Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 3061 - 3090 of 37620

Full-Text Articles in Entire DC Network

ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวของเมือง: กรณีเมืองเชียงใหม่, อรรถพันธ์ สารวงศ์ Jan 2024

ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวของเมือง: กรณีเมืองเชียงใหม่, อรรถพันธ์ สารวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของสถานบริการที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมและกรอบการวิเคราะห์เชิงพื้นที่หลายระดับ ผลการศึกษาพบว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กระบวนการแพลตฟอร์มและการส่งเสริมของรัฐจากการผ่อนปรนเชิงนโยบายมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวในพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเชียงใหม่ แม้ว่าที่พักผ่ระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มจะกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองมากขึ้น แต่ก็ยังคงกระจุกตัวสูงอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างชัดเจน สะท้อนจากช่องว่างค่าเช่าที่ยังคงเปิดมูลค่าอยู่ในระดับสูงในพื้นที่ศูนย์กลางเมือง โดยเฉพาะที่พักประเภทบ้านในย่านเมืองเก่าที่ถูกเปลี่ยนไปเป็นที่พักนักท่องเที่ยวและให้เช่าระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มมากขึ้น ผลดังกล่าวจะยิ่งทำให้ความเข้มข้นของการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและค่อย ๆ เปลี่ยนพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเก่าให้กลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กับการแทนที่และย้ายออกไปของคนดั้งเดิมและเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบการพลัดถิ่นเชิงถิ่นที่ (place-based displacement) ของผู้อยู่อาศัยระยะยาวที่ได้รับผลกระทบจากการแทรกซึมของที่พักผ่านแพลตฟอร์มเข้าไปในพื้นที่อยู่อาศัยในลักษณะผุดขึ้นทั้งชั่วคราวและถาวรอย่างไม่เป็นแบบแผน (pop-up tourism) และส่งผลกระทบต่อความเป็นชุมชนและคุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่น อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์มในปัจจุบันยังไม่มีการกำกับเชิงสถาบันและการติดตามผลกระทบอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจจะทำให้รัฐประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นในเมืองต่ำกว่าความเป็นจริง จะพบว่าที่พักผ่านระยะสั้นแพลตฟอร์มเป็นตัวเร่งกระบวนการกลายเป็นย่านนักท่องเที่ยวจากด้านล่าง (bottom-up touristification) ในพื้นที่ศูนย์กลางเมืองเชียงใหม่อย่างไม่เป็นระบบและไม่เป็นแบบแผน ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญต่อการวางแผนพัฒนาเมืองจากผลกระทบเกิดขึ้นแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น การจัดทำนโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงความสมดุลเชิงพื้นที่จึงสำคัญ รวมถึงการกำหนดมาตรการกระจายต้นทุนและผลประโยชน์โดยการกำกับผลกระทบจากธุรกิจที่พักระยะสั้นผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พื้นที่เมืองแก่ผู้คนในสังคมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน


การประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของผลกระทบทางสุขภาพอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ Pm2.5 ในประเทศไทย: กรณีศึกษา จังหวัดกรุงเทพมหานครและสงขลา ในปี พ.ศ. 2565, นวพร ระลึกมูล Jan 2024

การประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของผลกระทบทางสุขภาพอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ Pm2.5 ในประเทศไทย: กรณีศึกษา จังหวัดกรุงเทพมหานครและสงขลา ในปี พ.ศ. 2565, นวพร ระลึกมูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตด้วยโรคจากมลพิษทางอากาศที่มีสาเหตุมาจาก PM2.5 ในประเทศไทย โดยจะแบ่งออกเป็น 2 จังหวัด คือ จังหวัดกรุงเทพมหานครและสงขลา ต้นทุนคำนวณด้วยวิธี Cost of illness และวิธีทุนมนุษย์ โดยใช้วิธี Prevalence-based approach เนื่องจากการศึกษานี้สนใจผลกระทบ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ผลการศึกษาพบว่า กรุงเทพฯ มีต้นทุนเกิดขึ้นทั้งหมดเท่ากับ 3,777,675,485.97 บาท คิดเป็นต้นทุนต่อประชากรเท่ากับ 432.74 บาท และต้นทุนคิดเป็นร้อยละของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เท่ากับร้อยละ 0.065 สำหรับสงขลามีต้นทุนเกิดขึ้นทั้งหมดเท่ากับ 282,759,567.57 บาท คิดเป็นต้นทุนต่อประชากรเท่ากับ 174.45 บาท และต้นทุนคิดเป็นร้อยละของ GPP เท่ากับร้อยละ 0.111 ต้นทุนที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากต้นทุนทางอ้อมที่เกิดจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร คิดเป็นร้อยละ 99.55 และร้อยละ 99.06 ของต้นทุนทั้งหมดในกรุงเทพฯ และสงขลา ตามลำดับ ต้นทุนที่เกิดขึ้นนั้นพบว่ามีความแตกต่างกันของทั้งสองจังหวัด เป็นเพราะระดับความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 แตกต่างกัน ส่งผลต่อจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 อีกทั้งระดับรายได้ที่แตกต่างกันของทั้งสองจังหวัดก็มีผลต่อมูลค่าต้นทุนที่เกิดขึ้น จึงทำให้ต้นทุนจากการที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ มากกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นในสงขลา แต่เมื่อทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับ GPP ของแต่ละจังหวัดกลับพบว่าสงขลาต้องแบกรับต้นทุนจากผลกระทบทางสุขภาพด้วยสาเหตุจาก PM2.5 มากกว่าจังหวัดกรุงเทพมหานคร ถึงแม้ว่าสงขลาจะมีปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่รุนแรงมากนักแต่ก็พบว่ามีต้นทุนเกิดขึ้นเช่นกันและขนาดผลกระทบต่อจังหวัดก็มากกว่ากรุงเทพฯ โดยเปรียบเทียบ


ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและขอบเขตการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน, ปัณฑิตา ปัณฑะจักร์ Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและขอบเขตการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน, ปัณฑิตา ปัณฑะจักร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรงพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินควรต้องมีระดับความเป็นสาธารณะสูง เข้าถึงได้สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่องของจังหวัดนนทบุรีนั้นทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่เหมือนเช่นเคย ส่งผลให้การดำเนินงานการแพทย์ฉุกเฉินมีระยะเวลาตอบสนองการปฏิบัติการฉุกเฉิน (response time) ไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งเน้นศึกษาเชิงกายภาพถึงลักษณะเชิงสัณฐานของจังหวัดนนทบุรีและโรงพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน 12 แห่ง ได้แก่ รูปแบบโครงข่ายการสัญจร รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคาร และรูปแบบความหนาแน่นของมวลอาคารและที่ว่าง วิเคราะห์ร่วมกับศักยภาพการตอบสนองเชิงพื้นที่ของโรงพยาบาลระดับเมือง/ย่าน และการเชื่อมต่อเชิงพื้นที่ ด้วยชุดทฤษฎีและเทคนิคสเปซซินแทกซ์ รวมถึงสรุปความสัมพันธ์ของเส้นทางในโครงข่ายการสัญจร เพื่อให้ทราบถึงความประสานและความสามารถในการทำความเข้าใจเมือง/ย่าน ผลการศึกษาพบว่า โรงพยาบาลที่มีศักยภาพการตอบสนองเชิงพื้นที่ระดับย่าน และการเชื่อมต่อเชิงพื้นที่ที่สูง จะมีร้อยละของระยะเวลาตอบสนองการปฏิบัติการฉุกเฉิน (response time) ภายใน 8 นาที ที่มากที่สุด โดยมีโครงข่ายการสัญจรโดยรอบที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีและเข้าถึงโรงพยาบาลได้จากถนนสายหลักไม่เกิน 1 เลี้ยว มีการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารแบบพื้นที่เมืองผสมผสานตั้งแต่ 3 ประเภทขึ้นไป และมีความหนาแน่นของมวลอาคารขนาดเล็กที่มีสัดส่วนของที่ว่างใกล้เคียงหรือน้อยกว่ามวลอาคาร ผลที่ได้จากการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินของจังหวัดนนทบุรีในอนาคตได้


การต่อรองในครัวเรือนกับการจัดสรรงานบ้านจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือน, พิชยะพงศ์ เนียมประพันธ์ Jan 2024

การต่อรองในครัวเรือนกับการจัดสรรงานบ้านจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือน, พิชยะพงศ์ เนียมประพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิสัมพันธ์ทางอำนาจในครัวเรือนของสามีและภรรยาผ่านตัวแบบครัวเรือน Cooperative Conflicts และแนวคิดการต่อรองในครัวเรือน โดยพิจารณาอำนาจต่อรองจากปัจจัยสามมิติ อย่างโครงสร้างครอบครัว ปัจจัยเชิงวัตถุที่จับต้องได้ อาทิ รายได้ และกรรมสิทธิ์ในที่อยู่ และปัจจัยเชิงฐานความคิดความเชื่อด้านการจัดสรรงานบ้านระหว่างสามีและภรรยา ร่วมกับการพิจารณาปฏิสัมพันธ์ของการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือน ว่าปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการจัดสรรงานบ้านหรือไม่ และส่งผลอย่างไร เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่าง อันได้แก่ ครอบครัวคู่รักต่างเพศในกรุงเทพมหานคร จำนวน 15 ครัวเรือนที่ทำงานประจำทั้งคู่ ควบคู่กับการวิจัยเอกสารผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนของกลุ่มตัวอย่างนั้นมีรูปแบบครัวเรือนจากการจัดสรรงานบ้านสามรูปแบบ คือ ครัวเรือนแบบดั้งเดิมซึ่งพบมากที่สุด ครัวเรือนเท่าเทียม และครัวเรือนแบบที่ไม่เป็นไปตามบรรทัด-ฐาน เมื่อกำหนดขอบเขตการศึกษาและกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ทั้งสามีและภรรยาเพื่อฉายภาพอำนาจต่อรองของภรรยาด้านนี้ที่ใกล้เคียงกับสามี ทำให้เห็นว่าปัจจัยด้านความคิดความเชื่อมีอิทธิพลในการจัดสรรงานบ้านในครัวเรือน ภายใต้บริบทของโครงสร้างครอบครัวที่แตกต่างกันไป โดยครัวเรือนแบบเท่าเทียมนั้นมีเกณฑ์การจัดสรรงานบ้านที่ชัดเจนกว่า และให้ความสำคัญในการทำงานบ้านมากกว่าครัวเรือนรูปแบบอื่น โดยเฉพาะกระบวนการตัดสินใจเลือกซื้ออุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือนนั้นเป็นแบบร่วม มีการปรึกษาหารือกันระหว่างสามีและภรรยา สำหรับการใช้งานอุปกรณ์ฯ สามารถช่วยเพิ่มคุณภาพงานบ้าน ผ่อนแรง ลดเวลา และลดทอนความน่าเบื่อของงานบ้านได้ ซึ่งเป็นผลดีต่ออำนาจต่อรองของภรรยา อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ฯ ส่งผลต่อความเท่าเทียมในการจัดสรรงานบ้านระหว่างสามีและภรรยาน้อย เนื่องจากการตัดสินใจเลือกซื้อและใช้อุปกรณ์ฯ ใด ๆ มักตั้งอยู่บนฐานความรับผิดชอบหรือภาระงานบ้านเดิมของบุคคลนั้น ๆ ที่ถูกจัดสรรไว้แล้วก่อนหน้า เป็นการตอกย้ำถึงอิทธิพลของฐานความคิดความเชื่อที่มีต่องานบ้านของทั้งคู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในครัวเรือนรูปแบบดั้งเดิมที่อุปกรณ์ฯ ยังไม่มีอิทธิพลมากพอในการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงานบ้านให้เท่าเทียมมากขึ้น


บทบาทของทุนทางสังคมในการเคลื่อนไหวของประชาสังคมผู้บริโภคต่อการคุ้มครองผู้บริโภค: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้, กมลชนก จิตรีพิทย์ Jan 2024

บทบาทของทุนทางสังคมในการเคลื่อนไหวของประชาสังคมผู้บริโภคต่อการคุ้มครองผู้บริโภค: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้, กมลชนก จิตรีพิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและเปรียบเทียบทุนทางสังคมในกลุ่มประชาสังคมผู้บริโภคของประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางสังคมกับความสามารถในการคุ้มครองผู้บริโภค และเปรียบเทียบบทบาทของทุนทางสังคมในการคุ้มครองผู้บริโภคผ่านกรณีศึกษา การวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิทางเอกสารและการสัมภาษณ์ โดยใช้ทฤษฎีทุนทางสังคมของ Woolcock ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบ ขอบเขตการศึกษาครอบคลุมประเทศไทยหลังปี 1997 เกาหลีใต้หลังปี 1987 และสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1960-1970 ผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของทุนทางสังคมแบบ Bonding อย่างชัดเจนจากการไม่ย่อท้อในการผลักดันให้เกิดสภาองค์กรผู้บริโภคเป็นเวลามากกว่า 20 ปี แต่สะท้อนความอ่อนแอของทุนทางสังคมแบบ Bridging และ Linking ซึ่งระบบการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกาที่มีทุนทางสังคมสองประเภทนี้แข็งแรงและประสานงานได้ดี เกาหลีใต้มีรูปแบบรัฐนำการคุ้มครองผู้บริโภค ส่วนสหรัฐอเมริกามีรูปแบบที่ประชาสังคมนำ ต่างจากไทยที่ไม่แข็งแรงทั้งภาคประชาสังคมและประสิทธิภาพของรัฐ จะได้ว่าทุนทางสังคมทั้งสามประเภทก็มีอิทธิพลต่อการคุ้มครองผู้บริโภค ข้อค้นพบสำคัญคือทุนทางสังคมแบบ Linking ไม่เพียงส่งผลต่อการคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทุนทางสังคมแบบ Bonding และ Bridging ด้วย ดังนั้นไทยจำเป็นต้องพัฒนาทุนทางสังคมทั้งสองประเภท ทั้งโดยภาคประชาสังคมเองและรัฐที่ต้องทำให้ระบบการเมืองเป็นประชาธิปไตยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมเชิงนโยบายของภาคประชาสังคม


The Impact Of High Speed Rail On Fdi Attraction In Chinese Cities, Xinyue Wang Jan 2024

The Impact Of High Speed Rail On Fdi Attraction In Chinese Cities, Xinyue Wang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

As China enters the "high-speed rail era," the construction of high-speed rail has advanced rapidly, establishing the world's largest and most sophisticated high-speed rail network. This study examines the impact of high-speed rail on foreign direct investment (FDI) using a quasi-natural experiment approach. Utilizing panel data from 300 prefecture-level cities in China from 2008 to 2021, a multi-time-point difference-in-differences (DID) model is constructed to assess the causal relationship between high-speed rail development and FDI attraction. After confirming the parallel trend assumption, the regression results indicate that the opening of high-speed rail has a positive effect on a city’s ability to …


การศึกษาพัฒนาการการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและไทย, สาธิตา พงษ์สว่าง Jan 2024

การศึกษาพัฒนาการการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและไทย, สาธิตา พงษ์สว่าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและประเทศไทยในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1950–2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองประเทศเริ่มเข้าสู่กระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยมุ่งวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาดังกล่าวผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการพัฒนา โดยใช้แนวคิด "รัฐพัฒนา" (Developmental State) เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถของรัฐมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความมั่นคงทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องจากต้องอาศัยความต่อเนื่องและเสถียรภาพในระยะยาว รัฐที่มีความเข้มแข็ง (strong state) มีแนวโน้มที่จะสามารถกำหนดนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถผลักดันให้เกิดผลสำเร็จได้มากกว่ารัฐที่มีความเปราะบาง (weak state)แม้ทั้งไต้หวันและประเทศไทยต่างมีการจัดทำแผนพัฒนาเพื่อส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน แต่ความแตกต่างด้านความสามารถในการดำเนินนโยบายและกลไกของรัฐ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ โดยรัฐที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน มีกลไกสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญกับการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง ย่อมมีความได้เปรียบในการสร้างศักยภาพทางเทคโนโลยี และนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว


ผลกระทบของโครงข่ายพื้นฐานต่อป่าไม้ในภาคเหนือของประเทศไทย, อริญชย์ อินอ่ำ Jan 2024

ผลกระทบของโครงข่ายพื้นฐานต่อป่าไม้ในภาคเหนือของประเทศไทย, อริญชย์ อินอ่ำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของโครงข่ายพื้นฐานต่อป่าไม้ในภาคเหนือที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นแหล่งทรัพยากรป่าไม้ขนาดใหญ่ และอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ก่อนการยกเลิกสัปทานป่าไม้ ซึ่งจากข้อเสนอโครงการเตรียมความพร้อมต่อกลไกเรดด์พลัส R-PP ค.ศ. 2013 ได้ระบุว่าป่าไม้ของไทยกำลังเผชิญการลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยนำเสนอการวิเคราะห์ด้วยการเข้าถึงเส้นทางคมนาคมและขนส่งที่โยงกันเป็นโครงข่ายพื้นฐาน และวิเคราะห์ผ่านระยะห่างระหว่างตำบลกับถนน ว่ามีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้ และพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมของแต่ละตำบล เพื่อเป็นตัวแทนของลักษณะป่าที่ถูกทำลาย อนึ่งการศึกษานี้ได้ใช้วิธีวิเคราะห์ผลกระทบคงที่ (Fixed Effect Regression Model: FEM) ควบคู่กับการถดถอยด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Square: OLS) ระหว่าง ค.ศ. 2011 และ 2020 ผลการศึกษาพบว่า โครงข่ายพื้นฐานที่ประกอบด้วย ถนน ทางรถไฟ และทางน้ำส่งผลกระทบต่อป่าทั้งการสูญเสียพื้นที่ป่า จากการเข้าถึงโครงข่ายพื้นฐานและขนส่งแต่ละประเภทที่ดีขึ้น และนำไปสู่การสูญเสียสภาพความสมบูรณ์ของป่า แต่ยังไม่สามารถสรุปผลกระทบต่อสภาพป่าได้อย่างชัดเจน ในขณะบริบทเชิงพื้นที่จากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมจะส่งผลให้ผลกระทบดังกล่าวแตกต่างกัน โดยเฉพาะอำนาจในการคุ้มครอง และศักยภาพของเมือง ซึ่งผลการศึกษานี้จะเติมเต็มผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้แสดงผลลัพธ์เชิงปริมาณ และชี้ให้เห็นถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงอิทธิพลของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลกระทบต่อป่าไม้ในความแตกต่างตามพื้นที่ และเป็นแนวการศึกษาในอนาคตที่คำนึงถึงความแตกต่างดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการ และสนับสนุนการกำหนดนโยบายที่ยั่งยืนในอนาคต


Exploring Stress Through Storytelling In Short-Form Videos Created By Thai Undergraduate Students In Bangkok, Ziyuan Lin Jan 2024

Exploring Stress Through Storytelling In Short-Form Videos Created By Thai Undergraduate Students In Bangkok, Ziyuan Lin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This qualitative study explores how Thai undergraduate students in Bangkok experience, express, and manage stress through short-form video storytelling, using an expressive arts therapy framework. This study aimed to (1) identify students’ sources of stress, (2) examine their coping mechanisms, and (3) evaluate how creating short-form videos supported emotional expression, reflection, and self-discovery. Fifteen participants (aged 18–24) created videos ranging from 30 to 90 seconds in length, based on the “The Hero’s Journey” narrative, alongside structured interviews and experience surveys. Thematic analysis revealed three overarching themes: sources of stress (academic pressure, social and interpersonal challenges, and identity-related uncertainty); coping mechanisms …


Reducing Exhaustion And Reduced Personal Efficacy In Office Workers: The Impact Of Art Therapy, Natnicha Prachakittikul Jan 2024

Reducing Exhaustion And Reduced Personal Efficacy In Office Workers: The Impact Of Art Therapy, Natnicha Prachakittikul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigated the psychological effects of a one-day clay-based art therapy workshop on Thai office workers experiencing emotional exhaustion and reduced personal efficacy. The research aimed to assess the outcomes of the intervention in three key areas: emotional release, rediscovery of inner strengths, and reframed perspectives.A total of 30 participants were purposively selected from a Bangkok-based organization and assigned to either an art therapy group, which received the art therapy intervention, or a control group with no intervention. After accounting for withdrawals, the final sample included 27 participants. Data were collected through pre- and post-session open-ended questions and reflective …


A Chai Story : The Interplay Of Food, Memory, And Identity In Contemporary Creative Practices, Thaksina Chawla Jan 2024

A Chai Story : The Interplay Of Food, Memory, And Identity In Contemporary Creative Practices, Thaksina Chawla

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This curatorial thesis positions masala chai as a living cultural artifact that embodies layered histories of intimacy, resistance, and transformation. Grounded in postcolonial theory, material culture studies, diaspora studies, and sensory ethnography, the research investigates how chai operates not merely as a beverage, but as a medium of embodied knowledge, culinary memory, and cultural negotiation.The outcome is A Chai Story, a digital exhibition that curates contemporary artworks, archival materials, soundscapes, poetry, and documentary footage into a reflexive and participatory experience. Rather than following a chronological format, the exhibition is structured around four thematic sections—colonial legacies, ritual performance, authenticity, and global …


การสร้างสรรค์นาฏกรรม "มรณานุสติของอินทรชิต", อดิศักดิ์ พรหมนอก Jan 2024

การสร้างสรรค์นาฏกรรม "มรณานุสติของอินทรชิต", อดิศักดิ์ พรหมนอก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์นาฏกรรม “มรณานุสติของอินทรชิต” โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และการทดลองสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่า อินทรชิตเป็นตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากรามายณะของฮินดู การที่อินทรชิตตระหนักถึงการเข้าสู่ความตายของตนเอง สอดคล้องกับหลักมรณานุสติในพระพุทธศาสนา จึงมีการกำหนดแนวคิดการแสดงเพื่อนำเสนอการระลึกถึงความตายของอินทรชิต ผ่านการแสดงเดี่ยวในรูปแบบนาฏกรรมไทยร่วมสมัย มีองค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ได้แก่ 1) บทบาทตัวละคร 1 ตัวละคร คือ อินทรชิต วิเคราะห์ตามหลักขันธ์ 5 2) เครื่องแต่งกาย จำแนกเป็น 3 ส่วน คือ ศิราภรณ์ พัสตราภรณ์ และถนิมพิมพาภรณ์ 3) บทพากย์และเจรจา ปรับกลอนบทละครเป็นบทพากย์และเจรจา รวม 10 บท 4) ดนตรีประกอบการแสดง เป็นดนตรีไทยร่วมสมัยแทรกคำพากย์และเจรจา ประสานเสียงชาย-หญิง 5) ภาพร่างเรื่องราว มีจำนวน 7 ฉาก ได้แก่ ฉากที่ 1 สนามรบ ฉากที่ 2 นอกกำแพงกรุงลงกา ฉากที่ 3 โถงทางเดิน ฉากที่ 4 ที่ไสยาทศกัณฐ์ ฉากที่ 5 เคลื่อนทัพ ฉากที่ 6 สนามรบ และฉากที่ 7 มรณานุสติ 6) ฉากการแสดง นำเครื่องฉายภาพและวีดิทัศน์ (Projector) ฉายลงบนผ้าขาว 7) ท่ารำและพื้นที่แสดง ท่ารำแบบนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย เรียงจากท่าเล็ก (ท่าที่ระดับแขนอยู่ล่าง) ไปท่าใหญ่ (ท่าที่ระดับแขนอยู่บน) และกำหนดแรงของการเคลื่อนไหวท่ารำช้า-เร็ว-ช้าตามลำดับ พื้นที่แสดงแบ่งส่วนตามกฎ 3 ส่วน (Rule of Thirds) ทิศทางการเคลื่อนที่เป็น 8 ทิศ การทดลองสร้างสรรค์นี้เป็นการนำมรณานุสติในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นนามธรรม มาถ่ายทอดผ่านอินทรชิตตัวละครสำคัญในรามเกียรติ์ให้เกิดเป็นรูปธรรมที่สามารถสื่อสารให้รับรู้และเข้าใจได้


เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการลงทุนไทยใน สปป. ลาว : กรณีศึกษาโครงการเขื่อนไซยะบุรี, ณัชชา เหลืองเอี่ยม Jan 2024

เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการลงทุนไทยใน สปป. ลาว : กรณีศึกษาโครงการเขื่อนไซยะบุรี, ณัชชา เหลืองเอี่ยม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและกลไกเชิงนโยบายด้านพลังงานของไทย ตลอดจนปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ ที่เอื้อต่อการลงทุนในโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของไทยในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยมุ่งศึกษากรณีเขื่อนไซยะบุรี ภายใต้กรอบแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ทฤษฎีนโยบายสาธารณะ และแนวคิดกลุ่มผลประโยชน์ผลการศึกษาชี้ว่า การลงทุนของไทยในโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว เกิดจากความต้องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานภายใต้ข้อจำกัดด้านกฎหมายภายในประเทศ และแรงต่อต้านจากภาคประชาสังคม ในขณะที่ สปป.ลาว ดำเนินยุทธศาสตร์ “Battery of Asia” โดยส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ไม่เข้มงวด ทำให้ดึงดูดนักลงทุนไทยเข้าไปพัฒนาโครงการเขื่อนในลาวและส่งไฟฟ้ากลับมาจำหน่ายในประเทศได้ผลการศึกษายังพบว่า กระบวนการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchasing Agreement: PPA) เป็นกลไกที่สร้างผลประโยชน์ให้แก่นักลงทุนและสถาบันการเงินโดยตรง โดยมีลักษณะร่วมที่เอื้อต่อการล็อกผลกำไรและถ่ายโอนความเสี่ยง เช่น การผูกพันระยะยาว 31 ปี เงื่อนไขรับประกันรายได้แบบ Take-or-Pay การกำหนดอัตรารับซื้อล่วงหน้าโดยไม่มีการแข่งขัน และการผลักภาระความเสี่ยงไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตซึ่งเป็นคู่สัญญา ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงข้อเสนอแนะจากการศึกษานี้คือ ควรมีการปฏิรูปกระบวนการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) อย่างเป็นระบบ และปรับโครงสร้างสัญญา PPA จากการมุ่งเน้นเพียงความมั่นคงด้านราคา ไปสู่การสร้างกลไกแบ่งปันความเสี่ยงที่เป็นธรรม และเสริมสร้างระบบกำกับดูแลเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม


Exploring Similarities And Differences Of Symbols Selection And Narrative Themes In Sandtray Therapy Among Thais With And Without Depression: A Pilot Study, Kevalin Saksiamkul Jan 2024

Exploring Similarities And Differences Of Symbols Selection And Narrative Themes In Sandtray Therapy Among Thais With And Without Depression: A Pilot Study, Kevalin Saksiamkul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This pilot study investigates the symbolic selections and narrative themes emerging from Sandtray Therapy among Thai adults with and without depression. The study aimed to examine how symbol choices and storytelling could distinguish between the two groups, thereby exploring the potential of Sandtray as a non-verbal expressive tool for supporting psychological assessment. Thirty participants (15 diagnosed with depression and 15 without diagnosis) each created a sandtray scene using a standardized set of 298 miniatures, followed by open-ended narration. Quantitative analysis using t-tests and Mann-Whitney U-tests identified 16 symbolic items significantly more common among participants with depression. Thematic analysis of narratives …


การพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมเพื่อการวิเคราะห์แรงงาน และการกระจายรายได้ของครัวเรือนในประเทศไทย, ณัฐกานต์ อ่อนรักษ์ Jan 2024

การพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมเพื่อการวิเคราะห์แรงงาน และการกระจายรายได้ของครัวเรือนในประเทศไทย, ณัฐกานต์ อ่อนรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 ที่จำแนกทักษะแรงงานและระดับรายได้ของครัวเรือน และนำตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมดังกล่าวมาวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายของบัญชีภายนอกที่มีต่อประเภทของแรงงานและการกระจายรายได้ของกลุ่มครัวเรือนในประเทศไทย สำหรับการพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 ได้จำแนกกลุ่มแรงงานออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แรงงานไร้ฝีมือ และแรงงานฝีมือ ในขณะที่ภาคครัวเรือนจำแนกเป็น 3 กลุ่มตามช่วงระดับรายได้ของครัวเรือน ได้แก่ ครัวเรือนรายได้ต่ำ ครัวเรือนรายได้ปานกลาง และครัวเรือนรายได้สูง นอกจากนี้ได้ทำการแบ่งสาขา การผลิตในตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมออกเป็น 48 สาขาการผลิต หลังจากการพัฒนาตารางบัญชี เมทริกซ์เชิงสังคมของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 แล้ว ได้นำตารางดังกล่าวมาวิเคราะห์ค่าทวีคูณเมทริกซ์เชิงสังคม ทั้งค่าทวีคูณการขับเคลื่อนทางอุปสงค์และค่าทวีคูณการขับเคลื่อนทางอุปทาน พร้อมทั้งการแยกองค์ประกอบของค่าทวีคูณที่เชื่อมโยงไปข้างหลังของการขับเคลื่อนทางอุปสงค์เพื่อแสดงถึงผลกระทบเชื่อมโยงกันระหว่างสาขาการผลิตต่าง ๆ แรงงานและทุน รวมทั้งการกระจายรายได้ของครัวเรือน ในประเทศไทย นอกจากนี้งานวิจัยฉบับนี้ได้ทำการทดสอบความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) ของตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมที่ได้พัฒนาขึ้นโดยการสร้างสถานการณ์จำลองการกำหนดนโยบายของรัฐบาล 5 สถานการณ์ที่แตกต่างกันเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งคำนวณค่าดัชนีความ เหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ในกลุ่มครัวเรือน ผลการศึกษาพบว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายจ่ายของบัญชีภายนอก ไม่ว่าจะมาจากการเปลี่ยนแปลงของรายจ่ายของรัฐบาล การลงทุน หรือการส่งออก จะส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 3 ส่วน ได้แก่ (1) ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสาขาการผลิตจะเกิดขึ้นในสาขาการทำไรอ้อยมากที่สุด (2) ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มแรงงานจะเกิดผลกระทบในกลุ่มแรงงาน ไร้ฝีมือมากที่สุด และ (3) ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มครัวเรือนจะเกิดผลกระทบในกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำมากที่สุด กล่าวคือ สาขาการทำไร่อ้อย แรงงานไร้ฝีมือ และกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้มากที่สุดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นรายจ่ายของบัญชีภายนอก นอกจากนี้ผลการศึกษาพบว่า สาขาการค้า สาขาร้านภัตตาคารและโรงแรม และสาขาสถาบันการเงินและการประกันภัย เป็นสาขาการผลิตที่มีค่าตัวทวีคูณของการเชื่อมโยงไปข้างหน้าสูงทั้งด้านของอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งกล่าวได้ว่าสาขาการผลิตดังกล่าวมีสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมปลายน้ำของประเทศไทย ผลการศึกษาของการทดสอบความอ่อนไหวของตารางบัญชี เมทริกซ์เชิงสังคมโดยการสมมติการจำลองนโยบายของรัฐบาล พบว่าหากรัฐบาลกำหนดนโยบายโอนเงินช่วยเหลือให้แก่กลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำมูลค่า 10,000 บาทต่อครัวเรือน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ของกลุ่มครัวเรือนในตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมซึ่งสอดคล้องกับการจำลองสถานการณ์ของนโยบายเดียวกันในการวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างจำนวน 45,530 ครัวเรือนจากรายงานการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนทั่วราชอาณาจักร ปี พ.ศ. 2562 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมในงานวิจัยฉบับนี้มีประสิทธิภาพในด้านการทดสอบนโยบายต่าง ๆ และมีประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ผลกระทบต่อแรงงานที่จำแนกทักษะและกลุ่มครัวเรือนตามช่วงระดับรายได้ในประเทศและเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญสำหรับภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งนักวิจัยสำหรับการนำไปใช้ศึกษาต่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจหรือนโยบายต่าง ๆ ในอนาคต


Ganesha In The Context Of Art Toys In Thai Society, Chisanupong Curechaem Jan 2024

Ganesha In The Context Of Art Toys In Thai Society, Chisanupong Curechaem

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis studies the phenomenon of reinterpreting sacred symbols through contemporary material culture in Thai society, focusing on art toys modeled after Ganesha. This research aims to explore the mechanisms by which these objects, with their pop culture aesthetics and appealing cuteness, can function as "mental anchors" in the modern era, considering this phenomenon at the intersection of syncretic belief, the dynamics of Buddhist Commercialization, and consumer culture. Using practice led curatorial research methodology, the primary outcome of this research is the development of a conceptual framework presented as a proposal for "Novaganesha: Pray & Play" a conceptual exhibition that …


Curating Nang Loeng: Visibility And Community Engagement Through Artistic Practices In Bangkok’S Historical Neighborhood, Merlin Nona Susanna Rebmann Jan 2024

Curating Nang Loeng: Visibility And Community Engagement Through Artistic Practices In Bangkok’S Historical Neighborhood, Merlin Nona Susanna Rebmann

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis investigates the role of community-based art practices in promoting cultural empowerment and social visibility in marginalized urban contexts. Focusing on the Bangkok-based collective Community Lab and its origins in the E-Lerng group, the study explores how artistic strategies emerge from within local communities to address institutional absence, sustain cultural heritage and foster long-term engagement. Through three case studies that highlight creative archiving, cross-cultural collaboration, and embedded artistic practice, the research examines how Community Lab navigates different roles as artists, mediators, archivists and activists. The analysis highlights how their hybrid practice contributes to preserving intangible heritage, creating translocal dialogue …


จิตรกรรมร่วมสมัยชุดเมื่อฉันกำลังก้าวให้พ้น, วิภาวี ภมรพล Jan 2024

จิตรกรรมร่วมสมัยชุดเมื่อฉันกำลังก้าวให้พ้น, วิภาวี ภมรพล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะความเครียดและปัญหาทางจิตใจที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โรคทางจิตเวชกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่คนที่หันกลับมาทบทวนและเข้าใจสภาวะทางจิตใจของตนเองอย่างลึกซึ้ง ข้าพเจ้าตระหนักถึงความสำคัญของการรับรู้ตนเอง จึงนำกระบวนการทางศิลปะมาใช้เป็นเครื่องมือสำรวจภายในจิตใจ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของ “ศิลปะบำบัด” วิทยานิพนธ์ชุดนี้มีชื่อว่า “จิตรกรรมร่วมสมัยชุด เมื่อฉันกำลังก้าวให้พ้น” มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลงานที่เกิดจากการกลั่นกรองความคิดและอารมณ์จากส่วนลึกของจิตใจผ่านการทำงานศิลปะ โดยกระบวนการสร้างสรรค์นี้เปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าได้เผชิญหน้าและทำความเข้าใจกับความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึก อันมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและบุคลิกภาพของตนเอง อ้างอิงตามทฤษฎีของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ เกี่ยวกับโครงสร้างของจิตใจ ได้แก่ จิตสำนึก จิตก่อนสำนึก และจิตไร้สำนึก และแนวคิดของ คาร์ล จุง ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจิตใต้สำนึกกับบุคลิกภาพแบบเก็บตัว (Introvert) และแสดงออก (Extrovert) ซึ่งถูกหล่อหลอมโดยประสบการณ์และสิ่งแวดล้อม ผลงานที่ได้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกทางศิลปะในเชิงรูปธรรม แต่เป็นกระบวนการเยียวยา สำรวจตนเอง และเชื่อมโยงระหว่างโลกภายในกับโลกภายนอกของศิลปิน ผ่านแนวทางของศิลปะในลัทธิเซอร์เรียลลิสม์ (Surrealism) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้จิตใต้สำนึกได้เผยตัวตนออกมาอย่างอิสระ ด้วยภาษาทางทัศนศิลป์ที่สามารถสื่อสารสิ่งที่คำพูดไม่อาจอธิบายได้


ศิลปะหลังสมัยใหม่ภายหลังสงครามเวียดนามในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (ค.ศ. 1975-2000), สรวิศ โตชัย Jan 2024

ศิลปะหลังสมัยใหม่ภายหลังสงครามเวียดนามในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (ค.ศ. 1975-2000), สรวิศ โตชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาศิลปะหลังสมัยใหม่ในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามหลังปี ค.ศ. 1975 โดยวิเคราะห์กระบวนการสร้างสรรค์และการวิพากษ์ผ่านอัตลักษณ์ร่วมสมัยที่ส่งผลต่อแนวทางการสร้างสรรค์ของศิลปินเวียดนาม งานวิจัยนี้ใช้แนวคิดของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault), ฌอง ฟรองซัวส์ ลีโอตาร์ด (Jean-François Lyotard) เป็นกรอบในการวิเคราะห์ โดยมุ่งเน้นไปที่แนวคิดเรื่องอำนาจและวาทกรรม (Discourse and Power), วาทกรรมหลัก (meta-narrative) เพื่อทำความเข้าใจว่าศิลปะหลังสมัยใหม่ของเวียดนามสะท้อนและท้าทายโครงสร้างทางสังคมและอำนาจรัฐอย่างไร ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ศิลปะหลังสมัยใหม่ในเวียดนามมิได้เป็นเพียงกระแสศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการปรับใช้และดัดแปลงเพื่อตอบสนองต่อบริบททางการเมืองและสังคมที่ซับซ้อนของเวียดนามเอง ศิลปินร่วมสมัยเวียดนามได้ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการท้าทายอำนาจรัฐ วิพากษ์อุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์และสร้างพื้นที่สำหรับการเล่าเรื่องทางเลือก (Alternative Narratives) ที่ไม่ถูกครอบงำโดยวาทกรรมของรัฐ งานวิจัยนี้มีส่วนช่วยขยายขอบเขตขององค์ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของศิลปะร่วมสมัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเชื่อมโยงกับกระแสศิลปะโลกในบริบทของยุคหลังสมัยใหม่


จิตรกรรมร่วมสมัยชุดส่วนผสมของชีวิต, วสุพล ณรงค์ศักดิ์ศิริ Jan 2024

จิตรกรรมร่วมสมัยชุดส่วนผสมของชีวิต, วสุพล ณรงค์ศักดิ์ศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยและสร้างสรรค์ในครั้งนี้เกิดจากการพิจรณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและมนุษย์ มนุษย์เรานั้นต้องการปัจจัยในหลาย ๆ อย่างเพื่อดำรงชีพ จากอดีตกาลจวบจนปัจจุบัน ความต้องการของเราเพิ่มมากขึ้นตามยุคสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถขาดได้และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีพตั้งแต่เริ่มต้นเผ่าพันธุ์เลยก็ว่าได้ นั่นคือปัจจัยทางด้านอาหารการกิน อาหารการกินของมนุษย์เรานั้นก็ได้วิวัฒนาการไปตามยุคสมัย เริ่มต้นการกินอาหารอาจมีเพื่อดำรงชีพและความอยู่รอดเพียงเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่าน ความเจริญก้าวหน้าของเราดำเนินไปอย่างรวดเร็ว วัฒนธรรมการบริโภคก็เริ่มขยับสับเปลี่ยน อาหารเป็นมากกว่าเพื่อความอยู่รอด อาหารนั้นแฝงไปด้วยอรรถรสและเรื่องราว แต่ละคนอาจตีความ ไปต่าง ๆ นา ๆ ตามบริบทตนเอง บ้างอาหารก็ให้เรื่องราวหวนรำลึกความคิดถึงในอดีต บ้างก็ให้ความสนุกสนานบันเทิง หรือบ้างก็เป็นเรื่องของการเปิดประสบการณ์และท้าทายขีดจำกัดบางอย่างของมนุษย์เรา ที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าศาสตร์ของอาหารนั้นได้แตกกิ่งก้านและหลุดออกจากกรอบใด ๆ อย่างสิ้นเชิงเสียแล้ว จากข้างต้นนี้ส่งผลให้ผู้วิจัยต้องการที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารกับมนุษย์ในแต่ละมุม ที่ผ่านจากประสบการณ์ของผู้วิจัยทั้งเรื่องราวในชีวิตประจำวันหรือเหตุการณ์ที่ประทับใจของผู้วิจัยและบุคคลที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมาถ่ายทอดเป็นผลงานจิตรกรรมบนผืนผ้าใบ จากการศึกษาพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาหารและมนุษย์ แนวทางการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมที่ผู้วิจัยสนใจที่จะนำเสนอนั้นจึงมีลักษณะรูปแบบเทคนิคการเขียนภาพสมจริงอย่างขีดสุดของศิลปะ Hyperrealism และเทคนิคการแปรสภาพของวัตถุเข้าด้วยกันในภาพของศิลปะ Surrealism โดยผู้วิจัยนำแนวทางของแนวคิดต่าง ๆ แบบศิลปะ Pop Art มานำเสนอ โดยทั้งหมดนี้เพื่อที่จะแสดงสุนทรียภาพของผลงานออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์และสื่อสารสิ่งต่าง ๆ ออกมาได้อย่างชัดเจน


การแสดงเดี่ยวขับร้องระดับมหาบัณฑิตโดยชัญญา มณีวรรณ, ชัญญา มณีวรรณ Jan 2024

การแสดงเดี่ยวขับร้องระดับมหาบัณฑิตโดยชัญญา มณีวรรณ, ชัญญา มณีวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแสดงเดี่ยวขับร้องระดับมหาบัณฑิตโดยชัญญา มณีวรรณ มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับใช้เทคนิคการขับร้องจากการขับร้องบทเพลงคลาสสิกไปสู่การขับร้องบทเพลงจากละครเพลง โดย แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ประกอบด้วย 1) บทเพลงคลาสสิกทั้งหมด 7 บท โดยเริ่มตั้งแต่บทเพลงในลีลา เบล คานโต (Bel canto) หรือการขับร้องเสนาะ (ณัชชา พันธุ์เจริญ, 2552) และบทเพลงสำหรับ โคโรราตูราโซปราโน (Coloratura Soprano) จนถึงเพลงจากจุลอุปรากร (Operetta) และ 2) บทเพลงจากละครเพลง (Musical Theatre) ทั้งหมด 5 บท โดยได้ศึกษาทั้งประวัติความเป็นมาของทั้งบทเพลงและผู้ประพันธ์ และมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์บทประพันธ์และเทคนิคการขับร้องโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เพื่อหาข้อมูลในการปรับใช้เทคนิค การขับร้องทั้งสองลีลาและการนำไปใช้ในวิชาชีพของตนให้เกิดประโยชน์ผ่านการวิจัยในครั้งนี้


การแสดงเดี่ยวเชลโลระดับมหาบัณฑิตโดยณัฐนนท์ กู้เกียรติกาญจน์ : บทเพลงของคีตกวีชาวรัสเซีย, ณัฐนนท์ กู้เกียรติกาญจน์ Jan 2024

การแสดงเดี่ยวเชลโลระดับมหาบัณฑิตโดยณัฐนนท์ กู้เกียรติกาญจน์ : บทเพลงของคีตกวีชาวรัสเซีย, ณัฐนนท์ กู้เกียรติกาญจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเอกลักษณ์ทางดนตรีที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความโดดเด่นให้กับบทประพันธ์เพลงสำหรับเชลโลของคีตกวีชาวรัสเซียในศตวรรษที่ 20 โดยอาศัยการตีความผ่านเทคนิคการบรรเลง การวิเคราะห์บริบททางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อบทเพลงของคีตกวีชาวรัสเซีย การศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย บทเพลงโซนาตาสำหรับเปียโนและเชลโลในกุญแจเสียงจีไมเนอร์ ลำดับผลงานที่ 19 ของเซอร์เก รัคมานินอฟ ซึ่งประพันธ์ขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยผลงานชิ้นนี้แสดงถึงความสมดุลระหว่างบทบาทของเปียโนและเชลโล และบทเพลงคอนแชร์โตสำหรับเชลโลหมายเลข 1 ในกุญแจเสียงอีแฟล็ตเมเจอร์ ลำดับผลงานที่ 107 ของดมิทริ ชอสตาโกวิช ซึ่งประพันธ์ขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยสะท้อนถึงภาวะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการสิ้นสุดการปกครองของโจเซฟ สตาลิน ซึ่งบทเพลงสะท้อนถึงบริบททางสังคมและการเมืองในยุคนั้นอย่างชัดเจน ทั้งเชิงนัยยะและแนวทางการประพันธ์เพลงที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของดนตรีรัสเซียออกมาได้อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง แม้ว่าทั้งสองบทเพลงนี้จะมีสไตล์ดนตรีที่แตกต่างกัน


การสร้างสรรค์ละครรำเรื่องธรรมาธรรมะสงคราม, ธนพล สุขสมรูป Jan 2024

การสร้างสรรค์ละครรำเรื่องธรรมาธรรมะสงคราม, ธนพล สุขสมรูป

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ละครรำเรื่องธรรมาธรรมะสงครามเป็นวิจัยแบบผสมผสานประกอบด้วยการค้นคว้าเอกสาร การสัมภาษณ์ และการสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ ผลการศึกษาพบว่า ธรรมาธรรมะสงคราม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเป็นบทพากย์ มีความโดดเด่นในเรื่องคุณธรรม เคยนำมาจัดแสดงแนวโขนแต่ไม่ได้รับความนิยมผู้วิจัยสนใจนำบทพระราชนิพนธ์จัดทำในรูปแบบละครรำ การทดลองสร้างงานในครั้งนี้ผู้วิจัยสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่แต่งยังคงยึดรูปแบบจารีตของละครรำ มีกระบวนการสร้างสรรค์ประกอบด้วย 1.บทละคร เป็นการถอดความจากบทพากย์พระราชนิพนธ์เรื่องธรรมาธรรมะสงคราม มาทำเป็นบทละคร โดยคงรูปแบบของคำศัพท์เดิมไว้ให้มากที่สุด 2.การบรรจุเพลง ได้แก่ เพลงช้าประสม เพลงเวสสุกรรม(ประสานเสียง) และสอดแทรกการสวดโอ้เอ้วิหารราย 3.เครื่องแต่งกาย ออกแบบเครื่องแต่งกายตัวละครธรรมะเทวบุตร และอธรรมะเทวบุตร 4.การออกแบบท่ารำ ได้แก่ 1.ท่ารำเฉพาะของตัวละคร 2.ท่ารำกลมบนราชรถ 3.กระบวนท่ารบบนราชรถ โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ในการทดลองสร้างงานในครั้งนี้หากมีแนวคิดที่ดี ความรู้ที่ถูกต้องสามารถนำมาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์การแสดงได้หลากหลายรูปแบบ


การแสดงโขนโรงเรียนสาธิต, พนิดา ปวงบุผา Jan 2024

การแสดงโขนโรงเรียนสาธิต, พนิดา ปวงบุผา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง “การแสดงโขนโรงเรียนสาธิต” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดแสดงโขนของโรงเรียนสาธิตระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งศึกษากระบวนการจัดแสดงโขนที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วง พ.ศ. 2562–2567 การวิจัยฉบับนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาจากเอกสาร ได้แก่ หนังสือ วิจัย บทความที่เกี่ยวข้องกับนาฏยศิลป์ โขน การจัดการแสดง เก็บข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนาฏยศิลป์และโขน ผู้ฝึกสอน ผู้เรียน และผู้ปกครอง และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนสาธิตระดับมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครที่มีการจัดแสดงโขนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ถึงปัจจุบัน ได้แก่ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ใช้ทฤษฎีพหุปัญญา โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้แนวคิด 1 ศ 5 ส และโรงเรียนดรุณสิกขาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ใช้การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ด้วยปัญญา แต่ละโรงเรียนมีแนวทางการสอนที่แตกต่างกันตามปรัชญาการศึกษา แต่มีพันธกิจร่วมกันในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหาร อาจารย์ ผู้เรียน และผู้ปกครอง การจัดแสดงโขนในโรงเรียนสาธิตมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้เยาวชน ช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน เช่น ความมีวินัย ความรับผิดชอบ และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทย ควรมีการศึกษาทฤษฎีหรือแนวคิดอื่นเพิ่มเติมเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการสอนโขนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต


ศิลปะจัดวาง : จากจร, ภัทรสิริ สุจำนงค์ Jan 2024

ศิลปะจัดวาง : จากจร, ภัทรสิริ สุจำนงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยสร้างสรรค์ในครั้งนี้มีต้นกำเนิดมาจากประสบการณ์การสูญเสียสุนัขในครอบครัวของผู้วิจัย นำไปสู่การตระหนักรู้และความประสงค์ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อเผยแพร่ประเด็นปัญหาสุนัขจรจัด มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจัดวางที่สามารถสะท้อนถึงปัญหาสุนัขจรจัดในกรุงเทพมหานคร โดยเล่าผ่านบริบทของความตาย และเพื่อให้ผู้ชมเกิดการตระหนัก และเห็นถึงความสำคัญของปัญหาสุนัขจรจัดในกรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยโดยการศึกษาค้นคว้าและทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางในการสร้างสรรค์ หลังการทดลองและพัฒนาแบบร่าง ผู้วิจัยได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสุนัขจรจัดในกรุงเทพมหานคร และองค์ความรู้ในการวิจัยสร้างสรรค์ นำมาซึ่งผลงานสำเร็จ ศิลปะจัดวางชุด “จากจร (Stray Away)” อันประกอบด้วยผลงานย่อย 3 ชิ้น ได้แก่ Death: สื่อสารถึงสุนัขจรจัดในกรุงเทพมหานครที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน Mourning: สื่อสารถึงบริบทที่แตกต่างกันระหว่างสุนัขที่ได้รับการอุปถัมภ์และสุนัขจรจัดเมื่อตายลง และ Surrounding Souls: สื่อสารถึงสภาวะวิญญาณและปัญหาสุนัขจรจัดในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และรายล้อมอยู่รอบตัว ผลงานทั้งหมดสร้างสรรค์ขึ้นด้วยวัสดุที่มีความโปร่งใส แสดงถึงปัญหาที่ถูกมองข้าม ร่วมกับวัสดุเรดีเมด (Ready-made) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันกับแนวคิดในผลงานนั้น ๆ


การแสดงเดี่ยวขับร้องระดับมหาบัณฑิตโดยกมลพร คงจินดา, กมลพร คงจินดา Jan 2024

การแสดงเดี่ยวขับร้องระดับมหาบัณฑิตโดยกมลพร คงจินดา, กมลพร คงจินดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแสดงเดี่ยวขับร้องระดับมหาบัณฑิตโดย กมลพร คงจินดา จัดทำขึ้นภายใต้แก่นเรื่อง Moonlit Serenade: A Journey of Love โดยนำเสนอบทเพลงจำนวน 12 บท ซึ่งแบ่งออกเป็น บทเพลงอาเรีย 5 บท บทเพลงร้องศิลป์ 4 บท และบทเพลงจากละครเพลง 3 บท บทเพลงทั้งหมดถูก ร้อยเรียงเป็น 3 ช่วง ถ่ายทอดเส้นทางของความรักตั้งแต่ความสุข ความเศร้า ไปจนถึงการปล่อยวาง การเลือกบทเพลงจากหลากหลายแนวและยุคสมัย ครอบคลุมช่วงเวลาทางดนตรีและแนวทางการขับร้องที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ผู้วิจัยได้ฝึกฝนทักษะทั้งด้านเทคนิค ตลอดจนฝึกการตีความบทเพลงตามบริบท ทางวัฒนธรรมและอารมณ์อย่างลึกซึ้ง ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ ฝึกซ้อม และการแสดงจริง วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงไม่เพียงเป็นการแสดงออกทางศิลปะ แต่ยังเป็นการเรียนรู้ที่พัฒนาความเข้าใจในบทเพลงหลากหลายประเภท ซึ่งสามารถต่อยอดในเชิงวิชาชีพด้านการขับร้องและการสอนในอนาคต


การสร้างศิลปนิพนธ์นาฏยกรรมไทยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019, ธัญวุฒิ พยายาม Jan 2024

การสร้างศิลปนิพนธ์นาฏยกรรมไทยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019, ธัญวุฒิ พยายาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการเรียนการสอนและการปรับการดำเนินการสร้างงานนาฏกรรมในรายวิชาศิลปนิพนธ์ของสถาบันอุดมศึกษาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 โดยกำหนดขอบเขตการศึกษาเฉพาะช่วงปีการศึกษา 2563–2565 และศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนวิชาศิลปนิพนธ์ด้านนาฏยกรรมไทยจำนวน 7 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จากการศึกษาพบว่า รายวิชาศิลปนิพนธ์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ศิลปนิพนธ์เชิงอนุรักษ์ และศิลปนิพนธ์เชิงสร้างสรรค์ ในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด นิยมจัดแสดงผลงานบนเวทีต่อสาธารณชน แต่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 พบปัญหาในหลายด้าน ได้แก่ ปัญหาด้านสถานที่ ด้านอุปกรณ์ ด้านความเสถียรของสัญญาณอินเทอร์เน็ต ด้านสมาธิ และสภาพจิตใจของผู้เรียน ปัญหาเฉพาะของศิลปนิพนธ์เชิงอนุรักษ์ ได้แก่ ด้านการต่อท่ารำ ด้านการงบประมาณ ด้านสถานที่ และด้านคุณภาพผลงาน ส่วนศิลปนิพนธ์เชิงสร้างสรรค์พบปัญหาด้านสถานที่ ด้านการฝึกซ้อม การลงพื้นที่เก็บข้อมูล การจำกัดจำนวนผู้แสดง และด้านงบประมาณ การปรับรูปแบบการนำเสนอศิลปนิพนธ์ในช่วงวิกฤตนี้แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) ด๊านซ์ฟิล์ม (Dance Film) ซึ่งใช้เทคนิคภาพยนตร์มาสนับสนุนการแสดงท่านาฏยศิลป์ 2) การบันทึกวีดิทัศน์ เน้นการถ่ายทอดท่ารำ 3) การแสดงสดบนเวทีซึ่งกลับมาใช้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายผลการศึกษาสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของทั้งผู้เรียนและผู้สอนภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์ การใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารทางไกลมีบทบาทสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนศิลปนิพนธ์ในยุควิกฤต


การออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านอารมณ์เชิงบวก, ปฤษฎี ศิลปสม Jan 2024

การออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านอารมณ์เชิงบวก, ปฤษฎี ศิลปสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเกี่ยวกับกระบวนออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านอารมณ์เชิงบวก ภายใต้หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานฤมิตศิลป์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการค้นหารูปแบบกระบวนการออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านอารมณ์เชิงบวก โดยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่านกระบวนสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interviews) และการสนทนากลุ่ม (Focus group) จากผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร อาจารย์ด้านการจัดเทศกาล นักออกแบบ ศิลปิน และอาจารย์ด้านการออกแบบคาแรคเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า จากการแบ่งประเภทเทศกาลสร้างสรรค์ไทยทั้งหมด จำแนกได้ 9 ประเภทเทศกาล จากนั้นจึงจำแนกอารมณ์เชิงบวกที่สอดคล้องกับเทศกาลสร้างสรรค์ไทยทั้ง 9 ประเภท โดยผลสรุปดังนี้ 1. เทศกาลสร้างสรรค์ประเภทกีฬาตรงกับความกระฉับกระเฉง (Energetic) 2. การแสดงละคร ศิลปะ วัฒนธรรมกับความรู้สึกเคลิบเคลิ้มเป็นสุข (Euphoria) 3. ศาสนากับความเคารพ (Respect) 4. อุทยานแห่งชาติกับความผ่อนคลาย (Relaxation) 5. สัตว์ประจำถิ่น ตรงกับความสนุกสนาน (Amusement) 6. ดอกไม้ประจำถิ่นตรงกับความรัก (Love) 7. การแสดงดนตรี ตรงกับแรงบันดาลใจ (Inspiration) 8. แหล่งสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ ตรงกับความน่าหลงใหล (Fascination) 9. การจัดงานตามแนวคิดตรงกับความมีเสน่ห์ (Enchantment) โดยข้อสรุปดังกล่าว จะนำไปประยุกต์ใช้เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบคาแรคเตอร์เพื่อสร้างอัตลักษณ์และประชาสัมพันธ์เทศกาลสร้างสรรค์ไทยผ่านทฤษฎีอารมณ์เชิงบวกในลำดับต่อไป


สาระของเพลงทะเเย, ชมพูนุช จูฑะเศรษฐ์ Jan 2024

สาระของเพลงทะเเย, ชมพูนุช จูฑะเศรษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง สาระของเพลงทะแย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสำคัญ บทบาท และหน้าที่ของเพลงทะแยทั้ง 8 บทเพลง และเพื่อศึกษาโครงสร้าง กลุ่มเสียงปัญจมูล กระสวนจังหวะของสำนวนและวิเคราะห์บทเพลงให้ปรากฏซึ่งสาระของเพลงทะแย ผลการวิจัยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 คือ บทบาทและความสำคัญของเพลงทะแย จำแนกเป็น 4 บทบาท ได้แก่ บทบาทในพระราชพิธี ใช้เพลงทะแยกลองโยนประกอบริ้วขบวน พระเกียรติยศ บทบาทในการฝึกหัดดนตรีไทย ใช้ฝึกไล่มือ บทบาทเพื่อการแสดง เป็นการนำเพลงทะแยไปใช้ในการประกอบการแสดงและบทบาทเพื่อความบันเทิง ผลการวิจัยส่วนที่ 2 คือ สาระของเพลงทะแย แบ่งเป็น 6 ประการ คือ ประการที่ 1 ความคลี่คลายของบทเพลง พบ 5 รูปแบบ ประการที่ 2 การซ้ำทำนอง เพลงทะแยปรากฏการบรรเลงซ้ำที่เป็นปัจเจกโดยเฉพาะในท่อนที่ 2 ประการที่ 3 การปรากฏสำเนียงมอญแท้และสำเนียงมอญแฝง ประการที่ 4 การรับร้องที่มีระเบียบวิธีเฉพาะตน ประการที่ 5 การซ่อนเงื่อนกลุ่มเสียงปัญจมูล ประการที่ 6 การวางลูกตกอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพลงทะแยจึงแสดงถึงการประพันธ์เพลงที่แยบยลคมคาย เป็นบทเพลงที่ทรงคุณค่า บรรจุองค์ความรู้ขั้นสูงทางด้านดุริยางคศิลป์


ดุษฎีนิพนธ์งานวิจัยสร้างสรรค์ นวัตกรรมกระบวนแบบการขับร้อง โดยพันธวิทย์, พันธวิทย์ อัศวเดชเมธากุล Jan 2024

ดุษฎีนิพนธ์งานวิจัยสร้างสรรค์ นวัตกรรมกระบวนแบบการขับร้อง โดยพันธวิทย์, พันธวิทย์ อัศวเดชเมธากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดุษฎีนิพนธ์สร้างสรรค์ นวัตกรรมกระบวนแบบการขับร้อง โดยพันธวิทย์ เป็นงานวิจัยสร้างสรรค์ที่นำเสนอการปรับกระบวนทัศน์ทางการขับร้องทั้งในด้านวิธีคิดและการปฏิบัติ สร้างจุดยืนใหม่ของการขับร้องให้มองเห็นปัญหาในการขับร้องที่ยังไม่เคยถูกสำรวจมาก่อน ให้ความสำคัญแก่ความเป็นปัจเจกของอวัยวะและร่างกายของผู้ขับร้องที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ฝึกสามารถย่นระยะเวลาในการฝึกซ้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ยังมีการขยายกรอบความคิดเดิมในการสั่งการร่างกายในการขับร้อง เป็นผลให้ผู้ฝึกสามารถปลดข้อจำกัดทางความคิดและร่างกายให้สามารถแสดงประสิทธิภาพที่สูงขึ้น การวิจัยสร้างสรรค์ นวัตกรรมการขับร้อง โดยพันธวิทย์ มีกระบวนการศึกษาค้นคว้าและการทดลองผ่านการฝึกปฏิบัติขับร้องโดยผู้วิจัยและนักศึกษาจากสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ผลการวิจัยแสดงนวัตกรรมกระบวนแบบการขับร้องซึ่งสวนทางกับกระบวนทัศน์ดั้งเดิม แต่ให้ประสิทธิผลสูงในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากทั้งในมุมของการฝึกฝนและวิธีคิด ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบของการบรรยาย การขับร้องเดี่ยว และการขับร้องหมู่บทเพลงที่คัดมาจากบทเพลงคอรัสและอุปรากรในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2568