Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11390)
- Social and Behavioral Sciences (7224)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3578)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3117)
- Veterinary Medicine (2799)
- Life Sciences (2353)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1440)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Reading and Language (543)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (34)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2585)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1023)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (876)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Journal of Urban Culture Research (426)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (220)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 3511 - 3540 of 37638
Full-Text Articles in Entire DC Network
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิต ในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน, สุรีพร ธนศิลป์, นพมาศ พัดทอง
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิต ในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน, สุรีพร ธนศิลป์, นพมาศ พัดทอง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: ศึกษาการทำพินัยกรรมชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ ระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย การสนับสนุนทางสังคมกับการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงบรรยายแบบหาความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง และรับบริการที่คลินิกโรคมะเร็งของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 180 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการทำพินัยกรรมชีวิต แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิตมีค่า KR-20 เท่ากับ .81 แบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับ ความตาย และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .88, .90 และ .89 (ตามลำดับ) วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิกติกส์
ผลการศึกษา: ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 180 เป็นผู้ที่เป็นมะเร็งที่ทำพินัยกรรมชีวิต 67 คน คิดเป็นร้อยละ 37.2 และผู้ที่เป็นมะเร็งที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมชีวิต จำนวน 113 คน คิดเป็นร้อยละ 62.8 โดยส่วนใหญ่ทำด้วยวิธีการบอกกล่าวร้อยละ 49.2 ปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็นมะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตมากขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นมะเร็งระยะลุกลาม ความรุนแรงของอาการ และความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต (OR= 2.63, 7.59, 1.05, 1.79 ตามลำดับ, p<.05) และปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็นมะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตลดลง ได้แก่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย (OR= 0.87, p<.05)
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้ เว็บแอปพลิเคชัน ต่อทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, ภัทรบดินทร์ โรจนวิสิษฐ์ฤาชา, สุนิศา สุขตระกูล
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้ เว็บแอปพลิเคชัน ต่อทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, ภัทรบดินทร์ โรจนวิสิษฐ์ฤาชา, สุนิศา สุขตระกูล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันต่อทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน
แบบแผนงานวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลองแบบศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนอายุ 3-6 ปี และผู้ดูแลที่เข้ามารับบริการในแผนกผู้ป่วยในของสถาบันราชานุกูลซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์โดยได้รับการจับคู่ (Matched pair) แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวน 25 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชัน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมด้านทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนและแบบประเมินพลังอำนาจของผู้ดูแลเด็กออทิสติก มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ .89 และ .90 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .97 และ .90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบแบบ paired samples t-test
ผลการวิจัย: คะแนนเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันแตกต่างจากก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันแตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับการพยาบาล ตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: การใช้โปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันทำให้คะแนนเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนมีความแตกต่างกันซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง, อริสมันต์ ศิริลาภ, รัชนีกร อุปเสน
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง, อริสมันต์ ศิริลาภ, รัชนีกร อุปเสน
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความของ Heidegger (1962)
วิธีดำเนินการวิจัย: คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ผู้ดูแลหลักที่มีประสบการณ์อยู่ร่วมในเหตุการณ์ขณะผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมรุนแรง และก่อเหตุซ้ำ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 1 ปี จำนวน 16 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ยุติเมื่อข้อมูลมีความอิ่มตัว ร่วมกับการสังเกต จดบันทึก และการบันทึกเทป นำมาถอดความแบบคำต่อคำ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวงเวียนการตีความของ Van Manen (1990)
ผลการศึกษา: ผลการวิจัยประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความอดทน 2) ผลกระทบ ที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยต่อชีวิตของผู้ดูแลหลัก 3) ปรับตัวให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ และ 4) การจัดการต่อพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วย
สรุป: ผลจากการศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจในประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรงอย่างลึกซึ้งขึ้น และเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสนับสนุนผู้ดูแลหลักให้สามารถดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพตามสภาพบริบทของสังคมไทย
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของ ผู้ที่เป็นมะเร็ง, พนิดา ตึกหิน, สุรีพร ธนศิลป์, นพมาศ พัดทอง
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของ ผู้ที่เป็นมะเร็ง, พนิดา ตึกหิน, สุรีพร ธนศิลป์, นพมาศ พัดทอง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: ศึกษาความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ ระยะและชนิดของโรคมะเร็ง สัมพันธภาพในครอบครัว ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย สมรรถนะแห่งตน ภาระค้างคา ความรุนแรงของอาการกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง
รูปแบบการวิจัย: วิจัยเชิงบรรยายแบบหาความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งทุกระยะและทุกชนิดมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่รับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอกมะเร็งของโรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จำนวน 181 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย เป็นแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย สัมพันธภาพครอบครัว ภาระค้างคา ความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับความตาย สมรรถนะแห่งตน และความรุนแรงของอาการ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบราค เท่ากับ .85, .91, .84, .72, .86 และ .87 วิเคราะห์สัมพันธ์ใช้สถิติเพียร์สันและอีต้า
ผลการศึกษา: ผู้ที่เป็นมะเร็งมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายระดับสูงคะแนนเฉลี่ย 46.11 (SD = 10.80) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์สัมพันธ์ทางบวกกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ได้แก่ ระยะของโรคมะเร็ง ภาระค้างคา ความรุนแรงของอาการ และชนิดของโรค (r = .77, r = .86, และ r = .55 ; Eta = .34, p <.05) และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบ ได้แก่ สัมพันธภาพในครอบครัว ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย และสมรรถนะแห่งตน (r = -.80 ,r = -.59, r = -.34, p <.05 )
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ, วิไลวรรณ แสงเนียม, กัลยพัชร แก้วอุดร, ศิริวรรณ เครือวิริยะพันธ์
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ, วิไลวรรณ แสงเนียม, กัลยพัชร แก้วอุดร, ศิริวรรณ เครือวิริยะพันธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทำนาย
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ จำนวน 110 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความสามารถในการฟื้นพลัง แบบสอบถามการเผชิญปัญหา แบบสอบถามกลุ่มอาการภายหลังสมองได้รับการกระทบกระเทือน แบบประเมินความสามารถในการทำหน้าที่ แบบสอบถามคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ และแบบสอบถามคุณภาพชีวิตแบบทั่วไป ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .93, .92, .87, .88, และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
ผลการศึกษา: 1) คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะและคุณภาพชีวิตแบบทั่วไป อยู่ในระดับปานกลาง (= 63.1, SD = 10.3 และ = 61.3, SD = 19.3 ตามลำดับ) 2) ปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อประเมินด้วยแบบสอบถาม QOLIBRI คือ การเผชิญปัญหา และความสามารถในการฟื้นพลัง โดยมีอำนาจการทำนาย ร้อยละ 18.8 และปัจจัยกลุ่มอาการภายหลังสมองได้รับการกระทบกระเทือน ความสามารถในการฟื้นพลัง และระยะเวลาการบาดเจ็บ มีอำนาจการทำนายร้อยละ 41.4 เมื่อประเมินด้วยแบบสอบถาม SF-36V2
สรุป: ผลการศึกษานี้สามารถนำข้อมูลไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมการพยาบาล เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะได้ โดยปัจจัยกลุ่มอาการภายหลังสมองได้รับการกระทบกระเทือนเป็นปัจจัยที่มีอำนาจการทำนายสูงสุด จึงควรเป็นตัวแปรแรกที่ควรนำมาพัฒนาโปรแกรมการพยาบาลจัดการกับกลุ่มอาการดังกล่าว เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะ
ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในสตรีวัยรุ่น, กชณิภา ผลพฤกษ์, เนตรรัชนี กมลรัตนานันท์, วายุรี ลำโป
ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในสตรีวัยรุ่น, กชณิภา ผลพฤกษ์, เนตรรัชนี กมลรัตนานันท์, วายุรี ลำโป
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์การวิจัย:
- 1. เพื่อศึกษาความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในสตรีวัยรุ่น
- 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ กับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในสตรีวัยรุ่น
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดหนึ่งในภาคใต้ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 311 คน มีสมาร์ทโฟน และยินดีเข้าร่วมโครงการวิจัยอัตราการเข้าร่วม 91.47% สุ่มอย่างง่ายโรงเรียน 4 ใน 6 แห่ง สุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนแต่ละชั้นแต่ละโรงเรียนเก็บข้อมูลออนไลน์ ด้วยแบบวัดความรอบรู้ข้อมูลสุขภาพทางสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ ด้านเนื้อหาสาระและด้านระดับการรู้ แบบวัดพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในสตรีวัยรุ่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน
ผลการวิจัย: อายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างคือ 16.68 (SD=.98) ความรอบรู้ข้อมูลสุขภาพทางสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ ด้านเนื้อหาสาระอยู่ในระดับน้อย (M=1.83, SD=1.14) ด้านระดับการรู้อยู่ในระดับปานกลาง (M=3.06, SD =1.38) พฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์อยู่ในระดับน้อย (M=1.93, SD =1.30) ความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ ด้านเนื้อหาสาระของข้อมูล และด้านระดับการรู้สารสนเทศ มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในสตรีวัยรุ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r =0.68, p< .01, r =0.36, p< .01, r = 0.68, p< .01)
สรุป: สตรีวัยรุ่นที่มีความรอบรู้สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพระดับน้อยมีพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในระดับน้อย จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู, สุรีพร ธนศิลป์
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู, สุรีพร ธนศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การวิจัยเชิงทำนายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ที่มารับการรักษาที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก สถาบันประสาทวิทยา และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 120 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินภาระการดูแล แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลในครอบครัวมีคุณภาพชีวิตปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 95.89 (SD = 11.48) ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม (Beta = .37) ภาวะซึมเศร้า (Beta = -.24) และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (Beta = .22) โดยสามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร้อยละ 33
สรุป : ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาโปรแกรมการพยาบาลในการเตรียมผู้ดูแลในครอบครัวอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมให้ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง มีคุณภาพชีวิตที่ดี
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม, นพมาศ พัดทอง
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม, นพมาศ พัดทอง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: ศึกษาความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา การรักษา ความวิตกกังวล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และการสนับสนุนทางสังคมกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่
รูปแบบการวิจัย: พรรณนาเชิงความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่จำนวน 133 คนที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตติยภูมิในเขตกรุงเทพฯ 2 แห่ง โดยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน ช่วงเดือน พฤศจิกายน 2566 ถึงเมษายน 2567 เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบสอบถามความวิตกกังวลตามสถานการณ์ แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีค่าเท่ากับ .96, .95, .85 และ .82 ตามลำดับ วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน พอยท์ไบซีเรียล และสเปียร์แมน
ผลการศึกษา: ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 55 ปี สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาปริญญาตรีมีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในระดับน้อย คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.39 (SD = 0.78) ด้านระบบสุขภาพและข้อมูล มีความต้องการระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.09 (SD = 0.91) รองลงมาคือด้านการดูแลผู้ป่วยและการสนับสนุน คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.80 (SD = 1.22) ความวิตกกังวล ความทุกข์ทรมานจากอาการ มีความสัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในระดับปานกลาง (ขณะเผชิญ r = .40, แบบแฝง r = .41, r = .45, p<.001) การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในระดับน้อย (r = -.18, p<.05) อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษาและการรักษาไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน
สรุป: ผลการศึกษาสามารถพัฒนาแนวทางการพยาบาลผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่โดยแบ่งเป็นรายด้าน โดยเฉพาะความต้องการด้านระบบสุขภาพและข้อมูลเพื่อตอบสนองกับความต้องการได้อย่างเหมาะสม
แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย, อัจราภา ถนัดเดินข่าว
แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย, อัจราภา ถนัดเดินข่าว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องแนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทย พร้อมทั้งวิเคราะห์สภาพปัญหาด้านการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับ หนังสือเดินทาง เพื่อนำไปสู่แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจาก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ระดับบริหารและ ระดับปฏิบัติการ จำนวนทั้งสิ้น 23 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์การกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทยที่สำคัญ ได้แก่ 1) รูปแบบการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางที่พบได้ทั่วไป 2) การกระทำผิดของแรงงาน 4 สัญชาติ 3) การใช้หนังสือเดินทางไทยโดยมิชอบ 4) การใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง 5) ผลกระทบของการกระทำผิดต่อประเทศไทย และ 6) แนวโน้มการกระทำผิดและพฤติกรรมปกปิดตัวตนในประเทศไทย และเมื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาด้านการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย พบสภาพปัญหา 7 ด้าน ได้แก่ 1) มุมมองของรัฐ 2) กฎหมาย 3) การบังคับใช้กฎหมาย 4) งบประมาณ 5) เทคโนโลยี 6) ความร่วมมือระหว่างประเทศ และ 7) บุคลากร ซึ่งภาพสะท้อนเหล่านี้นำไปสู่แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย โดยผู้วิจัยเสนอให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจัดให้มีการฝึกอบรมแก่บุคลากร จัดตั้งศูนย์ข้อมูลหนังสือเดินทางอย่างเป็นทางการเพื่อสนับสนุนการทำงานแก่เจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่จะต้องมีความตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนอยู่เสมอ อีกทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ที่เกี่ยวกับหนังสือเดินทางและงานตรวจคนเข้าเมืองจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความมั่นคง มากขึ้น รวมถึงการขยายผลการจับกุมที่จะช่วยป้องกันการกระทำความผิดซ้ำต่อไป
การพัฒนาลักษณะความเป็นนวัตกรของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยใช้การบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน, ภุชงค์ ในพิมาย
การพัฒนาลักษณะความเป็นนวัตกรของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยใช้การบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน, ภุชงค์ ในพิมาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะความเป็นนวัตกรของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยใช้การเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานในการพัฒนาลักษณะความเป็นนวัตกรของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบประเมินลักษณะความเป็นนวัตกร 3) แบบประเมินผลงาน 4) แบบสังเกตลักษณะความเป็นนวัตกร 5) แบบบันทึกหลังสอนของครู และ 6) แบบบันทึกการเขียนอนุทินสะท้อนความคิดของนักเรียน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้สถิติคือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต คะแนนเฉลี่ยร้อยละ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์แบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีลักษณะความเป็นนวัตกร เมื่อได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานโดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (2) แนวทางในการจัดการเรียนรู้ คือ (2.1) ให้นักเรียนสร้างเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนความรู้ (2.2) ให้นักเรียนสร้างข้อตกลงร่วมกันในการถามคำถาม (2.3) การเพิ่มเวลาในการทำกิจกรรมกลุ่มและการนำเสนอผลงานทำให้นักเรียนคิดค้นนวัตกรรมและนำเสนอผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2.4) ครูควรมีบทบาทเป็นผู้นำกระบวนการเรียนรู้ในการดำเนินกิจกรรมอย่างมีส่วนร่วม (2.5) กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความคิดที่สร้างสรรค์และบูรณาการความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ มาประยุกต์ในการสร้างผลงานที่เป็นนวัตกรรมจากการยกตัวอย่างสถานการณ์ปัญหาแนวทาง การแก้ปัญหาที่เคยมีผู้คิดไว้ก่อนหน้า และใช้คำถามที่ล้วงประสบการณ์เดิมของนักเรียน
การพัฒนาคู่มือรายการตรวจสอบใช้ประกอบแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ประเภทอาคารอยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร, เวธินี พูลเพิ่มพันธ์
การพัฒนาคู่มือรายการตรวจสอบใช้ประกอบแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ประเภทอาคารอยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร, เวธินี พูลเพิ่มพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาทบทวนแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคารของกรุงเทพมหานคร 2. ศึกษาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคารของกรุงเทพมหานคร 3. เพื่อเสนอแนะคู่มือรายการตรวจสอบ (Check list) แผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคารเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคารของกรุงเทพมหานคร เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพที่มีการรวบรวมข้อมูล จัดกลุ่มกฎหมาย จัดทำคู่มือรายการตรวจสอบ (Check list) และสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างแล้วนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลและสรุปผล ผลการศึกษาพบว่า 1. การพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคารจำเป็นต้องพิจารณากฎหมายร่วมกันหลายฉบับ โดยในแผนผังแบบแปลนที่ประกอบด้วยข้อกฎหมายหลายหัวข้อมากที่สุดคือ แผนผังบริเวณ 2. จากการสัมภาษณ์ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับการยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารจำนวน 9 คน ในเรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร พบว่าในกลุ่มผู้ปฏิบัติวิชาชีพพบปัญหาการค้นหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ, ปัญหาข้อกฎหมายซ้ำซ้อนหรือขัดแย้งกัน, และปัญหาความเข้าใจของผู้พิจารณาคำขออนุญาตและผู้ยื่นขออนุญาตไม่ตรงกัน ขณะที่กลุ่มผู้พิจารณาอนุญาตพบปัญหาการค้นหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนุญาต, ปัญหาความเข้าใจของผู้พิจารณาอนุญาตและผู้ยื่นขออนุญาตไม่ตรงกัน, และปัญหาในการอ่านแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร 3. ในส่วนคู่มือรายการตรวจสอบ (Check list) แผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคารพบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยเป็นจำนวน 12 ความคิดเห็นและมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ควรนำไปพัฒนาเพิ่มเติมและทดสอบการใช้งานจริงต่อไป
Strategies Of Utilizing Sex-Sorted Semen To Improve Beef Cattle Herd Production And Using Lasia Spinosa Thw. And Zinc Supplementation To Improve Semen Quality Of Bulls And Boars With Poor Semen Profile, Supitcha Kaewma
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of the thesis were i) to improve the success of using sex-sorted semen and ii) to enhance the semen quality in low semen quality bulls and boars. Four experiments were conducted to test the hypothesis as 1) on-farm factors influence the success of sexed semen artificial insemination (AI) in cattle herds, 2) estrus synchronization protocols can be integrated in sex-sorted semen AI in cattle herd, 3) Lasia spinosa Thw. (LST) supplementation for improving semen quality in bull and boar sires with poor semen quality, 4) zinc supplementation for improving semen quality in subfertile boar. Study 1: Experiment 1, …
แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วิรชา วุฒิเสน
แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วิรชา วุฒิเสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน อุปสรรคและปัญหา ขององค์กรปครองส่วนท้องถิ่น ในการดำเนินงานด้านการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังในผู้สูงอายุ และ (2) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมเสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาการที่ใช้ในการวิจัยในการวิจัย ได้แก่ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สังกัดในส่วนงาน ฝ่ายหรือกองที่มีหน้าที่ในการรับผิดชอบงานด้านผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด 7,850 แห่ง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามแนวคิดของ Yamane (1973) โดยยินยอมให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการสุ่มตัวอย่างร้อยละ 10 และใช้วิธีการสุ่มอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 99 คน และ ใช้ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด 9 ท่านในการประชุมสนทนากลุ่ม เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบบันทึกสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้วิธีการวิเคราะห์สาระในการสรุปนวทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการวิจัย พบว่า (1) ระดับการปฏิบัติงานด้านการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังในผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตเท่ากับ 3.67 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.98 และมีอุปสรรคและปัญหาในการปฏิบัติงานด้านการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังในผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตเท่ากับ 3.47 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.11 (2) แนวทางทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ 1) ความสามารถในการจัดกิจกรรมโดยการจัดตั้งกลุ่มส่งเสริมอาชีพตามความถนัดของผู้สูงอายุ พร้อมจัดหาตลาดและพื้นที่กระจายสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และชมรมผู้สูงอายุเพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแก้ปัญหาร่วมกันและส่งเสริมการทำงานเพื่อสังคม ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กรโดยเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่พัฒนาตนเองผ่านการอบรม สัมมนา และเวิร์กช็อปที่สนับสนุนการส่งเสริมภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุ สนับสนุนการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นโดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มทักษะการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ 2) ความสามารถในการวางแผนงาน กำหนดนโยบายและแผนงานให้ชัดเจน พัฒนาแผนงานด้วยการถอดบทเรียน สรรหาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ: จัดหาและคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ด้านสุขภาพจิตและโรคเรื้อรังของผู้สูงอายุ พร้อมกำหนดบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน ประชุมแบบมีส่วนร่วม 3) ความสามารถในการสร้างเครือข่ายโดยการสร้างความร่วมมือกับสถานพยาบาลด้านการจัดหาวิทยากร ร่วมมือกับหน่วยงาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสนับสนุนอาสาสมัครสาธารณสุขและ 4) ความสามารถในการวัดผลประเมินผล สนับสนุนการประเมินและติดตามผลการทำงานและมอบรางวัลเพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน
Preliminary Remote Identification Of Unstable Zone On Large-Scale Waste Dump At Mae Moh Mine Using Insar Technique, Chitra Buth
Preliminary Remote Identification Of Unstable Zone On Large-Scale Waste Dump At Mae Moh Mine Using Insar Technique, Chitra Buth
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mae Moh Mine is one of the largest lignite mine in Southeast Asia, operated by the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT). It is located in the northern part of Thailand, in Mae Moh district, Lampang province. In March 2018, a significant sliding incidence occurred at a waste dump site with sliding area of 1.56 km2 approximately, highlighting the pressing issue of instability within this large-scale waste dump area. This study aims to address this concern in the future and demonstrate an innovative method for investigating the failure by employing Interferometric Synthetic Aperture Radar (InSAR) technology. The methodology involves the …
ปัญหาทางกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพในประเทศไทย, วุฒิภัทร คำพิทักษ์
ปัญหาทางกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพในประเทศไทย, วุฒิภัทร คำพิทักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กีฬาอีสปอร์ต เป็นกีฬาชนิดใหม่ที่นำเกมหรือเกมคอมพิวเตอร์มาใช้ในการแข่งขัน ซึ่งมีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา และถือเป็นจุดกำเนิดของอาชีพรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึงนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพ ที่หลาย ๆ ประเทศให้การรับรองว่าเป็นกีฬาอาชีพ ทำให้นักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพเป็นอาชีพที่ควรได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสมเฉกเช่นเดี่ยวกับกีฬาอาชีพประเภทอื่นและอาชีพปกติทั่วไป จากการศึกษาพบว่า กฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพ ได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ. 2556 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไปในการคุ้มครองนักกีฬาอาชีพ ซึ่งไม่อาจนำมาปรับใช้กับการจ้างงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นเหตุให้ต้องนำความในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานมาบังคับใช้เท่าที่ไม่ขัด อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวอาจไม่สนองต่อลักษณะเฉพาะของการทำงานของนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะ 4 ประการสำหรับการจ้างงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพ ประกอบด้วย ระยะเวลาการจ้าง การกำหนดวันเวลาทำงาน ค่าตอบแทนการทำงาน และมาตรการด้านความปลอดภัยและชีวอนามัย ที่สอดคล้องกับลักษณะของงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพต่อไป
Research On The Soft Power Of Thai Traditional Food Culture Under The Process Of Globalization, Lu Han
Research On The Soft Power Of Thai Traditional Food Culture Under The Process Of Globalization, Lu Han
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research explores the role of Thai traditional food culture as a form of soft power in the context of globalization. According to Joseph S. Nye, Soft power operates through the resources of culture, political ideals, and foreign policies. Influenced by factors such as history, geography, climate, and social development, Thai traditional food culture has integrated the characteristics of multiple cultures with its inclusive and innovative ideas to form a unique culture. Through globalization, Thai food culture has gained widespread popularity. This research analyzes the mechanisms by which Thai food culture promotes Thailand’s soft power, including nation branding, gastro-diplomacy, tourism, …
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านไลน์แอพพลิเคชั่นต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, ปทุมวดี พัฒนเรืองกุล
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านไลน์แอพพลิเคชั่นต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, ปทุมวดี พัฒนเรืองกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบ 1) พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชัน 2) พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชันกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 46 ครอบครัว ของครอบครัวผู้ผู้ป่วยโรคจิตเภทที่เข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอก จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้า โดยจับคู่ผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน ด้วยอายุและระดับของพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาใกล้เคียงกัน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 23 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชัน ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ เครื่องมือวิจัย คือ 1) โปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชัน 2) แบบประเมินพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษา 3) แบบประเมินการจัดการตนเองเพื่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทชุมชน และ4) แบบประเมินการมีส่วนร่วมของครอบครัวเพื่อการจัดการตนเองของผู้ป่วยจิตเภทชุมชน ได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .85, .80 และ .80 ตามลำดับ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียน, พีรวิทย์ พันธ์ฤทธิ์ดำ
ผลของโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียน, พีรวิทย์ พันธ์ฤทธิ์ดำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแล และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลเด็กออทิสติกวัยเรียนที่มีอายุ 6-12 ปี ได้แก่ บิดา มารดา จำนวน 40 คน มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และเข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก สถาบันราชานุกูล โดยได้รับการจับคู่ระยะเวลาการดูแลและระดับอาการออทิสติก แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวน 20 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินอาการออทิสติกของโรคออทิสซึม โปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแล และแบบประเมินความรู้สึกถูกตีตราร่วม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมฯ น้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
A Study Of Developing Artificial Coral Innovation In Line With The Context Of Promoting Thailand’S Economy And Society, Chawin Poomee
A Study Of Developing Artificial Coral Innovation In Line With The Context Of Promoting Thailand’S Economy And Society, Chawin Poomee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to develop innovative artificial reef technology to align with the context of promoting the Thai economy and society. The objectives were to understand the development direction of artificial reefs to meet the needs of tourists and conservationists, explore the feasibility of introducing new technology into artificial reef production, and study methods to reduce environmental destruction caused by reef deployment. The research employed exploratory and qualitative research methods, including in-depth interviews with a target group of 10 individuals and questionnaire surveys to study consumer behavior and product acceptance among a general consumer group of 100 individuals. Data analysis …
Sales Forecasting For Retail Business Using Xgboost Algorithm And Timesfm, Prathana Dankorpho
Sales Forecasting For Retail Business Using Xgboost Algorithm And Timesfm, Prathana Dankorpho
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The retail industry is continuously evolving with the expansion of sales channels and the diversification of product assortments. However, current forecasting methods, relying on simplistic statistical models, frequently encounter difficulties in adjusting to the dynamic environment. This limitation leads to challenges in accurately predicting sales. Consequently, there is a critical need to improve the accuracy and frequency of sales predictions to enable timely decision-making for business strategies. Through a comprehensive analysis of datasets from 2019 to 2023, this study illustrates the advantages of integrating XGBoost and TimesFM to gain deeper insights into sales patterns. Results demonstrate a significant enhancement in …
การศึกษารูปแบบการจ้างงานภายนอก (Outsource) ที่เหมาะสมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ: กรณีศึกษา ฝ่ายการพัสดุ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่, ณัฐกานต์ ลิ้มรุ่งโรจน์
การศึกษารูปแบบการจ้างงานภายนอก (Outsource) ที่เหมาะสมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ: กรณีศึกษา ฝ่ายการพัสดุ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่, ณัฐกานต์ ลิ้มรุ่งโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ รายละเอียดการดำเนิน รวมถึงปัญหา และอุปสรรคในกระบวนการดำเนินการเกี่ยวกับการจ้างงานภายนอก (Outsource) ของฝ่ายการพัสดุ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ พร้อมทั้งสามารถนำผลการศึกษาไปเป็นแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพในการจ้างงานภายนอก (Outsource) ของฝ่ายการพัสดุ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ ในอนาคตต่อไป โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) อาศัยวิธีการสัมภาษณ์ แบบเจาะลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informants) ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดำเนินงาน และการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) ผลการศึกษาวิจัยพบว่า การจ้างบริหารจัดการคลังพัสดุมีรูปแบบวิธีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือก ตามมาตรา 56 (1) (ข) ของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นการให้บริการ โดยผู้ประกอบการที่มีฝีมือเฉพาะ มีความชำนาญ หรือมีทักษะสูง และผู้ประกอบการนั้นมีจำนวนจำกัด รวมทั้งคณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีคัดเลือกใช้เกณฑ์ราคาประกอบการพิจารณา ซึ่งเป็นการเปิดให้กลไกตลาดเข้าทำงาน โดยบริษัทเอกชนผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ให้บริการด้าน Warehouse for e-commerce หรือคลังสินค้าสำหรับธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับปัญหาและอุปสรรคของการจ้างบริหารจัดการคลังพัสดุ ประกอบด้วยสาเหตุหลัก 1) การออกแบบรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ (TOR) ของหน่วยงานไม่รัดกุมเพียงพอ 2) โครงสร้างองค์กรและระบบรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ ของธนาคารมีลำดับขั้นบังคับบัญชาและมีชั้นความลับสูง รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลและการจัดการข้อมูลต้องจัดเก็บที่ Server และต้องติดตั้งภายในธนาคารออมสินเท่านั้น 3) การสูญเสียทรัพยากร เนื่องจากมีพนักงานของบริษัทเอกชนผู้ได้รับการคัดเลือกทุกจริต ลักขโมยทรัพย์สินของธนาคาร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลือกวิธีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, กฤติยา วงศ์ใหญ่
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลือกวิธีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, กฤติยา วงศ์ใหญ่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านระบบออนไลน์ และสาเหตุที่ส่งผลให้ผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบกระดาษ ณ สรรพากรพื้นที่สาขา 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางทางการพัฒนาระบบการยื่นแบบฯ ผ่านระบบออนไลน์ และส่งเสริมให้ประชาชน ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านระบบออนไลน์ โดยการวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งได้ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 400 คน ตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยไม่ได้อาศัยทฤษฎีความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการสุ่มแบบโควตา กลุ่มผู้เสียภาษียื่นแบบฯ ผ่านระบบออนไลน์ จำนวน 378 ตัวอย่าง และกลุ่มผู้เสียภาษียื่นแบบฯ กระดาษ จำนวน 22 ตัวอย่างผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยด้านประชากรและสังคมได้แก่ ช่วงอายุ อาชีพ 2) ปัจจัยด้านพฤติกรรมการยื่นแบบฯ 3) ปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยี ได้แก่การรับรู้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในเรื่องทำให้ได้รับเงินคืนภาษีเร็วขึ้นและทำให้รู้สึกประหยัดเวลา การรับรู้ความง่ายต่อการใช้งาน และ 4) ปัจจัยความสำเร็จของระบบสารสนเทศ ได้แก่ ปัจจัยด้านคุณภาพระบบ ปัจจัยด้านคุณภาพของข้อมูล ปัจจัยคุณภาพ ส่งผลต่อการเลือกวิธีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคธรรมดาแตกต่างกัน
การศึกษานโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย, ปิยราษฎร์ สุขราษฎร์
การศึกษานโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย, ปิยราษฎร์ สุขราษฎร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษา “นโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ในประเทศไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารายละเอียดของนโยบาย ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติตามนโยบาย และเพื่อนำผลการศึกษามากำหนดแนวทางการส่งเสริมให้มีการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยมากขึ้น โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากบุคลากรของกรมการจัดหางาน ที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายไปปฏิบัติทั้งระดับอำนวยการและระดับปฏิบัติการรวมถึงผู้รับบริการจากนโยบาย การศึกษานโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย เป็นการศึกษาโดยใช้แนวคิดวงจรนโยบาย (Policy Cycle) มีขั้นตอนการก่อตัวของนโยบายจากแนวคิดพหุกระแส ได้แก่ กระแสปัญหาที่เกิดจากความไม่เหมาะสมของเนื้อหาภาพยนตร์ การเข้ามาแย่งงานคนไทย กระแสนโยบาย จากอุดมการณ์แบบชาตินิยมของรัฐบาล และกระแสการเมืองจากการกดดันของสื่อมวลชนที่มีอิทธิพล หลังจากนั้นจะเป็นกระแสปัญหาจากความไม่ชัดเจนของขั้นตอนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระแสนโยบายคือการมีคณะกรรมการภาพยนตร์และวิดีทัศน์แห่งชาติคอยผลักดันมาตรการต่าง ๆ และกระแสการเมืองคือการกำหนดนโยบายซอฟต์พาวเวอร์เป็นนโยบายระดับชาติ ในส่วนของขั้นตอนการนำนโยบายไปปฏิบัติพบว่ามีลักษณะของตัวแบบทางกระบวนของระบบราชการที่ผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตามภูมิภาคสามารถเลือกที่จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการหรือแนวทางที่ส่วนกลางกำหนด สำหรับขั้นตอนการประเมินผลนโยบายพบว่านโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ของกรมการจัดหางานไม่เป็นการส่งเสริมให้มีการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย เป็นเพียงมาตรการเชิงรับเพื่ออำนวยความสะดวกหรือลดภาระให้แก่กองถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างประเทศ โดยผู้รับบริการจากนโยบายมีความพึงพอใจต่อมาตรการหรือแนวทางที่กรมการจัดหางานกำหนด ในขณะที่ผู้ปฏิบัติงานมีปัญหาและอุปสรรคในเรื่องภาระงานที่เพิ่มมากขึ้น จากการศึกษาครั้งนี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะ เชิงนโยบาย ได้แก่ การยกเว้นหรือผ่อนปรนมาตรการบังคับใช้กฎหมายกับกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ และการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
The Comparison Of Pomelo Brand’S Image Between Generation Y And Generation Z Consumers In Thailand, Kiranapat Buranapatpakorn
The Comparison Of Pomelo Brand’S Image Between Generation Y And Generation Z Consumers In Thailand, Kiranapat Buranapatpakorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this research was to explore the brand image of Pomelo among Generation Y and Generation Z consumers in Thailand and to study the generational differences and similarities in the brand image of Pomelo. The study is based on Keller’s (1993) Brand Image, which is a perception of a brand as reflected by the brand associations, including 3 dimensions, which are attributes composed of product-related attributes, and non-product-related attributes, benefits composed of experiential benefits, symbolic benefits, and functional benefits, and attitudes consisted of cognitive, affective, and conative. The research instrument of this study is an in-depth interview. The …
Organizational Gossip, Interpersonal Trust, And Communication Climates In Business Enterprises, Punrawee Nidhiutai
Organizational Gossip, Interpersonal Trust, And Communication Climates In Business Enterprises, Punrawee Nidhiutai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this study were: 1) to explore the levels and bases of interpersonal trust among employees in the organizational gossip process, and 2) to explore the role of organizational gossip in fostering certain communication climates (i.e., defensive and supportive climates). Adopting an inductive, qualitative approach, 12 semi-structured in-depth interviews were conducted with four participants from small enterprises, four participants from medium-sized enterprises, and four participants from large enterprises in the creative industries in Thailand. Findings revealed that a high level of interpersonal trust among colleagues concerning work-related matters does not necessarily equate to the same level of trust …
Market Trends And Emerging Opportunities: Thailand And Japan In The Evolving Us Packaging Industry, Patsanut Dejavichitlert
Market Trends And Emerging Opportunities: Thailand And Japan In The Evolving Us Packaging Industry, Patsanut Dejavichitlert
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper examines the packaging industries of Thailand and Japan, with a focus on their competitiveness and potential for success within the evolving US market. The research explores the size, structure, and comparative advantages of each country's packaging sector. Analyses, including the Revealed Comparative Advantage (RCA), Trade Specialization Index (TSI), Porter's Five Forces, Porter's Diamond Model, and SWOT analysis provide a comprehensive assessment of the strengths, weaknesses, opportunities, and threats faced by Thai and Japanese packaging firms. The study reveals that both Thailand and Japan possess unique advantages, with Thailand's cost-competitiveness and Japan's focus on innovation and quality offering distinct …
Linear Distance, Agreement Attraction, And Working Memory Effects On L1 Thai Learners' Processing Of L2 English Third-Person Singular Subject-Verb Agreement, Montira Berteau
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the realm of second language (L2) processing, agreement processing has continued to attract a considerable amount of attention in the field (e.g., Jiang, 2004; Keating, 2009; Lim & Christianson, 2015). A wide range of factors have been speculated to modulate L2 agreement processing, including first-language (L1) influence, L2 proficiency, long-distance agreement/dependencies (LDDs), agreement attraction, working memory (WM), among others. The present study was carried out to investigate three of these modulating factors, including long-distance agreement, agreement attraction, and WM capacity, on L2 agreement processing of L1 Thai learners. According to Hypothesis 1, linear distance would increase a level of …
Analyzing Business Model Components For Solar Pv Adoption In Mexican Organizations, Erick Ruben Rascon Zapien
Analyzing Business Model Components For Solar Pv Adoption In Mexican Organizations, Erick Ruben Rascon Zapien
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The decarbonization of the energy sector is essential in the fight against climate change, making it important to analyze how to facilitate this transition towards renewable energy in society. This research focuses on Mexico, a country whose policies and initiatives demonstrate an interest in the deployment of solar energy, but with a scarcity of literature regarding its use in commercial organizations. This study aims to explore the relationship between Business Model Canvas (BMC) components and the adoption of solar photovoltaic (PV) rooftops by 45 private organizations in Mexico. The study focuses on zero generation or customer-owned PV system, where the …
กระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานร่วมกับ การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารของ เด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์, ศิริพร วงค์ตาคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้ คือ 1) เพื่อพัฒนากระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานร่วมกับการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ และ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้กระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานร่วมกับ การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ ตัวอย่างคือ เด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ เขต 1 จำนวน 50 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 25 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบวัดความสามารถในการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล 16 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ การหาค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า1. กระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองฯ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) เนื้อหา (4) ขั้นตอน และ (5) การประเมินผล โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ขั้นดึงประสบการณ์ (2) ขั้นทดลองทำกิจกรรม (3) ขั้นเสริมต่อความรู้ทางภาษา และ (4) ขั้นทบทวนเสริมความมั่นใจ 2. หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการสื่อสารสูงกว่าก่อนการทดลอง ระหว่างการทดลอง และหลังการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 8.44 ระหว่างการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 12.12 และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 17.003. หลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยคะแนนการสื่อสารทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การแสดงท่าทางเพื่อสื่อความหมาย การสนทนาโต้ตอบเพื่อสื่อความคิดความรู้สึก และการขีดเขียน ของกลุ่มทดลองสูงกว่าค่าเฉลี่ยคะแนนทั้ง 3 ด้าน ของกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร, อุษาสุดา ภูษณสุวรรณศรี
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร, อุษาสุดา ภูษณสุวรรณศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์การวิจัย ได้แก่ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร และ 2. เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) โดยใช้เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Modified Priority Need Index หรือ PNI (modified) และการวิเคราะห์เนื้อหา การสังเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์เป็นดังนี้ 1. สภาพการจัดการศึกษาในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายด้านในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร ทั้งเป้าหมายการจัดการศึกษาการงานอาชีพ ในด้านความรู้ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ความรู้ด้านเกษตรกรรม และ ความรู้ด้านอุตสาหกรรม งานช่าง (PNI Modified = 0.17) ด้านทักษะที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนสามารถจัดการภาระงานเสร็จตามเวลาที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องมีคนคอยควบคุม (PNI Modified = 0.19) ด้านเจตคติที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนมีสอดแทรกเกี่ยวกับ คุณธรรม ด้านความเสียสละในการทำงานเพื่อส่วนรวม และ การจัดการเรียนการสอนมีสอดแทรกเกี่ยวกับหลักการดำรงชีวิตและการทำงาน เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ (PNI Modified = 0.07) ด้านการดำรงชีวิตและครอบครัว ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนมีจิตสำนึกในการทำงาน และใช้ทรัพยากรในการปฏิบัติงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า (PNI Modified = 0.16) และด้านการอาชีพ ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนสามารถอธิบายแนวทางการเลือกอาชีพ และ ผู้เรียนเห็นความสำคัญและมีความกระตือรือร้นในการฝึกวิชาชีพตามความถนัดหรือทำโครงงานสร้างอาชีพ (PNI Modified = 0.14) อีกทั้งการจัดการเรียนการสอนการงานอาชีพ พบว่าระยะเวลาในการจัดการเรียนการสอนไม่เพียงพอ การจัดการเรียนรู้ที่ควรเชื่อมโยงเกี่ยวกับการเรียนรู้และทำงานร่วมกันที่มาจากต่างวัฒนธรรม ควรมีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย การวัดและประเมินผลควรมีการบูรณาการเนื้อหาวิชาจากต่างกลุ่มงาน หรือกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ และในรายวิชาที่สอนมีการวัดและประเมินผลการคิดวิเคราะห์ คิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาของผู้เรียนในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาผู้เรียน นอกจากนี้สภาพปัญหาด้านภาระงานของครู จำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนที่เกิน 20 คน ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพมีไม่ครบทุกกลุ่มงาน และความพร้อมของสถานที่สื่อการเรียนรู้ 2. รูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร เป็นผลจากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างเป็นระบบ รูปแบบดังกล่าวมีความครอบคลุมทั้งในมิติของ …