Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 2821 - 2850 of 37620

Full-Text Articles in Entire DC Network

The Management Of Khon Performance For Foreign Audiences : A Case Study Of The Khon Performance At Sala Chalermkrung Royal Theatre, Haruna Suzuki Jan 2024

The Management Of Khon Performance For Foreign Audiences : A Case Study Of The Khon Performance At Sala Chalermkrung Royal Theatre, Haruna Suzuki

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This independent study explores the management strategies implemented at Sala Chalermkrung Royal Theatre to adapt the traditional Thai masked dance drama, Khon, for foreign audiences. Khon, recognized as a UNESCO Intangible Cultural Heritage, faces challenges in maintaining relevance amidst globalization and changing audience preferences. The primary objectives of this research were 1) To identify the methods and approaches used in Khon performances at Sala Chalermkrung for foreign audiences; 2) To investigate the management strategies implemented to balance cultural authenticity with accessibility; and 3) To explore the perceptions of theatre producers, performers, and artists regarding the effectiveness and cultural importance of …


นโยบายกลาโหมของมาเลเซีย ค.ศ. 2022 ถึง 2024: การวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เลิศชัย จิรากร Jan 2024

นโยบายกลาโหมของมาเลเซีย ค.ศ. 2022 ถึง 2024: การวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เลิศชัย จิรากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้วิเคราะห์นโยบายกลาโหมมาเลเซียระหว่างปี ค.ศ. 2022 ถึง 2024 โดยวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงหลายมิติที่ปรากฏชัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การศึกษาใช้กรอบทฤษฎี โดยมองจากทฤษฎีสัจนิยมใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับปัจจัยขับเคลื่อนและลักษณะพฤติกรรมทางยุทธศาสตร์ของมาเลเซีย บริบทระหว่างประเทศลักษณะเด่นคือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อในทะเลจีนใต้ การเสริมสร้างกำลังทหารของประเทศเพื่อนบ้าน การเพิ่มขึ้นของภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น สงครามไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ และความจำเป็นต่อเนื่องในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ จากมุมมองของทฤษฎีสัจนิยมใหม่ นโยบายกลาโหมมาเลเซียสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการตอบสนองอย่างสมเหตุสมผลต่อระบบอนาธิปไตยระหว่างประเทศ และสภาวะทางแพร่งด้านความมั่นคงในภูมิภาค การแสดงบทบาทเชิงรุกอย่างต่อเนื่องของมหาอำนาจ โดยเฉพาะกิจกรรมของจีนในทะเลจีนใต้ซึ่งส่งผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจจำเพาะและการอ้างอธิปไตยของมาเลเซีย ผลักดันให้มาเลเซียให้ความสำคัญกับการอยู่รอดของชาติและกลไกการพึ่งพาตนเอง ซึ่งปรากฏชัดในความมุ่งมั่นปรับปรุงกลาโหมมาเลเซียให้ทันสมัย การเพิ่มงบประมาณกลาโหม สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นตามแนวคิดสัจนิยมใหม่ในการสร้างขีดความสามารถในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง การให้ความสำคัญกับการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนยังคงมีความสำคัญสูงสุด


ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แนบแน่นระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐอเมริกา: อุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของดูเตอร์เตที่มีต่อสหรัฐอเมริกา, โสมนัส ทองคำ Jan 2024

ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แนบแน่นระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐอเมริกา: อุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของดูเตอร์เตที่มีต่อสหรัฐอเมริกา, โสมนัส ทองคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐอเมริกา โดยครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ยุคอาณานิคมของสหรัฐฯ จนถึงยุคสมัยของประธานาธิบดีดูเตอร์เต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยส่งผลให้ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศยังคงเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของดูเตอร์เต อันเนื่องมาจากการที่ดูเตอร์เตได้พยายามสร้างระยะห่างระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ โดยเลือกที่จะกระชับความสัมพันธ์กับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศได้หยั่งรากลึกอย่างมั่นคง โดยมีปัจจัยหลักสองประการเป็นแรงขับเคลื่อน ปัจจัยแรกคือความท้าทายภายนอก เช่น ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายข้ามชาติ และผลกระทบในระดับโลกจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปัญหาเหล่านี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกับพันธมิตรด้านความมั่นคงที่ได้รับการยอมรับ ปัจจัยที่สองคือความท้าทายภายใน ได้แก่ ความสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกอย่างแน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ ภายในกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองของฟิลิปปินส์ กองทัพ สถาบันของรัฐ และสังคมโดยรวม แม้ว่าดูเตอร์เตในช่วงแรกแสดงท่าทีที่เผชิญหน้ากับสหรัฐฯ แต่การเกิดขึ้นของภัยคุกคามจากภายนอกและแรงกดดันภายในประเทศ ในท้ายที่สุดก็ทำให้ดูเตอร์เตต้องปรับจุดยืนของตนใหม่และกลับมาร่วมมือกับสหรัฐฯ อีกครั้ง สิ่งนี้เน้นย้ำให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญและยั่งยืนของความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค


โครงการอาหารโลกกับความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดาน (ค.ศ. 2019 - 2024), ไอริณ เลาห์ภูติ Jan 2024

โครงการอาหารโลกกับความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดาน (ค.ศ. 2019 - 2024), ไอริณ เลาห์ภูติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางของโครงการอาหารโลก (World Food Programme: WFP) ในการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดานระหว่างปี ค.ศ. 2019 - 2024 รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบจากการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าว โดยผู้วิจัยใช้กรอบความคิดที่มององค์การระหว่างประเทศเป็นหน่วยที่มีอำนาจใช้บังคับ (International Organizations as Bureaucracies) เพื่อวิเคราะห์การดำเนินงานของ WFP ภายใต้เงื่อนไขที่ซับซ้อนของซูดาน อันได้แก่ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการใช้ความรุนแรง เศรษฐกิจที่ตกต่ำ สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)จากการศึกษาพบว่า แม้ WFP จะสามารถบรรเทาวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารได้ในเฉพาะหน้า แต่ในความเป็นจริงไม่อาจสร้างผลกระทบในเชิงบวกที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในซูดานได้ และย่อมหมายถึง WFP ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2 ยุติความหิวโหย (SDG 2 Zero Hunger) ได้เช่นกัน เนื่องจากแนวทางที่กำหนดมาเพื่อใช้แก้ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดานไม่ได้มุ่งแก้ไขที่ต้นเหตุแท้จริง อันเป็นผลมาจากความเป็นหน่วยที่มีอำนาจใช้บังคับซึ่งสร้างข้อจำกัดให้กับ WFP ในการดำเนินงานดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ


ฟินแลนด์กับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการต่างประเทศนำไปสู่การเป็นสมาชิกนาโต, ไอวริณ ศิลปะ Jan 2024

ฟินแลนด์กับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการต่างประเทศนำไปสู่การเป็นสมาชิกนาโต, ไอวริณ ศิลปะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงแนวคิดจากนโยบายความเป็นกลางของฟินแลนด์ไปสู่การสมัครเป็นสมาชิกนาโต และวิเคราะห์ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ฟินแลนด์เปลี่ยนมุมมองและรู้สึกว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคาม โดยในการศึกษาครั้งนี้ ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเชิงเอกสารเป็นหลัก มาประกอบการวิเคราะห์จากการศึกษาพบว่า ฟินแลนด์พยายามและมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายความเป็นกลาง เพื่อความอยู่รอด รักษาผลประโยชน์ของประเทศ และปรารถนาที่จะอยู่นอกเหนือผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันของมหาอำนาจ โดยสืบทอดแนวนโยบายความเป็นกลางผ่านบทบาททางการเมืองของผู้นำฟินแลนด์มาหลายรุ่น ตามแนวทาง Paasikivi-Kekkonen ในปี 2022 หลังจากเหตุการณ์รัสเซียบุกยูเครน ฟินแลนด์วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ความมั่นคง ซึ่งชี้ว่าฟินแลนด์ตกอยู่ในความเสี่ยงอาจถูกคุกคามความมั่นคง ผู้นำฟินแลนด์ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจครั้งนี้ ปัจจัยแรก การรับรู้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเกี่ยวกับรัสเซียว่าเป็นภัยคุกคามทางทหาร ได้แก่ รัสเซียสามารถที่จะโจมตีเพื่อนบ้านของตน การระบาดของสงครามแสดงให้เห็นข้อจำกัดที่ชัดเจนในการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ประเทศอื่นๆ และการโจมตีของรัสเซียตอกย้ำว่ารัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์สามารถสร้างพื้นที่สำคัญสำหรับการซ้อมรบได้ ปัจจัยที่สอง การเปลี่ยนแปลงกระแสความคิดเห็นของสาธารณชนที่สนับสนุนการเข้าร่วมนาโต ชาวฟินแลนด์แสดงความพึงพอใจและสนับสนุนในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตและต้องการความมั่นคงในรูปแบบพันธมิตรทางทหารอย่างมาก ผลการสำรวจฯพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 76 เห็นด้วยและสนับสนุนการเป็นสมาชิกนาโต และร้อยละ 12 ไม่เห็นด้วย ปัจจัยดังกล่าวได้นำฟินแลนด์มุ่งสู่การสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตสำเร็จสมบูรณ์ (สมาชิกลำดับที่ 31) เมื่อ 4 เมษายน 2023


ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (Ta’Ang National Liberation Army: Tnla) และจีน ภายใต้สภาวะรัฐล้มเหลวของรัฐบาลทหารเมียนมา, กรชวัลย์ จุ้มฝน Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (Ta’Ang National Liberation Army: Tnla) และจีน ภายใต้สภาวะรัฐล้มเหลวของรัฐบาลทหารเมียนมา, กรชวัลย์ จุ้มฝน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) และจีน ภายใต้สภาวะรัฐล้มเหลวของรัฐบาลทหารเมียนมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัย ที่ส่งผลต่อการขยายอิทธิพลของ TNLA ในรัฐฉานเหนือและกลายเป็นหนึ่งในกองกำลังหลักในการต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาในช่วงต้นทศวรรษ 2550 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและ TNLA ในด้านการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ ว่ามีผลต่อพลวัตการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของ TNLA อย่างไร โดยใช้กรอบแนวคิดรัฐล้มเหลว (failed states) ในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า การเติบโตของ TNLA มิได้เป็นผลจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นผลจากกระบวนการที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2552 TNLA ได้พัฒนาศักยภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในด้านศักยภาพทางการทหาร โครงสร้างการปกครองในพื้นที่ควบคุม และเครือข่ายเศรษฐกิจข้ามพรมแดน โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2564 ที่ส่งผลให้เมียนมาเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวอย่างชัดเจน รัฐบาลทหารเมียนมาสูญเสียความสามารถในการควบคุมพื้นที่ชายแดน การจัดบริการสาธารณะ และความชอบธรรมทางการเมือง เปิดโอกาสให้ TNLA สถาปนาอำนาจควบคุมพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ในบริบทดังกล่าว จีนซึ่งมีผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในรัฐฉานเหนือ ได้ดำรงความสัมพันธ์กับ TNLA ในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ ผ่านกลไกเศรษฐกิจชายแดน การค้า การลงทุน และการสนับสนุนทางทหารทางอ้อม ซึ่งช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของ TNLA ทั้งในมิติทางทหารและการเมืองอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจีนก็ได้ใช้กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธอย่าง TNLA เป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพตามแนวชายแดนและคุ้มครองผลประโยชน์ของตนในรัฐฉานเหนือ ดังนั้น พลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับ TNLA จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของจีนในฐานะผู้มีอิทธิพลสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเมียนมา รวมทั้งต่อการเติบโตของกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธตามแนวชายแดน และทิศทางของรัฐล้มเหลวในอนาคตว่าจะสามารถฟื้นฟู สู่ความเป็นรัฐที่มีเสถียรภาพและความชอบธรรม หรือจะดำรงอยู่ในสถานะรัฐเปราะบางซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจต่อไปxx


บทบาทของพลอากาศเอกสิทธิ เศวตสิลา กับการดำเนินนโยบายต่างประเทศไทยต่อกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ. 1980 - 1990, ชัชชญา ศรีเมือง Jan 2024

บทบาทของพลอากาศเอกสิทธิ เศวตสิลา กับการดำเนินนโยบายต่างประเทศไทยต่อกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ. 1980 - 1990, ชัชชญา ศรีเมือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งนี้วิเคราะห์บทบาทของพลอากาศเอกสิทธิ เศวตสิลา ในการกำหนดนโยบายต่างประเทศไทยต่อกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ. 1980–1990 ซึ่งเป็นช่วงที่เวียดนามรุกรานกัมพูชาและส่งผลต่อความมั่นคงของภูมิภาค โดยใช้กรอบแนวคิดเรื่องบทบาท (Role Theory) และคุณลักษณะเฉพาะของผู้ตัดสินใจ (Idiosyncratic Variables) พบว่าพลอากาศเอกสิทธิฯ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีบทบาทนำในการผลักดันให้ไทยใช้เวทีอาเซียนสร้างความเป็นเอกภาพ แสวงหาแนวร่วมระหว่างประเทศ และยึดหลักสันติวิธีในการจัดการกับวิกฤตกัมพูชา พร้อมทั้งสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลผสมเขมรสามฝ่ายได้รับการยอมรับจากนานาชาติ นอกจากนี้ บุคลิกภาพ ความซื่อสัตย์ ประสบการณ์ทางทหาร และทักษะการทูตของเขา ล้วนส่งผลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของปัจเจกบุคคลในฐานะผู้ตัดสินใจ และบทบาทของไทยในฐานะผู้นำระดับภูมิภาคที่ส่งเสริมสันติภาพในอินโดจีน


กองทัพอากาศไทยกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม กรณีศึกษาการอพยพคนไทยจากสถานการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ, ฐปพล ด่านตระกูล Jan 2024

กองทัพอากาศไทยกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม กรณีศึกษาการอพยพคนไทยจากสถานการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ, ฐปพล ด่านตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของกองทัพอากาศไทยในการอพยพคนไทยจากสถานการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ และเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติการและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายของภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมมุติฐานหลักของงานวิจัยนี้เสนอว่า การพัฒนาสมรรถนะของการอพยพคนไทยออกจากสถานการณ์วิกฤตในต่างประเทศขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ บริบทที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์วิกฤต กรอบกฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการอพยพคนในภาวะสงครามและความขัดแย้ง บทเรียนของกองทัพอากาศในการปฏิบัติภารกิจที่ผ่านมา และแนวทางปฏิบัติที่ดีของต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา สารนิพนธ์นำปัจจัยเหล่านี้มาวิเคราะห์ผ่านแผนภาพก้างปลา (Fishbone Diagram) โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด 4M1E (Man, Machine, Material, Method, Environment) และกรอบการจัดการวิกฤต (Crisis Management) ผลการศึกษาตามกรอบดังกล่าวพบว่า กองทัพอากาศไทยสามารถวางแนวทางพัฒนาปฏิบัติการอพยพคนไทยออกจากสถานการณ์วิกฤตในต่างประเทศโดยให้ความสำคัญกับปัจจัยภายใน 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร อากาศยาน อุปกรณ์ และที่สำคัญที่สุดคือ แบบแผนวิธีการปฏิบัติงานที่มีการฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในการกำหนดแนวทางสำหรับปฏิบัติการแต่ละครั้ง สารนิพนธ์ยังเน้นความสำคัญของมาตรฐานระหว่างประเทศและปัจจัยในสถานการณ์วิกฤตต่างประเทศในกระบวนการวางแผนภารกิจและการประสานงานกับหน่วยงานภายในและภายนอก จากผลการศึกษาดังกล่าว ผู้วิจัยจัดข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 5 ประการ ได้แก่ 1) พัฒนากลไกการประสานงาน 2) พัฒนาคู่มือการปฏิบัติการอพยพคนไทยในต่างประเทศ 3) เตรียมพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินอยู่เสมอ 4) ส่งเสริมระบบการฝึกซ้อมให้เพียงพอ และ 5) มีระบบประเมินผลที่มีคุณภาพ


ปัจจัยภายในของอาเซียนที่ส่งผลต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค, ตปนีทัศไนย์ หาญพูนวิทยา Jan 2024

ปัจจัยภายในของอาเซียนที่ส่งผลต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค, ตปนีทัศไนย์ หาญพูนวิทยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยการเมืองภายในประเทศในอาเซียน ที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าหรือความล่าช้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค ภายใต้บริบทของโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิด Neoclassical Realism ซึ่งนอกจากปัจจัยภายนอกของรัฐแล้ว ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยภายในของรัฐ เช่น เสถียรภาพทางการเมือง วิธีการตัดสินใจของผู้นำ ความสามารถในการบริหารจัดการ และแรงสนับสนุนจากภายในประเทศในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ จากการศึกษากรณีตัวอย่างจำนวน 4 โครงการ ในความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบรางระหว่างประเทศในอาเซียนกับจีน ทั้งที่แล้วเสร็จและยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ พบว่าระดับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จของโครงการต่าง ๆ มีผลมาจากปัจจัยทางการเมืองภายในของแต่ละประเทศ โครงการความร่วมมือกับจีนผ่านระบบรางจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยเสถียรภาพทางการเมือง ความชัดเจนทางนโยบาย และการสนับสนุนในระดับผู้นำอย่างต่อเนื่อง หากขาดปัจจัยเหล่านี้ ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดความล่าช้า แม้จะมีเจตนาดีที่จะร่วมลงทุนหรือมีความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศแล้วก็ตาม


การจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 : กรณีศึกษาแรงงานชาวเมียนมา, ธนิษฐา ป้อมทอง Jan 2024

การจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 : กรณีศึกษาแรงงานชาวเมียนมา, ธนิษฐา ป้อมทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการจัดการแรงงานข้ามชาติของไทยในช่วงปีพ.ศ. 2564 - 2566 โดยศึกษาการจัดการแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย กรณีศึกษาแรงงานเมียนมา และความ ท้าทายในการกำหนดนโยบายหรือมาตราการด้านแรงงานต่อแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงการเผชิญความท้าทายต่อการจัดการแรงงานงานข้ามชาติเมียนมา ด้านแรงงานของไทยในช่วงระหว่างปี 2564-2566 อย่างไร ภายใต้ทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice Theory) มาเป็นการส่วนประกอบการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่าการกำหนดนโยบายหรือมาตราการด้านแรงงานต่อแรงงานข้ามชาติของประเทศไทยเป็นไปตามความต้องการของตลาดที่ต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้คณะรัฐมนตรีผู้ซึ่งกำหนดนโยบายของไทยจำเป็นต้องออกนโยบายหรือมาตรการในการจัดการแรงงานข้ามชาติเพื่อตอบสนองต่อความต้องการนี้ในแต่ละปี โดยมักเป็น ในรูปแบบการผ่อนผันการขึ้นทะเบียนของแรงงานผิดกฎหมาย หรือผ่อนผันกลุ่มแรงงานเดิม ที่การอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงให้สามารถทำงานกับนายจ้างต่อไปได้ตามที่มติกำหนด เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในตลาด โดยเฉพาะในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม งานก่อสร้าง และแรงงานในบ้าน และเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องและในระยะสั้นเท่านั้น รวมทั้งยังไม่สามารถลดจำนวนแรงงานข้ามชาติ ที่ลักลอบเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายได้มากเท่าที่ควร ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้อาจก่อนให้เกิดขบวนการลักลอบพาคนเข้าเมือง และการแสวงหาผลประโยชน์จากนายหน้าหรือเจ้าหน้าที่ ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายที่ไม่ละเมิดสิทธิต่าง ๆ ของแรงงานข้ามชาติ กระทบต่อภาพลักษณ์ และอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการเจรจาระหว่างประเทศที่ไทยกำลังดำเนินอยู่


The Problem Of Copyright Infringement In Text And Data Mining (Tdm) Under The Copyright Act B.E. 2537: A Comparative Study Between Thailand, The United States, The United Kingdom, Japan And China, Pornpepat Suwannachairob Jan 2024

The Problem Of Copyright Infringement In Text And Data Mining (Tdm) Under The Copyright Act B.E. 2537: A Comparative Study Between Thailand, The United States, The United Kingdom, Japan And China, Pornpepat Suwannachairob

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This article examines the problem of copyright infringement in the context of Text and Data Mining (TDM) under Thailand’s Copyright Act B.E. 2537 (1994), comparing it with the legal frameworks of the United States, the United Kingdom, Japan, and China. TDM, a key process in extracting insights from large datasets, often requires reproducing copyrighted materials, raising copyright infringement concerns. While countries like Japan and the U.S. have adopted flexible or specific exceptions facilitating TDM, Thailand’s current legal structure, particularly Section 32 and its interpretation by the Supreme Court, offers limited scope for such activities. This restrictiveness hinders innovation and places …


Legal Ambiguities Of Anonymous Shareholder Under A Nominee Shareholding Agreement In China, Meng Lin Jan 2024

Legal Ambiguities Of Anonymous Shareholder Under A Nominee Shareholding Agreement In China, Meng Lin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The nominee shareholding agreement, as a flexible investment arrangement, caters to the specific needs of the Chinese commercial environment, such as safeguarding privacy, circumventing investment restrictions, and facilitating the intergenerational transfer of family businesses. While such agreements have played a positive role in broadening investment channels and promoting the development of a market-oriented economy, their inherent secrecy and lack of regulatory clarity have also introduced instability and legal uncertainty into the market. Despite the widespread use of nominee shareholding agreements in China, there is still no comprehensive and explicit legal framework to define their nature or to regulate their use. …


Legal Issues Of Consumer Rights Protection In China’S Cross-Border E-Commerce Under The Rcep Framework, Peilin Zhang Jan 2024

Legal Issues Of Consumer Rights Protection In China’S Cross-Border E-Commerce Under The Rcep Framework, Peilin Zhang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research examines legal shortcomings in China’s cross-border e-commerce consumer protection regime under the RCEP framework. It identifies key issues including fragmented jurisdiction, inadequate Online Dispute Resolution (ODR) mechanisms, insufficient personal information safeguards, and weak regulatory coordination. Although China’s E-Commerce Law and related statutes have established a foundation, they fall short in addressing cross-border complexities. Drawing on RCEP’s consumer protection provisions, the study proposes targeted reforms: improving jurisdictional clarity through party autonomy and denationalization principles; clarifying the legal status of ODR and unifying procedural standards; strengthening personal information protection through tiered consent and clear withdrawal mechanisms; and enhancing inter-agency coordination …


การพัฒนามาตรการทางกฎหมายเพื่อการส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินในธุรกิจที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหาร, สุดจิรา เรืองทิพย์พิพัฒน์ Jan 2024

การพัฒนามาตรการทางกฎหมายเพื่อการส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินในธุรกิจที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหาร, สุดจิรา เรืองทิพย์พิพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษากฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินในภาคธุรกิจอาหาร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดขยะอาหาร เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 2 และ SDG 12) โดยใช้การวิจัยเอกสารเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับกฎหมายของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (โดยเฉพาะฝรั่งเศส) และแคนาดา ร่วมกับการประมวลทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อศึกษาทางกฎหมายด้านความรับผิดของผู้บริจาค แรงจูงใจทางภาษี มาตรฐานความปลอดภัย ตลอดจนความเป็นไปได้ในการนำเครื่องมือคาร์บอนเครดิตมาใช้ในบริบทไทย ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยยังขาดกฎหมายเฉพาะในการคุ้มครองผู้บริจาค ขาดสิทธิประโยชน์ทางภาษี และยังไม่มีแนวทางกลางด้านความปลอดภัยของอาหารบริจาค ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการบริจาคจากภาคธุรกิจ ผู้วิจัยเสนอให้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริจาคอาหารและลดการสูญเสียอาหาร กำหนดนิยาม หลักเกณฑ์ และความคุ้มครอง จัดตั้งกองทุนเยียวยาและสนับสนุนระบบประกันภัย เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี พัฒนา ระบบ e-Donation ควบคู่การตรวจสอบย้อนกลับ ออกแนวทางกลางด้านความปลอดภัย และนำการบริจาคอาหารเข้าสู่โครงการ T-VER มาตรการเหล่านี้จะสร้างกรอบกฎหมายที่ส่งเสริมการบริจาคอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ประโยชน์สาธารณะ และความยั่งยืนของประเทศ


การคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางด้านการโฆษณา, วิทิต แทบทาม Jan 2024

การคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางด้านการโฆษณา, วิทิต แทบทาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยเกณฑ์ (benchmarks) จากการกระทำที่เป็นการหลอกลวงให้เข้าใจผิดตามกฎเกณฑ์กลางของสหภาพยุโรป Unfair Commercial Practices Directive (DIRECTIVE 2005/29/EC) และการประยุกต์ใช้ของประเทศที่อนุวัติการกฎเกณฑ์กลางของสหภาพยุโรปดังกล่าว โดยใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสารศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากเอกสารภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เช่น กฎหมายของประเทศไทย กฎหมายของต่างประเทศ คำพิพากษาของศาล ตำราทางกฎหมาย บทความทางกฎหมาย รวมทั้งข้อมูลเอกสารทางกฎหมายที่ปรากฏอยู่ในรูปแบบของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์หาแนวทางของข้อพิจารณาเรื่องทัศนคติของผู้บริโภคและข้อพิจารณาเพิ่มเติมเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางจากการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ผลการวิจัยพบว่าประเทศไทยควรมีการกำหนดทัศนคติของผู้บริโภคในการให้ความคุ้มครองด้านการโฆษณา เพื่อเป็นจุดอ้างอิงในการพิจารณาการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม แต่ไม่จำเป็นต้องมีมาตรฐานทัศนคติสูงเทียบเท่าสหภาพยุโรปและการนิยามผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางแบบสหภาพยุโรปไม่มีความจำเป็นสำหรับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ในการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางด้านการโฆษณา เนื่องจากท้ายที่สุดนำมาซึ่งการคุ้มครองความเสียหายที่จะเกิดกับผู้บริโภคได้เช่นเดียวกันกับแนวทางที่ประเทศไทยปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน แต่สามารถนำมาเสริมเป็นหลักการเบื้องหลังในการพิจารณาช่วยคัดกรองประเภทของข้อความที่ควรควบคุมเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางได้ผลการวิจัยพบว่าประเทศไทยควรมีการกำหนดทัศนคติของผู้บริโภคในการให้ความคุ้มครองด้านการโฆษณา เพื่อเป็นจุดอ้างอิงในการพิจารณาการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม แต่ไม่จำเป็นต้องมีมาตรฐานทัศนคติสูงเทียบเท่าสหภาพยุโรปและการนิยามผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางไม่มีความจำเป็นสำหรับการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางด้านการโฆษณาในบริบทของประเทศไทย เนื่องจากท้ายที่สุดนำมาซึ่งการคุ้มครองความเสียหายที่จะเกิดกับผู้บริโภคได้เช่นเดียวกันกับแนวทางที่ประเทศไทยปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน แต่สามารถนำมาเสริมเป็นหลักการเบื้องหลังในการพิจารณาช่วยคัดกรองประเภทของข้อความที่ควรควบคุมเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางได้ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการเพิ่มเติมเรื่องทัศนคติของผู้บริโภคโดยกำหนดไว้ในกฎกระทรวงซึ่งเป็นกลไกที่กฎหมายได้บัญญัติรองรับไว้แล้วและในการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางด้านการโฆษณา ให้นำกระบวนการตาม Article 5(3) ของ UCPD ใช้เป็นหลักการเบื้องหลังในการพิจารณาข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ “อาจ” เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค เพื่อช่วยคัดกรองประเภทของข้อความที่ควรควบคุม ในกรณีที่ข้อความนั้นอาจกระทบต่อการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการต่อผู้บริโภค 3 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่มีข้อจำกัดอายุ ผู้ที่มีข้อจำกัดทางกายหรือจิตใจ ผู้ที่มีข้อจำกัดด้านวิจารณญาณ พร้อมข้อพิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางด้วยแนวทางที่ยึดตามกลุ่ม (Class based approach) และแนวทางที่ยึดตามสภาวะ (State based approach)


มาตรการทางกฎหมายกรณีคู่สัญญาไม่ได้กำหนดกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ, ธมนวรรณ พันธุ์สาย Jan 2024

มาตรการทางกฎหมายกรณีคู่สัญญาไม่ได้กำหนดกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ, ธมนวรรณ พันธุ์สาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ไม่ได้บัญญัติเรื่องหลักเกณฑ์ในการเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการไว้อย่างชัดเจน ทำให้เกิดคำถามและปัญหาในการตีความว่าอนุญาโตตุลาการจะมีวิธีเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในทางพาณิชย์ระหว่างประเทศอย่างไร บทความนี้กล่าวถึงปัญหาบางประการของการพิจารณาเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ ได้แก่ ปัญหาความไม่ชัดเจนในบทบัญญัติว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และปัญหาการเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ โดยศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ ประเทศสิงคโปร์ และประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อวิเคราะห์ประเด็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยกับต่างประเทศ อันจะเป็นแนวทางในการแก้ไขพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ต่อไป


กฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์: ศึกษาเฉพาะกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, มุก จันทร์ศรี Jan 2024

กฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์: ศึกษาเฉพาะกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, มุก จันทร์ศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบัญญัติกฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามคำแนะนำขององค์กรด้านประชาธิปไตย เพื่อศึกษาวิธีการเลือกตั้งและกฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา (รัฐฟลอริดา รัฐหลุยส์เซียน่า รัฐจอร์เจีย และรัฐโอคลาโฮม่า) ประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย (เขตปกครองนครหลวงออสเตรเลีย) และประเทศเอสโตเนีย เพื่อเสนอแนะหลักเกณฑ์ในการบัญญัติกฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับบังคับใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในอนาคต ผลการศึกษาพบว่า การเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องเคารพหลักการสำคัญของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ได้แก่ หลักการเลือกตั้งโดยทั่วไป โดยตรง เสมอภาค เสรีและลับ และหลักเกณฑ์ในการบัญญัติกฎหมายสำหรับการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ควรประกอบด้วยเนื้อหาสาระ ดังนี้ การรับรองการจัดการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การรับรองหลักการสำคัญของเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย รูปแบบการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาใช้ บทนิยามศัพท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงคะแนนเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ การทดสอบและรับรองเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ การมีเครื่องบันทึกกระดาษสำหรับตรวจสอบโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (Voter Verifiable Paper Audit Trail - VVPAT) ขั้นตอนการลงคะแนนและการนับคะแนนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การรักษาความปลอดภัยของการลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ การตรวจสอบผลการเลือกตั้ง การคัดค้านการเลือกตั้ง การนับคะแนนใหม่ การเก็บรักษาข้อมูลการลงคะแนน บทกำหนดโทษกรณีฝ่าฝืนการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเข้าถึงของผู้มีส่วนได้เสีย และความรับผิดชอบของผู้ขายอุปกรณ์การเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้อเสนอแนะของการวิจัย ได้แก่ ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยยกเลิกความในมาตรา 83 วรรคสอง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งหรือโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้ลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ” และควรแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 โดยเพิ่มหมวด 5/1 การออกเสียงลงคะแนนและการนับคะแนนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์


ประเด็นปัญหาวัคซีนโควิด-19 ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551, สุขัณ ถิรวรานันท์ Jan 2024

ประเด็นปัญหาวัคซีนโควิด-19 ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551, สุขัณ ถิรวรานันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้วัคซีนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีบทบาทสำคัญต่อสาธารณสุข แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ผลิตและผู้นำเข้าวัคซีน ในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงหรือความเสียหายต่อผู้รับวัคซีน งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นปัญหาทางกฎหมายของวัคซีนโควิด-19 ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 รวมทั้งเปรียบเทียบกับแนวทางของกฎหมายต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และญี่ปุ่น จากการศึกษา พบว่า แม้พระราชบัญญัติฯ ของไทยจะกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ามีความรับผิดโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด (strict liability) แต่ยังขาดข้อยกเว้นที่สำคัญ เช่น หลัก “สถานะความรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาการ” (State of the Art Defense) และระบบการชดเชยความเสียหายแบบไม่ต้องพิสูจน์ความผิด (No-Fault Compensation System) ที่มีในกฎหมายของประเทศเปรียบเทียบ การขาดข้อยกเว้นดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคและการส่งเสริมนโยบายสาธารณสุข โดยเฉพาะในกรณีที่วัคซีนมีความเสี่ยงโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้วิจัยเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯ โดยบัญญัติข้อยกเว้น “สถานะความรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาการ” (State of the Art Defense) ให้ชัดเจน จัดตั้งกองทุนเยียวยาความเสียหายจากวัคซีนแบบ No-Fault และพัฒนาระบบการแจ้งเตือนและการยินยอมโดยชัดเจน (Informed Consent) เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อนสูงและมีผลกระทบในระดับสาธารณสุขอย่างกว้างขวาง


การปฏิเสธการให้ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน, ดรินรัก การธราชว์ Jan 2024

การปฏิเสธการให้ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน, ดรินรัก การธราชว์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และเปรียบเทียบปัญหาความรับผิดทางอาญากรณีปฏิเสธการให้ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวของประเทศไทยกับกฎหมายต่างประเทศ เนื่องจาก การดำเนินคดีอาญาส่วนใหญ่กระทบสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล ยิ่งไปกว่านั้น ในประเทศไทย มีเพียงโทษทางอาญาที่นำมาใช้กับผู้ต้องหาที่ปฏิเสธการให้ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิของผู้ต้องหาในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจนเกินสมควรแก่เหตุ จึงเห็นสมควรให้บัญญัติมาตรการบังคับทางปกครอง นอกเหนือจากการลงโทษทางอาญาเพิ่มเติมไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย


ความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก, ภัทรานิษฐ์ พรหมอารักษ์ Jan 2024

ความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก, ภัทรานิษฐ์ พรหมอารักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก โดยเป็นการศึกษาด้วยวิธีวิจัยทางเอกสารด้วยวิธีพรรณนาและวิเคราะห์โดยทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากบทบัญญัติกฎหมาย คำพิพากษาศาล หนังสือตำรา และบทความเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ การจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงสามารถพบได้ทั่วไป โดยมีผลทางกฎหมายให้บริษัทแม่กับบริษัทลูกเป็นคนละนิติบุคคลกัน และความรับผิดแยกต่างหากจากกันตามหลักการแบ่งแยกความเป็นนิติบุคคลของบริษัทและหลักการจำกัดความรับผิดของผู้ถือหุ้น ตามลำดับ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ผู้เสียหายจะเรียกให้รับผิดได้ก็แต่บริษัทลูกเท่านั้น อย่างไรก็ดี บางครั้งการเรียกร้องกับบริษัทลูกไม่เป็นผล หรือมีบางสถานการณ์ที่บริษัทแม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้เสียหายจึงมีความพยายามเรียกร้องค่าเสียหายกับบริษัทแม่ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ยังไม่มีบทบัญญัติให้บริษัทแม่เข้ามารับผิดชอบในความเสียหายจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก หากบริษัทแม่มีส่วนร่วมในแหล่งกำเนิดมลพิษหรือกำกับดูแลบริษัทลูก แต่ขาดการยึดถือแหล่งกำเนิดมลพิษทางกายภาพหรือเจตนาครอบครองเพื่อตนเองอย่างใดอย่างหนึ่งไป อันไม่ครบองค์ประกอบของการเป็นผู้ครอบครอง หากบริษัทแม่มีการกระทำที่ไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลของบริษัทลูกที่ไม่ใช่การกระทำละเมิด แต่เป็นการใช้โครงสร้างความเป็นนิติบุคคลของบริษัทลูกในทางมิชอบ และหากบริษัทแม่มีส่วนในการเลิกกิจการของบริษัทลูกโดยมีเจตนาแอบแฝง ดังนั้น วิทยานิพนธ์นี้เสนอให้แก้ไขเพิ่มนิยามของผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และกำหนดบทบัญญัติความรับผิดทางแพ่งขึ้นมาโดยเฉพาะในพระราชบัญญัติเดียวกันนี้เกี่ยวกับการกระทำที่ไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลของบริษัทลูกที่ไม่ใช่การกระทำละเมิด และการเลิกกิจการของบริษัทลูกโดยมีเจตนาแอบแฝง เพื่อเรียกให้บริษัทแม่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามารับผิดชอบในความเสียหายจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก


สิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์, วรรณกานต์ สิทธิสุข Jan 2024

สิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์, วรรณกานต์ สิทธิสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ลิขสิทธิ์ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิอนุญาตให้บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธินำงานอันมีลิขสิทธิ์ของตนไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ อย่างไรก็ดี เมื่อมีการอนุญาตให้ใช้สิทธิในประเทศไทย ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดมักจะต้องประสบปัญหาการถูกละเมิดลิขสิทธิ์และได้รับความเสียหาย เนื่องจากต้องลงทุนและเสียค่าตอบแทนจำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิแบบเด็ดขาดภายใต้ขอบเขตที่จำกัด แต่กฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติคุ้มครอง อีกทั้งแนวคำพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงมีความไม่ชัดเจน จากปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ที่มุ่งศึกษากฎหมายลิขสิทธิ์ของต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้กับกฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทยยังขาดบทบัญญัติกฎหมายที่ชัดเจนในเรื่องผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดและการอนุญาตให้ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์ อาทิ การกำหนดบทนิยามของการอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด การกำหนดอำนาจฟ้องของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ การกำหนดสิทธิประการต่าง ๆ ของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด การกำหนดแบบของการอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด ในขณะที่กฎหมายลิขสิทธิ์ของสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกานั้นมีบทบัญญัติกฎหมายที่กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน เช่น การกำหนดบทนิยามของการอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด การกำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดมีอำนาจดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ในนามของตนเอง มีสิทธิในการได้รับค่าเสียหายที่ศาลสั่งให้ชดใช้ และมีสิทธิในการขอให้ศาลสั่งให้ระงับหรือละเว้นการกระทำละเมิด การกำหนดให้การอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและลงลายมือชื่อ เป็นต้น ผลการศึกษาดังกล่าวข้างต้นสอดรับกับสมมติฐานของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ซึ่งกำหนดไว้ว่า ประเทศไทยยังขาดบทบัญญัติกฎหมายที่ชัดเจนในเรื่องผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด ทำให้เกิดปัญหาการตีความเรื่องสิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ จึงควรมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ผู้เขียนจึงเห็นควรให้มีการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งสามารถดำเนินการได้สองแนวทาง ได้แก่ แนวทางแรก คือ การนำหลักการของกฎหมายต่างประเทศในเรื่องการอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดและสิทธิในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์มาพัฒนาและปรับปรุงพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และอีกแนวทางหนึ่ง คือ การจัดทำต้นแบบสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิที่มีข้อกำหนดเรื่องสิทธิในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิประการอื่น ๆ ที่ชัดเจนเพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อพิพาทหรือความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคู่สัญญาในภายหลัง


การคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับสิทธิเลิกสัญญาในสัญญาประกันวินาศภัย, ณัฐณิชา พรหมหอม Jan 2024

การคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับสิทธิเลิกสัญญาในสัญญาประกันวินาศภัย, ณัฐณิชา พรหมหอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทำสัญญาประกันวินาศภัยเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่งที่มนุษย์ใช้เป็นวิธีปกป้องตนเองจากผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงภัยต่างๆ ซึ่งอาจเกิดจากเหตุการณ์ธรรมดาอย่างอุบัติเหตุ ไปจนถึงเหตุการณ์รุนแรงอย่างเช่นโรคระบาด โดยการโอนความเสี่ยงภัยนั้นเข้าสู่การรวมกลุ่มของความเสี่ยงภัยที่จะถูกบริหารจัดการโดยผู้ประกอบธุรกิจประกันภัย ด้วยกรมธรรม์อันเป็นหลักฐานแห่งสัญญาประกันวินาศภัยมีลักษณะเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่ฝ่ายผู้รับประกันภัยโดยอาศัยความเชี่ยวชาญทางธุรกิจจัดทำขึ้นไว้แล้ว ซึ่งมิได้เปิดโอกาสอย่างแท้จริงให้ผู้เอาประกันภัยซึ่งเข้าทำสัญญาในฐานะผู้บริโภคสามารถต่อรองเงื่อนไขของสัญญาได้ จึงมักมีปัญหาว่ามีข้อสัญญาที่ผู้รับประกันภัยเป็นฝ่ายได้เปรียบกว่าอยู่มาก หรือมีข้อมูลที่ผู้บริโภคไม่ได้รับอย่างถูกต้องในเวลาที่เข้าทำสัญญา วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับสิทธิเลิกสัญญาประกันวินาศภัยในประเด็นศึกษาสองประการ ได้แก่ มีความเหมาะสมที่จะกำหนดข้อสัญญาซึ่งให้สิทธิผู้รับประกันภัยเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ระบุเหตุแห่งการมีสิทธิเลิกสัญญาไว้ในสัญญาหรือไม่ และเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่อาจเสียเปรียบในการเข้าผูกพันตามสัญญาสำเร็จรูปให้ได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างถูกต้องและทำความเข้าใจตัวสัญญา มีความเหมาะสมในการกำหนดระยะไตร่ตรองในสัญญาประกันวินาศภัยเพื่อเป็นสิทธิเลิกสัญญาของผู้บริโภคในสัญญาประกันวินาศภัยหรือไม่ โดยทำการศึกษาผ่านลักษณะของสัญญาประกันวินาศภัย แนวคิดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสัญญาและการคุ้มครองผู้บริโภค มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคในสัญญาประกันวินาศภัยในต่างประเทศและประเทศไทย จากการศึกษาได้ผลการวิเคราะห์ว่า 1) ข้อสัญญาซึ่งให้สิทธิผู้รับประกันภัยเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ระบุเหตุแห่งการใช้สิทธิเลิกสัญญาไว้ไม่เหมาะสมที่จะถูกกำหนดให้อยู่ในสัญญาประกันวินาศภัย 2) ควรกำหนดให้สิทธิเลิกสัญญาภายในระยะเวลาไตร่ตรองแก่ผู้บริโภคไว้ในสัญญาประกันวินาศภัย โดยไม่จำกัดเฉพาะว่าจะต้องเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นจากการเสนอขายที่คู่สัญญาอยู่ห่างกันโดยระยะทาง แต่ก็มีข้อจำกัดการให้สิทธิแก่สัญญาประกันวินาศภัยบางลักษณะ ทั้งนี้ วิทยานิพนธ์นี้ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นศึกษาทั้งสองประการ จากการศึกษาพบว่ามาตรการดังกล่าวมีปัญหาที่ทำให้ผู้บริโภคยังไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นศึกษาเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น


ข้อพิจารณาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล, อวัสดา วุฒิชนม์ Jan 2024

ข้อพิจารณาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล, อวัสดา วุฒิชนม์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในความเป็นจริงมีหลากหลายกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหลายรายได้แบ่งปันและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกัน เนื่องจากการนำส่ง การใช้ และการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างองค์กรเป็นการดำเนินการตามปกติธุระเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ อยู่แล้ว เช่น การจัดกิจกรรม สัมมนา และแคมเปญ (Campaign) เป็นต้น ซึ่งการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกันในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้องในกิจกรรมดังกล่าวมีฐานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลร่วมได้ ขณะที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ยังไม่ได้กำหนดหลักการและหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลร่วม และหลักเกณฑ์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงศึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลว่า ข้อพิจารณาสำคัญของการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกันอันได้แก่ การจัดทำข้อตกลงการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกัน ซึ่งรวมถึงการระบุวัตถุประสงค์และวิธีการในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล และการระบุสถานะของแต่ละฝ่าย รวมถึงการจัดทำแผนงานของการใช้ข้อมูลร่วมกันหรือแบ่งปันข้อมูลระหว่างกัน (Data Sharing) นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยจากการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างหน่วยงานที่มีการใช้ข้อมูลร่วมกันหรือแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันกับองค์กรอื่นพบว่า การจัดทำข้อตกลงการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกัน และการจัดทำแผนการดำเนินงาน มีส่วนช่วยในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยทำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละรายที่เกี่ยวข้องทราบถึงบทบาทและความรับผิดชอบของตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็จะมีผลให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละรายที่เกี่ยวข้องในกิจกรรมดังกล่าวสามารถพิจารณาถึงความรับผิดที่เกี่ยวข้องได้


การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า, วิทวัส จรุงจิตต์ Jan 2024

การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า, วิทวัส จรุงจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า” ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ในรูปแบบเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษากลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า 2) ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในกลุ่มผู้บริโภค โดยมีการเก็บข้อมูลใน 2 รูปแบบได้แก่การสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง ทั้งหมด 6 คน ได้แก่ นักการตลาด นักการวางแผนกลยุทธ์ และครีเอเทีฟ ในส่วนของเชิงปริมาณใช้วิธีเชิงสำรวจด้วยการใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล จากผู้ที่รู้จักอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 400 คน จากการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า องค์กรมองว่าอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงสามารถสร้างความแตกต่างทางการตลาด ควบคุมได้ง่าย ยืดหยุ่นในการออกแบบคาแรคเตอร์และเนื้อหา คุ้มค่าในระยะยาว และควบคุมภาพลักษณ์ได้ดีกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชั่นซีและอัลฟา อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลเรื่องต้นทุน ความสมจริง และความน่าเชื่อถือ โดยมีแนวโน้มการใช้งานในอนาคตเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแฟชั่น ความงาม เทคโนโลยี และความบันเทิง จากการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า ผู้บริโภครับรู้ถึงประโยชน์ ความง่ายในการใช้งาน ความน่าเชื่อถือ ความบันเทิงในระดับมาก ขณะที่การรับรู้ความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ทัศนคติโดยรวมอยู่ในเชิงบวก โดยมองว่าอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงเป็นนวัตกรรมทางการตลาดที่น่าสนใจและสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยในตราสินค้า ส่วนการยอมรับอยู่ในระดับสูง ที่มาจากสมมติฐานที่ว่า ทัศนคติมีความสัมพันธ์กับการยอมรับ (ค่าเพียร์สัน = 0.73) แต่พฤติกรรมการใช้งานยังอยู่ในระดับต่ำ โดยจากการสมมติฐานพบว่า การยอมรับและพฤติกรรมการใช้มีความสัมพันธ์กันแต่อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเพียร์สัน = 0.52) สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างการยอมรับในเชิงความคิดและการปฏิบัติจริงของผู้บริโภค


อิทธิพลของปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจและความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers ในสายความงามต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค, เสกพร สุพรรณธนพงษ์ Jan 2024

อิทธิพลของปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจและความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers ในสายความงามต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค, เสกพร สุพรรณธนพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์ในยุคดิจิทัลส่งผลให้รูปแบบการตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวใจผู้บริโภค งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจ และความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers สายความงาม ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและการตัดสินใจว่าจ้าง Micro-Influencers จากแบรนด์และเอเจนซี่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ซึ่งประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาวิธีการที่ Micro-Influencers สื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ของตนและศึกษาการว่าจ้าง Micro-Influencers ของแบรนด์และเอเจนซี่ (จำนวน 6 ราย) และการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อสำรวจระดับคะแนนของผู้บริโภคที่ติดตาม Micro-Influencers ต่อปัจจัยดังกล่าว ตลอดจนวิเคราะห์ความแตกต่างตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ การศึกษา และรายได้ จำนวน 402 คนผลวิจัยเชิงคุณภาพชี้ว่า Micro-Influencers ที่แสดงถึงความรู้จริง ความจริงใจ และบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ มักได้รับความไว้วางใจจากผู้ติดตาม และสามารถจูงใจให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนผลเชิงปริมาณพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความน่าดึงดูดใจมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.33) รองลงมาคือความเชี่ยวชาญ (3.70) และความไว้วางใจ (3.68) โดยผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณยืนยันว่าความน่าดึงดูดใจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสูงที่สุด นอกจากนี้ ยังพบความแตกต่างในการรับรู้ของผู้บริโภคบางกลุ่มตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ ผลการวิจัยสอดคล้องกับแนวคิด Source Credibility Theory และ Source Attractiveness Model ซึ่งเน้นว่า บุคลิกภาพ ภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย และความรู้ที่น่าเชื่อถือ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างอิทธิพลทางการตลาด ข้อค้นพบนี้สามารถนำไปใช้ในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล การคัดเลือก Influencers ที่มีคุณลักษณะเหมาะสม ตลอดจนการออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคในอุตสาหกรรมความงามได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าในกิจการโทรคมนาคม : กรณีศึกษาเชิงรูปแบบความไม่เป็นระบบของกระบวนการตรวจสอบการรวมธุรกิจ, นิติกุล พิจารณ์สรรค์ Jan 2024

การกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าในกิจการโทรคมนาคม : กรณีศึกษาเชิงรูปแบบความไม่เป็นระบบของกระบวนการตรวจสอบการรวมธุรกิจ, นิติกุล พิจารณ์สรรค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงจากการเปิดเสรีทางธุรกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การรวมธุรกิจจึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของผู้ให้บริการในกิจการโทรคมนาคมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ดี การรวมธุรกิจอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันในตลาด ด้วยเหตุนี้หน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันจึงกำหนดมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น สำหรับงานเขียนฉบับนี้ได้ศึกษากรณีการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทยในช่วงปีพ.ศ. 2564 ถึง 2566 โดยมุ่งเน้นการพิจารณาตรวจสอบการรวมธุรกิจที่ดำเนินการโดย คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จำนวน 5 กรณี เพื่อเปรียบเทียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ตลอดจนกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันในต่างประเทศ ได้แก่ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมีการพิจารณากระบวนการตรวจสอบการรวมธุรกิจ ทั้งในกรณีที่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบและไม่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน เพื่อประเมินว่ากระบวนการพิจารณาของ กสทช. มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม ตลอดจนมาตรฐานสากลหรือไม่ผลการศึกษาพบว่า มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทยเป็นมาตรการป้องกันเชิงรูปแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดียังมีประเด็นความไม่คงเส้นคงวาหรือความไม่เป็นระบบของกระบวนการตรวจสอบการรวมธุรกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของการกำกับดูแล


การศึกษากระบวนการพัฒนาวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่น, อิงครัต โพธิบัตร Jan 2024

การศึกษากระบวนการพัฒนาวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่น, อิงครัต โพธิบัตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะและองค์ประกอบของวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่น และเพื่ออธิบายกระบวนการพัฒนาวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จการวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์เจาะลึก และการสัมภาษณ์กลุ่ม ประชากรคือวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่นทั้งหมดตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน กลุ่มตัวอย่างคือวงที่เดบิวต์ระหว่าง พ.ศ. 2560-2564 และยังดำเนินกิจกรรมอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 8 วง โดยสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินกิจกรรม 6 ท่าน และตัวแทนผู้ติดตามวงไอดอล 9 ท่าน เพื่อวิเคราะห์กระบวนการพัฒนาวงในมุมมองของผู้ผลิตและผู้บริโภคการศึกษาพบว่าคุณลักษณะของวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่นประกอบด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ที่โดดเด่น 4 รูปแบบ ได้แก่ ระบบ 48 Group ภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากกระแสหลัก ภาพลักษณ์แบบยืดหยุ่น และภาพลักษณ์แบบมีธีมเฉพาะ รวมทั้งการนำเสนอแนวคิดและค่านิยมความเป็นญี่ปุ่นที่ผสมผสานกับบริบทไทย องค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ คือ ผลงานเพลง สมาชิกวงหรือไอดอล เอกลักษณ์ของวง กิจกรรมของวง และการสนับสนุนจากแฟนคลับ กระบวนการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จประกอบด้วยการผลิตผลงานเพลงที่มีคุณภาพ ซึ่งครอบคลุมกระบวนการสร้างสรรค์ตั้งแต่การคิดคอนเซ็ปต์ การวิจัย การแต่งเพลง การบริหารจัดการการเผยแพร่ผลงาน การจัดการลิขสิทธิ์ การได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก และการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกม ซึ่งครอบคลุมการสร้างความสัมพันธ์แบบพี่น้องหรือครอบครัวระหว่างทีมงานและศิลปิน การบริหารจัดการสัญญาอย่างเป็นธรรมและปกป้องผลประโยชน์ของศิลปิน การสร้างเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ และการวางแผนพัฒนาระยะยาวที่ครอบคลุมทั้งผลงาน ศิลปิน และองค์กร


บทบาทของความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริงในกฎหมายระหว่างประเทศ, กัณภัค ตัณฑสิทธิ์ Jan 2024

บทบาทของความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริงในกฎหมายระหว่างประเทศ, กัณภัค ตัณฑสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของหลัก “ความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริง” (Genuine Link) ที่มีความสัมพันธ์กับกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมุ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับบุคคล นิติบุคคล และเรือ รวมถึงการใช้อำนาจของรัฐภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศในการกำหนดสถานะและสังกัดของบุคคลหรือวัตถุต่าง ๆ ภายใต้เขตอำนาจของรัฐ ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่าง “ความเกี่ยวโยง” ทั่วไป กับ “ความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริง” ซึ่งในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริงต้องสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง มีข้อเท็จจริงรองรับ และก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ระหว่างรัฐกับบุคคลหรือวัตถุอย่างแท้จริง งานชิ้นนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสาร โดยวิเคราะห์คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ข้อความในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ตำรา และบทความวิชาการ โดยเสนอแนะให้รัฐต่าง ๆ นำหลักความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริงไปใช้ในการจัดการสังกัดของบุคคลธรรมดา นิติบุคคล และเรือ การควบคุมการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ตลอดจนการตีความผู้มีสิทธิและใช้สิทธิในข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน และข้อตกลงทางการเปิดเสรีทางการค้า ให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชน ผู้เขียนเสนอว่า หลักความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริงได้พัฒนามาจากแนวปฏิบัติของรัฐ กลายเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศและในบางบริบทอาจถือได้ว่าเป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่รัฐจำต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะในการกำหนดสัญชาติ การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหรือการลงทุนข้ามพรมแดน ตลอดจนการให้หรือปฏิเสธสิทธิตามข้อตกลงระหว่างประเทศ หากรัฐดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงหลักความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริง อาจนำไปสู่การปฏิเสธการยอมรับของรัฐอื่น และรัฐเจ้าของสัญชาติไม่สามารถใช้ยันกับบุคลภายนอกได้


การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อพฤติกรรมการซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี, พิรัลพัชร ลีลาเทพินทร์ Jan 2024

การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อพฤติกรรมการซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี, พิรัลพัชร ลีลาเทพินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับและทัศนคติต่อแบรนด์ ทัศนคติต่อส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี โดยการเลือกกระเป๋าสองแบรนด์นี้เพราะมีจุดร่วมในด้านราคา ภาพลักษณ์และความนิยมในกลุ่มเป้าหมายที่ใกล้เคียงกันแต่ใช้กลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างกัน แบรนด์ Goyard เป็นแบรนด์ที่ใช้ กลยุทธ์การตลาดแบบ Silence Marketing ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมากไม่ต่างจากแบรนด์ Dior ที่ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบเชิงรุก ผู้วิจัยจึงได้นำทั้งสองแบรนด์ดังกล่าวมาเปรียบเทียบกันเพื่อทำความเข้าใจถึง ผลลัพธ์และแนวโน้มที่แตกต่างกัน รวมไปถึงหาแนวทางในการสร้างคุณค่าตราสินค้า และพัฒนากลยุทธ์การตลาดสำหรับแบรนด์หรูในอนาคตได้อย่างยั่งยืนต่อไปการวิจัยใช้วิธีเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่มและสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยแบ่งผู้ให้สัมภาษณ์ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋า Goyard, ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋า Dior, และ ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋าทั้งสองแบรนด์ ผลการวิจัยพบว่า การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อแบรนด์ทั้งสอง แม้ว่าจะอยู่ในระดับแบรนด์หรูเหมือนกัน แต่ก็มีลักษณะของกลุ่มผู้บริโภคที่เฉพาะและแตกต่างกัน โดยแบรนด์ Goyard มีภาพลักษณ์ที่ลึกลับและเข้าถึงยาก และสร้างทัศนคติต่อแบรนด์ในเชิงเรียบหรู จึงถูกเลือกใช้เป็น Brand as Authentic Self ส่วนของแบรนด์ Dior มีภาพลักษณ์ที่เรียบหรูเหมือนกัน แต่เข้าถึงได้ง่าย ทั้งจากการโฆษณาหรือการเลือกพรีเซ็นเตอร์ อีกทั้งยังมีการสร้างทัศนคติต่อแบรนด์ให้มีความอ่อนหวาน คลาสสิก จึงตอบโจทย์แฟชั่นของผู้หญิงยุคใหม่ จึงถูกเลือกใช้เป็น Brand as Performance เพราะฉะนั้น ทั้ง Goyard และ Dior แสดงให้เห็นถึง “ความแตกต่างที่สมดุล”


อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาและด้านแหล่งสารในการรับชมวล็อกวีคต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, พัณวา เตชณาวิทย์ Jan 2024

อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาและด้านแหล่งสารในการรับชมวล็อกวีคต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, พัณวา เตชณาวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แรงจูงใจด้านเนื้อหา (ประกอบด้วย มิติของการแสวงหาข้อมูล การเข้าสังคม การให้ความเพลิดเพลิน และการแสวงหาสถานะทางสังคม) แรงจูงใจด้านแหล่งสาร (ประกอบด้วย คุณลักษณะของความคล้ายคลึงกัน ความนิยม ความมีอิทธิพล ความนำสมัย และความใกล้ชิดกับผู้อื่น) ในการรับชม Vlog Week และพฤติกรรมผู้บริโภค (ประกอบด้วย ตัวแปรย่อยในเรื่องของการตระหนักรู้ ทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค ความตั้งใจซื้อ และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง) 2) อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาต่อพฤติกรรมผู้บริโภค และ 3) อิทธิพลของแรงจูงใจด้านแหล่งสารต่อพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 – 28 ปี จำนวน 450 คน ซึ่งเคยรับชม Vlog Week ภายใน 1 เดือนที่ผ่านมา จากช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดและเผยแพร่ Vlog Week ในปี พ.ศ. 2566 – 2567 จำนวน 10 วิดีโอขึ้นไป 3 ช่อง ได้แก่ ช่อง @Bowkanyaratp, @Flukkaron และ @PONGKOOL24 ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจด้านเนื้อหา ในมิติการแสวงหาข้อมูล มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคทุกตัวแปรย่อย มิติการเข้าสังคม มีอิทธิพลต่อความผูกพันของผู้บริโภค มิติการให้ความเพลิดเพลิน มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ ทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจซื้อ และมิติการแสวงหาสถานะทางสังคม มีอิทธิพลต่อความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของแรงจูงใจด้านแหล่งสาร ในคุณลักษณะความคล้ายคลึงกัน และความใกล้ชิดกับผู้อื่น มีอิทธิพลต่อทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค ความตั้งใจซื้อ และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง คุณลักษณะความนิยม มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ และทัศนคติต่อสินค้าและบริการ และคุณลักษณะความนำสมัย มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ ความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง