Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 2191 - 2220 of 17318

Full-Text Articles in Entire DC Network

Revenge Concept As Manifested In Drawings And Narratives Of Ultra-Orthodox Vs. Secular Israeli Jews, Rachel Lev-Wiesel, Iris Manor Binyamini, Michal Divon Schreiber, Gideon Biran, Zohar Estrin, Gal Goldstein, Nir Yosef Shmerts, Shahar Nov, Tali Beja, Maya Gallor, Odeya Landesman Sofer, Lital Miran, Bussakorn Binson, Nisara Jaroenkajornkij Jan 2023

Revenge Concept As Manifested In Drawings And Narratives Of Ultra-Orthodox Vs. Secular Israeli Jews, Rachel Lev-Wiesel, Iris Manor Binyamini, Michal Divon Schreiber, Gideon Biran, Zohar Estrin, Gal Goldstein, Nir Yosef Shmerts, Shahar Nov, Tali Beja, Maya Gallor, Odeya Landesman Sofer, Lital Miran, Bussakorn Binson, Nisara Jaroenkajornkij

Journal of Urban Culture Research

The current study investigates the revenge concept of ultra-orthodox and secular Israeli Jews, manifesting in drawings and narratives. The convenient sample consisted of thirty-three participants aged 23-61 (12 ultra-orthodox and 21 seculars). This mix-methodology study included the qualitative part, which are two sets of drawings and narratives – “draw an unjust event you experienced” and “draw what you would prefer to happen to the person who unjustly treated you;” and the quantitative part included a self-report questionnaire of the following measures: demographics, history of traumatic events, and feelings of injustice. Comparison between the two groups revealed no differences in the …


Sacred And Profane Dialectics : A Study Of Kecak Ramayana Performing Arts At Uluwatu Temple, Bali Indonesia, Robby Hidajat, Utami Widiati, E. W. Suprihatin, Muhammad ‘Afaf Hasyimy, Surasak Jamnongsarn Jan 2023

Sacred And Profane Dialectics : A Study Of Kecak Ramayana Performing Arts At Uluwatu Temple, Bali Indonesia, Robby Hidajat, Utami Widiati, E. W. Suprihatin, Muhammad ‘Afaf Hasyimy, Surasak Jamnongsarn

Journal of Urban Culture Research

This research focuses on the Ramayana Kecak tourist art in Pecatu Village, South Kuta District, Badung Regency, Bali. The goal is to study the sacred and profane practices in the Ramayana Kecak. In this case the practice of entertainment is accompanied by religious spiritual practices. The method used is a descriptive critical analysis using data from interviews with key informants, observations and a document review. A functional structural theory is used to study the ideas, statements, activities and strategic efforts of the Ramayana Kecak performers. The results are based on the prospective AGIL theory, which explains sacred and profane practices …


“Dream Boy” And “Hotmale”, Joey Andrew Lucido Santos, Pavadee Saisuwan Jan 2023

“Dream Boy” And “Hotmale”, Joey Andrew Lucido Santos, Pavadee Saisuwan

Manusya, Journal of Humanities

Gender and sexuality have gradually become the focus of more semiotic landscape research, however, studies relating specifically to sex tourism spaces are limited and with those in the Thai context even more so. Therefore, this paper examines the discursive construction of Phatphong 2, one of the famous destinations for sex tourism in Bangkok among male homosexuals, as queer space. Drawing on code preference and inscription (Scollon and Scollon 2003) and visual social semiotics (Kress and Van Leeuwen 1996), we analyze the linguistic and semiotic resources in sexed signs. Findings reveal that Englishization, particularly the terms “boy” and “Bangkok” in shop …


Does Observability Of Downgrade Risk Matter For Corporate Investment?, Thanwarat Limwattananukul Jan 2023

Does Observability Of Downgrade Risk Matter For Corporate Investment?, Thanwarat Limwattananukul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines firms’ capital investment decisions in relation to their credit ratings. As firms approach near-BBB credit ratings, they tend to change their behavior due to the fear of a downgrade. I found that, in general, Thai firms’ credit ratings do not influence investment decisions. However, as firms near BBB ratings, their behavior tends to shift. To clarify, firms at the lower end of the investment grade are inclined to make conservative investment decisions due to the risk of being downgraded to speculative grade. Therefore, the threat of a downgrade to speculative grade encourages managers to adopt more conservative …


การอภิบาลข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย, อรธนัท เกียรติศักดิ์สาคร Jan 2023

การอภิบาลข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย, อรธนัท เกียรติศักดิ์สาคร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาถึงภูมิทัศน์การพัฒนาการอภิบาลข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์ 2) เพื่อศึกษาถึงบทบาท หน้าที่ 3) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและกลไกในบริบทของการโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์ 4) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะสำหรับรูปแบบและกระบวนการของการอภิบาลข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์ที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยใช้แนวคิดเรื่องกรอบการอภิบาลข้อมูล ระเบียบวิธีวิจัยใช้การวิเคราะห์เอกสารทั้งในและต่างประเทศ และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 4 ภาคส่วน คือ ภาครัฐ ภาคเทคโนโลยีสื่อสังคมออนไลน์ ภาคตลาด และภาคประชาชน นักวิชาการและวิชาชีพ ผลการวิจัยพบว่าการพัฒนาการอภิบาลข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์มีพลวัตการเปลี่ยนแปลงแบ่งได้เป็น 3 ยุค คือ 1.การอภิบาลในฐานะสื่อ (Social Media) (ปี พ.ศ. 2543-2549) สื่อสังคมออนไลน์มีฐานะของช่องทางการสื่อสารเป็นหลัก 2.การอภิบาลในฐานะแพลตฟอร์มทางการตลาด (Social commerce platform) (ปี พ.ศ. 2550-2560) สื่อสังคมออนไลน์ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มในการรับลงโฆษณาโดยใช้ข้อมูลมาสร้างรายได้อย่างสูง รูปแบบการกำกับตนเองตามแนวทางของอุตสาหกรรมโฆษณา 3.การอภิบาลในฐานะเป็นสถาบันทางสังคม (Social Institution) (ปี พ.ศ. 2561-2566) สื่อสังคมออนไลน์มีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจและมีอิทธิพลต่อสังคม และพบปัญหาการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก ภาครัฐจึงได้มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลอย่าง GDPR ของสหภาพยุโรป ที่ส่งผลต่อการออกกฎหมาย PDPA ของไทย รูปแบบการอภิบาลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นควรไปในทิศทางของการกำกับร่วมกับภาครัฐมากขึ้น แต่ในช่วงแรกนี้ภาครัฐได้ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการพัฒนากระบวนการตามกฎหมาย ส่วนของบทบาท หน้าที่ ได้มีการกำหนดตามกฎหมายอย่างชัดเจนแล้ว คือ ผู้ควบคุมข้อมูล ผู้ประมวลผลข้อมูลและเจ้าของข้อมูล แต่การปรับเปลี่ยนในด้านนโยบายและกลไกที่นำมาใช้ในการอภิบาลนั้นจะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมกับบริบทและทรัพยากรของแต่ละองค์กร


เทคโนโลยีการสื่อสารความเป็นจริงเสมือนและความรอบรู้ทางดิจิทัลของคนไทย, กมลรัตน์ กิจรุ่งไพศาล Jan 2023

เทคโนโลยีการสื่อสารความเป็นจริงเสมือนและความรอบรู้ทางดิจิทัลของคนไทย, กมลรัตน์ กิจรุ่งไพศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและอธิบายเทคโนโลยีการสื่อสารวีอาร์ (Virtual Reality; VR) ด้านความไร้เดียงสาของผู้ใช้งานที่มีต่อวีอาร์ ความเสี่ยงจากการใช้งาน การตอบสนองต่อสถานการณ์วีอาร์ และความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง 400 คน อายุ 18-59 ปี ในกรุงเทพฯ และทดสอบใช้วีอาร์เนื้อหาแนวผจญภัยที่สร้างขึ้นสำหรับการวิจัย โดยผู้เข้าร่วมวิจัยเข้าถึงเนื้อหาผ่านแว่นวีอาร์และสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 13 คน นำผลการวิจัยสองส่วนมาสังเคราะห์และเสนอแนวทางเสริมสร้างความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์ และตรวจสอบด้วยวิธีการประเมินอิงผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยเชิงสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับวีอาร์น้อย มีความรู้เกี่ยวกับวีอาร์และรับรู้ผลกระทบด้านจิตใจจากการใช้วีอาร์ปานกลาง มีความเสี่ยงปานกลางที่จะมีใจจดจ่ออยู่กับความเป็นจริงเสมือน ละเลยสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และเข้าถึงเนื้อหาที่มีความเสี่ยง ด้านการตอบสนองต่อสถานการณ์วีอาร์ มีพฤติกรรมจมดิ่งอยู่กับสถานการณ์ในวีอาร์มาก ทำเหมือนที่ทำในชีวิตจริงปานกลาง แต่ละเลยต่อผู้อื่นน้อย ด้านความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์พบว่า แยกแยะระหว่างโลกชีวิตจริงกับโลกวีอาร์ได้ปานกลาง ผลการทดสอบสมมติฐานสรุปได้ว่า ความไร้เดียงสาของผู้ใช้งานที่มีต่อวีอาร์ (β = 0.396) และความเสี่ยงจากการใช้งาน (β = -0.466) สามารถพยากรณ์ความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกหลังทดสอบเนื้อหาวีอาร์พบว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยมีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับวีอาร์ค่อนข้างน้อย ยังไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงและผลกระทบของวีอาร์ด้านจิตใจมากนัก การรับรู้ความเสี่ยงของเนื้อหาความเป็นจริงเสมือนแตกต่างกันไปตามภูมิหลัง ผู้ใช้งานที่ยังมีประสบการณ์ในการใช้วีอาร์ไม่มากควรพิจารณาแนวเนื้อหาและประเมินความเสี่ยงที่มีต่อจิตใจและร่างกายก่อนตัดสินใจเข้าถึงเนื้อหา แนวทางเสริมสร้างความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์ ได้แก่ 1) ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวีอาร์และเนื้อหาความเป็นจริงเสมือน 2) สร้างทักษะและความสามารถในการใช้วีอาร์อย่างปลอดภัยผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติ 3) กำหนดนโยบายกำกับการเข้าถึงเนื้อหาความเป็นจริงเสมือนอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ


การเปรียบเทียบอัลกอริทึมวิเคราะห์หาสาเหตุการตายโดยการสัมภาษณ์เมื่อมีข้อมูลไม่สมบูรณ์, ณัชชา สุวันทารัตน์ Jan 2023

การเปรียบเทียบอัลกอริทึมวิเคราะห์หาสาเหตุการตายโดยการสัมภาษณ์เมื่อมีข้อมูลไม่สมบูรณ์, ณัชชา สุวันทารัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของอัลกอริทึมในการวิเคราะห์หาสาเหตุการตายจากการสัมภาษณ์ (Verbal Autopsy) เมื่อมีระดับความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลที่ต่างกัน ทำโดยเปรียบเทียบ 5 อัลกอริทึมในการแปลผลหาสาเหตุการตาย คือ InSilicoVA InterVA-5 Tariff Naïve Bayes Classifiers (NBC) และ Random Forest (RF) ในการจำแนกหาสาเหตุการตายเมื่อไม่มีการหายของข้อมูล มีการหายของข้อมูล 5% มีการหายของข้อมูล 10% และ มีการหายของข้อมูล 20% โดยเกณฑ์วัดในการประเมินประสิทธิภาพของอัลกอริทึมคือ ระยะเวลาในการทำงาน ค่าความถูกต้อง ค่า Chance-Concordance Corrected (CCC) ค่า Cause Specific Mortality Fraction (CMSF) accuracy ค่า Sensitivity และ ค่า Specificity ซึ่งข้อมูลที่นำการวิเคราะห์ในงานวิจัยนี้คือข้อมูล PHMRC Gold Standard ที่เป็นข้อมูลของผู้ใหญ่จำนวน 7,841 ตัวอย่าง จากการศึกษาพบว่าข้อมูลสมบูรณ์ทำให้มีประสิทธิภาพดีกว่าข้อมูลที่มีการทำให้หาย มีค่าตัวชี้วัดดีกว่าในทุกระดับการหายของข้อมูลและตัวชี้วัดข้างต้นที่กล่าวมาจะค่อยๆ ลดลงตามระดับการหายที่เพิ่มขึ้น VA อัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพในการแปลผลดีที่สุดคือ RF ในทุกระดับการหายของข้อมูลจากทุกดัชนีชี้วัดยกเว้นระยะเวลาในการทำงานและกลุ่มที่ใช้วิธีคิดแบบ data-driven อัลกอริทึมเช่น RF, Tariff และ NBC จะมีประสิทธิภาพในการแปลผลดีกว่า InSilicoVA และ InterVA 5 อาจเป็นเพราะเมื่อข้อมูลที่ใช้ในชุดเรียนรู้ในมีความครบถ้วนและสะท้อนกับข้อมูลชุดทดสอบแตกต่างกับวิธีที่ใช้หลักทางสถิติที่จะใช้ข้อมูลในการแปลผลข้อมูลมาจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญมากกว่าให้อัลกอริทึมการแปลผลเรียนรู้จากชุดเรียนรู้


อิทธิพลของแนวดนตรีพื้นหลังของเว็บไซต์ต่อการรับรู้ความสนุกสนาน ความสอดคล้องกับธุรกิจ และความตั้งใจเชิงพฤติกรรมของผู้ใช้งาน, ญาณิศา ซุ่นใช้ Jan 2023

อิทธิพลของแนวดนตรีพื้นหลังของเว็บไซต์ต่อการรับรู้ความสนุกสนาน ความสอดคล้องกับธุรกิจ และความตั้งใจเชิงพฤติกรรมของผู้ใช้งาน, ญาณิศา ซุ่นใช้

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาอิทธิพลของแนวดนตรีพื้นหลังของเว็บไซต์ต่อ (1) การรับรู้ความสนุกสนาน (2) ความสอดคล้องกับธุรกิจ และ (3) ความตั้งใจเชิงพฤติกรรมของผู้เข้าชมเว็บไซต์สปา ประเภทเดย์สปาหรือซิตี้สปา ที่มีการใช้แนวดนตรีพื้นหลัง 3 รูปแบบ ได้แก่ (1) เว็บไซต์ที่ไม่มีดนตรีพื้นหลัง (2) เว็บไซต์ที่มีแนวดนตรีแอมเบียนต์เป็นดนตรีพื้นหลังซึ่งแสดงถึงความสอดคล้องกับธุรกิจสปา และ (3) เว็บไซต์ที่มีแนวดนตรีคันทรีเป็นดนตรีพื้นหลังซึ่งแสดงถึงความไม่สอดคล้องกับธุรกิจสปา งานวิจัยนี้ศึกษาชาวไทยเพศหญิง ที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2524 ถึง 2543 หรือเจเนอเรชันวาย ที่ทำงาน หรืออาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 264 คน และใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ สำหรับการรับรู้ความสนุกสนาน การทดสอบของครัสคาลและวัลลิส พบว่าเว็บไซต์ที่มีแนวดนตรีแอมเบียนต์เป็นดนตรีพื้นหลังมีการรับรู้ความสนุกสนานของผู้ใช้ที่สูงกว่าเว็บไซต์ที่ไม่มีดนตรีพื้นหลัง และเว็บไซต์ที่มีแนวดนตรีคันทรีเป็นดนตรีพื้นหลังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่นเดียวกับการรับรู้ความสอดคล้องของดนตรีกับธุรกิจ พบว่าเว็บไซต์ที่มีแนวดนตรีแอมเบียนต์เป็นดนตรีพื้นหลังมีการรับรู้ความสอดคล้องของผู้ใช้ที่สูงกว่าเว็บไซต์ที่ไม่มีดนตรีพื้นหลัง และเว็บไซต์ที่มีแนวดนตรีคันทรีเป็นดนตรีพื้นหลังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน พบว่าในภาพรวม การรับรู้ความสนุกสนานส่งผลเชิงบวกกับความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในระดับปานกลาง แต่เมื่อมีแนวดนตรีแอมเบียนต์เป็นดนตรีพื้นหลังของเว็บไซต์ การรับรู้ความสนุกสนานส่งผลเชิงบวกกับความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในระดับสูง และในภาพรวมพบว่าการรับรู้ความสอดคล้องของดนตรีกับธุรกิจส่งผลเชิงบวกในระดับต่ำต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรม แต่เมื่อมีแนวดนตรีแอมเบียนต์เป็นดนตรีพื้นหลังของเว็บไซต์ พบว่าการรับรู้ความสอดคล้องของดนตรีกับธุรกิจส่งผลเชิงบวกในระดับสูงต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรม แต่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสอดคล้องของดนตรีกับธุรกิจกับความตั้งใจเชิงพฤติกรรมบนเว็บไซต์ที่ไม่มีดนตรีพื้นหลัง และเว็บไซต์ที่มีแนวดนตรีคันทรีเป็นดนตรีพื้นหลัง ผู้วิจัยหวังว่าผลการวิเคราะห์จากงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยไปใช้พัฒนา รวมถึงออกแบบเว็บไซต์เพื่อเป็นกลยุทธ์ให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีในการเข้าชมเว็บไซต์


ผลของความเชื่อก่อนหน้าและจำนวนค่าผิดปกติที่มีต่อการประมาณค่าสหสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงความเชื่อของบุคคล, สุทัตตา เหรียญทอง Jan 2023

ผลของความเชื่อก่อนหน้าและจำนวนค่าผิดปกติที่มีต่อการประมาณค่าสหสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงความเชื่อของบุคคล, สุทัตตา เหรียญทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยในอดีตพบว่าบุคคลตีความสหสัมพันธ์จากแผนภาพการกระจายอย่างมีอคติตามความเชื่อของตน หากแผนภาพการกระจายมีลักษณะทางภาพที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของบุคคลอยู่ด้วยจะส่งผลให้บุคคลนั้นเปลี่ยนแปลงความเชื่อน้อยลงแม้ว่าแผนภาพนั้นจะแสดงความสัมพันธ์ที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อของบุคคล อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ผ่านมายังไม่มีการนำค่าผิดปกติมาศึกษาร่วมกับความเชื่อ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความเชื่อก่อนหน้าและจำนวนค่าผิดปกติต่อการประมาณค่าสหสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ โดยผู้วิจัยคาดว่าการมีค่าผิดปกติจะยิ่งทำให้แผนภาพดูมีความสัมพันธ์ต่ำลงและจะทำให้บุคคลเปลี่ยนแปลงความเชื่อน้อยลงในกรณีที่บุคคลนั้นเชื่อว่าคู่ตัวแปรไม่มีความสัมพันธ์กัน การศึกษานี้ทำการทดลองผ่านแบบสอบถามออนไลน์โดยให้ผู้เข้าร่วมวิจัยแต่ละคนตอบแบบสอบถามความเชื่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรและประมาณค่าสหสัมพันธ์จากแผนภาพการกระจายทั้ง 12 แผนภาพ ซึ่งมาจากการผสมกันระหว่างเงื่อนไขการทดลอง ได้แก่ ความเชื่อก่อนหน้า (ไม่สอดคล้อง/สอดคล้อง), จำนวนค่าผิดปกติ (0/2/4 จุด) และระดับสหสัมพันธ์ (0.4/0.6) ผลพบว่าความเชื่อก่อนหน้าและจำนวนค่าผิดปกติมีอิทธิพลทำนายต่อการประมาณค่าสหสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ โดยกรณีความเชื่อก่อนหน้าไม่สอดคล้องกับข้อมูลจะประมาณค่าสหสัมพันธ์ต่ำกว่าความเป็นจริงและจะประมาณต่ำกว่ากรณีความเชื่อก่อนหน้าสอดคล้องกับข้อมูล และเมื่อจำนวนค่าผิดปกติเพิ่มขึ้นบุคคลกลับประมาณค่าสหสัมพันธ์สูงขึ้นซึ่งไม่ตรงกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และไม่ว่าสหสัมพันธ์จะเป็นระดับกลาง (0.4) หรือสูง (0.6) บุคคลต่างก็ประมาณค่าสหสัมพันธ์ผิดพลาดไปตามความเชื่อของตน ส่วนประเด็นการเปลี่ยนแปลงความเชื่อผลพบว่า กรณีความเชื่อก่อนหน้าไม่สอดคล้องกับข้อมูลจะเปลี่ยนแปลงความเชื่อเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่ากรณีความเชื่อก่อนหน้าสอดคล้องกับข้อมูล และจะเปลี่ยนแปลงความเชื่อมากขึ้นเมื่อสหสัมพันธ์สูงขึ้น (0.6) โดยจำนวนค่าผิดปกติมีอิทธิพลเล็กน้อยต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่เพิ่มขึ้นของกรณีความเชื่อก่อนหน้าไม่สอดคล้องกับข้อมูลซึ่งไม่ตรงกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และจากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าจำนวนค่าผิดปกติมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อโดยมีการประมาณค่าสหสัมพันธ์เป็นตัวแปรส่งผ่านซึ่งอิทธิพลทางอ้อมนี้ถูกกำกับโดยความเชื่อก่อนหน้าและระดับสหสัมพันธ์ โดยที่กรณีความเชื่อก่อนหน้าไม่สอดคล้องกับข้อมูลจะมีขนาดอิทธิพลทางอ้อมสูงกว่ากรณีความเชื่อก่อนหน้าสอดคล้องกับข้อมูล


ความไม่เท่าเทียมด้านการใช้บริการสุขภาพและผลลัพธ์สุขภาพของโรคเบาหวาน, วศิน เลาหวินิจ Jan 2023

ความไม่เท่าเทียมด้านการใช้บริการสุขภาพและผลลัพธ์สุขภาพของโรคเบาหวาน, วศิน เลาหวินิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านลักษณะประชากรและเศรษฐานะทางสังคมกับการตัดสินใจเข้ารับบริการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานในกลุ่มผู้ที่ยังไม่เป็นโรคเบาหวาน การตรวจยืนยันการวินิจฉัยโรคเบาหวานในกลุ่มผู้ต้องสงสัยว่าเป็นโรคเบาหวาน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเกิดภาวะแทรกซ้อนโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเส้นเลือดสมองแตกหรือตีบและการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนอายุ 20 ปีขึ้นไปจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 5 ที่มีการใช้บริการสาธารณสุขกับสถานพยาบาลที่ส่งข้อมูลให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับการใช้บริการสาธารณสุขและผลลัพธ์สุขภาพของโรคเบาหวานด้วยสถิติ Multilevel mixed-effects logistic regression สำหรับการเข้ารับบริการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด Cox proportional hazards model สำหรับการตรวจยืนยันการวินิจฉัยโรคเบาหวาน และ Multiple logistic regression สำหรับการเกิดภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิต การศึกษานี้มีกลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 11,221 คนแบ่งตามสถานะของโรคเบาหวาน ณ จุดเริ่มต้นการติดตามออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้ที่ยังไม่เป็นโรคเบาหวาน 2. ผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นโรคเบาหวาน และ 3. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน จำนวนทั้งสิ้น 9,667 536 และ 1,018 คน ตามลำดับ ระหว่างการติดตามเป็นระยะเวลา 7 ปีในปี พ.ศ. 2556 ถึง 2563 พบว่ามีการวินิจฉัยผู้ป่วยโรคเบาหวานรายใหม่จำนวน 769 คน คิดเป็นอุบัติการณ์หลังปรับอายุมาตรฐานอยู่ที่ 10.6 (95% CI 9.8-11.3) ต่อ 1 พันประชากร-ปี มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจำนวน 58 คนและโรคเส้นเลือดสมองแตกหรือตีบรายใหม่จำนวน 73 คน คิดเป็นอุบัติการณ์หลังปรับอายุมาตรฐานอยู่ที่ 64.6 (95% CI 47.8-81.4) และ 85.8 (95% CI 65.4-106.2) ต่อ 1 แสนประชากร-ปี ตามลำดับ และมีผู้เสียชีวิตทุกสาเหตุจำนวน 890 ราย คิดเป็นอุบัติการณ์หลังปรับอายุมาตรฐานอยู่ที่ 10.0 (95% CI 9.3-10.7) ต่อ 1 พันประชากร-ปี ปัจจัยทางด้านลักษณะทางประชากรและเศรษฐานะทางสังคมมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเข้ารับบริการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานในกลุ่มผู้ที่ยังไม่เป็นโรคเบาหวานมากที่สุดโดยมีจำนวนทั้งหมด 6 ปัจจัย ได้แก่ กลุ่มอายุ …


Determination Of Kinetic Parameters For Bone Turnover In Chronic Kidney Disease With Hemodialysis Patients Using Dynamics 18f-Naf Pet/Ct Imaging, Viyada Sanoesan Jan 2023

Determination Of Kinetic Parameters For Bone Turnover In Chronic Kidney Disease With Hemodialysis Patients Using Dynamics 18f-Naf Pet/Ct Imaging, Viyada Sanoesan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Bone turnover measurement using 18F-NaF PET/CT serves as a valuable imaging biomarker for studying bone metabolism at various sites of skeleton. This study aimed to determine the kinetic parameters (Ki–Patlak) for bone turnover prediction as a non-invasive biomarker from dynamic 18F-NaF PET/CT in chronic kidney disease (CKD) patients with hemodialysis. Moreover, we aimed to investigate whether Ki–Patlak derived from shortened scan time can provide a prediction equivalent to that obtained from routine dynamic scan. Twenty-seven Thai CKD patients on hemodialysis (48 scans) from December 2021 to December 2023 were recruited. After intravenous injection of 18F-NaF of 133±39.3 MBq, dynamic PET/CT …


Repeatability Of Alkanolamines In Carbon Dioxide Capture After Mineralization, Titiwut Sirima Jan 2023

Repeatability Of Alkanolamines In Carbon Dioxide Capture After Mineralization, Titiwut Sirima

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The mineralization reaction between alkanolamines solution loaded with CO2 and calcium ions (Ca2+) produced calcium carbonate precipitate under an ambient condition, which reduced energy for thermal regeneration of alkanolamines solution. This work represented alkanolamines as monoethanolamine (MEA), diethanolamine (DEA), and triethanolamine (TEA). In addition, calcium chloride (CaCl2), calcium sulphate (CaSO4) and calcium hydroxide (Ca(OH)2) were used as calcium sources. Utilization of calcium hydroxide (Ca(OH)2) as a calcium source in the mineralization reaction resulted in the supernatant retaining its ability to capture carbon dioxide over 89%, which is similar to thermal regeneration. The mineral regeneration and the thermal regeneration can regenerate …


Laser-Induced Biochar For The Solid-Phase Extraction Of Organophosphorus Pesticides, Sherwin Hugo Tan Lu Jan 2023

Laser-Induced Biochar For The Solid-Phase Extraction Of Organophosphorus Pesticides, Sherwin Hugo Tan Lu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Biochar is a carbon-rich material made from the combustion of biomass. It is a potential sustainable material for preconcentration sorbents, however conventional research uses energy-intensive pyrolysis methods to produce biochar sorbents. In this study, a more energy-efficient approach, using a laser irradiation process under ambient conditions, was studied to produce a biochar sorbent for the solid-phase extraction (SPE) of organophosphorous pesticides (OPPs) and analyzed by gas chromatography-mass spectrometry (GC-MS). Various biomass materials rich in lignin were tested to produce a biochar by a laser irradiation method. Cork sheet had the most consistent production of a laser-induced biochar and was selected …


การศึกษาทดลองยาหลอกควบคุมชนิดอำพรางสองฝ่ายเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดโพลีโพเดียมลิวโคโตมอสต่อการเกิดผิวคล้ำจากแสงแดด, กิรณา พัฒนาดี Jan 2023

การศึกษาทดลองยาหลอกควบคุมชนิดอำพรางสองฝ่ายเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดโพลีโพเดียมลิวโคโตมอสต่อการเกิดผิวคล้ำจากแสงแดด, กิรณา พัฒนาดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: สารสกัดโพลีโพเดียมลิวโคโตมอสเป็นสารสกัดจากต้นเฟิร์นชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติเด่นด้านการป้องกันผลเสียจากแสงแดดเมื่อรับประทานต่อเนื่อง แต่งานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรับประทานเพียงครั้งเดียวยังไม่เพียงพอ การศึกษานี้มีเป้าหมายเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการรับประทานสารสกัดนี้ในขนาด 480 มิลลิกรัมต่อการเกิดผิวคล้ำจากแสงแดดที่ระยะเวลาต่าง ๆ วิธีการศึกษา: การศึกษานี้ทดลองยาหลอกควบคุมชนิดอำพรางสองฝ่ายในอาสาสมัครสุขภาพดี 32 คนที่มีประเภทผิว Fitzpatrick III-V โดยอาสาสมัครถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม และมีการฉายแสงแดดเทียมที่ความเข้มแสง 4 และ 6 SED (standard erythema dose) ที่บริเวณที่กำหนดของหลัง สีผิวพื้นฐานก่อนฉายแสงแดดเทียมจะถูกวัดด้วยเครื่องโครมามิเตอร์ก่อนรับประทานยาหลอก และตามด้วยการวัดสีผิวหลังฉายแสงแดดเทียมทันที ที่ 2 ชั่วโมงเพื่อวัดการเกิดผิวคล้ำชนิดเฉียบพลัน ที่ 24 ชั่วโมง เพื่อดูการเกิดผิวคล้ำชนิดคงอยู่และความแดง และชนิดคงอยู่ที่ 7 วัน ตามลำดับ จากนั้นจะทำการวัดเช่นเดิมก่อนจะให้อาสาสมัครรับประทาน PLE 480 มิลลิกรัม แล้วฉายแสงแดดเทียมที่บริเวณหลังอีกข้าง แล้วทำการวัดสีผิวหลังการฉายแสงในระยะเวลาต่าง ๆ เทียบกับยาหลอก ผลการศึกษา: อาสาสมัครทุกคน (n = 32) ได้ผ่านการฉายแสงแดดเทียมและวัดสีผิวที่ระยะเวลาต่าง ๆ เทียบกับก่อนฉายแสงแดดเทียม พบว่าการรับประทานสารสกัดนี้ไม่ได้ช่วยลดการเกิดผิวคล้ำชนิดเฉียบพลันและชนิดคงอยู่ที่ 7 วัน รวมไปถึงการเกิดรอยแดงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามพบว่าการรับประทานสารสกัด PLE ช่วยลดการเกิดผิวคล้ำชนิดคงอยู่ที่ 24 ชั่วโมงอย่างมินัยยะสำคัญทางสถิติ (p-value 0.019) สรุปผล: การศึกษานี้พบว่าเมื่อเทียบกับยาหลอก การรับประทานสารสกัดโพลีโพเดียมลิวโคโตมอสมีผลช่วยลดการเกิดผิวคล้ำชนิดคงอยู่ที่ 24 ชั่วโมงหลังการฉายแดดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่มีผลช่วยลดการเกิดสีผิวคล้ำเฉียบพลันและการเกิดผิวคล้ำชนิดคงอยู่ รวมถึงรอยแดงจากแสงแดดเมื่อเทียบกับยาหลอก


การรับรู้และเจตคติต่อการใช้ระบบดูแลสุขภาพผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้รับบริการตรวจสุขภาพในเขตเมือง, นภาลัย ภูริเริงภูมิ Jan 2023

การรับรู้และเจตคติต่อการใช้ระบบดูแลสุขภาพผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้รับบริการตรวจสุขภาพในเขตเมือง, นภาลัย ภูริเริงภูมิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ระบบดูแลสุขภาพผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่หรือ mobile health (mHealth) สามารถช่วยให้ผู้รับบริการตรวจสุขภาพเข้าถึงโปรแกรมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ง่าย สะดวก และต่อเนื่อง การรับรู้และเจตคติของผู้รับบริการเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการยอมรับการใช้งาน mHealth ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทย การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้และเจตคติของผู้รับบริการคลินิกตรวจสุขภาพเกี่ยวกับการใช้ mHealth เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์เนื้อหาโดยการวิเคราะห์แก่นสาระ มีผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 21 คน ผลการวิจัยพบว่าผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีประสบการณ์การใช้ mHealth มาบ้างในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเอง และทุกคนรู้จัก mHealth อย่างน้อย 1 อย่าง ความตั้งใจในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับการรับรู้ความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองและส่งผลให้รับรู้ถึงประโยชน์ของ mHealth ความคุ้นเคยต่อการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและความถูกต้องของข้อมูลเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ mHealth การรับรู้ถึงประโยชน์ของ mHealth และความง่ายในการใช้งานเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงและนำไปสู่เจตคติเชิงบวกต่อการใช้ mHealth สอดคล้องกับแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี ส่วนประกอบเพิ่มเติมได้แก่ 1) ความจำเพาะกับบุคคล 2) การรับรู้ความสามารถของตนเอง 3) ความน่าเชื่อถือ และ 4) ความเป็นส่วนตัวของการเก็บข้อมูลด้านสุขภาพ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการยอมรับ mHealth ได้แก่ อิทธิพลทางสังคมและความอยากรู้อยากลองสิ่งใหม่ อุปสรรคที่ทำให้ยังไม่ได้ใช้ mHealth หรือเลิกใช้ได้แก่ การขาดแรงจูงใจ อุปสรรคด้านการใช้งาน อุปสรรคส่วนตัวของผู้ใช้ และทางเลือกอื่น ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาแบบจำลองการยอมรับการใช้ mHealth สำหรับกลุ่มคนไทย ไปจนถึงการพัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยี mHealth เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในอนาคต


การตรวจวัดระดับ Lipoprotein(A) และการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโดยใช้เครื่องตรวจจอตาปัญญาประดิษฐ์แบบพกพาในผู้ป่วยไทยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่ได้รับการสวนหลอดเลือดหัวใจ, พิทวัส โอวรากร Jan 2023

การตรวจวัดระดับ Lipoprotein(A) และการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโดยใช้เครื่องตรวจจอตาปัญญาประดิษฐ์แบบพกพาในผู้ป่วยไทยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่ได้รับการสวนหลอดเลือดหัวใจ, พิทวัส โอวรากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: Lipoprotein(a) หรือ Lp(a) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยระดับของ Lp(a) ขึ้นกับพันธุกรรมเป็นหลักและพบว่าระดับแตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาติ นอกจากนั้นปัจจุบันมีวิธีการตรวจความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยการถ่ายภาพจอตาร่วมกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลเกี่ยวกับระดับ Lp(a) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจชาวไทยยังค่อนข้างจำกัด รวมไปถึงยังไม่เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคตด้วยการใช้ภาพถ่ายจอตาปัญญาประดิษฐ์มาก่อน วัตถุประสงค์: ศึกษาความแตกต่างระหว่างระดับ Lp(a) ในผู้ป่วยชาวไทยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและเพื่อหาค่าเกณฑ์ตัดสินผลบวก (cut-off) ที่ได้จากการใช้เครื่องตรวจจอตาปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถนำมาใช้ทำนายการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ วิธีการศึกษา: คัดเลือกผู้ป่วยที่เข้ารับการสวนหลอดเลือดหัวใจที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เดือนมกราคม พ.ศ. 2567 ถึง เมษายน พ.ศ. 2567 ผู้เข้าร่วมวิจัยจะถูกแบ่งเป็นสองกลุ่มตามผลการสวนหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกรายจะได้รับการเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจระดับ Lp(a) และได้รับการตรวจภาพถ่ายจอตาด้วยเครื่องตรวจจอตาปัญญาประดิษฐ์ ผลการวิจัย: ผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับการสวนหลอดเลือดหัวใจจำนวน 120 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ 40 รายและผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจจำนวน 80 ราย สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการศึกษาพบว่าค่ามัธยฐานของระดับ Lp(a) ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคหัวใจเท่ากับ 16.6 นาโนโมลต่อลิตร ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 8.5 ถึง 33.7 ส่วนกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ มีค่ามัธยฐานของระดับ Lp(a) เท่ากับ 30.3 นาโนโมลต่อลิตร ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 15.5 ถึง 88 โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value


การศึกษาประสิทธิภาพของการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นในการรักษาเสริมโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง : การศึกษาแบบสุ่ม, พิมพ์ใจ เดชรุ่งเรือง Jan 2023

การศึกษาประสิทธิภาพของการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นในการรักษาเสริมโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง : การศึกษาแบบสุ่ม, พิมพ์ใจ เดชรุ่งเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: ประสิทธิภาพของการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นในการรักษาเสริมโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง วิธีการวิจัย: การวิจัยชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมแบบแบ่งครึ่งศีรษะในการทดลอง ในผู้ป่วยโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง ผู้เข้าร่วมวิจัย 25 คน ถูกสุ่มแบ่งครึ่งศีรษะเป็นด้านที่ได้รับการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น และด้านที่ได้รับการฉีดน้ำเกลือความเข้มข้น 0.9% เดือนละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือน มีการตรวจติดตามเดือนที่ 1 และ 3 ภายหลังเสร็จสิ้นการทดลอง เพื่อประเมินการอักเสบของเส้นผมและหนังศีรษะโดยอุปกรณ์ส่องดูสภาพผิวหนังกำลังขยายสูง ประเมินความหนาแน่นของเส้นผม ประเมินการถดถอยของแนวไรผม และความพึงพอใจก่อนและหลังรับการรักษา ผลการศึกษา: หลังตรวจติดตามเดือนที่ 1 ภายหลังเสร็จสิ้นการทดลอง พบว่าศีรษะด้านที่ได้รับการการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นมีการอักเสบในแง่ค่าเฉลี่ยระดับความแดงและขุยรอบรูขุมขนที่ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เท่ากับ 0.2 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% = -0.39 ถึง -0.02, P = 0.035) และ 0.32 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% = -0.54ถึง -0.11, P = 0.004) ตามลำดับ รวมถึงมีค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของเส้นผมและความหนาของเส้นผมเฉลียสะสมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เท่ากับ 8.14 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% = 2.94 ถึง 13.33, P = 0.002) และ 0.32 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% = 0.04 ถึง 0.61, P = 0.026) ตามลำดับ เมื่อเทียบกับข้างที่ควบคุม นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญของระดับความพึงพอใจข้างที่ทดลอง และไม่มีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นภายหลังการทดลองทั้งสองข้าง สรุป: การรักษาเสริมด้วยการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นในผู้ป่วยโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง อาจสามารถช่วยลดระดับความอักเสบและช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผม รวมถึงเพิ่มความหนาแน่นของเส้นผมได้


การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการพัฒนาเครื่องดื่มโปรตีนที่ผ่านกระบวนการไกลเคชั่นจากพืชรสช็อกโกแลต, ลลิฉัตร์ ชัยศิรวรกิตติ์ Jan 2023

การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการพัฒนาเครื่องดื่มโปรตีนที่ผ่านกระบวนการไกลเคชั่นจากพืชรสช็อกโกแลต, ลลิฉัตร์ ชัยศิรวรกิตติ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้วิเคราะห์และศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการพัฒนาเครื่องดื่มโปรตีนที่ผ่านกระบวนการไกลเคชั่นจากพืชรสช็อกโกแลต เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคหันมาบริโภคเครื่องดื่มโปรตีนจากพืชเพื่อสุขภาพเพิ่มสูงขึ้น ผู้วิจัยจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ด้วยเทคโนโลยีการไกลเคชั่น และประเมินศักยภาพทางการตลาดผ่านการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างผลิตและผู้บริโภค ในทุกกระบวนการ กลุ่มตัวอย่าง 15 ท่าน ผลการศึกษานำมาใช้ออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถพัฒนาเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับ จากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ผลิตได้ยอมรับนวัตกรรมการผลิตนี้ เพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นพัฒนาเนื้อสัมผัสของเครื่องดื่มโปรตีนจากพืช และ คุณภาพให้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าในปัจจุบัน เนื้อสัมผัสกลืนง่าย แต่ยังคงมุ่งเน้นรสชาติตอบสนองรสชาติตามที่ผู้บริโภคต้องการ ผู้บริโภคคาดหวังถึงคุณค่าทางโภชนาการที่สูงและเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง รสชาติและราคาเหมาะสมเพื่อการบริโภคได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ การศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน โดยการผลิตแบบจ้างผลิต (OEM) การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงิน เมื่อจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ในราคา 59 บาท คาดการณ์ส่วนแบ่งตลาดที่ 5 % พบว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า มีมูลค่า ปัจจุบันสุทธิของธุรกิจ (NPV) เป็นบวก อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) สูง ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) อยู่ที่ 2.4 ปี ถือว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นและเหมาะสมแก่การลงทุน จากการศึกษางานวิจัยนี้ สรุปได้ว่า เครื่องดื่มโปรตีนที่ผ่านกระบวนการไกลเคชั่นจากพืชรสช็อกโกแลต เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพได้รับการยอมรับและมีความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์


การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมะม่วงเพื่อสุขภาพโดยใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ในการลดปริมาณน้ำตาลซูโครสและเสริมพรีไบโอติก, มนัสชญาณ์ อู่สมบัติชัย Jan 2023

การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมะม่วงเพื่อสุขภาพโดยใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ในการลดปริมาณน้ำตาลซูโครสและเสริมพรีไบโอติก, มนัสชญาณ์ อู่สมบัติชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้ฉบับนี้เป็นการศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์น้ำมะม่วงเพื่อสุขภาพโดยใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ลดปริมาณน้ำตาลซูโครสและเสริมพรีไบโอติก และศึกษาความต้องการของผู้บริโภคที่ตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์ รวมถึงศักยภาพของตลาดน้ำมะม่วงเพื่อสุขภาพ ร่วมกับการวิเคราะห์แนวทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมทั้งปัจจัยภายในและภายนอก เพื่อการจัดทำแผนธุรกิจ กลยุทธ์ทางการตลาด การสร้างแบรนด์ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเพื่อทราบถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคและการยอมรับในผลิตภัณฑ์ ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 20 คน และวิธีวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถาม จำนวน 129 คน โดยกลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มคนรักสุขภาพและกลุ่มคนที่ควบคุมน้ำหนัก ซึ่งต้องการเครื่องดื่มผลไม้ที่รสชาติอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพในราคาที่ 30 บาท ปริมาณ 250 มิลลิลิตร และราคา 120 บาท ปริมาณ 1,000 มิลลิลิตร และสะดวกต่อการซื้อในช่องทางการจัดจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และช่องทางออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่ามีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ ทั้งในเรื่องของความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการผลิต และโอกาสทางการตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตของผลิตภัณฑ์ จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน พบว่ามีความสามารถในการทำกำไรในอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เป็นบวก และมีระยะเวลาคืนทุนภายใน 1.2 ปี ในขณะที่การศึกษาความต้องการทางการตลาดและการยอมรับผลิตภัณฑ์พบว่าผู้บริโภคมีความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมะม่วงลดน้ำตาล เนื่องจากมีความกังวลในเรื่องระดับน้ำตาลในมะม่วงที่อาจมีผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งงานวิจัยนี้มีโอกาสทางด้านการตลาดพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ได้


โครงสร้างตลาดและพฤติกรรมการแข่งขันของอุตสาหกรรมการเพาะปลูกกัญชาในประเทศไทย, ศิริยาภรณ์ กันหาชน Jan 2023

โครงสร้างตลาดและพฤติกรรมการแข่งขันของอุตสาหกรรมการเพาะปลูกกัญชาในประเทศไทย, ศิริยาภรณ์ กันหาชน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกัญชาเพื่อนำกัญชามาใช้ในเชิงการแพทย์และอุตสาหกรรม เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ประเด็นดังกล่าวส่งผลต่อเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการเพาะปลูกกัญชาในประเทศไทย โดยการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างตลาดและพฤติกรรมการแข่งขันของอุตสาหกรรมการเพาะปลูกกัญชาในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ถึง พ.ศ. 2564 โดยใช้แนวคิด S-C-P Approach และ Porter’s Five Forces Model และศึกษารูปแบบการกระจายตัวของอุตสาหกรรมในเชิงพื้นที่ โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis) ซึ่งผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Methods) โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลการจดทะเบียนในอุตสาหกรรม ธุรกรรมการซื้อขายกัญชาจำนวน 4,414 ธุรกรรม และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการจำนวน 9 ราย ภายใต้การวิเคราะห์โครงสร้างตลาดและพฤติกรรมการแข่งขัน ผู้วิจัยมีการใช้ดัชนี Herfindahl-Hirschman (HHI) เพื่อวิเคราะห์การแข่งขันในอุตสาหกรรม และวิเคราะห์การกระจายตัวเชิงพื้นที่โดยใช้สถิติ Moran’s I และ Getis-Ord Gi ผลการศึกษาแสดงให้ถึงจำนวนผู้ประกอบการเพาะปลูกกัญชาเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ. 2564 โดยวิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้น 291 แห่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 การเพาะปลูกกัญชามีการขยายตัวในทุกภูมิภาค ซึ่งบ่งชี้ถึงการแข่งขันในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น โดยค่า HHI ตลอด 3 ปีมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3,259.23 นอกจากนี้ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้น โดยมีโครงสร้างตลาดเปลี่ยนแปลงจากตลาดผูกขาดในปี พ.ศ. 2562 เป็นตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ในปี พ.ศ. 2563 นอกจากนี้ยังเกิดการเกาะกลุ่ม (Cluster) ของผู้ประกอบการรายย่อยในภายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


Characteristics Of Music Intervention For Perinatal Depression: A Scoping Review, Cholticha Yosapol Jan 2023

Characteristics Of Music Intervention For Perinatal Depression: A Scoping Review, Cholticha Yosapol

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Various transitions occur in one’s lifetime, shifting life from one phase to another. Pregnancy and childbirth stand out as significant milestones for women. These periods bring forth demands across various dimensions: physical, mental, emotional, relational, and spiritual, which need ample support for a smooth transition into motherhood. However, pregnant women and new mothers often face heightened risks of stress, anxiety, and perinatal depression. Music intervention has emerged as a promising avenue for alleviating depressive symptoms in this demographic, with numerous studies highlighting its efficacy. In this scoping review, the aim was to delve into existing literature and identify the characteristics …


การประเมินประสิทธิภาพของอาคารเขียว: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นภัสสร แพรกอุดม Jan 2023

การประเมินประสิทธิภาพของอาคารเขียว: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นภัสสร แพรกอุดม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพด้านคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารของอาคารเขียวและอาคารสำนักงานทั่วไปในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และประเมินค่าใช้จ่ายด้านการใช้พลังงานของระบบระบายอากาศและระบบปรับอากาศภายในอาคาร โดยดำเนินการตรวจวัดทั้งเชิงวัตถุวิสัยและตรวจวัดเชิงอัตวิสัย ภายในอาคารเขียว 3 อาคาร และอาคารสำนักงานทั่วไป 1 อาคาร โดยใช้เครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคารและแบบสอบถาม จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่ามีความแตกต่างกันของผลการตรวจวัดอย่างมีนัยสำคัญหว่างอาคารเขียว และผลการตรวจวัดในบางอาคารเกินค่าเฝ้าระวังฯ โดยเฉพาะ PM2.5 (16.67-40.26 µg/m3) เนื่องจากมลพิษภายนอกอาคารและพฤติกรรมของผู้ใช้อาคาร ผลจากแบบประเมินแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้อาคารส่วนมากพึงพอใจกับคุณภาพของสภาวะแวดล้อมโดยรวม ส่วนข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพวิเคราะห์โดยใช้ Odd Ratio พบว่า ผู้ใช้อาคารที่มีระดับมลพิษสูงมีโอกาสเกิดอาการทางสุขภาพมากกว่าผู้ใช้อาคารที่ได้รับสัมผัสในระดับที่ต่ำกว่า ในส่วนของค่าไฟฟ้าจากระบบปรับอากาศ อาคารสำนักงานทั่วไปมีค่าสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอาคารเขียว โดยการบริหารจัดการอาคารที่ไม่เหมาะสมและนโยบายการประหยัดพลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจส่งผลกรทบต่อคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารให้แย่ลงได้ โดยสรุป คุณภาพอากาศภายนอกอาคารและพฤติกรรมของผู้ใช้อาคารเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของอาคารในด้านคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารของอาคารเขียวได้


แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา, บุญญาพร บุญถนอม Jan 2023

แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา, บุญญาพร บุญถนอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์องค์ประกอบและพฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนของครูที่ส่งเสริมให้นักเรียนมัธยมศึกษามีพฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัล 3) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประกอบด้วย วิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม จากครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และ เขต 2 จำนวน 382 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ ครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และ เขต 2 จำนวน 44 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบความเป็นพลเมืองดิจิทัล ประกอบด้วย 10 องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทย มี 139 ตัวบ่งชี้ ครอบคลุมด้านพุทธิพิสัย (K) ด้านทักษะพิสัย (P) และด้านจิตพิสัย (A) 2) สภาพการจัดการเรียนการสอนของครูที่ส่งเสริมให้นักเรียนมัธยมศึกษามีพฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลในปัจจุบัน มีการส่งเสริมโดยภาพรวมในระดับปานกลาง โดยครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ไม่ได้มีการกำหนดจุดมุ่งหมาย ไม่ได้มีการกำหนดเนื้อหา ไม่ได้มีการกำหนดการวัดและประเมินผลในแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความเป็นพลเมืองดิจิทัล แต่มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ที่ช่วยในการส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัล 3) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา มี 4 แนวทาง ได้แก่ (1) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (2) รายวิชาเพิ่มเติม (3) บูรณาการร่วมกันระหว่างรายวิชา และ (4) บูรณาการในรายวิชา ผ่านการกำหนดจุดมุ่งหมาย การกำหนดเนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ตามองค์ประกอบของการจัดการเรียนการสอน


ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 : การวิจัยแบบผสานวิธี, อรุณี ศุทธิชัยนิมิต Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 : การวิจัยแบบผสานวิธี, อรุณี ศุทธิชัยนิมิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบผสานวิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียน และ (2) ศึกษาประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรดังกล่าวของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี 320 คนในงานวิจัยเชิงปริมาณ และ 14 คนในงานเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ มาตรวัดการบริหารจัดการเวลา มาตรวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน มาตรวัดความเหนื่อยล้าทางจิตใจ มาตรวัดภาวะหมดไฟในการเรียน และแนวคำถามการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้าง และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพตามแนวทางของ Giorgi และคณะ ผลการวิจัยพบว่าโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัวแปรอธิบายความแปรปรวนของภาวะหมดไฟในการเรียนได้ร้อยละ 57 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด คือ ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ตามมาด้วยการบริหารจัดการเวลา และการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่าผู้มีภาวะหมดไฟในการเรียนสูงมี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ภาวะหมดไฟในการเรียนเกิดหลายระลอก ส่งผลต่อการใช้ชีวิต (2) ลักษณะนิสัยเครียดง่าย คาดหวังสูง ปรับตัวยาก (3) ความเครียดสะสม อดนอน และบริหารจัดการเวลาไม่ได้ (4) รับมือภาวะหมดไฟด้วยตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ส่วนผู้มีภาวะหมดไฟในการเรียนต่ำพบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ภาวะหมดไฟในการเรียนเกิดชั่วคราว ลดประสิทธิภาพการเรียน (2) ลักษณะนิสัยยืดหยุ่นสูง เชื่อมั่นในตนเอง และไม่คาดหวังเรื่องเรียน (3) รับมือภาวะหมดไฟด้วยตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง


ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลมาจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น, ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ Jan 2023

ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลมาจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น, ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก 6 ราย ผลการวิเคราะห์พบ 4 แก่นสาระหลัก ได้แก่ (1) โลกที่ถูกสั่นคลอนจากการถูกข่มเหงรังแก สะท้อนการรับรู้ตนเองและผู้อื่นที่ถูกท้าทายจากการข่มเหงรังแก ตลอดจนการพยายามเอาตัวรอดจากสถานการณ์และใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบที่เกิดจากการถูกข่มเหงรังแก (2) การบ่มเพาะสู่ความงอกงามทางจิตใจภายหลังเผชิญการถูกข่มเหงรังแก เป็นกระบวนการเรียนรู้และทำความเข้าใจตนเอง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และต่อประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแก นำไปสู่การยอมรับในตนเอง ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย และปล่อยวางเรื่องราวในอดีตได้มากขึ้น (3) ความงอกงามทางจิตใจภายหลังเผชิญการถูกข่มเหงรังแก โดยพบทั้งหมด 4 ประเด็น ได้แก่ ความมั่นคงจากภายในตนเอง ความรู้สึกวางใจในความสัมพันธ์ แรงผลักดันที่นำไปสู่การพัฒนาตนเอง และความรู้สึกซาบซึ้งยินดีในชีวิต (4) สิ่งที่พัฒนาขึ้นจากการผ่านประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแก เป็นทักษะในการดูแลใจตนเองในสถานการณ์ต่างๆ ที่มีมากขึ้น การวางขอบเขตความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ชัดเจนมากขึ้น และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและอยากช่วยเหลือผู้อื่น ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากการเรียนรู้และปรับตัวกับผลกระทบจากการถูกข่มเหงรังแก โดยประสบการณ์ทางจิตใจเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก ของบุคคลที่มีประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวทางในการป้องกันผลกระทบจากการถูกข่มเหงรังแกในกลุ่มวัยรุ่น รวมถึงแนวทางในการให้การสนับสนุนและเยียวยาผู้ที่มีประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแกด้วยเช่นกัน


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม Jan 2023

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ชนิดการรักษา ความวิตกกังวล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และการสนับสนุนทางสังคมกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่จำนวน 133 คนที่รับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลตำรวจ สุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีเลือกตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบสอบถามความวิตกกังวลตามสถานการณ์ แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาดังนี้ แบบประเมินความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน เท่ากับ 0.88 แบบประเมินความทุกข์ทรมานจากอาการ เท่ากับ 0.8 และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคมเท่ากับ 0.9 และหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีค่าเท่ากับ.96, .95, .85 และ 82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่มีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในระดับน้อย (mean = 2.39, SD = 0.78) เมื่อแยกรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความต้องการสูงสุดคือระบบสุขภาพและข้อมูล มีความต้องการระดับปานกลาง(mean = 3.09, SD = 1.15) รองลงมาคือด้านการดูแลผู้ป่วยและการสนับสนุน (mean = 2.80 SD = 1.22) ขณะที่ด้านที่มีความต้องการน้อยที่สุดคือเพศสัมพันธ์ (mean = 1.60, SD = 0.74) 2. ความวิตกกังวลและความทุกข์ทรมานจากอาการมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = .40, .41 และ .45 ตามลำดับ) การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางลบกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = -.18) สำหรับปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์ได้แก่ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และการรักษา


Effects Of Individual And Family Self-Management Program On Glycated Hemoglobin And Health-Related Quality Of Life Among Adults With Uncontrolled Type 2 Diabetes Mellitus In Indonesia, Margareta Teli Jan 2023

Effects Of Individual And Family Self-Management Program On Glycated Hemoglobin And Health-Related Quality Of Life Among Adults With Uncontrolled Type 2 Diabetes Mellitus In Indonesia, Margareta Teli

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

More than 85% of Indonesian adults with Type 2 diabetes (T2DM) do not meet glycemic targets. More effective support from family members on diabetes self-management may improve diabetes management and outcomes. The study aimed to 1) compare glycated hemoglobin (HbA1c) levels and health-related quality of life (HRQoL) before and after participating in individual and family self-management programs (IFSM) and 2) compare HbA1c levels and HRQoL between adults with uncontrolled T2DM who received the IFSM program and those who received usual care. This randomized controlled trial was conducted from December 2023 to March 2024 among participants recruited from 3 Public Health …


อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574, ศิริณา กมณฑลาภิเษก Jan 2023

อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574, ศิริณา กมณฑลาภิเษก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ จำนวน 18 คน วิธีการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 รอบ คือ รอบที่ 1 สัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 รอบที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างแบบสอบถาม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงประมาณค่าแนวโน้มความน่าจะเป็นในแต่ละข้อ และรอบที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และจัดทำแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็น เพื่อสรุปเป็นอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 ผลการวิจัยพบว่า อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านวางแผนการบริหารองค์การ ได้แก่ การวิเคราะห์ภาระงานยุทธการด้านการแพทย์ทหาร 2) ด้านรูปแบบการบริการพยาบาล ได้แก่ การให้บริการเชิงรุกแก่ข้าราชการและครอบครัว รวมถึงผู้ทำการในอากาศ 3) ด้านการจัดการความรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการ 4) ด้านนวัตกรรมและการพัฒนางานคุณภาพ ได้แก่ การยกระดับความสำเร็จในการผลิตผลงานวิจัย นวัตกรรมทางการพยาบาลและงานพัฒนาคุณภาพ 5) ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้กับบุคลากรพยาบาลอย่างต่อเนื่อง 6) ด้านสนับสนุนการจัดการศึกษา ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตให้มีคุณลักษณะและสมรรถนะเชิงวิชาชีพเป็นไปตามความต้องการขององค์การพยาบาล และ 7) ด้านการเตรียมพร้อมรับภารกิจด้านการแพทย์ทหาร สถานการณ์ฉุกเฉินและการบรรเทาสาธารณภัย ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรพยาบาลด้านการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน


ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย, อุษา อติโภคบูรณ์ Jan 2023

ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย, อุษา อติโภคบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤฒพลังและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลการสำรวจระดับประเทศจากโครงการ “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและความอยู่ดีมีสุขในบริบทสังคมสูงวัย” ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลโดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2559ผลการศึกษาระดับพฤฒพลัง พบว่าผู้สูงอายุชายมีระดับคะแนนพฤฒพลังสูงกว่าผู้สูงอายุหญิงในพฤฒพลังด้านการทำงานเชิงเศรษฐกิจ พฤฒพลังด้านการดำรงชีวิตโดยพึ่งตนเองได้ มีสุขภาวะที่ดีและมีความมั่นคง และพฤฒพลังด้านศักยภาพและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีพฤฒพลัง ทั้งนี้ ผู้สูงอายุชายมีคะแนนพฤฒพลังมากที่สุดในตัวชี้วัดการประกอบกิจวัตรประจำวันขั้นสูง (IADLs) และทุกตัวชี้วัดในพฤฒพลังด้านการทำงานเชิงเศรษฐกิจ ในขณะที่ผู้สูงอายุหญิงมีคะแนนพฤฒพลังมากที่สุดด้านการมีส่วนร่วมในสังคมในตัวชี้วัดการดูแลสมาชิกในครอบครัว ในส่วนของผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีพฤฒพลังด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี พบว่า เพศ สถานภาพสมรส รายได้เฉลี่ยต่อปี และการเตรียมการเพื่อให้มีพฤฒพลัง มีความสัมพันธ์กับการมีพฤฒพลังทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p


Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib Jan 2023

Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Birth registration is a fundamental human right and a key component of Sustainable Development Goal (SDG) 16.9, which aims to provide legal identity for all by 2030. In Nigeria, birth registration is essential for safeguarding children's rights, including access to education, healthcare, and social services. Despite its importance, birth registration rates remain low, with significant disparities across different regions and population groups.Objective: This study aims to analyze trends in birth registration and explore the determinants of birth registration in Nigeria during 2021, utilizing the latest data from the 2021 Multiple Indicator Cluster Surveys (MICS).Methods: The study employs a descriptive …