Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 28501 - 28530 of 37696

Full-Text Articles in Entire DC Network

Gynecological Laparoscopy An Anesthetic Point Of View, K. Uerpairojkit Jun 2000

Gynecological Laparoscopy An Anesthetic Point Of View, K. Uerpairojkit

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Safety And Efficacy Of Transurethral Alprostadil Inmen With Erectile Dysfunction :King Chulalongkorn Memorial Hospital Experience, J. Opanuraks, A. Kongkanand Jun 2000

Safety And Efficacy Of Transurethral Alprostadil Inmen With Erectile Dysfunction :King Chulalongkorn Memorial Hospital Experience, J. Opanuraks, A. Kongkanand

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


กําลังตัดขวางและความสามารถในการถูกดัดงอ ของอะคริลิกเรซินชนิดกระตุ้นปฏิกิริยาโพลิเมอร์ด้วยความร้อนและสารเคมีที่มีจําหน่ายในประเทศไทย, สิทธิโชค รัตนสุวรรณ, กุสสี ทองปุสสะ, ปิยะวัฒน์ พันธุ์โกศล May 2000

กําลังตัดขวางและความสามารถในการถูกดัดงอ ของอะคริลิกเรซินชนิดกระตุ้นปฏิกิริยาโพลิเมอร์ด้วยความร้อนและสารเคมีที่มีจําหน่ายในประเทศไทย, สิทธิโชค รัตนสุวรรณ, กุสสี ทองปุสสะ, ปิยะวัฒน์ พันธุ์โกศล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การศึกษานี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบค่ากําลังตัดขวางและค่าความสามารถในการดัดงอของอะคริ ลิกเรซินชนิดกระตุ้นปฏิกิริยาโพลิเมอร์ด้วยความร้อนและสารเคมีจํานวน 10 ชนิด ซึ่งมีจําหน่ายในประเทศไทยเพื่อ ที่จะเป็นแนวทางในการเลือกใช้อะคริลิกกับงานชนิดต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม วัสดุและวิธีการ นําอะครีลิกเรซินชนิดกระตุ้นปฏิกิริยาโพลิเมอร์ด้วยความร้อนจํานวน 7 ชนิด ได้แก่ Rodex, Majorbase, How medica, Meliodent, G.C Luxon, Takilon ชนิดใสและ Lang และอะครีลิกเรซินชนิดกระตุ้น ปฏิกิริยาโพลิเมอร์ด้วยสารเคมีจํานวน 3 ชนิด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ Meliodent, How medica และ Orthoresin มา ทดสอบหาค่ากําลังตัดขวาง และค่าความสามารถในการตัดงอ โดยทําชิ้นตัวอย่างให้ได้ตามมาตรฐาน ISO R-1567 สร้างชิ้นตัวอย่างชนิดละ 5 ชิ้น แล้วนําไปทดสอบโดยใช้เครื่องทดสอบ ลอยด์ ยูนิเวอร์ซัล รุ่น 10K นําค่าที่ได้ไปศึกษาหา ค่าความแตกต่างทางสถิติโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการศึกษา อะครีลิกเรซินชนิดกระตุ้นปฏิกิริยาโพลิเมอร์ด้วยความร้อน ผลิตภัณฑ์ Rodex มีค่ากําลังตัดขวางและ ค่าความสามารถในการดัดงอก่อนหักสูงกว่าอะครีลิกเรซินทั้งหมดที่นํามาทดสอบอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ และมีค่า ความสามารถในการดัดงอสูงที่สุดแต่ไม่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ Lang อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P<0.05) และ อะครีลิกเรซิน ผลิตภัณฑ์ Meliodent มีค่ากําลังตัดขวาง อะครีลิกเรซินชนิดกระตุ้นปฏิกิริยาโพลิเมอร์ด้วยสารเคมีและค่าความสามารถในการดัดงอก่อนหักสูงสุดในกลุ่มของ สรุป อะครีลิกเรซินที่มีขายในประเทศไทยมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีค่ากําลังตัดขวางและความสามารถในการถูกตัดงอแตกต่างกัน ทันตแพทย์ควรเลือกใช้ให้เหมาะสม


การซ่อมพอร์สเลนในฟันปลอมชนิดติดแน่น, สโรชา ชโลธร, อิศราวัลย์ บุญศิริ May 2000

การซ่อมพอร์สเลนในฟันปลอมชนิดติดแน่น, สโรชา ชโลธร, อิศราวัลย์ บุญศิริ

Chulalongkorn University Dental Journal

สมัยก่อนการซ่อมพอร์สเลนมักไม่ค่อยประสบความสําเร็จเนื่องจากมีการแตกหักของคอมโพสิตเรซินจากการเชื่อมที่ไม่ดีพอ แต่ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ในการซ่อมพอร์สเลนได้พัฒนาขึ้นมาก โดยการใช้ คอมโพสิตเรซินที่มีการเชื่อมกับผิวโลหะหรือพอร์สเลนด้วยการยึดทางกลศาสตร์และทางเคมีซึ่งมีความสําคัญมาก การใช้สารไซเลนเป็นตัวเชื่อมด้วยระบบซิลิโคทเตอร์ร่วมกับสารเชื่อมซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากบริษัทต่างๆ ทําให้การซ่อมพอร์สเลนที่แตกใช้ งานได้นานขึ้น วัตถุประสงค์ของบทความนี้เพื่อให้ทราบถึงวิธีการเตรียมพื้นผิวพอร์สเลนและโลหะในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้หัวกรอ การเป่าทราย การใช้กรดกัด การใช้สารเชื่อม ซึ่งมีผลต่อการเชื่อมติดกับคอมโพสิตเรซิน รวมทั้งชนิดของคอมโพสิตเรซิน และวิธีการซ่อมพอร์สเลนในปากเมื่อเกิดการแตกของพอร์สเลนซึ่งมีหลายระดับขึ้นกับพื้นผิวของครอบฟันบริเวณที่ซ่อมเป็นอย่างไร แต่ถ้ามีการแตกมากขึ้นต้องทําขั้นตอนในห้องปฏิบัติการทําเป็นครอบฟันคร่อมทับบนโครงโลหะและยึดด้วยซีเมนต์


การอธิบายส่วนต่างๆ ของศีรษะและใบหน้า, วันทนี มุทิรางกูร, บดินทร์ กังวานณรงค์กุล, พิศาล คุณธาราภรณ์, รุจน์ โรจน์อัศวเสถียร May 2000

การอธิบายส่วนต่างๆ ของศีรษะและใบหน้า, วันทนี มุทิรางกูร, บดินทร์ กังวานณรงค์กุล, พิศาล คุณธาราภรณ์, รุจน์ โรจน์อัศวเสถียร

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการอธิบายส่วนต่างๆ ของศีรษะและใบหน้า ระหว่างนิสิตทันตแพทย์และ บุคคลทั่วไป วัสดุและวิธีการ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยอาสาสมัครสองกลุ่ม คือ นิสิตฝึกปฏิบัติงานคลินิก คณะทันตแพทย ศาสตร์ จํานวน 70 คน และบุคคลทั่วไปที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาใดๆ ที่ไม่เคยผ่านการศึกษาวิชามหกาย วิภาคศาสตร์ จํานวน 82 คน ทําแบบทดสอบอธิบายส่วนต่างๆ ของศีรษะและใบหน้าจากภาพ โดยมีกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ 1. ลากเส้นโยงชื่อไปยังตําแหน่งที่ถูกต้อง 2. บอกชื่ออวัยวะหรือตําแหน่งที่ลูกศรชี้ 3. ระบายสีให้ได้บริเวณของ อวัยวะหรือตําแหน่งที่กําหนด และ 4. (เฉพาะนิสิตทันตแพทย์) บอกชื่อทางกายวิภาคศาสตร์ของตําแหน่งที่กําหนด ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งสองระบุส่วนต่างๆ ของศีรษะและใบหน้าเหมือนกันในตําแหน่งต่อไปนี้คือ กกหู แก้ม ขมับ ติ่งหู หน้าผาก หน้าหู หลังหู หว่างคิ้ว โหนกแก้ม และกราม แต่แตกต่างกันในการชี้ภาพและ ระบายสีบอกบริเวณในตําแหน่งของข้อต่อขากรรไกร ขากรรไกร และมุมคาง รวมทั้งเรียกชื่อต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ในส่วนที่ตรงกับมุมของขากรรไกรล่าง ยิ่งหน้าหู และหน้าต่อรูหู 13 มิลลิเมตร (p<0.001) ทั้งนี้กลุ่มนิสิตทันตแพทย์ ได้แสดงว่ามีความรู้ทางมหกายวิภาคศาสตร์อย่างดี (ร้อยละ 90.1) สรุป นิสิตทันตแพทย์และบุคคลทั่วไปอธิบายส่วนต่างๆ ของศีรษะและใบหน้าเหมือนกันในตําแหน่งหรือบริเวณที่ มองเห็น และ/หรือรู้จักเป็นคําสามัญ แต่แตกต่างกันในบริเวณซึ่งต้องการความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ ได้แก่ ข้อต่อ ขากรรไกร และส่วนของขากรรไกร ดังนั้นทันตแพทย์จึงควรระมัดระวังในการสื่อสารกับผู้ป่วยเกี่ยวกับความเจ็บป่วย ของบริเวณเหล่านี้


ทัศนคติทันตแพทย์ต่อหลักสูตรวิชาทันตกรรมประดิษฐ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รำไพ โรจนกิจ, พิไลพร วิวัฒน์บุตรสิริ, ธนรัตน์ เธียรโกศล May 2000

ทัศนคติทันตแพทย์ต่อหลักสูตรวิชาทันตกรรมประดิษฐ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รำไพ โรจนกิจ, พิไลพร วิวัฒน์บุตรสิริ, ธนรัตน์ เธียรโกศล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อให้ทราบทัศนคติของทันตแพทย์ที่จบและกําลังศึกษาหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิตจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวิชาทันตกรรมประดิษฐ์ ที่จัดสอนในหลักสูตรปัจจุบันว่ามีความเหมาะสม และเพียงพอ ต่อความต้องการของทันตแพทย์ในการประกอบอาชีพเป็นทันตแพทย์ทั่วไปหรือไม่ เพื่อที่จะนําข้อมูลที่ได้มาสรุปเป็นแนวทางปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมยิ่งขึ้น วัสดุและวิธีการ จัดส่งแบบสอบถามจํานวน 400 ชุด ให้กับทันตแพทย์ที่สําเร็จการศึกษาแล้ว และทันตแพทย์ชั้น ปี 5 และ 6 ของคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งแบบสอบถามที่ใช้ในการสํารวจ แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ข้อมูลความรู้เชิงทันตกรรมประดิษฐ์ ข้อมูลความเหมาะสมและ ความทันสมัยของหลักสูตรวิชาทันตกรรมประดิษฐ์ ทั้ง 4 วิชา คือ วิชาฟันปลอมบางส่วนชนิดติดแน่น ฟันปลอม บางส่วนชนิดถอดได้ ฟันปลอมทั้งปาก ทันตวัสดุศาสตร์ และข้อมูลเสนอแนะ ผลการศึกษา จากตัวอย่างแบบสอบถามทั้งหมด มีข้อมูลที่สามารถนํามาวิเคราะห์ได้ 148 ชุด จากทันตแพทย์ที่ สําเร็จการศึกษาแล้ว 60 ราย คิดเป็นร้อยละ 40.5 และนิสิตทันตแพทย์ จํานวน 88 ราย คิดเป็นร้อยละ 59.5 ให้ ความคิดเห็นว่า วิชาบรรยาย และวิชาฝึกปฏิบัติการ อยู่ในระดับดี คือ ฟันปลอมบางส่วนชนิดติดแน่น ฟันปลอม บางส่วนชนิดถอดได้ และฟันปลอมทั้งปาก ส่วนทันตวัสดุศาสตร์อยู่ในระดับพอใช้ สําหรับวิชาฝึกปฏิบัติการคลินิก อยู่ในระดับดีคือ ฟันปลอมทั้งปาก ส่วนฟันปลอมบางส่วนชนิดติดแน่น และฟันปลอมบางส่วนชนิดถอดได้ อยู่ในระดับพอใช้ สรุป หลักสูตรวิชาทันตกรรมประดิษฐ์ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี และทันตแพทย์ส่วนใหญ่เห็นควรให้มีการทบทวน บทเรียน และมีหนังสือคู่มือสําหรับการฝึกปฏิบัติการคลินิกให้มากขึ้น


การเปรียบเทียบการรั่วซึมบริเวณปลายราก ของจุฬาซีลเลอร์กับซิงค์ออกไซด์ยูจีนอลซีลเลอร์ ชนิดอื่นในการอุดคลองรากฟัน, สุรสิทธิ์ เกียรติพงษ์สาร, วีรวัฒน์ สัตยานุรักษ์, วิภา วิชิตจารุกุล May 2000

การเปรียบเทียบการรั่วซึมบริเวณปลายราก ของจุฬาซีลเลอร์กับซิงค์ออกไซด์ยูจีนอลซีลเลอร์ ชนิดอื่นในการอุดคลองรากฟัน, สุรสิทธิ์ เกียรติพงษ์สาร, วีรวัฒน์ สัตยานุรักษ์, วิภา วิชิตจารุกุล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของซีลเลอร์ในด้านการรั่วซึมบริเวณปลายรากของจุฬาซีลเลอร์กับซิงค์ออกไซด์ ยูจีนอลซีลเลอร์ชนิดอื่นในการอุดคลองรากฟันร่วมกับกัตตาเปอร์ชาด้วยวิธีแลเทอรัลคอนเดนเซชัน วัสดุและวิธีการ ศึกษาในฟันรากเดียวที่ถูกถอนแล้วจํานวน 55 ปี หลังจากทําการขยายและทําความสะอาดคลอง รากฟันแล้ว แบ่งฟันออกเป็น 5 กลุ่ม โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 3 กลุ่ม ๆ ละ 15 ซี่ กลุ่มควบคุม 2 กลุ่ม ซึ่งแบ่งเป็น กลุ่มควบคุมผลบวกและกลุ่มควบคุมผลลบอย่างละ 5 ปี ในกลุ่มทดลองแต่ละกลุ่มอุดคลองรากโดยใช้กัตตาเปอร์ชา และซีลเลอร์ร่วมชนิดต่าง ๆ คือ จุฬาซีลเลอร์ โพรโคชอลซีลเลอร์ และพัลป์เดนท์ซีลเลอร์ ส่วนกลุ่มควบคุมอุดคลองราก โดยไม่ใช้ซีลเลอร์ เก็บฟันไว้ในความชื้น 48 ชั่วโมง แล้วแช่ในอินเดียนอิงค์เป็นเวลา 7 วัน นําฟันมาทําให้ใสแล้ว ตรวจสอบการรั่วซึมของสีที่บริเวณปลายรากด้วยกล้องจุลทรรศน์สเตอริโอ ผลการศึกษา จากการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าไม่มีความแตกต่างของการรั่วซึมของสีระหว่างซีลเลอร์แต่ละชนิดอย่าง มีนัยสําคัญทางสถิติ (p>0.05)สรุป จุฬาซีลเลอร์มีประสิทธิภาพในการต้านทานการรั่วซึมของสีบริเวณปลายรากไม่แตกต่างจากซิงค์ออกไซด์ยูจีนอลซีลเลอร์ชนิดอื่นเมื่อขุดคลองรากฟันด้วยวิธีแลเทอรัลคอนเดนเซชัน


การศึกษาเปรียบเทียบผลของการวัดความเป็นพิษต่อเซลล์ด้วยวิธีการย้อมสีเมทิลีนบลูกับวิธีวิเคราะห์ด้วยสารเอ็มทีที, กนกวรรณ จรูญภัทรพงษ์, เกษรา ปัทมพันธุ์ May 2000

การศึกษาเปรียบเทียบผลของการวัดความเป็นพิษต่อเซลล์ด้วยวิธีการย้อมสีเมทิลีนบลูกับวิธีวิเคราะห์ด้วยสารเอ็มทีที, กนกวรรณ จรูญภัทรพงษ์, เกษรา ปัทมพันธุ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลการวัดความเป็นพิษด้วยวิธีการย้อมเซลล์ด้วยสีเมทิลีนบลูกับวิธีวิเคราะห์ด้วย สารเอ็มทีที วัสดุและวิธีการ วัดความเป็นพิษของโซเดียมฟลูออไรด์ที่มีต่อเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเหงือกและวัดความเป็นพิษของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ที่มีต่อเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อโพรงฟันของมนุษย์ โดยใช้วิธีวิเคราะห์ทั้ง 2 วิธีดังกล่าว เปรียบเทียบผลของความเป็นพิษของสารทั้งสองชนิดที่ได้จากการวัดในวิธีวิเคราะห์ด้วย วิธีการย้อมสีเซลล์ด้วยสีเมทิลีนบลูหรือวิธีวิเคราะห์ด้วยสารเอ็มทีที โดยใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว เพื่อหาระดับความเป็นพิษของสารทดสอบในแต่ละความเข้มข้นที่มีต่อเซลล์ในแต่ละวิธีวิเคราะห์ จากนั้นจึงนําผลที่แสดงระดับความเป็นพิษของวิธีวิเคราะห์ทั้ง 2 วิธีมาเปรียบเทียบกัน ผลการศึกษา พบว่าการวัดความเป็นพิษของโซเดียมฟลูออไรด์ที่มีต่อเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเหงือกด้วยสารเอ็มทีทีและการย้อมเซลล์ด้วยสีเมทิลีนบลู แสดงระดับความเป็นพิษอย่างมีนัยสําคัญที่ความเข้มข้นเดียวกันของฟลูออไรด์ (100 พีพีเอ็ม, p<0.05) และในทํานองเดียวกัน ผลจากการวัดความเป็นพิษทั้งสองวิธี แสดงระดับความ เป็นพิษของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ต่อเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อโพรงฟันที่ระดับความเข้มข้น ≥ 25 ไมโครโมลาร์ เช่นเดียวกัน (p<0.05) สรุป วิธีการย้อมเซลล์ด้วยสีเมทิลีนบลูให้ผลในการวัดความเป็นพิษไม่แตกต่างกันกับวิธีการมาตรฐานที่วัดผลด้วยสารเอ็มทีที


การหยุดยั้งการลุกลามของรอยผุเริ่มแรกของฟลูออไรด์วานิชในเด็กก่อนวัยเรียน, อรุณี ลายธีระพงศ์, สุภาพรณ์ จงวิศาล May 2000

การหยุดยั้งการลุกลามของรอยผุเริ่มแรกของฟลูออไรด์วานิชในเด็กก่อนวัยเรียน, อรุณี ลายธีระพงศ์, สุภาพรณ์ จงวิศาล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้ฟลูออไรด์วานิชดูราแฟต ในการหยุดยั้งการลุกลามของรอยผุเริ่มแรกในฟันหน้า น้ํานมบนในเด็กก่อนวัยเรียน เมื่อทาทุก 3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี วัสดุและวิธีการ ประชากรตัวอย่าง ได้แก่ เด็กอายุ 2.5-5 ปี (อายุเฉลี่ย 3.5 ปี) จํานวน 160 คน (ชาย 90 คน และหญิง 70 คน) ที่มีฟันตัดข้างน้ํานมบนด้านขวา (หรือซ้าย) ผุในระยะเริ่มแรก โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมกลุ่มละ 80 คน มีค่าเฉลี่ยฟันน้ํานมผุ ถอน อุด เท่ากับ 3.60 และ 3.69 ซี่/คน ตามลําดับ กลุ่มทดลอง ได้รับการทาดูราแฟตบนฟันหน้าน้ํานมบนทุก 3 เดือน ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการทาน้ําสะอาดแทน เปรียบเทียบ ความแตกต่างของการลุกลามต่อของรอยผุเริ่มแรกระหว่างกลุ่มด้วยสถิติไค-สแควร์ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 พบว่าตัวอย่างในกลุ่มทดลองมีการลุกลามต่อของรอยผุเริ่มแรกน้อยกว่ากลุ่มควบคุมร้อยละ 10.5 ซึ่ง ไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุเท่ากับหรือต่ํากว่า 3.5 ปี จะมีการลุกลามต่อของรอยผุเริ่มแรก น้อยกว่า กลุ่มที่มีอายุมากกว่า 3.5 ปีอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.01) และพบการลุกลามต่อของรอยผุเริ่มแรก ในกลุ่มตัวอย่างที่มีค่าเฉลี่ยฟันน้ํานมผุ ถอน อุดเท่ากับ 0-4 น้อยกว่า กลุ่มที่มีค่าเฉลี่ยฟันน้ํานมผุ ถอน อุดมากกว่า 4 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.005) อีกด้วย ผลการศึกษา สรุป ฟลูออไรด์วานิชให้ผลในการหยุดยั้งการลุกลามต่อของรอยผุเริ่มแรกในฟันหน้าน้ํานมบนด้านริมฝีปากในกลุ่ม เด็กที่มีอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3.5 ปี และในกลุ่มที่มีค่าเฉลี่ยฟันน้ํานมผุ ถอน อุดเท่ากับ 0-4 อย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติ เมื่อทาทุก 3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี


Endoscopic Hemostasis Treatment For Bleeding Peptic Ulcers, S. Luangjaru, N. Kladchareon May 2000

Endoscopic Hemostasis Treatment For Bleeding Peptic Ulcers, S. Luangjaru, N. Kladchareon

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Sport Competition: From Match To Match: What's The Role Of Medicine?, V. Wiwanitkit May 2000

Sport Competition: From Match To Match: What's The Role Of Medicine?, V. Wiwanitkit

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Community Health Survey Of Hauwtanon Tambon,Panusnikom District, May 1999, V. Lohsoonthorn, A. Vorayingyong May 2000

Community Health Survey Of Hauwtanon Tambon,Panusnikom District, May 1999, V. Lohsoonthorn, A. Vorayingyong

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Mixed Invasive Lobular Carcinoma I Invasive Ductalcarcinoma (Ilc/Idc) Of The Breast : A Case Report, D. Boonjunwetwat, D. Saetiew, P. Sampatanukul May 2000

Mixed Invasive Lobular Carcinoma I Invasive Ductalcarcinoma (Ilc/Idc) Of The Breast : A Case Report, D. Boonjunwetwat, D. Saetiew, P. Sampatanukul

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Laboratory Information System: Part Ii. Lis In Thailand, N. Charuruks May 2000

Laboratory Information System: Part Ii. Lis In Thailand, N. Charuruks

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


ระบบสารสนเทศในการบริหารจัดการ (Management Information System), อรพรรณ ลือบุญธวัชชัย May 2000

ระบบสารสนเทศในการบริหารจัดการ (Management Information System), อรพรรณ ลือบุญธวัชชัย

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

No abstract provided.


การส่งเสริมสุขภาพด้วยภูมิปัญญาไทย : อีกทางเลือกในการดูแลตนเอง, ภารดี นานาศิลป์ May 2000

การส่งเสริมสุขภาพด้วยภูมิปัญญาไทย : อีกทางเลือกในการดูแลตนเอง, ภารดี นานาศิลป์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

No abstract provided.


ผลของการใช้มาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาล ผู้ป่วยโรคเบาหวานต่อความพึงพอใจของผู้ป่วย และจํานวนวันนอนในโรงพยาบาล : โรงพยาบาลสมุทรสาคร (Effects Of Using The Standard Of Nursing Care For Diabetes Mellitus Patients' Satisfaction And Length Of Stay, Samut Sakhon Hospital), จุฬามณี คุณวุฒิ, ยุพิน อังสุโรจน์ May 2000

ผลของการใช้มาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาล ผู้ป่วยโรคเบาหวานต่อความพึงพอใจของผู้ป่วย และจํานวนวันนอนในโรงพยาบาล : โรงพยาบาลสมุทรสาคร (Effects Of Using The Standard Of Nursing Care For Diabetes Mellitus Patients' Satisfaction And Length Of Stay, Samut Sakhon Hospital), จุฬามณี คุณวุฒิ, ยุพิน อังสุโรจน์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อบริการพยาบาลที่ ได้รับและจำนวนวันนอนในโรงพยาบาลก่อนและหลังการใช้มาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย โรคเบาหวาน \nประชากร คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่รับไว้รักษา ณ หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่รับไว้รักษาในหอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิง และหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลสมุทรสาคร จำนวนทั้งสิ้น 75 คน (ก่อนการใช้มาตรฐานการพยาบาล 50 คน และหลังการใช้ มาตรฐานการพยาบาล 25 คน) การเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นแบบเฉพาะเจาะจง \nเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ชุด ได้แก่ มาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวาน แบบสังเกตกิจกรรมการพยาบาล แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อบริการพยาบาล และแบบบันทึก จํานวนวันนอนในโรงพยาบาล ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงและความเที่ยงแล้ว \nผลการวิจัยพบว่า \n1. ความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อบริการพยาบาล หลังการใช้มาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาล ผู้ป่วยโรคเบาหวานสูงกว่าก่อนการใช้มาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวาน อย่างมีนัยสำคัญ \nทางสถิติที่ระดับ .05 \n2. จํานวนวันนอนในโรงพยาบาลลดลง หลังการใช้มาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย โรคเบาหวาน แต่ไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ


ศึกษามโนทัศน์ ทฤษฎี และเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินความผูกพัน ระหว่างมารดาและทารกในวิทยานิพนธ์สาขาวิชาทางการพยาบาล (A Study Of Concepts, Theories, And Instruments Using In Assessment Of Maternal-Infant Attachment Of Master Thesis In Nursing), สุกัญญา แสงมุกข์ May 2000

ศึกษามโนทัศน์ ทฤษฎี และเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินความผูกพัน ระหว่างมารดาและทารกในวิทยานิพนธ์สาขาวิชาทางการพยาบาล (A Study Of Concepts, Theories, And Instruments Using In Assessment Of Maternal-Infant Attachment Of Master Thesis In Nursing), สุกัญญา แสงมุกข์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

No abstract provided.


ปกิณกะ : การประชุมพยาบาลนานาชาติ The New Nursing: Converging Conversation Of Education, Research And Practice ณ Madison, Wisconsin ประเทศสหรัฐอเมริกา, พวงเพ็ญ ชุณหปราณ May 2000

ปกิณกะ : การประชุมพยาบาลนานาชาติ The New Nursing: Converging Conversation Of Education, Research And Practice ณ Madison, Wisconsin ประเทศสหรัฐอเมริกา, พวงเพ็ญ ชุณหปราณ

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

No abstract provided.


การวิจัยเชิงผลลัพธ์เพื่อการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล (Outcome Research For Hospital Quality Development), ยุพิน อังสุโรจน์ May 2000

การวิจัยเชิงผลลัพธ์เพื่อการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล (Outcome Research For Hospital Quality Development), ยุพิน อังสุโรจน์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

No abstract provided.


ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล การจัดการความปลอดภัยในการทำงาน ของหัวหน้างานกับการปรับตัวภายหลังถูกทำร้ายของพยาบาลวิชาชีพ หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (Relationships Among Personal Factors, Work Safety Management Of Head Nurses, And Adaptation Of Professional Nurses After Being Assaulted, Emergency Department Regional Hospital And Medical Centers), ทองศุกร์ บุญเกิด, พวงเพ็ญ ชุณหปราณ May 2000

ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล การจัดการความปลอดภัยในการทำงาน ของหัวหน้างานกับการปรับตัวภายหลังถูกทำร้ายของพยาบาลวิชาชีพ หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (Relationships Among Personal Factors, Work Safety Management Of Head Nurses, And Adaptation Of Professional Nurses After Being Assaulted, Emergency Department Regional Hospital And Medical Centers), ทองศุกร์ บุญเกิด, พวงเพ็ญ ชุณหปราณ

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับตัว ภายหลังถูกทำร้ายของพยาบาลวิชาชีพ ความสัมพันธ์ ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล การจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้างานกับการปรับตัวภายหลังถูกทำร้าย ของพยาบาลวิชาชีพหน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลศูนย์ รวมทั้งศึกษาตัวแปรที่สามารถพยากรณ์ การปรับตัวภายหลังถูกทำร้ายของพยาบาลวิชาชีพ กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพหน่วยงานอุบัติเหตุและ ฉุกเฉินโรงพยาบาลศูนย์ จำนวน 210 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม การจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้างาน และแบบสอบถามการปรับตัวภายหลังถูกทำร้าย ของพยาบาลวิชาชีพที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาแล้ว และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .95 และ.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยค่าสัมประสิทธิ์การจรณ์และทดสอบทางสถิติ โดยการ ทดสอบไคสแควร์ และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ แบบเพิ่มตัวแปรเป็นขั้นตอน \nผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ \n1. ค่าเฉลี่ยการปรับตัวภายหลังถูกทำร้ายของพยาบาลวิชาชีพ หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลศูนย์ โดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าการปรับตัวภายหลังถูกทำร้ายของ พยาบาลวิชาชีพด้านการทำหน้าที่ในสังคม ด้านขวัญกำลังใจ และด้านภาวะสุขภาพ อยู่ในระดับดี \n2. การอบรมการป้องกันตัวและการจัดการความปลอดภัยในการทํางานของหัวหน้างาน มีความสัมพันธ์ กับการปรับตัวภายหลังถูกทำร้ายของพยาบาลวิชาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 05 \n3. ตัวแปรที่พยากรณ์การปรับตัวภายหลังถูกทําร้ายของพยาบาลวิชาชีพ หน่วยงานอุบัติเหตุ และฉุกเฉิน โรงพยาบาลศูนย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ การจัดการความปลอดภัยในการ ทำงานของหัวหน้างาน สามารถพยากรณ์การปรับตัวภายหลังถูกทําร้ายของพยาบาลวิชาชีพได้ร้อยละ 29.9 (R2 = .299) \nได้สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ \nการปรับตัวภายหลังถูกทำร้ายของพยาบาลวิชาชีพ = .546 การจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้างาน


ปกิณกะ : คุณค่าของชีวิต, ชลีกร บุญประเสริฐ May 2000

ปกิณกะ : คุณค่าของชีวิต, ชลีกร บุญประเสริฐ

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

No abstract provided.


Prognostic Classification For Esophageal Atresia Atking Chulalongkorn Memorial Hospital, M. Mekanantawat, S. Roekwibunsri, B. Chandrakamol, D. Viravidhaya, S. Chittmittrapap May 2000

Prognostic Classification For Esophageal Atresia Atking Chulalongkorn Memorial Hospital, M. Mekanantawat, S. Roekwibunsri, B. Chandrakamol, D. Viravidhaya, S. Chittmittrapap

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


A Knowledge Survey Of Medical Studentsabout Rational Tube Preparation, V. Wiwanitkit May 2000

A Knowledge Survey Of Medical Studentsabout Rational Tube Preparation, V. Wiwanitkit

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Intravenous Lidocaine Anesthesia For Ambulatory Surgeryof The Upper Extremities : Experience In Queensawang Wattana Memorial Hospital, P. Kitidumrongsook, A. Patradul, N. Sastravaha, S. Techapalokul Apr 2000

Intravenous Lidocaine Anesthesia For Ambulatory Surgeryof The Upper Extremities : Experience In Queensawang Wattana Memorial Hospital, P. Kitidumrongsook, A. Patradul, N. Sastravaha, S. Techapalokul

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Electronic Medical Textbook Generator, A. Nuchprayoon, I. Nuchprayoon, C. Thannuwat Apr 2000

Electronic Medical Textbook Generator, A. Nuchprayoon, I. Nuchprayoon, C. Thannuwat

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Laboratory Information System: Part I. Its Role And Importance In This Era., N. Charuruks Apr 2000

Laboratory Information System: Part I. Its Role And Importance In This Era., N. Charuruks

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Laboratory Medicine Aspects In Oncology, V. Wiwanitkit, J. Sutheesophon Apr 2000

Laboratory Medicine Aspects In Oncology, V. Wiwanitkit, J. Sutheesophon

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ Apr 2000

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

Thai Environment

No abstract provided.


เราจะควบคุม Haps ได้อย่างไร, นพภาพร พานิช Apr 2000

เราจะควบคุม Haps ได้อย่างไร, นพภาพร พานิช

Thai Environment

HAPs คืออะไร HAPs ย่อมาจาก Hazardous Air Pollutants ซึ่ง หมายถึงสารมลพิษทางอากาศที่เป็นสารอันตราย หรือ หมายถึง Toxic Air Pollutants ซึ่งเป็นสารที่สามารถ ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง โดยอาจเป็น ต้นเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ ในประเทศสหรัฐอเมริกา นั้นมีสารจำนวน 189 ชนิด ที่ถูกจัดให้เป็นสารประเภท HAPS และกำหนดเป็นนโยบายในการที่จะลดการ ระบายสารมลพิษประเภทนี้ลงให้มากที่สุด ตัวอย่างของ สารที่จัดอยู่ในกลุ่มของ HAPS ได้แก่ สารโลหะหนัก เช่น ปรอท และโครเมี่ยม สารอินทรีย์ เช่น Benzene, 1, 3-Butadiene, Perchloroethylene, Dioxins la Polycyclic Organic Matter (POM) เป็นต้น