Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11392)
- Social and Behavioral Sciences (7224)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3617)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3121)
- Veterinary Medicine (2801)
- Life Sciences (2357)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1444)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Reading and Language (564)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2587)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1027)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (897)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Urban Culture Research (445)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (220)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 3901 - 3930 of 37684
Full-Text Articles in Entire DC Network
การประเมินค่าความสูงออร์โทเมตริกของสถานีรับสัญญาณดาวเทียมแบบต่อเนื่องโดยวิธีการทำระดับด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียม Gnss, ปณิธาน บำรุงราษฎร์
การประเมินค่าความสูงออร์โทเมตริกของสถานีรับสัญญาณดาวเทียมแบบต่อเนื่องโดยวิธีการทำระดับด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียม Gnss, ปณิธาน บำรุงราษฎร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ค่าความสูงออร์โทเมตริก (Orthometric height) คือ ค่าความสูงที่อ้างอิงจากระดับทะเลปานกลาง (Mean Sea Level, MSL) ซึ่งเป็นค่าความสูงที่ถูกนำไปใช้ในทางวิศวกรรมต่าง ๆ โดยในปัจจุบันได้มีการนำระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Global Navigation Satellite System, GNSS) มาประยุกต์ใช้แทนการเดินระดับแบบดั้งเดิม (Classical leveling) โดยอาศัยค่าความสูงเหนือทรงรี (Ellipsoidal height) มาคำนวณร่วมกับค่าความสูงยีออยด์ (Geoid undulation) ที่ได้มาจากแบบจำลองยีออยด์ (Geoid model) ทำให้วิธีการนี้มีความสะดวกและประหยัดทรัพยากรในการปฏิบัติงานมากขึ้น อย่างไรก็ดี วิธีนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการใช้ระยะเส้นฐานที่เหมาะสม งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินประสิทธิภาพวิธีการทำระดับด้วยระบบนำทางด้วยดาวเทียม (GNSS leveling) เพื่อหาค่าความสูงออร์โทเมตริกของหมุดระดับชั้นที่ 1 ที่อยู่ในพื้นที่ภูมิประเทศแบบที่ราบสูงของประเทศไทย ร่วมกับแบบจำลองยีออยด์ความละเอียดสูงของประเทศไทย (Thai Geoid Model 2017, TGM2017) โดยใช้วิธีการรังวัดแบบสถิต (Static survey) และประมวลผลแบบ 3 เส้นฐาน กับสถานีรับสัญญาณดาวเทียมแบบต่อเนื่อง (Continuously Operating Reference Stations, CORS) กรมแผนที่ทหาร ที่มีระยะเส้นฐานมากกว่า 20 กิโลเมตร แล้วนำสมการคำนวณค่าความสูงออร์โทเมตริกแบบสัมบูรณ์ (Absolute) และสัมพัทธ์ (Relative) จาก 3 เส้นฐาน มาปรับแก้ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Least-squares adjustment) แล้วเปรียบเทียบกับค่าที่ได้จาก 1 เส้นฐานที่สั้นที่สุด จากนั้นประเมินค่าความถูกต้องกับค่าความสูงออร์โทเมตริกของหมุดระดับชั้นที่ 1 จากการศึกษาพบว่าวิธีปรับแก้ด้วยสมการคำนวณค่าความสูงออร์โทเมตริกเป็นทางเลือกที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้แทนการเดินระดับระยะไกลได้
Classification Of Bearing Failure In Adverse Industrial Conditions, Bawar Masih
Classification Of Bearing Failure In Adverse Industrial Conditions, Bawar Masih
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In industrial environments, the detection of machinery reliability is frequently compromised by surrounding noise. This interference can lead to unexpected machine failures, resulting in costly downtime and extensive repair expenses. This study investigates the application of CNN and LSTM networks for fault diagnosis under noisy conditions to achieve high classification accuracy across varying SNRs. The CNN model, designed to capture localized features, proved particularly effective in extracting critical information from complex vibration data despite substantial background noise. In contrast, the LSTM model, while optimized for sequential data analysis, showed limited performance under high-noise conditions. Using the CWRU Bearing dataset, the …
Small Object Detection Techniques In Remote Sensing Images Using Aam And Raspp, Farhan Iqbal
Small Object Detection Techniques In Remote Sensing Images Using Aam And Raspp, Farhan Iqbal
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Remote sensing technology has advanced substantially, with significant research focused on identifying and recognizing small, distant objects within large-scale scenes. Despite these strides, the task remains difficult due to limitations in image resolution, varied object scales, dense object distribution, and diverse orientations. Current object detection methods often struggle to maintain the fine detail essential for small object detection, resulting in the loss of critical information. To address this, we introduce an Advanced Attention Mechanism (AAM) that combines a novel Combined Channel and Spatial Attention (CCSA) approach with Residual Atrous Spatial Pyramid Pooling (RASSP). This integration enhances detection accuracy by preserving …
การวิเคราะห์อนุกรมเวลาและความเร็วของตำแหน่งสถานีฐานอ้างอิงแบบรับสัญญาณต่อเนื่องถาวรโดยใช้เทคนิคการหาตำแหน่งแบบจุดเดี่ยวความละเอียดถูกต้องสูงในประเทศไทย, ยงยุทธ กิมาวะหา
การวิเคราะห์อนุกรมเวลาและความเร็วของตำแหน่งสถานีฐานอ้างอิงแบบรับสัญญาณต่อเนื่องถาวรโดยใช้เทคนิคการหาตำแหน่งแบบจุดเดี่ยวความละเอียดถูกต้องสูงในประเทศไทย, ยงยุทธ กิมาวะหา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาถึงพฤติกรรมการเคลื่อนที่ของสถานี CORS ในประเทศไทยจากการวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลา ความเร็ว และทิศทางของตำแหน่งพิกัดที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา รวมถึงศึกษาผลกระทบจากอัตราการเคลื่อนตัวของตำแหน่งสถานี CORS ต่อการปิดบรรจบของโครงข่ายสามเหลี่ยมสถานี CORS ในระยะยาว โดยทำการประมวลผลข้อมูลรังวัดสัญญาณดาวเทียม GPS ของสถานีฐานอ้างอิงแบบรับสัญญาณต่อเนื่องถาวร (Continuously Operating Reference Station : CORS) จากโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562-พ.ศ. 2566 ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 ปี ด้วยเทคนิคการหาตำแหน่งแบบจุดเดี่ยวความละเอียดถูกต้องสูง (Precise Point Positioning : PPP) โดยอาศัยซอฟต์แวร์เชิงวิจัย GipsyX ผลการวิจัยพบว่า สถานี CORS ในประเทศไทยมีการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องไปในทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่มุมอะซิมัทเฉลี่ย 106° 29' 42.4" และเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเฉลี่ย 29 มม./ปี โดยมีแนวโน้มอัตราการเปลี่ยนแปลงที่สูงสุดในแนวแกน E รองลงมาคือ N และ U ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาจากค่าความคลาดเคลื่อนสูงสุดในช่วงระยะเวลาอีก 30 ปี นับจาก Epoch 2024.0 การเคลื่อนตัวของตำแหน่งสถานี CORS จะส่งผลกระทบต่อการปิดบรรจบเฉลี่ยของโครงข่ายสามเหลี่ยมสถานี CORS ในบริเวณพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยเทียบกับเกณฑ์ความถูกต้องของลำดับชั้นงานสำรวจรังวัดด้วยดาวเทียมที่หน่วยงาน FGCS กำหนด อยู่ในลำดับชั้นงาน A คิดเป็น 59.47% ของพื้นที่ ชั้นงาน AA คิดเป็น 25.95% และส่งผลกระทบอยู่ในลำดับชั้นงาน B คิดเป็น 10.40% ของพื้นที่ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนตัวของตำแหน่งสถานี CORS ในประเทศไทยมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอและทิศทางที่สอดคล้องกัน และยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อค่าความคลาดเคลื่อนในการเข้าบรรจบที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา อีกทั้งยังสะท้อนถึงการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกในบริเวณนั้นด้วย
ผลกระทบของไอโอโนสเฟียร์ต่อความถูกต้องทางตำแหน่งด้วยเทคนิคการรังวัดแบบจลน์แล้วประมวลผลภายหลังและผลกระทบต่อระยะเวลาในการหาตำแหน่งที่ถูกต้อง, ศุภสัณห์ วรรณายุวัฒน์
ผลกระทบของไอโอโนสเฟียร์ต่อความถูกต้องทางตำแหน่งด้วยเทคนิคการรังวัดแบบจลน์แล้วประมวลผลภายหลังและผลกระทบต่อระยะเวลาในการหาตำแหน่งที่ถูกต้อง, ศุภสัณห์ วรรณายุวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์เป็นชั้นบรรยากาศของโลกที่มีความสำคัญต่อการสื่อสาร และการระบุพิกัดตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียม GNSS (Global Navigation Satellite System) เนื่องจากอิเล็กตรอนอิสระในชั้นบรรยากาศนี้มีผลกระทบต่อการแพร่กระจายของสัญญาณวิทยุ ทำให้เกิดการบิดเบือนหรือการสูญเสียสัญญาณได้ การศึกษาความแปรปรวนของชั้นไอโอโนสเฟียร์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบสื่อสารและการสำรวจและทำแผนที่ด้วยระบบดาวเทียม GNSS ในงานวิจัยนี้จึงได้ศึกษาผลกระทบของชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ต่อความถูกต้องทางตำแหน่งการรังวัดด้วยเทคนิค Post Processing แบบ Kinematic (PPK) ในพื้นที่ประเทศไทย จากข้อมูล GNSS ในปี 2566 จากโครงข่ายสถานีฐานอ้างอิงพิกัดแบบต่อเนื่อง (Continuously Operating Reference Station, CORS) จำนวน 13 สถานีจากหน่วยงานกรมแผนที่ทหาร ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความแปรปรวนของชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ในประเทศไทย มีความสัมพันธ์กับภูมิภาคของประเทศและฤดูกาล พบว่าความแปรปรวนของปริมาณอิเล็กตรอนรวมทั้งหมด (Total Electron Content, TEC) และดัชนีอัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาณอิเล็กตรอนทั้งหมด (Rate of Total Electron Content index, ROTI) เกิดขึ้นมากที่สุดในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งการเพิ่มขึ้นของค่า ROTI ส่งผลกระทบต่อความแม่นยำของการกำหนดตำแหน่ง โดยแสดงให้เห็นจากอัตราร้อยละการ Fixed Ambiguity สำเร็จลดลง ระยะเวลา Time-to-Fix เพิ่มขึ้น ค่าความคลาดเคลื่อนทางราบ (Horizontal RMSE) และค่าความคลาดเคลื่อนทางดิ่ง (Vertical RMSE) ที่สูงขึ้น ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงความแปรปรวนของชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนและดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับระบบ GNSS ในประเทศไทย
การปรับแก้ค่าระดับน้ำทะเลจากการทรุดตัวของสถานีมาตรวัดระดับน้ำทะเลในประเทศไทยด้วยข้อมูลดาวเทียม Gnss, วรินทร์ วรโชติศักดิ์ดากร
การปรับแก้ค่าระดับน้ำทะเลจากการทรุดตัวของสถานีมาตรวัดระดับน้ำทะเลในประเทศไทยด้วยข้อมูลดาวเทียม Gnss, วรินทร์ วรโชติศักดิ์ดากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนั้นส่งผลให้เกิดอัตราการเปลี่ยนแปลงระดับทะเลเพิ่มสูงขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและประชากรที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง ประเทศไทยมีการติดตั้งสถานีวัดระดับน้ำทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน เนื่องจากฐานของสถานีวัดระดับน้ำติดตั้งอยู่บนชั้นหินหรือชั้นตะกอนส่งผลให้ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนตัวทางดิ่ง จากการศึกษาอัตราการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลสัมพัทธ์ที่รวมการทรุดตัวของพื้นดิน จากสถานีวัดระดับน้ำ จำนวน 10 สถานี ใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ.2548-2566 ฝั่งทะเลอ่าวไทยมีอัตราเพิ่มขึ้นในช่วงตั้งแต่ 3.7±0.9 มม./ปี จนถึง 14.6±1.5 มม./ปี และฝั่งทะเลอันดามัน สถานีวัดระดับน้ำเกาะตะเภาน้อย จ.ภูเก็ต ให้ผลลัพธ์ในอัตราเพิ่มขึ้นที่ 12.9±0.9 มม./ปี สถานีวัดระดับน้ำตำมะลัง อัตราที่ลดลง -2.1±1.0 มม./ปี และผลลัพธ์อัตราการทรุดตัวจากประมวลข้อมูลดาวเทียม GNSS โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี 2562-2566 อยู่ในช่วงตั้งแต่ -3.2±0.14 มม./ปี จนถึง -14.0±0.03 มม./ปี หลังจากแก้ไขด้วยอัตราการทรุดตัว ส่งผลให้อัตราการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลสัมบูรณ์ที่ได้จากสถานีวัดระดับน้ำ ฝั่งทะเลอ่าวไทยอยู่ในช่วงตั้งแต่ -0.3±0.9 มม./ปี จนถึง 6.4±0.8 มม./ปี และ ฝั่งทะเลอันดามัน สถานีวัดระดับน้ำเกาะตะเภาน้อยมีอัตราเพิ่มขึ้นที่ 9.0±0.9 มม./ปี และของสถานีวัดระดับน้ำตำมะลังมีอัตราลดลงที่ -5.6±1.0 มม./ปี และผลลัพธ์ของอัตราการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลสัมบูรณ์ที่ได้จากดาวเทียมอัลติเมตรี ฝั่งทะเลอ่าวไทยอยู่ในช่วงตั้งแต่ 4.7±0.6 มม./ปี จนถึง 6.2±0.5 มม./ปี และฝั่งทะเลอันดามัน 3.2±0.8 มม./ปี จนถึง 3.5±0.8 มม./ปี การประมาณการทรุดตัวของสถานีวัดระดับน้ำจากข้อมูล GNSS ไม่เหมาะสมมากนักในการปรับแก้อัตราการเปลี่ยนระดับน้ำทะเลสัมพัทธ์ส่งผลให้อัตราการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลสัมบูรณ์ที่ได้จึงไม่มีความสม่ำเสมอ ดังนั้นการศึกษาการทรุดตัวโดยติดตั้งสถานีอ้างอิงดาวเทียม GNSS แบบทำงานต่อเนื่องตรงสถานีวัดระดับน้ำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
Characterization Of Size Distribution And Source Contribution To Airborne Particles In Buddhist Religious Places In Bangkok, Sopannha Chy
Characterization Of Size Distribution And Source Contribution To Airborne Particles In Buddhist Religious Places In Bangkok, Sopannha Chy
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Ultrafine particles, defined as particles with diameter below 100 nm, present high health risks but presently remain unknown in air quality management in Thailand. To better understand ultrafine particles, the appropriate quantification must be by aerosol numbers in a size-resolved manner in addition to the mass-based information currently used. This study investigated the particle number concentration and size distribution as well as estimating the source emission rate from incense burning in 3 temples and 1 shrine located in Bangkok, Thailand on peak days and normal day from 10 a.m. to 5 p.m. The Scanning Mobility Particle Sizer (SMPS) and the …
"Adaptive Signal Control For Reducing The Effect Of Queue Spillback", Eamlong Tang
"Adaptive Signal Control For Reducing The Effect Of Queue Spillback", Eamlong Tang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Urban traffic congestion at signalized intersections poses significant challenges, with queue spillback events worsening delays, fuel consumption, and environmental impacts. This study addresses the critical issue of oversaturation at the Rama 4 intersection in Bangkok, where closely spaced intersections intensify congestion, leading to prolonged queues and inefficient green phase utilization. Traditional fixed-time signal controls lack the flexibility to adapt to fluctuating traffic volumes, emphasizing the need for an innovative approach. This research proposes an Adaptive Signal Control (ASC) scheme, utilizing VISSIM and VISVAP simulation tools to evaluate the system’s efficacy in managing real-time traffic conditions and reducing queue spillback events. …
Private Motorcycle Users' Insights Toward Public Bus Adoption In Phnom Penh, Eangthay Tang
Private Motorcycle Users' Insights Toward Public Bus Adoption In Phnom Penh, Eangthay Tang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As Phnom Penh experiences rapid population growth and economic expansion, traffic congestion has worsened, largely due to the increasing ownership of private motorcycles. Despite the introduction of public bus services, adoption remains low as concerns over service quality, limited coverage, and inadequate infrastructure deter motorcycle users from making the shift. This study investigates the behavioral intentions, preferences, and concerns of motorcycle users, specifically targeting university students, to understand how public bus services can be improved to encourage adoption. Data were collected in July 2024 from 457 university students who regularly use motorcycles, using a structured questionnaire across four Phnom Penh …
The Effects Of Uv-Radiation On The Removal Of Microplastics In Water Using Agglomeration-Micro-Flotation, Palot Srichonphaisarn
The Effects Of Uv-Radiation On The Removal Of Microplastics In Water Using Agglomeration-Micro-Flotation, Palot Srichonphaisarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Microplastics, plastic particles with diameter 1 micrometer to 5 millimeters, can disturb marine ecosystems due to their small size and surface properties which can be a carrier for hazardous matters. While wastewater treatment plants could remove some microplastics but some of them remain. Among the various removal techniques, flotation is a potential method due to the hydrophobic nature of microplastics. This study investigates the effects of ultraviolet radiation on the surface wettability of microplastics and removal efficiency of microplastics. The 6 types of microplastics were prepared from plastic boards. After the ultraviolet radiation, the results showed that ultraviolet radiation could …
การกำหนดกำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ที่รองรับได้ในระบบจำหน่ายเเรงดันต่ำโดยใช้วิธีผสมผสานระหว่างวิธีเชิงสุ่มกับอนุกรมเวลา, ณัฐพัฒน์ รพีอาภากุล
การกำหนดกำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ที่รองรับได้ในระบบจำหน่ายเเรงดันต่ำโดยใช้วิธีผสมผสานระหว่างวิธีเชิงสุ่มกับอนุกรมเวลา, ณัฐพัฒน์ รพีอาภากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะการติดตั้งแบบบนหลังคา อย่างไรก็ตามการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำอาจส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า เช่น โหลดหม้อแปลงและสายส่งไฟฟ้าเกินพิกัด แรงดันเกิน และความไม่สมดุลของแรงดันไฟฟ้า วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการหาค่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ที่รองรับได้ สำหรับระบบจำหน่ายแรงดันต่ำในประเทศไทย โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านโหลดหม้อแปลงและสายส่งไฟฟ้าเกินพิกัด แรงดันเกิน และความไม่สมดุลของแรงดันไฟฟ้า เนื่องจากการเชื่อมต่อระบบ งานวิจัยนี้ได้ใช้วิธีมอนติคาร์โลควบคู่กับการค้นหาแบบผสมระหว่างไบนารีและเชิงเส้น ในการวิเคราะห์และคำนวณค่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ที่รองรับได้ โดยมีการทดลองในระบบทดสอบที่ดัดแปลงมากจากระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำของประเทศไทยจำนวน 15 ระบบ ผลการวิจัยพบว่าการใช้วิธีการผสมผสานระหว่างวิธีเชิงสุ่มและวิธีอนุกรมเวลาสามารถเพิ่มความเร็วในการคำนวณค่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ที่รองรับได้ โดยที่ยังคงความถูกต้องเเละความเเม่นยำเอาไว้ได้ นอกจากนั้นพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อค่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ที่รองรับได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ขนาดหม้อแปลง จำนวนผู้ติดตั้งระบบ PV และระยะจ่ายโหลดสูงสุด สุดท้ายได้นำเสนอเเนวคิดการใช้ค่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานเเสงอาทิตย์ที่รองรับได้ ในการจำกัดกำลังติดตั้งรวมของระบบ ในข้อกำหนดการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำของประเทศไทย และนำเสนอแนวทางการแบบเวลาจริงเพื่อใช้ในระบบจัดการพลังงาน
Effect Of Zeolite Support Of Nickel-Copper Catalyst On Conversion Of Palm Oil To Sustainable Aviation Fuel, Natnicha Ritmun
Effect Of Zeolite Support Of Nickel-Copper Catalyst On Conversion Of Palm Oil To Sustainable Aviation Fuel, Natnicha Ritmun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Sustainable aviation fuel (SAF) is increasingly recognized as a critical alternative for reducing the environmental impact of the aviation industry, which is a significant source of global greenhouse gas emissions. SAF production primarily utilizes vegetable oils as feedstock rather than biomass, due to their low functional group content and chemical structure that closely resembles that of fossil fuels. This research focuses on the development of bimetallic catalysts made from nickel, with copper as promoters, supported on various zeolites including SAPO-11, Zeolite Y, and Zeolite ZSM-5. The chemical and physical properties of these catalysts were analyzed using several techniques, including X-ray …
การประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของลำต้นยูคาลิปตัสจากข้อมูลไลดาร์ที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับด้วยเทคนิคการประมวลผลพอยต์คลาวด์, พีรพงศ์ แดงรุ่งโรจน์
การประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของลำต้นยูคาลิปตัสจากข้อมูลไลดาร์ที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับด้วยเทคนิคการประมวลผลพอยต์คลาวด์, พีรพงศ์ แดงรุ่งโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดการป่าไม้สำคัญสำหรับการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน เนื่องจากความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของป่าไม้ การวัดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของต้นไม้จำเป็นในการประเมินความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ ซึ่งสำคัญในการพัฒนาการจัดการป่าไม้ให้มีประสิทธิภาพ วิธีการดั้งเดิมใช้แคลิเปอร์หรือเทปในการวัดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก ซึ่งใช้แรงและเวลามาก เพราะฉะนั้นวิทยานิพนธ์นี้นำเสนอวิธีการในการประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของลำต้นยูคาลิปตัสจากข้อมูลไลดาร์ที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสำหรับป่าไม้ขนาดใหญ่ แต่ปัญหาคือความหนาแน่นของจุดข้อมูลไลดาร์ต่ำเนื่องจากระยะห่างระหว่างอากาศยานไร้คนขับติดกล้องไลดาร์และต้นไม้ วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือพัฒนาวิธีการประมาณเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกภายใต้ปัญหาดังกล่าว ขั้นตอนประกอบด้วย การเก็บข้อมูล การทำให้ข้อมูลเป็นมาตรฐาน การแบ่งแยกต้นไม้แต่ละต้น การแบ่งแยกลำต้น การแปลง 2 มิติ และการประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์เพียงอกด้วยเทคนิคต่างๆ ได้แก่ การประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกด้วยการปรับค่าด้วยค่าคงที่ การประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกด้วยคุณลักษณะของเปลือกหุ้มคอนเวกซ์ และการประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกด้วยคุณลักษณะของต้นไม้ ประสิทธิภาพของแต่ละวิธีถูกประเมินโดยการเปรียบเทียบกับวิธีเส้นฐานที่อ้างอิงในงานวิจัย ในแง่ของความคลาดเคลื่อน และระยะเวลาดำเนินงาน ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าวิธีที่นำเสนอช่วยเพิ่มความแม่นยำในการประมาณเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกในสภาวะที่มีความหนาแน่นของจุดข้อมูลต่ำ โดยค่าความคลาดเคลื่อนเท่ากับ 1.24 เซนติเมตรหรือเท่ากับร้อยละ 9.5
การลดของเสียจากรูพรุนของผลิตภัณฑ์ถังเก็บน้ำพลาสติกด้วยวิธี ซิกซ์ ซิกมา, ปณธร ก้านแก้ว
การลดของเสียจากรูพรุนของผลิตภัณฑ์ถังเก็บน้ำพลาสติกด้วยวิธี ซิกซ์ ซิกมา, ปณธร ก้านแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ถังเก็บน้ำพลาสติกประเภทโพลีเอทิลีน ผลิตโดยเครื่องจักรผลิตแบบหมุน ลดความผิดพลาดจาการเกิดของเสียประเภทรูพรุนในผลิตภัณฑ์ถังเก็บน้ำพลาสติกที่มีขนาดรูพรุนใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร หรือ ขนาดรูพรุน 0.5 เซนติเมตร มีการกระจายตัวเกินกว่า 15 เซนติเมตร พบว่าผลิตภัณฑ์ถังเก็บน้ำพลาสติกรุ่น B002 มีของเสียสูงที่สุดที่ร้อยละ 21 ส่งผลให้เกิดมูลค่าการเสียโอกาสกว่า 21,972 บาท/เดือน การเกิดของเสียรูพรุนเกิดขึ้นในกระบวนการเผาแม่แบบ ใช้หลักการและแนวคิด ซิกซ์ ซิกมา ประยุกต์ในการปรับปรุงกระบวนการ ประกอบด้วย 5 ส่วน (D-M-A-I-C) ได้แก่ ขั้นตอนการนิยามปัญหาพบรูพรุนที่ตำแหน่ง 1. ด้านบน 2. ด้านล่าง และ 6. ด้านหลัง ขั้นตอนการวัดเพื่อกำหนดสาเหตุของปัญหาสามารถระบุปัจจัยได้ 4. ปัจจัย ได้แก่ อุณหภูมิ ระยะเวลา ความแรงหัวพ่นไฟและ วิธีการ ขั้นตอนการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาพิจารณาค่าที่ได้จากแบบจำลองที่มีนัยสำคัญโดยมีทั้งสิ้น 16การทดลองค่าความน่าเชื่อถือของแบบจำลองสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 84.76 ขั้นตอนการปรับปรุงแก้ไขกระบวนการนำค่าใช้โปรแกรมมินิแทบหาค่าปัจจัยที่ดีที่สุดทำการและทำการทดลอง และขั้นตอนการควบคุมกระบวนการผลิตสร้างวิธีการทำงานและใช้แผนภูมิควบคุมในการติดตามกระบวนการ ผลหลังจากการปรับปรุงกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ถังเก็บน้ำพลาสติก พบจำนวนของเสียสามารถลดลงทั้งหมดร้อยละ 21 ไม่พบของเสียจากข้อบกพร่องรูพรุนของผลิตภัณฑ์ถังน้ำพลาสติกรุ่น B002
การประยุกต์เทคนิคเหมืองข้อความเพื่อตรวจจับความผิดพลาดในแบบฟอร์มคำขอผลิตชิ้นงานทางวิศวกรรม, โยทะกา เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
การประยุกต์เทคนิคเหมืองข้อความเพื่อตรวจจับความผิดพลาดในแบบฟอร์มคำขอผลิตชิ้นงานทางวิศวกรรม, โยทะกา เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว การจัดทำแบบฟอร์มคำขอสร้างผลิตภัณฑ์ (Engineering Build Request หรือ EBR) ที่ถูกต้องแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ข้อผิดพลาดในเอกสารเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงิน เช่น ค่าปรับหรือการยกเลิกโครงการ การวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบข้อผิดพลาดใน EBR โดยประยุกต์ใช้เทคนิคการทำเหมืองข้อความ(Text Mining)ผ่านโปรแกรมไพทอน (Python) พร้อมทั้งผสานเทคโนโลยีการรู้จำตัวอักษร (Optical Character Recognition: OCR) และกระบวนการประมวลผลข้อความอัตโนมัติ วิธีการศึกษาประกอบด้วยการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของผู้ตรวจสอบเอกสารกับโปรแกรมอัตโนมัติโดยใช้การทดสอบ t-test แบบจับคู่ ผลการศึกษาพบว่า ระยะเวลาในการตรวจสอบของโปรแกรมอัตโนมัติ แตกต่างกันยังมีนัยสำคัญ (P-value < 0.001) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ตรวจสอบ โดยค่าเฉลี่ยระยะเวลาของโปรแกรมอัตโนมัติ คือ 0.0035 นาที และของผู้ตรวจสอบประมาณ 30 นาทีโดยเฉลี่ย และค่าความแม่นยำ (% Accuracy) ของโปรแกรมอัตโนมัติอยู่ที่ 99.48% และของผู้ตรวจสอบคือ 92.61%, 92.64% และ 92.72% ตามลำดับ จากการศึกษานี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาในการตรวจสอบเอกสารได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาการผลิตได้ดีขึ้น
การพัฒนาระบบกล้องส่องท้องฟ้าราคาประหยัดที่มีความสามารถประมาณค่าความเข้มแสงอาทิตย์และพยากรณ์ความเข้มแสงระยะสั้นมาก, ศุภกร บุญประเสริฐ
การพัฒนาระบบกล้องส่องท้องฟ้าราคาประหยัดที่มีความสามารถประมาณค่าความเข้มแสงอาทิตย์และพยากรณ์ความเข้มแสงระยะสั้นมาก, ศุภกร บุญประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพยากรณ์ความเข้มของแสงอาทิตย์ระยะสั้นมาก มีความสำคัญต่อการจัดการกับความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อบูรณาการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็นไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ และเชื่อถือได้ การพยากรณ์ความเข้มแสงในระยะสั้นมากนั้นสามารถทำได้หลากหลายวิธี แต่วิธีที่นิยมใช้ในปัจจุบันใช้กล้องส่องท้องฟ้าเนื่องจากสามารถเห็นได้ถึงการเคลื่อนที่ของเมฆ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในความผันผวนของระบบการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แต่เนื่องจากกล้องส่องท้องฟ้ามีราคาสูงจึงทำให้ไม่สามารถติดตั้งได้อย่างแพร่หลาย ในงานวิจัยนี้ต้องการสร้างกล้องส่องท้องฟ้าราคาประหยัดที่สามารถประมาณและพยากรณ์ความเข้มแสงอาทิตย์ในระยะสั้นมากได้ โดยใช้กล้องโทรทัศน์วงจรปิดร่วมกับระบบเก็บข้อมูลส่วนกลาง ทดสอบการประมาณค่าความเข้มแสง และพยากรณ์ความเข้มแสงในระยะสั้นมากโดยใช้ภาพที่ได้จากกล้องส่องท้องฟ้าราคาประหยัดที่ได้สร้างขึ้น ผลการพัฒนากล้องส่องท้องฟ้าสามารถถ่ายภาพท้องฟ้าได้ที่ความละเอียดเชิงเวลา 1 นาที มีมุมมองภาพ180 องศาในแนวนอน 102 องศาในแนวตั้ง และสามารถอัปโหลดเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ได้อย่างมีเสถียรภาพ ในส่วนของแบบจำลองประมาณค่าความเข้มแสง แบบจำลองสามารถให้ผลการประมาณมีรากของค่าคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ยอยู่ที่ 113.44 วัตต์/ตารางเมตร คิดเป็น 8.32 % เทียบกับค่าความเข้มแสงสูงสุด และในแบบจำลองพยากรณ์ความเข้มแสงล่วงหน้าระยะสั้นมากแบบจำลองที่ใช้ข้อมูลนำเข้าเพิ่มเติมจากเวกเตอร์การเคลื่อนที่ของเมฆสามารถให้ผลการพยากรณ์ที่ดีขึ้นกว่าแบบจำลองพยากรณ์ปกติโดยมีรากของค่าคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ยในช่วง 140 – 170 วัตต์/ตาราเมตร คิดเป็น 10.26 – 12.46 % เทียบกับค่าความเข้มแสงสูงสุด
Multiplex Quantitative Polymerase Chain Reaction Assay For Mycoplasma Contamination, Pimthip Phasutha
Multiplex Quantitative Polymerase Chain Reaction Assay For Mycoplasma Contamination, Pimthip Phasutha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to develop multiplex qPCR to detect mycoplasma contamination. Firstly, the specific primers and probes for aligning with specific mycoplasma. were designed from conserved region called 23S rRNA, then, the designed primers and probes were verified their alignment with specific nucleotide of mycoplasma in Bioedit and checked the hairpin, self-complementary, and primer-dimer through Multi Primer Analyzer. After verification, the primers and probes do not have hairpin, self-complementary, and primer-dimer. Besides, the suitable temperature for annealing is 58oC. From the specificity test, it shows that the PCR product was detected at 254 bp which performed at the same size …
ปัจจัยนำของการเกิดภาวะกรดคั่งในเลือดจากสารคีโตนในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาในกลุ่ม Sodium Glucose Co-Transporter 2 Inhibitors, อภิสรา เขียวประแดง
ปัจจัยนำของการเกิดภาวะกรดคั่งในเลือดจากสารคีโตนในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาในกลุ่ม Sodium Glucose Co-Transporter 2 Inhibitors, อภิสรา เขียวประแดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อหาปัจจัยนำ (Predisposing factors) ที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะกรดคั่งในเลือดจากสารคีโตน (Diabetic ketoacidosis; DKA) ในผู้ป่วยชาวไทยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ใช้ยาในกลุ่ม Sodium glucose co-transporter 2 inhibitors (SGLT-2 inhibitors) วิธีการศึกษา: งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาจากผลไปหาเหตุแบบเก็บข้อมูลย้อนหลังในหลายศูนย์ รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยา SGLT-2 inhibitors ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยและโรงพยาบาลราชวิถี ช่วง 1 ตุลาคม 2557 ถึง 30 เมษายน 2567 ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างจำนวน 310 ราย แบ่งเป็นกลุ่มศึกษาคือผู้ป่วยที่เกิดภาวะ DKA 62 ราย (คิดเป็นความชุกของการเกิดภาวะ DKA ณ ช่วงเวลาที่ศึกษาเท่ากับร้อยละ 1.37) และกลุ่มควบคุมคือผู้ป่วยที่ไม่เกิดภาวะ DKA 248 ราย ส่วนปัจจัยนำที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการเกิดภาวะ DKA ได้แก่ การติดเชื้อ (Adjusted OR = 28.31, P < 0.001) การปรับลดขนาดยาอินซูลินภายใน 1 เดือน (Adjusted OR = 5.58, P = < 0.001) และการมีประวัติภาวะ DKA ภายใน 1 ปี (Adjusted OR = 8.76, P = 0.038) สรุปผล: ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะ DKA ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ใช้ยา SGLT-2 inhibitors ได้แก่ การติดเชื้อ การปรับลดขนาดอินซูลินภายใน 1 เดือน และการมีประวัติภาวะ DKA ภายใน 1 ปี ผู้ป่วยที่มีปัจจัยดังกล่าวจึงควรได้รับการดูแลติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะ DKA และเพิ่มความปลอดภัยจากการใช้ยา SGLT-2 inhibitors
The Efficacy Of Plant-Produced Recombinant Insulin Like Growth Factor-1 (Igf-1) In Differentiation Of Mammalian Cell Lines, Kittinop Kittirotruji
The Efficacy Of Plant-Produced Recombinant Insulin Like Growth Factor-1 (Igf-1) In Differentiation Of Mammalian Cell Lines, Kittinop Kittirotruji
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Insulin-like growth factor-1 (IGF-1) is a critical protein hormone with a structural resemblance to insulin, involved in regulating growth, cell proliferation, development, and survival, especially during childhood. IGF-1 exerts its biological effects through the IGF-1 receptor (IGF-1R), widely expressed across various cell types, and is key in the development of muscles, bones, and cartilage. The hormone's levels are influenced by age, nutrition, and hormonal status, peaking during adolescence and diminishing with age. Current medical applications of IGF-1 target conditions such as IGF-1 deficiency, excess growth hormone secretion, and metabolic disorders. To address production challenges, we utilized Molecular Pharming to produce …
The Impact Of N-Glycans On The Immune Response Of Plant-Produced Sars-Cov-2 Rbd-Fc Proteins, Theerakarn Srisangsung
The Impact Of N-Glycans On The Immune Response Of Plant-Produced Sars-Cov-2 Rbd-Fc Proteins, Theerakarn Srisangsung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
N-glycosylation is a crucial post-translational modification that significantly affects immune recognition. The plant-based platform, especially Nicotiana benthamiana, offers scalable and cost-effective production of therapeutic proteins with glycosylation patterns similar to mammalian cells. However, plant-specific N-glycans, such as α(1-3)-fucose and β(1-2)-xylose (XF), have the potential to trigger allergic reactions. This study investigates how various N-glycan structures on the RBD-Fc fusion protein influence the immune response in mice. The RBD-Fc fusion protein was used for vaccine formulation, produced in both wild-type (WT) and glycoengineered (∆XF) N. benthamiana plants. N-glycan analysis showed a predominance of mannose (Man) in RBD-Fc with an ER retention …
Characterization Of Plant Produced Vhh Antibodies Against Cobra Venom Toxins For Antivenom Therapy, Sarocha Vitayathikornnasak
Characterization Of Plant Produced Vhh Antibodies Against Cobra Venom Toxins For Antivenom Therapy, Sarocha Vitayathikornnasak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cobra (Naja kaouthia) venom contains many toxins including α-neurotoxin (α-NTX) and phospholipase A2 (PLA2), which can cause neurodegeneration, respiratory failure, and even death. The conventional antivenom produced by animal immunization faces many challenges and limitations. Heavy-chain-only antibodies (HCAb), fusing VHH with human IgG Fc region, offer advantages in tissue penetration, antigen binding, and extended half-life. This research involved the construction and transient expression of two types of VHH-FC which are specific to α-Neurotoxin (VHH-αNTX-FC) and Phospholipase A2 (VHH-PLA2-FC) in Nicotiana benthamiana leaves. The recombinant HCAbs were incubated for up to six days to optimize expression levels followed by purification by …
Cost-Effectiveness Analysis Of Pembrolizumab In High-Risk Early-Stage Triple-Negative Breast Cancer In Thailand, Thanapol Khuharatanachai
Cost-Effectiveness Analysis Of Pembrolizumab In High-Risk Early-Stage Triple-Negative Breast Cancer In Thailand, Thanapol Khuharatanachai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Triple-negative breast cancer (TNBC) is an aggressive subtype of breast cancer with limited treatment options. Pembrolizumab, a programmed cell death protein 1 (PD-1) inhibitor, has demonstrated promising clinical benefits in treating early-stage TNBC. However, its high cost poses a significant barrier to its widespread adoption, especially in upper-middle-income countries like Thailand. This study aims to evaluate the cost-effectiveness and budget impact of pembrolizumab for the treatment of high-risk early-stage TNBC in Thailand. Methods: A Markov model was developed to simulate the health states and costs associated with pembrolizumab and standard chemotherapy. Transition probabilities and utility values were derived from …
Production And Characterization Of Monoclonal Antibodies Against Botulinum Toxin Produced In Nicotiana Benthamiana, Kornchanok Sangprasat
Production And Characterization Of Monoclonal Antibodies Against Botulinum Toxin Produced In Nicotiana Benthamiana, Kornchanok Sangprasat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Botulism is an uncommon but serious neurological condition caused by the botulinum toxin produced by the gram-positive bacterium named Clostridium botulinum. Common symptoms of botulism include muscle cramps, nausea, vomiting, diarrhea, difficulty swallowing, respiratory failure, muscle weakness, and potentially death. Currently, two types of antitoxin are used: equine-derived heptavalent antitoxin and human-derived immunoglobulin (BabyBIG®). However, treatment with heptavalent antitoxin may lead to hypersensitivity reactions, while BabyBIG®, which is produced in low yield, is used only for children. This research focuses on developing three anti-BoNT monoclonal antibodies (mAbs), 1B18, C25, and M2, which will be produced using Nicotiana benthamiana as a …
กรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา, กรเอก จิตร์กระบุญ
กรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา, กรเอก จิตร์กระบุญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องกรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องกับปิน ศึกษากรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา ประเมินคุณภาพเสียง ปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ วิทยานิพนธ์เรื่องกรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา มูลบทที่เกี่ยวข้องกับปิน ศึกษากรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา และประเมินคุณภาพเสียงปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา ผลการวิจัยพบว่าพ่อครูอินส่วย มูลทา เป็นศิลปินและช่างสร้างเครื่องดนตรีในจังหวัดน่าน มีประสบการณ์สร้างปินผ่านการทดลองและสังเกตปินของศิลปินหลาย ๆ ท่าน จากการศึกษากรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา พบว่ามีความพิถีพิถันและมีความใส่ใจในทุกขั้นตอน พบปัจจัยที่ส่งผลต่อลักษณะทางกายภาพของปิน 8 ขั้นตอนคือ การคัดเลือกไม้ การร่างแบบตามกระสวนครั้งที่ 1 การร่างแบบตามกระสวนครั้งที่ 2 การผ่าเปิดตาดปิน การเจาะรูลมกระพุ้ง การทำหย่อง การทำก๊อบ และการติดก๊อบ อีกทั้งยังพบปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงของปิน 6 ขั้นตอน คือ การคัดเลือกไม้ การร่างแบบกระสวนครั้งที่ 1 การผ่าเปิดตาดปิน การเจาะกระพุ้งและหัวปิน การเจาะรูลมกระพุ้ง และการตั้งเสียง พบลักษณะเฉพาะที่ปรากฏอยู่ในกรรมวิธีการสร้างปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา คือ 1. การนำลูกบิดกีตาร์มาใช้แทนลูกบิดแบบดั้งเดิมเป็นคนแรกของจังหวัดน่าน 2. การบากร่องส่วนหัวเพื่อใส่เรซิ่นสำหรับรองสายกันสึก 3.ลวดลายของรูลมทรงหยดน้ำคู่ จากการประเมินปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา โดยผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 ท่าน พบว่าความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 ท่าน มีความพ้องกันว่าทั้งลักษณะทางกายภาพ และคุณภาพเสียงปินของพ่อครูอินส่วย มูลทา มีมาตรฐานที่ดี คือมีลักษณะทางกายภาพของปินสวยงาม สัดส่วนถูกต้อง รูปทรงดีมาก และลักษณะเสียงของปิน ดังกังวาน เสียงใส ไม่มีเสียงแหบ ไม่มีเสียงเพี้ยน
สารัตถะเพลงครอบจักรวาลกับการแปรทำนองซอสามสายของรองศาสตราจารย์พิชิต ชัยเสรี, สุนทรวินิจ วรสิงห์
สารัตถะเพลงครอบจักรวาลกับการแปรทำนองซอสามสายของรองศาสตราจารย์พิชิต ชัยเสรี, สุนทรวินิจ วรสิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องสารัตถะเพลงครอบจักรวาลกับการสร้างทำนองซอสามสายของ รองศาสตราจารย์พิชิต ชัยเสรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการสร้างทำนองซอสามสาย และ เพื่อศึกษากลวิธีการแปรทำนองซอสามสายจากทำนองทางฆ้องกรณีศึกษาเพลงครอบจักรวาล ผลการวิจัยพบว่า สามารถสร้างทำนองซอสามสายได้โดยวิธีการ 4 ขั้นตอน ดังนี้ (1.) การแปลทำนองฆ้องเป็นทำนองซอสามสาย (Translation) โดยวิธีการถอดทำนองฆ้องเป็นทำนองสารัตถะ จากนั้นพิจารณาทิศทางการดำเนินของทำนองใน 3 รูปแบบคือ วิถีขึ้น (Way Up) วิถีลง (Way Down) และวิถีคงที่ (Stand Still) สามารถแปลทำนองได้เป็น 2 ลักษณะ คือการแปลอย่างจาว (Thin Texture) และการแปลอย่างเก็บ (Thick Texture) (2.) การแปรทำนองซอสามสาย (Variation) ให้เกิดความหลากหลายของทำนองออกไปจากทำนองอย่างเดิม (3.) การผูกสำนวนทำนอง (Combination) เรียงร้อยสำนวนทำนองระหว่างมือฆ้องเข้าไว้ด้วยกันโดยใช้ความรู้จากการแปลและการแปรทำนอง (4.) การสร้างสรรค์ทำนอง (Creativity) ใช้ความรู้จากทั้ง 3 ขั้นตอนที่ได้กล่าวมารวมทั้งประสบการณ์ในการสร้างทำนองใหม่เพื่อให้เกิดทำนองซอสามสายที่ดีและไพเราะน่าฟัง กลวิธีการแปรทำนองซอสามสาย เสนอไว้ 3 ประการ ประการแรก เสียงซ้ำให้หลีกหนีประการที่สอง เพิ่มเสียงตามกลุ่มเสียงและสร้างความถี่ของโน้ต และประการสุดท้าย ทำความผันแปรของทิศทางการดำเนินทำนอง
การแสดงเดี่ยวทูบาระดับมหาบัณฑิตโดย ธีรพัฒน์ เดชะ, ธีรพัฒน์ เดชะ
การแสดงเดี่ยวทูบาระดับมหาบัณฑิตโดย ธีรพัฒน์ เดชะ, ธีรพัฒน์ เดชะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง การตีความและการฝึกซ้อมบทเพลง ทูบาเพลงแสดงเดี่ยวในบันไดเสียงเอฟไมเนอร์ ประพันธ์โดย ราล์ฟ วอห์น วิลเลียมส์ ทูบาโซนาตาและเปียโน ประพันธ์โดย พอลฮินเดมิธ Adagio and Allegro ประพันธ์โดย โรเบิร์ต ชูมันน์ และ Sonata for Arpeggione and Piano ประพันธ์โดยฟรานซ์ ชูเบิร์ต มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการทำวิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิตด้านการแสดงเดี่ยวทูบาของ ธีรพัฒน์ เดชะ เนื้อหาในบทวิเคราะห์ประกอบไปด้วยการศึกษาข้อมูลชีวประวัติผู้ประพันธ์ ความเป็นมาของบทเพลง การวิเคราะห์บทเพลงและเทคนิคในการบรรเลง ผู้วิจัยได้นำเสนอแง่มุมด้านการตีความ บทเพลง การฝึกซ้อมส่วนตัว วิธีการแก้ไขปัญหา และคัดเลือกแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับปัญหา เพื่อปรับใช้ในการวางแผนการซ้อม การเตรียมตัวเพื่อการแสดง และการบรรเลงร่วมกับนักเปียโน ให้ได้ผลลัพธ์การแสดงที่มีมาตรฐานสูงสุด การแสดงเดี่ยวทูบาจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เวลา 10.00 น. ณ ห้องแสดง 301 คณะศิลปกรรมมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยใช้เวลาในการแสดงประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที
การตีบทสอพินยาในละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศ, วุฒิชัย นราแก้ว
การตีบทสอพินยาในละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศ, วุฒิชัย นราแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง การตีบทสอพินยาในละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการตีบทสอพินยาในละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศของอาจารย์เสรี หวังในธรรม จำนวน 6 บท ได้แก่ บทโอ้อวด บทข่มขู่ บทโกรธแค้น บทเสียใจ บทฆ่าตัวตาย และบทการต่อสู้ แบบตัวต่อตัวระหว่างสอพินยากับจะเด็ด (อาวุธสั้น) และการต่อสู้แบบ 2 ต่อ 1 ระหว่างสอพินยาและไขลู กับมังตรา (อาวุธยาว) โดยผู้วิจัยศึกษาข้อมูลจากเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมโดยการฝึกซ้อมการแสดง และไม่มีส่วนร่วมโดยการรับชมการแสดงสดและชมวีดิทัศน์ โดยมุ่งศึกษากลวิธีการตีบทสอพินยาจากรูปแบบและวิธีการปฏิบัติของอาจารย์จุลชาติ อรัณยะนาค ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย (โขนยักษ์) วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ผลการวิจัยพบว่าอาจารย์จุลชาติ อรัณยะนาค เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีความสามารถทางด้านการแสดงนาฏศิลป์ไทยทั้งโขนและละคร เคยได้รับบทบาททั้ง ตัวประกอบ พระเอกและตัวโกง สำหรับบทบาทการแสดงที่มีความโดดเด่นที่สุดคือ สอพินยาในการแสดงละครพันทางเรื่องผู้ชนะสิบทิศของอาจารย์เสรี หวังในธรรม เป็นตัวละครจัดอยู่ในประเภทตัวโกงที่มีความหลากหลายทางด้านอารมณ์ บุคลิก อุปนิสัยและพฤติกรรมต่าง ๆ ทำให้สอพินยาเป็นตัวละครที่โดดเด่นตัวหนึ่งในเรื่องผู้ชนะสิบทิศ โดยคุณลักษณะของผู้แสดงต้องเป็นคนที่ใช้น้ำเสียงดัง ฟังชัด สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าในระหว่างการแสดงได้อย่างเรียบเนียน เป็นผู้มีประสบการณ์การแสดงทั้งโขนและละคร เพื่อให้ได้มาของการสวมบทบาทที่ชวนน่าติดตาม ลักษณะพิเศษของอาจารย์จุลชาติ อรัณยะนาค ในกลวิธีแสดงบทบาทสอพินยา ผู้วิจัยพบอยู่ 3 ลักษณะเด่นด้วยกันที่เป็นปัจจัยทำให้บทบาทสอพินยาที่แสดงโดยอาจารย์จุลชาติเป็นที่กล่าวขาน คือ 1. การให้ความสำคัญในการปรับบุคลิกของตัวละคร 2. การให้ความสำคัญในบทละคร 3. การให้ความสำคัญในอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร นอกจากนี้พบการใช้ท่ารำประกอบในกลวิธีการตีบทสอพินยามี 3 ประเด็นด้วยกัน คือ 1. การใช้ท่ารำเต็ม หรือท่ามาตรฐาน 2. การใช้ท่ารำเลียนแบบธรรมชาติ 3. การใช้ท่ารำเสริมบท ทั้งนี้ผู้แสดงจะต้องศึกษาความเข้าใจในบทละครอย่างถ่องแท้ถึงจะดูสมจริง จึงจะแสดงในบทบาทสอพินยาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ประติมากรรมติดตั้ง : การหวนสู่สุนทรียะวิถีชุมชน, ธนัชชา ไชยรินทร์
ประติมากรรมติดตั้ง : การหวนสู่สุนทรียะวิถีชุมชน, ธนัชชา ไชยรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผลกระทบของกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ประการหนึ่ง คือการเปลี่ยนแปลงอาชีพและวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมสมัยใหม่ ผลลัพธ์ที่ตามมามากไปกว่านั้นคือการทำให้ภูมิปัญญาเครื่องเขินซึ่งเป็นทักษะและองค์ความรู้ท้องถิ่นที่ได้รับการสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นสูญหายไปตามสภาพการณ์ของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นโครงการวิจัยสร้างสรรค์ ประติมากรรมติดตั้ง : การหวนสู่สุนทรียะวิถีชุมชน จึงเป็นความพยายามที่จะนำเสนอการอนุรักษ์กรรมวิธีและทำให้องค์ความรู้เกี่ยวกับเครื่องเขินได้รับการถ่ายทอดและทำให้ปรากฏผ่านงานศิลปะร่วมสมัย เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปรากฏการณ์การเปลี่ยนอาชีพจากงานหัตถกรรมเครื่องเขินไปสู่อาชีพต่างๆในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้งานวิจัยนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับเครื่องเขินมาพัฒนาต่อ โดยการนำทักษะ เทคนิค และมรรควิธีทางภูมิปัญญาที่ได้เรียนรู้มาผสมผสานกับการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรม เพื่อทำหน้าที่เก็บรักษาและสืบทอดองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาเครื่องเขินให้ปรากฏในรูปแบบของงานศิลปะร่วมสมัยโดยไม่เลือนหายไป
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : "ก้าวย่างสู่นิพพาน" สำหรับวงแจ๊ส, อิทธิศักดิ์ ปัญญาใหญ่
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : "ก้าวย่างสู่นิพพาน" สำหรับวงแจ๊ส, อิทธิศักดิ์ ปัญญาใหญ่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทประพันธ์เพลงระดับมหาบัณฑิต : “ก้าวย่างสู่นิพพาน” สำหรับวงแจ๊ส เป็นบทประพันธ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดนตรีบลูส์และดนตรีแจ๊สที่ผู้ประพันธ์มีความสนใจ ซึ่งดนตรีบลูส์และดนตรีแจ๊สมีอิทธิพลต่อผู้ประพันธ์ในแง่มุมของความอิสระที่จะแสดงคีตปฏิภาณภายใต้จังหวะต่าง ๆ ซึ่งวางไว้เป็นกรอบหลวม ๆ ที่เปิดโอกาสให้นักดนตรีสามารถแสดงคีตปฏิภาณโดยมีแบบแผนของดนตรีแจ๊สภายใต้กรอบของเสียงประสานที่วางไว้ บทประพันธ์เพลง : “ก้าวย่างสู่นิพพาน” สำหรับวงแจ๊ส แบ่งออกเป็น 3 ตอน รวมเวลาในการบรรเลง 15 นาที โดยแต่ละตอนมีชื่อเรียกดังนี้ ก้าวแรก ก้าวต่อ และปัจจุบันขณะ ก้าวแรกเปรียบกับดนตรีบลูส์ที่ถือว่าเป็นรากฐานสำคัญสำหรับดนตรีแจ๊ส ก้าวต่อเปรียบกับดนตรีแจ๊สที่ได้รับพัฒนาจากนักดนตรีที่มีความรู้มากขึ้นและปัจจุบันขณะเปรียบกับตัวผู้ประพันธ์ที่ได้ผสมผสาน เปรียบกับตัวผู้ประพันธ์ผสมผสานองค์ความรู้ที่ได้ศึกษามานำมาสร้างสรรค์ในการประพันธ์ โดยผู้ประพันธ์ได้ใช้เทคนิค เช่น การเลียน จังหวะขัด การคัดการดำเนินคอร์ด และเทคนิคอื่น ๆ มาใช้ในการประพันธ์เพลง แรงบันดาลใจจากพุทธศาสนา ก้าวแรกเปรียบกับการประสูติ ก้าวต่อเปรียบกับตรัสรู้ และปัจจุบันขณะเปรียบกับการปริพนิพาน
อัตลักษณ์ทางดนตรีของทำนองจะเข้ในบทเพลงประเภททางพื้นของครูนิภา อภัยวงศ์, ฐิติพงศ์ ราชวงศ์
อัตลักษณ์ทางดนตรีของทำนองจะเข้ในบทเพลงประเภททางพื้นของครูนิภา อภัยวงศ์, ฐิติพงศ์ ราชวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง อัตลักษณ์ทางดนตรีของทำนองจะเข้ในบทเพลงประเภททางพื้นของ ครูนิภา อภัยวงศ์ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดการบรรเลงจะเข้ของ ครูนิภา อภัยวงศ์และศึกษาอัตลักษณ์ของทำนองจะเข้ในบทเพลงประเภททางพื้นของครูนิภา อภัยวงศ์ ผลการวิจัยพบว่า ในด้านการถ่ายทอดการบรรเลงจะเข้ของครูนิภา อภัยวงศ์ ครูมีการถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มนักศึกษาที่ชมรมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหงและกลุ่มลูกศิษย์ส่วนตัวที่มาศึกษาที่บ้าน โดยครูมีการคัดเลือกลูกศิษย์ทุกคนก่อนทำการถ่ายทอด การถ่ายทอดใช้วิธีการนอยปากและสาธิตการดีดให้ดู ไม่มีการใช้โน้ตเพลง เริ่มสอนตั้งแต่พื้นฐานการพันไม้ดีด การใช้ไม้ดีด โดยเริ่มต่อเพลงตั้งแต่ตับต้นเพลงฉิ่งสามชั้นไปจบด้วยเพลงเดี่ยวขั้นสูง โดยพิจารณาให้เหมาะสมตามความสามารถของผู้เรียน สอนลูกศิษย์ด้วยความเมตตาทำให้เกิดความผูกพันเป็นอย่างมากระหว่างครูและศิษย์ ในด้านอัตลักษณ์ของทำนองจะเข้พบว่าการแปรทำนองจะเข้มี 8 รูปแบบ ได้แก่ 1. การดำเนินทำนองแบบเรียงเสียง 2. การดำเนินทำนองแบบสับทำนองสลับเสียงสูงต่ำ 3. การดำเนินทำนองแบบย้ำเสียงเดิม 4. การดำเนินทำนองโดดเสียงขึ้น 3 และ 4 เสียง 5. การดำเนินทำนองแบบหักเสียงโดยฉับพลัน 6. การดำเนินทำนองแบบยอกย้อนทำนอง 7. การดำเนินทำนองแบบฝากทำนอง และ 8. การดำเนินทำนองโดยการใช้กลวิธีต่าง ๆ ของจะเข้แทรกอยู่ในทำนอง เม็ดพรายของทำนองจะเข้มี 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. การสะบัด 2. การใช้สายลวด และ 3. การบรรเลงไม่ซ้ำทำนอง