Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11393)
- Social and Behavioral Sciences (7224)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3617)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3121)
- Veterinary Medicine (2802)
- Life Sciences (2357)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1444)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Reading and Language (564)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (124)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2588)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1027)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (897)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Urban Culture Research (445)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (220)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 5641 - 5670 of 37685
Full-Text Articles in Entire DC Network
Development Of T-Shaped Professional Framework For Enhancing Students’ Employability In 21st Century: Case Study Of Cambodian Undergraduate Students, Sokhoeum Chhoeung
Development Of T-Shaped Professional Framework For Enhancing Students’ Employability In 21st Century: Case Study Of Cambodian Undergraduate Students, Sokhoeum Chhoeung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to develop a T-shaped professional framework to enhance the employability of Cambodian undergraduate students in the 21st century by addressing the need for both deep knowledge and mastery competencies to meet the evolving demands of the global job market. The sample 1) consisted of three HR professionals involved in recruiting staff from one international business firm, one NGO, and local private firm, along with two experts ; a Cambodian lecturer and an Educational Officer from the Department of Education in Australia; 2) 172 third- and fourth-year students from the Faculty of Language Arts, the Faculty of Management, …
การประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับครูเพื่อสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน : การเปรียบเทียบระหว่างซีเอฟเอและอีเอสอีเอ็ม, วริศรา สารบูรณ์
การประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับครูเพื่อสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน : การเปรียบเทียบระหว่างซีเอฟเอและอีเอสอีเอ็ม, วริศรา สารบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบแบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู 2) เพื่อตรวจสอบโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู 3) เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน 4) เพื่อศึกษาการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน และ 5) เพื่อประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับครูในการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู แบ่งการวิจัยเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาเครื่องมือวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู เครื่องมือวิจัยที่พัฒนา คือ แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน ในรูปแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 50 ข้อ ที่พัฒนาขึ้นมีความตรงเชิงเนื้อหา (Ave-CVI = .91) และความเที่ยง (Cronbach’s alpha = .886 - .975; Omega = .990) ระยะที่ 2 การศึกษา เปรียบเทียบและตรวจสอบโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 202 คน จากการเลือกแบบออนไลน์ (online sampling) เครื่องมือวิจัยที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียน ที่พัฒนาขึ้นจากระยะที่ 1 พบว่า พฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนที่ครูรับรู้อยู่ในระดับมาก (M = 3.77, SD = 0.65) ซึ่งค่าเฉลี่ยคะแนนการประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกันไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู ระหว่างวิธีวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และวิธี Exploratory Structural Equation Modeling (ESEM) พบว่า โครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครู จากวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) มีความเหมาะสมสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์มากกว่า จากการตรวจสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโครงสร้างการวัดการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน พบว่า โครงสร้างการวัดไม่มีความแปรเปลี่ยนในครูที่สอนในระดับชั้นต่างกัน และครูที่มีประสบการณ์การสอนต่างกัน แต่โครงสร้างการวัดมีความแปรเปลี่ยนในครูที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสาขาวิชาที่ต่างกัน ระยะที่ 3 ศึกษาผลการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคมอารมณ์ของนักเรียนตามการรับรู้ของครูที่มีภูมิหลังต่างกัน ผู้ให้ข้อมูล คือ ครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน 10 คน ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive …
นวัตกรรมการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏตามแนวคิดทุนมนุษย์, จักรพงษ์ ปัญญาพูนตระกูล
นวัตกรรมการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏตามแนวคิดทุนมนุษย์, จักรพงษ์ ปัญญาพูนตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏและกรอบแนวคิดทุนมนุษย์ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏตามแนวคิดทุนมนุษย์ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏตามแนวคิดทุนมนุษย์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งเป็น 3 ระยะ ประชากรคือ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 3,172 หลักสูตร กลุ่มตัวอย่างคือ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 343 หลักสูตร โดยใช้วิธีการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามแบบ Krejcie & Morgan ที่ความเชื่อมั่น 95% และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายด้วยตารางเลขสุ่ม ผู้ให้ข้อมูล คือ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร จำนวน 686 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และความต้องการจำเป็น ผลการวิจัย พบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การออกแบบหลักสูตร การจัดบุคลากร การนำหลักสูตรไปใช้ การจัดสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ และการประเมินหลักสูตร กรอบแนวคิดของทุนมนุษย์ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ทุนปัญญา มี 3 องค์ประกอบย่อย คือ ความรู้ ทักษะ และความชำนาญ ทุนสังคม มี 3 องค์ประกอบย่อย คือ การสร้างเครือข่าย ความร่วมมือ และมนุษยสัมพันธ์ และทุนอารมณ์ มี 4 องค์ประกอบย่อย คือ การแสดงออกทางอารมณ์ ความยืดหยุ่น ความตระหนักรู้ในตนเอง และความกระตือรือร้น 2) สภาพปัจจุบัน การจัดบุคลากร มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ การนำหลักสูตรไปใช้ การประเมินหลักสูตร การออกแบบหลักสูตร และการจัดสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ ตามลำดับ …
A Teacher Development Innovation Of Vocational Colleges Based On The Concept Of Entrepreneurial Leadership, Thaworn Intaraamorn
A Teacher Development Innovation Of Vocational Colleges Based On The Concept Of Entrepreneurial Leadership, Thaworn Intaraamorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to: 1) study the conceptual framework of teacher development and entrepreneurial leadership, 2) study the levels of teachers’ entrepreneurial leadership, 3) analyze the priority needs in teacher development for enhancing entrepreneurial leadership of vocational colleges, and 4) to develop a teacher development innovation for enhancing entrepreneurial leadership of vocational colleges. This study employed a multi-phase mixed-method design, combining quantitative and qualitative data collection. The sample consisted of 433 vocational colleges under the office of vocational education commission. Informants included vocational college directors, deputy directors, and teachers. The research tools used were questionnaires and evaluation forms. Statistical analyses …
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง, จริยา บัวสำเริง
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง, จริยา บัวสำเริง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาและแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง 2) ศึกษาระดับคุณลักษณะพลเมืองที่เข้มแข็งของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร 3) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง และ 4) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase mixed methods design) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ตัวอย่างเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาที่เปิดสอนชั้น ม.1 - ม.6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และเขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 92 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ และการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ พลเมืองที่มีความรับผิดชอบ พลเมืองที่มีส่วนร่วม และพลเมืองที่มุ่งเน้นความเป็นธรรม 2) ระดับคุณลักษณะพลเมืองที่เข้มแข็งของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร คือ พลเมืองที่มีความรับผิดชอบมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ พลเมืองที่มุ่งเน้นความเป็นธรรม และพลเมืองที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ พลเมืองที่มีส่วนร่วม 3) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง มี 3 ประการ ได้แก่ 3.1) จุดแข็งการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาด้านพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ การจัดการเรียนการสอนด้านพลเมืองที่มีความรับผิดชอบและพลเมืองที่มุ่งเน้นความเป็นธรรม และการวัดและประเมินผลด้านพลเมืองที่มีความรับผิดชอบและพลเมืองที่มุ่งเน้นความเป็นธรรม 3.2) จุดอ่อนการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดพลเมืองที่เข้มแข็ง ได้แก่ …
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะในการคิดออกแบบร่วมกับการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาอาชีวศึกษา, พีรญา สุขขีวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ องค์ประกอบและตัวชี้วัดของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 2) เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ และองค์ประกอบและตัวชี้วัดของทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 4) เพื่อนำเสนอสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาระบบ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 20 คน และครู 10 คน ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง นักศึกษา 1,250 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ในสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชนทั่วพื้นที่ 5 ภูมิภาคของประเทศไทย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินคุณภาพระบบ แบบประเมินรับรองระบบ กลุ่มทดลองใช้ระบบ ได้แก่ นักศึกษาอาชีวศึกษาจำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบวัดทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินผลงานนวัตกรรม แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้เป็นคนช่างสังเกตและตั้งคำถาม ในลำดับความต้องการมากที่สุด (PNI modified = 0.4098) รองลงมาคือ กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้แสดงความคิดและศักยภาพของตนเอง (PNI modified = 0.3690) และผลการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะ พบว่าโมเดลการวัดค่าองค์ประกอบเชิงยืนยันมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2/df (546.32 /163) = 3.35, P = 0.000, CFI = 1.00, GFI = 0.96, AGFI = 0.95, RMSEA = 0.043) ซึ่งระบบสภาพแวดล้อมการเรียนอัจฉริยะฯ ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบได้แก่ 1) ระบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 2) เนื้อหาการเรียนรู้ 3) กิจกรรมและสื่อการเรียนการสอน 4) ประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ และ 5) …
นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง, วิชัย สีสุด
นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง, วิชัย สีสุด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษา และกรอบแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง 2) ศึกษาระดับภาวะผู้นำในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาเอกชน 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง 4) พัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods) จำนวน 4 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 795 โรงเรียน โดยสุ่มตัวอย่างวิจัย ได้จำนวนตัวอย่างขั้นต่ำเท่ากับ 259 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น และการสุ่มอย่างง่ายผู้ให้ข้อมูล แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ผู้บริหารโรงเรียน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน 2) รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ หรือผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการหรือหัวหน้างานหลักสูตร 3) ครูผู้สอน จำนวน 1 คน 4) นักเรียนระดับมัธยมศึกษา และ 5) ผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัด แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติใช้ความถี่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบจับประเด็น ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน และ (3) การวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง ประกอบด้วย 8 ด้าน คือ 1) การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) 2) การจัดการตนเอง (Self-Management) 3) การรับรู้ศักยภาพในตนเอง (Self-Efficacy) 4) การมีคุณธรรมในตนเอง (Self-Integrity) 5) การสร้างแรงจูงใจในตนเอง (Self-Motivation) 6) การเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเอง (Self-Entrepreneurship) 7) การสร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง (Self-Innovation) …
การพัฒนาโมดูลเสริมสร้างปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของครูโดยเน้นกรอบคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต นิสัยการเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง, ธนพร ว่องวาณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยในอดีตมักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับครูโดยตรง แต่วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ต้องการส่งเสริมการเรียนรู้ของครูประถมศึกษาผ่านตัวแปรปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต 3 ตัวแปร ได้แก่ กรอบคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต นิสัยการเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง โดยใช้การวิจัยการออกแบบ จำแนกการศึกษาเป็น 3 ระยะ ระยะแรก ใช้การวิจัยเชิงบรรยายเพื่อวิเคราะห์ระดับการเรียนรู้และตัวแปรภูมิหลังของครูที่อธิบายผลที่เกิดขึ้น โดยการสำรวจสภาพการเรียนรู้ของครูประถมศึกษาที่ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นจำนวน 943 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 35 ข้อ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความตรงรายฉบับ (S-CVI) เท่ากับ .97 ความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในมีค่าระหว่าง .925 ถึง .963 และเครื่องมือมีความตรงเชิงโครงสร้างจากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และความตรงตามสภาพจากการใช้วิธีกลุ่มรู้ชัด ระยะที่สอง เป็นการออกแบบและพัฒนาโมดูลเสริมสร้างปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของครู โดยพัฒนาหลักการออกแบบจากแนวคิดทฤษฎีที่นำมาเป็นข้ออ้างเชิงเหตุผล และพัฒนาต้นแบบกิจกรรมในโมดูลเสริมสร้างปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยตรวจสอบความเหมาะสมของต้นแบบกิจกรรมก่อนนำไปทดลองใช้จากผู้ทรงคุณวุฒิ ระยะที่สาม เป็นการนำต้นแบบกิจกรรมไปทดลองปฏิบัติกับครู 39 คน ในโรงเรียนที่เป็นกรณีศึกษาจำนวน 6 โรงเรียนจำแนกตาม 3 สังกัด คือ สังกัด สพฐ. สช. และกทม. เป็นโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง 4 โรงเรียน และโรงเรียนขนาดใหญ่ 2 โรงเรียน ระยะเวลาในการทดลอง 4 เดือน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โดยเฉลี่ยครูมีกรอบคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต นิสัยการเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองสูง โดยกรอบคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสูงกว่าอีกสองตัวแปร นิสัยการเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองมีความแตกต่างกันตามตัวแปรเพศ ประสบการณ์ทำงาน และสังกัดโรงเรียน 2. แนวคิดทฤษฎีที่นำมาใช้ในการสร้างหลักการออกแบบกิจกรรมในโมดูล คือ Growth Mindset (Dweck, 2006), Atomic Habits (Clear, 2018), Self-Directed Learning (Knowles, 1975), Teaching Coaching and Mentoring Approach (Ali, Wahi & Yamat, 2018) ผลการวิจัยได้ต้นแบบโมดูลเสริมสร้างปัจจัยขับเคลื่อนหลักสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตตามหลักการออกแบบจำนวน 5 หลักการ …
ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, มนัสวี แขดวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและความสามารถการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและความสามารถการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต โดยงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิสิตนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยในกระทรวงการอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิสิตนักศึกษาปริญญาตรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) และทดสอบก่อนเรียนเพื่อทำการจับคู่ (Matching) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย (2) แบบทดสอบวัดความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมการกีฬา (3) แบบประเมินจริยธรรมการกีฬา และ (4) แบบประเมินความสามารถการจัดการตนเอง คุณภาพเครื่องมือวิจัยมีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 0.98 1.00 และ0.99 ตามลำดับ สถิติที่ใช้เก็บข้อมูล คือ หาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เปรียบเทียบค่าคะแนนค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยการทดสอบ t-test โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Paired Samples t-test เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ก่อนและหลังการทดลอง และ Independent t-test เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง และวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ด้วย Chi-Square ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ คือ (1) ชื่อชุดการเรียนรู้ (2) หลักการตามแนวคิดทฤษฎีที่ (3) วัตถุประสงค์ของชุดการเรียนรู้ (4) คําชี้แจงหรือคู่มือการใช้ชุดการเรียนรู้ (5) ระยะเวลาที่ใช้ชุดการเรียนรู้ (6) เนื้อหาสาระของชุดการเรียนรู้ (7) กิจกรรมประกอบการปฏิบัติเพื่อการเรียนรู้ (8) การประเมินผล 2. ประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้ฯ สามารถสรุปได้ ดังนี้ 2.1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมการกีฬาและความสามารถในการจัดการตนเองกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ2.2) ค่าเฉลี่ยคะแนนจริยธรรมการกีฬาและความรู้เกี่ยวกับความสามารถในการจัดการตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง …
The Use Of Augmented Reality Direct Vocabulary Instruction Based On Cognitive Theory Of Multimedia Learning To Enhance Vocabulary Knowledge Of Thai University Students, Premkamon Hiranrakpattana
The Use Of Augmented Reality Direct Vocabulary Instruction Based On Cognitive Theory Of Multimedia Learning To Enhance Vocabulary Knowledge Of Thai University Students, Premkamon Hiranrakpattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
With the potential of augmented reality to merge the real word and computer-generated content together, it has the power to revolutionize English language education, especially in the vocabulary field. This study aimed to 1) investigate the effectiveness of the use of augmented reality direct vocabulary instruction based on cognitive theory of multimedia learning to enhance vocabulary knowledge of Thai university students and 2) explore the perceptions of Thai university students towards the instruction. The participants in this study were twenty Thai university students from the second to fourth year who enrolled in a conversation course at a public university in …
การพัฒนาหลักสูตรอบรมการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุโดยประยุกต์ใช้การออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค, สรศักดิ์ ทองเพชร
การพัฒนาหลักสูตรอบรมการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุโดยประยุกต์ใช้การออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค, สรศักดิ์ ทองเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ 2) พัฒนาหลักสูตรอบรมการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุโดยประยุกต์ใช้การออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค 3) ประเมินประสิทธิผลหลักสูตรอบรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความต้องการจำเป็น คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 449 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินประสิทธิผลหลักสูตรอบรม คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 30 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจงและผ่านเกณฑ์คัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนและหลังการทดลอง นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยการใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นและประเมินประสิทธิผลหลักสูตรอบรมที่พัฒนาขึ้นโดยการทดสอบด้วยสถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1) การลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด (2) ด้านระบบกล้ามเนื้อ (3) ด้านระบบกระดูก (4) ด้านระบบประสาท โดยพบว่า มีค่าความต้องการจำเป็นทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านระบบกระดูก มีค่า PNI modified เท่ากับ .40 (2) ด้านระบบประสาท มีค่า PNI modified เท่ากับ .39 (3) ด้านระบบกล้ามเนื้อ มีค่า PNI modified เท่ากับ .34 และ (4) ด้านระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด มีค่า PNI modified เท่ากับ .31 2) หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการและความเป็นมาของหลักสูตรอบรม (2) วัตถุประสงค์ของหลักสูตรอบรม (3) หน่วยการเรียนรู้ของหลักสูตรอบรม (4) กิจกรรมที่ใช้ในหลักสูตรอบรม (5) สื่อที่ใช้ในหลักสูตรอบรม (6) ระยะเวลาของหลักสูตรอบรม …
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ, เอกชน มั่นปาน
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ, เอกชน มั่นปาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาและความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ โดยใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multi-phase Mixed Method Research Design) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 377 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียนและครู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมินสถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 3 งานได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอนและการพัฒนากระบวนการเรียนรู้และ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดความคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ ประกอบด้วย 5 ความสามารถหลัก และ 10 ความสามารถย่อย ได้แก่ (1) การยอมรับเรื่องเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อยได้แก่ ความสามารถในการเรียนรู้และความสามารถในการปฏิเสธ (2) การตอบสนองต่ออคติทางเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อย ได้แก่ ความสามารถในความเข้าใจและความสามารถในการพิจารณาความไม่เป็นธรรม (3) การแก้ไขอคติทางเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อยได้แก่ ความสามารถในการฝึกฝนและความสามารถในการเห็นคุณค่า (4) การปลูกฝังทางเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อยได้แก่ ความสามารถในการประยุกต์ใช้และความสามารถต่อความรับผิดชอบ (5) การสนับสนุนเรื่องเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อยได้แก่ ความสามารถในการสื่อสาร และความสามารถในความรอบคอบ 2) จุดอ่อนของการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ คือ การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนและการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และการวัดผลและประเมินผลและไม่พบจุดแข็งของการบริหารวิชาการ โอกาส คือ สภาพเศรษฐกิจ สภาพการเมืองและนโยบายของรัฐ และเทคโนโลยี ภาวะคุกคาม คือ …
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน, สุทธิ สีพิกา
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน, สุทธิ สีพิกา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน 2) ศึกษาระดับความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน 4) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods) จำนวน 4 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2,360 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 331 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมิน แบบวัด แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบจับประเด็น ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (2) การจัดการเรียนการสอน และ (3) การวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ (1) ความรู้ทางการเงิน (2) เจตคติทางการเงิน (3) พฤติกรรมทางการเงิน และ (4) การตัดสินใจทางการเงิน 2) ระดับความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านความรู้ทางการเงิน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาเป็นด้านพฤติกรรมทางการเงิน และด้านเจตคติทางการเงิน ส่วนด้านการตัดสินใจทางการเงิน มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน โดยรวมมีค่า PNImodified = 0.168 เรียงลำดับความต้องการจำเป็น ดังนี้ ด้านการจัดการเรียนการสอน มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด รองลงมาเป็นด้านการวัดและประเมินผล ส่วนด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มีความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด และ 4) นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน …
แนวทางการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤต, รัชนก อุ้ยเฉ้ง
แนวทางการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤต, รัชนก อุ้ยเฉ้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และ 2) นำเสนอแนวทางในการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤต การวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ใช้การศึกษาแบบพหุกรณีในการเรียนรู้จากนักเรียนมัธยมศึกษาที่มีความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 3 กรณี โดยมีครูที่ปรึกษา ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ จำนวน 9 คน เป็นผู้ร่วมให้ข้อมูล วิธีการสำคัญในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลคือการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการวิเคราะห์แก่นสาระตามลำดับ การวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ใช้แก่นสาระที่ค้นพบในการจัดทำแนวทางฉบับร่างและใช้ข้อเสนอแนะที่ได้จากการสนทนากลุ่มของผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนาแนวทางดังกล่าวให้มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น แก่นสาระที่ค้นพบ ได้แก่ 1) คุณลักษณะด้านการมุ่งเน้นความสำเร็จ 2) ปณิธานที่แน่วแน่ 3) ความสามารถในการปรับตัวที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 4) การเรียนรู้แบบนำตนเองในโลกดิจิทัล 5) การทำหน้าที่ของครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ 6) บุคคลต้นแบบ และ 7) การสนับสนุนทางสังคมในบริบทของวัฒนธรรมการให้ แก่นสาระเหล่านี้นำเสนอปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยในสภาพแวดล้อมทางสังคมจำนวนมากที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษา แนวทางสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาภายใต้ภาวะวิกฤตที่การวิจัยครั้งนี้นำเสนอ คือ 1) เสริมสร้างความตระหนักและความรู้ในเชิงสหวิทยาการด้านการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นพลังทางการศึกษาให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง 2) พัฒนาคุณลักษณะและสมรรถนะที่ส่งเสริมการปรับตัวเชิงบวกให้กับนักเรียน และ 3) ลดผลกระทบเชิงลบจากภาวะวิกฤตผ่านการช่วยเหลือเชิงรูปธรรมและนามธรรม ผู้ที่มีบทบาทในการพัฒนาและช่วยเหลือนักเรียนมีแนวโน้มในการนำแนวทางไปใช้เป็นหลัก แต่การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
กลยุทธ์การบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะทำงานในอนาคตของนักเรียน, ศุภรินทร์ พรมรินทร์
กลยุทธ์การบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะทำงานในอนาคตของนักเรียน, ศุภรินทร์ พรมรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน 3) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase mixed methods design) ประชากร คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 62 เขตพื้นที่ กลุ่มตัวอย่าง คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 54 เขตพื้นที่ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในกรวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ผลการวิจัย พบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่ การนำองค์กร การวางแผนกลยุทธ์ การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ การมุ่งเน้นบุคลากร การบริหารกระบวนการ ผลการดำเนินงาน ผลการประเมินมีความเหมาะสม และกรอบแนวคิดทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน ประกอบด้วย 5 ทักษะ ได้แก่ ทักษะส่วนบุคคล ทักษะคนและสังคม ทักษะคิดสร้างสรรค์ ทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้และ ทักษะที่ใช้ในที่ทำงาน ผลการประเมินมีความเหมาะสม 2) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคาม แยกเป็นวิเคราะห์ 2 ด้าน ได้แก่ 2.1) ด้านสภาพแวดล้อมภายใน พิจารณาการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ภาพรวมเป็นจุดอ่อน โดยเป็นจุดอ่อน 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารกระบวนการ การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลการดำเนินงานการมุ่งเน้นบุคคากร การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ เมื่อพิจารณาทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน …
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษา, กาญจนา พนมวัน ณ อยุธยา
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษา, กาญจนา พนมวัน ณ อยุธยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มอย่างง่ายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะ 35 คน กลุ่มควบคุมได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะ จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.98 และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจคตติ การปฏิบัติ และความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพ มีความดัชนีความสอดคล้อง 0.96, 0.95, 0.95 และ 0.95 มีความเที่ยง 0.70, 0.77, 0.80 และ 0.75 รวมระยะเวลาในการวิจัย 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที่ ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษา สูงกว่าการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ
การศึกษาสุขภาวะทางการเงินและการมีพลังรักในการสอนของครูดนตรีอิสระในจังหวัดกรุงเทพมหานคร, เกื้อกูล ตรีพูนผล
การศึกษาสุขภาวะทางการเงินและการมีพลังรักในการสอนของครูดนตรีอิสระในจังหวัดกรุงเทพมหานคร, เกื้อกูล ตรีพูนผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ศึกษาสุขภาวะทางการเงินและการมีพลังรักในการสอนของครูดนตรีอิสระในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และ (2) ศึกษาแนวคิดและแนวปฏิบัติของครูดนตรีอิสระที่ดีในด้านการเงินและด้านการมีพลังรักในการสอน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะต่อเนื่องกัน ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณตามด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูดนตรีอิสระจำนวน 115 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบบอลหิมะชนิดมีการกรองผู้ตอบแบบสำรวจ และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์ 10 ท่าน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสำรวจและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent Sample t-test และ One-Way ANOVA วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า (1) ครูดนตรีอิสระมีสุขภาวะทางการเงินในระดับปานกลาง และมีทักษะทางการเงินอยู่ในระดับดี ส่วนด้านการมีพลังรักในการสอน พบว่า ครูดนตรีอิสระมีพลังรักในการสอนอยู่ในระดับสูงมาก และเป็นพลังรักแบบสอดประสานมากกว่าแบบหมกมุ่น และ (2) แนวคิดและแนวปฏิบัติด้านการเงินและด้านการมีพลังรักในการสอน เป็นทิศทางให้ครูดนตรีอิสระสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างหรือต่อยอด เพื่อการประกอบอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, จักรกฤษณ์ ปรินทอง
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ที่มีต่อความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, จักรกฤษณ์ ปรินทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 60 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติ จำนวน 30 คน ดำเนินการทดลองระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ 60 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ จำนวน 8 แผน (IOC=0.87) 2) แบบทดสอบความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นตามแนวคิดของ Newton (2009) (IOC = 0.96) การวิจัยนี้แสดงผลเป็นค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้สถิติ paired t-test เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ independent t-test เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยตั้งค่านัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์รวมทุกองค์ประกอบของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์รวมทุกองค์ประกอบก่อนการทดลองกับหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์รวมทุกองค์ประกอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา, จุฑาทิพย์ เงินบำรุง
การพัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา, จุฑาทิพย์ เงินบำรุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา และ 2) ตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนที่ไม่ได้จบการศึกษาจากคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ วิชาเอกดนตรีไทย ที่สอนทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าในระดับประถมศึกษา ไม่เกิน 5 ปี จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา และคู่มือการใช้งานรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดยใช้การฝึกอบรมและการใช้เทคโนโลยีผ่านเว็บไซต์ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ (1) ขั้นเตรียม เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับครูผู้สอนเพื่อทำความเข้าใจการเข้าใช้งานรูปแบบ (2) ขั้นดำเนินการ ผู้ใช้งานสามารถดำเนินการเรียนรู้และเข้าใช้งานได้ด้วยตนเอง โดยการทำแบบวัดสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่า ก่อนเรียน และเข้าเรียนรู้ตามด้านต่าง ๆ จนครบ 3 ด้าน พร้อมทำคำถามท้ายคลิปแต่ละคลิป หลังจากนั้นทำแบบวัดฯ หลังเรียนที่มีลักษณะเป็นแบบทดสอบคู่ขนาน โดยผลการทดสอบจะแสดงเป็นร้อยละของคะแนนทั้งหมด และสามารถตรวจสอบคำตอบหลังทำแบบทดสอบทันที รวมถึงสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างการใช้งานรูปแบบฯ ได้ (3) ขั้นประเมินและสรุปผล เป็นการทำแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ผลการประเมิน ถอดบทเรียนและสรุปผล 2. ผลการตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษาตามมาตรฐานการประเมินของ Stufflebeam 4 ด้าน พบว่า โดยภาพรวมผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินคุณภาพคู่มือการใช้งานรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า โดยรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินความพึงพอใจในการใช้รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า โดยรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับมาก และผลการประเมินสมรรถนะในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก
การพัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง Ph ของสารละลายกรด-เบส สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ชยุตม์ มุทุวงศ์
การพัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง Ph ของสารละลายกรด-เบส สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ชยุตม์ มุทุวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส 2) พัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส และ 3) ตรวจสอบคุณภาพของระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยแบ่งการดำเนินงานวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่องpH ของสารละลายกรด-เบส ระยะที่ 2 การพัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวิเคราะห์มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส และระยะที่ 3 การตรวจสอบคุณภาพของระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส ตัวอย่างวิจัยทั้งหมด คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1,364 คน เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย แบบตรวจสอบรายการ แบบสอบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ระบบการทดสอบออนไลน์ และแบบประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างเมทริกซ์คิวด้วยดัชนี IOC การตรวจสอบคุณภาพเมทริกซ์คิวด้วยดัชนี PVAF การตรวจสอบคุณภาพแบบสอบตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม การตรวจสอบคุณภาพแบบสอบโดยใช้โมเดลจีไดนา และตรวจสอบความเที่ยงของแบบสอบด้วยค่าความเที่ยงในการจำแนก (pc) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ผลการพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางพุทธิปัญญา เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบส พบว่า แบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ เรื่อง pH ของสารละลายกรด-เบสทั้งสองฉบับ ประกอบด้วยข้อสอบแบบเลือก 4 ตัวเลือก จำนวน 25 ข้อ โดยแต่ละข้อมีการให้คะแนนเป็นแบบ 0 และ 1 กล่าวคือ ตอบผิดได้ 0 คะแนน ตอบถูกได้ 1 คะแนน ส่วนผลการตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยมโนทัศน์ทั้งสองฉบับ พบว่า มีค่าดัชนีอำนาจจำแนกผ่านเกณฑ์ 41 ข้อ ผลตรวจสอบคุณภาพเมทริกซ์คิวด้วยดัชนี PVAF พบว่าข้อสอบที่สามารถจำแนกคุณลักษณะของผู้สอบได้ถูกต้อง …
ความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลังกายและการนอนหลับกับสุขภาพจิตของครู, ณัฏฐกิตต์ บุรทิพาพงศ์
ความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลังกายและการนอนหลับกับสุขภาพจิตของครู, ณัฏฐกิตต์ บุรทิพาพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการออกกำลังกาย การนอนหลับ และสุขภาพจิตของครูในประเทศไทย 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะทั่วไปของประชากรกับการออกกำลังกาย การนอนหลับ และสุขภาพจิตของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลังกายและการนอนหลับกับสุขภาพจิตของครูในประเทศ และ 4) เปรียบเทียบระดับของสุขภาพจิตของครู ตามช่วงอายุ สังกัด และกลุ่มสาระการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นครูในประเทศไทยจำนวน 360 คน โดยสุ่มด้วยวิธีแบบแบ่งชั้น คัดเลือกครูที่เป็นตัวแทนในแต่ละภูมิภาคและแบ่งตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ การออกกำลังกาย การนอนหลับ และสุขภาพจิตของครูในประเทศไทย มีค่าความเที่ยง 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคว์สแคว สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า1) ระดับการออกกำลังกายของครู อยู่ในระดับน้อย คุณภาพการนอนหลับอยู่ระดับดี ภาวะสุขภาพจิตของครูด้านความเครียดและภาวะซึมเศร้า อยู่ในระดับปกติ ในขณะที่ความวิตกกังวลอยู่ในระดับเล็กน้อย 2) ความสัมพันธ์กับปัจจัยลักษณะทั่วไปของประชากรพบว่า การออกกำลังกายของครู มีความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังกัด และภูมิภาค สุขภาพจิต ด้านความเครียด มีความสัมพันธ์กับอายุ ระดับชั้นที่สอนและภูมิภาค สุขภาพจิต ด้านความวิตกกังวล มีความสัมพันธ์กับอายุและภูมิภาค 3) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลังกายและการนอนหลับกับสุขภาพจิต พบว่า การออกกำลังกายมีความสัมพันธ์เชิงลบกับสุขภาพจิต ในระดับต่ำมาก (r=-.133, -.105 และ -.107) และ การนอนหลับมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาพจิต ด้านความเครียด ความวิตกกังวล และภาพวะซึมเศร้า ในระดับต่ำ (r=.278 , .263 และ .255) 4) ผลการเปรียบเทียบระดับสุขภาพจิตจำแนกตามสังกัด พบว่า ด้านความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าของครูที่อยู่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนและ ครูที่อยู่ในโรงเรียนสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มีระดับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าแตกต่างกับครูที่อยู่ในโรงเรียนสังกัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้เทคนิค Stad ที่มีต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ต่วนบิลาล ตูแวมะ
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้เทคนิค Stad ที่มีต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ต่วนบิลาล ตูแวมะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง และ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูล ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) จำนวน 64 คน แบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มทดลอง จำนวน 32 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 32 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ 1 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้เทคนิค STAD จำนวน 8 แผน (IOC = 0.95) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวโดยครู (IOC = 0.92) และ แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวโดยผู้ปกครอง (IOC = 0.98) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หาค่าเฉลี่ย (mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เปรียบเทียบด้วยค่าที ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง (Paired sample t-test) และเปรียบเทียบด้วยค่าที หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (Independent sample t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวของกลุ่มทดลองหลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวของกลุ่มทดลอง หลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การวิจัยครั้งนี้ สามารถสรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้พลศึกษาด้วยเทคนิค STAD สามารถนำมาใช้ปรับพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนให้ลดลงได้
ผลการจัดกิจกรรมการประสานงานของตาและเท้าที่มีต่อความสามารถในการยิงประตูฟุตบอลของนักฟุตบอลระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ถิรคุณ บุญเสริม
ผลการจัดกิจกรรมการประสานงานของตาและเท้าที่มีต่อความสามารถในการยิงประตูฟุตบอลของนักฟุตบอลระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ถิรคุณ บุญเสริม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลค่าเฉลี่ยของการยิงประตูฟุตบอลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นก่อนและหลังการทดลอง ของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เพื่อเปรียบเทียบผลค่าเฉลี่ยของการยิงประตูฟุตบอลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นหลังการทดลอง ระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักฟุตบอลระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อายุระหว่าง 12-14 ปี โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Selection) จำนวน 40 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยใช้วิธีการจับคู่ (Matching Group) แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 20 คน จากการทดสอบกาประสานงานของตาและเท้า และการยิงประตูก่อนการทดลอง ซึ่งนักเรียนกลุ่มทดลองได้รับการจัดกิจกรรมการประสานงานของตาและเท้า โดยระยะเวลาในการทำวิจัย 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1) กิจกรรมการประสานงานของตาและเท้าจำนาน 29 แบบฝึก 2) แบบทดสอบการประสานงานของตาและเท้า 3) แบบทดสอบการยิงประตู หลังสิ้นสุดการทดลองนำผลค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงมาตรฐาน มาทดสอบค่า “ที” (t-test) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการประสานงานของตาและเท้า การยิงประตู ผลการทดลองพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยการการยิงประตูของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ค่าเฉลี่ยการยิงประตูหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการฝึกกิจกรรมการประสานงานของตาและเท้าสามารถพัฒนาทักษะการยิงประตูของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Operational Planning To Enhance Bhutan Power Grid Resilience In Interconnected Systems, Kelzangla -
Operational Planning To Enhance Bhutan Power Grid Resilience In Interconnected Systems, Kelzangla -
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The complexity of modern power systems has led to more blackouts in the past 15 years. These blackouts cause significant disruptions and economic impacts. To address this, the IEEE PES taskforce recommended Intentional Controlled Islanding (ICI) via Special Protection Schemes (SPSs). ICI, or controlled system separation, is an adaptive control strategy to prevent widespread blackouts when conventional protection measures fail. It involves quickly identifying and disconnecting specific grid branches to form stable, manageable islands. These islands can be controlled more efficiently, reducing the risk of a total blackout. The three critical aspects of ICI are determining the timing (when), boundaries …
Optimal Scheduling And Sizing Of Battery Energy Storage System In An Industrial Microgrid, Jirawat Wongyai
Optimal Scheduling And Sizing Of Battery Energy Storage System In An Industrial Microgrid, Jirawat Wongyai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This project focuses on enhancing operational efficiency by integrating a Battery Energy Storage System (BESS) with a solar power generation system. The primary goal is to design and optimize the scheduling and sizing of the BESS using Rule-Based Algorithm and Particle Swarm Optimization. The analysis includes assessing electricity cost reduction rates, payback periods, and identifying the battery capacity that maximizes cost savings while maintaining an acceptable payback period. Additionally, the project applies the Rule-Based method to the factory's actual electrical system, calculates the optimal timing for BESS investment as costs decrease, and translates the reduced electricity consumption into carbon credits. …
การศึกษาความสบายในการขับขี่ของยานยนต์ไฟฟ้าผ่านการควบคุมแรงขับจากมอเตอร์ในล้อ, ชนกนันท์ บุญลัภยานันท์
การศึกษาความสบายในการขับขี่ของยานยนต์ไฟฟ้าผ่านการควบคุมแรงขับจากมอเตอร์ในล้อ, ชนกนันท์ บุญลัภยานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ได้ทำการศึกษาความสบายในการขับขี่ (Ride Comfort) ของยานยนต์ไฟฟ้าที่มีการติดตั้ง In-Wheel Motor ไว้ที่ล้อทุกล้อบนโปรแกรม MATLAB โดยใช้แบบจำลองแบบครึ่งคัน (Half Car Model) ผ่านการพิจารณาค่า Frequency-Weighted Acceleration ซึ่งถูกนิยามไว้ในมาตรฐานของ ISO 2631 โดยการใช้ Power Spectral Density ของ Road Profile 3 แบบ ซึ่งเป็น Input ของระบบ (ถนนทั้ง 3 แบบถูกจัดอยู่ใน Class A ถึง D ตามมาตรฐาน ISO 8608) จากนั้นจึงคำนวณหาค่า Frequency-Weighted Acceleration ของ 2 กรณี เปรียบเทียบกัน โดยกรณีแรกคือระบบแบบ Open-Loop ที่ไม่ได้มีการติดตั้ง Controller กับอีกกรณีหนึ่งซึ่งเป็นระบบแบบ Closed-Loop ที่มีการติดตั้ง P Controller ไว้ที่ In-Wheel Motor ของล้อทุกล้อ เพื่อให้เกิดการสั่นสะเทือนในแนวดิ่งให้น้อยที่สุด ผ่านการควบคุมแรงขับจาก In-Wheel Motor โดยมีการเปลี่ยนแปลงค่าของ Proportional Gain เพื่อดูผลของ Controller ที่มีต่อค่า Frequency-Weighted Acceleration แล้วจึงพิจารณาประสิทธิภาพของ Controller ว่าสามารถลดการสั่นสะเทือนของยานยนต์ไฟฟ้าได้มากน้อยเพียงใด โดยคำนวณเป็นสัดส่วนของค่า Frequency-Weighted Acceleration ที่ลดลงเมื่อเทียบกับกรณีของระบบ Open-Loop ผลการศึกษาพบว่า เมื่อค่า Proportional Gain ของ P Controller มีค่าสูงขึ้น จะทำให้ค่า Frequency-Weighted Acceleration มีค่าลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้การขับขี่มีความสบายมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ค่า Proportional Gain ของ Controller …
Practical Implementation Of Oscillation Source Detection Using Dissipating Energy Flow Method, Thanapon Jongjarussang
Practical Implementation Of Oscillation Source Detection Using Dissipating Energy Flow Method, Thanapon Jongjarussang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Power grid oscillation with poorly damped performance is a growing problem. The oscillation source needs to be quickly and precisely identified in order to mitigate the oscillation issues to prevent any detrimental conditions that may arise. An incoming of synchrophasor technology enables the use of dissipating energy flow (DEF) method to practically identify the oscillation source. This research thesis aims at validating the DEF-based method and then developing an application tool to identify the oscillation source in a practical power grid. The DEF method was validated through various simulated oscillation cases based on IEEE 39-bus system leading to a promising …
การพัฒนาขั้นตอนวิธีสำหรับการจับคู่ชื่อสินค้าที่มีรูปแบบการตั้งชื่อที่หลากหลายโดยใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติ, สหฤษฎ์ เจียมสกุล
การพัฒนาขั้นตอนวิธีสำหรับการจับคู่ชื่อสินค้าที่มีรูปแบบการตั้งชื่อที่หลากหลายโดยใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติ, สหฤษฎ์ เจียมสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในขอบเขตของการซื้อขายสินค้าระหว่างองค์กร ความท้าทายที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อต้องจับคู่คำสั่งซื้อของลูกค้ากับชื่อสินค้าในฐานข้อมูล ซึ่งชื่อสินค้าเหล่านี้มีรูปแบบการตั้งชื่อที่หลากหลาย วิทยานิพนธ์นี้จะกล่าวถึงความซับซ้อนของการจับคู่ชื่อสินค้าภายในบริษัท เจนบรรเจิด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในการขายสินค้าสำหรับธุรกิจบริการ ปัจจุบันวิธีการที่ใช้แก้ปัญหานี้คือการใช้พนักงานเปรียบเทียบคำสั่งซื้อของลูกค้ากับชื่อสินค้าในฐานข้อมูลทีละรายการ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สิ้นเปลืองแรงงานและเวลาเป็นอย่างมาก วิทยานิพนธ์นี้จึงนำเสนอการใช้เทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยเริ่มจากการใช้ Pointwise Mutual Information (PMI) ในการคัดเลือกคำสำคัญในพจนานุกรมแบบกำหนดเอง เพื่อการตัดคำภาษาไทยที่เหมาะสมกับชุดข้อมูล จากนั้นนำระบบตัดคำที่ปรับปรุงแล้วมาใช้ในการออกแบบขั้นตอนวิธีสำหรับการสกัดคำหลัก รวมถึงการใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความหมายแฝง (LSA) เพื่อค้นหาคำที่คล้ายกับคำค้นหา สุดท้ายจึงนำส่วนต่างๆ มารวมเข้ากับการใช้เทคนิคการจับคู่ข้อความโดยประมาณ จนเกิดเป็นขั้นตอนวิธีสำหรับจับคู่รายชื่อสินค้า ขั้นตอนวิธีที่นำเสนอสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีความแม่นยำในการระบุผลลัพธ์มากถึง 93.80% และมีความครอบคลุมมากถึง 91.67% ในการทดสอบจับคู่กับชุดตัวอย่างคำสั่งซื้อจริงจากลูกค้า
การศึกษาเชิงเปรียบเทียบตัวกรองคาลมานกับการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อประมาณสถานะการประจุและสถานะสุขภาพของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในยานยนต์ไฟฟ้า, สิรภพ เวสน์ไพบูลย์
การศึกษาเชิงเปรียบเทียบตัวกรองคาลมานกับการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อประมาณสถานะการประจุและสถานะสุขภาพของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในยานยนต์ไฟฟ้า, สิรภพ เวสน์ไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนได้รับความนิยมอย่างมากในอุปกรณ์พกพาสมัยใหม่และยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยคุณสมบัติของแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเบาและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน การใช้งานแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนจำเป็นต้องมีการประมาณค่าสถานะการประจุเพื่อให้สามารถประมาณระยะเวลาที่สามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ และประมาณค่าสุขภาพเพื่อให้เตือนให้ผู้ใช้งานเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเพื่อให้สามารถใช้อุปกรณ์ได้เต็มสมรรถนะ ในการประมาณค่าทั้งสองสามารถทำได้หลากหลายวิธี แต่วิธีที่ได้รับความนิยมคือการประมาณโดยใช้แบบจำลองทางไฟฟ้าของแบตเตอรี่ร่วมกับตัวกรองคาลมาน และการใช้การเรียนรู้ของเครื่อง ในงานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการประมาณค่าโดยใช้วิธีการประมาณทั้งสองวิธีและเปรียบเทียบความแม่นยำในการประมาณ จากผลการทดลองที่ได้แสดงให้เห็นว่าการประมาณค่าสถานะการประจุโดยใช้ตัวกรองคาลมานมีความแม่นยำในการประมาณมากกว่าการใช้การเรียนรู้ของเครื่องเมื่อมีสัญญาณรบกวนปริมาณเท่ากันในข้อมูล โดยมีค่ารากของความคลาดเคลื่อนกำลังสองสูงสุดต่ำกว่าร้อยละ 6 ในขณะที่การประมาณค่าสถานะสุขภาพโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องมีความแม่นยำมากกว่าการประมาณโดยใช้ตัวกรองคาลมานมาก โดยมีค่ารากของความคลาดเคลื่อนกำลังสองสูงสุดต่ำกว่าร้อยละ 1 ผลการทดลองจากงานวิจัยฉบับนี้ช่วยให้สามารถพัฒนาระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพในการประมาณค่าสถานะการประจุและค่าสถานะสุขภาพได้
เอไอสำหรับการแนะนำรหัสบัญชีสมุดแยกประเภททั่วไป, ปกรณ์ โคตรภูชัย
เอไอสำหรับการแนะนำรหัสบัญชีสมุดแยกประเภททั่วไป, ปกรณ์ โคตรภูชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เทคโนโลยีเอไอช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถคงความเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งในโลกปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง ขณะเดียวกันการทำบัญชีก็มีบทบาทสำคัญที่ทำให้การบริหารการเงินของธุรกิจประสบความสำเร็จ การทำบัญชีเกี่ยวข้องกับการบันทึกธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น และเลือกรหัสบัญชีที่ถูกต้องในการบันทึกบัญชี การใส่ค่ารหัสบัญชีด้วยมืออาจก่อให้เกิดความผิดพลาดและสูญเสียทรัพยากรของบริษัท ขณะที่การใส่ค่ารหัสบัญชีที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การตัดสินใจทางธุรกิจดียิ่งชึ้นและทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว การแนะนำรหัสบัญชีอัตโนมัติด้วยเอไอสามารถช่วยประหยัดเวลา เพิ่มผลิตภาพและคุณภาพของผลลัพธ์ จากการลดความผิดพลาดของมนุษย์ งานวิจัยนี้จึงนำเสนอแนวทางระบบที่พัฒนาด้วยเอไอเพื่อแนะนำรหัสบัญชีในการทำบัญชีแบบรายการคู่ การประมวลผลภาษาธรรมชาติถูกนำมาใช้เป็นหลักในขั้นตอนการเตรียมข้อมูลเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผล และดึงความหมายจากข้อมูลที่เป็นข้อความได้ แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องได้ถูกสร้างขึ้นจากอัลกอริทึม คาร์ต, ป่าสุ่ม, และมัลติเลเยอร์ เพอร์เซปทรอน ผลการทดลองรายงานว่าแบบจำลองป่าสุ่มที่ใช้วิธีแทนค่าข้อความด้วยวิธีถุงคำ ให้ค่าความแม่นยำสูงสุดที่ 84.91% ซึ่งอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในมุมของการบัญชี