Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 12601 - 12630 of 17328

Full-Text Articles in Entire DC Network

Oral Pemphigus Vulgaris: A Study Of 8 Cases, Kobkan Thongprasom, Wiwat Korkij Apr 1999

Oral Pemphigus Vulgaris: A Study Of 8 Cases, Kobkan Thongprasom, Wiwat Korkij

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective The aim of this study was to analyse the characteristics and the management of the patients affected oral pemphigus.Material and methods The data of eight patients with oral pemphigus were collected at the Oral Medicine Department, Faculty of Dentistry, Chulalongkorn University during 1989-1997. The disease was observed mainly in women. The age range of this group was from 27-46 years, with a mean of 39.6 years. Diagnosis was based on the clinical presentation, confirmed by histopathology and immunofluorescence study. The patients were treated with prednisolone in various dosages combined with a topical steroid, 0.1% fluocinolone acetonide in solution (FAS).Results …


Radiation Doses Of Intraoral Radiographs In Dental Patients, Suwadee Kositbowornchai Apr 1999

Radiation Doses Of Intraoral Radiographs In Dental Patients, Suwadee Kositbowornchai

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective The aim of this present study was to evaluate the radiation dose associated with intraoral radiographic techniques. Material and methods The radiation doses were measured at eyelid and thyroid gland, using the alarm digital dosimeter during taking intraoral radiographic techniques; the parallel technique, the bisecting-angle technique and the bitewing technique in different positions of oral cavity. Organ doses were estimated by averaging the readings obtained from digital dosimeter placed in anatomically appropiate positions of 20 patients for each view. The results were presented as the mean dose equivalent per single exposure and the combination dose at various locations for …


การบริการด้านทันตกรรมประดิษฐ์ของกลุ่มงานทันตกรรมวชิรพยาบาล, อรวรรณ เจษฎาพันธ์ Apr 1999

การบริการด้านทันตกรรมประดิษฐ์ของกลุ่มงานทันตกรรมวชิรพยาบาล, อรวรรณ เจษฎาพันธ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อสํารวจการให้บริการทางทันตกรรมประดิษฐ์ของกลุ่มงานทันตกรรม วชิรพยาบาล ทั้งจํานวนผู้ป่วย ผู้มาบริการ และชนิดของงานที่ให้บริการในระยะยาว 5 ปี (พ.ศ. 2537-2541) เพื่อประโยชน์ในการวางแผนงาน ของกลุ่มงานและให้บริการได้เหมาะสมกับความต้องการของประชาชน วัสดุและวิธีการ สํารวจจํานวนผู้ป่วยที่มาขอรับบริการทางด้านทันตกรรมประดิษฐ์ที่กลุ่มงานทันตกรรมวชิรพยาบาล ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2537-2541 โดยแบ่งกลุ่มผู้มารับบริการตามเพศและอายุ (ผู้ใหญ่, กลางคนและสูงอายุ) ตามประเภท ของงานทางด้านทันตกรรมประดิษฐ์โดยการหาจํานวนร้อยละของแต่ละชนิดของงานที่ให้บริการ รวมทั้งสํารวจอาชีพรายได้ สถานที่อยู่อาศัยจากทะเบียนประวัติผู้ป่วย ผลการศึกษา ในระยะ 5 ปี มีผู้มารับบริการจํานวน 2,418 ราย งานที่ให้บริการทางทันตกรรมประดิษฐ์จํานวน 2,893 ชิ้น พบว่าเพศหญิง (ร้อยละ 57.86) มารับบริการมากกว่าเพศชาย (ร้อยละ 42.14) งานที่ให้บริการมากที่สุด คือ ฟันปลอมชั่วคราว (ร้อยละ 60.13) รองลงมาคือฟันปลอมบางส่วนถอดได้ชนิดโลหะโคบอลต์ โครเมียมมีฟันค้ําจุน และไม่มีฟันค้ําจุน (ร้อยละ 16.29) และฟันปลอมทั้งปาก (ร้อยละ 14.59) ตามลําดับ ผู้สูงอายุจะเป็นผู้ที่มารับบริการมากที่สุด ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการใช้บริการขึ้นอยู่กับสถานภาพทางเศรษฐกิจ เขตที่อยู่อาศัย อาชีพ และสถานภาพทางสังคม สรุป บริการทางด้านทันตกรรมประดิษฐ์ของกลุ่มงานทันตกรรม วชิรพยาบาล 5 ปีที่ผ่านมาพบว่าผู้สูงอายุเป็นผู้ที่มา ใช้บริการมากที่สุด โดยงานที่มาขอรับบริการมากที่สุดคือ ฟันปลอมชั่วคราว ซึ่งอาจเป็นผลเนื่องจากสถานภาพทาง เศรษฐกิจ แต่เป็นความจําเป็นตามสภาพสังคมและเห็นว่ามีแนวโน้มที่ประชาชนจะมารับบริการทางด้านทันตกรรม ประดิษฐ์สูงขึ้น


อิทธิพลของการเสริมตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมต่อความแข็งแรงดัดขวางของวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิก, ชัยรัตน์ วิวัฒน์วรพันธ์, ไชยพร เทพชาตรี, พงศธร พู่ทองคำ Apr 1999

อิทธิพลของการเสริมตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมต่อความแข็งแรงดัดขวางของวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิก, ชัยรัตน์ วิวัฒน์วรพันธ์, ไชยพร เทพชาตรี, พงศธร พู่ทองคำ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของการใส่ตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมทั้งที่ทา และไม่ทากาวไชยาในอะคริเลตผลิต ภัณฑ์เคนจิ (Kenji) ต่อความแข็งแรงดัดขวาง (transverse strength) ของวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิกผลิตภัณฑ์ เมลิโอเดนต์ (Meliodent) รวมทั้งผลของการทํา thermocycling วิธีการ เตรียมชิ้นตัวอย่างวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิกรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 65x10x2.5 มม. ซึ่งแบ่งเป็น 6 กลุ่มๆ ละ 10 ชิ้น ได้แก่ กลุ่มที่ 1) ไม่ได้เสริมแรงด้วยตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิม และไม่ผ่าน thermocycling กลุ่มที่ 2) ไม่ได้เสริมแรงด้วยตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิม และผ่าน thermocycling ที่ 8°C และ 55°C จํานวน 500 รอบ กลุ่มที่ 3) เสริมแรงด้วยตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมที่ไม่ได้ทากาวไชยาในอะคริเลต และไม่ผ่าน thermocycling กลุ่มที่ 4) เสริมแรงด้วยตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมที่ไม่ได้ทากาวไชยาโนอะคริเลต และผ่าน thermocycling กลุ่มที่ 5) เสริมแรง ด้วยตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมที่ทากาวไชยาในอะคริเลต และไม่ผ่าน thermocycling กลุ่มที่ 6) เสริมแรงด้วยตะแกรง เหล็กกล้าไร้สนิมที่ทากาวไซยาโนอะคริเลต และผ่าน thermocycling จากนั้นทดสอบความแข็งแรงตัดขวางด้วยวิธี 3-point bending test ด้วยเครื่อง Instron universal testing machine นําผลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความ แข็งแรงดัดขวางโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และ Tukey's HSD ที่ระดับนัยสําคัญ p<0.05 ผล ค่าเฉลี่ย (หน่วยเมกกะปาสคาล) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความแข็งแรงดัดขวางของวัสดุฐานฟันปลอม อะคริลิกดังต่อไปนี้ กลุ่มที่ 1 75.34 ±4.35 กลุ่มที่ 2 72.17±2.39 กลุ่มที่ 3 71.64±4.26 กลุ่มที่ 4 69.05±4.17 กลุ่มที่ 5 75.80±4.30 และกลุ่มที่ 6 67.75±2.79 ตามลําดับ จากการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความแข็งแรงดัดขวาง ที่ระดับนัยสําคัญ p<0.05 พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญของค่าความแข็งแรงดัดขวางระหว่างกลุ่มที่ไม่ผ่าน thermocycling (กลุ่มที่ 1 3 และ 5) และพบว่า thermocycling ไม่ทําให้มีผลแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญใน กลุ่มที่ไม่ได้เสริม (กลุ่มที่ 1 และ 2) และเสริมตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิม (กลุ่มที่ 3 และ 4) แต่มีผลแตกต่างอย่าง มีนัยสําคัญในกลุ่มที่เสริมตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมและทากาว (กลุ่มที่ 5 และ 6) สรุป ตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมไม่ได้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงดัดขวางให้กับวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิก และการทากาว ไชยาในอะคริเลตที่ตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงดัดขวางให้กับวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิก นอกจากนี้ thermocycling มีผลทําให้ค่าความแข็งแรงตัดขวางลดลงเฉพาะในกลุ่มที่เสริมตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิม และทากาวไชยาโนอะคริเลต


การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักในผู้ป่วย ที่มัดฟันบนล่างติดกัน, สิทธิชัย ทัดศรี, วัชรี จังศิริวัฒนธำรง, ณรงค์ ลุมพิกานนท์ Apr 1999

การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักในผู้ป่วย ที่มัดฟันบนล่างติดกัน, สิทธิชัย ทัดศรี, วัชรี จังศิริวัฒนธำรง, ณรงค์ ลุมพิกานนท์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของน้ําหนักผู้ป่วยก่อนการมัดฟันและภายหลัง การถอดการมัดฟันออก วิธีการศึกษา การศึกษากระทําในกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่มีกระดูกขากรรไกรล่างหักจาก อุบัติเหตุ กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดเลื่อนกระดูกขากรรไกรล่าง กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มได้รับการผ่าตัดกระดูก ขากรรไกรล่างบางส่วนออกพร้อมการปลูกกระดูกทดแทน ผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่มได้รับการมัดฟันบนล่างติดกัน และบันทึก น้ําหนักก่อนการมัดฟัน เปรียบเทียบกันภายหลังการถอดมัดฟันออก และทุกกลุ่มได้รับการแนะนําให้รับประทานอาหาร ทุกอย่างที่มีอยู่ในแต่ละเศรษฐฐานะ แล้วนําข้อมูลมาวิเคราะห์หาความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยได้ทําสถิติ ANOVA one way test. ผลการทดลองและสรุป ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่ม มีน้ําหนักลดลงภายหลังการมัดฟัน กลุ่มที่ 1 และ 2 ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ 3 จะมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ


Pathological Viewpoints In Ovarian Surface Epithelial-Stromal Tumor, S. Triratanachat, P. Trivijitsilp, S. Niruthisard Apr 1999

Pathological Viewpoints In Ovarian Surface Epithelial-Stromal Tumor, S. Triratanachat, P. Trivijitsilp, S. Niruthisard

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Birth On The Way To King Chulalongkorn Memorial Hospital, R. Lerkhachonsul, S. Limpongsanurak Apr 1999

Birth On The Way To King Chulalongkorn Memorial Hospital, R. Lerkhachonsul, S. Limpongsanurak

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


From Papanicolaou Classification To The (1991) Bethesda System, P. Trivijitsilp, S. Trirattanachart, K. Tantayaporn, S. Niruthisard Apr 1999

From Papanicolaou Classification To The (1991) Bethesda System, P. Trivijitsilp, S. Trirattanachart, K. Tantayaporn, S. Niruthisard

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Thai Medicla Service Under Imf Era., B. Uerpairojkit Apr 1999

Thai Medicla Service Under Imf Era., B. Uerpairojkit

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Systemic Lupus Erythematosus: How Does Itaffect Pregnancy Outcome?, B. Uerpairojkit, W. Tharamas, S. Tanawattanacharoen, S. Manotaya, Y. Tannirandorn, D. Charoenvidhya Apr 1999

Systemic Lupus Erythematosus: How Does Itaffect Pregnancy Outcome?, B. Uerpairojkit, W. Tharamas, S. Tanawattanacharoen, S. Manotaya, Y. Tannirandorn, D. Charoenvidhya

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


The Frequency Of Primary Ovarian Neoplasmsat King Chulalongkorn Memorial Hospitalduring 1990-1997, P. Trivijitsilp, S. Triratanachat, S. Niruthsard, K. Tantayaporn Apr 1999

The Frequency Of Primary Ovarian Neoplasmsat King Chulalongkorn Memorial Hospitalduring 1990-1997, P. Trivijitsilp, S. Triratanachat, S. Niruthsard, K. Tantayaporn

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Mullerian Adenosarcoma Of The Endocervix: A Case Report, S. Trirattanachart, P. Trivijitsilp, S. Niruthisard, K. Tantayaporn Apr 1999

Mullerian Adenosarcoma Of The Endocervix: A Case Report, S. Trirattanachart, P. Trivijitsilp, S. Niruthisard, K. Tantayaporn

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Hematocrit Vs. Complete Blood Count With Red Bloodcell Indices As A Hematologic Screening For Anemiain Pregnant Women: Which One Is More Proper?, S. Tanawattanacharoen, P. Suchartchan, S. Manotaya, B. Uerpairojkit, Y. Tanirandorn, D. Charoenvidhya Apr 1999

Hematocrit Vs. Complete Blood Count With Red Bloodcell Indices As A Hematologic Screening For Anemiain Pregnant Women: Which One Is More Proper?, S. Tanawattanacharoen, P. Suchartchan, S. Manotaya, B. Uerpairojkit, Y. Tanirandorn, D. Charoenvidhya

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Intersting Alkaline Phosphatase Isoenzymes, V. Wiwanitkit, N. Paridpokee, S. Theerasaksilp Mar 1999

Intersting Alkaline Phosphatase Isoenzymes, V. Wiwanitkit, N. Paridpokee, S. Theerasaksilp

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Sclerosing Stromal Tumor Of The Ovary:A Case Report, P. Trivijitsilp, S. Trirattanachart, N. Sirisabya, S. Niruthisard Mar 1999

Sclerosing Stromal Tumor Of The Ovary:A Case Report, P. Trivijitsilp, S. Trirattanachart, N. Sirisabya, S. Niruthisard

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม Thai Industrial Standard มอก. 7001-2540 Cac/Rcp 38-1993, บรรณาธิการ Mar 1999

มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม Thai Industrial Standard มอก. 7001-2540 Cac/Rcp 38-1993, บรรณาธิการ

The Thai Journal of Veterinary Medicine

No abstract provided.


Pulmonnary Intravascular Macrophages (Pims): What Do We Know About Their Role In Prrsv Infection In Pigs?, Roongroje Thanawongnuwech Mar 1999

Pulmonnary Intravascular Macrophages (Pims): What Do We Know About Their Role In Prrsv Infection In Pigs?, Roongroje Thanawongnuwech

The Thai Journal of Veterinary Medicine

Porcine pulmonary intravascular macrophages (PIMs) have been recently known for their role of pulmonary surveillance. In the past few years, we have been investigating the role of PIMs in porcine reproductive and respiratory syndrome virus (PRRSV) infection. PRRSV antigen has been demonstrated in PIMs both in vitro and in vivo. PRRSV-infected PIMs reveal viral particles that tend to accumulate in the smoothed-wall vesicles and yield a high virus titer. The PRRSV infection induces either apoptosis or cell lysis. The bactericidal activity of in vitro PRRSV infected PIMs is significantly decreased and the phagocytic activity is questionable as the pulmonary copper …


What Is Your Diagnosis, Pranee Tuntivanich Mar 1999

What Is Your Diagnosis, Pranee Tuntivanich

The Thai Journal of Veterinary Medicine

No abstract provided.


กลุ่มอาการโรคไตที่มีภาวะโปรตีนในปัสสาวะสูงและโปรตีนในเลือดต่ำกว่าปกติ ร่วมกับมีอาการบวมน้ำในสุนัข (Nephrotic Syndrome), รสมา ภู่สุนทรธรรม, สุภัทรา ยงศิริ, อนุศักดิ์ กิจถาวรรัตน์ Mar 1999

กลุ่มอาการโรคไตที่มีภาวะโปรตีนในปัสสาวะสูงและโปรตีนในเลือดต่ำกว่าปกติ ร่วมกับมีอาการบวมน้ำในสุนัข (Nephrotic Syndrome), รสมา ภู่สุนทรธรรม, สุภัทรา ยงศิริ, อนุศักดิ์ กิจถาวรรัตน์

The Thai Journal of Veterinary Medicine

สุนัขพันธุ์ผสมเพศผู้ อายุ 7 ปี น้ำหนัก 25 กิโลกรัม เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะ สัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือด มีกลิ่นแอมโมเนียจากปาก ดื่มน้ำมาก ปัสสาวะมาก ซึม เบื่ออาหารและน้ำหนักลด จากการตรวจร่างกายทั่วไปพบอาการบวมน้ำที่ขาหลังทั้ง สองข้าง เยื่อเมือกซีดและอยู่ในสภาพขาดน้ำ ส่งตัวอย่างเลือดตรวจค่าทางโลหิตวิทยาและค่าทางเคมีคลินิก พบภาวะโลหิตจางมีระดับยูเรียและสารประกอบไนโตรเจนในเลือดสูงรวมทั้งระดับครีอาทินินในเลือดสูงกว่าปกติ มีอนินทรีย์ฟอสเฟตในเลือดสูง มีอัลบูมินในเลือดต่ําและมีระดับของค่าโคเลสเตอรอลในเลือดสูง ผลการ ตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการตรวจพบความผิดปกติของไต มีอัตราส่วนระหว่างโปรตีนกับครีอาทินินในปัสสาวะสูงกว่าปกติ ดำเนินการรักษาทางยาร่วมกับการให้สารน้ำพบว่าในระยะแรกสุนัขมีอาการดีขึ้นตามลำดับ สุนัขมีอาการทรุดลงในวันที่ 71 ของการรักษาและเสียชีวิตในเวลาต่อมา จากอาการทางคลินิกร่วมกับผลการ ตรวจทางห้องปฏิบัติการและการชันสูตรซากสุนัขป่วยรายนี้บ่งชี้ถึงกลุ่มอาการโรคไตที่มีภาวะโปรตีนในปัสสาวะ สูงและโปรตีนในเลือดต่ำกว่าปกติร่วมกับมีอาการบวมน้ำเนื่องจากการสะสมของสารอะมัยลอยด์ที่ไต


Ecg Ouiz, Chollada Buranakarl, Kris Angkannaporn, Phiwipa Kamonrat Mar 1999

Ecg Ouiz, Chollada Buranakarl, Kris Angkannaporn, Phiwipa Kamonrat

The Thai Journal of Veterinary Medicine

No abstract provided.


Effects Of Intrarenal Arterial Infusion Of Russell's Vipervenom On Renal Hemodynamics, Plasma Renin Activity,And Plasma Thromboxane B2 In Indomethacin Plusenalapril Pretreated Dogs., S. Thamatee, V. Sitprija, N. Chaiyabutr, S. Leepipatboon, C. Buranakarl Mar 1999

Effects Of Intrarenal Arterial Infusion Of Russell's Vipervenom On Renal Hemodynamics, Plasma Renin Activity,And Plasma Thromboxane B2 In Indomethacin Plusenalapril Pretreated Dogs., S. Thamatee, V. Sitprija, N. Chaiyabutr, S. Leepipatboon, C. Buranakarl

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


The Fetal Dose Outside Therapeutic Radiationbeam: Safety Distance, J. Pataramontree, W. Methapirak, N. Toin Mar 1999

The Fetal Dose Outside Therapeutic Radiationbeam: Safety Distance, J. Pataramontree, W. Methapirak, N. Toin

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


การศึกษาเบื้องต้นของระดับ Igg แอนติบอดี้ต่อไวรัสไข้หัดในลูกสุนัขก่อนการฉีดวัคซีนเข็มแรก, พูลทรัพย์ รุ่งนิศากร, คณิศักดิ์ อรวีระกุล, สุวิทย์ กัมทรทิพย์, มนคน ตรีศิริโรจน์ Mar 1999

การศึกษาเบื้องต้นของระดับ Igg แอนติบอดี้ต่อไวรัสไข้หัดในลูกสุนัขก่อนการฉีดวัคซีนเข็มแรก, พูลทรัพย์ รุ่งนิศากร, คณิศักดิ์ อรวีระกุล, สุวิทย์ กัมทรทิพย์, มนคน ตรีศิริโรจน์

The Thai Journal of Veterinary Medicine

โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper : CD) เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หัดสุนัข Canine Distemper Virus (CDV) ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Morbillivirus ทำให้เกิดโรคได้ในสุนัขและสัตว์อื่นที่มีอยู่ในตระกูลเดียวกันกับสุนัข (carnivores) ในสุนัขพบอาการได้ทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรังที่ระบบทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร และระบบ ประสาท โดยมีอัตราการตายค่อนข้างสูง ลูกสุนัขส่วนใหญ่จะมีความไวต่อไวรัสชนิดนี้ ช่วงอายุที่พบคือ ระหว่าง 6-12 สัปดาห์ โดยทั่วไปจะทําการรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายสุนัขสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้เอง การควบคุมโรคจะใช้วิธีป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน วัคซีนที่ใช้เป็นชนิดเชื้อเป็น (attennuated vaccine) ซึ่งนิยม เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัขเข็มแรกที่อายุ 2 เดือนขึ้นไป เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนการสร้างภูมิคุ้มกัน ที่มีผลมาจากภูมิคุ้มกันจากแม่ อย่างไรก็ตามปัญหาที่ยังคงพบคือลูกสุนัขก่อนนำมาฉีดวัคซีนเข็มแรก หรือหลังฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วไม่นานยังคงปรากฏอาการของโรคไข้หัดสุนัข ซึ่งเป็นไปได้ว่าลูกสุนัขก่อนทำการ ฉีดวัคซีนเมื่ออายุ 2 เดือนนั้น ภูมิคุ้มกันจากแม่ต่อโรคไข้หัดสุนัขอาจลดลงแล้วหรือไม่มี จึงทำให้ลูกสุนัขอาจไวต่อการติดเชื้อไวรัสดังกล่าวได้


Ultrasound Diagnosis, Phiwipha Kamonrat Mar 1999

Ultrasound Diagnosis, Phiwipha Kamonrat

The Thai Journal of Veterinary Medicine

No abstract provided.


การแก้ปัญหาการผสมซ้ำในโคนมโดยวิธีล้างมดลูกด้วยน้ำเกลือผสมยาปฏิชีวนะ, สันติ ประสิทธิผล, ปราจีน วีรกุล, จันทร์เพ็ญ สุวิมลธีระบุตร Mar 1999

การแก้ปัญหาการผสมซ้ำในโคนมโดยวิธีล้างมดลูกด้วยน้ำเกลือผสมยาปฏิชีวนะ, สันติ ประสิทธิผล, ปราจีน วีรกุล, จันทร์เพ็ญ สุวิมลธีระบุตร

The Thai Journal of Veterinary Medicine

การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการชะล้างมดลูกด้วยน้ําเกลือผสมยาปฏิชีวนะอ๊อกซี่เตตร้า ซัยคลิน และผลต่ออัตราการผสมติดหลังการรักษาเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่าในฟาร์มโคนมรายย่อย โคนมผสมซ้ำที่ได้รับการรักษาโดยวิธีนี้ สามารถติดตั้งท้องภายหลังการผสมเทียมแล้ว 3 ครั้งมากกว่ากลุ่ม เปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) กล่าวคือ โคกลุ่มรักษา จำนวน 39 ตัว ตั้งท้อง 22 ตัว (56.4%) และโคกลุ่มควบคุม จำนวน 39 ตัว ตั้งท้อง 12 ตัว (30.8%) ผลการทดลองแก้ไขการผสมซ้ำใน ฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ พบว่าให้ผลการรักษาได้ดี กล่าวคือในโคนมที่มีปัญหาผสมซ้ำ 12 ใน 19 ตัว (63.2%) พบว่าตั้งท้องภายหลังการรักษาแล้วเฉลี่ย 47 วัน (พิสัย 5-157 วัน) โดย 6 ตัว ติดตั้งท้องจากการผสมครั้งแรก การตรวจแยกเชื้อในมดลูกโคผสมซ้ำ 59 ตัวพบเชื้อแบคทีเรียในโค 48 ตัว (81.4 %) จำนวน 56 strains ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียที่ไม่ทำให้เกิดโรค (non-pathogenic) และไม่น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาการ ผสมซ้ำในโคนม ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงว่าการรักษาโคนมที่มีปัญหาผสมซ้ำโดยวิธีการชะล้างมดลูก ด้วยน้ำเกลือผสมยาปฏิชีวนะ สามารถแก้ไขให้โคนั้นติดตั้งท้องได้ดีในระยะเวลาสั้นภายหลังที่ได้รับการผสมเทียม และควรอบรมและส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่และนายสัตวแพทย์นำวิธีการนี้ไปปฏิบัติภาคสนาม


การแช่แข็งเอมบริโอสุกรระยะบลาสโตซิสด้วยวิธีวิทริฟิเคชั่น, มงคล เตชะกำพุ, วันเพ็ญ อดุลยานุภาพ, จินดา สิงห์ลอ Mar 1999

การแช่แข็งเอมบริโอสุกรระยะบลาสโตซิสด้วยวิธีวิทริฟิเคชั่น, มงคล เตชะกำพุ, วันเพ็ญ อดุลยานุภาพ, จินดา สิงห์ลอ

The Thai Journal of Veterinary Medicine

เก็บเอมบริโอสุกรระยะบลาสโตซิส (อายุ 6-7 วัน) จำนวน 106 เอมบริโอ จากสุกรสาวที่เหนี่ยวนำ การเป็นสัด โดยแบ่งเอมบริโอตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ เอมบริโอขนาดเล็ก (100<Ф≤200um) เอมบริโอขนาดกลาง (200<Ф≤400um) และเอมบริโอขนาดใหญ่ (0-400um) นำเอมบริโอที่สมบูรณ์มาทําการ แช่แข็งด้วยวิธีวิทริฟิเคชั่นในน้ำยา VS3a ประเมินผลการแช่แข็งเอมบริโอจากคุณภาพหลังการละลาย โดย แบ่งคุณภาพออกเป็น 3 เกรด คือ เอมบริโอเกรด เอ บี และ ซี พบว่า เอมบริโอขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ มีอัตราการเก็บได้ หลังทำละลาย เท่ากับ 93.8% (30/32) 95.1% (39/41) และ 100% (33/33) เฉลี่ยเท่ากับ 96.2%(102/106) และได้เอมบริโอหลังการละลายที่มีคุณภาพดี (เกรด เอ และบี) เท่ากับ 53.3% (16/30) 84.9% (28/33) และ 87.2% (34/39) ตามลำดับ เฉลี่ยเท่ากับ 76.5% (78/102) จากผลการศึกษาพบว่าเอมบริโอขนาดใหญ่และขนาดกลางมีคุณภาพของเอมบริโอหลังการละลายดีกว่าเอมบริโอขนาดเล็ก (P<0.05)


What Is Glp?, S. Wittayalertpunya Mar 1999

What Is Glp?, S. Wittayalertpunya

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Macroscopic Slide Cell Agglutination Test Forrapid Diagnosis Of Leptospirosis, S. Tirawatnapong, C. Chirathaworn Mar 1999

Macroscopic Slide Cell Agglutination Test Forrapid Diagnosis Of Leptospirosis, S. Tirawatnapong, C. Chirathaworn

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Results Of Percutaneous Balloonpulm()Naryvalvuloplasty In Pediatric Valvularpulmonary Stenosis, P. Lertsapcharoen, P. Chottivitayatarakorn, V. Benjacholamas, C. Thisyakorn, C. Pathmanand, V. Sueblinvong Feb 1999

Results Of Percutaneous Balloonpulm()Naryvalvuloplasty In Pediatric Valvularpulmonary Stenosis, P. Lertsapcharoen, P. Chottivitayatarakorn, V. Benjacholamas, C. Thisyakorn, C. Pathmanand, V. Sueblinvong

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.


Total And Partial Determination In Biochemistrylaboratory Tests : Problematic Cases, V. Wiwanitkit Feb 1999

Total And Partial Determination In Biochemistrylaboratory Tests : Problematic Cases, V. Wiwanitkit

Chulalongkorn Medical Journal

No abstract provided.