโรงเรียนแต่ละแห่งอาจไม่ได้มีความสัมพันธ์กันด้วยปัจจัยเชิงภูมิศาสตร์เพียงปัจจัยเดียว นอกเหนือปัจจัยอัตราการเกิดต่ำที่ทำให้จำนวนนักเรียนในโรงเรียนลดลงในภาพรวมแล้ว การลดลงของจำนวนนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ชานเมืองและพื้นที่ชนบทเกิดจากการย้ายถิ่นเข้าสู่โรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ซึ่งถูกมองว่ามีความพร้อมมากกว่าในพื้นที่เมือง ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบทต้องดิ้นรนในการสร้างคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่ส่วนกลางได้กำหนดไว้ภายใต้ภาวะข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรเพื่อไม่ให้ถูกยุบ ซึ่งเป็นความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่ในพื้นที่เมืองและโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบทห่างไกล งานวิจัยนี้จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการจัดการให้บริการด้านการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีส่วนร่วม และการส่งเสริมให้เกิดการกระจายอำนาจ โดยผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามีบทบาทด้านการศึกษาเพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และรับมือกับปัญหาที่มีความเฉพาะเจาะจงเชิงพื้นที่มากยิ่งขึ้น
ความแม่นยำของการตรวจคัดกรองการได้ยินด้วยการทดสอบเสียงกระซิบในผู้ประกอบอาชีพขับรถโดยสารสาธารณะของบริษัทสัมปทานเดินรถแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ, สุทธิเนตร วรรณตรง
ความแม่นยำของการตรวจคัดกรองการได้ยินด้วยการทดสอบเสียงกระซิบในผู้ประกอบอาชีพขับรถโดยสารสาธารณะของบริษัทสัมปทานเดินรถแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ, สุทธิเนตร วรรณตรง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค่าความไวและความจําเพาะของการทดสอบการได้ยินด้วยเสียงกระซิบ (Whispered voice test: WVT) เปรียบเทียบกับการทดสอบด้วยเสียงบริสุทธิ์ (Pure tone audiometry: PTA) ในการคัดกรองการได้ยินในผู้ขับรถสาธารณะ อีกทั้งศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียการได้ยิน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามตอบด้วยตนเอง และข้อมูลผลการทดสอบการได้ยินด้วย WVT และ PTA ดำเนินการในผู้ประกอบอาชีพขับรถโดยสารสาธารณะของบริษัทสัมปทานเดินรถแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 170 คน วินิจฉัยภาวะสูญเสียการได้ยินตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก พ.ศ. 2534 (WHO (1991)) และ พ.ศ. 2563 (WHO (2020)) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมถึงการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษา เมื่อวินิจฉัยตามเกณฑ์ WHO (1991) และ WHO (2020) พบว่า ค่าความไว (95% CI) ของ WVT ในการคัดกรองการสูญเสียการได้ยินระดับเล็กน้อยเป็นต้นไป ร้อยละ 77.66 (73.23 – 82.09) และ ร้อยละ 85.86 (82.15 – 89.56) ในขณะที่ค่าความไวของ WVT ในคัดกรองการสูญเสียการได้ยินระดับปานกลางเป็นต้นไป ร้อยละ 70.10 (65.23 – 74.96) และ ร้อยละ 73.85 (69.18 – 78.52) สำหรับค่าความจำเพาะ (95% CI) ของ WVT ในการคัดกรองการสูญเสียการได้ยินระดับเล็กน้อยเป็นต้นไป ร้อยละ 51.97 (46.66 – 57.28) และ ร้อยละ 44.40 (39.12 – 49.68) ในขณะที่ค่าความจำเพาะของ WVT ในการคัดกรองการสูญเสียการได้ยินระดับปานกลางเป็นต้นไปร้อยละ 96.55 (94.61 – 98.49) และ ร้อยละ 82.46 …
ความสัมพันธ์ในช่วงต้นของชีวิตของผู้กระทำผิดเกี่ยวกับเพศ, กวิน ก้อนทอง
ความสัมพันธ์ในช่วงต้นของชีวิตของผู้กระทำผิดเกี่ยวกับเพศ, กวิน ก้อนทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเพื่อศึกษาแก่นสาระของประสบการณ์ความสัมพันธ์ในช่วงต้นของชีวิตของผู้กระทำความผิดคดีเกี่ยวกับเพศ ผู้ให้ข้อมูลหลักเป็นผู้กระทำความผิดคดีเกี่ยวกับเพศ จำนวน 6 คน มีอายุระหว่าง 21- 51 ปี ผู้ให้ข้อมูลทั้งหมดเป็นผู้ถูกคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยา ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบแก่นสาระของประสบการณ์ความสัมพันธ์ในช่วงต้นของชีวิตของผู้กระทำความผิดคดีเกี่ยวกับเพศ 3 ประเด็นหลัก 11 ประเด็นย่อย ได้แก่ ประเด็นหลักที่ 1 เติบโตมากับสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งมี 5 ประเด็นย่อย คือ มีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ซับซ้อน ขาดการดูแลจากผู้เลี้ยงดู ใช้ความรุนแรงทางร่างกายและวาจา คุ้นเคยกับยาเสพติดหรืออาชญากรรมตั้งแต่เด็ก และไม่มีแบบอย่างในการใช้ชีวิต ประเด็นหลักที่ 2 มุมมองด้านรูปแบบความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ตายตัว ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งมี 3 ประเด็นย่อย คือ รู้สึกสบายใจมากกว่ากับสมาชิกครอบครัวเพศหญิง มุมมองว่าผู้ชายใช้ความรุนแรงหรือสารเสพติดเป็นเรื่องธรรมดา และโทษตนเองเมื่อเกิดความขัดแย้งในครอบครัว ประเด็นหลักที่ 3 การหลีกหนีความรู้สึกโกรธและความอับอาย (เชื่อว่าตนทำอะไรกับความโกรธและความอับอายไม่ได้) ซึ่งมี 3 ประเด็นย่อย คือ เก็บกดความรู้สึกลบเอาไว้ ใช้ความรุนแรงเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก และ ใช้สารเสพติดเพื่อลืมความรู้สึก
การทำนายพฤติกรรมแยกขยะพลาสติกในครัวเรือนด้วยทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและการพิจารณาถึงผลลัพธ์ในอนาคต, พีรยา พูลหิรัญ
การทำนายพฤติกรรมแยกขยะพลาสติกในครัวเรือนด้วยทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและการพิจารณาถึงผลลัพธ์ในอนาคต, พีรยา พูลหิรัญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พฤติกรรมแยกขยะพลาสติกในครัวเรือนเป็นพฤติกรรมที่มีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในระยะยาวในยุคที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ปัจจุบันยังขาดองค์ความรู้โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยเกี่ยวกับปัจจัยที่สนับสนุนและขัดขวางการเกิดพฤติกรรมแยกขยะ ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาปัจจัยตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและปัจจัยการพิจารณาผลลัพธ์ในอนาคตที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมแยกขยะพลาสติกในครัวเรือนโดยเน้นศึกษาขยะพลาสติก 3 ชนิด ได้แก่ ถุงพลาสติกหูหิ้ว ถุงพลาสติกบรรจุอาหาร และกล่องพลาสติกบรรจุอาหาร กลุ่มตัวอย่าง (n = 126) ได้แก่ ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครอย่างน้อย 1 ปี ทำการตอบแบบสอบถามการวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ และรายงานพฤติกรรมแยกขยะพลาสติกในครัวเรือนใน 2 สัปดาห์ต่อมา ผลจากการวิจัยพบว่า การรับรู้การควบคุมพฤติกรรมมีอิทธิพลทางบวกต่อพฤติกรรมทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านเจตนาต่อพฤติกรรม โดยการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงมีอิทธิพลทางอ้อมผ่านเจตนาต่อพฤติกรรมเท่านั้น อย่างไรก็ตามพบปัจจัยที่ไม่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมโดยมีเจตนาต่อพฤติกรรมเป็นตัวแปรส่งผ่าน ได้แก่ เจตคติต่อพฤติกรรมและการพิจารณาผลลัพธ์ในอนาคต และพบว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจตคติต่อพฤติกรรมและการรับรู้การควบคุมพฤติกรรม และ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงและการรับรู้การควบคุมพฤติกรรม ไม่สามารถทำนายเจตนาต่อพฤติกรรมได้ โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมแยกขยะพลาสติกในครัวเรือนมากที่สุด ได้แก่ การรับรู้การควบคุมพฤติกรรม โดยกลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อว่าการมีพื้นที่สำหรับแยกขยะพลาสติกในครัวเรือน การมีถังขยะของส่วนกลางรองรับ และการได้รับรู้ว่าการแยกขยะพลาสติกในครัวเรือนก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านใดบ้างเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมแยกขยะพลาสติกในครัวเรือนได้
Job-Candidate Classifying And Ranking System With Machine Learning Method, Thapanee Boonchob
Job-Candidate Classifying And Ranking System With Machine Learning Method, Thapanee Boonchob
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Finding suitable candidates for an open job position could be a repetitive and time-consuming task, especially from a large pool of candidates. Besides, this task could truly make fair screening and shortlisting tedious. Losing the opportunity to hire top talent candidates due to the slow screening process or the wrong selection by human error is unacceptable. This paper presented a method for human resources to categorize and select the top candidates for job opening they applied for. The proposed system directed to alter a machine learning algorithm to classify the candidate into groups i) shortlist and ii) not-suitable. The productive …
Development Of Patient-Centered Care Scales Of Dentists In Primary Health Care Of Thailand: A Multigroup Analysis, Yutthana Khamnil
Development Of Patient-Centered Care Scales Of Dentists In Primary Health Care Of Thailand: A Multigroup Analysis, Yutthana Khamnil
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purposes: 1. to develop a conceptual construct of patient-centered dental care for primary care dentists in Thailand. 2. to create reliable and valid instruments to measure patient-centered care from both the patient's and dentist's perspectives. 3. to test the measurement invariance of the two scales 4. To examine the effect of personal attributes of patients and dentists on the level of patient-centered care. Materials and Methods: In Phase 1, preliminary questionnaires were developed through a comprehensive process involving a literature review, in-depth interviews, content validity tests, cognitive interviews, and pre-tests. Exploratory factor analysis (EFA) was used to identify the constructs. …