Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 3931 - 3960 of 37684

Full-Text Articles in Entire DC Network

กลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธของครูปี๊บ คงลายทอง (ศิลปินแห่งชาติ), ธีระรัตน์ คมขำ Jan 2024

กลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธของครูปี๊บ คงลายทอง (ศิลปินแห่งชาติ), ธีระรัตน์ คมขำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องกลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธของครูปี๊บ คงลายทอง (ศิลปินแห่งชาติ) เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธและกลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธ ผลการวิจัยพบว่า บทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธมีจำนวน 6 บทเพลง ได้แก่ เพลงกระบี่ลีลา สองชั้น เพลงโยนดาบ สองชั้น เพลงมอญรำดาบ สองชั้น เพลงโลม สองชั้น และเพลงลงสรง สองชั้น เพลงสองชั้นใช้สำหรับไหว้ครูประจำแต่ละอาวุธ และเพลงโยน-แปลง ใช้สำหรับทุกการแสดงในช่วงเดินแปลงและเข้าต่อสู้ กลวิธีการเป่าปี่ชวาในบทเพลงเพื่อการแสดงอาวุธจะต้องปรับกลุ่มเสียงเพื่อให้ปี่ชวาดำเนินทำนองได้สะดวกทั้งการใช้นิ้วและการใช้ลม อีกทั้งเพื่อให้พบทำนองที่เอื้อต่ออารมณ์ให้มีความฮึกเหิม เพลงที่จะต้องปรับกลุ่มเสียง ได้แก่ เพลงโยนดาบ สองชั้น เพลงมอญรำดาบ สองชั้น เพลงโลม สองชั้น เพลงลงสรง สองชั้น และเพลงที่ไม่ต้องปรับกลุ่มเสียง ได้แก่ เพลงกระบี่ลีลา สองชั้น นอกจากการปรับกลุ่มเสียงเพื่อความสะดวกในการบรรเลงปี่ชวา จะต้องใช้กลวิธีพิเศษเพื่อเพิ่มอรรถรสให้แก่ทำนอง ได้แก่ การตอดลิ้นโดยเป่าลมสั้น การตอดลิ้นตัดลม การตอดลิ้นติดกัน 2 ครั้ง การตอดลมโดยเป่าลมสั้น การปริบ การโปรยเสียง การตีนิ้ว การสะบัด การรวบทำนอง และการกระทบเสียง ซึ่งกลวิธีดังกล่าวในการเป่าปี่ชวาในแต่ละบทเพลงจะต้องศึกษาแบบตัวต่อตัวเพื่อให้ได้รับองค์ความรู้ที่ถูกต้องตามแบบแผนเนื่องจากกลวิธีใช้นิ้วและลมในการเป่าปี่ชวามีรายละเอียดที่ซับซ้อน


การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม, ศุภชัย ไตรไทยธีระ Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม, ศุภชัย ไตรไทยธีระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมและเพื่อนำเสนอกลไกสนับสนุนการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิจัยเชิงปฏิบัติการกลุ่มเป้าหมายในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนอุบลราชธานี ประกอบด้วย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ 10 คน และเด็กและเยาวชน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า การออกแบบการเรียนรู้ที่กำหนดเองที่สอดคล้องกับการพัฒนาสมรรถนะของเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมต้องออกแบบบนหลักสามประการคือ ความยืดหยุ่น การออกแบบการเรียนรู้แบบไม่เป็นเส้นตรง และการให้ความสำคัญกับการสะท้อนกลับจากผู้เรียน ซึ่งเป็นรูปแบบสำคัญของการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม จากการวิจัย สามารถแบ่งเด็กได้เป็นสี่กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มเด็กและเยาวชนปกติทั่วไป มีแนวโน้มที่จะบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้เนื่องจากผู้เรียนรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของการเรียนรู้ 2) กลุ่มผู้เรียนที่มีภาวะจิตเวช เด็กและเยาวชนเริ่มยอมรับในปัญหาของตนเองและเข้าสู่กระบวนการบำบัดเยียวยา แต่ปัญหาสภาวะจิตใจทำให้การเรียนรู้หยุดชะงักไม่ต่อเนื่อง 3) กลุ่มเรียนรู้ช้า ผู้เรียนสนใจการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เมื่อออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความถนัดและความต้องการทำให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และ 4) กลุ่มที่ถูกตัดสินให้อยู่นานกลุ่มนี้มีแรงจูงใจน้อยกว่ากลุ่มอื่น การเปิดโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริงช่วยสร้างแรงจูงใจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องอาศัยการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ซึ่งเป็นกลไกสนับสนุนการเรียนรู้สี่ประการด้วยกันคือ 1) ครูมีบทบาทในการเป็นเพื่อนคู่คิดเพื่อลดช่องว่างกับผู้เรียน 2) ทรัพยากรการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้รายบุคคล 3) เครือข่ายสนับสนุนการเรียนรู้จากภายนอก และ 4) กลไกเชิงนโยบายที่สนับสนุนการจัดการเรียนรู้และกลไกโอบอุ้มคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางให้สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม


การพัฒนารูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ชณทัต บุญชูวงศ์ Jan 2024

การพัฒนารูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ชณทัต บุญชูวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 3) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ 4) เพื่อนำเสนอรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ คือนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตจำรวน 426 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2) แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้สารสนเทศดิจิทัลและการยึดมั่นผูกพันในการเรียนของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบฯ คือ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 35 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) เว็บรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันฯ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันฯ 3) แบบวัดการรู้สารสนเทศดิจิทัล 4) เกณฑ์ประเมินแบบรูบริคส์การรู้สารสนเทศดิจิทัล 5) แบบประเมินตนเองการยึดมั่นผูกพันในการเรียน 6) เกณฑ์ประเมินแบบรูบริคส์การยึดมั่นผูกพันในการเรียน 7) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการใช้รูปแบบโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกันร่วมกับเกมิฟิเคชันฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way Repeated Measure ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 4 องค์ประกอบได้ แก่ 1) องค์ประกอบด้านกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกัน 2) องค์ประกอบด้านโมไบล์เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกัน 3) องค์ประกอบด้านเกมิฟิเคชัน และ 4) องค์ประกอบด้านการวัดและประเมินผล โดยมี 4 ขั้นตอนการเรียนรู้ได้แก่ 1) ขั้นที่ 1 การวางแผน 2) ขั้นที่ 2 การสืบสอบส่วนบุคคล 3) ขั้นที่ 3 การสืบสอบร่วมกัน และ 4) ขั้นที่ 4 ผลของกลุ่ม 2. ผลการทดลองการใช้รูปแบบฯ พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยการรู้สารสนเทศดิจิทัลหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำแสดงให้เห็นว่าคะแนนเฉลี่ยการรู้สารสนเทศดิจิทัลในแต่ละครั้งมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …


แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร, ปกกสิณ ชาทิพฮด Jan 2024

แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร, ปกกสิณ ชาทิพฮด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร 2) เพื่อวิเคราะห์การสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร โดยเลือกแบบเจาะจงผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เป็นกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนครจำนวน 5 กลุ่มชน ได้แก่ โย้ย, ญ้อ, ไท-ลาว,กะเลิง และผู้ไทย และเลือกผู้ที่มีบทบาทในกระบวนการผลิตผ้าครามตั้งแต่กระบวนการผลิตขั้นแรกไปจนถึงกระบวนการทอผ้าครามเสร็จสิ้นเป็นผืนผ้า ใช้วิธีดำเนินการวิจัยตามวัตถุประสงค์ร่วมกับการศึกษาเอกสาร การศึกษาข้อคิดเห็นจากผู้ใช้ผ้าครามด้วยแบบสอบถาม การศึกษาภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการอภิปรายกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า คุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนครจากเจ้าของภูมิปัญญา มีคุณค่า 5 ด้าน ประกอบด้วย (1) คุณค่าด้านจริยศาสตร์ สะท้อนผ่านการไหว้ครูครามและการบูชาหม้อคราม (2) คุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ สะท้อนผ่านลวดลายผ้าครามและสีครามธรรมชาติ, (3) คุณค่าด้านสังคมและวัฒนธรรม สะท้อนผ่านในด้านการใช้ผ้าครามในโอกาสต่าง ๆ และภูมิปัญญาภาษาและคำศัพท์ผ้าคราม, (4) คุณค่าด้านเศรษฐกิจ สะท้อนจากเศรษฐกิจในระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าคราม และ (5) คุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม สะท้อนจากคุณลักษณะพิเศษของครามที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและกระบวนการผลิตใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ และ คุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามจากผู้ใช้ผ้าคราม เป็นคุณค่าจากการให้นิยามความหมาย และการใช้ผ้าครามในบริบทต่าง ๆ ของกลุ่มเยาวชนในจังหวัดสกลนคร ด้านการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร พบว่า มีองค์ประกอบทั้งสิ้น 4 ส่วน ประกอบด้วย (1) ผู้สืบสานภูมิปัญญา ส่วนใหญ่เป็นครูภูมิปัญญา ปราชญ์และผู้รู้ผ้าครามที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับครามและผ้าครามโดยใช้การส่งต่อองค์ความรู้หลายวิธี ได้แก่ การบอก การชี้แนะ การสาธิต และการให้ลงมือปฏิบัติ (2) ผู้รับการสืบสานภูมิปัญญา มีทั้งผู้รับการสืบสานที่เป็นคนในครอบครัว และผู้รับการสืบสานที่เป็นคนนอกครอบครัว (3) วิธีการสืบสานภูมิปัญญา ประกอบด้วย รูปแบบของการสืบสาน วิธีการสืบสานภูมิปัญญา ชุดข้อมูลของการสืบสานภูมิปัญญา และ (4) เนื้อหาของการสืบสานภูมิปัญญา ส่วนใหญ่เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับคราม เส้นใยฝ้ายและไหม การสร้างลวดลายผ้าคราม การย้อมสีด้วยคราม การทอผ้าคราม และ 3) แนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร พบว่า (1) การสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามผ่านรูปแบบการศึกษาตลอดชีวิตผ่านสถาบันครอบครัว ด้วยการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย (2) วิธีดำเนินการตามแนวทางการสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาผ้าครามของกลุ่มชนชาติไทในจังหวัดสกลนคร ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา …


โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, อโณทัย พลเยี่ยม เพชรแสง Jan 2024

โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, อโณทัย พลเยี่ยม เพชรแสง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี และ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี เป้าหมายของการทดลองเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่เรียนหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหรือศึกษาศาสตรบัณฑิต ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง จำนวน 78 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและการเตรียมการ 2) การพัฒนาโปรแกรม 3) การศึกษานำร่องและการพัฒนาโปรแกรมฉบับทดลองใช้ 4) การทดลองใช้โปรแกรม และ 5) การปรับปรุงโปรแกรม และการจัดทำโปรแกรมฉบับสมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความบากบั่นพากเพียร และแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับความบากบั่นพากเพียร วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้การทดสอบข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระจากกัน (t-test Dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี มี 8 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการของโปรแกรม 2) วัตถุประสงค์ของโปรแกรม 3) ผลลัพธ์การเรียนรู้ของโปรแกรม 4) เนื้อหาสาระและกิจกรรมของโปรแกรม 5) กำหนดการดำเนินงานในโปรแกรม 6) โครงสร้างการจัดประสบการณ์ของโปรแกรม 7) บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน และ 8) การวัดและประเมินผลของโปรแกรม โดยมี 3 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1) การกำกับตนเองในชีวิตประจำวัน 2) การกำกับตนเองในการเรียน และ 3) การกำกับตนเองเพื่อพัฒนาตนเอง ใช้เวลาในการเข้าร่วมโปรแกรมทั้งหมด 15 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 33 ชั่วโมง ระยะเวลาดำเนินการโดยรวม 10 สัปดาห์ 2. ผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี พบว่า ความบากบั่นพากเพียรของนักศึกษาหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งในภาพรวมและแต่ละองค์ประกอบ และในระหว่างการทดลองใช้โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี นักศึกษาทั้งในกลุ่มที่มีความบากบั่นพากเพียรในระดับสูง กลาง และต่ำ มีการเปลี่ยนแปลงของความบากบั่นพากเพียรไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งในภาพรวมและแต่ละองค์ประกอบ


โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล: การวิเคราะห์อิทธิพลการส่งผ่านพหุระดับที่มีพหุตัวแปรส่งผ่าน, มาลัยวรรณ แก้วอาสา Jan 2024

โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล: การวิเคราะห์อิทธิพลการส่งผ่านพหุระดับที่มีพหุตัวแปรส่งผ่าน, มาลัยวรรณ แก้วอาสา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรวัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงานที่มีอิทธิพลต่อสมดุลชีวิตและงานของครู ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ครูมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 250 คน และผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 18 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามช่วงชั้น (มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย) และภูมิภาค การเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ซึ่งมีคุณสมบัติเชิงจิตมิติทั้งด้านความตรงและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับด้วยโปรแกรม Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (c2 = 63.871, df = 49, p = 0.0752, RMSEA = 0.035, CFI = 0.985, TLI = 0.979, SRMRW = 0.053, SRMRB = 0.434, AIC = 3255.831, BIC = 3428.382) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์สภาพสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลพบว่า สมดุลชีวิตและงานของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.020, SD = 0.594) โดยครูมีการจัดการเวลาอย่างสมดุลในระดับปานกลาง ในขณะที่การให้ความสำคัญกับงานและชีวิตส่วนตัวและความพึงพอใจในการรักษาสมดุลชีวิตและงานอยู่ใน ระดับมาก (M = 3.110 และ 3.210, SD = 0.693 และ 0.789 ตามลำดับ) 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรในโมเดลวิจัยระดับครู พบว่า การบูรณาการกิจรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) มีอิทธิพลทางตรงต่อสมดุลชีวิตและงาน (WLB) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B = 0.974, p <.001) 3. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลทางตรงของตัวแปรในโมเดลวิจัยระดับโรงเรียน พบว่า วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลทางตรงต่อการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) (B = 0.285, p = 0.001) และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.303, p = 0.044) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ในขณะที่การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) มีอิทธิพลทางตรงต่อสมดุลชีวิตและงานของครู (WLB) (B = 0.936, p B = 0.862, p 4. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลรวมและอิทธิพลทางอ้อมในโมเดลวิจัยระดับโรงเรียนพบว่า วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลรวมต่อสมดุลชีวิต และงานของครู (WLB) เท่ากับ 0.801 และมีอิทธิพลทางอ้อมผ่านการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) (B = 0.267, p = 0.004) และการบูรณาการกิจกรรม ระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.295, p = 0.046) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลทางอ้อมต่อสมดุลชีวิต และงานของครูผ่านการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.239, p = 0.009) อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) มีอิทธิพลรวมต่อสมดุลชีวิตและงานของครู (WLB) เท่ากับ 1.776 และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อ สมดุลชีวิตและงานของครูผ่านการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน ( INT) (B = 0.840, p ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้ครูมีสมดุลชีวิตและงาน ต้องเริ่มจากการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน นอกจากนี้ยังพบว่าโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสมดุลชีวิตและงานของครูโดยการใช้นโยบายการบริหาร โรงเรียนแบบยืดหยุ่นและส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือเพื่อสนับสนุนให้ครูสามารถบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงานได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะส่งผล ให้ครูมีสมดุลชีวิตและงานที่ดียิ่งขึ้น


การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครูด้วยกระบวนการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วม, ธีระศักดิ์ ทั่งสุวรรณ Jan 2024

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครูด้วยกระบวนการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วม, ธีระศักดิ์ ทั่งสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะหลักของครูในปัจจุบัน และสมรรถนะหลักของครูที่ควรได้รับการพัฒนา 2) พัฒนาการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครู และ 3) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมและข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะหลักของครู การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาของรัฐแห่งหนึ่ง จำนวน 85 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม แผนกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสังเกตและแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่าเครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการวิจัย มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมทั้งใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานและการทำงานเป็นทีมเป็นสมรรถนะที่สำคัญและจำเป็นต้องได้รับการพัฒนามากที่สุด จึงได้พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยบูรณาการสมรรถนะทั้งสองด้านผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างสมรรถนะหลักการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานด้วยกระบวนการทำงานเป็นทีม (Team Boost Excellence Initiative) ระยะเวลารวม 2 วัน (12 ชั่วโมง) โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกต และการสะท้อนผล บูรณาการร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและกระบวนการกลุ่ม ผลการจัดกิจกรรมพบว่าสามารถกระตุ้นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.86, S.D. = 0.37) และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้จริง โดยผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความคิดเห็นในเชิงบวก เสนอให้ขยายผลการจัดกิจกรรมทั้งในระดับโรงเรียน สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรภายนอก และเพิ่มระยะเวลาการจัดกิจกรรม นอกจากนี้ควรศึกษาปฏิทินกิจกรรมของโรงเรียน สร้างเครือข่ายบุคคลสำคัญ พัฒนาระบบติดตามผลระยะยาว และปรับปรุงระบบการสังเกตให้ครอบคลุมปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ นอกจากนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป และข้อเสนอแนะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง


การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม, จุติกรานต์ อังคพนมไพร Jan 2024

การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม, จุติกรานต์ อังคพนมไพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและพัฒนาการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม 2) เพื่อศึกษาผลการใช้งานการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อส่งเสริมการรู้สิ่งแวดล้อม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 30 คนโดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purpose sampling) เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง, แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินคุณภาพการ์ดเกมฯ และแบบวัดการรู้สิ่งแวดล้อม สถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test Dependent) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) การ์ดเกมที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ ได้แก่ เนื้อหา การจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง การ์ดเกม และการเรียนรู้แบบค้นพบ การพัฒนาการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงฯ ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนได้แก่ การศึกษาเอกสาร การรวบรวมข้อมูล การสังเคราะห์ การพัฒนา การประเมิน และการปรับปรุงแก้ไข โดยผลการประเมินรับรองคุณภาพการ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงด้วยการเรียนรู้แบบค้นพบ พบว่าภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับคุณภาพดีมาก (Mean=4.68, S.D.=0.51) 2) ผลการใช้การ์ดเกมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงฯ พบว่าคะแนนเฉลี่ยความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยเจตคติด้านสิ่งแวดล้อม หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลการศึกษาพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี, จิรภิญญา ศิริกุล Jan 2024

การพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี, จิรภิญญา ศิริกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องสำหรับผู้เรียนวัย 9-11 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์นำร่อง 2) แบบประเมินคุณภาพเกม 3) แบบบันทึกหลังสอน 4) แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนระหว่างทำกิจกรรม และ 5) แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจผู้เรียนที่มีต่อสื่อการสอน กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน 2) กลุ่มผู้ประเมินคุณภาพเกม จำนวน 3 ท่าน และ 3) นักเรียนขับร้องที่ผู้วิจัยสอน จำนวน 1 คน ทำการเก็บข้อมูล โดยการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์ และนำมาพัฒนาเป็นต้นแบบเกม จากนั้นนำเกมไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน และนำไปทดลองใช้ วิเคราะห์ผลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย คือ ต้นแบบเกมเพื่อการสอนตีความบทเพลงขับร้องที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ 1) อุปกรณ์เกม ได้แก่ 1.1) ชุดการ์ดจำนวน 6 ชุด ได้แก่ ชุดการ์ดระยะช่วงเสียงจำนวน 4 ใบ, ชุดการ์ดระดับความดังเบาเสียง จำนวน 8 ใบ ชุดการ์ดอารมณ์เพลงจำนวน 9 ใบ, ชุดการ์ดคาแรคเตอร์ จำนวน 12 ใบ, ชุดการ์ดภารกิจจำนวน 13 ใบ, ชุดการ์ดรางวัล จำนวน 12 ใบ 1.2) แบบวิเคราะห์ท่อนเพลง 1.3) บอร์ดเกม 1.4) หมากเดินเกม 1.5) ลูกเต๋า 1.6) คู่มือประกอบการสอนและเล่น และ 2) กิจกรรม แบ่งออกเป็น 4 ขั้น คือ …


แนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราศรัย เจตสันติ์ Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราศรัย เจตสันติ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบหลักและพฤติกรรมบ่งชี้ของความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เสนอแนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ ผู้เชี่ยวชาญ 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และการเมืองการปกครอง ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน และครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา รวม 65 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบยืนยันองค์ประกอบ บันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยายและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบหลักของความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการเมือง การรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารทางการเมือง การเข้าอกเข้าใจมุมมองทางการเมืองของตนเอง การอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่เห็นต่างทางการเมือง และการแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งทั้ง 5 องค์ประกอบหลักนี้มีองค์ประกอบย่อย 23 องค์ประกอบ และพฤติกรรมบ่งชี้ 107 รายการ 2) แนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย (1) เป้าหมายการพัฒนาเน้นการพัฒนาองค์รวม (2) หลักการสำคัญในการพัฒนา (SECMAR) ได้แก่ การสร้างการมีส่วนร่วมโดยคํานึงถึงบริบทของนักเรียน การเรียนรู้จากประสบการณ์ การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การใช้สื่อสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าทัน การตระหนักถึงความหลากหลายทางการเมือง และการส่งเสริมกระบวนการคิดไตร่ตรอง (3) แนวทางการพัฒนา (6D Model) ได้แก่ การส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน การสนับสนุนให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยน อภิปราย ซักค้านต่อความคิดเห็น การสํารวจสื่อสารสนเทศและข้อมูลดิจิทัลอย่างรอบด้าน การฝึกวิเคราะห์ คาดการณ์ และตัดสินใจต่อสถานการณ์ทางการเมือง การส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดจิตสำนึกทางสังคม และการสนับสนุนให้นักเรียนแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะต่าง ๆ (4) กลยุทธ์และวิธีการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ การเรียนรู้จากประสบการณ์ และการฝึกทักษะการตัดสินใจผ่านสถานการณ์ (5) ระดับการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเมืองมี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเริ่มต้น ระดับปานกลาง และระดับท้าทาย (6) รูปแบบการนำแนวทางไปใช้ในสถานศึกษา แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การส่งเสริมผ่านรายวิชาและการส่งเสริมผ่านกิจกรรมเสริมหลักสูตร (7) แนวทางการวัดและประเมินผลความฉลาดรู้ทางการเมือง ใช้หลักการสำคัญ ได้แก่ การประเมินผลแบบองค์รวม การประเมินผลจากการปฏิบัติจริง …


หน้าทับสะระหม่าใหญ่ : กรณีศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์, ภูวิศ แถวเพีย Jan 2024

หน้าทับสะระหม่าใหญ่ : กรณีศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์, ภูวิศ แถวเพีย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ โดยศึกษาตามระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีดำเนินการวิจัย เริ่มจากการศึกษานำร่อง (Pilot Study) และศึกษาองค์ความรู้แบ่งออกเป็น 1) ด้านเอกสาร และ 2) ด้านบุคคล ประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูล 3 กลุ่ม คือ ครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ (Key Informant) 2) กลุ่มลูกศิษย์สาขาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3) กลุ่มลูกศิษย์ที่เป็นเครือญาติทางสายสำนัก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ แบบสัมภาษณ์กลุ่มลูกศิษย์ แบบสัมภาษณ์กลุ่มเครือญาติ และแบบสังเกตกลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ โดยใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation Approach) การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการตีความหมายและสรุปข้อค้นพบแบบอุปนัย (Analytic Induction) ผลการวิจัยพบว่ากลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงหน้าทับสะระหม่าใหญ่ของครูอนันต์ ดุริยพันธุ์ แบ่งได้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) หลักการคัดสรรผู้เรียน ครูอนันต์ใช้วิธีตรวจสอบพื้นฐานด้านองค์ความรู้ ทักษะการบรรเลง และคุณสมบัติทางวุฒิภาวะ เช่น ความเชื่อฟัง ขยันฝึกซ้อม และการปฏิบัติตามจารีต เพื่อพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนให้เหมาะสมกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสูง 2) การสร้างแรงบันดาลใจ ครูอนันต์ส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของหน้าทับสะระหม่าใหญ่ผ่านพิธีไหว้ครู การเล่าเรื่องประวัติความเป็นมา และการเน้นบทบาททางวัฒนธรรม เช่น การใช้ในงานมงคลและพระราชพิธี 3) กลวิธีการสอนทักษะการบรรเลงกลองแขกหน้าทับสะระหม่าใหญ่ ครูอนันต์ใช้เทคนิคการสอนที่เป็นลำดับ เช่น การอธิบายเสียงกลองแขกตัวผู้และตัวเมีย การสอนไม้ต้น ไม้โปรย ไม้แดกและการบรรเลงร่วมกับวงปี่ชวากลองแขกและวงเครื่องสายปี่ชวา โดยเน้นการฝึกปฏิบัติทีละขั้นตอน ซึ่งจะใช้กลวิธีการสอนแบบรายบุคคล การสอนแบบคู่ และการสอนรวมวง ในระหว่างกระบวนการสอน 4) กลวิธีการประเมินและการให้ข้อมูลย้อนกลับทักษะการบรรเลงหน้าทับสะระหม่าใหญ่ ครูอนันต์ใช้การประเมินทั้งแบบรายบุคคล แบบคู่ และแบบรวมวง โดยเน้นการสังเกต การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการให้คำแนะนำที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับในลักษณะบวก พร้อมคำแนะนำเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด ซึ่งการสอนของครูอนันต์ใช้วิธีการที่สร้างแรงจูงใจและสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะ ทั้งในด้านการประเมินและการสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสบายใจและพร้อมปรับปรุงทักษะด้วยความเต็มใจ


แนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ภาวิชชุกานต์ ใช้ลิ้ม Jan 2024

แนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ภาวิชชุกานต์ ใช้ลิ้ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) นำเสนอแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ตัวอย่างหนังสือเรียนที่ออกแบบตามแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย โดยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มผู้ใช้หนังสือเรียน รวม 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียน แบบประเมินตัวอย่างหนังสือเรียน แบบประเมินความพึงพอใจของครูผู้สอน และแบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาหนังสือเรียนประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการเตรียม ขั้นการออกแบบ ขั้นการผลิต และขั้นรวบรวมข้อมูลหลังการใช้งาน โดยมีแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายในขั้นการเตรียมและขั้นการออกแบบ เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหนังสือเรียนตามแต่ละส่วนประกอบของหนังสือเรียน ได้แก่ กิจกรรมก่อนการเรียนรู้ ส่วนนำเสนอเนื้อหา กิจกรรมท้ายบทเรียน และกิจกรรมประเมินตนเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดคำถามเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ คำถามเพื่อฝึกการสังเกต คำถามเพื่อส่งเสริมให้เกิดการคิดตามองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ และคำถามเพื่อฝึกการอุปมา 2) ผู้ใช้งานมีระดับค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อตัวอย่างหนังสือเรียนที่ออกแบบตามแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (X̄ = 4.7) อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด และสามารถนำแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายไปใช้ได้ โดยได้รับคำแนะนำจากผู้ใช้ให้ปรับแนวทางการใช้ภาษาให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น


การวิเคราะห์เนื้อหาและอธิบายความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาความสามารถคิดบริหารจัดการตน, แหวนพลอย จิตต์อำไพ Jan 2024

การวิเคราะห์เนื้อหาและอธิบายความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาความสามารถคิดบริหารจัดการตน, แหวนพลอย จิตต์อำไพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการเรียนดนตรีตามแนวทางดาลโครซยูริธมิกส์กับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหาร (Brain Executive Functions) (EF) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) ประเภทการวิจัยเอกสาร (documentary research) และการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่าหลักการและ แนวคิดของการเรียนดนตรีแบบดาลโครซยูริธมิกส์ มีความสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหาร ทั้ง ในด้านวิธีการ และด้านลําดับขั้นตอนของพัฒนาการ ดังนี้ 1) การพัฒนาทักษะด้านการจดจ่อใส่ใจ มีความ สอดคล้องกับขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนาทักษะ EF และสอดคล้องกับ องค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Rhythmics 2) การพัฒนาทักษะด้านการยั้งคิดไตร่ตรอง มีความสอดคล้อง กับขั้นตอนที่ 3 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนา EF และสอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Rhythmics 3) การพัฒนาทักษะด้านความจําใช้งาน มีความสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 4 ในการใช้กิจกรรม ดนตรีเพื่อพัฒนา EF และสอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Solfège และ 4) การพัฒนาทักษะ ด้านการยืดหยุ่นความคิด มีความสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 5 ในการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนา EF และ สอดคล้องกับองค์ประกอบของดาลโครซในวิชา Improvisation


Disciplining The Responses To Cross-Border Subsidies: The Case Study Of Eu And Us Trade Remedy Investigations Against Products From Indonesia And Thailand, Jia Zhen Cen Jan 2024

Disciplining The Responses To Cross-Border Subsidies: The Case Study Of Eu And Us Trade Remedy Investigations Against Products From Indonesia And Thailand, Jia Zhen Cen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The geopolitical confrontation between the United States and China extends across various levels and domains, with trade being one of the most prominent arenas. Subsidies, a longstanding source of contention in international trade, have become an even more contentious issue following China’s launch of the Belt and Road Initiative (BRI) in 2013. Traditionally, subsidies are provided by a government to its domestic producers, and WTO subsidy rules allow its Members to take countervailing measures against subsidies of their direct trading partners when those subsidies cause injury to the Member's domestic industries. However, the rise in cross-border subsidies – where governments …


การตีความข้อยกเว้นด้านความมั่นคงมาตรา Xxi(B) ขององค์การการค้าโลก, นิธินันท์ ลีธนะกุล Jan 2024

การตีความข้อยกเว้นด้านความมั่นคงมาตรา Xxi(B) ขององค์การการค้าโลก, นิธินันท์ ลีธนะกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ข้อยกเว้นด้านความมั่นคงตามมาตรา XXI(b) แห่งความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ทวีความสำคัญขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากประเทศสมาชิกนำมาใช้เป็นเครื่องมือจำกัดการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์การตีความและการบังคับใช้ข้อยกเว้นดังกล่าว โดยเปรียบเทียบกับบทบัญญัติมาตรการที่กระทำได้ (Non-Precluded Measures Clause: NPM) ในกฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศ โดยตั้งสมมติฐานว่าการพิจารณาเพียงเงื่อนไขตาม (i)-(iii) ของมาตรา XXI(b) เป็นเกณฑ์ที่อาจทำให้ประเทศสมาชิกยกอ้างข้อยกเว้นความมั่นคงได้โดยง่ายเกินไป การศึกษาใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสารโดยวิเคราะห์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการระงับข้อพิพาทของ WTO คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการด้านการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนประวัติการเจรจาและวัตถุประสงค์ของมาตรา XXI ผลการศึกษาพบว่า WTO ยังขาดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของรัฐ แม้ไม่อาจนำกฎเกณฑ์ของกฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศมาใช้โดยตรงเนื่องจากลักษณะธุรกรรมและความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน แต่มีส่วนที่สอดคล้องกันคือการใช้วลี "it considers necessary" ที่สะท้อนลักษณะบทบัญญัติแบบอัตวินิจฉัย (self-judging) ทั้งนี้ แนวปฏิบัติจากกฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของรัฐภายใต้กรอบ WTO ในส่วนของหลักสุจริตได้ อย่างไรก็ตาม ความกังวลสำคัญคือการใช้ข้อยกเว้นด้านความมั่นคงในทางที่ผิดอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ข้อยกเว้นกลายเป็นหลักปฏิบัติปกติ ซึ่งทำลายเจตนารมณ์ดั้งเดิมและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการค้าระหว่างประเทศ การศึกษานี้จึงเสนอแนะให้พัฒนาแนวทางการตีความที่ชัดเจนขึ้น สร้างกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของรัฐและการรักษาเสถียรภาพของระบบการค้าระหว่างประเทศ


การอัตโนมัติกระแสงานของระบบการจัดการเนื้อหาด้วยพาวเวอร์ออโตเมต, อภิญญา แขนสูงเนิน Jan 2024

การอัตโนมัติกระแสงานของระบบการจัดการเนื้อหาด้วยพาวเวอร์ออโตเมต, อภิญญา แขนสูงเนิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาระบบอัตโนมัติกระแสงานของระบบจัดการเนื้อหา หรือ ซีเอ็มเอส โดยใช้ ไมโครซอฟต์ พาวเวอร์ ออโตเมต และ เอไอ บิวเดอร์ บูรณาการกับ สตราพี ซีเอ็มเอส และ แชร์พอยต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาดจากการดำเนินงานด้วยมือ และยกระดับความคล่องตัวในองค์กร กระแสงานที่พัฒนาแชร์พอยต์ประกอบด้วยการบูรณาการเว็บฮุก ของ สตราพี ซีเอ็มเอส เพื่อเริ่มต้นกระบวนการอัตโนมัติ การตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาด้วยเอไอ บิวเดอร์ การบันทึกข้อมูลเหตุการณ์และข้อผิดพลาดในแชร์พอยต์ อีกทั้งการแจ้งเตือนผ่านไมโครซอฟท์ ทีม นอกจากนี้ ยังมีการใช้ จีพีที 4.0 สำหรับการวิเคราะห์บันทึกข้อผิดพลาด เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขและปรับปรุงกระบวนการ ผลการทดลองในธนาคารพาณิชย์ไทยแห่งหนึ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถลดระยะเวลาในการจัดการเนื้อหาได้ร้อยละ 87.5 และลดข้อผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลได้ร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับการทำงานแบบเดิมด้วยมนุษย์ งานวิจัยนี้ได้เน้นให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่นำไปสู่โซลูชันการอัตโนมัติระบบการจัดการเนื้อหาที่เป็นรูปธรรม


อิทธิพลของพื้นผิวด้านล่างของหมอนรองรางต่อประสิทธิภาพแรงต้านทางด้านข้างของทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง, ภัทรวิทย์ บุญน้อม Jan 2024

อิทธิพลของพื้นผิวด้านล่างของหมอนรองรางต่อประสิทธิภาพแรงต้านทางด้านข้างของทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง, ภัทรวิทย์ บุญน้อม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นในทุกปี อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน มีผลกระทบสำคัญต่อรางรถไฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เหล็กที่เป็นวัสดุของรางรถไฟจะดูดซับความร้อน ซึ่งส่งผลให้รางรถไฟขยายตัว ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ทางด้านข้าง และเกิดการโก่งเดาะ ซึ่งนำไปสู่การตกรางของรถไฟได้ในที่สุด ในงานวิจัยฉบับมุ่งเน้นจะไปที่การเคลื่อนตัวทางด้านข้างของหมอนรองรางรถไฟ โดยศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านการเคลื่อนที่ทางด้านข้าง เมื่อเปลี่ยนสภาพของใต้หมอนรองรางรถไฟ และทำการประยุกต์ใช้แผ่นยางรองหมอนรองรางรถไฟ กับโครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง ซึ่งแผ่นยางมีจุดเด่นสำหรับการลดการสั่นสะเทือนต่อชั้นหินโรยทางและกระจายแรงสู่ชั้นหินโรยทาง ในส่วนของประสิทธิภาพในการรับแรงทางด้านข้างนั้นยังไม่มีการศึกษามากเท่าที่ควร และทำการจำลองสภาวะที่ใต้หมอนรองรางมีพื้นผิวขรุขระ รวมถึงปฏิสัมพันธ์กับชั้นหินโรยทาง ผ่านการใช้ Discrete element method (DEM) สำหรับการจำลองสภาพของหินโรยทางรถไฟและการทดสอบ Single sleeper push test (SSPT) ในงานวิจัยนี้จึงจำลองโครงสร้างทางรถไฟแบบมีชั้นหินโรยทาง โดยใช้ Rocky DEM เป็นเครื่องมือในศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพใต้หมอนรองรางรถไฟต่อการเคลื่อนตัวทางด้านข้างของรางรถไฟแบบเดี่ยว โดยไม่ได้มีผลของสิ่งรอบข้างที่มีอิทธิพลต่อหมอนรองราง และนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการศึกษาเพิ่มเติม ในหัวข้อที่มีความเกี่ยวข้องต่อไป งานวิจัยนี้จะช่วยในการวางแผนการเพิ่มประสิทธิภาพของทางรถไฟแบบมีหินโรยทาง และปูพื้นฐานสำหรับการศึกษาต่อไปสำหรับการริเริ่มการใช้แผ่นรองใต้หมอนรองรางรถไฟ


การเปรียบเทียบวิธีการลงโทษปรับแบบเรียลไทม์ในข้อมูลสตรีมมิงที่ไม่คงที่, กัญญาวีร์ ชมมิ่ง Jan 2024

การเปรียบเทียบวิธีการลงโทษปรับแบบเรียลไทม์ในข้อมูลสตรีมมิงที่ไม่คงที่, กัญญาวีร์ ชมมิ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาแนวทางใหม่จำนวน 2 วิธี ได้แก่ Real-time Adaptive Penalization Ridge (RAP-Ridge) และ Real-time Adaptive Penalization Elastic Net (RAP-Elastic Net) ซึ่งต่อยอดจากวิธี RAP-Lasso ที่มีอยู่เดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพยากรณ์ข้อมูลที่มีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางที่พัฒนาขึ้นช่วยให้สามารถปรับค่าพารามิเตอร์การลงโทษแบบเรียลไทม์ ส่งผลให้โมเดลสามารถควบคุมขนาดของค่าสัมประสิทธิ์และตอบสนองต่อข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นจึงทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเทคนิค Real-time Adaptive Penalization (RAP) ภายใต้แบบจำลองการถดถอยสามรูปแบบ ได้แก่ RAP-Lasso, RAP-Ridge และ RAP-Elastic Net ภายใต้บริบทของข้อมูลสตรีมมิงที่ไม่คงที่ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ย ความแปรปรวน และโครงสร้างข้อมูล โดยใช้ข้อมูลจำลองที่มีทั้งการเปลี่ยนแปลงแบบถี่ (High-Frequency Shift) และแบบช้า (Low-Frequency Shift) พร้อมใช้กระบวนการ AR(1) สำหรับค่าความคลาดเคลื่อน โดยการประเมินครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ ความแม่นยำในการพยากรณ์ ความสามารถในการปรับตัวต่อข้อมูลที่เปลี่ยนแปลง และประสิทธิภาพด้านเวลาในการคำนวณ ผลการทดลองพบว่า RAP-Lasso มีความแม่นยำสูงสุด ขณะที่ RAP-Ridge เหมาะสมกับการใช้งานที่ต้องการความเร็วในการประมวลผล งานวิจัยนี้จึงนำเสนอแนวทางที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโมเดลสำหรับข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมจริงที่ไม่แน่นอน


Capm With Independent Regimes For The Alpha And Beta And An Application In Portfolio Optimization, Suwapith Payakapong Jan 2024

Capm With Independent Regimes For The Alpha And Beta And An Application In Portfolio Optimization, Suwapith Payakapong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

We develop a regime-dependent Capital Asset Pricing Model (CAPM), in which alpha and beta follow independent regime-switching processes, and use it in the mean-variance optimization (MVO) framework. Although the model does not significantly improve predictive metrics, we find that the predicted returns from the model have a larger rank correlation with the realized future returns than those from the historical mean and the common-regime CAPM, which assumes shared regime shifts between alpha and beta. The mean-variance portfolio derived from our model yields a superior out-of-sample risk-adjusted return compared to the portfolios derived from the equal-weight strategy, market index replication, the …


The Prognostic Impact Of Various Circulating Cytokine Levels On Response To Egfr-Tkis Treatment In Advanced Nsclc Patients, Warissara Khuntharuks Jan 2024

The Prognostic Impact Of Various Circulating Cytokine Levels On Response To Egfr-Tkis Treatment In Advanced Nsclc Patients, Warissara Khuntharuks

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Advanced NSCLC patients are routinely treated with EGFR-TKIs but often eventually develop acquired resistance, influenced by circulating cytokines. This study investigated cytokine associations with disease control in EGFR-mutant NSCLC patients (N=123) by analyzing plasma samples at pre-treatment and 6–12 weeks post-treatment using a 27-bioplex cytokine panel, compared with healthy controls (N=30). Patients were classified as durable responders (16.3%) (PFS ≥ 104 weeks) and non-durable responders (83.7%) (PFS<104 weeks). Notably, IL-1Ra, IL2, IL-6, IL-7, IL-12p(70), TNF- alpha, IL-4, IL-5, IL-8, IL-13, Eotaxin, IP-10, MIP-1 alpha, RANTES, Basic FGF, GM-CSF and PDGF-BB were significantly presented with high levels in the patient’s pre-treatment plasma compared to healthy controls (p<0.05). High IL-6 and IL-10 levels were significant in non-durable responders (p = 0.0076 and p = 0.0166, respectively). At second-time points, non-durable responders exhibited significantly lower IL-6 levels (p=0.0019), whereas durable responders showed increased IL-10 (p = 0.0234). High pre-treatment IL-6 correlated with poor PFS (p=0.018), OS (p<0.001), and TTF (p<0.001). Consistently, high IL-10 was also correlated with shorter TTF (p<0.005). IL-6 and IL-10 showed strong diagnostic performance (AUC with 0.755 and 0.738, respectively). These cytokines may serve as prognostic biomarkers for evaluating durable EGFR-TKI responses in NSCLC patients.


การทดลองแบบสุ่มเพื่อแสดงผลการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาทขนาดใหญ่ด้วยวิตามินดีในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคเส้นประสาท และมีภาวะพร่องวิตามินดี, ธันยพร อังศุวัชรากร Jan 2024

การทดลองแบบสุ่มเพื่อแสดงผลการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาทขนาดใหญ่ด้วยวิตามินดีในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคเส้นประสาท และมีภาวะพร่องวิตามินดี, ธันยพร อังศุวัชรากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาทขนาดใหญ่ด้วยวิตามินดีในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคเส้นประสาท และมีภาวะพร่องวิตามินดี วิธีวิจัย : ศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างกลุ่มวิตามินดีและกลุ่มยาหลอกในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยคัดเลือกผู้ป่วยที่มีอาการหรืออาการแสดงของเส้นประสาทขนาดใหญ่จากเบาหวาน และมีภาวะพร่องวิตามินดี แบ่งเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับวิตามินดีสอง ขนาด 60,000 IU ต่อสัปดาห์ และกลุ่มที่ได้รับยาหลอก เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ผลลัพธ์หลักคือ การเปลี่ยนแปลงของคะแนน modified NDS หลังได้รับการรักษา 12 สัปดาห์ ผลลัพธ์รองคือ การเปลี่ยนแปลงของการนำไฟฟ้าของเส้นประสาท การรับรู้การสั่นสะเทือน และประเมินคะแนนความรู้สึกของอาการชา ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการศึกษาครบ 12 สัปดาห์ จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มละ 30 ราย ผลการรักษาที่ 12 สัปดาห์พบว่าคะแนน modified NDS ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มวิตามินดี (P = 0.045) อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (P = 0.060) เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงการนำไฟฟ้าของเส้นประสาท การรับรู้การสั่นสะเทือน และคะแนนความรู้สึกของอาการชา ไม่พบความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม สรุป: การรักษาด้วยวิตามินดีสองในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคเส้นประสาทขนาดใหญ่ และมีภาวะพร่องวิตามินดี ไม่ทำให้คะแนน modified NDS ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


Development Of Cannabis Extract Active Coating On Granules With Taste Masking Polymer Via Fluidized Bed, Samuel Wirajaya Prawinata Jan 2024

Development Of Cannabis Extract Active Coating On Granules With Taste Masking Polymer Via Fluidized Bed, Samuel Wirajaya Prawinata

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Abstract Cannabis extract, one of the herbal medicine products on the national list of essential medicines, offers various therapeutic benefits; however, it has unpleasant taste, and the products are available as liquid preparation which can significantly reduce patient compliance and drug effectiveness. The objectives of this study were to develop film formulations and characterizations composed of tetrahydrocannabinol and taste-masking polymers and develop tetrahydrocannabinol-coated granules via a fluidized bed-coating. Eudragit E100 (E100) and Kollidon VA64 (KVA64) were used as taste-masking polymers. Plasticizers with different chemical structures, including polyethylene glycol (PEG-400), triacetin, and diethyl phthalate, were used to modify various film characteristics. …


Identification Of Carpaine In Carica Papaya Leaf Products Using Direct Analysis In Real Time Mass Spectrometry (Dart-Ms), Piyawadi Khaoiam Jan 2024

Identification Of Carpaine In Carica Papaya Leaf Products Using Direct Analysis In Real Time Mass Spectrometry (Dart-Ms), Piyawadi Khaoiam

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Carpaine, a major alkaloid present in Carica papaya leaves, has been shown to increase platelet counts in patients suffering from thrombocytopenia. Numerous commercial papaya leaf products are available, but few provide proper bioactive ingredient information. We present herein a technique for rapid screening of carpaine in these products using DART-MS. The results indicate that carpaine was detected in various forms (powder, solution) of papaya leaves. Its presence was confirmed by examining the mass pattern when conducted on a standard solution at both low and high voltages (+10 V and +90 V), using MS1 and MS2 data obtained from LC-QTOF-MS/MS. The …


Women's Role In Sustainable Development Project In Rural Indonesia: A Case Study Of Access Project, United Nations Development Programme, Elizabeth Gabriela Jan 2024

Women's Role In Sustainable Development Project In Rural Indonesia: A Case Study Of Access Project, United Nations Development Programme, Elizabeth Gabriela

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research focuses on the role of women participants in sustainable development projects in rural Indonesia, analyzing intricacies through Ecofeminism and intersectionality. More specifically, it examines the ACCESS Project implemented by UNDP in four provinces, aiming to address women’s engagement in the energy sector. ACCESS is a case study exploring empowerment within an institutionally gendered landscape—bounded by state quotas—for employment. Employing qualitative methods such as document analysis and semi-structured interviews with eight participants, the study draws from Ecofeminism and intersectionality to understand its central arguments. The findings depict progress toward gender inclusion in technical management for leadership roles, allowing women …


Public Authority And Legitimacy In Land And Forest Resources Governance In The Salween Peace Park, Saw Zaw Win Htoo Jan 2024

Public Authority And Legitimacy In Land And Forest Resources Governance In The Salween Peace Park, Saw Zaw Win Htoo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines the governance of land and forest resources in the Salween Peace Park (SPP), located in Kawthoolei (Karen State), Burma. The thesis specifically focuses on a village, referred to as P’ Saw Lu village, by conceptualizing “public authority.” It explores the production of public authority and legitimacy from the two coexisting governing systems within the SPP: the Karen National Union (KNU) as a state-like actor and the customary Kaw. The data analysis of this thesis is based on data collected in P’ Saw Lu village through four in-depth interviews with key informants, six individual interviews with villagers, two …


สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก: มุมมองยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยง, พรพิทักษ์ นิ่มอนงค์ Jan 2024

สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก: มุมมองยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยง, พรพิทักษ์ นิ่มอนงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการศึกษาพลวัตการใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในสมัยนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ โดยศึกษาผ่านมุมมองการกระจายความเสี่ยง (Hedging) ตามทัศนะของ Kuik (2008) เพื่อตอบคำถามที่ว่า ญี่ปุ่นใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกอย่างไร โดยเสนอว่า สิทธิการป้องกันตนเองร่วมดำเนินพลวัตเป็นตัวสนับสนุนอยู่เบื้องหลังการเป็นผู้สร้างสันติภาพเชิงรุกในเวทีโลก เราจึงได้เห็นญี่ปุ่นรุกเข้าเสริมสร้างระบบพันธมิตรเดิมอย่างสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันยังขยับขยายไปสู่พันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายทางความมั่นคงซึ่งจะประโยชน์ต่อการป้องกันประเทศญี่ปุ่นในอนาคต จากการศึกษาพบว่านายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะให้เหตุผลการยอมรับสิทธิการป้องกันตนเองร่วม (collective self-defense: CSD) ว่า ภัยคุกคามต่อญี่ปุ่นกำลังทวีความรุนแรงรอบด้าน ทั้งการสั่งสมขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ ข้อพิพาททางดินแดน รวมไปถึงการขยายอิทธิพลของจีนที่อาจเข้าแทนที่สหรัฐอเมริกาในภูมิภาค หากสถานะเดิม (status quo) เปลี่ยนไป ญี่ปุ่นภายใต้รัฐธรรมนูญสันติภาพจะไม่อาจต่อสู้ได้เพียงลำพัง งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นว่า พลวัตนี้ไม่ได้หยุดนิ่ง หากแต่มีความเปลี่ยนแปลงในแนวทางและจุดมุ่งหมายของการเข้าหาพันธมิตรนับตั้งแต่การยอมรับให้ใช้สิทธิดังกล่าวได้ในปี 2014 ไปจนถึงการลงจากอำนาจของชินโซ อาเบะ ในปี 2020


พอลิอะคริลาไมด์/เจลาตินอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งคอมพอสิตสำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออน, กัญญนันทน์ บุญส่งประเสริฐ Jan 2024

พอลิอะคริลาไมด์/เจลาตินอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งคอมพอสิตสำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออน, กัญญนันทน์ บุญส่งประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนนับเป็นเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เนื่องจากมีความหนาแน่นพลังงานสูงและประสิทธิภาพในการชาร์จ-คายประจุที่ดี อย่างไรก็ตาม ยังประสบข้อจำกัดหลายประการ อาทิ ความไม่ปลอดภัยจากการใช้สารอิเล็กโทรไลต์อินทรีย์ ต้นทุนการผลิตที่สูง และข้อจำกัดด้านทรัพยากรลิเธียมในธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดความสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ทางเลือกที่มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น หนึ่งในระบบที่ได้รับความสนใจคือแบตเตอรี่สังกะสีชนิดชาร์จซ้ำได้ซึ่งมีจุดเด่นด้านความปลอดภัยที่สูง ต้นทุนต่ำ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเข้าถึงทรัพยากรสังกะสีที่สะดวก อย่างไรก็ดี แอโนดสังกะสีในระบบอิเล็กโทรไลต์น้ำยังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญหลายประการ เช่น การเกิดเดนไดรต์ การปลดปล่อยแก๊สไฮโดรเจน การก่อตัวของชั้นซิงก์ออกไซด์ที่ไม่ทำปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี และการกัดกร่อนของแอโนด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ลดทอนเสถียรภาพและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่โดยรวม ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็ง บนพื้นฐานของพอลิอะคริลาไมด์ ร่วมกับเจลาตินในอัตราส่วนร้อยละ 3, 5 และ 7 โดยน้ำหนักของอะคริลาไมด์ เพื่อยกระดับความเสถียรทางเคมีไฟฟ้าและสมรรถนะของขั้วแอโนดสังกะสี ผลการทดลองพบว่าเซลล์สังกะสีแบบสมมาตรที่ใช้อิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งฐานพอลิอะคริลาไมด์ที่เติมเจลาตินร้อยละ 5 แสดงค่าความต่างศักย์เกิน ระหว่างกระบวนการพอกพูนและละลายของสังกะสีได้อย่างมีเสถียรภาพสูงสุด พื้นผิวของขั้วแอโนดภายหลังการทดสอบยังคงความเรียบเนียน ไม่พบการเกิดเดนไดรต์ และแสดงร่องรอยการกัดกร่อนน้อยที่สุด นอกจากนี้ ยังให้ศักย์ไฟฟ้าสำหรับการเกิดปฏิกิริยาปลดปล่อยแก๊สไฮโดรเจนสูงที่สุด (-0.158 มิลลิโวลต์) และค่ากระแสต่ำที่สุดจากปฏิกิริยาดังกล่าว (-15 มิลลิแอมแปร์) สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการยับยั้งปฏิกิริยาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังแสดงค่าการนำไฟฟ้าไอออนสูงถึง 0.966 มิลลิซีเมนส์ต่อเซนติเมตร สำหรับระบบแบตเตอรี่สังกะสี-แมงกานีสไดออกไซด์ พบว่าอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งฐานพอลิอะคริลาไมด์ที่มีเจลาตินร้อยละ 5 ให้ค่ากระแสพีคจากการวัดไซคลิกโวลแทมเมทรีสูงที่สุด และมีพื้นที่ใต้กราฟมากที่สุด บ่งชี้ถึงกระบวนการสอดแทรกและละลายของไอออนสังกะสีที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถให้ค่าความจุจำเพาะสูงสุดที่ 242 มิลลิแอมแปร์ชั่วโมงต่อกรัม ที่กระแส 0.025 แอมแปร์ต่อกรัม และแสดงเสถียรภาพต่อการชาร์จ-คายประจุในระยะยาวได้อย่างน่าพึงพอใจ


รูปแบบระบบนิเวศการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย ในช่วงเปลี่ยนผ่าน, ภาณุวัฒน์ พูลภัทรชีวิน Jan 2024

รูปแบบระบบนิเวศการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย ในช่วงเปลี่ยนผ่าน, ภาณุวัฒน์ พูลภัทรชีวิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาด้านการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน 2) เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีของระบบนิเวศการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านและ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบระบบนิเวศการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของอุดมศึกษาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงนำเทคโนโลยีมาสร้างสิ่งใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งเก่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการธุรกิจขององค์กร งานวิจัยนี้ใช้กรอบองค์ประกอบ 8 ด้านของทฤษฎีส่วนประสมการตลาดที่ได้มาจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบไปด้วยด้านต่าง ๆ ได้แก่ หลักสูตร ราคา สถานที่ การส่งเสริมทางการตลาด ชื่อเสียง บุคลากร บริการเสริม และการปรับปรุงการปฏิบัติงาน ใช้การวิจัยแบบการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและปัญหาเก็บจากนิสิตนักศึกษาต่างชาติระดับปริญญาตรีจำนวน 222 คน จาก 6 สถาบันอุดมศึกษา การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและปัญหา และแนวปฏิบัติที่ดี กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 6 คน และสัมภาษณ์กลุ่มเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 10 คน โดยใช้เกณฑ์การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คือเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยหรือผู้ที่รับผิดชอบทางการตลาดของมหาวิทยาลัย ผลการวิจัย พบว่า 1)สภาพปัจจุบันและปัญหาด้านการตลาดทั้ง 8 ด้านส่วนใหญ่มีปัญหาในระดับน้อย มีเพียง 3 ประเด็นในด้านการส่งเสริมทางการตลาดที่มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ ความน่าสนใจของเว็บไซต์มหาวิทยาลัย ความสะดวกในการใช้งานของเว็บไซต์มหาวิทยาลัย สื่ออออนไลน์มีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ อีก 2 ประเด็นในด้านบริการเสริม ได้แก่ ความน่าสนใจของชมรมในมหาวิทยาลัย และคุณภาพในการช่วยเหลือในเรื่องที่พักจากมหาวิทยาลัย 2) แนวปฏิบัติที่ดีของระบบนิเวศการตลาดที่ได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก เสนอแนวปฏิบัติที่ดีครบทุกด้าน แต่จำนวนแนวปฏิบัติที่ดีแตกต่างกันไป โดยด้านหลักสูตรมี 11 ประเด็น ด้านราคามี 6 ประเด็น ด้านสถานที่มี 7 ประเด็น ด้านการส่งเสริมการตลาดมี 26 ประเด็น ด้านชื่อเสียงมี 4 ประเด็น ด้านบุคลากรมี 15 ประเด็น ด้านบริการเสริมมี 39 ประเด็น และด้านการปรับปรุงการปฏิบัติงานมี 12 ประเด็น แนวปฏิบัติที่ดีในแต่ละด้าน จะเรียบเรียงเป็นภาพรวมของแต่ละด้าน แล้วนำเสนอภาพรวมทั้งหมดของทุกด้าน ผนวกเข้ากับปัจจัยภายใน (STP Marketing) …


ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก คุณภาพความสัมพันธ์กับเพื่อนและการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมนนิสิตระดับปริญญาตรีที่มีสถานะทางอัตลักษณ์แตกต่างกัน, ปุญญาพร จันทร์อำพร Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก คุณภาพความสัมพันธ์กับเพื่อนและการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมนนิสิตระดับปริญญาตรีที่มีสถานะทางอัตลักษณ์แตกต่างกัน, ปุญญาพร จันทร์อำพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน การนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรม และสถานะทางอัตลักษณ์ของนิสิตระดับปริญญาตรี โดยมีสมมติฐานการวิจัยที่ว่า ความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน และการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรม มีความแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบในสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยเริ่ม จำนวน 315 คน ที่เป็นนิสิต นักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในจากมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยเอกชน หรือและมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยนำตัวแปรอัตลักษณ์มาวิเคราะห์จัดกลุ่มด้วยเทคนิคการวิเคราะห์กลุ่ม สามารถจัดกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ทั้งสิ้น 5 รูปแบบกลุ่ม ได้แก่ สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวเองอีกครั้ง, สถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตน, สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตน, สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนและกังวลเล็กน้อย และ สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนและเป็นกังวล จากนั้นทำการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ (MANOVA) ประกอบด้วย ตัวแปรต้น สถานะทางอัตลักษณ์ 1 ตัวแปร 5 ระดับ และตัวแปรตาม 6 ตัวแปร ได้แก่ ตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก ตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน และตัวแปรการนำเสนอตนเองในอินสตาแกรมที่แบ่งเป็น 4 ตัวแปรย่อย ได้แก่ เชิงกว้าง, เชิงลึก, เชิงบวก และความจริงแท้ ผลการวิจัยสนับสนุนสมมติฐานบางส่วน โดยพบความแตกต่างระหว่างสถานะทางอัตลักษณ์ทั้ง 5 แบบ ในตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก และการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมในมิติเชิงกว้าง มิติเชิงลึก มิติเชิงบวก และมิติความจริงแท้ ขณะที่ไม่พบความแตกต่างในตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สถานะทางอัตลักษณ์ของบุคคลที่แตกต่างกันมีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก และการนำเสนอตนเองในอินสตาแกรมในด้านต่าง ๆ ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการเข้าใจอัตลักษณ์ของผู้ใหญ่วัยเริ่ม


ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน ต่อประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนด, นวรัตน์ อธินุวัฒน์ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน ต่อประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนด, นวรัตน์ อธินุวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืนต่อประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดที่มีอายุหลังมีประจำเดือนระหว่าง 32-36+6 สัปดาห์และมารดา จำนวน 34 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน 17 คู่ และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ 17 คู่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินความพร้อมในการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนด และแบบประเมินประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารก โดยเครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.87 และ 0.85 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.88 และค่าสัมประสิทธิ์ Cohen’s Kappa เท่ากับ 0.84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ Repeated Measure ANOVA ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดหลังได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืนวันที่ 1, 4 และ 7 ดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดหลังได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืนวันที่ 1, 4 และ 7 ดีกว่าทารกเกิดก่อนกำหนดที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดในการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน เพื่อให้ทารกมีประสิทธิภาพการดูดนมมารดา