Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 27121 - 27150 of 37826

Full-Text Articles in Entire DC Network

การปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมในการเรียนวิชาสังคมศึกษาโดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบเบญจขันธ์, ทศพร เชาน์ดี, สมนึก ปฏิปทานนท์ Feb 2004

การปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมในการเรียนวิชาสังคมศึกษาโดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบเบญจขันธ์, ทศพร เชาน์ดี, สมนึก ปฏิปทานนท์

Journal of Education Studies

No abstract provided.


มุมห้องเรียน : การสารวจการใช้สถิติในวิทยานิพนธ์ปีการศึกษา ๒๕๔๓-๒๕๔๕ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุชาดา บวรกิติวงศ์, ชยุตม์ ภิรมย์สมบัติ Feb 2004

มุมห้องเรียน : การสารวจการใช้สถิติในวิทยานิพนธ์ปีการศึกษา ๒๕๔๓-๒๕๔๕ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุชาดา บวรกิติวงศ์, ชยุตม์ ภิรมย์สมบัติ

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ (๑) นิสิตรู้จัก การวางแผน ในการทำวิจัย (๒) นิสิตแสวงหาความรู้และสามารถสร้าง องค์ความรู้ด้วยตนเอง (๓) นิสิตเข้าใจการประยุกต์ใช้สถิติในงานวิจัย และ (๔) นิสิตมีประสบการณ์ตรงในการทำวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คือวิทยานิพนธ์ระดับ บัณฑิตศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา ๒๕๔๓-๒๕๔๕ เครื่องมือที่ใช้ คือแบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ บรรยาย ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ๑. สถิติบรรยายที่วิทยานิพนธ์ทุกภาควิชานิยมใช้เรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และ ร้อยละ (Percent) ๒. สถิติอ้างอิงที่วิทยานิพนธ์ทุกภาควิชานิยมใช้เรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ สหสัมพันธ์ (Correlation) การถดถอย (Regression) การทดสอบที่ (t-test) การทดสอบเอฟ (F-test) และ การทดสอบไค-สแควร์ (X-test) โดยมีวิทยานิพนธ์ของภาควิชาวิจัยการศึกษาที่ใช้สถิติที่แปลกใหม่ เช่น โมเดล เชิงเส้นตรงระดับลดหลั่น (Hierarcical Linear Model: HLM) โมเดล ลิสเรล (LISREL Model) งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสอนแบบเน้นวิจัยเป็นฐานโดยได้รับทุนสนับสนุนจากคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา ๒๕๕๖ ๓. การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือพบว่า วิทยานิพนธ์ส่วนใหญ่นิยมการตรวจสอบความ ตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ค่าอำนาจ จําแนก (Discrimination Power: r) ค่าความยาก (Level of Difficulty: P) ค่า ความเที่ยงตามสูตรของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน20 (Kuder-Richardson 20:KR20) นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการใช้วิธีพหุลักษณะ - พหุวิธี (Multitrait-Multimethod: MTMM) ใน วิทยานิพนธ์ของภาควิชาอุดมศึกษาบางเล่ม


Screening Characteristics For The Diagnosis Of Genitalinfections With Chlamydia Trachomatis In Pregnant Women, P. Chotnopparattara, S. Limpongsanurak, S. Chaithongwongwatthana Feb 2004

Screening Characteristics For The Diagnosis Of Genitalinfections With Chlamydia Trachomatis In Pregnant Women, P. Chotnopparattara, S. Limpongsanurak, S. Chaithongwongwatthana

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Is There An Effect On The Knowledge Of Medical Studentswhen The Attending Time In The Course Of Obstetricsand Gynecology Is Reduced ?, S. Chaithongwongwatthana, B. Uerpairojkit, S. Chuchaicharoenkit, Y. Tannirandorn Feb 2004

Is There An Effect On The Knowledge Of Medical Studentswhen The Attending Time In The Course Of Obstetricsand Gynecology Is Reduced ?, S. Chaithongwongwatthana, B. Uerpairojkit, S. Chuchaicharoenkit, Y. Tannirandorn

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Advance In Cervical Cancer Screening, S. Triratanachart Feb 2004

Advance In Cervical Cancer Screening, S. Triratanachart

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Vulvar Carcinoma At King Chulalongkornmemorial Hospital Between 1994 - 2003, T. Manchana, N. Sirisabya, R. Lertkhachonsuk, T. Sittisomwong, A. Vasuratna, W. Termrungruanglert, D. Tresukosol Feb 2004

Vulvar Carcinoma At King Chulalongkornmemorial Hospital Between 1994 - 2003, T. Manchana, N. Sirisabya, R. Lertkhachonsuk, T. Sittisomwong, A. Vasuratna, W. Termrungruanglert, D. Tresukosol

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Granulosa Cell Tumor And Ovarian Hepatoidcarcinoma As A Collision Tumor, S. Triratanachat, S. Niruttisard, P. Trivijitsilp Feb 2004

Granulosa Cell Tumor And Ovarian Hepatoidcarcinoma As A Collision Tumor, S. Triratanachat, S. Niruttisard, P. Trivijitsilp

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Role Of Cox-2 Inhibior In Obstetrics, V. Phupong Feb 2004

Role Of Cox-2 Inhibior In Obstetrics, V. Phupong

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


ผลของสารซิมวาสเตตินต่อการเพิ่มจํานวนเซลล์ และระดับการทํางานของเอนไซม์เอ็มเอ็มพี 2 และ -9 ในเซลล์ไลน์มะเร็งเอชเอสซี 4 และ เซลล์ไลน์มะเร็งซีซีแอล 25, ริสา ชัยศุภรัตน์, ผกาวัลย์ มูสิกพงศ์, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล Jan 2004

ผลของสารซิมวาสเตตินต่อการเพิ่มจํานวนเซลล์ และระดับการทํางานของเอนไซม์เอ็มเอ็มพี 2 และ -9 ในเซลล์ไลน์มะเร็งเอชเอสซี 4 และ เซลล์ไลน์มะเร็งซีซีแอล 25, ริสา ชัยศุภรัตน์, ผกาวัลย์ มูสิกพงศ์, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของสารซึมวาสเดิน ที่มีต่อการเพิ่มจํานวนเซลล์และระดับเอนไซม์เอ็มเอ็มพี-2 และ - ในเซลล์ไลน์มะเร็งเอชเอสซี -4 และ เซลล์ไลน์มะเร็งซีซีแอล-25 วัสดุและวิธีการ เซลล์จะถูกทดสอบด้วยสารซึมวาสเคดินในอาหารเลี้ยงเซลล์ที่ปราศจากซีรัม เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นวัดจํานวนเซลล์ด้วยสารเอ็มทีที เอนไซม์ที่อยู่ในอาหารเพาะเลี้ยงเซลล์ที่ได้หลังการทดสอบ จะถูกตรวจวัด ระดับการทํางานของเอนไซม์ด้วยวิธีเจลาตินไซโมกราฟฟิ ข้อมูลที่ได้จะถูกวิเคราะห์ทางสถิติแบบ One way ANOVA (α < 0.05) ผลการศีกษา สารมวาสเตตินที่ระดับความเข้มข้นของโปรตีน 15 และ 20 ไมโครโมลาร์ มีผลยับยั้งการเพิ่ม จํานวนของเซลล์ไลน์มะเร็งเอชเอสซี-4 และเซลล์ไลน์มะเร็งซีซีแอล-25 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ สารซึมวาส- เดินที่ระดับความเข้มข้น 10 ไมโครโมลาร์มีผลยับยั้งระดับการทํางานของเอนไซม์เอ็มเอ็มพี 9 ในเซลล์มะเร็งซีซีแอล- 25 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ และสารซึมวาสเคดินไม่มีผลอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติต่อระดับการทํางานของเอนไซม์เอ็มเอ็มพี-2 และ -9 ในเซลล์มะเร็งเอชเอสซี-4 สรุป ความเป็นพิษของสารชิมวาสเตตินที่มีต่อเซลล์ไลน์มะเร็งเอชเอสซี -4 และ เซลล์ไลน์มะเร็งซีซีแอล-25 อยู่ที่ ระดับความเข้มข้น 15 และ 20 ไมโครโมลาร์ สารซึมวาสเตดินมีผลยับยั้งระดับการทํางานของเอนไซม์เอ็มเอ็มพี- ในเซลล์มะเร็งซีซีแอล-25 ที่ระดับความเข้มข้น 10 ไมโครโมลาร์ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ


การศึกษาอัตราความชุกของฟันที่ได้รับอันตรายจากแรงกระแทกในเด็กนักเรียนชาย, จินตนา ทุมโฆสิต Jan 2004

การศึกษาอัตราความชุกของฟันที่ได้รับอันตรายจากแรงกระแทกในเด็กนักเรียนชาย, จินตนา ทุมโฆสิต

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอัตราความชุกของฟันที่ได้รับอันตรายจากแรงกระแทก สาเหตุและผลกระทบต่อฟันที่ได้รับ อันตราย รวมทั้งฟันซี่ที่ได้รับอันตรายบ่อยที่สุด วัสดุและวิธีการโดยการสํารวจทางระบาดวิทยาด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจากนักเรียนชายในช่วงอายุ 17-18 ปี ในครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมระดับปานกลางจนถึงดี ในกรุงเทพมหานคร จํานวน 2,934 คน โดยทันตแพทย์ตรวจสภาพของฟันแท้ที่มีการแตกปั่น หัก ที่ได้รับการบูรณะแล้ว หรือยังไม่ได้รับการบูรณะ รวมทั้งฟันที่เปลี่ยนสี โยก และสูญหาย ร่วมกับการซักประวัติโดยผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ได้รับการฝึกหัดมาแล้ว ผลการศึกษา พบว่ามีความชุกของฟันที่ได้รับอันตรายจากแรงกระแทกร้อยละ 9.3 (277 คน, 354 ) โดยสาเหตุ สําคัญคือการหกล้ม (ร้อยละ 53.1) อุบัติเหตุทุกชนิดมักเกิดกับฟันตัดซี่กลางหน้าบนทั้งซ้ายและขวา (ร้อยละ 47.6) และ (ร้อยละ 43.3) ความรุนแรงที่ฟันได้รับแรงกระแทกส่วนใหญ่จะเกิดกับชั้นเคลือบฟัน (ร้อยละ 45.8) สรุป จากผลการศึกษาแสดงให้ทราบอัตราความชุกของฟันที่ได้รับอันตรายจากแรงกระแทก ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมี ประโยชน์ในการกระตุ้นให้สังคมเกิดความตื่นตัวในการหามาตรการป้องกันอันตรายต่อไป


การประชุมสภาบรรณารักษ์แห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 12, สมศักดิ์ ศรีบริสุทธิ์สกุล Jan 2004

การประชุมสภาบรรณารักษ์แห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 12, สมศักดิ์ ศรีบริสุทธิ์สกุล

วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal)

No abstract provided.


สารสกัดส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้กระตุ้นการเพิ่มจํานวนของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ และเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยง จากเนื้อเยื่อโพรงฟัน, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล, กนกนัดดา ตะเวทีกุล, กุลวดี เทมกุญชร Jan 2004

สารสกัดส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้กระตุ้นการเพิ่มจํานวนของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ และเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยง จากเนื้อเยื่อโพรงฟัน, พสุธา ธัญญะกิจไพศาล, กนกนัดดา ตะเวทีกุล, กุลวดี เทมกุญชร

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสารสกัดส่วนวุ้นและส่วนยางของว่านหางจระเข้ ที่มีต่อการเพิ่มจํานวนเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ เซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อโพรงฟันและเนื้อเยื่อเหงือก วัสดุและวิธีการ เซลล์จะถูกทดสอบด้วยสารสกัดส่วนวุ้นและส่วนยางของว่านหางจระเข้ และสารสกัดส่วนวันที่ถูกทําให้ แห้ง ในอาหารเลี้ยงเซลล์ที่ปราศจากรัม เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นวัดจํานวนเซลล์ด้วยสารเอ็มทีทีและวิเคราะห์ ทางสถิติแบบ One way ANOVA (α < 0.05) ผลการศึกษา สารสกัดส่วนวันที่ระดับความเข้มข้นของโปรตีน 5, 10, 20 และ 50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลกระตุ้น การเพิ่มจํานวนของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ และเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อโพรงฟัน อย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติ สารสกัดส่วนยางของว่านหางจระเข้ที่ระดับความเข้มข้นของโปรตีน 400 และ 600 ไมโครกรัม ต่อมิลลิลิตร มีผลลดจํานวนเซลล์ของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ และเซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อโทรงฟัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ สารสกัดส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ที่ทําให้แห้งด้วยวิธีเยือกแข็ง ที่ความเข้มข้นของโปรตีน 50, 100 และ 200 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลกระตุ้นการเพิ่มจํานวนเซลล์ของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ และเซลล์ สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยี่ยโพรงฟัน และสารสกัดส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ที่ทําให้แห้งด้วยวิธีเชือกแข็งที่ความ เข้มข้นของโปรตีน 50 และ 100 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลกระตุ้นการเพิ่มจํานวนของเซลล์สร้างเส้นใยที่แยก จากเนื้อเยี่ยเหงือก อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ สรุป สารสกัดส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ ที่ระดับความเข้มข้นของโปรตีน 5-50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และสารสกัด ส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ที่ทําให้แห้งด้วยวิธีเยียกแข็ง ความเข้มข้นของโปรตีน 50-200 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร สามารถกระตุ้นการเพิ่มจํานวนเซลล์ของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ เซลล์สร้างเส้นใยที่เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อโพรงฟัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ สารสกัดส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้ที่ทําให้แห้งด้วยวิธีเยือกแข็ง ความเข้มข้นของโปรตีน 50-100 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร สามารถกระตุ้นการเพิ่มจํานวนเซลล์ของเซลล์สร้างเส้นใยที่แยกจากเนื้อเยื่อเหงือก อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ในขณะที่สารสกัดส่วนยางของว่านหางจระเข้ที่ระดับความเข้มข้นของโปรตีน 400 และ 600 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีผลลดจํานวนเซลล์เอ็นยึดปริทันต์และเซลล์สร้างเส้นใยที่แยกจากเนื้อเยื่อโพรงฟันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ


สันกระดูกขากรรไกรว่างในขากรรไกรบนและล่าง ของประชากรไทยกลุ่มหนึ่ง, ภาณุรุจ อากีลาร์', วุฒิธิชา เฉียงตะวัน, อรพินท์ แก้วปลั่ง Jan 2004

สันกระดูกขากรรไกรว่างในขากรรไกรบนและล่าง ของประชากรไทยกลุ่มหนึ่ง, ภาณุรุจ อากีลาร์', วุฒิธิชา เฉียงตะวัน, อรพินท์ แก้วปลั่ง

Chulalongkorn University Dental Journal

การคึกษาครั้งนี้เพื่อหาความกว้างเฉลี่ยในแนวใกล้แก้มถึงใกล้ลิ้นของสันกระดูกขากรรไกรว่างในขากรรไกรบนและล่างและหาความสัมพันธ์ของความกว้างเฉลี่ยกับอายุหรือเพศในประชากรไทยกลุ่มหนึ่ง ทําการศึกษาโดยใช้ชิ้นหล่อวินิจฉัยของผู้ป่วยในภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์คณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระหว่างปี พ.ศ. 2536-40 จํานวน 113 คู่ เป็นชาย 45 คน หญิง 68 คน มีอายุเฉลี่ย 42.98 ปี มาวัดโดยใช้ Boyley sliding caliper จากระดับจุดสูงสุดของสั่นเหงือกลงมาทางปลายรากฟันเป็นระยะ 3, 5 และ 7 มิลลิเมตร ตามลําดับ ในแต่ละตําแหน่งทําการวัด 2 ครั้งโดยผู้ทําการศึกษาคนละครั้งซึ่งแต่ละครั้งวัด 3 จุด คือจุดที่คาดว่า เป็นกึ่งกลางของฟันที่หายไปกับระยะหน้าและหลังต่อจุดนี้ 2 มิลลิเมตรหาค่าเฉลี่ยความกว้างแล้วหักออกด้วยความ หนาเฉลี่ยของเนื้อเยื่ออ่อนที่ปกคลุมในแต่ละบริเวณซึ่งดัดแปลงมาจากรายงานที่มีการศึกษาก่อนหน้านี้ พบว่าความ กว้างเฉลี่ยของสันกระดูกขากรรไกรว่างที่ระดับ 3, 5 และ 7 มิลลิเมตรในแต่ละบริเวณมีค่าดังนี้ ฟันหน้าบนมีค่า 5.05± 1.35, 5.02 ±1.45 และ 6.76±1.51 มิลลิเมตร ฟันหลังบนขวามีค่า 7.30 ± 2.27, 8.80 ± 2.40 และ 10.03 ± 2.42 มิลลิเมตร ฟันหลังบนซ้ายมีค่า 6.98 ±1.93, 8.10 ±2.24 และ 8.68 ±2.48 มิลลิเมตร ฟันหน้าล่างมีค่า 4.54 ±1.46, 5.70±0.70 และ 5.97 ±0.19 มิลลิเมตร พื้นหลังล่างขวามีค่า 7.10 ±1.87, 8.01±1.78 และ 8.76 ±1.61 มิลลิเมตรและฟันหลังล่างซ้ายมีค่า 6.45 ±1.66, 7.32±1.68 และ 8.18±1.77 มิลลิเมตร ตามลําดับ เมื่อนาข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้ two-way ANOVA พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมี …


ภาพลักษณ์ของทันตแพทย์จากทัศนะของประชากรกลุ่มหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ชาญชัย โห้สงวน, นภาพร วรรษา, ยุวธิดา ด้วงทองสุข, สุวพัชร บูรณ์เจริญ Jan 2004

ภาพลักษณ์ของทันตแพทย์จากทัศนะของประชากรกลุ่มหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ชาญชัย โห้สงวน, นภาพร วรรษา, ยุวธิดา ด้วงทองสุข, สุวพัชร บูรณ์เจริญ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติของประชาชนกลุ่มหนึ่งในกรุงเทพมหานครที่มีต่อทันตแพทย์ และประเมินปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทันตแพทย์ วัสดุและวิธีการ ทําการเก็บข้อมูลโดยส่งแบบสอบถามให้แก่กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถม- ศึกษาปีที่ 1 - 4 โรงเรียนวัดพลับพลาชัยจํานวน 849 คน ภาพลักษณ์ทันตแพทย์ถูกวัดจากข้อความ 25 รายการ จําแนกออกเป็นมิติย่อย 4 ด้าน คือ ด้านการติดต่อสื่อสารระหว่างทันตแพทย์และผู้ป่วย ด้านบุคลิกภาพของทันตแพทย์ ด้านทักษะความชํานาญของทันตแพทย์ และด้านระบบการบริการ / ค่าใช้จ่ายในการรักษา ทําการวิเคราะห์หาความ สัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์ทันตแพทย์กับปัจจัยต่าง ๆ ด้วยการทดสอบสมมุติฐานแบบนั้นพาราเมตริก ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถมศึกษา มีทัศนคติในเชิงบวกต่อทันตแพทย์ และให้ น้ําหนักความสําคัญแก่มิติทางด้านทักษะความชํานาญ ด้านบุคลิกลักษณะของทันตแพทย์ และด้านการติดต่อสื่อสาร ระหว่างทันตแพทย์และผู้ป่วยอยู่ในระดับพอประมาณใกล้เคียงกัน การศึกษานี้พบว่ามีปัจจัยหลายประการที่มีความ สัมพันธ์กับภาพลักษณ์ทันตแพทย์โดยรวมหรือในมิติย่อย ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษาของผู้ตอบแบบสอบถาม ตลอดรวมถึงระยะเวลานับตั้งแต่การไปพบทันตแพทย์ครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ใช้บริการ ทันตกรรมในสถานพยาบาลเอกชนมีทัศนคติต่อทันตแพทย์ค่อนในทางบวกมากกว่ากลุ่มที่ใช้บริการในสถานพยาบาลของรัฐ (p = 0.014) สรุป ประชาชนเขตเมืองในปัจจุบันมีทัศนคติในทางที่ดีต่อทันตแพทย์ ทัศนคตินี้ถูกกําหนดโดยปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นหลัก และมีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้บริการทันตกรรมของประชาชน


ความชุกของฟันเดนส์ อีแวจิเนทัสในเด็กไทยกลุ่มหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร, ศิวพร สุขอร่าม Jan 2004

ความชุกของฟันเดนส์ อีแวจิเนทัสในเด็กไทยกลุ่มหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร, ศิวพร สุขอร่าม

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อรายงานความชุกของฟันเดนส์ อีแวจิเนทัสในฟันกรามน้อย อายุที่สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่แรก เริ่ม ความสัมพันธ์ระหว่างอายุกับการสึกของปุ่มนูนและระหว่างความชุกของฟันที่มีเตนส์ แวจิเนสในฟันกรามน้อยกับเพศ วัสดุและวิธีการเก็บข้อมูลจากเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ของโรงเรียนราชวินิตบางแคปานขํา เขตบางแค กรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 1,141 คน โดยการตรวจฟันกรามน้อยและบันทึกข้อมูลสถานะของฟันกรามน้อย นําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป SPSS for windows ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 ผลการศึกษา ความชุกของฟันเดนส์ แวจีเนทัสในฟันกรามน้อยในเด็กมัธยมศึกษาตอนต้นจํานวน 1,141 คน พบเด็กนักเรียนที่มีฟันเดนส์ แวจิเนส จํานวน 21 คน เท่ากับ ร้อยละ 1.8 พบในฟันกรามน้อยล่างมากกว่าฟัน กรามน้อยบน ฟันล่างพบในฟันกรามน้อยที่ 2 มากกว่าฟันกรามน้อยที่ 1 ส่วนฟันบนพบในฟันกรามน้อยที่ 1 มากกว่าฟันกรามน้อย 2 พบตําแหน่งของปุ่มนูนที่ร่องกลางฟันมากกว่าบนสันด้านลิ้น ปุ่มนูนส่วนใหญ่มีการสึก ไม่เผยพึ่งถึงเนื้อเยื่อฟัน เพศชายกับเพศหญิงไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ พบในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มาก ที่สุดโดยที่ในช่วงอายุ 11-12 ปี มากกว่าช่วง 13-17 ปี อย่างมีนัยสําคัญ (P = 0.004) สรุป ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจัดการดูแลฟันเดนส์ อีแวจิเนทัสในฟันกรามน้อยควรเป็นอายุ 12 ปี เพื่อเป็นการป้องกันพยาธิสภาพที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการที่ปุ่มนูนของฟันที่มีความผิดปกตินี้สึกหรือหักอันอาจนํามาซึ่งรอยโรครอบปลายรากฟัน ทันตแพทย์จึงควรเข้าไปตรวจ ติดตามดูแลตั้งแต่ยังไม่ปรากฏอาการและทําการป้องกันใน ช่วงอายุที่ฟันกรามน้อยเพิ่งเริ่มขึ้น


อิทธิพลของบทบาทแห่งเพศต่อการตัดสินใจเลือกวิชาชีพของนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชาญชัย โห้สงวน, จิรวัฒน์ เกียรติบูรณกุล, ปองกานต์ สุนทรฉาย Jan 2004

อิทธิพลของบทบาทแห่งเพศต่อการตัดสินใจเลือกวิชาชีพของนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชาญชัย โห้สงวน, จิรวัฒน์ เกียรติบูรณกุล, ปองกานต์ สุนทรฉาย

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินอิทธิพลของบทบาทแห่งเพศ ต่อการตัดสินใจเลือกเรียน วิชาชีพทันตแพทยศาสตร์ และต่อแนวโน้มของการประกอบวิชาชีพภายหลังจบการศึกษา วัสดุและวิธีการ กลุ่มตัวอย่างคือนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งหมดจํานวน 616 คน ในปีการศึกษา 2542 ใช้แบบสอบถามชนิดตอบเองเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุผลในการ ตัดสินใจเลือกเรียนวิชาชีพทันตแพทย์ รวมทั้งการวางแผนอนาคตภายหลังจากจบการศึกษา แล้วทําการวิเคราะห์ เปรียบเทียบระหว่างนิสิตชายและหญิง ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างนิสิตส่งแบบสอบถามกลับคืน 427 คน เป็นเพศหญิง 344 คน (ร้อยละ 80.6) และ เพศชาย 83 คน (ร้อยละ 19.4) พบว่ามีจํานวนนิสิตหญิงที่เลือกคณะทันตแพทยศาสตร์เป็นอันดับที่ 1 มากกว่า นิสิตรายอย่างมีนัยสําคัญ (P < 0.05) นิสิตหญิงมักได้รับคําแนะนําในการเลือกวิชาชีพทันตแพทย์จาก บิดามารดา ในขณะที่นิสิตชายมักตัดสินใจด้วยตนเอง นิสิตหญิงมีญาติที่ประกอบอาชีพหรือกําลังศึกษาอยู่ใน วิชาชีพด้านสุขภาพมากกว่านิสิตขายอย่างมีนัยสําคัญ (P < 0.05) ในด้านแนวโน้มของการประกอบวิชาชีพ ในอนาคตนั้น พบว่า นิสิตหญิงเห็นความจําเป็นที่จะต้องลดจํานวนชั่วโมงทํางานหรืออาจหยุดประกอบวิชาชีพ ชั่วคราวเพื่อเลี้ยงดูบุตรมากกว่านิสิตขาย (P < 0.05) สรุป บทบาทแห่งเพศอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเรียนวิชาชีพทันตแพทย์ และยังอาจมีส่วนในการกําาหนดแบบแผนการประกอบวิชาชีพภายหลังจบการศึกษาด้วย


The Rite Of The Elephant Duel In Thai-Burmese Military History, Sunait Chutintaranond Jan 2004

The Rite Of The Elephant Duel In Thai-Burmese Military History, Sunait Chutintaranond

Manusya, Journal of Humanities

The tradition of a single combat on elephant back first emerged in Thai history in the 13th century during the Sukhothai period. Before that time, there was no evidence that this tradition was practiced by mainland Southeast Asian rulers. The origin of the elephant duel is still unknown but there is historical interpretation that the Thais and other mainland Southeast Asian warriors had adopted this practice from Sri Lanka. The fight on elephant back is a kind of military ritual observed by pre-modern monarchs of mainland Southeast Asia. With the arrival of modern weapons, particularly fire-arms such as muskets and …


Land Reform In Vietnamese Literature, Montira Rato Jan 2004

Land Reform In Vietnamese Literature, Montira Rato

Asian Review

Even now, Vietnamese historians are reluctant to criticize the land reform campaign of the mid 1950s. However, four novels published between 1988 and 1992 seem determined to locate this traumatic event in the collective social memory. All four are partly based on personal experience, but have different perspectives. One from the viewpoint of a cadre records the damage to the social fabric but blames it on the stupidity of the peasants, and sees all those involved as pawns of history. The second, written from the viewpoint of a landlord, uses irony to examine the lack of justice and morality in …


Notes For Contributors Jan 2004

Notes For Contributors

Asian Review

No abstract provided.


The Network Of Indian Textile Merchants In Thai Society, Inthira Sahee Jan 2004

The Network Of Indian Textile Merchants In Thai Society, Inthira Sahee

Asian Review

In the second half of the nineteenth century, merchants from western India developed a network to sell textile products to a growing mass market in Thailand. This network expanded further in the early twentieth century, especially through the use of traveling salesmen, and import of cheaper Japanese goods. In the 1930s and 1940s, the network had to adjust to changes in both Thai domestic politics, and international politics (especially the Indian independence movement). The Indian cloth merchants' trading network from 1857 to 1947 was characterized by mutual business interests, and cooperation among groups of different geographic background.


Chulalongkorn Medical Journal Next Step, Editor Jan 2004

Chulalongkorn Medical Journal Next Step, Editor

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


คำสองพยางค์และค่าซ้อนในภาษาไทย : การสืบหาความหมายจากภาษาจีน, ประพิณ มโนมัยวิบูลย์ Jan 2004

คำสองพยางค์และค่าซ้อนในภาษาไทย : การสืบหาความหมายจากภาษาจีน, ประพิณ มโนมัยวิบูลย์

Journal of Letters

คำมูลซึ่งไม่ทราบที่มาและความหมายในคำสองพยางค์ และคำซ้อนภาษาไทยที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้มีอยู่ไม่น้อย คำมูล เหล่านี้บางคำไม่มีที่ใช้เป็นคำโดดในภาษาปัจจุบัน บางคำแม้จะมี ปรากฏในหนังสือวรรณคดีเก่าๆ ก็ไม่ทราบความหมาย บางคำมี ใช้อยู่แต่ในภาษาไทยบางถิ่น อย่างไรก็ตามความหมายของ คำมูลเหล่านี้บางคำสามารถสืบสาวได้จากภาษาจีนโดยพิจารณา จากเสียงของคำเหล่านั้นในสมัยจีนโบราณและจีนเก่า เนื่องจาก ภาษาไทยและภาษาจีนอาจเป็นภาษาในตระกูลเดียวกันมาแต่เดิม หรืออาจยืมคำระหว่างกันในอดีตเพราะมีความสัมพันธ์กันมาแต่โบราณ


ภาษาไทยกับการสัมผัสภาษาอังกฤษที่ปรากฏใน พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ Jan 2004

ภาษาไทยกับการสัมผัสภาษาอังกฤษที่ปรากฏใน พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์

Journal of Letters

บทความนี้เป็นสรุปผลการวิจัยที่วิเคราะห์ลักษณะการยืม และความเข้มข้นของการยืมภาษาอังกฤษในภาษาไทยที่ปรากฏใน พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้อมูล ที่ใช้ในการวิเคราะห์คือพระราชหัตถเลขาฯที่ตีพิมพ์ในรูปของหนังสือ 7 เล่ม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเสด็จประพาสทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานไว้ว่าพระราชหัตถเลขาที่ทรง ในปีต้นๆ แสดงลักษณะการยืมภาษาอังกฤษที่บ่งบอกความ เข้มข้นน้อยกว่าพระราชหัตถเลขาที่ทรงในปีหลัง ๆ ผลการ วิเคราะห์สอดคล้องกับสมมติฐานเฉพาะกรณีพระราชหัตถเลขาที่ทรงพระราชนิพนธ์ขณะเสด็จเยือนต่างประเทศ กล่าวคือเล่มที่ทรงพระราชนิพนธ์ก่อนมีความเข้มข้นของการยืมภาษาอังกฤษน้อยกว่าเล่มที่ทรงภายหลังลดหลั่นกันไปตามความก่อนหลังของปี ส่วนพระราชหัตถเลขาที่ทรงพระราชนิพนธ์ขณะเสด็จเยือนสถานที่ในประเทศไทยนั้น มีอัตราความเข้มข้นของการยืมภาษาอังกฤษต่ำกว่าพระราชหัตถเลขาที่ทรงคราวเสด็จเยือนต่างประเทศอย่างมาก และไม่ลดหลั่นกันตามความก่อนหลังของปีด้วย ทั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะทรงมอบหมายให้อาลักษณ์ซึ่งไม่มีหรือมีความรู้ ภาษาอังกฤษน้อยมากเป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ของการเดินทางแทนพระองค์ โดยภาพรวมสรุปได้ว่าภาษาไทยในพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการ เปลี่ยนแปลงไปเพราะการสัมผัสกับภาษาอังกฤษในระดับค่อนข้างเข้มข้น ดังมีหลักฐานจากการยืมคำนามจำนวนมาก คำชนิดอื่น ระดับปานกลาง และมีการใช้ประโยคกรรมวาจกที่เนื่องมาจาก อิทธิพลของภาษาอังกฤษด้วย


อิทธิพลของภาษาอังกฤษในบทแปลภาษาไทย, ณัฐมา พงศ์ไพโรจน์, ปรีมา มัลลิกะมาส Jan 2004

อิทธิพลของภาษาอังกฤษในบทแปลภาษาไทย, ณัฐมา พงศ์ไพโรจน์, ปรีมา มัลลิกะมาส

Journal of Letters

บทความนี้มุ่งศึกษาปัญหาอิทธิพลของภาษาอังกฤษใน บทแปลภาษาไทย โดยการวิเคราะห์ จำแนกประเภท และจัดลำดับ ปัญหาที่เกิดจากอิทธิพลด้านต่าง ๆ 3 ประเภท ได้แก่ โครงสร้าง คำศัพท์ วลีและสำนวนตายตัวว่าเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด ผู้วิจัย เก็บข้อมูลจากแบบฝึกหัดการแปลและนํามาวิเคราะห์ในเชิง คุณภาพเพื่อหาลักษณะอิทธิพลของภาษาอังกฤษในบทแปลภาษา ไทยที่พบในปัญหาแต่ละประเภทข้างต้น ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ บทแปลที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง กลุ่มแรกแบ่งย่อยเป็นบทแปลที่ถูกต้องและเป็นธรรมชาติกับบทแปลที่ถูกต้องแต่ไม่เป็นธรรมชาติ ส่วนกลุ่มที่สองแบ่งย่อยเป็นบทแปลที่ผิดความหมายกับที่ไม่ได้แปล ผลการวิเคราะห์พบว่า อิทธิพลของภาษาอังกฤษในบทแปลภาษาไทยมีอยู่ในวงกว้าง โดย ในกลุ่มบทแปลที่ถูกต้องแต่ขาดความเป็นธรรมชาติ ความถี่เรียง ตามลำดับจากมากไปน้อยดังนี้ คือ โครงสร้าง คำศัพท์ และ วลี และสำนวนตายตัว อย่างไรก็ตาม ความถี่ของปัญหาการแปลวลี และสำนวนตายตัว ซึ่งมีสัดส่วนน้อยที่สุดในกลุ่มดังกล่าว กลับเป็นปัญหาที่มีสัดส่วนสูงที่สุด สำหรับผู้แปลในกลุ่มที่แปลไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้เสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ โดยใช้ วิธีการปรับบทแปลสำหรับปัญหาอิทธิพลด้านโครงสร้างและ คำศัพท์ และให้ประยุกต์ใช้วิธีการสอนแปลที่เน้นการใช้ภาษาเพื่อ การสื่อสารและการสอนภาษาแบบเน้นศัพท์ (lexical approach) สำหรับปัญหาอิทธิพลด้านวลีและสำนวนตายตัว ทั้งนี้เพื่อให้การ เรียนการสอนแปลมีสัมฤทธิผลมากขึ้นและเพื่อช่วยพัฒนาทักษะ ของผู้เรียนในการแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยให้ดียิ่งขึ้นด้วย


"บวช": ที่มา ความหมาย และอิทธิพล, บรรจบ บรรณรุจิ Jan 2004

"บวช": ที่มา ความหมาย และอิทธิพล, บรรจบ บรรณรุจิ

Journal of Letters

คำว่า "บวช" เป็นคำไทยที่คนไทยคุ้นเคยกันมานานว่า หมายถึง กิริยาอาการที่ถือเพศเป็นภิกษุสามเณรหรือนักพรต ประเภทอื่น คำนี้ยังมีอิทธิพลให้เกิดลูกคำอีกเป็นจำนวนมาก ลูกคำเหล่านั้นล้วนสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตไทยที่ผูกพันอยู่กับ พระพุทธศาสนามานาน ที่มาของคำว่า "บวช" มีกล่าวไว้หลาย ทรรศนะ แต่เห็นว่าน่าจะใกล้เคียงที่สุดคือ ปวช ในภาษาบาลี และเชื่อว่าน่าจะเป็นต้นเค้าของคำว่า "บัวส์" ในภาษาเขมรด้วย เพราะเขมรก็เป็นดินแดนที่ได้รับอิทธิพลของพระพุทธศาสนาเถรวาทที่ใช้ภาษาบาลี คำว่า "บวช" นอกจากจะให้กำเนิดลูกคำ ต่างๆ ที่เกี่ยวกับกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ยังให้กำเนิด ลูกคำที่เกี่ยวกับอาหารและคำแสลงอีกด้วย


ภาษาฝรั่งเศสในภาษาไทย, แพรวโพยม บุณยะผลึก Jan 2004

ภาษาฝรั่งเศสในภาษาไทย, แพรวโพยม บุณยะผลึก

Journal of Letters

บทความนี้เสนอผลการวิเคราะห์การยืมคำศัพท์ภาษาฝรั่งเศสเข้ามาใช้ในภาษาไทย สรุปได้ว่าการยืมคำศัพท์ส่วนใหญ่ เป็นการยืมทับศัพท์ (ประมาณ 84%) ที่เหลือเป็นการยืมแปล (ประมาณ 10%) และมีจำนวนน้อยที่เป็นคำยืมแปลประสมคำทับศัพท์ ศัพท์บัญญัติ และคำที่สร้างขึ้นโดยลากเข้าแนวเทียบ เมื่อ พิจารณาตามชนิดของคำ พบว่าส่วนใหญ่เป็นการยืมคำนาม (ประมาณ 86%) ที่เหลือเป็นคำคุณศัพท์ คำกริยา คำวิเศษณ์ คำบุพบท และคำสันธาน คำศัพท์ภาษาฝรั่งเศสส่วนใหญ่มีความ หมายเกี่ยวกับอาหารการกิน รองลงมาเป็นลำดับ คือ ศิลปะสาขา ต่างๆ และสังคมศาสตร์ ส่วนคำศัพท์ที่เกี่ยวกับเสื้อผ้าเครื่องแต่ง กาย และเครื่องสำอาง มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (ประมาณหมวดละ 1%) คำศัพท์ที่ยืมจากภาษาฝรั่งเศสเมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย พบว่ามีการกลายความหมายไปจากเดิม และมีการสะกดคำหลากหลาย ซึ่งสะท้อนการออกเสียงที่ต่างไปจากคำเดิมในภาษาฝรั่งเศส


ปัจจุบันกาลในบทละครเรื่อง La Demande D'Emploi La Les Travaux Et Les Jours ของมิเชล วินาแวร์ (Michel Vinaver), สุวรรณา สถาปัตย์พัฒนา Jan 2004

ปัจจุบันกาลในบทละครเรื่อง La Demande D'Emploi La Les Travaux Et Les Jours ของมิเชล วินาแวร์ (Michel Vinaver), สุวรรณา สถาปัตย์พัฒนา

Journal of Letters

บทละครของมิเชล วินาแวร์ ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็น บทละครแห่งปัจจุบันกล่าวคือเป็นละครร่วมสมัยที่สะท้อนภาพชีวิต สามัญชนผู้เผชิญวิกฤติต่างๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ผลงานของวินาแวร์ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากละครในขนบเดิม ความสมจริงของละคร สองเรื่องของเขาคือ La Demande d'emploi และ Les Travaux et les Jours เกิดจากกลวิธีการประพันธ์ที่เป็นนวัตกรรมของละครแบบ ใหม่ เราจะพบว่าในฉากเดียวกันเหตุการณ์หลากหลายเกิดขึ้น พร้อม ๆ กัน โดยการเหลื่อมซ้อนมิติสถานที่และเวลา ไม่มีการ เรียงลำดับเหตุการณ์ ตัวละครทุกคนแสดงพร้อมกันและดู เหมือนว่าจะพูดคุยกันอย่างไม่ต่อเนื่อง เพราะหัวข้อสนทนา เปลี่ยนอย่างฉับพลันตามมิติเวลาและสถานที่ที่เปลี่ยนไป ราวกับ ว่าเวทีชุมนุมเศษเสี้ยวนับร้อยนับพันของภาพชีวิตปัจจุบันไว้ในคราวเดียว เมื่อเรานำชิ้นส่วนต่างๆ มาปะติดปะต่อกันจะพบ เอกภาพที่งดงามของละครและความนัยอันลึกซึ้งเกี่ยวกับระบบสังคมปัจจุบัน


สนทนาภาษาหนังสือ, อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ Jan 2004

สนทนาภาษาหนังสือ, อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์

Journal of Letters

No abstract provided.


วิวัฒนาการของการยืมค่า และการบัญญัติศัพท์ในสังคมไทย, อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ Jan 2004

วิวัฒนาการของการยืมค่า และการบัญญัติศัพท์ในสังคมไทย, อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์

Journal of Letters

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์กระบวนการยืมคํา และการบัญญัติศัพท์ในสังคมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่สังคมไทยเริ่มปรับเปลี่ยนเป็นสังคมสมัยใหม่ตามโลกตะวันตกจนถึงปัจจุบัน ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้มาจากบทความวิชาการใน หนังสือพิมพ์ วารสาร และหนังสือบัญญัติศัพท์ ซึ่งสุ่มตัวอย่าง ตามช่วงเวลา 5 สมัยแบ่งตามเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ คือ สมัยก่อนปรับเปลี่ยนเป็นสมัยใหม่ สมัยรุ่งอรุณของการ ปรับเปลี่ยนเป็นสมัยใหม่ สมัยปฏิรูปสังคมไทย สมัยประชาธิปไตย และสมัยปัจจุบัน ผลการวิเคราะห์สรุปได้ว่า กระบวนการยืมคำและการบัญญัติศัพท์ในสังคมไทยมีวิวัฒนาการ ซึ่งอธิบายได้เป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ เริ่มด้วยการยืมคำหรือการทับศัพท์ การยืมปน การสร้างศัพท์โดยใช้คำไทย และการสร้าง ศัพท์ใช้พร้อมคำยืม ตามด้วยขั้นตอนที่สอง คือ การสร้างศัพท์ โดยจำกัดความ การสร้างศัพท์ใช้พร้อมคำที่เขียนเป็น ภาษาอังกฤษ และการสร้างศัพท์โดยใช้คำบาลีสันสกฤต ขั้นตอน สุดท้ายคือการปนคำภาษาอังกฤษในภาษาไทย และการสร้างศัพท์ โดยแปลตรงตัว


Abstracts Jan 2004

Abstracts

Journal of Letters

No abstract provided.