Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11392)
- Social and Behavioral Sciences (7224)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3617)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3121)
- Veterinary Medicine (2801)
- Life Sciences (2357)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1444)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Reading and Language (564)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2587)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1027)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (897)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Urban Culture Research (445)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (220)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 4111 - 4140 of 37684
Full-Text Articles in Entire DC Network
การพัฒนาระบบสำหรับการวิเคราะห์ความต้องการด้านความสามารถของผู้จัดการโครงการซอฟต์แวร์ในประเทศไทยตามกรอบงานพัฒนาความสามารถด้านการจัดการโครงการ, ธัญญา ธารากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อาชีพการบริหารโครงการในประเทศไทยได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีบุคคลจำนวนมากที่ประกอบอาชีพนี้อยู่ในปัจจุบันและอีกหลายคนที่ต้องการเข้ามาทำงานในสายอาชีพนี้ ความท้าทายหลักที่บุคลากรเหล่านี้พบคือการขาดแหล่งข้อมูลที่สามารถให้ความรู้เกี่ยวกับเส้นทางการเติบโตในอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านทักษะและความสามารถที่จำเป็นต่อความสำเร็จในการทำงาน งานวิจัยนี้มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยใช้กรอบการพัฒนาความสามารถของผู้จัดการโครงการ หรือ เฟรมเวิร์กพีเอ็มซีดี (Project Manager Competency Development Framework หรือ PMCD Framework) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการจัดการโครงการ หรือ PMI ที่แบ่งความสามารถออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ความสามารถเชิงความรู้ (Knowledge Competence) ความสามารถเชิงปฏิบัติการ (Performance Competence) และความสามารถทางบุคลากร (Personal Competence) โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้ที่สนใจในสายอาชีพผู้จัดการโครงการสามารถค้นคืนความสามารถที่เป็นที่ต้องการในตลาดงานของประเทศไทยในเอกสารรับสมัครงานได้ โดยใช้คำค้นสารสนเทศที่อ้างอิงมาจากพีเอ็มซีดีและพจนานุกรมของกูเกิล และนำผลลัพธ์ที่ได้มาทำการวิเคราะห์ว่าความสามารถใดเป็นที่ต้องการของผู้จ้างงาน ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลนี้จะทำให้ทราบถึงความต้องการด้านความสามารถของผู้จัดการโครงการซอฟต์แวร์ในประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถที่สำคัญและจำเป็นต่อสายอาชีพผู้จัดการโครงการ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่ประกอบอาชีพการจัดการโครงการและผู้ที่มีความสนใจจะเข้ามาประกอบอาชีพในสายงานนี้ได้มีแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาตนเองต่อไปอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: กรณีศึกษากรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, เจษฎาพร รอดพิพัฒน์
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: กรณีศึกษากรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, เจษฎาพร รอดพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางในระดับโลกและเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกประเทศต้องเผชิญ การบริหารจัดการและการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการบริหารจัดการที่สร้างสรรค์และปรับตัวให้สถานการณ์ต่าง ๆ ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบโมเดลการวัดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรในกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จำนวน 173 คน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้แทนภาครัฐ ผู้แทนภาคประชาชน และผู้แทนภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการยืนยันตัวบ่งชี้องค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่าภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) จินตนาการ (2) วิสัยทัศน์ (3) ยืดหยุ่น (4) การกระจายอำนาจ และ (5) การสร้างผู้นำ จากผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า “วิสัยทัศน์” มีความสำคัญสูงสุดในการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
Green Urbanisam And Human Well-Being In Developing Countries, Phenphit Boonhor
Green Urbanisam And Human Well-Being In Developing Countries, Phenphit Boonhor
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the relationship between green urbanism and human well-being in developing countries, focusing on the influence of individual and cultural values on the utilization of urban green spaces (UGS). As rapid urbanization transforms cities, there is a pressing need to address the environmental and health challenges that arise, particularly in regions with limited infrastructure and resources. The research highlights significant disparities between developed and developing nations regarding sustainability efforts, with developing countries facing increasing urban population growth alongside declining environmental conditions. Through a comprehensive literature review and empirical analysis, this study aims to elucidate how cultural perspectives on …
การพัฒนาแนวทางในการจัดทำกรอบการปล่อยสินเชื่อสีเขียวเพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ศราวุธ โชคโสม
การพัฒนาแนวทางในการจัดทำกรอบการปล่อยสินเชื่อสีเขียวเพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ศราวุธ โชคโสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการจัดทำกรอบการปล่อยสินเชื่อสีเขียว และข้อกำหนดในการเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว (Green loans) เพื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และ 2) สร้างความรู้ความเข้าใจและสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงการเงินสีเขียวเพื่อความยั่งยืน โดยการทบทวน ศึกษาข้อมูลทุติยภูมิทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเส่วนเสีย (Stakeholder) อย่างน้อย 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และกลุ่มนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แนวทางเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว และข้อกำหนดในการพิจารณาสินเชื่อสีเขียว (Green loans) ผู้ประกอบการ SMEs ต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นตามเกณฑ์ธนาคารพาณิชย์ กำหนด ได้แก่ ผลประกอบการมีกำไร ไม่มีประวัติเสียหายทางการเงิน จากนั้นจะใช้หลักการเชื่อสีเขียว (Green loan principle : GLP) และมาตรฐานการแบ่งประเภทกิจกรรมตามสี Thailand taxonomy มาเป็นเกณฑ์การคัดเลือกโครงการการ อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ จะมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ได้ เช่น กิจกรรมจากอุตสาหกรรม Brown เป็น Less Brown เป็นต้น
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์กรณีศึกษา ระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา, รัชดาภรณ์ พัฒนโภครัตนา
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์กรณีศึกษา ระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา, รัชดาภรณ์ พัฒนโภครัตนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันของระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ต่อการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ของระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา โดยมีพื้นที่ศึกษาครอบคลุมชายฝั่ง 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลเขารูปช้าง ตำบลเกาะแต้ว ตำบลนาทับ ตำบลตลิ่งชัน และตำบลสะกอม มีระยะทางตามแนวชายฝั่งประมาณ 38.51 กม. ในการศึกษาครั้งนี้ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ โดยใช้โปรแกรม Digital Shoreline Analysis System และวิธี End Point Rate วิเคราะห์หาอัตราการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ร่วมกับการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายออร์โธสี และภาพถ่ายจากดาวเทียม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538-2566 รวมระยะเวลา 28 ปี ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ชายฝั่งทะเลส่วนใหญ่ของระบบหาดสะกอม จังหวัดสงขลา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่คงสภาพ มีอัตราการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งเฉลี่ย 0.82 เมตรต่อปี มีอัตราการทับถมสูงสุด 18.9 เมตรต่อปี และมีอัตราการกัดเซาะสูงสุด 3.93 เมตรต่อปี โดยโครงสร้างป้องกันชายฝั่งซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งที่สำคัญได้แก่ เขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำนาทับ และเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำสะกอม ทำให้เกิดการทับถมของตะกอนด้านทิศใต้ และการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงด้านทิศเหนือ คือ 0.879 กม. และ 3.991 กม. ตามลำดับ
Exploring Sustainable Initiatives, Innovations, And Challenges In Sports Sustainability : A Case Study Of The Olympic Games, Suwanna Silpaarcha
Exploring Sustainable Initiatives, Innovations, And Challenges In Sports Sustainability : A Case Study Of The Olympic Games, Suwanna Silpaarcha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The progress of sustainability in sports mega-events have been more prominent than ever due to its substantial impact on society, the economy, and the environment. The Olympic Games’ immense magnitude has sparked apprehensions regarding their ecological and societal ramifications—increased energy usage and waste, transportation demands, new infrastructural constructions—which all have significant impacts on the environment and carbon emissions. Because of this, the IOC, host cities, and related sports authorities are constantly evolving and seeking innovative solutions towards sustainability while overcoming challenges faced. Given the importance of sustainable development in sports, this study examines sustainable approaches and solutions adopted by the …
การวิจัยแนวทางนำนโยบายระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนังผ่านแอปพลิเคชันไลน์ สำหรับแพทย์ทั่วไปในเขตพื้นที่สุขภาพ ของประเทศไทย ไปสู่การปฏิบัติ, ศุภกฤษ บุญละคร
การวิจัยแนวทางนำนโยบายระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนังผ่านแอปพลิเคชันไลน์ สำหรับแพทย์ทั่วไปในเขตพื้นที่สุขภาพ ของประเทศไทย ไปสู่การปฏิบัติ, ศุภกฤษ บุญละคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภูมิหลัง: สถาบันโรคผิวหนังได้จัดตั้งระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนังแก่แพทย์ทั่วไปผ่านแอปพลิเคชันไลน์ตั้งแต่ปี 2560 โดยมีการขอคำปรึกษามากกว่า 3,000 ครั้ง แต่แนวโน้มการส่งเคส กลับลดลงทุกปี วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการใช้งานระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนังภายใต้มุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นำมาสู่การพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ วิธีการ: การวิจัยเพื่อการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยศึกษาสถิติการให้คำปรึกษาย้อนหลังการสำรวจความคิดเห็นของแพทย์ทั่วไปที่ขอรับคำปรึกษา จำนวน 215 คน การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 45 คน และการระดมสมองในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 7 คน เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการดำเนินงานของระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนัง จากนั้นส่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้ผู้บริหารพิจารณา และวัดผลการยอมรับต่อข้อเสนอแนะ ผล: แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนมีการใช้ระบบมากที่สุด ร้อยละ 57.34 โดยแพทย์ผิวหนังสามารถให้คำแนะนำได้ถึง ร้อยละ 98.85 อย่างไรก็ตามยังพบว่า แพทย์มีความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล และความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลที่ส่งปรึกษา ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะที่ได้จากการระดมสมองพบว่า ควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ขอรับคำปรึกษา ควรใช้ Platform ที่ปลอดภัยสำหรับการส่งข้อมูล ควรสร้าง Checklist สำหรับการส่งข้อมูล ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร รวมถึงการพิจารณาการเบิกจ่ายค่าตอบแทนให้กับแพทย์ เพื่อรองรับการขยายการดำเนินงานในอนาคต สรุป: การมีระบบที่เป็นมาตรฐาน ปลอดภัย และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้แพทย์ทั่วไปในเขตสุขภาพสามารถเข้าถึงบริการด้านโรคผิวหนัง เพิ่มความมั่นใจในการรักษา และลดการส่งต่อผู้ป่วยได้
การประเมินช่วงค่าอ้างอิงมาตรฐานใหม่ของการนับจำนวนเรติคูโลไซต์สำหรับประชากรไทยผู้ใหญ่สุขภาพดี: การเปรียบเทียบกับวิธีโฟลไซโตเมตรี และการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์, หทัยพร อภัยวิวัฒน์
การประเมินช่วงค่าอ้างอิงมาตรฐานใหม่ของการนับจำนวนเรติคูโลไซต์สำหรับประชากรไทยผู้ใหญ่สุขภาพดี: การเปรียบเทียบกับวิธีโฟลไซโตเมตรี และการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์, หทัยพร อภัยวิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทนำ: การศึกษานี้ประเมินประสิทธิภาพการตรวจวิเคราะห์ของเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ Mindray BC-6200 สำหรับการนับจำนวนเรติคูโลไซต์ โดยมุ่งเน้นไปที่การประเมินความไม่แม่นยํา, การทดสอบการปนเปื้อนระหว่างตัวอย่าง และการทดสอบระยะเวลาคงสภาพของเรติคูโลไซต์ในหลอดทดสอบ ความถูกต้องของการนับจำนวนเรติคูโลไซต์ถูกเปรียบเทียบกับวิธีการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบแมนนวลและโฟลไซโตเมตรีซึ่งเป็นวิธีอ้างอิงมาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีการหาค่าช่วงอ้างอิงมาตรฐานของจำนวนเรติคูโลไซต์ และพารามิเตอร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสำหรับประชากรไทย วิธีการ: ประชากรไทย ผู้ใหญ่สุขภาพดีทั้งเพศชายและเพศหญิง จำนวนอย่างละ 60 ราย และตัวอย่างเลือดที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ 182 ตัวอย่างจากผู้ป่วยที่มีภาวะทางพยาธิสภาพต่าง ๆ ถูกนำมาใช้ตรวจนับจำนวนเรติคูโลไซต์ด้วยเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ Mindray BC-6200, วิธีการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบแมนนวล และโฟลไซโตเมตรี เพื่อหาค่าช่วงอ้างอิงมาตรฐานของจำนวนเรติคูโลไซต์ และประเมินความสัมพันธ์ของค่าเรติคูโลไซต์ระหว่างวิธีการตรวจวิเคราะห์ ผลการทดลอง: การประเมินความไม่แม่นยําในการนับจำนวนเรติคูโลไซต์ในทุกระดับของสารควบคุมคุณภาพ (ค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน, %CV) ต่ำกว่า %CV ที่อ้างอิงโดยผู้ผลิต, การทดสอบการปนเปื้อนระหว่างตัวอย่างมีค่าน้อยกว่า 0.01% และการทดสอบระยะเวลาคงสภาพของค่าเรติคูโลไซต์ในหลอดทดสอบนั้นสามารถคงสภาพได้ถึง 24 ชั่วโมง ช่วงค่าอ้างอิงมาตรฐานมีดังนี้: จำนวนเรติคูโลไซต์สัมบูรณ์ (x109/L): 34.88-118.50, อัตราส่วนของเรติคูโลไซต์ตัวอ่อนต่อจำนวนเรติคูโลไซต์ทั้งหมด (IRF, %): 2.71-15.28, ปริมาณฮีโมโกลบินของเซลล์เรติคูโลไซต์ (RHE, pg): 22.84-29.70, การประเมินความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการตรวจวิเคราะห์พบว่าการนับจำนวนเรติคูโลไซต์ด้วยเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ, วิธีการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบแมนนวลและโฟลไซโตเมตรี มีความสัมพันธ์ที่ดีมาก (r > 0.9785, p-value
The Association Of Mirnas As Biomarkers For Severe Liver Dysfunction In Severe Dengue Infection, Napat Pas-Arj
The Association Of Mirnas As Biomarkers For Severe Liver Dysfunction In Severe Dengue Infection, Napat Pas-Arj
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Identification early biomarkers for severe liver dysfunction in severe dengue patients is essential. Currently, there is no any data on circulating miRNAs to predict this important complication, Therefore, this study aimed to explore the role of circulating miRNAs in severe liver dysfunction in dengue infection. On the initial day of admission, serum samples were gathered from patients with dengue infection. These patients were monitored for 14 days post-admission to ascertain their final diagnosis. Following the WHO 2009 criteria, participants were categorized into severe liver dysfunction and non-severe liver dysfunction group. To conduct a transcriptomic analysis of circulating miRNAs used the …
Gene Expression By Nanostring Rna Profiling Of Monocytic Myeloid-Derived Suppressor Cells In Knee Osteoarthritis, Varote Shotelersuk
Gene Expression By Nanostring Rna Profiling Of Monocytic Myeloid-Derived Suppressor Cells In Knee Osteoarthritis, Varote Shotelersuk
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Osteoarthritis (OA) is a widespread degenerative joint disease marked by cartilage destruction. This study investigates the role of monocytic myeloid-derived suppressor cells (M-MDSCs) in OA, focusing on their gene expression profiles and their relationship with body mass index (BMI) in knee OA patients. Previous research has shown a positive correlation between M-MDSCs and BMI in OA. We explored the role of M-MDSCs derived from the infrapatellar fat pad (IPFP) in OA patients.Using NanoString technology, we examined the transcriptional profile of M-MDSCs from the IPFP of knee OA patients undergoing total knee replacement surgery, categorized into different BMI groups. Flow cytometry …
Association Between Volunteering, Wellbeing, And Homo-Negativity: An Analysis Of World Values Survey, Amirhossein Khanehpaza
Association Between Volunteering, Wellbeing, And Homo-Negativity: An Analysis Of World Values Survey, Amirhossein Khanehpaza
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objectives: Homonegativity adversely affects the health and well-being of homosexuals in society, making it vital to identify factors associated with it. This study investigates whether active membership in voluntary organizations correlates with homonegativity, examining how this varies by gender and age.Methods: Using the World Values Survey data (2017-2022) from 87,777 participants in 63 countries, we performed binary logistic regression to assess relationships between homonegativity and factors including socioeconomic status, demographics, and voluntary activity participation.Results: Our findings suggest that active membership in certain voluntary organizations correlates with homonegativity levels among both men and women across various age groups. Specifically, active participation …
ความชุกของความเครียดจากงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย, จักรินทร์ อภิสุทธิศิลป์
ความชุกของความเครียดจากงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย, จักรินทร์ อภิสุทธิศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยพรรณนาเชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกความเครียดจากงาน และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบจำเพาะเจาะจง คือ พนักงานฝ่ายปฏิบัติการของโรงเรียนแพทย์ ที่มีสำนักงานในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บตัวอย่างพนักงานโรงเรียนแพทย์ทั้งหมดโดยไม่สุ่ม จำนวน 401 คน ทำการศึกษาระหว่าง เดือน พฤษภาคม ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2567 แบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยทั่วไปส่วนบุคคล ข้อมูลปัจจัยด้านการทำงาน ข้อมูลความเครียดจากงาน ประเมิน โดยแบบสอบถามที่เป็นฉบับภาษาไทย Thai Job Content Questionnaire วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปรสองตัว และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ โดยกลุ่มตัวอย่างมีอัตราตอบกลับร้อยละ 55.61 ความชุกความเครียดจากงาน เท่ากับ ร้อยละ 18.45 เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ได้แก่ ดัชนีมวลกายต่ำกว่าเกณฑ์ (aOR=2.61, 95% CI: 1.19 - 5.76) การมีหนี้สิน (aOR=2.00,95% CI: 1.08 - 3.73) ตำแหน่งอาชีพพนักงานสำนักงาน (aOR = 4.38, 95% CI: 1.10 - 17.44), การทำงานแบ่งกะ (aOR=2.37,95% CI: 1.01 - 5.54) การเรียกร้องจากงานทางกาย (aOR=2.71,95% CI: 1.18 - 6.20) อันตรายภายในงาน (aOR=3.89,95% CI: 2.05 - 7.41) ดังนั้น จึงควรจัดการแก้ไข และส่งเสริมในการป้องกันความเครียดจากงานไปสู่การป้องกันในเชิงนโยบายต่อไป
อาการวัยหมดระดูและความสัมพันธ์กับการสูญเสียผลิตภาพในการทำงานของพยาบาล ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ภคณาพร จงจิตรไพศาล
อาการวัยหมดระดูและความสัมพันธ์กับการสูญเสียผลิตภาพในการทำงานของพยาบาล ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ภคณาพร จงจิตรไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเข้าสู่วัยหมดระดูเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในชีวิตของเพศหญิง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาความสัมพันธ์ของอาการวัยหมดระดูและการสูญเสียผลิตภาพในการทำงาน ความชุกของการประสบอาการวัยหมดระดูในพยาบาลในกรุงเทพมหานครและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษานี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ ศึกษาในพยาบาลอายุ 45 ถึง 60 ปีทั้งหมด ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลสูตินรีเวช ข้อมูลด้านการทำงาน ข้อมูลอาการวัยหมดระดู และข้อมูลการสูญเสียผลิตภาพในการทำงานถูกเก็บในรูปแบบของแบบสอบถาม การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกและการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกเชิงพหุถูกใช้เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการวัยหมดระดู การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณถูกใช้เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของอาการวัยหมดระดูกับการสูญเสียผลิตภาพในการทำงาน การศึกษานี้มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 182 คน ความชุกของอาการวัยหมดระดูอยู่ที่ 74.2% จำนวนและร้อยละของอาการวัยหมดระดูโดยแบ่งกลุ่มตามความรุนแรง ได้แก่ กลุ่มไม่มีอาการ 47 คน (25.8%) กลุ่มรุนแรงเล็กน้อย 38 คน (20.9%) กลุ่มรุนแรงปานกลาง 65 คน (35.7%) และกลุ่มรุนแรงมาก 32 คน (17.6%) จากการศึกษาพบว่าการมีอาการวัยหมดระดูในระดับรุนแรงมากมีความสัมพันธ์กับร้อยละการมาทำงานแต่ไม่ได้งานและการสูญเสียผลิตภาพในงานโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีผลต่างค่าเฉลี่ยและช่วงค่าความเชื่อมั่น 95% อยู่ที่ 20.84 (11.10-30.59) และ 20.49 (10.39-30.58) ตามลำดับ พยาบาลที่มีอาการวัยหมดระดูในระดับรุนแรงควรได้รับการวินิจฉัย รักษา หรือช่วยเหลือในด้านต่างๆ จากทั้งแพทย์เฉพาะทาง หัวหน้าแผนก และเพื่อนร่วมงาน เพื่อป้องกันการสูญเสียผลิตภาพในการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดการเกษียณอายุงานก่อนเวลา และรักษามาตรฐานการให้บริการของโรงพยาบาลต่อไปในอนาคต
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อเป็นสวัสดิการทางด้านสุขภาพทางการเงินของพนักงานในบริษัทเพื่อช่วยให้ พนักงานมีทางเลือกในการจัดการเงินและบริษัทมีระบบสวัสดิการทางการเงินที่ดีเพื่อพนักงาน, ชัฏธน บุญภัทรทวีสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาเครื่องมือเพื่อเป็นสวัสดิการทางด้านการเงินของพนักงานในบริษัทวิจัยนี้ได้กล่าวถึงการสํารวจและวิเคราะห์พฤติกรรม และปัญหาการกู้ยืม รวมถึงความต้องการในการใช้เครื่องมือของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 3 ผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ บริษัท ,พนักงานกู้, พนักงานให้กู้ ทั้งหมด 15 คน โดย พบว่า ความน่าเชื่อถือ ,การลดความเสี่ยง และระบบช่วยอัตโนมัติ เป็นคุณค่าที่กลุ่มตัวอย่างให้ความสนใจ จึงได้พัฒนาต้นแบบเครื่องมือ ที่ช่วยให้บริษัท มีสวัสดิการช่วยเหลือ เมื่อพนักงานมีปัญหา ต้องการเงินกู้ฉุกเฉิน ช่วยลดปัญหา ดอกเบี้ยจากเจ้าหนี้นอกระบบที่ 240%/ปี เหลือเพียง ไม่เกิน 20%/ปี ซึ่งจะช่วยให้ พนักงานยังมีเงินในการแก้ไขปัญหาส่วนบุคคลได้ และพนักงานที่ให้กู้ได้รับเงินยืมคืนและได้ดอกเบี้ยที่ดีกว่าการฝากเงินธนาคาร ซึ่งจะช่วยให้พนักงานลดความกังวลลดการเข้าสู่วงจรหนี้ได้ โดยจากการประเมินโอกาสและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเครื่องมือนี้ จะต้องมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 700,000 บาท ธุรกิจสามารถคืนทุนได้ภายใน 4.13 ปี และมี IRR อยู่ที่ 18.57% โดยเครื่องมือมีความพร้อมในการพัฒนาต่อยอดต่อไป
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์นวัตกรรมพัฒนาจาก Durioextract (สารสกัดจากผลทุเรียนระยะตัดแต่งที่เป็นของเหลือทางการเกษตร), ชัญญา สุขุมเจริญจิต
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์นวัตกรรมพัฒนาจาก Durioextract (สารสกัดจากผลทุเรียนระยะตัดแต่งที่เป็นของเหลือทางการเกษตร), ชัญญา สุขุมเจริญจิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการพิเศษนี้มุ่งศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์นวัตกรรมพัฒนาจาก DurioExtract ซึ่งเป็นสารสกัดจากผลทุเรียนระยะตัดแต่งที่เป็นของเหลือทางการเกษตร ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกทุเรียนอันดับ 1 ของโลก มีทุเรียนอ่อนจากการตัดแต่งกลายเป็นขยะถึง 85,000 ตันต่อปี การนำผลทุเรียนอ่อนมาสกัดจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดปริมาณขยะ ตอบสนองต่อความต้องการผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติที่กำลังเติบโต ทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรชีวภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างรายได้แก่เกษตรกรไทย และสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ BCG ของประเทศไทย จากผลการศึกษาวิจัยก่อนหน้าพบว่าสารสกัดจากทุเรียนอ่อนมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีถึง 2 เท่า ลดริ้วรอย เสริมการทำงานของจุลินทรีย์บนผิว ช่วยฟื้นบำรุงผิว และยับยั้งกระบวนการไกลเคชั่นโดยลดการสร้าง AGEs ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยก่อนวัย โดยในโครงการพิเศษนี้ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยต้นแบบที่มี DurioExtract เป็นส่วนผสม และศึกษาความต้องการและการยอมรับของตลาดด้วยการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 100 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากอาสาสมัคร 2 คน ผลปรากฏว่าสูตรที่มีประสิทธิผลสูงสุดมีลักษณะเป็นเจลใสที่เพิ่มความชุ่มชื้นได้ถึง 175.76% ควบคุมความมันของผิวได้ 51.72% และเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวได้ 40% การวิเคราะห์ตลาดชี้ให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายหลักคือ เพศหญิง สัญชาติไทยอายุ 45-59 ปี ที่เป็นพนักงานบริษัทหรือผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว มีรายได้ 25,001-50,000 บาทต่อเดือน อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร แม้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง กับผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากทุเรียนเป็นส่วนประกอบสำคัญ จากการประเมินทางการเงินแล้ว พบว่าโครงการนี้มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อยู่ที่ 66,165,779.06 บาท และมีอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) ที่ 507.44% ในระยะเวลา 5 ปี ที่เงินลงทุนเริ่มต้น 1,500,000 บาท ซึ่งแสดงให้เป็นถึงโอกาศความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์
การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรม Chatgpt ผ่านไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคาท์ในงานสรรหาบุคลากร: กรณีศึกษาของ Kbtg, ฐิติ วันตลา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาความเป็นไปได้และคุณูปการของการนำเทคโนโลยี ChatGPT มาใช้บนไลน์ออฟฟิศเซียลแอคเคาท์ เพื่อประโยชน์ในการสรรหาทรัพยากรบุคคลโดยใช้บริษัท KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) เป็นกรณีศึกษา การศึกษามุ่งค้นหากลยุทธ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพและการปรับใช้ ChatGPT เพื่อให้บรรลุผลประโยชน์ทางธุรกิจในระยะยาวในการสรรหาบุคลากร รวมถึงการวิเคราะห์จุดแข็งและปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การวิจัยนี้รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจที่ทำงานร่วมกับ KBTG จำนวน 10 คน และการสำรวจความคิดเห็นจากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 70 คน โดยรวมทั้งสิ้น 80 คน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประเมินผล การพัฒนาระบบ ChatGPT ในครั้งนี้ใช้ต้นทุนเริ่มต้น 1,000,000 บาท และคาดหวังผลตอบแทนรวมต่อปีที่สามารถคืนทุนภายใน 1 ปี โดยระบบ ChatGPT สามารถลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ได้ถึง 20% และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในกระบวนการสรรหาบุคลากร การวิเคราะห์ ROI แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในเทคโนโลยี ChatGPT มีความคุ้มค่า โดยการจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เช่น การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล การตรวจสอบและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง การฝึกอบรมและกำกับดูแลการใช้งาน รวมถึงการวิเคราะห์ข้อร้องเรียนของลูกค้า การนำ ChatGPT มาใช้ในงานสรรหาบุคลากรของ KBTG จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุนในระยะยาว ทั้งยังเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรให้เป็นที่ยอมรับในฐานะผู้ใช้นวัตกรรมที่ทันสมัย หากมีการจัดการความเสี่ยงและปรับปรุงระบบต่อเนื่อง ChatGPT จะเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าในการพัฒนากระบวนการทำงานและสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับองค์กร
เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันการคลังอิสระ, เกียรติกร อัตรสาร
เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันการคลังอิสระ, เกียรติกร อัตรสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเมืองและการคลังไทยส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการงบประมาณให้ควรมีการจัดตั้งสถาบันการคลังอิสระเพื่อสนับสนุนการพิจารณาอนุมัติและติดตามการบริหารงบประมาณ รวมถึงการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ งานชิ้นนี้จึงมุ่งศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีจากต่างประเทศ และวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการจัดตั้งด้วยแนวคิดเศรษฐศาสตร์การเมืองที่วิเคราะห์บทบาทหน้าที่ ระบบสถาบัน ประโยชน์หรือผลกระทบ อุปสรรคหรือความอ่อนไหว รวมถึงวิธีการและรูปแบบในการจัดตั้งขึ้นใหม่หรือพัฒนาสู่สถาบันการคลังอิสระ โดยใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพจากข้อมูลปฐมภูมิที่สัมภาษณ์แบบเจาะลึกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา/ศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี นักวิชาการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 11 คน ร่วมกับข้อมูลทุติยภูมิจากการรวบรวมเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า สถาบันการคลังอิสระจะส่งผลดีต่อกระบวนการงบประมาณ โดยเฉพาะการตัดสินใจพิจารณาอนุมัติงบประมาณบนพื้นฐานข้อมูลสารสนเทศจากสถาบันที่มีความเป็นอิสระ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์ด้านการเงิน การคลัง และการงบประมาณ วิเคราะห์ การบริหารงบประมาณ ความคุ้มค่า และผลกระทบ รวมถึงวิเคราะห์ระดับมหภาคและร่างกฎหมายด้านการเงินการคลัง ทั้งนี้ ภายใต้ความเหมาะสมกับบริบททางการเมือง การคลัง เศรษฐกิจและสังคมของไทย ซึ่งมีอิทธิพลต่อการจัดตั้งขึ้นใหม่หรือพัฒนาสำนักงบประมาณของรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สู่สถาบันการคลังอิสระ
ความเป็นเมืองและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในบริบทของไทย, ศุภสิน อิทธิพัทธ์วงศ์
ความเป็นเมืองและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในบริบทของไทย, ศุภสิน อิทธิพัทธ์วงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นเมืองและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในระดับจังหวัดของไทย โดยแยกวิเคราะห์ความเป็นเมืองออกเป็นสองมิติ ได้แก่ ประชากรและเศรษฐกิจ รวมถึงพิจารณาอิทธิพลเชิงเปรียบเทียบระหว่างการพัฒนาเมืองตามกลไกรัฐและกลไกตลาดต่อความเหลื่อมล้ำทางรายได้ การวิเคราะห์ยังใช้ข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ประกอบ ซึ่งได้แก่ เซลล์กริดประชากรและแสงสว่างในยามกลางคืน ร่วมกับแบบจำลองเศรษฐมิติเชิงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจพลวัตเชิงพื้นที่ระหว่างจังหวัด ผลการศึกษาพบว่า ความเป็นเมืองในมิติด้านประชากรมีความสัมพันธ์ในรูปแบบตัว N กับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในจังหวัดตนเองและจังหวัดเพื่อนบ้าน ส่วนความเป็นเมืองในมิติด้านเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์ในรูปแบบตัว N กลับด้านกับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในจังหวัดตนเอง และมีความสัมพันธ์ในรูปแบบตัว N กับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในจังหวัดเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังพบว่าการพัฒนาเมืองตามกลไกรัฐช่วยให้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของจังหวัดในกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมการพัฒนาลดลงร่วมกัน หากขนาดของกลุ่มจังหวัดไม่ใหญ่เกินไป ดังนั้น นโยบายการส่งเสริมการพัฒนาจึงควรมุ่งเน้นไปที่การกระจายทรัพยากรจากจังหวัดที่มีความเป็นเมืองสูงเกินไปสู่จังหวัดที่มีความเป็นเมืองต่ำเกินไป โดยเฉพาะ จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนล่าง พร้อมทั้งกำหนดขนาดกลุ่มจังหวัดที่ได้รับการส่งเสริมตามนโยบายไม่เกินประมาณสิบจังหวัด
พลวัตของค่าเช่าทางเศรษฐกิจในห่วงโซ่มูลค่าโลกและการจัดสรรโดยรัฐ: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยระหว่างการเปลี่ยนผ่าน, ดอม กัณฑ์พินิจชา
พลวัตของค่าเช่าทางเศรษฐกิจในห่วงโซ่มูลค่าโลกและการจัดสรรโดยรัฐ: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยระหว่างการเปลี่ยนผ่าน, ดอม กัณฑ์พินิจชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในห่วงโซ่มูลค่าโลก (GVC) ความสามารถของบริษัทในการเก็บรับและสะสมค่าเช่าทางเศรษฐกิจ อันหมายถึงผลกำไรที่เพิ่มเติมพิเศษจากผลตอบแทนขั้นพื้นฐาน มีความสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ค่าเช่าภายนอกจากการจัดสรรโดยรัฐมีบทบาทในการกำหนดโครงสร้างของอุตสาหกรรมเช่นกัน งานวิจัยนี้สำรวจพลวัตของค่าเช่าในห่วงโซ่มูลค่าโลกผ่านกรณีศึกษาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการมุ่งเน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างค่าเช่าเชิงนโยบายกับค่าเช่าในห่วงโซ่มูลค่าโลก โดยพิจารณาพลวัตดังกล่าวนี้ตลอดเส้นทางที่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การก่อตั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยมาจนถึงการเปลี่ยนผ่านที่สร้างความพลิกผันสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งขับเน้นภูมิทัศน์ของผลประโยชน์และอำนาจในอุตสาหกรรม ข้อค้นพบของการศึกษาเผยความสัมพันธ์ระหว่างวิถีการจัดสรรค่าเช่าของรัฐกับอำนาจต่อรองของรัฐในฐานะตัวแทนของอุตสาหกรรมท้องถิ่นต่อบริษัทข้ามชาติในห่วงโซ่มูลค่าโลก การศึกษาวิจัยนี้แสดงบทบาทของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนโยบายรัฐกับการลงทุนจากต่างชาติในการสร้างวงจรที่มีอิทธิพลในการประกอบสร้างอุตสาหกรรมที่พัฒนาตามหลัง โดยเสนอมุมมองเกี่ยวกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจในเศรษฐกิจเกิดใหม่
การสะสมทุนของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ ผลกระทบจากการเติบโตและการกระจายรายได้, บุญวิศษา ไชยรัตนะ
การสะสมทุนของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ ผลกระทบจากการเติบโตและการกระจายรายได้, บุญวิศษา ไชยรัตนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะของกระบวนการสะสมทุนของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ และวิเคราะห์ผลกระทบของการสะสมทุนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ในประเทศไทย โดยศึกษาข้อมูลการประกอบธุรกิจใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมของกลุ่มการเมือง "บ้านใหญ่" ทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ จากฐานข้อมูล Orbis และ CredanData ซึ่งทำให้ทราบถึงข้อมูลการเปลี่ยนแปลง ลักษณะการผลิตของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ในระหว่างปี พ.ศ. 2491-2566 โดยการวิจัยในครั้งนี้ได้รวบรวมข้อมูลของธุรกิจกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่จำนวน 1,244 แห่ง โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์การเติบโตและการกระจายรายได้ของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ ซึ่งการวิเคราะห์จะใช้ทฤษฎีการสะสมทุนและเทคโนโลยีถดถอย ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มการเมืองบ้านใหญ่มีการสะสมทุนผ่านการลงทุนในธุรกิจหลากหลายประเภท โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ซึ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี การผลิตมีลักษณะที่ถดถอยไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ทุนเป็นหลักแต่ไม่มีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม
ลักษณะการสะสมทุนของกลุ่มทุนค้าปลีกรายใหญ่ของไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545-2565: กรณีศึกษา กลุ่มเซ็นทรัล, กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ และกลุ่มทีซีซี, อดิศา ชูดวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาลักษณะการสะสมทุนของกลุ่มทุนค้าปลีกสมัยใหม่ของไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2545-2565 ผ่านกรณีศึกษา 3 ราย ได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัล กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ และกลุ่มทีซีซี โดยใช้แนวคิดเกี่ยวกับทุนของปิแอร์ บูดิเออ มาวิเคราะห์ลักษณะของทุนที่สะสม และใช้ Structure Conduct Performance Model มาเป็นส่วนประกอบ เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ภาพการสะสมทุนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากการศึกษาพบว่าลักษณะการสะสมทุนของกลุ่มทุนค้าปลีกสมัยใหม่ของไทยมี 6 รูปแบบ คือ 1) สะสมทุนผ่านขยายสาขาภายในประเทศ 2) สะสมทุนผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี 3) สะสมทุนผ่านการสะสมเครือข่ายทางการเมือง 4) สะสมทุนจากส่วนเกินของซัพพลายเออร์ 5) สะสมทุนผ่านการขูดรีดแรงงาน และ 6) สะสมทุนผ่านการลงทุนในต่างประเทศ
การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ : กรณีศึกษาสามย่านสมาร์ทซิตี้, พรรษวุฒิ พวงสุวรรณ
การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ : กรณีศึกษาสามย่านสมาร์ทซิตี้, พรรษวุฒิ พวงสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในบริบทของการพัฒนาเมืองในศตวรรษที่ 21 แนวคิด "เมืองอัจฉริยะ" (Smart City) ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและส่งเสริมความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน โดยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาและวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทย ผ่านกรณีศึกษาสามย่านสมาร์ทซิตี้ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การบริหารของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานวิจัยชิ้นนี้ใช้กรอบแนวคิด 3RC (Restrictive, Reflective, Rationalistic/Pragmatic และ Critical Schools of Thought) ในการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาเมือง พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับกรณีศึกษาในต่างประเทศ เช่น Songdo (เกาหลีใต้), Amsterdam (เนเธอร์แลนด์) Medellín (โคลอมเบีย) และ Silicon Valley (สหรัฐอเมริกา) เพื่อสังเคราะห์บทเรียนที่สามารถนำมาปรับใช้ในบริบทไทย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยี การมีส่วนร่วมของชุมชน และ การรักษาความยั่งยืน งานวิจัยชิ้นนี้ยังเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทยที่ถอดบทเรียนจากต่างประเทศ เพื่อให้การพัฒนาสามย่านสมาร์ทซิตี้สามารถเป็นต้นแบบสำหรับโครงการเมืองอัจฉริยะอื่น ๆ ในอนาคต โดยตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนอย่างแท้จริงและยั่งยืนในระยะยาว
Structural Analysis Of Thailand's Economy During The “Developmental Era” From 1957 To 1997 Using The Social Structure Of Accumulation Theory, Paworn Kiatyutthachart
Structural Analysis Of Thailand's Economy During The “Developmental Era” From 1957 To 1997 Using The Social Structure Of Accumulation Theory, Paworn Kiatyutthachart
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis tried to describe the progress of growth and recession of the Thai economy during the “developmental era” of the 1950s to 2000s. The main objective of this thesis is to find Thailand’s Social Structure of Accumulation, using it to trace back to the “critical junctures” and then describe the trajectory of Thailand’s economic development. The Social Structure of Accumulation is obtained by calculating the rate of profit to identify “long waves” of changes in the rate of profit, and also through documentary research of both primary and secondary sources to find a “set of structures” related to the …
กระบวนการกำหนดนโยบายจัดการ ควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ, อิษยา อนิวรรตน์
กระบวนการกำหนดนโยบายจัดการ ควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ, อิษยา อนิวรรตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษาชิ้นนี้ใช้กรอบแนวคิดเศรษฐศาสตร์สถาบันใหม่เป็นกรอบการวิเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายถึงแนวคิดของรัฐต่อการกำหนดนโยบายด้านการให้ความคุ้มครองทางสังคมด้านสุขภาพ รวมถึงศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านการจัดการ ควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 สำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ผ่านการอธิบายถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนร่วมในตลาดการเมืองของการกำหนดนโยบาย ได้แก่ อุปสงค์ (กลุ่มผลักดันเรียกร้องนโยบาย) และอุปทาน (กลุ่มมีอำนาจที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจ) งานชิ้นนี้ใช้การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ร่วมการสัมภาษณ์เชิงลึกกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า ภายใต้กระบวนการกำหนดนโยบาย ตัวแสดงในฝั่งอุปทานมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางตั้งแต่การก่อตัว การตัดสินใจแบบรวมศูนย์ และนำนโยบายไปบังคับใช้ เนื่องจาก รัฐให้อำนาจและได้ใช้องค์ความรู้เฉพาะทางเป็นตัวชี้นำ ในขณะที่ตัวแสดงฝั่งอุปสงค์ยังต้องอยู่ภายใต้สภาวะพึ่งพิงจากรัฐ ทำให้ไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายในตอนต้น แต่กลุ่มดังกล่าวจะเริ่มมีบทบาทนำและพลังการต่อรองกับรัฐเพิ่มขึ้นในช่วงการสะท้อนกลับของนโยบาย จึงส่งผลลบต่อการกระจายทรัพยากร ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ และการเลือกปฏิบัติกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ รวมถึงต้นทุนธุรกรรม ทั้งนี้ การตัดสินใจเลือกนโยบายของกลุ่มอุปทานนโยบายเป็นผลโดยตรงจากโครงสร้างการให้คุณค่าของสถาบันไม่ทางการ (วัฒนธรรม ค่านิยม จารีตประเพณี) ที่ฝังลึกมีกรอบคิดและการให้คุณค่าที่ไม่สนับสนุนความเท่าเทียมเชิงสุขภาพของสถาบันทางการ ส่งผลให้แม้จะมีกฎ กติกา (สถาบันทางการ) ระบุถึงประเด็นด้านความเท่าเทียม แต่ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประสิทธิภาพของสถาบันในการจัดสรรทรัพยากรและการให้บริการด้านสาธารณสุขจึงสามารถไม่เป็นธรรมและมีความแตกต่างระหว่างแรงงานไทยกับแรงงานข้ามชาติตามการเลือกให้ความสำคัญกับกลุ่มคนซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้ ข้อเสนอแนะสำหรับงานคือ เสนอให้ปรับเปลี่ยนกลไกทางสถาบันเพื่อให้เกิดความเสมอหน้าและปรับโครงสร้างให้สามารถรองรับกับวิกฤตทางสุขภาพในอนาคต
การศึกษาผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ต่อแรงงานนอกระบบในตลาดแรงงานไทย, ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์
การศึกษาผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ต่อแรงงานนอกระบบในตลาดแรงงานไทย, ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ต่อแรงงานนอกระบบในตลาดแรงงานไทย โดยจะแบ่งผลลัพธ์ของตลาดแรงงานเป็น 2 ตัว คือ ชั่วโมงการทำงานต่อวัน และค่าจ้างต่อวันของแรงงานนอกระบบ และทำการศึกษาผ่านการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค Difference-in-Differences (DiD) Regression โดยการศึกษานี้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มโดยใช้เกณฑ์ระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในระดับจังหวัดเป็นเกณฑ์ในการแบ่งกลุ่ม คือ กลุ่มทรีตเมนต์และกลุ่มเปรียบเทียบ และศึกษาผ่านตัวแปรควบคุม ประกอบด้วย ภาคที่อยู่อาศัย เขตการปกครอง อายุเพศ ระดับการศึกษา สถานภาพการสมรส สถานะการทำงาน ประเภทอาชีพ และประเภทอุตสาหกรรม การศึกษานี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร (Labor Force Survey: LFS) และการสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2561 พ.ศ. 2562 และ พ.ศ. 2564 ที่จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในส่วนของข้อมูลความรุนแรงของสถานการณ์โควิดระดับจังหวัด ใช้ข้อมูลจากประกาศคำสั่งการกำหนดเขตพื้นที่ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ตามคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อประเมินผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ต่อแรงงานนอกระบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ Difference-in-Differences (DiD) Regression โดยผลการวิจัย พบว่า การแพร่ระบาดของโควิด 19 นั้นส่งผลกระทบเชิงลบต่อค่าจ้างต่อวันและจำนวนชั่วโมงการทำงานต่อวันของแรงงานนอกระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดย ค่าจ้างต่อวันของแรงงานนอกระบบในกลุ่มทรีตเมนต์ลดลงเฉลี่ย -53.97 บาท และ ชั่วโมงทำงานต่อวันของแรงงานนอกระบบในกลุ่มทรีตเมนต์ลดลงเฉลี่ย 0.09 ชั่วโมง (5.4 นาที) เมื่อเทียบกับแรงงานนอกระบบในกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับร้อยละ 1 และระดับร้อยละ 10 ตามลำดับ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อชั่วโมงการทำงานและค่าจ้างของแรงงานนอกระบบ พบว่า แรงงานนอกระบบที่ทำงานในกรุงเทพมหานครนั้นจะมีค่าจ้างต่อวันและชั่วโมงการทำงานต่อวันที่มากกว่าแรงงานนอกระบบในภูมิภาคอื่น ๆ แรงงานเพศหญิงจะมีค่าจ้างต่อวันและชั่วโมงการทำงานต่อวันที่น้อยกว่าแรงงานเพศชาย นอกจากนี้ในส่วนของระดับการศึกษา พบว่า ระดับการศึกษาของแรงงานมีความสัมพันธ์กับงานที่แรงงานทำ หากมีระดับการศึกษาที่สูงย่อมมีทางเลือกในการเลือกงานที่ทำที่มีระดับของค่าจ้างที่มากกว่าแรงงานที่มีการศึกษาต่ำกว่า เพราะแรงงานนอกระบบที่มีระดับการศึกษาไม่สูงมากอาจมีทางเลือกในการเลือกทำงานที่น้อยกว่า และงานอาจไม่ได้มีความมั่นคงมากนัก ซึ่งการศึกษาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมาตรการ แผน และนโยบาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ
การสะสมทุนและการเลื่อนสถานะทางสังคมของไอดอลเกาหลี, พัทธนันท์ ทรัพย์เจริญ
การสะสมทุนและการเลื่อนสถานะทางสังคมของไอดอลเกาหลี, พัทธนันท์ ทรัพย์เจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษาชิ้นนี้มุ่งศึกษากระบวนการสะสมทุนและการเลื่อนระดับทางสังคมของไอดอลเกาหลี โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการสะสมทุนของไอดอลเกาหลีที่มีช่วงระยะเวลาเดบิวท์ที่ใกล้เคียงกันจำนวนสองวง ได้แก่ วง EXO ซึ่งเป็นกลุ่มไอดอลที่มีพื้นฐานของทุนทางเศรษฐกิจสูง และวง BTS ซึ่งเป็นกลุ่มไอดอลที่มีพื้นฐานของทุนทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า เพื่อนำมาวิเคราะห์กระบวนการสะสมทุนในมิติต่าง ๆ ที่เป็นผลทำให้ตำแหน่งทางสังคมจากไอดอลในฐานะศิลปินของประเทศเกาหลีใต้เลื่อนระดับ ทางสังคมไปสู่การเป็นไอดอลที่มีชื่อเสียงระดับโลกผ่านการใช้แนวคิดเรื่องทุนของบูดิเยอร์ ผลการศึกษาพบว่าความแตกต่างทางสังคมในช่วงแรกเกิดจากความแตกต่างของทุนทางเศรษฐกิจจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทต้นสังกัด โดยวง EXO เป็นกลุ่มที่มีความได้เปรียบจากการเป็นไอดอลของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีประสบการณ์สูง ซึ่งเอื้อต่อการสร้างทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางสังคมที่สูงไปด้วย และทำให้วง EXO สามารถสร้างทุนทางสัญลักษณ์ทางด้านชื่อเสียงจนเลื่อนระดับทางสังคมได้อย่างรวดเร็ว ในส่วนของวง BTS เป็นไอดอลของบริษัทขนาดเล็กที่มีทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางสังคมที่ต่ำกว่า แต่นำเอาประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสร้างเครือข่ายทางสังคมจนทำให้วง BTS ได้รับการยอมรับจากสังคมและเกิดการเลื่อนระดับทางสังคมสู่การเป็นไอดอลที่มีชื่อเสียงโด่งดังได้ในเวลาต่อมา ทั้งนี้ ชื่อเสียงที่เกิดขึ้นสามารถแปรสภาพจากทุนทางสัญลักษณ์กลับไปสู่ทุนทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน
The Impact Of U.S. Monetary Policy Expectations On Emerging Market Sovereign Bonds, Qiaofang Chen
The Impact Of U.S. Monetary Policy Expectations On Emerging Market Sovereign Bonds, Qiaofang Chen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the spillover effects of U.S. monetary policy on sovereign bonds in emerging market economies (EMEs). It evaluates the influence of various phases of U.S. monetary policy, including quantitative easing (QE) and quantitative tightening (QT), on EME sovereign bond prices and yields. The analysis pays special attention to differences in the impacts on bonds denominated in local currencies versus U.S. dollars. The results indicate that U.S. monetary policy significantly affects the prices of both USD- and local currency-denominated bonds in EMEs, except during the pre-unconventional monetary policy period. The adverse effects of U.S. monetary policy adjustments, particularly during …
The Effects Of Ai On Export Cutoff For High-Tech Industries In China, Baobao Lou
The Effects Of Ai On Export Cutoff For High-Tech Industries In China, Baobao Lou
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Given the surge in Chinese high-tech exports from 2016 to 2021, this paper presents the first quantitative estimation of the export cutoff productivity for Chinese firms. It explores the impact of AI on export cutoff productivity at the firm level by applying text mining, the WLP method (2009), and the ROC method to 958 listed high-tech firms in China. The study finds that the export cutoff productivity threshold for Chinese high-tech industries significantly increased following the adoption of AI. This indicates that AI adoption raises the export cutoff. However, this paper also finds that AI’s adoption also improves the chance …
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน, อมร ขันสาลี
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน, อมร ขันสาลี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันนวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร แต่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ยังต้องอาศัยพนักงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ องค์กรจึงควรส่งเสริมและพัฒนาทักษะนี้ให้กับบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยงานวิจัยพบว่าบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ มักจะมีความอยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ เปิดกว้างรับสิ่งใหม่ ๆ และมีความรู้หลากหลาย ดังนั้นองค์กรควรส่งเสริมให้พนักงานเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อขยายมุมมอง นำไปสู่การคิดนอกกรอบและคิดเชิงนวัตกรรมแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเรียนรู้ ช่วยให้พนักงานเข้าถึงความรู้และข้อมูลใหม่ ๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ยังมีข้อจำกัดด้านแรงจูงใจในการเรียนรู้ด้วยตนเองและความหลากหลายของรูปแบบเนื้อหาการเรียนรู้ การศึกษาครั้งนี้นำเสนอแนวทางการพัฒนาแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ที่มีคุณสมบัติดังนี้ 1) เป็นศูนย์กลางรวมความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร และองค์ความรู้ใหม่ ๆ 2) นำกลไกเกมบางส่วนจากแนวคิดเกมมิฟิเคชัน (Gamification) มาใช้เพื่อกระตุ้นความสนใจและความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ 3) รองรับรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น การดู การอ่าน และการฟัง โดยการออกแบบระบบทั้งหมดผู้ศึกษาได้อ้างอิงและประยุกต์ใช้แนวคิดและทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ เกมมิฟิเคชัน (Gamification) และความต้องการและแรงจูงใจของมนุษย์ ร่วมด้วยผลการศึกษาพบว่าพนักงานทั่วไปจำนวน 100 คน มีความเห็นว่าองค์ประกอบของเกมมิฟิเคชันมีอิทธิพลต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้ความรู้ออนไลน์ของพนักงานในระดับมากทุกกลุ่มปัจจัย ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยด้าน เพศ ช่วงอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และระดับการปฏิบัติงาน จากนั้นผู้ศึกษาได้นำผลการสำรวจไปออกแบบแพลต์ฟอร์มฯ โดยผู้ศึกษาได้พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมและนำไปสาธิตและกลุ่มเป้าหมายซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่พัฒนาบุคลากร จาก 5 ธุรกิจที่แตกต่างกัน โดยผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ให้ความสนใจในการทดลองนำไปใช้งาน
Development Of Titanate-Based High-Entropy Perovskite Oxides For High-Energy Density Capacitor, Ketkaeo Bunpang
Development Of Titanate-Based High-Entropy Perovskite Oxides For High-Energy Density Capacitor, Ketkaeo Bunpang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The development of dielectric materials with suitable properties for high-energy density capacitors is essential for the advancement of future electronic technologies. This study focuses on the effects of substituting monovalent and trivalent ions at the A and B sites in high-entropy perovskite oxide structures based on titanates. (A'0.2A"0.2Ba0.2Ca0.2Sr0.2)(Ti1-xMex)O3 (A' = Na+, K+, A" = Bi3+, La3+, Me = Zr4+, (Mg1/3Nb2/3)4+, x = 0.00–0.2) compounds were synthesized using the solid-state reaction method. The results revealed that compounds containing Bi3+ exhibited a high dielectric constant (~3000), low dielectric loss (~0.1), and stable relaxor ferroelectric behavior. In contrast, compounds containing La3+ displayed linear …