Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 5431 - 5460 of 37685

Full-Text Articles in Entire DC Network

Competition Versus Cooperation: International Programmes In Thailand's Higher Education, Gwyn Peredur Evans Jan 2023

Competition Versus Cooperation: International Programmes In Thailand's Higher Education, Gwyn Peredur Evans

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this thesis has been to produce meaningful understandings of how the internationalisation of higher education (IHE) takes place within public higher education institutions in Thailand, within the context of economic and social drivers. It explores the peripheral voices of actors involved in the field, adopting a social constructivist approach to identify and understand the imperatives and processes of IHE in Thailand, how they are perceived by actors at the institutions, and how their understanding, interpretations and motivations are influenced by the country’s historical and cultural context, as well as their own social environments. By examining the relationship …


แนวทางการพัฒนาการจัดการขยะที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวที่เป็นเกาะขนาดเล็กกรณีศึกษา เกาะพยาม จังหวัดระนอง, จุฬาลักษณ์ ธรรมจักรศิลา Jan 2023

แนวทางการพัฒนาการจัดการขยะที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวที่เป็นเกาะขนาดเล็กกรณีศึกษา เกาะพยาม จังหวัดระนอง, จุฬาลักษณ์ ธรรมจักรศิลา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการจัดการขยะที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวที่เป็นเกาะขนาดเล็ก กรณีศึกษา เกาะพยาม จ.ระนอง ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้เริ่มดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2566 ถึงเดือน มีนาคม พ.ศ 2567 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้แลการจัดการขยะของชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จำนวน 10 คน กลุ่มที่ 2 ประชากรในพื้นที่เกาะพยาม จังหวัดระนอง จำนวน 736 ครัวเรือน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified random sampling) จำนวน 210 ครัวเรือน โดยผู้ถูกสำรวจจะต้องเป็นผู้มีสิทธิ์ในการตัดใจเกี่ยวกับขยะภายในครัวเรือนเป็นหลัก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยยนี้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) และแนวคำถามแบบกึ่งโครงสร้างเพื่อการสัมภาษณ์ การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล ประกอบไปด้วย การพรรณนาลักษณะทั่วไปทางสังคมศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะของครัวเรือนในพื้นที่เกาะด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าทีสำหรับสองกลุ่มที่อิสระต่อกัน (Two sample t-test) การ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) จากผลการวิจัยพบว่า การจัดการขยะของครัวเรือนในชุมชนเกาะพยามยังดำเนินการได้อย่างไม่เหมาะสม กลุ่มตัวอย่างมีปริมาณขยะเฉลี่ย 6.23 กก./วัน มากกว่า 1 ใน 3 ยังไม่คัดแยกขยะ กลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมดกำจัดขยะด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม จากผลคะแนนค่าเฉลี่ยในการตอบแบบสอบถามของกลุ่มตัวอย่างพบว่า ส่วนใหญ่ตอบคำถามถูกต้องเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง แสดงถึงการยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ 3 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะที่เหมาะสม จากข้อมูลพบว่าระดับการศึกษามีผลต่อประเด็นของพฤติกรรมการจัดการขยะ 3R's และจากผลการสัมภาษณ์พบว่าภาพรวมของการจัดการขยะในพื้นที่ขยะยังเป็นลักษณะของการจัดการด้วยหน่วยงานของตนเองทั้งหมด สิ่งที่เป็นอุปสรรคหลักในการจัดการขยะในพื้นที่ ได้แก่ ถังขยะสาธารณะ การกำจัดขยะด้วยการเผาไหม้ กลิ่นเหม็นจากขยะและการเผาไหม้ ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีความต้องการการสนับสนุนหรือร่วมมือกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะที่เหมาะสมเข้ามาดำเนินการร่วมกัน


ความเชื่อมั่น ความต้องการ และการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของประชากรไทย โดยการจัดสรรของรัฐในช่วงระบาดของโควิด-19, ภิญญมาศ เดโชศุภกร Jan 2023

ความเชื่อมั่น ความต้องการ และการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของประชากรไทย โดยการจัดสรรของรัฐในช่วงระบาดของโควิด-19, ภิญญมาศ เดโชศุภกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อ 1 ) ศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการวัคซีนของประชาชนไทยที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ 2) ศึกษาและวิเคราะห์การกระจายวัคซีนที่รัฐจัดสรรตามความเชื่อมั่นวัคซีนของประชาชน และ 3) พิสูจน์ความแตกต่างในการได้รับวัคซีนจากภาครัฐในแต่ละพื้นที่ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) โดยมีหน่วยในการวิเคราะห์ระดับจังหวัด จากสำนักงานสถิติแห่งชาติและกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ดังนี้ 1) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความต้องการวัคซีน คือ ประชากรไทยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปในครัวเรือนส่วนบุคคลทั่วประเทศ จำนวน 46,600 คน จากแบบสอบถาม โครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (วัคซีน) ที่เก็บรวบรวมข้อมูล โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ 2) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาการได้รับวัคซีน คือ ประชากรไทย 69,556,204 คน จากรายงานผลการให้บริการวัคซีนโควิด-19 โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและสถิติถดถอยพหุคูณจากผลการศึกษาพบว่าความต้องการวัคซีน ความเชื่อมั่นวัคซีน และการได้รับวัคซีน ได้แก่ เข็มที่ 1 เข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 มีการกระจายวัคซีนแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ภูมิภาค โดยความต้องการวัคซีนและความเชื่อมั่นวัคซีนมีความสัมพันธ์กันและการได้รับวัคซีนส่งผลต่อพื้นที่ภูมิภาคที่แตกต่างกัน ผลการทดสอบโดยสถิติถดถอยพหุคูณ ทำให้ทราบว่าความต้องการวัคซีนเพิ่มขึ้น 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้จังหวัดได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 เข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 เพิ่มขึ้น 0.278 , 0.362 และ 0.401 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และความเชื่อมั่นวัคซีนไม่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อการได้รับวัคซีนทั้ง 3 เข็ม นอกจากนี้ยังพบว่าพื้นที่เป็นตัวแปรสำคัญ โดยในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีการได้รับวัคซีนทั้ง 3 เข็มน้อยกว่ากรุงเทพมหานคร โดยพื้นที่ที่มีความต้องการวัคซีนและการได้รับวัคซีนสูงที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร แต่ในส่วนความเชื่อมั่นวัคซีนสูงที่สุด คือ พื้นที่ภาคใต้ แต่พบว่าในพื้นที่มีการได้รับวัคซีนต่ำ โดยผลจากการศึกษานี้ใช้เพื่อเป็นข้อเสนอแนะแนวทางการบริหารของภาครัฐเพื่อการได้รับวัคซีนของประชาชนในการรับมือโรคโควิด-19 ได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงในแต่ละพื้นที่


Power Dynamics In Environmental Policy: A Case Of The Pasig River Rehabilitation Commission's Dissolution, Maria Michaela Jazmines Jan 2023

Power Dynamics In Environmental Policy: A Case Of The Pasig River Rehabilitation Commission's Dissolution, Maria Michaela Jazmines

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Pasig River is located at the heart of Metro Manila and has been vital for trade, transportation, and livelihood. However, it became one of the most polluting rivers in the world due to rapid industrialization. The Pasig River Rehabilitation Commission (PRRC) was established in 1999 to address this issue. The creation of the PRRC emphasized the state’s mandate to protect the right of the people to have a balanced ecology. However, the PRRC was dissolved in 2019 by former President Rodrigo Duterte stating that the river is “uncleanable.” Interestingly, the Pasig River Expressway was approved shortly after, suggesting an …


Balancing Matters?Re-Visiting Security-Development Nexusand Its Operation On ‘Secure And Prosperous’ National Goals Thailand 2014-2024, Thiraphon Singlor Jan 2023

Balancing Matters?Re-Visiting Security-Development Nexusand Its Operation On ‘Secure And Prosperous’ National Goals Thailand 2014-2024, Thiraphon Singlor

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The main objective of this thesis is to assess the significance of the security-development nexus for Thailand and explore the necessity of achieving balance within it. Through qualitative document analysis, the study addresses two research questions—the operations and implications of the nexus for the country’s security and prosperity. It assesses the theory of ‘balance’ across Thailand’s national-level policies, encompassing the 20-Year National Strategy and its overarching national goals of Security, Prosperity, and Sustainability, as well as the National Economic and Social Development Policy and Plan, National Security Policy and Plan, and Defense Policy. Findings reveal that Thailand’s security and development …


The Impact Of English On Experiencing Othering: A Case Study Of Chulalongkorn University Students, Alejandro Soria Higuera Jan 2023

The Impact Of English On Experiencing Othering: A Case Study Of Chulalongkorn University Students, Alejandro Soria Higuera

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

International programs in Thailand possess distinctive characteristics as nearly all students are Thai nationals who have met the standard English proficiency requirements. Instruction is entirely in English, and these programs are situated within universities where the majority of students are enrolled in Thai-language programs. Additionally, Thai faculty and staff contribute to the necessity of using the Thai language for social interactions outside the classroom. This complexity surrounding international program students in Thailand has led to the purpose of this research, which is to study the impact of English communication inside and outside the classroom on the path to acquiring competence …


การพัฒนาแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ปิยะนันทร์ จูรณสิริพงศ์ Jan 2023

การพัฒนาแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ปิยะนันทร์ จูรณสิริพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อศึกษาคุณภาพของแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อสร้างคู่มือการใช้งานสำหรับแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนในเขตพื้นที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกรุงเทพมหานคร และนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนสาธิตในกรุงเทพมหานคร จำนวน 60 คน ดำเนินการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาด้วยแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา และเครื่อง Back & Leg Dynamometer อย่างละครั้งในระยะเวลาห่างกัน 1 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความตรงตามเนื้อหา (Index of Congruence หรือ IOC) ค่าความเที่ยง (Reliability) ค่าความเป็นปรนัย (Objectivity) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นมีคุณภาพ โดยมีความตรง ความเที่ยง และความเป็นปรนัย 2) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลของแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา และเครื่อง Back & Leg Dynamometer มีความสัมพันธ์กันในทางบวกระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สรุปได้ว่า แบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นมีคุณภาพสามารถนำไปใช้วัดผลเพื่อทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นได้


การพัฒนาโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนโดยประยุกต์ใช้การเรียนรู้แบบเอนเซมเบิล, พิริยพงศ์ หริ่งรอด Jan 2023

การพัฒนาโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนโดยประยุกต์ใช้การเรียนรู้แบบเอนเซมเบิล, พิริยพงศ์ หริ่งรอด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ที่เรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม 2(1) ค31208 จำนวน 387 คน โดยใช้การเรียนรู้แบบเอนเซมเบิล ซึ่งใช้พฤติกรรมการเรียนในชั้นเรียนของนักเรียนเป็นตัวแปรทำนาย และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโมเดลในการจำแนกข้อมูล 5 วิธี ได้แก่ Elastic – net regularized generalized linear model (GLM), Random Forest (RF), Gradient Boosting with XGBoost (XGBoost), Artificial Neural Network (ANN) และการเรียนรู้แบบเอนเซมเบิลด้วยเทคนิค Stacking (stack) และ 2) พัฒนาแดชบอร์ดวิเคราะห์และทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการพิจารณาค่า F1 score, recall และ precision โดยผลจากการศึกษาพบว่าโมเดล RF และ XGBoost เป็นโมเดลที่มีค่าประสิทธิภาพสูงที่สุดใกล้เคียงกัน (F1 score = .904, recall = .891, และ precision = .920) นอกจากนี้ตัวแปรแทนคือสัดส่วนของคะแนนสอบย่อยเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนมากที่สุด (importance = 153.818) และสัดส่วนของการนำหนังสือเข้าชั้นเรียน เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนน้อยที่สุด (importance = 1.660) และ 2) ความพึงพอใจต่อการใช้แดชบอร์ดที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนได้แก่ ส่วนการวิเคราะห์เชิงพรรณนาส่วนการวิเคราะห์เชิงทำนาย และส่วนการวิเคราะห์เชิงวินิจฉัย ในภาพรวมนักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุดต่อการใช้งานแดชบอร์ด


การพัฒนาวิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา : การประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ, พิชชานันท์ มหันตกาสี Jan 2023

การพัฒนาวิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา : การประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ, พิชชานันท์ มหันตกาสี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาวิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ2) ประเมินคุณภาพวิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนคิชฌกูฏวิทยา ที่เรียนในรายวิชาดนตรีจำนวน 20 คน เครื่องมือวิจัย คือ 1) แบบประเมินเพื่อตรวจสอบการเรียนรู้ของตนเอง 2) แบบประเมินตนเองจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยเกณฑ์การให้คะแนนรูบริก 3) แบบสอบถามการเขียนข้อความสะท้อนคิด 4) แบบประเมินคุณภาพวิธีการประเมินตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ การวิเคราะห์คุณภาพด้านความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. วิธีการประเมินตนเองโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ คือ 1) การประเมินตนเองเพื่อตรวจสอบการเรียนรู้ของตนเองด้วยข้อคำถาม จำนวน 5 ข้อ 2) การประเมินตนเองจากการบันทึกวิดีโอด้วยเกณฑ์การให้คะแนน 3) แบบสอบถามการเขียนข้อความสะท้อนคิด และ 4) การบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ ผู้เรียนได้สะท้อนสิ่งที่ต้องการพัฒนาทักษะของตนเองผ่านวิธีการประเมินเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง ทำให้ผลที่ได้กลับมาจากการแก้ไขและปรับปรุงมีผลลัพธ์ไปในทิศทางที่ดีขึ้น ผลจากการใช้วิธีการประเมินตนเองทำให้นักเรียนมีพัฒนาการทางด้านทักษะที่เพิ่มขึ้น 2. วิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดย การประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับมีคุณภาพทุกด้านโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด การเปรียบเทียบคะแนนพัฒนาการทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าของนักเรียนจากการประเมินด้วยเกณฑ์การให้คะแนนรูบริกครั้งที่ 1 , 2 และ 3 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สันระหว่างการประเมินของนักเรียนกับผู้สอน พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวก มีค่าเท่ากับ .821 ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คะแนนการประเมินครั้งที่ 1 ระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการประเมินตนเองครั้งที่ 2, 3 ระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์, มัดหมี่ มณีปุระ Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์, มัดหมี่ มณีปุระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ วิธีดำเนินการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เป็นโรงเรียนที่มีเยาวชน จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยผ่านการวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหา และมีความเที่ยงของเครื่องมือจากการนำไปทดลองใช้และหาค่าความยากง่ายและอำนาจจำแนกของข้อสอบก่อนการทดลองใช้ โดยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ จำนวน 8 แผน และแบบทดสอบพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศ กลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศ หลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์สูงกว่าการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ


การพัฒนาแบบวัดสถานการณ์แบบออนไลน์สำหรับประเมินสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยประยุกต์ใช้แนวคิดความต่อเนื่องของการพัฒนาระหว่างวัฒนธรรม, พิสิษฐ บรรจง Jan 2023

การพัฒนาแบบวัดสถานการณ์แบบออนไลน์สำหรับประเมินสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยประยุกต์ใช้แนวคิดความต่อเนื่องของการพัฒนาระหว่างวัฒนธรรม, พิสิษฐ บรรจง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อพัฒนาแบบวัดสถานการณ์แบบออนไลน์สำหรับประเมินสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยประยุกต์ใช้แนวคิดความต่อเนื่องของการพัฒนาระหว่างวัฒนธรรม และ2. เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดที่สร้างขึ้น ตัวอย่างวิจัยคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 604 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบวัดสถานการณ์วัดสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมตามแนวคิดความต่อเนื่องของการพัฒนาระหว่างวัฒนธรรมรูปแบบออนไลน์โดยใช้เว็บไซต์ SurveyMonkey มีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน และการตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติ ประกอบด้วย หลักฐานความตรงด้านเนื้อหา หลักฐานความตรงด้านโครงสร้างภายในด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์โดยใช้โมเดลการให้คะแนนแบบลำดับขั้น และหลักฐานความตรงด้านความสัมพันธ์กับตัวแปรอื่น โดยใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน ซึ่งมีผลการวิจัยดังนี้ 1. แบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยข้อคำถามจำนวน 20 ข้อ ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหารายข้อ (I-CVI) เท่ากับ 1.00 และค่าความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในด้วยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ( α = 0.912) 2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ( χ2 = 142.072, df = 118, p = 0.065, GFI = 0.977, CFI = 0.998 SRMR = 0.024 และ RMSEA = 0.0184) เมื่อพิจารณาจากตาราง พบว่า ค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐาน (β) มีค่าเป็นบวก มีขนาดตั้งแต่ 0.497 ถึง 0.718 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกองค์ประกอบ 3. ผลการวิเคราะห์ โดยใช้โมเดลการให้คะแนนแบบลำดับขั้นพบว่า คำถามทุกข้อสอดคล้องกับกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยแต่ละข้อมีการกระจายของผลการตอบที่หลากหลายในแต่ละระดับสมรรถนะ ( β = -1.681 ถึง 1.651) เมื่อพิจารณาค่าเทรชโฮลด์พารามิเตอร์ทั้งหมด และค่าความชัน เป็นไปตามเกณฑ์ ( α = 1.222 ถึง 2.445) นั่นคือข้อคําถามมีความเหมาะสมและสามารถจำแนกสมรรถนะของผู้ตอบได้ในระดับดี …


การพัฒนาต้นแบบการส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง, นันทนา สาลี Jan 2023

การพัฒนาต้นแบบการส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง, นันทนา สาลี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.วิเคราะห์ประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียนรู้คณิตศาสตร์และความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ของผู้เรียน 2.ออกแบบต้นแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงที่ส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ 3.เปรียบเทียบความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงของกลุ่มทดลอง และเปรียบเทียบความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 4.ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสุขและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงของกลุ่มทดลอง ผู้วิจัยแบ่งขั้นตอนการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ การวิจัยระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ได้แก่ การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย (Empathize) และการระบุปัญหาของผู้เรียน (Define) ในระยะนี้ ผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยใช้แบบฟอร์มสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาของผู้เรียนเกี่ยวกับการเรียนคณิตศาสตร์มีหลายด้าน ได้แก่ 1) ด้านความเข้าใจเนื้อหาคณิตศาสตร์ 2) ด้านอุปสรรคในการเรียนคณิตศาสตร์อุปสรรคที่เกิดจากตัวผู้เรียน 3) ด้านการเห็นประโยชน์ของการเรียน 4) ด้านความรู้สึกที่เกิดขึ้นในระหว่างการเรียนคณิตศาสตร์ และ 5) ด้านความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ ในระยะที่ 2 ผู้วิจัยได้ผู้วิจัยทําการออกแบบต้นแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง ที่ส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้ในระยะที่ 1 กรอบแนวคิดได้รับการพัฒนาจากการระดมความคิดผ่านการสนทนากลุ่มโดยมีผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน คือ ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีประสบการณ์ในการสอนอย่างน้อย 3 ปี จำนวน 3 ท่าน นักจิตวิทยาการศึกษา และผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับนาโนเลิร์นนิง ตลอดจนสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้ได้ชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 15 ชุด ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งสิ้น 15 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที ระยะที่ 3 ขั้นทดสอบ (Test) ผู้วิจัยทำการทดสอบผลของการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง ที่มีต่อความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ของกลุ่มทดลอง กลุ่มตัวอย่างในระยะนี้เป็นผู้เรียนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในระยะนี้ ประกอบด้วย 1) ต้นแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง 2) แบบวัดความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ และ 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า ความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์หลังได้รับการการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงในกลุ่มทดลอง เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ …


ผลการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับการกำกับตนเองที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษา, รมิตา ชัยสุวรรณ Jan 2023

ผลการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับการกำกับตนเองที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษา, รมิตา ชัยสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่มควบคุม และ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองกับของนักเรียนกลุ่มควบคุม วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 52 คน และใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่มวิธีการสุ่มแบบง่าย โดยการจับฉลากแบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรีนยรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับการกำกับตนเอง 26 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับการกำกับตนเอง จำนวน 8 แผน และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และแบบวัดความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้า มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.70, 0.53, 0.65, 0.70 และ 0.74 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนน ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานของอาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สุวิจักขณ์ พานิชรักษาพงศ์ Jan 2023

การศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานของอาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สุวิจักขณ์ พานิชรักษาพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาภาวะหมดไฟของอาจารย์ดนตรีในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของอาจารย์ดนตรีในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้ระเบียบวิจัยผสมวิธี ขั้นแรกได้สำรวจข้อมูลจากอาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 87 คน โดยใช้แบบสอบถามเพื่อศึกษาลักษณะงานและภาวะหมดไฟ นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน และจากนั้นสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 9 คน เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับคะแนนภาวะหมดไฟที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า 1) อาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีความเสี่ยงต่อการหมดไฟในการทำงาน สามารถจำแนกลักษณะอาการของภาวะหมดไฟของผู้ให้ข้อมูล แบ่งเป็น 5 ลักษณะ คือ ผู้ที่พลังในการทำงาน (N = 64, 73.6%) ผู้ที่มีอาการภาวะหมดไฟด้านใดด้านหนึ่ง ได้แก่ ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ (N = 7, 8%) ผู้ ด้านการหลีกเลี่ยงผู้คน (N = 4, 4.6%) ด้านการลดค่าความสำเร็จส่วนบุคคล (N = 4, 4.6%) ผู้ที่มีภาวะหมดไฟสองด้านร่วมกัน ได้แก่ ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์และด้านการหลีกเลี่ยงผู้คน (N = 8 = 9.2%) และไม่พบผู้ที่มีภาวะหมดไฟสามด้าน 2) ด้านปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะหมดไฟ พบว่า ปัจจัยสถานะส่วนบุคคลที่มีผลต่อภาวะหมดไฟ ได้แก่ ช่วงอายุ สถานภาพสมรส รายได้ต่อเดือน อายุงาน ตำแหน่งทางวิชาการ ความเชี่ยวชาญกับวิชาที่สอน และด้านปัจจัยในการทำงาน 6 ด้าน ได้แก่ ภาระงาน การควบคุม สิ่งตอบแทน สังคมในการทำงาน ความเป็นธรรม และค่านิยม ปัจจัยในการทำงานดังกล่าวมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันต่อการเกิดภาวะหมดไฟด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ และด้านการหลีกเลี่ยงผู้คนอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจัยการควบคุมส่งผลมากที่สุดด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ (R2 = .24, p < 0.001) และปัจจัยภาระงานส่งผลมากที่สุดด้านการหลีกเลี่ยงผู้คน (R2 = .13, p < 0.001)


การพัฒนาต้นแบบศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย, ธีรวัฒน์ อั้นเต้ง Jan 2023

การพัฒนาต้นแบบศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย, ธีรวัฒน์ อั้นเต้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย และพัฒนาต้นแบบและกลไกการบริหารจัดการศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 545 คน แบ่งออกเป็น 1) การสอบถาม มีความคลาดเคลื่อนจากการสุ่ม 5% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% กับ อาจารย์ และนิสิต ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 536 คน ประกอบด้วย อาจารย์ จำนวน 38 คน และนิสิต จำนวน 498 คน 2) การสัมภาษณ์ ผู้บริหาร จำนวน 9 คน 3) การประเมินแบบประเมินร่างต้นแบบและกลไกการบริหารจัดการฯ จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม เทคนิควงล้ออนาคต แบบประเมินร่างต้นแบบและกลไกการบริหารจัดการฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาต้นแบบศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย 1) สภาพปัจจุบันของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) คุณลักษณะบัณฑิตครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) หลักสูตรการเรียนการสอนของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 4) การพัฒนานิสิตนักศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 5) กลไกการบริหารจัดการฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 6) แนวทางปฏิบัติที่ดีของศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. พัฒนาต้นแบบและกลไกการบริหารจัดการฯ 1) มีการบริหารจัดการศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 2) มีการจัดโครงสร้างการบริหารงานตามที่ต้นสังกัดกำหนด แต่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานบ่อยครั้ง โดยการจัดโครงสร้างการบริหารงานมีการสร้างมีความรัก ความศรัทธา และความภาคภูมิใจในอาชีพครู มีการเตรียมความพร้อมในการสอนก่อนที่จะทำการสอน มีการประเมินผลและวัดผล มีการสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นครู และการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นครู 3. ต้นแบบและกลไกการบริหารจัดการฯ ประกอบด้วย 8 วงล้อ 21 กลไก ได้แก่ วงล้อที่หนึ่ง 2 …


ผลของการฝึกแบบผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญาต่อความสามารถการควบคุมความตั้งใจและปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟของนักกีฬาอีสปอร์ตชาย, เตชิต เลิศเอนกวัฒนา Jan 2023

ผลของการฝึกแบบผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญาต่อความสามารถการควบคุมความตั้งใจและปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟของนักกีฬาอีสปอร์ตชาย, เตชิต เลิศเอนกวัฒนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความตั้งใจเป็นทักษะที่สำคัญในการเล่นกีฬาอีสปอร์ตโดยส่งผลต่อการตัดสินใจ เวลาปฏิกิริยา และทักษะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนถึงความสามารถในการเล่นเกมโดยรวม จึงเป็นไปได้ว่าการพัฒนาความสามารถด้านความตั้งใจอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเล่นกีฬาอีสปอร์ตได้การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งศึกษาลักษณะความสามารถความตั้งใจในกีฬาอีสปอร์ต โดยแบ่งเป็นสองการศึกษา ดังนี้การศึกษาที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถความตั้งใจระหว่างนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพและผู้เล่นอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัย โดยทำการทดสอบความสามารถด้านความตั้งใจในนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพ 8 คนและผู้เล่นอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัย 8 คนจากนักกีฬาอีสปอร์ตประเภทโมบา(MOBA) โดยใช้การทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ ทดสอบการค้นหาด้วยสายตา และการตอบสนองต่อสัญญาณไฟปฏิกิริยา ผลการทดลองพบว่ากลุ่มนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพมีอัตราการตอบสนองถูกต้องสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ (p = .033) และมีเวลาปฏิกิริยาตอบสนองเร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการทดสอบการค้นหาด้วยสายตา (p = .002) ในส่วนของการทดสอบตอบสนองต่อสัญญาณไฟปฏิกิริยาไม่พบว่ามีความแตกต่างกันการศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของการฝึกแบบผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญาต่อความสามารถด้านความตั้งใจและปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟ โดยทำการทดลองในนักกีฬาอีสปอร์ตที่ผ่านการแข่งขันในรายการ CU Open จำนวน 32 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มฝึกผสมผสานการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญา (Physical-Cognitive Exercise ;PCE) กลุ่มฝึกออกกำลังกาย (Physical Exercise; PE),กลุ่มฝึกพุทธิปัญญา (Cognitive Exercise (CE),และกลุ่มควบคุม (C). โดยทำการฝึก 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทำการทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ การค้นหาด้วยสายตา การตอบสนองต่อสัญญาณไฟปฏิกิริยา และวัดปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟ ก่อนการทดลอง หลังการฝึกครั้งแรก และหลังการฝึก 4 สัปดาห์ ผลฉับพลันจากการฝึกพบว่า กลุ่ม PE และ CE มีอัตราการตอบสนองถูกต้องสูงกว่ากลุ่ม PCE และกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .017, = .020 และ p < .001, < .001 ตามลำดับ) ในการทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ และกลุ่ม CE มีเวลาปฏิกิริยาในการตอบสนองเร็วกว่ากลุ่มอื่นๆอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .004) ในการทดสอบการค้นหาด้วยสายตา หลังการฝึก 4 สัปดาห์ กลุ่ม PCE PE และ CE มีอัตราการตอบสนองถูกต้องสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .028, .008, < .001 ตามลำดับ) ในการทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ และกลุ่ม PCE และ PE มีอัตราการตอบสนองถูกต้องมากกว่ากลุ่ม CE อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .021, .003 ตามลำดับ) ในการทดสอบการค้นหาด้วยสายตา แต่มีเวลาปฏิกิริยาในการตอบสนองที่ช้ากว่ากลุ่ม CE (p = .003, .004) ในส่วนของปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟ หลังการฝึกครั้งแรกพบว่ากลุ่ม PE มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .004) และหลังการฝึก 4 สัปดาห์พบว่ากลุ่ม PCE และ PE มีปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .004, .024 ตามลำดับ)จากผลการทดลองพบว่านักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพมีความสามารถความตั้งใจที่สูงกว่านักกีฬาอีสปอร์ตในระดับสมัครเล่น โดยการฝึกแบบผสมผสานการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญาสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความตั้งใจของนักกีฬาอีสปอร์ตในระดับสมัครเล่นได้ จึงอาจใช้เป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาความสามารถความตั้งใจ และอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการเล่นและแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตได้ทางหนึ่ง


Effects Of Cordyceps Sinensis Supplementation Combined With Repeated Sprint Training In Hypoxia On Markers Of Oxidative Stress And Physical Performance In Female Soccer, Siraphatthra Thongsawang Jan 2023

Effects Of Cordyceps Sinensis Supplementation Combined With Repeated Sprint Training In Hypoxia On Markers Of Oxidative Stress And Physical Performance In Female Soccer, Siraphatthra Thongsawang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to evaluate the impact of Cordyceps sinensis (C) supplementation on hematological variables, markers of oxidative stress, nitric oxide (NO) production, aerobic performance, and repeated sprint ability induced by repeated sprint (RS) training in hypoxia (RSH) versus in normoxia (RSN) in female soccer players. Thirty-nine female soccer players (mean age 20.82+/-1.65 year; BMI 22.80+/-3.57 kg/m2; VO2max 38.69+/-3.93 ml/min/kg) were randomly allocated to a RSH with either C supplementation (RSH-C, n=11) or placebo (RSH-P, n=11) group and RSN with C supplementation (RSN-C, n=8) or placebo (RSH-P, n=9) groups. While the RSH groups performed a 4-week of RS training (3 …


ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกแบบขาทีละข้างที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชายหาดชาย, ชัยวัฒน์ ศุจินราธร Jan 2023

ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกแบบขาทีละข้างที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชายหาดชาย, ชัยวัฒน์ ศุจินราธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกพลัยโอเมตริกแบบขาทีละข้างกับการฝึกพลัยโอเมตริกแบบสองขาที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชายหาดชาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลชายหาดระดับสโมสรสมัครเล่น เพศชาย อายุ 18-35 ปี จำนวน 24 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน ได้แก่ กลุ่มทดลองที่ 1 ทำการฝึกพลัยโอเมตริกแบบขาทีละข้าง กลุ่มทดลองที่ 2 ทำการฝึกพลัยโอเมตริกแบบสองขา โดยทำการฝึกเป็นระยะเวลาทั้งหมด 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน ก่อนและหลังการฝึกทำการทดสอบพลังของกล้ามเนื้อ ดัชนีความแข็งแรงแบบปฏิกิริยาตอบสนอง ความสามารถในการทรงตัว ความคล่องแคล่วว่องไว และความเร็วระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ทำการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนนเบี่ยงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบภายในกลุ่มโดยใช้สถิติ Paired Samples t-test และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ Independent Samples t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 พบว่า กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 มีพลังสูงสุดทั้งแบบสองขา ขาข้างที่ถนัด และขาข้างที่ไม่ถนัด ความสามารถในการทรงตัว ความคล่องแคล่วว่องไว และความเร็วระยะ 5 เมตรและ 10 เมตร แตกต่างจากก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนความเร็วของบาร์เบลสูงสุดของขาข้างเดียวที่ถนัดและข้างไม่ถนัดของกลุ่มทดลองที่ 1 แตกต่างจากก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังการฝึกของความสูงในการกระโดดแบบขาข้างเดียวที่ไม่ถนัดเฉพาะในกลุ่มทดลองที่ 1 และแรงปฏิกิริยาจากพื้นในแนวดิ่งสูงสุดขาข้างเดียวที่ไม่ถนัดและความสูงในการกระโดดแบบสองขาเฉพาะในกลุ่มทดลองที่ 2 2) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังการฝึก พบว่ากลุ่มทดลองที่ 1 มีพลังสูงสุด ขาข้างเดียวที่ถนัด ความเร็วของบาร์เบลสูงสุด ขาข้างเดียวที่ถนัดและข้างไม่ถนัด และความสูงในการกระโดดของขาข้างเดียวที่ถนัดและข้างไม่ถนัด มากกว่ากลุ่มทดลองที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05สรุปได้ว่า การฝึกพลัยโอเมตริกแบบขาทีละข้างและการฝึกพลัยโอเมตริกแบบฝึกสองขา สามารถพัฒนาพลังของกล้ามเนื้อ การทรงตัว ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถในการเร่งความเร็วได้ ทั้งนี้การฝึกพลัยโอเมตริกแบบขาทีละข้างเหมาะสำหรับการพัฒนาสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาข้างเดียวโดยเฉพาะการเคลื่อนไหวทางการกีฬาที่เน้นการใช้รยางค์เดียวของร่างกายเป็นหลัก ขณะที่หากต้องการพัฒนาสมรรถภาพของกล้ามเนื้อเมื่อต้องเคลื่อนที่แบบสองขาก็ควรฝึกให้มีความเฉพาะเจาะจงแบบการฝึกทั้งสองข้างพร้อมกัน


ผลของการฝึกเชิงซ้อนแบบขาข้างเดียวที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตซอลชาย, ดุรงค์กร ธุวพิรุฬห์ Jan 2023

ผลของการฝึกเชิงซ้อนแบบขาข้างเดียวที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตซอลชาย, ดุรงค์กร ธุวพิรุฬห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระหว่างการฝึกเชิงซ้อนแบบใช้ขาข้างเดียวกับการฝึกเชิงซ้อนแบบใช้ขาสองข้างที่มีผลต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาในกีฬาฟุตซอลชาย วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักกีฬาฟุตซอลเพศชาย อายุระหว่าง 18–25 ปี จำนวน 20 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน คือ กลุ่มที่ 1 ฝึกเชิงซ้อนแบบใช้ขาข้างเดียว กลุ่มที่ 2 ฝึกเชิงซ้อนแบบใช้ขาสองข้างทำการฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ระยะเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนการฝึกและหลังการฝึก ทดสอบพลังสูงสุด ความเร็วสูงสุด ดัชนีปฏิกิริยาความแข็งแรง แรงหดตัวสูงสุดกล้ามเนื้อ Knee Extensor แรงหดตัวสูงสุดกล้ามเนื้อ Knee Flexor ความเร็วระยะ 5 และ 10 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว และการทรงตัว หลังการฝึกนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที (Pair samples t-test) ก่อนและหลังการฝึกภายในกลุ่ม และค่าที (Independent samples t-test) ก่อนและหลังการฝึกระหว่างกลุ่ม กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05ผลการวิจัย หลังการฝึก 6 สัปดาห์ นักกีฬาฟุตซอลทั้งสองกลุ่มมีพลังสูงสุด ความเร็วสูงสุด ดัชนีปฏิกิริยาความแข็งแรง แรงหดตัวสูงสุดกล้ามเนื้อ Knee Extensor แรงหดตัวสูงสุดกล้ามเนื้อ Knee Flexor ความเร็วระยะ 5 และ 10 เมตร และการทรงตัว เพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึก และยังพบว่ากลุ่มฝึกเชิงซ้อนแบบใช้ขาข้างเดียวมีค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไวเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของทุกตัวแปรระหว่างกลุ่มภายหลังการฝึก 6 สัปดาห์สรุปผลการวิจัย โปรแกรมการฝึกเชิงซ้อนแบบใช้ขาข้างเดียวและแบบใช้ขาสองข้างเป็นรูปแบบที่ช่วยพัฒนาความแข็งแรงและพลังของกล้ามเนื้อ ความเร็ว คล่องแคล่วว่องไว และการทรงตัวได้ใกล้เคียงกันแต่โปรแกรมการฝึกเชิงซ้อนแบบใช้ขาข้างเดียว ช่วยพัฒนาพลังสูงสุด ความเร็วสูงสุด ของกล้ามเนื้อขาข้างที่ไม่ถนัดและความคล่องแคล่วว่องไวได้ดีกว่า ดังนั้นจึงสามารถนำการฝึกนี้ไปประยุกต์เพื่อพัฒนาสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาในกีฬาฟุตซอลได้


ผลของการวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกที่มีต่อพลัง ความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไว ในนักกีฬาฟุตบอลชาย, รมัณยา ปัตตะพงศ์ Jan 2023

ผลของการวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกที่มีต่อพลัง ความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไว ในนักกีฬาฟุตบอลชาย, รมัณยา ปัตตะพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลจากการเปลี่ยนแปลงของพลัง ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไวหลังจากการได้รับการวอร์มอัพด้วยวิธีเน้นความหนักแบบเอกเซนตริก ในนักกีฬาฟุตบอลชาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลชาย อายุ 20.42±1.83 ปี จำนวน 12 คน ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนจะได้รับการวอร์มอัพ 3 รูปแบบ คือ 1) การวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริก 2) การวอร์มอัพแบบดัดแปลงจากฟีฟ่า อีเลฟเว่น พลัส ระดับ 2 และ 3) การวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหว ด้วยวิธีถ่วงดุลลำดับ ทำการทดลองสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หลังจากได้รับการวอร์มอัพทำการทดสอบพลังสูงสุด ความเร็วสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด เวลาสปริ้นท์ระยะ 10 และ 20 เมตร และความคล่องแคล่วว่องไว วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way repeated measures ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของ Bonferroni กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05ผลการวิจัยพบว่า พลังสูงสุด (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.84) ความเร็วสูงสุด (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.65) เวลาสปริ้นท์ระยะ 10 เมตร (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.60) เวลาสปริ้นท์ระยะ 20 เมตร (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.57) และความคล่องแคล่วว่องไว (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.84) แตกต่างกันระหว่างการวอร์มอัพและค่าเริ่มต้น เมื่อเปรียบเทียบรายคู่พบว่า การวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกสามารถพัฒนาพลังสูงสุด เวลาสปริ้นท์ระยะ 20 เมตร และความคล่องแคล่วว่องไวได้ดีกว่าการวอร์มอัพแบบดัดแปลงจากฟีฟ่า อีเลฟเว่น พลัส ระดับ 2 การวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหว และค่าเริ่มต้น การวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกสามารถพัฒนาความเร็วสูงสุด และเวลาสปริ้นท์ระยะ 10 เมตร ได้ดีกว่าการวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหวและค่าเริ่มต้น การวอร์มอัพแบบดัดแปลงจากฟีฟ่า อีเลฟเว่น พลัส ระดับ 2 สามารถพัฒนาพลังสูงสุด และเวลาสปริ้นท์ระยะ 20 เมตร ได้ดีกว่าการวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหวและค่าเริ่มต้น และการวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหวสามารถพัฒนาพลังสูงสุด ความเร็วสูงสุด เวลาสปริ้นท์ระยะ 10 และ 20 เมตร และความคล่องแคล่วว่องไวได้ดีกว่าค่าเริ่มต้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ไม่พบความแตกต่างของแรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุดระหว่างการวอร์มอัพ สรุปผลการวิจัย จากผลการวิจัยครั้งนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าการวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มพลัง ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไว โดยใช้เทคนิคโพสแอคทิเวชั่น โพเทนทิเอชั่น ในระหว่างการวอร์มอัพ ดังนั้นจึงควรแนะนำให้ผู้ฝึกสอนและนักกีฬานำการวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกไปใช้เพื่อเพิ่มพลัง ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฟุตบอล


ผลของการฝึกเชิงซ้อนด้วยการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและความสามารถในการวิ่งของนักกีฬาฟุตซอล, ขวัญไท สิทธิพันธุ์ Jan 2023

ผลของการฝึกเชิงซ้อนด้วยการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและความสามารถในการวิ่งของนักกีฬาฟุตซอล, ขวัญไท สิทธิพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกด้วยแรงต้าน การฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำและการฝึกเชิงซ้อนด้วยแรงต้านควบคู่กับการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำที่ส่งผลต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและความสามารถในการวิ่งของนักกีฬาฟุตซอลวิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักกีฬาฟุตซอลเพศชาย อายุระหว่าง 18–25 ปี จำนวน 36 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน คือ กลุ่มที่ 1 ฝึกด้วยแรงต้าน กลุ่มที่ 2 ฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำ และกลุ่มที่ 3 ฝึกเชิงซ้อนด้วยแรงต้านควบคู่กับการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำ โดยทั้งสามกลุ่มทำการฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนการฝึก และหลังการฝึกที่ 4 และ 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบท่าการทดสอบตัวแปรด้าน สรีรวิทยาทั่วไป ความแข็งแรงและพลังของกล้ามเนื้อขา ความคล่องแคล่วว่องไว ความเร็วในการวิ่ง และความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างก่อน และหลังการฝึก ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way Repeated ANOVA) กำหนดความมีนัยสำคัญที่ระดับ .05ผลการวิจัย หลังการฝึก 4 สัปดาห์ นักกีฬาฟุตซอลทั้ง 3 กลุ่ม มีค่าเฉลี่ยความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึก และกลุ่มฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำพบค่าเฉลี่ยพลังของกล้ามเนื้อขาเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่า ภายหลังการฝึก 6 สัปดาห์ กลุ่มฝึกด้วยแรงต้านมีค่าเฉลี่ยความแข็งแรงและพลังของกล้ามเนื้อขา และความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึก กลุ่มฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำมีค่าเฉลี่ยพลังของกล้ามเนื้อขาและความคล่องแคล่วว่องไวเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึก กลุ่มฝึกเชิงซ้อนด้วยแรงต้านควบคู่กับการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำมีค่าเฉลี่ยความแข็งแรง พลังของกล้ามเนื้อขา ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05สรุปผลการวิจัย โปรแกรมการฝึกเชิงซ้อนด้วยแรงต้านควบคู่กับการฝึกวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำเป็นรูปแบบที่ช่วยพัฒนาความแข็งแรงและพลังของกล้ามเนื้อขา ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถในการวิ่งระยะสั้นแบบซ้ำ จึงเป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและความสามารถในการวิ่งในนักกีฬาฟุตซอลได้


ผลของการฝึกสปริ๊นท์หลายทิศทางแบบมีแรงต้านที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบไม่ใช้ออกซิเจนในนักกีฬาเทนนิสชายระดับเยาวชน, คงทรัพย์ คงคา Jan 2023

ผลของการฝึกสปริ๊นท์หลายทิศทางแบบมีแรงต้านที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบไม่ใช้ออกซิเจนในนักกีฬาเทนนิสชายระดับเยาวชน, คงทรัพย์ คงคา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาผลของการฝึกสปริ๊นท์หลายทิศทางแบบมีแรงต้านที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบไม่ใช้ออกซิเจนในนักกีฬาเทนนิสชายระดับเยาวชน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาเทนนิสชายระดับเยาวชน อายุ 14-16 ปี จำนวน 20 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละ 10 คน ด้วยวิธีการจับคู่จากความแข็งแรงสัมพัทธ์ในท่า Leg press โดยกลุ่มควบคุมฝึกสปริ๊นท์หลายทิศทาง และกลุ่มทดลองฝึกสปริ๊นท์หลายทิศทางแบบมีแรงต้าน ฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบความแข็งแรงสัมพัทธ์ พลังกล้ามเนื้อ ความเร็วระยะ 5 และ 10 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว พลังสูงสุดแบบไม่ใช้ออกซิเจน และดัชนีความเมื่อยล้า ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแตกต่างภายในกลุ่มด้วยสถิติ Paired sample t-test ระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Independent sample t-test ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ กำหนดระดับความมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05ผลการวิจัยพบว่าหลังการฝึก 6 สัปดาห์ กลุ่มทดลองสามารถพัฒนาความแข็งแรงสัมพัทธ์ พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และเวลาความเร็วระยะ 5 และ 10 เมตร ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มทดลองสามารถพัฒนาความแข็งแรงสัมพัทธ์ และความคล่องแคล่วว่องไวมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05สรุปผลการวิจัยจากผลการวิจัยการฝึกสปริ๊นท์หลายทิศทางแบบมีแรงต้านสามารถช่วยพัฒนาความแข็งแรงสัมพัทธ์ ความคล่องแคล่วว่องไว ความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ และสามารถนำไปประยุกต์ในการฝึกเพื่อเพิ่มสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาเทนนิสชายระดับเยาวชนได้


ผลฉับพลันของการยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทกล้ามเนื้อรูปแบบดีทูเอ็กซ์เทนด์ การยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนที่ และการยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่นิ่ง ต่อองศาการเคลื่อนไหวของไหล่และความเร็วในการขว้างบอลในนักกีฬาซอฟต์บอลระดับมหาวิทยาลัย, สโรชา ใจรักดี Jan 2023

ผลฉับพลันของการยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทกล้ามเนื้อรูปแบบดีทูเอ็กซ์เทนด์ การยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนที่ และการยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่นิ่ง ต่อองศาการเคลื่อนไหวของไหล่และความเร็วในการขว้างบอลในนักกีฬาซอฟต์บอลระดับมหาวิทยาลัย, สโรชา ใจรักดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฉับพลันของการยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทกล้ามเนื้อ รูปแบบดีทูเอ็กซ์เทนด์ การยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนที่ และการยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่นิ่ง ต่อองศาการเคลื่อนไหวของไหล่และความเร็วในการขว้างบอลในนักกีฬาซอฟต์บอลระดับมหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาซอฟต์บอลระดับมหาวิทยาลัยเพศชาย อายุระหว่าง 18 – 24 ปี จากชมรมซอฟต์บอลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 15 คน โดยทุกคนได้รับการยืดกล้ามเนื้อ 3 รูปแบบ ได้แก่ การยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่นิ่ง การยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนที่ และการยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทกล้ามเนื้อ ในรูปแบบดีทูเอ็กซ์เทนด์ เว้นระยะระหว่างการยืดแต่ละรูปแบบ 1 สัปดาห์ ซึ่งก่อนและหลังการยืดกล้ามเนื้อแต่ละรูปแบบนั้น ผู้เข้าร่วมวิจัยจะได้รับการทดสอบประสิทธิภาพในการขว้างบอล ได้แก่ องศาการเคลื่อนไหว ความเร็วเชิงมุม และความเร่งเชิงมุมของรยางค์แขน และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการยืดกล้ามเนื้อแบบรายคู่ และเปรียบเทียบผลระหว่างรูปแบบการยืดกล้ามเนื้อ กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05ผลการวิจัยพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติขององศาการเคลื่อนไหวของไหล่ในทิศทางการหุบแขน และการหมุนแขน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทกล้ามเนื้อ และพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของความเร็วเชิงมุมของไหล่ในทิศทางยกแขน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่นิ่ง ขณะที่ความเร่งเชิงมุมไม่มีความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการยืดกล้ามเนื้อสรุปผลการวิจัย การยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทกล้ามเนื้อสามารถส่งผลต่อองศาการเคลื่อนไหวของข้อต่อมากกว่าการยืดกล้ามเนื้อแบบอยู่นิ่ง และการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนที่ ขณะที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความเร็วเชิงมุม และความเร่งเชิงมุมของข้อต่อ ทำให้ยังสามารถขว้างบอล และแสดงทักษะทางการกีฬาได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบบาร์ต่อความอดทนและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและรยางค์ส่วนล่างในพนักงานสำนักงานหญิงที่มีภาวะเนือยนิ่ง, อาภา พหลกาญจน์ Jan 2023

ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบบาร์ต่อความอดทนและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและรยางค์ส่วนล่างในพนักงานสำนักงานหญิงที่มีภาวะเนือยนิ่ง, อาภา พหลกาญจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบบาร์ต่อความอดทนและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและรยางค์ส่วนล่างในพนักงานสำนักงานหญิงที่มีภาวะเนือยนิ่งวิธีดำเนินการวิจัย ในงานวิจัยนี้กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นพนักงานสำนักงานหญิงของบริษัทเอกชน เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 30 คน แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มควบคุมที่ดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติไม่ได้รับการฝึกใดๆจำนวน 15 คน และกลุ่มทดลองที่มีการฝึกออกกำลังแบบบาร์ 60นาที/ครั้ง 3ครั้ง/สัปดาห์ จำนวน 24 ครั้งใน 8 สัปดาห์ จำนวน 15 คน ผู้วิจัยทำการทดสอบตัวแปรด้านความอดทนและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์ล่างและกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวก่อนและหลังการทดลอง และนำค่าที่ได้มาวิเคราะห์ผลทางสถิติโดยใช้การทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้ค่าทีแบบอิสระและเปรียบเทียบข้อมูลความแตกต่างภายในกลุ่มโดยการใช้การทดสอบค่าทีแบบรายคู่ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ P


ผลฉับพลันของการนวดทุยหนาที่ใช้ระยะเวลาต่างกันต่ออาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมในพนักงานสำนักงาน, ธีรา อารีย์ Jan 2023

ผลฉับพลันของการนวดทุยหนาที่ใช้ระยะเวลาต่างกันต่ออาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมในพนักงานสำนักงาน, ธีรา อารีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลฉับพลันของการนวดทุยหนาที่ใช้ระยะเวลาต่างกันที่มีต่ออาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อและองศาการเคลื่อนไหวของคอจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมในพนักงานสำนักงาน กลุ่มตัวอย่างพนักงานสำนักงานทั้งชายและหญิง มีอายุระหว่าง 25-45 ปี ที่มีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า และไหล่ จากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม จำนวน 64 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 32 คน ได้รับการนวดทุยหนาทั้งหมด 2 เงื่อนไข กลุ่มที่จับฉลากได้รับเงื่อนไขที่ 1 นวดทุยหนา 10 นาที ตามด้วยเงื่อนไขที่ 2 นวดทุยหนา 20 นาที ส่วนกลุ่มที่จับฉลากได้รับเงื่อนไขที่ 2 นวดทุยหนา 20 นาที ตามด้วยเงื่อนไขที่ 1 นวดทุยหนา 10 นาที เป็นการวิจัยแบบไขว้ (Cross-Over Design) พักระหว่างเงื่อนไข 7 วัน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเจ็บปวด (Numerical Rating Scale; NRS) แบบการวัดระดับกั้นความรู้สึกเจ็บปวดด้วยแรงกด (Pressure Pain Threshold; PPT) บริเวณกล้ามเนื้ออัพเพอะทราพิเซียสทั้งซ้ายและขวา และแบบการวัดองศาการเคลื่อนไหวของคอ (Cervical Rang of Motion; CROM) ในท่าก้มคอ เงยคอ หันคอไปด้านซ้าย หันคอไปด้านขวา เอียงคอไปด้านซ้าย และเอียงคอไปด้านขวา นำผลที่ได้มาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบก่อนและหลังแต่ละเงื่อนไข และระหว่างเงื่อนไข โดยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired sample t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05ผลการวิจัยพบว่าผลฉับพลันของการนวดทุยหนาที่ใช้ระยะเวลาต่างกันต่ออาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมในพนักงานสำนักงาน เมื่อเปรียบเทียบการนวดทุยหนาก่อนและหลังการทดลองทั้ง 2 เงื่อนไข พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ย NRS ลดลง ค่าเฉลี่ย PPT และค่าเฉลี่ย CROM เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ยกเว้นท่าเงยคอที่ใช้การนวดทุยหนา 10 นาที ไม่แตกต่างกัน …


ผลของการกลั้วปากด้วยคาเฟอีนต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ความคล่องแคล่วว่องไวและทักษะเฉพาะกีฬาฟุตซอลในนักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชาย, ชาว ทิพย์บรรพต Jan 2023

ผลของการกลั้วปากด้วยคาเฟอีนต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ความคล่องแคล่วว่องไวและทักษะเฉพาะกีฬาฟุตซอลในนักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชาย, ชาว ทิพย์บรรพต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการกลั้วปากด้วยคาเฟอีนต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ความคล่องแคล่วว่องไวและทักษะเฉพาะกีฬาฟุตซอลในนักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชายและเพื่อเปรียบเทียบผลของการกลั้วปากด้วยคาเฟอีนในความเข้มข้นที่แตกต่างกันต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ความคล่องแคล่วว่องไว และทักษะเฉพาะกีฬาฟุตซอลในนักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชาย กลุ่มตัวอย่างคือ นักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชาย เพศชาย ที่มีประสบการณ์การเล่นกีฬาฟุตซอล อายุระหว่าง 24 ถึง 30 ปี จำนวน 8 คน การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบไขว้ อำพรางฝ่ายเดียวและสุ่มลำดับ กลุ่มตัวอย่างจะได้รับการสุ่มรูปแบบการทดลอง ซึ่งมีทั้งหมด 4 รูปแบบ คือ กลั้วปากด้วยน้ำเปล่า (WAT), กลั้วปากด้วยเครื่องดื่มหลอก (PLA) โดยจะใช้กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน, กลั้วปากด้วยกาแฟที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนปริมาณ 2.4% (CAF2.4%) และกลั้วปากด้วยกาแฟที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนปริมาณ 3% (CAF3%) กลุ่มตัวอย่างทำการกลั้วปากด้วยสารละลายแต่ละรูปแบบปริมาณ 25 มิลลิลิตร จำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 10 วินาที ในช่วงก่อนการทดสอบ 30 นาทีและในช่วงก่อนเริ่มการทดสอบทันที กลุ่มตัวอย่างจะต้องเข้ารับการทดสอบให้ครบทั้ง 4 รูปแบบ หลังจากนั้น กลุ่มตัวอย่างดำเนินการทดสอบปฏิกิริยาตอบสนอง พลังกล้ามเนื้อขา ทักษะเฉพาะกีฬา ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถสูงสุดแบบแอนแอโรบิก และการวิ่งซ้ำ วิเคราะห์ผลด้วยด้วยวิธีทดสอบความแปรปรวนแบบเกี่ยวข้องกันแบบทางเดียวชนิดวัดซ้ำ กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัยพบว่าการกลั้วปากด้วย CAF 2.4% มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับการกลั้วปากด้วย WAT, PLA และ CAF 3% ในทุกตัวแปรสรุปผลวิจัย การกลั้วปากด้วยกาแฟที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนปริมาณ 2.4% ของปริมาณน้ำ 25 มิลลิลิตร 2 ครั้ง ครั้งแรกในช่วงก่อนการประกอบกิจกรรมทางกาย 30 นาทีและครั้งที่สองในช่วงก่อนเริ่มการประกอบกิจกรรมทางกาย โดยใช้เวลาการกลั้วครั้งละ 10 วินาที สามารถช่วยพัฒนาปฏิกิริยาตอบสนอง พลังกล้ามเนื้อขา ทักษะเฉพาะกีฬา ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถสูงสุดแบบแอนแอโรบิกและการวิ่งซ้ำของฟุตซอลได้


ผลของการฝึกพาวเวอร์โยคะที่มีผลต่อสมรรถภาพทางกายในนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง ระดับมหาวิทยาลัย, วิภารัศมิ์ คุณกรคงเกียรติ Jan 2023

ผลของการฝึกพาวเวอร์โยคะที่มีผลต่อสมรรถภาพทางกายในนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง ระดับมหาวิทยาลัย, วิภารัศมิ์ คุณกรคงเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกพาวเวอร์โยคะที่มีผลต่อการสมรรถภาพทางกายในนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง ระดับมหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง โดยคัดเลือกจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เป็นนักกีฬาระดับมหาวิทยาลัย อายุ 18-25 ปี จำนวน 20 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 10 คน ด้วยวิธีการจับคู่จากค่าความแข็งแรงสัมพัทธ์ในท่าบาร์เบลแบ็คสควอท โดยกลุ่มควบคุมฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และกลุ่มทดลองฝึกพาวเวอร์โยคะ ฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ทำการวัดความแข็งแรงสัมพัทธ์ พลัง พลังอดทน ความอ่อนตัว การทรงตัว ความมั่นคงของแกนกลางลำตัว และความสามารถสูงสุดในการใช้ออกซิเจน ก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 และ 8 สัปดาห์ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบภายในกลุ่มโดยใช้สถิติ One-way repeated measures ANOVA ถ้าพบความแตกต่างจึงเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของ Bonferroni ระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Independent sample t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองและหลังการฝึก 4 สัปดาห์ ไม่พบความแตกต่างของความแข็งแรงสัมพัทธ์ พลังสูงสุด แรงสูงสุด ความเร็วสูงสุด พลังสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง แรงสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง ความเร็วสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง ความมั่นคงแกนกลางลำตัว ความอ่อนตัวข้อเท้า ความอ่อนตัวสะโพก ความอ่อนตัวหัวเข่า ระยะทางกระโดด ระยะห่างจากเส้นกระโดด ดัชนีการเซ ดัชนีความมั่นคง และความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด ระหว่างกลุ่มและภายในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองหลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบความแตกต่างของความอ่อนตัวสะโพกกับก่อนการทดลอง ของกลุ่มควบคุม และพบความแตกต่างของความแข็งแรงสัมพัทธ์ พลังสูงสุด แรงสูงสุด พลังสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง แรงสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง ความเร็วสูงสุดเฉลี่ยการกะโดด 20 ครั้ง ความอ่อนตัวข้อเท้า ความอ่อนตัวสะโพก ความมั่นคงแกนกลางลำตัว …


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร, บุญญิสา ชยันโต Jan 2023

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร, บุญญิสา ชยันโต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตรวมไปถึงปัจจัยใดจะสามารถทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร จำนวน 562 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบไปด้วย แบบสอบถามคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย (WHOQOL-BREF-THAI) แบบวัดความเครียดกรมสุขภาพจิต (SPST-20) และแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล สิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าความสัมพันธ์ (Pearson's Correlation) และสถิติการวิเคราะห์สมการถดถอยโลจิสติค (Logistic Regression) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ผลการวิจัยพบว่า ผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารมีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับดี คุณภาพชีวิตมีความสัมพันธ์เชิงบวกที่ระดับต่ำกับการวิ่งงานเฉลี่ยรอบต่อวันและเวลาพักระหว่างการทำงานขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารเฉลี่ยในแต่ละวัน แต่ความเครียดจากการทำงานมีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น เวลาในการประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหาร รายได้เฉลี่ยจากการขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหาร ระยะเวลาเฉลี่ยในการทำงานขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารวันต่อสัปดาห์ และระยะเวลาเฉลี่ยในการขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารต่อวันมีความสัมพันธ์ทางลบกับคุณภาพชีวิต ความเครียดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานสามารถทำนายคุณภาพชีวิตได้ กล่าวคือ ผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารที่มีความเครียดสูงและมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดีจะมีคุณภาพชีวิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า คุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานครอยู่ในระดับดี ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน สิ่งแวดล้อมในการทำงานที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานและความเครียดจากการทำงานมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตและสามารถทำนายคุณภาพชีวิตได้


Effects Of Digital Pen With Tablet And Standard Mouse On Emg, Discomfort, And Rula In Prolonged Computer-Based Tasks, Nion Yaemsanguansak Jan 2023

Effects Of Digital Pen With Tablet And Standard Mouse On Emg, Discomfort, And Rula In Prolonged Computer-Based Tasks, Nion Yaemsanguansak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction – The digital pen with tablets (DPT) effectively modifies the disadvantages of the standard mouse (SM) more prominently than any other alternative pointing devices. However, previous studies lack sufficient evidence to confirm its ability to prevent work-related musculoskeletal disorders (WMSDs). Consequently, our research aimed to prove the DPT as a prevention strategy for the neck-shoulder and upper extremity WMSDs on mouse side by evaluating pathogenesis-related variables. Method – Our study employed a single-subject design with 35 healthy female office workers whose primary workstyle depends on the SM. We assessed muscle activity pattern, fatigue rate, postural risk, perceived discomfort, and …


Responsiveness Of The Thai Version Ofthe Pain Anxiety Symptoms Scale-20 (Pass-20),The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Anxiety 8a (Promis-Anx-8),And The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Depression-8a (Promis-D-8a)In Individual With Chronic Low Back Pain, Nuttapong Phongsaphakjarukorn Jan 2023

Responsiveness Of The Thai Version Ofthe Pain Anxiety Symptoms Scale-20 (Pass-20),The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Anxiety 8a (Promis-Anx-8),And The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Depression-8a (Promis-D-8a)In Individual With Chronic Low Back Pain, Nuttapong Phongsaphakjarukorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Purpose: To evaluate the responsiveness, estimate minimal clinically important difference (MCID), and examine correlations between anxiety and depression measures of the Thai versions of the Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form v1.0 - Depression 8a (T-PROMIS-D-8a), Anxiety 8a (T-PROMIS-Anx8a), and Pain Anxiety Symptoms Scale-20 (PASS-20) measures in individuals with chronic low back pain (CLBP).Methods: The study sample comprised of 144 participants with CLBP. Responsiveness was evaluated by calculating the change scores, effect size (ES), standardized response mean (SRM), area under the curve (AUC), and correlations between the change scores and the Thai version of Global Perceived Effect (T-GPE). We …