Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11390)
- Social and Behavioral Sciences (7224)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3578)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3117)
- Veterinary Medicine (2799)
- Life Sciences (2353)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1440)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Reading and Language (543)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (34)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2585)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1023)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (876)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Journal of Urban Culture Research (426)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (220)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 3571 - 3600 of 37638
Full-Text Articles in Entire DC Network
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง, ชนกนันท์ คันธะยันต์, ศกุนตลา อนุเรือง, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง, ชนกนันท์ คันธะยันต์, ศกุนตลา อนุเรือง, ศิริพันธุ์ สาสัตย์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้า การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้ความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม ระดับการศึกษาทางโลก ระดับการศึกษาทางธรรม และดัชนีมวลกาย กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง
รูปแบบการวิจัย: เชิงพรรณนาสหสัมพันธ์
วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ พระสงฆ์โรคความดันโลหิตสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสงฆ์ 84 รูป เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมิน ภาวะซึมเศร้า แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน แบบสอบถามการรับรู้ความเจ็บป่วย แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .84, .81, .86, .87, .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและพอยท์ไบซีเรียล
ผลการศึกษา: ประมาณ 1 ใน 3 ของพระสงฆ์ฯ เท่านั้น (ร้อยละ 38.1) ที่มีความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองระดับ 4 คือ มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ และคงไว้ได้ แม้อยู่ในสภาวะกดดัน โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ได้แก่ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้ความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และระดับการศึกษาทางโลก (r = .736, r = .659, r = .386, r = .295 ตามลำดับ) ส่วนภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง (r = -.765) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05
สรุป: การส่งเสริมความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์ อาจพิจารณานำปัจจัยที่มีความสัมพันธ์จากการค้นพบในการศึกษานี้ เป็นแนวทางในการสร้างโปรแกรมส่งเสริมความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูงต่อไป
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภท, อภิวาท ศรีกาส, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภท, อภิวาท ศรีกาส, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภท และปัจจัยสัมพันธ์ระหว่าง เพศ ระยะเวลาในการดูแลผู้ป่วย ความเครียด การสนับสนุนทางสังคม สัมพันธภาพผู้ป่วยกับคู่ชีวิต ภาระการดูแลผู้ป่วย การรับรู้การถูกตีตรา อาการทางบวก และอาการทางลบ กับความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภท
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงบรรยายหาความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ คู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภทที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชและโรงพยาบาลที่มีแผนกผู้ป่วยนอกจิตเวช ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเหนื่อยหน่าย แบบวัดความเครียด แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินสัมพันธภาพผู้ป่วยกับคู่ชีวิต แบบประเมินภาระการดูแลผู้ป่วย แบบประเมินการรับรู้การถูกตีตรา แบบประเมินอาการทางบวก และแบบประเมินอาการทางลบผู้ป่วยโรคจิตเภท วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน
ผลการวิจัย: ระดับความเหนื่อยหน่ายทั้ง 3 ด้าน พบว่า ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์อยู่ในระดับต่ำ ( = 11.02, SD = 10.83) ด้านการมองข้ามความเป็นบุคคลของผู้ป่วยและผู้อื่นอยู่ในระดับปานกลาง( = 6.36, SD = 8.06) และด้านความไม่สมหวังในผลสำเร็จของผู้ดูแลอยู่ในระดับสูง ( = 13.45, SD=9.64) การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับความเหนื่อยหน่ายมีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนี้ สัมพันธภาพผู้ป่วยกับคู่ชีวิต และการสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางลบ (r = -.378 และ -.154 ตามลำดับ) อาการทางลบของผู้ป่วยโรคจิตเภทมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .305) อาการทางบวกของผู้ป่วยโรคจิตเภทมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .509) ภาระการดูแลผู้ป่วยและการรับรู้การถูกตีตราของคู่ชีวิตมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .779 และ .711 ตามลำดับ) ความเครียดมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .819) เพศและระยะเวลาในการดูแลผู้ป่วย ไม่มีความสัมพันธ์
สรุป: ผลการวิจัยสามารถนำไปวางแผนการจัดกิจกรรมเพื่อลดปัจจัยที่ส่งผลต่อความเหนื่อยหน่ายของคู่ชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตเภทต่อไป
บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะเซพซิสขณะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติ, ณัฏฐณิชา สิงห์จาน
บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะเซพซิสขณะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติ, ณัฏฐณิชา สิงห์จาน
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
ภาวะเซพซิส คือ ภาวะคุกคามต่อชีวิต ต้องได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ใช้เวลาในการรักษาตัวนาน และมีอัตราการเสียชีวิตสูงเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า ประกอบกับปัจจัยทางด้านกระบวนการสูงอายุ ได้แก่ ระบบภูมิคุ้มกันลดลงและระบบร่างกายมีการเสื่อมถอย และลักษณะสำคัญที่พบได้ในผู้สูงอายุคือ อาการและอาการแสดงไม่เฉพาะเจาะจง เช่น ไม่มีไข้ ภาวะสับสนเฉียบพลัน รับประทานอาหารได้ลดลง และอ่อนเพลีย เป็นต้น ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนและรุนแรง การคัดกรองเพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็วจะสามารถช่วยลดภาวะอวัยวะในร่างกายล้มเหลวหลายระบบและอัตราการเสียชีวิต ดังนั้นพยาบาลวิกฤติต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะเซพซิส ซึ่งต้องได้รับการดูแลจากพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รับการคัดกรองอย่างรวดเร็ว วินิจฉัยที่ถูกต้อง และได้รับการรักษาที่มีมาตรฐาน อีกทั้งทำให้ผู้ป่วยปลอดภัยและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ความเหลื่อมล้ำที่รู้สึกได้: ความหนืดพรุนของกลิ่นเหม็นและความร้อนจากการประกอบร่วมในกรุงเทพมหานคร, ปิยเทพ ตันมหาสมุทร
ความเหลื่อมล้ำที่รู้สึกได้: ความหนืดพรุนของกลิ่นเหม็นและความร้อนจากการประกอบร่วมในกรุงเทพมหานคร, ปิยเทพ ตันมหาสมุทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเมืองเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้นท่ามกลางการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระดับมหภาค นักวิชาการเรื่องเมืองต่างพยายามทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเมืองที่เกิดขึ้นตามยุคสมัย ฝั่งสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมืองทำความเข้าใจพื้นที่ด้วยการกำหนดสเกลเป็นหย่อมย่าน เช่น เขต จังหวัด แขวง ชุมชน ฯลฯ ขณะที่งานศึกษาทางสังคมศาสตร์ยังมองเมืองในฐานะการประกอบสร้างทางสังคม มุมมองเหล่านี้อาจละเลยการดำรงอยู่ของวัตถุสภาวะที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้ งานศึกษานี้เสนอว่าการอยู่อาศัยในเมืองสามารถทำได้ด้วยกระบวนการคิดเชิงประกอบร่วม (assemblage thinking) ผ่านการใช้พื้นที่บ้าน-ย่านที่เผชิญกับกลิ่นเหม็นและความร้อน กรณีศึกษานี้จะช่วยสะท้อนให้เห็นความหนืดและปรุพรุนที่ทำให้วัตถุสภาวะไหลเวียนคร่อมข้ามไปมาระหว่างพื้นที่ได้ ผู้ศึกษามองกลิ่นเหม็นและความร้อนในฐานะการประกอบร่วมจากผู้กระทำการที่หลากหลายของเมือง สถานที่ที่ผู้ศึกษาใช้เป็นตัวแทนของ “บ้าน” คือ ตึกแถว รูปแบบของการอยู่อาศัยที่เติบโตมาพร้อมกับการกลายเป็นเมืองของกรุงเทพมหานคร เพื่อชี้ให้เห็นถึงการรับมือกลิ่นเหม็นและความร้อนภายใต้ข้อจำกัดเชิงพื้นที่และวัตถุ สำหรับการเก็บข้อมูล ผู้ศึกษาใช้วิธีวิทยามานุษยวิทยาสถาปัตยกรรมผ่านการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมที่บ้านของผู้ให้ข้อมูลและใช้การทำผังบ้านและย่าน เพื่อใช้ทั้งข้อมูลเชิงพรรณนาและทัศนาในการวิเคราะห์กระบวนการประกอบร่วมและการไหลเวียนของกลิ่นเหม็นและความร้อน การศึกษาการประกอบร่วมของกลิ่นเหม็นและความร้อนที่ไหลเวียนบนเส้นแบ่งอันหนืดพรุนของบ้าน-ย่านช่วยให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจผัสสะของเมือง (sentient urbanity) ที่ทำงานข้ามไปมาระหว่างสเกลย่านและบ้าน ความเป็นเมืองลักษณะนี้เปิดเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นกับย่านภูธเรศและจอมทอง ดังนั้นงานศึกษานี้ได้เปิดเผยความเหลื่อมล้ำที่มากไปกว่าบริบททางสังคม-เศรษฐกิจ แต่เกิดจากการประกอบร่วมของเมืองที่ส่งผลให้กลิ่นเหม็นและความร้อนไหลเวียนไปยังตึกแถวและย่านทั้งสอง
Analysis Of Translanguaging In English Learning Of Thai Secondary Students, Dalton Le
Analysis Of Translanguaging In English Learning Of Thai Secondary Students, Dalton Le
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This mixed-methods study was conducted to develop a questionnaire that explores students’ translanguaging practices and translanguaging perceptions in Thai secondary school English language instruction. The study was conducted in two phases. In the first phase, classroom observations and teacher interviews were used to frame and categorize students’ translanguaging practices, which were then used to construct the Translanguaging Practices and Perceptions Questionnaire. In the second phase, the questionnaire was distributed to 430 Thai students from M4 to M6 at a public government school in Thailand. After distribution, a confirmatory factor analysis revealed that the proposed factors in the questionnaire had a …
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดค่าไอเอ็นอาร์ที่สูงเกินเป้าหมายในผู้ป่วยที่ได้ยาวาร์ฟารินที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, รติยา รุ่งเรือง
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดค่าไอเอ็นอาร์ที่สูงเกินเป้าหมายในผู้ป่วยที่ได้ยาวาร์ฟารินที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, รติยา รุ่งเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดค่าไอเอ็นอาร์ที่สูงเกินเป้าหมายในผู้ป่วยที่รักษาด้วยวาร์ฟารินและเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และ (2) เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของค่าไอเอ็นอาร์ขณะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เมื่อแบ่งกลุ่มตามค่าการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย วิธีการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังจากเหตุไปหาผลในผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟารินที่แผนกผู้ป่วยใน เข้ารับรักษาด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ระหว่าง 1 มกราคม พ.ศ. 2558 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2566 วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดค่าไอเอ็นอาร์มากกว่า 4 ด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติคพหุคูณ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p
วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5: รูปแบบ แนวคิด และความสัมพันธ์กับสังคมสยามสมัยใหม่, พฤฒิชา นาคะผิว
วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5: รูปแบบ แนวคิด และความสัมพันธ์กับสังคมสยามสมัยใหม่, พฤฒิชา นาคะผิว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาวรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5 ในประเด็นรูปแบบ แนวคิด และความสัมพันธ์กับสังคมสยามสมัยใหม่ กลุ่มข้อมูลที่นำมาศึกษา คืองานเขียนที่แต่งขึ้นเพื่อบำรุงจรรยาและบำรุงปัญญาสตรีที่พิมพ์เผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์สมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองผลการศึกษาพบว่า วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5 สร้างขึ้นในบริบทของวัฒนธรรมหนังสือ อันเป็นการสั่งสมและสืบทอดความรู้ผ่านหนังสือในสังคมสมัยใหม่ รูปแบบที่เด่นที่สุดของวรรณกรรมกลุ่มนี้ คือสารคดี ร้อยแก้วแบบใหม่ซึ่งมีกลวิธีการสอนหลากหลายที่มุ่งสร้างความเข้าใจสาระคำสอน และสร้างความน่าสนใจให้แก่ผู้อ่าน ในช่วงเวลาที่สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ กำลังทวีความสำคัญ ส่วนเรื่องแนวคิดพบว่า วรรณกรรมกลุ่มนี้เสนอทั้งแนวคิดที่สืบทอด มาจากวรรณกรรมคำสอนสตรีแนวขนบ ได้แก่ แนวคิดเรื่องกุลสตรี แนวคิดเรื่องแม่ศรีเรือน และแนวคิดเรื่องศรีภรรยา และพัฒนาแนวคิดขึ้นใหม่ ได้แก่ แนวคิดเรื่องแม่เรือนสมัยใหม่ แนวคิดเรื่องสตรีมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศด้วยการพัฒนาตนเองให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และแนวคิดเรื่องสตรีเป็นเครื่องแสดงความเจริญของบ้านเมืองวรรณกรรมเพื่อสอนสตรีกับสังคมสยามสมัยใหม่มีอิทธิพลต่อกัน กล่าวคือ การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยและการรับอิทธิพลจากวรรณกรรมและวัฒนธรรมตะวันตก ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่านิยมบางประการที่มีต่อสตรี ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงมีการสร้างและถ่ายทอดวรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสิ่งพิมพ์อย่างแพร่หลายเพื่อแสดงค่านิยมใหม่ ทำให้วรรณกรรมแนวนี้ขยายตัว มีทั้งงานเขียนที่ยังคงรูปแบบและแนวคิดตามขนบเดิม และงานเขียนที่พัฒนารูปแบบและแนวคิดขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ขณะเดียวกัน วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีก็มีบทบาทต่อสังคมสยามสมัยใหม่ในหลายมิติ ทั้งบทบาทในการชี้แนะสตรีให้ครองตนได้อย่างเหมาะสม บทบาทในการสร้างและสั่งสม ทุนทางวัฒนธรรมของชนชั้นนำ และบทบาทในการยกระดับศักยภาพสตรี จึงกล่าวได้ว่า วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นผลผลิตทางปัญญาที่มีคุณค่าและความสำคัญ โดยเฉพาะช่วยขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของวรรณกรรมคำสอนสตรีในสมัยรัตนโกสินทร์ และเป็นหลักฐานร่วมสมัยที่แสดงให้เห็นความสำคัญของสตรีในบริบทแห่งการพัฒนาบ้านเมืองให้มีอารยะ
การศึกษาเปรียบเทียบกลวิธีทางภาษาที่ใช้สัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการ “โหนกระแส”, ปาจารีย์ หนูบุญคง
การศึกษาเปรียบเทียบกลวิธีทางภาษาที่ใช้สัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการ “โหนกระแส”, ปาจารีย์ หนูบุญคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รายการโหนกระแสเป็นรายการสัมภาษณ์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีการเชิญบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมแล้วเป็นกระแส รวมถึงบุคคลที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือในประเด็นต่าง ๆ มานั่งเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของการสื่อสารในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสตามแนวชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร และเพื่อศึกษากลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแส ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากช่องยูทูบ “โหนกระแส [Hone-krasae] official” ครั้งที่มีผู้ให้สัมภาษณ์ครบสามกลุ่ม ได้แก่ ผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหาย และบุคคลที่สาม ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึง เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 มีจำนวนทั้งหมด 12 ครั้ง รวมความยาว 13 ชั่วโมง 54 นาที 44 วินาทีผลการศึกษาองค์ประกอบของการสื่อสารในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสตามแนวชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสารพบว่าองค์ประกอบของการสื่อสารในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสที่สำคัญและมีผลต่อกลวิธีทางภาษาที่ผู้สัมภาษณ์ใช้ในการสัมภาษณ์ในรายการโหนกระแส คือ จุดมุ่งหมายและผู้ร่วมเหตุการณ์ กล่าวคือ จุดมุ่งหมายและผู้ร่วมเหตุการณ์ทำให้คำถามที่ผู้สัมภาษณ์ใช้ถามบุคคลสามกลุ่ม ได้แก่ ผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหาย และบุคคลที่สาม มีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามนอกจากจุดมุ่งหมายและผู้ร่วมเหตุการณ์แล้ว ผู้วิจัยยังพบว่าน้ำเสียงยังเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่มีความสำคัญที่ส่งผลให้การสัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มแตกต่างกันผลการศึกษากลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแส แบ่งเป็น 2 กลวิธีหลัก ได้แก่ 1) กลวิธีการถาม พบว่ากลวิธีการถามบุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสมี 13 กลวิธี และ 2) กลวิธีเสริมการถาม พบว่ากลวิธีเสริมการถามบุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสมี 14 กลวิธี เมื่อพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบพบว่ากลวิธีที่ปรากฏในการสัมภาษณ์บุคคลทั้งสามกลุ่ม ได้แก่ ผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหาย และบุคคลที่สาม มีทั้งกลวิธีที่ปรากฏในบุคคลสามกลุ่ม กลวิธีที่ปรากฏในบุคคลสองกลุ่ม และกลวิธีที่ปรากฏในบุคคลกลุ่มเดียว ซึ่งมีความถี่ในการปรากฏที่แตกต่างกัน โดยสัมพันธ์กับบทบาทของผู้ให้สัมภาษณ์ที่แตกต่างกัน และการคาดหวังคำตอบจากบุคคลทั้งสามกลุ่มที่แตกต่างกันของผู้สัมภาษณ์
ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, รดา วงษ์ศรี
ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, รดา วงษ์ศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ขณะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์คุณสมบัติ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 22 คน จับคู่ให้มีความใกล้เคียงกันในเรื่องเพศและอายุ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับ โปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ระยะเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินแบบสอบถามภาวะซึมเศร้า และ เครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการใช้น้ำมันหอมระเหย มีค่าสัมประสิทธิ์ของครอนบาค 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติt – test โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 7.35 ,df = 21 ,p = .000 ) 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (t = 1.75 ,df = 42 ,p = .04 )
ปัจจัยทางสังคมที่เป็นตัวกำหนดสุขภาพจิตของประชากรไทย: การวิเคราะห์พหุระดับ, สรพงษ์ เจริญกฤตยาวุฒิ
ปัจจัยทางสังคมที่เป็นตัวกำหนดสุขภาพจิตของประชากรไทย: การวิเคราะห์พหุระดับ, สรพงษ์ เจริญกฤตยาวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ภาวะสุขภาพจิตของประชากรไทย และปัจจัยระดับบุคคลและระดับชุมชนที่มีความสัมพันธ์กับการมีสุขภาพจิตที่ดีของประชากรไทย การวิจัยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการการสำรวจสภาวะทางสังคม วัฒนธรรม และสุขภาพจิต พ.ศ.2561 จัดเก็บโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งเป็นการสำรวจระดับประเทศที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป การวิเคราะห์คัดเลือกเฉพาะตัวอย่างที่ตอบคำถามในประเด็นที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตด้วยตนเอง รวมจำนวนทั้งสิ้น 27,147 ราย อาศัยอยู่ใน 1,989 ชุมชน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและ การวิเคราะห์พหุระดับแบบโลจิสติกแบบทวิผลการศึกษาพบว่า ประชากรไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปเกือบร้อยละ 80 เป็นผู้ที่มีภาวะสุขภาพจิตดี ตามเกณฑ์วัดสุขภาพจิตของคนไทยฉบับสั้น (Thai Mental Health Indicator-15: TMHI-15) ตัวแปรระดับบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส สถานภาพการทำงาน จำนวนสมาชิกในครัวเรือน สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ความสัมพันธ์และความผูกพันภายในครัวเรือน การรับรู้สุขภาพกายของตนเอง ความเชื่อตามหลักคำสอนทางศาสนา การปฏิบัติตนตามหลักศาสนา และคุณธรรมในการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการมีสุขภาพจิตที่ดีของประชากรไทย ในระดับชุมชน พบว่า สัดส่วนของประชากรที่มีภาวะสุขภาพจิตดีในชุมชน และค่าเฉลี่ยสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนในชุมชนมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการมีสุขภาพจิตที่ดีของประชากรไทย การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันทางด้านสุขภาพจิตของประชากรในกลุ่มต่าง ๆ และแนวทางในการส่งเสริมภาวะสุขภาพจิตของประชากรผ่านปัจจัยทางสังคมและสภาพแวดล้อมของครัวเรือนและชุมชน
แนวทางการปรับปรุงมาตรการทางภาษี เพื่อส่งเสริมและจูงใจการคิดค้นนวัตกรรมสำหรับนิติบุคคลที่มีผลขาดทุนสุทธิทางภาษีอากร, ปรียาพร ไกรศิริวุฒิ
แนวทางการปรับปรุงมาตรการทางภาษี เพื่อส่งเสริมและจูงใจการคิดค้นนวัตกรรมสำหรับนิติบุคคลที่มีผลขาดทุนสุทธิทางภาษีอากร, ปรียาพร ไกรศิริวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากการวิเคราะห์ปัญหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่ผู้ประกอบการที่มีผลขาดทุนไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรที่รัฐส่งเสริมในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งให้สิทธิประโยชน์โดยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและการให้หักรายจ่ายได้เพิ่ม เนื่องจากกิจการที่มีผลขาดทุนไม่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้นการยกเว้นภาษีเงินได้และการหักรายจ่ายได้เพิ่มขึ้น จึงไม่เป็นการส่งเสริมหรือจูงใจกิจการเหล่านี้แต่อย่างใด อีกทั้งกิจการที่มีผลขาดทุนมักเป็นกิจการขนาดเล็กที่มีเงินทุนจำกัดในการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในขณะที่กิจการที่มีกำไรสุทธิสามารถใช้สิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีอากรได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันของมาตรการทางภาษีของรัฐในปัจจุบัน จากการศึกษามาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์ พบว่าส่งเสริมให้กิจการได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งที่มีกำไรและขาดทุน โดยกิจการที่กำไรจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้จากรายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา และกิจการที่ขาดทุนจะได้รับเงินชดเชยจากรายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเงินชดเชยดังกล่าวไม่ถือเป็นเงินได้ ทำให้กิจการมีสภาพคล่องมากขึ้น และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่ามาตรการทางภาษีของสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นและจูงใจ ให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาได้อย่างแท้จริง ดังนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมและช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเทศไทยควรปรับปรุงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการนำมาตรการให้เงินชดเชยจากรายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์ มาปรับใช้กับมาตรการทางภาษีของไทยต่อไป
การนำดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ศิรินาฎ เพิ่มทรัพย์
การนำดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ศิรินาฎ เพิ่มทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการนำดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย โดยเล็งเห็นถึงข้อจำกัดในปัจจุบันที่สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยอนุญาตเฉพาะดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายในต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาและแคนาดาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการออกแบบมาตรการสนับสนุนผู้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาในรูปแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษี สหรัฐอเมริกามีมาตรการ "Student Loan Interest Deduction" ซึ่งอนุญาตให้นำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษามาหักลดหย่อนจากรายได้ที่ต้องเสียภาษีได้สูงสุด 2,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยจำนวนเงินลดหย่อนขึ้นอยู่กับรายได้รวมที่ปรับปรุงแล้ว (MAGI) ระบบนี้เหมาะสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง เนื่องจากสิทธิประโยชน์จะเพิ่มขึ้นตามฐานภาษีของผู้เสียภาษี แต่ข้อเสียคือผู้ที่มีรายได้ต่ำอาจไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่ ในทางกลับกัน แคนาดาใช้มาตรการ "Canada Student Loan Interest Deduction" ซึ่งคำนวณเครดิตภาษีที่ 15% ของดอกเบี้ยเงินกู้ที่ชำระในปีภาษีนั้น และอนุญาตให้ยกยอดเครดิตไปใช้ในปีถัดไปได้สูงสุด 5 ปี ระบบนี้ให้ประโยชน์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มรายได้ เนื่องจากการคำนวณเครดิตภาษีไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของผู้เสียภาษี แต่เป็นอัตราคงที่ตามจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระจริง นอกจากนี้ การอนุญาตให้ยกยอดเครดิตช่วยให้ผู้กู้รายได้ต่ำได้รับสิทธิประโยชน์เต็มจำนวนในอนาคตเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นจากการศึกษาแนวทางการให้สิทธิประโยชน์ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ผู้เขียนเห็นควรว่าแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาในประเทศไทย คือแนวทางการให้เครดิตภาษี (Tax Credit) ตามแบบของประเทศแคนาดา แนวทางนี้ช่วยสร้างความเท่าเทียมสำหรับทุกกลุ่มรายได้ เพราะการคำนวณเครดิตภาษีไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานภาษีเหมือนระบบลดหย่อนรายได้แบบสหรัฐอเมริกา แต่เป็นอัตราคงที่ตามดอกเบี้ยที่ชำระจริง เช่น 5% ของดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้ผู้ที่มีรายได้ต่ำยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับผู้ที่มีรายได้สูงกว่า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดภาระทางการเงินและช่วยกลุ่มผู้กู้ในทุกระดับรายได้ได้อย่างทั่วถึง อีกหนึ่งข้อดีที่คือการอนุญาตให้ยกยอดเครดิตภาษีที่ไม่ได้ใช้ในปีนั้นไปเครดิตภาษีในปีถัดไปได้สูงสุดถึง 5 ปี นโยบายนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับกลุ่มผู้กู้ที่อาจเริ่มต้นมีรายได้ต่ำหลังสำเร็จการศึกษา เช่น นักศึกษาที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพ หรือกลุ่มที่ยังไม่มีรายได้เพียงพอที่จะใช้สิทธิ์ได้เต็มจำนวนในช่วงแรกของการชำระหนี้ การยกยอดนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถได้รับประโยชน์ทางภาษีอย่างครบถ้วนในอนาคตเมื่อมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น
การพัฒนาจีโอพอลิเมอร์ซีเมนต์เพื่อใช้งานเป็นคอนกรีตอัดแน่นด้วยตัวเอง, ภัทรีวรรณ อิ่มสุวรรณ์
การพัฒนาจีโอพอลิเมอร์ซีเมนต์เพื่อใช้งานเป็นคอนกรีตอัดแน่นด้วยตัวเอง, ภัทรีวรรณ อิ่มสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาวิธีการเตรียมจีโอพอลิเมอร์ซีเมนต์ เพื่อใช้งานเป็นคอนกรีตอัดแน่นด้วยตัวเองโดยวิธีการเตรียมแบบจีโอพอลิเมอร์ซีเมนต์ เพื่อนำมาใช้ในงานก่อสร้างโดยใช้แนวคิดแบบเดียวกับการเตรียมปูนซีเมนต์ที่เมื่อทำการเติมน้ำลงไปผสมก็พร้อมใช้งาน ด้วยวิธีการนี้จะช่วยลดขั้นตอนและความยุ่งยากในการผสมเมื่อเทียบกับวิธีการเตรียมจีโอพอลิเมอร์แบบดั้งเดิม ในการศึกษานี้เถ้าลอยจะถูกนำมาผสมกับสารกระตุ้นด่างทั้งสามชนิด ได้แก่ โซเดียมเมต้าซิลิเกต แคลเซียมไฮดรอกไซด์ และโซเดียมไฮดรอกไซด์ ในอัตราส่วนต่างๆ ดังนี้ 49:49:2, 47.5:47.5:5, 46:46:8 และ 45:45:10 ส่วนผสมเหล่านี้ถูกนำไปบดด้วยลูกบดในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน คือ 0, 6, 12 และ 24 ชั่วโมง จะได้ออกมาเป็นจีโอพอลิเมอร์ซีเมนต์ชนิดผง สารลดน้ำพิเศษในกลุ่มพอลิคาร์บอกซิเลตอีเทอร์จะถูกเติมลงไปปริมาณ 2% ของน้ำหนักเถ้าลอย ส่วนผสมทั้งหมดจะถูกนำมาผสมกับน้ำและหล่อในแม่พิมพ์ขนาด 2.5 x 2.5 x 2.5 ลูกบาศก์เซนติเมตร ก่อนนำไปบ่มที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 24 ชั่วโมง และบ่มต่อเนื่องอีก 7 และ 28 วัน และนำตัวอย่างขีโอพอลิเมอร์ซีเมนต์ไปทำการทดสอบสมบัติทางกายภาพ สมบัติเชิงกล และสมบัติทางเคมีของจีโอพอลิเมอร์ซีเมนต์ที่เตรียมได้ ผลการทดสอบพบว่าระยะเวลาที่ทำการบดส่วนผสมและปริมาณของโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่เติมลงในส่วนผสม ส่งผลต่อสมบัติต่างๆของจีโอพอลิเมอร์เป็นอย่างมาก โดยส่งผลกับระยะเวลาการก่อตัว ค่ากำลังอัด และอัตราการไหล ผลการศึกษาพบว่าการเพิ่มปริมาณโซเดียมไฮดรอกไซด์ส่งผลให้ค่ากำลังอัดสูงขึ้น และไม่ควรเกิน 8% โดยค่ากำลังอัดสูงสุดที่ได้คือ 21.16 MPa ในอัตราส่วนโซเดียมเมต้าซิลิเกต/แคลเซียมไฮดรอกไซด์/โซเดียมไฮดรอกไซด์ 46:46:8 ที่ผ่านการบดเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
The Impact Of Internationalization On Cash Holdings: Evidence From Southeast Asia, Suparat Patarasupanit
The Impact Of Internationalization On Cash Holdings: Evidence From Southeast Asia, Suparat Patarasupanit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research examines the impact of internationalization on cash holdings among multinational corporations (MNCs) in Southeast Asia (SEA), focusing on the roles of geographic dispersion, intangible assets, and managerial ownership. The study highlights how international operations influence corporate liquidity strategies in the presence of heightened information asymmetry. This study employs 1,431 firm-year observations from 2017 to 2021 and dynamic panel model to test hypotheses. The findings indicate that geographic dispersion and intangible assets increase cash holdings, affirming Pecking Order Theory. Conversely, their interaction unexpectedly reduces cash holdings, suggesting that complexities prompt more conservative liquidity management. Also, increased managerial ownership results …
Identification Of A New Human Disease Gene For Dilated Cardiomyopathy (Dcm), Rutairat Wongong
Identification Of A New Human Disease Gene For Dilated Cardiomyopathy (Dcm), Rutairat Wongong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Pathogenic BAG5 variants recently linked to dilated cardiomyopathy (DCM) prompt further investigation into phenotypic, mutational, and pathomechanistic aspects. We explored the clinical and molecular characteristics of DCM associated with BAG5 variants, uncovering the consistently severe manifestation of the disease and its impact on the endoplasmic reticulum (ER) stress response. Analysis involved three siblings affected by DCM, along with their four unaffected siblings and consanguineous parents. Exome and Sanger sequencing identified a novel BAG5 variant, c.444_445delGA (p.Lys149AsnfsTer6), homozygous in affected siblings and heterozygous in parents and unaffected siblings. We generated heterozygous and homozygous Bag5 point mutant knock-in (KI) mice and evaluated …
อิทธิพลของคุณภาพเทคโนโลยีและการยอมรับเทคโนโลยีประกันชีวิตต่อแนวโน้มการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชัน, ดวงหทัย วุฒิทวีวัฒน์
อิทธิพลของคุณภาพเทคโนโลยีและการยอมรับเทคโนโลยีประกันชีวิตต่อแนวโน้มการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชัน, ดวงหทัย วุฒิทวีวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยคุณภาพเทคโนโลยีที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech และศึกษาระดับการยอมรับเทคโนโลยีและแนวโน้มการตัดสินใจซื้อการประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชัน โดยวิเคราะห์ความสอดคล้องโมเดลของคุณภาพเทคโนโลยี และการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech ต่อแนวโน้มการตัดสินใจซื้อการประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชัน และศึกษาอิทธิพลของคุณภาพเทคโนโลยีและการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech ต่อแนวโน้มการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชันของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คนที่ผ่านการเลือกแบบเจาะจง ซึ่งกลุ่มตัวอย่างนี้เป็นผู้บริโภคที่เคยใช้เทคโนโลยี InsurTech ผ่านแอปพลิเคชัน และใช้การวิเคราะห์สมการโครงสร้างและการทดสอบเส้นทางอิทธิพล โดยผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยคุณภาพเทคโนโลยีในภาพรวมมีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech ในระดับมาก ( x̄ = 4.16) ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยี InsurTech ในภาพรวมในระดับมาก ( x̄ = 4.25) และแนวโน้มการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชันในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( x̄ = 4.26) โมเดลคุณภาพเทคโนโลยี และการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech ต่อแนวโน้มในการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชันของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และคุณภาพเทคโนโลยีและการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech มีอิทธิพลทางตรงต่อแนวโน้มในการตัดสินใจซื้อการประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
A Chemistry-Transport Model Study For Source Contributions Of Pm2.5 And Its Implications For Southeast Asia Regional Haze Management Policy, Abdul Wahab
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
PM2.5 pollution is a persistent issue in Southeast Asia. In response, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) launched the Second Hazefree Roadmap (2023-2030) to alleviate this issue. This roadmap can be an important institutional measure to reduce PM2.5 pollution regionally; however, it largely centres on biomass burning and does not comprehensively tackle other sources. This study aims to quantify the contributions of three key sectors—biomass burning, transport, and industry—to PM2.5 pollution. In addition, for the focus of Thailand, the study assesses transboundary PM2.5 pollution coming into Thailand. We employ the GEOS-Chem chemistry transport model, a widely used global model …
การจำกัดความรับผิดในทางอาญาของผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในความผิดฐานช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือมิให้ถูกจับ, ณิชากร พงษ์ภักดี
การจำกัดความรับผิดในทางอาญาของผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในความผิดฐานช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือมิให้ถูกจับ, ณิชากร พงษ์ภักดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขอบเขตของบุคคลผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในการยกเว้นโทษทางอาญาในความผิดเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือมิให้ถูกจับ โดยศึกษาแนวคิดทางกฎหมาย ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และขอบเขตบุคคลผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ จากการศึกษาพบว่า ความผิดเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือมิให้ถูกจับ กำหนดขอบเขตของผู้ที่ให้ศาลใช้ดุลยพินิจในการยกเว้นโทษไว้เพียง บิดา มารดา บุตร สามี ภริยา อย่างไรก็ตาม ตามความเห็นของนักวิชาการและตำรากฎหมายไม่รวมถึงบิดาที่มิชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรที่มิชอบด้วยกฎหมายของบิดา นอกจากนี้ผู้รับบุตรบุญธรรมก็ไม่ได้รับยกเว้นโทษเช่นกัน ซึ่งหากพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีการรับรองสิทธิของบุคคลดังกล่าว และกฎหมายอาญาไม่มีการกำหนดนิยามของบุคคลในครอบครัวไว้ ส่งผลให้ขอบเขตการยกเว้นโทษจำกัดและอาจจำกัดดุลยพินิจของศาลในการพิจารณายกเว้นโทษให้แก่บุคคลในครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ตามความเป็นจริง วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีข้อเสนอให้แก้ไขและเพิ่มเติมขอบเขตของบุคคลผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในการยกเว้นโทษทางอาญาในความผิดเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือมิให้ถูกจับเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครอบครัวในปัจจุบัน
Experimental Investigation Of Self-Mixing Interferometric Technique For Displacement Assessment, Dulanjana Anuhas Egodagamage
Experimental Investigation Of Self-Mixing Interferometric Technique For Displacement Assessment, Dulanjana Anuhas Egodagamage
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The self-mixing interferometric (SMI) technique has proven effective for achieving precise, contactless measurements of submicron displacements. This study aims to further investigate and experimentally assess the capabilities of the SMI technique in displacement sensing. While extensive research has been conducted on the SMI technique for displacement sensing, its performance can still be further explored in scenarios where the target exhibits varying displacement amplitudes and oscillation frequencies. Understanding the limitations and ranges of the SMI technique is crucial for advancing laboratory-based setups into practical applications. An experimental optoelectronic setup was used in this work, employing a semiconductor laser diode module integrated …
Synthesis Of Carbon Nanomaterials From Sale Gas Using Nimo/Mgo Catalyst, Ahsan Khan
Synthesis Of Carbon Nanomaterials From Sale Gas Using Nimo/Mgo Catalyst, Ahsan Khan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to convert greenhouse gases into valuable nanomaterials as a sustainable way to capture and utilize carbon. It examines the synthesis of carbon nanotubes (CNTs) from a methane-ethane mixture (sale gas) with CO₂ added in different reactor setups. A NiMo/MgO catalyst was used to enhance CNT growth. Nickel and molybdenum act as active sites, facilitating to break carbon bonds and supporting CNT formation. The addition of CO₂ promotes dry reforming, which enhances syngas production and influences CNT properties. Factors like gas composition, CO₂ presence, and reactor type affect CNT structure and yield. Extended reaction times improved graphitization, creating …
กลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิตนักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัย, ธิภาดา สารปรัง
กลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิตนักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัย, ธิภาดา สารปรัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องกลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิต นักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและผลลัพธ์ที่คาดหวังของกลวิธีการจัดกิจกรรมนิสิตนักศึกษาของหอพักมหาวิทยาลัย (2) เพื่อพัฒนากลวิธีต่างๆสำหรับการทำกิจกรรมนิสิตนักศึกษาของหอพักมหาวิทยาลัยที่รองรับการทำกิจกรรมในวิถีชีวิตใหม่ (3) เพื่อประเมินกลวิธีต่างๆ สำหรับการทำกิจกรรมนิสิตนักศึกษาของหอพักมหาวิทยาลัยเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 315 คน ประกอบด้วย (1) ตัวแทนผู้จัดกิจกรรมหรือผู้รับผิดชอบกิจกรรมโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) จาก 15 สถาบัน รวมจำนวน 15 คน (2) นิสิตนักศึกษาผู้เคยเข้าร่วมกิจกรรมโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) รวมจำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช่ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกข้อมูลการสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงบรรยายคือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1. กลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิต นักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัยนั้น ประกอบด้วย เอกลักษณ์ (Identity) ในการจัดกิจกรรมหอพักสามารถเชื่อมโยงกับกิจกรรมย่อย 2 กลุ่ม คือ กิจกรรมย่อยทั่วไป (Generic) คือ กิจกรรมย่อยที่ทุกโครงการมีการจัดกิจกรรมคล้าย ๆ กัน มีกลวิธีการจัดกิจกรรมในลักษณะเดียวกัน ประกอบด้วย 4 กิจกรรมย่อย คือ การประชาสัมพันธ์ การลงทะเบียน การรับประทานอาหาร และการสรุปโครงการ กิจกรรมย่อยเฉพาะ (Specific/ Core) คือ กิจกรรมย่อยซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่เกิดขึ้นในวันจัดกิจกรรม กิจกรรมย่อยเฉพาะจะเป็นอีกหนึ่งตัวกำหนดชื่อโครงการหรือกิจกรรม โดยผู้วิจัยแบ่งกลุ่มกิจกรรมย่อยเฉพาะตามลักษณะการจัดกิจกรรมได้ 4 กลุ่มดังนี้ การให้ข้อมูล การสร้างทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การสร้างนิสัย/การเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขัน กิจกรรมเพื่อความบันเทิง ประสบการณ์การจัดกิจกรรม (Activities Experiences) สามารถแบ่งกลวิธีในการจัดกิจกรรมได้ 2 รูปแบบคือ กลวิธีแบบออนไซต์และออนไลน์ ประสบการณ์พลเมือง (Civic Experience) คือการหาค่าความเสี่ยงจากกลวิธีในการจัดกิจกรรมเพื่อให้สามารถวางแผนและจัดการความเสี่ยงในจัดกิจกรรมในหอพักนิสิตนักศึกษาได้2. กลวิธีการออกแบบกิจกรรมหอพักนิสิตนักศึกษาตามองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้น ได้นำไปสร้างแบบจำลองการจัดกิจกรรมโดยใช้ ซอฟต์แวร์สนับสนุนการสร้างโครงการหรือกิจกรรมหอพัก เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลและวิธีการส่งต่อการทำกิจกรรมหอพักต่อไป
The Influence Of Consumer Perception Of Csr On True Corporation Brand Image And Loyalty, Takumi Kato
The Influence Of Consumer Perception Of Csr On True Corporation Brand Image And Loyalty, Takumi Kato
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the impact of consumer perceptions of corporate social responsibility (CSR) on brand image and brand loyalty, focusing on True Corporation in Thailand. Data were collected from 204 respondents aged 18 to 54 through an online questionnaire. The findings reveal that True Corporation has established a comprehensive CSR image encompassing customer-oriented, economic-oriented, and community-oriented dimensions. Additionally, consumer perceptions of CSR significantly influence both brand image and brand loyalty.
A Market Strategy Analysis Of Doi Kham Company, Cholachai Sirisawat
A Market Strategy Analysis Of Doi Kham Company, Cholachai Sirisawat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This article is conceived with the objective of utilizing data from Doi Kham Food Products Company Limited as the focal point of research. It delves into market narratives and comprehensive market data, as well as the growth trajectory of the company in accordance with the royal initiatives of His Majesty King Bhumibol Adulyadej (King Rama IX). His Majesty's aspirations aimed to alleviate the hardships faced by rural communities in the highlands of Northern Thailand, transitioning towards a company engaged in the production and procurement of agricultural products, supplying both domestic and international markets with stability and concurrent growth in agriculture. …
The Employment Effects Of Agri-Food Global Value Chain Participation In Lower Middle-Income Countries, Phyu Phyu Lwin
The Employment Effects Of Agri-Food Global Value Chain Participation In Lower Middle-Income Countries, Phyu Phyu Lwin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Global Value Chains (GVCs) offer opportunities for lower-middle-income countries (LMICs) in the agri-food sector by integrating local economies into the global market and enhancing economic growth. This study aims to examine the impact of GVC participation on employment in the agri-food industry of LMICs. A fixed effect model is employed on a panel data set of nine lower-middle-income countries across 2005-2019. The results indicate that GVC participation, both backward (involving imported intermediate inputs) and forward (where domestic inputs are used in the production of exports), has a significant negative effect on employment. This suggests that GVCs do not always increase …
แนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน:กรณีศึกษาพื้นที่เขตดินแดงและเขตปทุมวัน, ณัชภรณ์ ภัทรพงศ์ดิลก
แนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน:กรณีศึกษาพื้นที่เขตดินแดงและเขตปทุมวัน, ณัชภรณ์ ภัทรพงศ์ดิลก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะจาก PM2.5 เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ประสบปัญหาจาก PM2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีค่าเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมอีกทั้งรวมไปถึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ก่อให้เกิดการตายก่อนวัยอันควรในประเทศไทย ประมาณ 50,000 คนต่อปี และกระทบต่อภาพลักษณ์ของกรุงเทพมหานครในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยว โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแหล่งกำเนิดของมลพิษฝุ่น PM2.5 กรณีศึกษาเขตปทุมวันและเขตดินแดง วิเคราะห์แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศ PM2.5 กับจำนวนของยานยนต์ โดยศึกษาข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562-2566 และศึกษามาตรการในการแก้ปัญหา PM2.5 และนอกจากนี้ในงานวิจัยนี้ได้ทำการระบุแหล่งกำเนิดในพื้นที่เขตปทุมวันด้วยวิธี Factor Analysis ผลการศึกษาของการทบทวนเอกสารและผลของการวิเคราะห์ด้วย Factor Analysis พบว่าแหล่งกำเนิดสำคัญที่ส่งผลไปยังมลพิษฝุ่น PM2.5 คือ ฝุ่นถนนและฝุ่นที่ออกมาจากปลายท่อไอเสียยานยนต์ อีกทั้งจำนวนรถที่วิ่งบนถนนในเขตพื้นที่ที่ศึกษาเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อค่าเฉลี่ย PM2.5 มีรถวิ่งมากยิ่งทำให้จำนวนวันที่ค่าเฉลี่ยมลพิษฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานมากขึ้น และนอกจากนี้ มาตรการ Work From Home ที่ได้บังคับใช้ในสถานการณ์โควิด-19 สามารถทำให้มลพิษฝุ่น PM2.5 จากแหล่งกำเนิดประเภทยานพาหนะลดลง
Context-Free Grammar Framework For Automatic Shooting Game Enemy Pattern Generation, Nitit Kaweeratanakit
Context-Free Grammar Framework For Automatic Shooting Game Enemy Pattern Generation, Nitit Kaweeratanakit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research proposes a framework for generating enemy patterns for SHMUPs game. It is directly based on a grammar derived from the enemy behavior of existing commercial SHMUPs, and implemented using a new description language called "Enemy Pattern Description Language" (EPDL). EPDL contains all information required to construct the enemy, with no requirement of external data content. The language is human-readable and can be connected to any game engine of choice using an EPDL interpreter. The interpreter itself consists of lexer and recursive descent parser. The results shown in this research is implemented in. "rdnh", a private fork of Touhou …
Exploiting Quadratic Unconstrained Binary Optimization And Column Generation For Solving Vehicle Routing Problem With Discretized Time Windows, Krittin Phornsiricharoenphant
Exploiting Quadratic Unconstrained Binary Optimization And Column Generation For Solving Vehicle Routing Problem With Discretized Time Windows, Krittin Phornsiricharoenphant
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
การพยากรณ์การจ่ายยาของโรงพยาบาลโดยการเรียนรู้ของเครื่องและวิธีการวิเคราะห์เชิงสถิติ, วริศ ปุณณะหิตานนท์
การพยากรณ์การจ่ายยาของโรงพยาบาลโดยการเรียนรู้ของเครื่องและวิธีการวิเคราะห์เชิงสถิติ, วริศ ปุณณะหิตานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันการพยากรณ์การจ่ายยาของโรงพยาบาลถือเป็นหัวใจสำคัญต่อการจัดการคลังยาและการสั่งซื้อยาเป็นอย่างมาก เนื่องจากการพยากรณ์ที่น้อยเกินไปทำให้ยาไม่เพียงพอส่งผลให้เกิดความล่าช้าภายในโรงพยาบาล ในขณะที่การพยากรณ์ที่มากเกินไปทำให้เปลืองพื้นที่ใช้สอยและอาจทำให้ยาเสื่อมสภาพหรือหมดอายุซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลสูญเสียรายได้ การมีแบบจำลองที่สามารถพยากรณ์ปริมาณการจ่ายยาให้ใกล้เคียงกับค่าจริงจะสามารถลดปัญหาการขาดแคลนยาในแต่ละห้องจ่ายยาหรือการที่ห้องจ่ายยามีการกักตุนตัวยาเกินความจำเป็น จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น โครงงานมหาบัณฑิตนี้จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอแบบจำลองที่จะมาแทนค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบทั่วไปซึ่งจะช่วยให้โรงพยาบาลสามารถพยากรณ์ปริมาณการจ่ายยาแต่ละวันได้แม่นยำมากขึ้น โดยจะนำเทคนิคสำหรับพยากรณ์ข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบของอนุกรมเวลามาประยุกต์ใช้กับข้อมูลการจ่ายยาย้อนหลังและข้อมูลการนัดหมายแพทย์ย้อนหลัง หลังจากนั้นจะนำผลลัพธ์ที่ได้มาคำนวณค่าเคลาดเคลื่อนด้วยค่าเฉลี่ยของเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์และค่าเฉลี่ยสมมาตรของเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์และนำผลที่ได้มาใช้ในการเลือกว่าแบบจำลองไหนให้ค่าคลาดเคลื่อนต่ำที่สุด ผลการทดลองพบว่าแบบจำลองซัพพอร์ตเวกเตอร์รีเกรสชันให้ค่าความคลาดเคลื่อนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบทั่วไป แบบจำลองที่ผู้จัดทำโครงงานนำเสนอสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการพยากรณ์การจ่ายยาเพื่อให้แต่ละห้องจ่ายยามียาสำหรับให้บริการในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ
การพัฒนาแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สแบบเว็บที่มีระบบสนับสนุนปัญญาประดิษฐ์, สืบพงศ์ น้อยศรี
การพัฒนาแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สแบบเว็บที่มีระบบสนับสนุนปัญญาประดิษฐ์, สืบพงศ์ น้อยศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอการพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สที่มีขีดความสามารถขั้นพื้นฐานครอบคลุมระบบอวาทาร์ ระบบผู้ใช้หลายราย ระบบสื่อสารตามเวลา ระบบการเชื่อมต่อแชตบอต และฉากโลกเสมือนจริงสามมิติที่เหมือนจริง แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นนี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์กับหน่วยงานภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ ทั้งหน่วยงานภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ผลการทดสอบพบว่าระบบทำงานได้ให้ผลสัมฤทธิ์ที่ดีและมีคุณภาพตามความต้องการใช้งานในทางปฏิบัติ สามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างห้องเรียนเสมือนออนไลน์ในโลกเสมือนจริง รองรับระบบการสื่อสารระหว่างผู้ใช้ทั้งภาพ เสียง และข้อความ อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบแชตบอตจากภายนอกได้ผ่านระบบเอพีไอที่พัฒนาขึ้น ผลการทดสอบบนระบบคลาวด์ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด แสดงให้เห็นว่าระบบสามารถรองรับปริมาณผู้ใช้งานได้ไม่น้อยกว่า 30 รายพร้อมกัน ผลการทดสอบในเชิงประสบการณ์การใช้งานมีระดับความพึงพอใจในเชิงบวก งานวิจัยและพัฒนาจึงให้ประโยชน์และเป็นจุดเริ่มต้นของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเมตาเวิร์สในวงกว้าง
แนวทางการออกแบบหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมสำหรับห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ศิริวัฒน์ ขันโมลี
แนวทางการออกแบบหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมสำหรับห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ศิริวัฒน์ ขันโมลี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมของห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในปัจจุบัน และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการออกแบบหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมของห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา หรือหัวหน้าโครงการ หรือครูผู้สอนภาษาอังกฤษในโครงการ และ 2) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนที่จัดโครงการห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเขตกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบสอบถามลักษณะหลักสูตรรายวิชาฯ 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และ 3) ประเด็นคำถามในการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัย พบว่าหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมในปัจจุบันมีข้อจำกัดในด้านความหลากหลายของเนื้อหา ความซ้ำซ้อนระหว่างระดับชั้น และการไม่สอดคล้องกับเป้าหมายระดับ CEFR B1 รวมถึงการจัดสื่อ การวัดและประเมินผลที่ขาดมาตรฐาน จากการศึกษาหลักสูตรของต่างประเทศ และข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้พัฒนาแนวทางการออกแบบหลักสูตร 5 ด้าน ดังนี้ 1) วัตถุประสงค์รายวิชาควรกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน สอดคล้องกับระดับ CEFR B1 เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนในทุกด้านให้พร้อมใช้ในสถานการณ์จริง 2) เนื้อหาในรายวิชาควรมีความหลากหลาย เหมาะสมกับความสนใจของผู้เรียน และตอบสนองความต้องการในการพัฒนาทักษะทางภาษา 3) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนโดยจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ 4) สื่อการเรียนการสอนควรเลือกใช้สื่อที่เหมาะสมและทันสมัย รองรับการเรียนรู้ที่หลากหลาย และส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 5) การวัดและประเมินผลรายวิชาควรมีความหลากหลาย ครอบคลุมทุกทักษะทางภาษา และอิงตามมาตรฐาน CEFR เพื่อสะท้อนความก้าวหน้าของผู้เรียนและนำไปสู่การพัฒนาที่ต่อเนื่องและยั่งยืน