Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Institution
-
- James Madison University (3533)
- Portland State University (3404)
- Western Kentucky University (2739)
- University of Nebraska - Lincoln (2079)
- Walden University (1765)
-
- University of Massachusetts Boston (1601)
- University of Nevada, Las Vegas (1521)
- University of Nebraska at Omaha (1492)
- Universitas Indonesia (1316)
- Old Dominion University (1216)
- University of Colorado Law School (1211)
- World Maritime University (1187)
- Singapore Management University (1151)
- Syracuse University (1107)
- Chinese Academy of Sciences (1100)
- University of North Alabama (997)
- San Jose State University (870)
- US Army War College (869)
- SIT Graduate Institute/SIT Study Abroad (851)
- Embry-Riddle Aeronautical University (848)
- Grand Valley State University (800)
- University of Kentucky (779)
- Western Michigan University (769)
- City University of New York (CUNY) (763)
- Liberty University (762)
- Valparaiso University (738)
- Morehead State University (705)
- Nova Southeastern University (683)
- University of Arkansas, Fayetteville (676)
- University of Denver (659)
- Keyword
-
- Kentucky (2232)
- Infrastructure (2089)
- Industry (2069)
- Journal (1961)
- CISR (1296)
-
- Mine Action (1281)
- Economic Development (1257)
- Economic development (1217)
- JMU (1197)
- Florence (974)
- Newspaper (974)
- UNA (974)
- Flor-Ala (969)
- Florala (969)
- ERW (888)
- DDAS (849)
- United States (838)
- Education (704)
- Policy (635)
- AP (634)
- Portland (Or.) -- Politics and government -- Periodicals (560)
- Urban policy -- Oregon -- Portland -- Periodicals (560)
- Portland (Or.) -- Social conditions -- Periodicals (558)
- ERW Clearance (533)
- Human rights (514)
- Afghanistan (509)
- COVID-19 (469)
- Terrorism (466)
- Public policy (436)
- 9th Infantry Division Association (434)
- Publication Year
- Publication
-
- The Journal of Conventional Weapons Destruction (1981)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1699)
- Global CWD Repository (1444)
- Bulletin of Chinese Academy of Sciences (Chinese Version) (1100)
- World Maritime University Dissertations (924)
-
- The Foundation Review (786)
- Independent Study Project (ISP) Collection (743)
- Publications (732)
- The Cresset (archived issues) (724)
- City Club of Portland (613)
- New England Journal of Public Policy (609)
- Theses and Dissertations (609)
- International Bulletin of Political Psychology (593)
- Muthanna Journal of Administrative and Economics Sciences (590)
- Morehead State Press Release Archive, 1961 to the Present (569)
- The US Army War College Quarterly: Parameters (550)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (547)
- Mineta Transportation Institute (544)
- The Journal of Sociology & Social Welfare (531)
- Journal of Financial Crises (476)
- The Journal of Social Encounters (456)
- Electronic Theses and Dissertations (454)
- Human Rights & Human Welfare (454)
- The Octofoil (434)
- Institute for Veterans and Military Families (425)
- MPA/MPP/MPFM Capstone Projects (424)
- Faculty Publications and Presentations (419)
- Kesmas (412)
- Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications (380)
- Dissertations and Theses (372)
- Publication Type
Articles 7861 - 7890 of 63266
Full-Text Articles in Entire DC Network
ปัจจัยความสำเร็จในงานของเจ้าพนักงานตำรวจสายงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรคูคต, อภิรัฐ วรรณา
ปัจจัยความสำเร็จในงานของเจ้าพนักงานตำรวจสายงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรคูคต, อภิรัฐ วรรณา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในงานของเจ้าพนักงานตำรวจสายงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรคูคต ในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมปัญหา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอแนะ ด้านต่าง ๆ รวมทั้งแนวทางการสนับสนุนความสำเร็จในงานและการพัฒนาการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานตำรวจสายงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรคูคต โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกจากเจ้าพนักงานตำรวจสายงานสอบสวน ซึ่งทำหน้าที่พนักงานสอบสวนเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ รองผู้กำกับการ (สอบสวน), สารวัตร (สอบสวน) และรองสารวัตร (สอบสวน) โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การวางแผน เป็นกระบวนการที่ช่วยกำหนดขั้นตอนที่ชัดเจน และลดความซ้ำซ้อน 2) การจัดการองค์กร โดยการกำหนดโครงสร้างหน้าที่ ความรับผิดชอบ การบริหารทรัพยากรและการบริหารบุคลากรอย่างเหมาะสม สามารถป้องกันความล่าช้าในคดีและลดความซ้ำซ้อน 3) การสั่งการ โดยการบังคับบัญชาตามลำดับชั้นยศ คำสั่งจากผู้บังคับบัญชาต้องมีความถูกต้อง ชัดเจน มีระเบียบแบบแผน มีหลักการ มีเหตุผลรองรับ เป็นไปตามหลักยุติธรรมและชอบด้วยกฎหมาย ไม่เอารัดเอาเปรียบ หรือดูถูกผู้ใต้บังคับบัญชา โดยผู้บังคับบัญชามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการปฏิบัติงาน ต้องกำกับดูแลให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร 4) การประสานงาน จำเป็นต้องประสานงานกับหน่วยงานอื่นบ่อยครั้งในการรวบรวมแสวงหาข้อมูลและพยานหลักฐานที่สำคัญในการดำเนินคดีและส่วนใหญ่ได้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เพื่อยืนยันความผิดของผู้ต้องหา หรือยืนยันความบริสุทธิ์ 5) การควบคุม โดยการควบคุม การสอบสวน ควบคุมระยะเวลาที่เหมาะสมในการรวบรวมหลักฐาน สามารถปฏิบัติตามแนวทาง มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เพื่อพัฒนาการดำเนินงานเพื่อพัฒนาความสำเร็จในงานของเจ้าพนักงานตำรวจสายงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรคูคต ควรมีการเพิ่มเติมพัฒนาปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้านทักษะความรู้ เทคโนโลยี ทรัพยากร กำลังบุคลากร การประเมิน ซึ่งสอดคล้องกับการให้รางวัลหรือให้ปรับปรุงและความหลากหลายทางช่วงอายุ ผู้บริหารจึงควรมีการปรับรูปแบบและพัฒนาการบริหารงาน ให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจงานประจำตำแหน่งในหน้าที่ของพนักงานสอบ[WS1] สวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมความเชื่อมั่นในองค์กร สร้างความปลอดภัย และความเป็นธรรมในสังคม [WS1]ย่อหน้านี้เหมือนมาจากบทที่ 2 มากกว่างานของนิสิตค่ะ ให้ใส่ข้อสรุปสิ่งที่นิสิตพบเลยค่ะ เช่นเรื่องความต่างของวัยผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้ฯ เรื่องทรัพยากร รวมไปถึงแนวทางการพัฒนาแต่ละเรื่องค่ะ ตามบทที่ 4 และ 5 ค่ะ อย่าเขียนเพียงรายละเอียดทั่วไปค่ะ
แนวทางการแก้ไขปัญหาภาครัฐในประเด็นความยากจน กรณีศึกษา ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและการพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.), อัญชราภรณ์ ไทยทอง
แนวทางการแก้ไขปัญหาภาครัฐในประเด็นความยากจน กรณีศึกษา ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและการพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.), อัญชราภรณ์ ไทยทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาภาครัฐในประเด็นความยากจน กรณีศึกษา ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและการพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) เป็นการศึกษาผ่านงานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่ผู้ศึกษาได้ศึกษาหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของภาครัฐไทย และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจน ผลการศึกษาพบว่า การคงอยู่ของการคณะกรรมการฯ ระดับนโยบายมีผลต่อการดำเนินการ ประกอบกับระบบราชการไทย ที่มีโครงสร้างการบริหารและการดำเนินการที่ชัดเจนเป็นแบบแผน การบริหารบุคลากรมีหน้าที่ชัดเจน และเน้นการดำเนินการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ระบบราชการไทยยังมีวัฒนธรรมที่เน้นระบบอาวุโสและความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงในอาชีพมากกว่าผลสัมฤทธิ์ บุคลากรยึดมั่นในกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่ละหน่วยงานมีระบบบังคับบัญชาเป็นเอกเทศ รวมไปถึงการแบ่งอำนาจหน้าที่ที่มีความชัดเจนภายใต้กฎหมาย ถึงแม้ว่าภารกิจของหน่วยงานมีการแต่งตั้งผ่านกฎหมาย แต่ยังพบความซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดปัญหาความล่าช้าในการดำเนินงาน ขาดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และความคิดริเริ่มจากความยึดถือในระเบียบปฏิบัตินอกจากนี้ ในส่วนของการแก้ไขปัญหาความยากจนพบว่า ปัญหาความยากจนเป็นปัญหาเป็นปัญหาระดับชาติมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการเป็นตัวกลางในการบูรณาการการแก้ไขปัญหาความอยากจน โดยในปัจจุบัน ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) เป็นกลไกกลางที่มุ่งเน้นให้มีการบูรณาการในการแก้ไขปัญหาความยากจน อย่างไรก็ดี ศจพ. เป็นกลไกแบบคณะกรรมการซึ่งอาศัยอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการคงอยู่ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้การดำเนินการไม่เป็นอย่างต่อเนื่องและเป็นส่วนสำคัญหลักที่ทำให้เกิดการการบูรณาการที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ กรณีศึกษา "โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล" จังหวัดอุดรธานี, กานต์พิชชา อินทสุภา
การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ กรณีศึกษา "โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล" จังหวัดอุดรธานี, กานต์พิชชา อินทสุภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ: กรณีศึกษา โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล จังหวัดอุดรธานี” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบุกรุก ที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ อด.1816 (บางส่วน) ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี 2) เพื่อวิเคราะห์นโยบายในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์ และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสารและ การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย และราษฎรผู้ถือครองที่ดินราชพัสดุในพื้นที่ศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยการบุกรุกที่ราชพัสดุเกิดจาก 1) ปัญหาการขาดแคลนที่ดินของราษฎรเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน 2) หน่วยงาน ผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุมีการปล่อยปละละเลยให้เกิดการบุกรุกและไม่มี การดำเนินการแก้ไขปัญหาจนเกิดเป็นชุมชนในพื้นที่ นโยบายในการแก้ไขปัญหาของกรมธนารักษ์ คือ การทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม (กองทัพบก) ภายใต้โครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” นโยบายดังกล่าวได้จัดให้ราษฎรผู้ถือครองที่ราชพัสดุเช่า เพื่ออยู่อาศัยและประกอบการเกษตร การจัดทำนโยบายดังกล่าวมีปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น คือ ปัญหาด้านการให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ในเรื่องสถานะที่ดิน และค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นและปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงกลุ่มราษฎรเป้าหมายให้เข้าร่วมโครงการ ข้อเสนอแนะ คือ 1) กรมธนารักษ์ควรใช้นโยบายป้องกันการบุกรุกที่ราชพัสดุ และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น 2) การให้ข้อมูล ที่ชัดเจนครบถ้วนกำหนดเงื่อนไขเรื่องการโอนสิทธิให้ถึงมือราษฎรอย่างชัดเจน และ 3) มีมาตรการดูแล กำกับติดตาม ขยายผล กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการและไม่เข้าร่วมโครงการ
การศึกษาประสิทธิภาพการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัล (Digital Hr)ในองค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม, คชาภรณ์ ยอดล้ำ
การศึกษาประสิทธิภาพการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัล (Digital Hr)ในองค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม, คชาภรณ์ ยอดล้ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (DigitalHR) มาใช้ในการสรรหาบุคลากรตำแหน่งวิศวกรโยธาซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)เก็บข้อมูลเป็นการสัมภาษณ์ (interview) และนำเสนอผ่านวิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหา จากการศึกษาพบว่าเมื่อมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital HR) มาประยุกต์ใช้โดยตำแหน่งสายงานวิศวกรที่องค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมต้องทำการสรรหาคัดเลือกบ่อยที่สุดตำแหน่งวิศวกรโยธาเป็นผู้ถูกสรรหาและคัดเลือกบ่อยที่สุดและเป็นจำนวนมากที่สุดในองค์กรและกระบวนการสรรหาที่นิยมใช้มากที่สุด คือ การสรรหาบุคลากรภายนอกองค์กร (External Recruitment) การพัฒนาและการนําเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์กรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีแนวโน้มในการปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้น (Digital HR) ซึ่งเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความสามารถที่มีประสิทธิภาพความน่าเชื่อถือและความน่าสนใจเข้ามามีบทบาทในการทํางานร่วมกันหรือแทนที่ในบางตําแหน่งงานของมนุษย์ ตลอดจนการนําเทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย (Social) เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile) การวิเคราะห์ข้อมูล (Analytic) และคลาวด์ (Cloud) หรือ SMAC มาบูรณาการให้เกิดเป็นแพลตฟอร์มรูปแบบใหม่ในช่องทางการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัลป็นเครื่องมือที่ใช้เป็นช่องทางในการประกาศรับสมัครงานในปัจจุบัน อีกทั้งการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาผู้สมัครงาน การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ค้นหาผู้สมัครที่เหมาะสมได้แก่ เว็บไซต์สมัครงานของทางองค์กร แพลตฟอร์มออนไลน์ เว็บไซต์สมัครงาน ซึ่งช่องทางนี้ผู้สมัครสามารถเห็นการประกาศได้ทันทีแบบเรียลไทม์ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานอย่างเต็มที่ในการสรรหาบุคลากร ออนไลน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบของสื่อความสะดวกและความง่ายในการใช้งานสื่อสังคมและเครือข่ายสังคมเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการนำเสนอภาพลักษณ์ขององค์กร การประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆรวมไปถึงเป็นช่องทางในการเปิดรับสมัครงานกันอย่างแพร่หลายในงานสรรหา เพื่อเสริมประสิทธิภาพของระบบการสรรหาออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อความสะดวกรวดเร็วและตอบสนองให้ทันกับความต้องการขององค์กรสมัยใหม่ อันจะช่วยให้องค์กรสามารถสรรหาบุคลากรได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายมากขึ้น จากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะในการบริหารองค์กร ให้สามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและเป็นแนวทางในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital HR) มาปรับใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสรรหาบุคลากรในองค์กรต่อไป
การพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการรายย่อย ณ อำเภอปลวกแดง เทศบาลเมืองปลวกแดง จังหวัดระยอง, ณัฐพล รุ่งเกียรติวงศ์
การพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการรายย่อย ณ อำเภอปลวกแดง เทศบาลเมืองปลวกแดง จังหวัดระยอง, ณัฐพล รุ่งเกียรติวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการ โดยมุ่งเน้นศึกษาในพื้นที่เทศบาลตำบลปลวกแดง จังหวัดระยอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบทางภาษีของผู้ประกอบการจากการเข้าร่วมนโยบายคนละครึ่งระยะที่ 1-5 และศึกษาข้อดีและข้อเสียจากผลกระทบจากมาตรการทางภาษีภายใต้นโยบายคนละครึ่ง รวมทั้งหาแนวทางในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากผลกระทบมาตรการทางภาษีของโครงการคนละครึ่ง และจัดทำเป็นข้อเสนอแนะให้เป็นแนวทางดำเนินนโยบายของภาครัฐต่อไป ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาแบบเชิงคุณภาพ ผ่านการรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งโดยตรง ในขณะเดียวกันได้มีการรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจต่อโครงการคนละครึ่ง ผลการศึกษาพบว่า เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำของผู้บริโภคที่มีความสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศได้ไม่เท่ากัน เนื่องจากกระบวนการตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ จนไปถึงการนำเงินอุดหนุนของหน่วยงานภาครัฐไปชำระสินค้าและบริการ นอกจากนี้การโดนมาตรการทางภาษีย้อนหลังของผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจรัฐบาลได้ถ้าหากในอนาคตรัฐบาลกำหนดมาตรการออกนโยบายช่วยเหลือสถานประกอบการหรือผู้บริโภคในอนาคตออกมาอีกครั้ง นอกจากนี้สถานประกอบการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องมาตรการชำระภาษี รวมทั้งปัญหาเรื่องเสถียรภาพของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเนื่องจากแอพพลิเคชั่นที่ใช้คือแอพพลิเคชั่นของกระเป๋าตังเพียงแอพเดียว ทำให้เกิดปัญหาเรืองระบบการใช้แอพพลิเคชั่นในช่วงการนำโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 ไปปฏิบัติจริง สำหรับข้อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นผลกระทบมาตรการเก็บภาษีและพัฒนาโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 จัดตั้งองค์กรในการสนับสนุนและช่วยเหลือเรื่ององค์ความรู้ในการชำระภาษีของผู้ประกอบการที่มีขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ผ่านการติดต่อสายด่วน หรือการสนับสนุนส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษีให้การช่วยเหลือเรื่องการชำระภาษีแก่สถานประกอบการ นอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐควรกำหนดมาตรการชำระภาษีของสถานประกอบการที่ไม่ยุ่งยากและความซับซ้อนจนเกินไป รวมทั้งหากหน่วยงานภาครัฐมีการนำระบบฐานข้อมูลของผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งหรือโครงการช่วยเหลือให้เงินอุดหนุนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนอกจากเพื่อวัตถุประสงค์การกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษี จะต้องมีการประกาศแจ้งให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการรับทราบล่วงหน้า เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งในมุมของผู้บริโภคและสถานประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมในการรับความเสี่ยงจากผลกระทบทางด้านการชำระภาษีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้
ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำหรับการกำหนดนโยบาย: กรณีศึกษา นโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของประเทศไทย, ดลพร นิจสาธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและระบุกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด 2) เพื่อวิเคราะห์บทบาทและวิธีการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด และ 3) เพื่อให้ข้อเสนอแนะด้านการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียจากการวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด ต่อการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของประเทศไทย การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) นี้ใช้เทคนิคการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยทบทวนวรรณกรรม เช่น เอกสารของรัฐ ข่าว และข้อมูลบนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายพลังงานที่สอดคล้องกับแนวคิดด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของ 6 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรสวีเดน ราชอาณาจักรเดนมาร์ก สหพันธ์สาธรณรัฐเยอรมนี สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐสิงคโปร์ และประเทศญี่ปุ่น โดยแสดงให้เห็นถึงความเหมือนและความแตกต่างในการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย นำมาซึ่งองค์ความรู้และความเข้าใจในการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมสำหรับการกำหนดนโยบาย เพื่อเป็นข้อเสนอแนะในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแก่ประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า ประการแรก ประเทศกลุ่มตัวอย่างสามารถแบ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก (Primary Stakeholders) มักประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ เทศบาล และภาคอุตสาหกรรม ที่มีอำนาจและความชอบธรรมในการกำหนดนโยบายโดยตรง และมีการตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และ 2) กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอง (Secondary Stakeholders) มักประกอบด้วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกำหนดนโยบาย องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม และสถาบันการวิจัยที่มีส่วนในการวิจัยและพัฒนา และประการที่สอง ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในกลุ่มประเทศตัวอย่างที่ศึกษา ได้แก่ 1) การสนับสนุนจากภาครัฐที่ช่วยสร้างทิศทางและความมั่นใจในการปฏิบัติตามนโยบาย 2) ความสอดคล้องกับกฎระเบียบที่เป็นมาตรฐานสากลที่สร้างกรอบการทำงานที่ชัดเจน 3) ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กระตุ้นให้มีการลงทุนในเทคโนโลยีและการวิจัยใหม่ ๆ 4) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาโซลูชั่นที่ทันสมัย และ 5) การสื่อสารและการมีส่วนร่วมของสาธารณชนที่โปร่งใส ซึ่งช่วยเพิ่มความตระหนักรู้และแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อชีวิตประชาชนและสังคม ผู้วิจัยจึงเสนอว่า ภาครัฐของประเทศไทยควรทบทวนกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพตามประเด็นทั้งสองที่ได้กล่าวมา
การสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในกลยุทธด้านความยั่งยืน ของ บริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ทัญณัฐฐ์ ปรีมณีสิทธ์
การสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในกลยุทธด้านความยั่งยืน ของ บริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ทัญณัฐฐ์ ปรีมณีสิทธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแนวทางหรือการดำเนินงานเพื่อการสื่อสารและการสร้างความตระหนักรู้ถึงกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนให้แก่พนักงานของบริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และศึกษาถึงประสิทธิผลของการสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้ถึงกลยุทธด้านความยั่งยืนขององค์กร และศึกษาถึงแนวทางในการปรับปรุงการสื่อสารและการตระหนักรู้ถึงกลยุทธของพนักงานภายในองค์กร ให้เกิดการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น
การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม, ทินภัทร คำภีร์ยาน
การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม, ทินภัทร คำภีร์ยาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการทำงานล่วงเวลาที่มากกว่าปกติ 2) เพื่อนำผลการศึกษาที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาขององค์การเภสัชกรรม และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาแก่ผู้บริหารการวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติและประเมินการทำงานล่วงเวลา และผู้ปฏิบัติงาน ในหน่วยงาน ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการทำงานล่วงเวลาที่มากกว่าปกติ สามารถสรุปเป็นประเด็นใหญ่ๆ 3 หมวดคือ 1) การเปลี่ยนแปลงระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งมาใช้เกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลาที่เกิด จากวิกฤตการระบาดของโรคโควิด (Covid-19) 2) การบังคับใช้นำระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งมาใช้ภายในองค์การเภสัชกรรมที่ไม่เป็นมาตรฐานและมีความเป็นเอกเทศในการบริหารของหน่วยงานต่างๆ 3) วัฒนธรรมองค์กรของผู้ปฏิบัติงานภายในองค์การเภสัชกรรมที่มองว่าการทำงานล่วงเวลาเป็นช่องทางที่ดีในการเพิ่มรายได้ และสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีชีวิตที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น แนวทางในการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาขององค์การเภสัชกรรม 1) การปรับใช้เทคโนโลยีและการฝึกอบรมพนักงาน 2) การสร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินการทำงานล่วงเวลา 3) การบังคับใช้คำสั่งและนโยบายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 4) การเปลี่ยนแนวคิดของพนักงานเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา แนวทางการจัดการแก้ไขปัญหาที่จะนำเสนอแก่ผู้บริหาร คือการจัดทำโครงการต่างๆ ได้แก่ 1) โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีและการฝึกอบรมพนักงาน เป้าหมาย คือ ลดเวลาที่ใช้ในการทำงาน และเพิ่มความสามารถในการจัดการงานให้เป็นระบบ 2) โครงการสร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินการทำงานล่วงเวลา เป้าหมายคือ ให้ข้อมูลที่ชัดเจนในการตัดสินใจเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา และ ลดปริมาณการทำงานล่วงเวลา 3) โครงการนำร่องบังคับใช้คำสั่งและนโยบายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เป้าหมายคือ สร้างมาตรฐานในการทำงานล่วงเวลาที่ชัดเจนและเป็นธรรมสำหรับพนักงานทุกคน 4) โครงการเปลี่ยนแนวคิดของพนักงานเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา เป้าหมายคือ ลดความจำเป็นในการทำงานล่วงเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในเวลางานปกติ
บทบาทภาครัฐในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล, อิลฟาน อาลีอิสเฮาะ
บทบาทภาครัฐในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล, อิลฟาน อาลีอิสเฮาะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของภาครัฐโดยกองส่งเสริมและพัฒนาพลังงานภูมิภาคและบทบาทของประชาชนในการมีส่วนร่วมอย่างไร ที่มีต่อรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืนในพื้นที่ไฟฟ้า เข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล ซึ่งกำหนดเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูล ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก และรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และนำเสนอผ่านการวิเคราะห์ความสอดสอดคล้องกับแนวคิด การบริการสาธารณะแนวใหม่และแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน จากการศึกษาพบว่า บทบาทของภาครัฐมีดังต่อไปนี้1.) ดำเนินงานตามหน้าที่และอำนาจ และภารกิจที่ได้รับมอบหมาย 2.) จัดทำข้อเสนอแนะ เพื่อใช้พิจารณาในการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบไฟฟ้าสำหรับเกาะและพื้นที่ห่างไกลอย่างยั่งยืน 3.) ปฏิบัติงานตามโครงการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง 4.) ออกแบบวิธีการสร้างการมีส่วนร่วม ให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ โดยลงไปศึกษาในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน 5.) เป็นที่ปรึกษาในการบริหารงานกลุ่และให้ความรู้ในการปฏิบัติ ในส่วนของบทบาทของประชาชนในการมีส่วนร่วมมีดังนี้ 1.) ศึกษาข้อมูลความรู้ จากหน่วยงานภาคีเครือข่าย ที่เข้ามาร่วมมือช่วยแก้ไขปัญหา 2.) มีส่วนร่วมในการคิด เสนอความต้องการ ของกลุ่ม ออกกฎระเบียบบริหารกลุ่ม 3.) มีส่วนร่วมในการดูแลระบบไฟฟ้าที่กลุ่มดำเนินการติดตั้งให้มีความสมบูรณ์พร้อมใช้งาน ผลจากการศึกษาในครั้งนี้สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยสามารถนำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน 5 ก. ไปปรับใช้ในภารกิจเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ประสบผลสำเร็จ ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และเกิดความความยั่งยืนในการบริหารจัดการจากการมีส่วนร่วมของประชาชน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยเทคโนโลยีการรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาเมืองรูปแบบใหม่ (Traffy Fondue) กรณีศึกษา กรุงเทพมหานคร, มนัสยา ชูสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาทางเท้าถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร โดยเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้กรุงเทพมหานครสามารถเข้าถึงและจัดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ เทคโนโลยีการรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาเมืองรูปแบบใหม่ หรือ Traffy Fondue การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานคร (2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานครจากผู้เกี่ยวข้อง (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในกระบวนการแก้ไขปัญหาทางเท้าของกรุงเทพมหานคร ด้วยระบบ Traffy Fondue ในบริบทของงานวิจัยนี้มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการปลัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 คน เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต จำนวน 5 คน และประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่หนึ่งเขตที่อยู่ในพื้นที่กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ผู้ใช้ระบบ Traffy Fondue เกี่ยวกับปัญหาทางเท้าของกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 คน ผลการศึกษาพบว่า จากกรอบในการวิเคราะห์หาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย สภาพแวดล้อม กลยุทธ์ เทคโนโลยี โครงสร้าง ระบบการวัดผล ทรัพยากรบุคคล และวัฒนธรรมองค์การ อยู่ในระดับน่าพึงพอใจ อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าทั้ง 7 ปัจจัย ยังมีโอกาสในการพัฒนาทั้งหมดในระดับที่แตกต่างกันไป
การธำรงรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำเเหน่ง : กรณีศึกษาพนักงานสอบสวนสังกัด สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ, วริศรา พุทธวงษ์
การธำรงรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำเเหน่ง : กรณีศึกษาพนักงานสอบสวนสังกัด สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ, วริศรา พุทธวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 2) เพื่อศึกษาปัจจัยเเรงจูงใจที่มีผลต่อการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กรและ ลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3)เพื่อศึกษาสาเหตุการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 4)เพื่อเสนอแนวทางการรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำแหน่งสายงานสอบสวนให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 422คน ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนที่ปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปี พ.ศ. 2567และผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานด้วยการทดสอบไคสแควร์และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิต ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20คนผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการปฏิบัติงานด้านการสอบสวน ชั้นยศ รายได้ต่อเดือน จำนวนคดีที่รับผิดชอบโดยเฉลี่ยต่อปี และการได้รับการพิจารณาความดีความชอบเกินกว่า 1ขั้น ปัจจัยเเรงจูงใจที่มีผลต่อการย้ายออกจากสายงานการโอนย้ายองค์กรและลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แก่ลักษณะงานและความรับผิดชอบ,ความก้าวหน้าในอาชีพ,กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กรและหน่วยงานอื่นๆอย่างไรก็ตาม ปัจจัยแรงจูงใจ ด้านเงินเดือนและค่าตอบแทน ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการย้ายออกจากสายงานของพนักงานสอบสวนสาเหตุที่สำคัญที่สุด 3อันดับแรกในการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกจากราชการของพนักงานสอบสวน ได้แก่ 1)ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่และความรับผิดชอบของงานสอบสวน 2)ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ และ 3)เงินเดือนและค่าตอบแทน ข้อเสนอแนะในการรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำแหน่งสายงานสอบสวนให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถจำแนกตามความสำคัญของสาเหตุที่ทำให้ข้าราชการตำรวจย้ายออกจากสายงาน โอนย้ายองค์กรและลาออกของพนักงานสอบสวน ได้แก่ 1)ปรับปรุงลักษณะงานและความรับผิดชอบ 2)ส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพ3)ปรับปรุงเงินเดือนและค่าตอบแทน4)ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนและ 5)ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาและหน่วยงานอื่น ๆ
ผลกระทบจากการพัฒนาระบบประชุมวีดีทัศน์ทางไกล (Vcs) ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบฯในส่วนภูมิภาค ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีตัวอย่าง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี และหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ, สุธน เขียวกอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดทำสารนิพนธ์ เรื่อง ผลกระทบการจากพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบฯ ในส่วนภูมิภาค ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีตัวอย่างศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี และหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ โดยการจัดทำสารนิพนธ์มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา คือ (1) เพื่อศึกษาผลกระทบและทัศนคติของเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยส่วนภูมิภาคจากการพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ในปัจจุบัน (2) เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 11 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ข้าราชการ และพนักงานราชการทั่วไป ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบและทัศนคติจากการพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ของ ปภ.ที่มีต่อองค์กรและผู้ประสานงานระบบฯ เป็นด้านบวก แม้มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มข้าราชการกับพนักงานราชการด้านความก้าวหน้าแต่ไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าของผู้ประสานงานระบบฯ และการพัฒนาระบบดังกล่าวสามารถเป็นแนวทางให้กับการพัฒนาระบบดิจิทัลอื่น ๆ ต่อไป
ความพึงพอใจของข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ในกลุ่มข้าราชการตำรวจตั้งแต่เจเนอเรชั่นวาย ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน, สิริกร บ่อเกิด
ความพึงพอใจของข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ในกลุ่มข้าราชการตำรวจตั้งแต่เจเนอเรชั่นวาย ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน, สิริกร บ่อเกิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการสำรวจและเปรียบเทียบการรับรู้คุณลักษณะของเจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานจากมุมมองระหว่างเจนเนอเรชั่น ที่กำลังทำงานร่วมกันในปัจจุบัน ทั้งนี้ได้รับผลตอบกลับจากกลุ่มตัวอย่าง เจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด อย่างละ 200 ตัวอย่าง เท่า ๆ กัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างแต่ละเจนเนอเรชั่นมีมุมมองในหลายปัจจัยระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานแตกต่างกัน ซึ่งสื่อให้เห็นถึงช่องว่างในการรับรู้ที่แตกต่างกัน ส่วนผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน พบว่า เจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซดให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานโดยภาพรวมแล้วไม่แตกต่างกัน แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เจนเนอเรชั่นวายมีความพึงพอใจรายด้านที่มากกว่าเจนเนอเรชั่นแซดในทุก ๆ ด้านระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน ผลการวิจัยยืนยันถึงความพึงพอใจระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานจากมุมมองระหว่างเจนเนอเรชั่น ซึ่งผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์เพื่อการเสริมสร้างการรับรู้และความเข้าใจในเจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด ตลอดจนความแตกต่างระหว่างเจนเนอเรชั่น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการองค์การและการบริหารทรัพยากรบุคคลที่สอดคล้องกับยุคสมัยต่อไป
การจัดสวัสดิการสังคมที่จำเป็นสำหรับครอบครัวข้ามรุ่นในเขตพื้นที่ชายแดน: กรณีศึกษา อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว, อิสริยา ธนกิจบวรกูล
การจัดสวัสดิการสังคมที่จำเป็นสำหรับครอบครัวข้ามรุ่นในเขตพื้นที่ชายแดน: กรณีศึกษา อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว, อิสริยา ธนกิจบวรกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การจัดสวัสดิการทางสังคมที่จำเป็นสำหรับครอบครัวข้ามรุ่นในเขตพื้นที่ชายแดน: กรณีศึกษา อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว” การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการจัดสวัสดิการสังคม ของภาครัฐสำหรับครอบครัวข้ามรุ่นในเขตพื้นที่ชายแดน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว (2) วิเคราะห์แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับครอบครัวข้ามรุ่น (3) จัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการส่งเสริมและ จัดสวัสดิการสังคมที่จำเป็นสำหรับครอบครัวข้ามรุ่น วิธีการวิจัยประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสารและทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) กลุ่มตัวอย่างมีทั้งสิ้น 3 กลุ่ม ประกอบด้วยตัวแทนกลุ่มสมาชิกครอบครัวข้ามรุ่น กลุ่มบุคลากรจากหน่วยงานราชการส่วนกลาง และกลุ่มบุคลากรจากหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ผลการวิจัยพบว่า สมาชิกครอบครัวข้ามรุ่นได้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมขั้นพื้นฐานจากภาครัฐแต่ยังคงไม่เพียงพอ ข้อค้นพบบ่งชี้ว่าสภาพปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อนของครอบครัวข้ามรุ่น ได้แก่ ปัญหาด้านสุขภาพของผู้สูงอายุส่งผลให้เป็นอุปสรรคต่อการหารายได้ ปัญหาการใช้เทคโนโลยีอันเป็นความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล และปัญหาความไม่สมดุลของโครงสร้างประชากรเนื่องจาก การอพยพย้ายถิ่นและการหย่าร้างของวัยแรงงาน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการจัดสวัสดิการสังคมที่สำคัญ คือ (1) ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณที่เพียงพอให้แต่ละพื้นที่มีการจัดสวัสดิการสังคมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน (2) การออกแบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมและคำนึงสภาพปัญหาของผู้รับบริการ (3) ให้การสนับสนุนบริการสาธารณะที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (4) ภาครัฐและภาคีเครือข่ายมีการทำงานเชิงรุกร่วมกันอย่างบูรณาการ (5) มีการสำรวจข้อมูลและสภาพปัญหาของประชาชนในพื้นที่เพื่อนำไปจัดทำเป็นระบบฐานข้อมูลกลาง (Big Data) และ (6) มีการจัดเรียงลำดับฐานข้อมูลครอบครัวที่ต้องการได้รับการจัดสวัสดิการสังคมอย่างเร่งด่วนในทุกมิติปัญหา เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างเสมอภาค
ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวกของกรมการปกครอง (ระดับก้าวหน้า), กรรภิรมย์ ภัทราคม
ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวกของกรมการปกครอง (ระดับก้าวหน้า), กรรภิรมย์ ภัทราคม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานของที่ทำการปกครองอำเภอให้เป็นไปตามมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ในระดับก้าวหน้า และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาและยกระดับการให้บริการของที่ทำการปกครองอำเภอให้สอดคล้องกับมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ในระดับก้าวหน้า ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ และกรรมการผู้ตรวจประเมินฯ คิดเป็นจำนวนทั้งหมด 12 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจากที่ทำการปกครองอำเภอที่ผ่าน 4 แห่งและที่ทำการปกครองอำเภอที่ไม่ผ่าน 2 แห่ง ผลการศึกษาพบว่าปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานฯ ได้แก่ ปัญหาด้านงบประมาณ ปัญหาด้านบุคลากร อาทิ การขาดการให้ความสำคัญและการสนับสนุนจากผู้บริหาร ปัญหาด้านภารกิจที่หลากหลายในบริบทของพื้นที่ และปัญหาด้านการตีความเกณฑ์มาตรฐานศูนย์ราชการสะดวกที่มีความไม่ชัดเจนและขาดมาตรฐานกลางสำหรับที่ทำการปกครองอำเภอเอง นอกจากนี้ยังพบปัจจัยหลายประการที่เกื้อหนุนให้ที่ทำการปกครองอำเภอได้รับการรับรองในระดับก้าวหน้า อาทิเช่น ทัศนคติเชิงบวก การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อสะท้อนถึงประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินงานของที่ทำการปกครองอำเภอ เป็นต้น
ความรู้ความเข้าใจและความสนใจเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีกลุ่มการออมและการลงทุนของข้าราชการคนรุ่นใหม่: กรณีศึกษา ข้าราชการภายในส่วนกลาง สังกัดกรมการปกครอง, กุลภรณ์ ประพฤกษ์ศัย
ความรู้ความเข้าใจและความสนใจเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีกลุ่มการออมและการลงทุนของข้าราชการคนรุ่นใหม่: กรณีศึกษา ข้าราชการภายในส่วนกลาง สังกัดกรมการปกครอง, กุลภรณ์ ประพฤกษ์ศัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้ต้องการศึกษาความรู้ความเข้าใจ และความสนใจ เกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีกลุ่มการออมและการลงทุน ใน กลุ่มข้าราชการกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยใช้กรณีของข้าราชการที่ปฏิบัติราชการส่วนกลาง สังกัดกรมการปกครอง ที่เกิดในช่วงหลังปี พ.ศ. 2522 เป็นกรณีศึกษา การศึกษาอาศัยวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Methods) โดยมีการสำรวจแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 262 คน เพื่อนำมาประมวลผลด้วยกระบวนการทางสถิติ และมีการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล 5 คน เพื่อค้นหาเหตุผลสนับสนุนผลลัพธ์ของการสำรวจแบบสอบถาม และให้ข้อเสนอแนะแก่งานศึกษางานวิจัยนี้พบว่า กลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่ของหน่วยงานมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในกลุ่มการออมและการลงทุน ในระดับค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม ความสนใจเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีของกลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่กลุ่มดังกล่าวอยู่ในระดับสูง โดยเมื่อพิจารณาระดับความสนใจรายมาตรการ พบว่า เบี้ยประกันชีวิต ประกันแบบสะสมทรัพย์ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ได้รับคะแนนความสนใจมากที่สุด ตามลำดับ ทั้งนี้ ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ตัวมาตรการ รวมถึงระดับความรู้ความเข้าใจมาตรการที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อระดับความสนใจในมาตรการลดหย่อนภาษีแต่อย่างใดผลการศึกษาจากการสัมภาษณ์พบว่า มาตรการที่เป็นที่สนใจของกลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่ ประกอบด้วย 1) มาตรการลดหย่อนภาษีที่สามารถนำเงินออม หรือเงินลงทุนที่มีลักษณะเป็นการออมเงินระยะยาว นำมาคำนวณเพื่อลดหย่อนภาษี 2) การเพิ่มเพดานการหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันสุขภาพ 3) การเพิ่มเพดานการหักลดหย่อนประเภทการออมภาคบังคับ นอกจากนั้น ควรมีนโยบายส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการวางแผนในการออมเงินเพื่อการเกษียณอายุในกลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่ด้วย
บทบาทการส่งเสริมและดำเนินการขับเคลื่อนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Smes) ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน), กันตพงศ์ มาศจุฑาเศรณี
บทบาทการส่งเสริมและดำเนินการขับเคลื่อนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Smes) ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน), กันตพงศ์ มาศจุฑาเศรณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มุ่งศึกษาบทบาทการส่งเสริมและขับเคลื่อนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของ SMEs ในประเทศไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีระดับโลก การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการจำนวน 10 ราย ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญของสถาบัน โดยการศึกษามุ่งเน้นการสำรวจมุมมองและความคาดหวังของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีต่อสถาบัน งานศึกษาพบว่าผู้ประกอบการเห็นว่าสถาบันมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และสร้างโอกาสทางการค้า อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคาดหวังให้สถาบันมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม พร้อมทั้งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการผลิตและการส่งออก เพื่อสอดคล้องกับบริบททางการค้าและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน ซึ่งจะสามารถช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถปรับตัวและเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการ SMEs ให้คำแนะนำต่อสถาบันในการสร้างการรับรู้ต่อบทบาทและความสำคัญของสถาบันให้มีความชัดเจนและขยายการรับรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของผู้ประกอบการต่อการให้บริการและการสนับสนุนของสถาบันที่มีอยู่ เพื่อยกระดับ SMEs ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล
คุณภาพชีวิตการทำงานมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมศุลกากรที่ปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, คมกฤษณ์ เดชเดชะสุเมธ
คุณภาพชีวิตการทำงานมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมศุลกากรที่ปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, คมกฤษณ์ เดชเดชะสุเมธ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความมีคุณภาพชีวิตการทำงาน ระดับของประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน รวมถึงอิทธิพลของคุณภาพชีวิตการทำงานต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมศุลกากรที่ปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 201 คน เป็นข้าราชการกรมศุลกากรจากสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แบ่งเป็นเพศหญิง 105 คน เพศชาย 93 คน ไม่ระบุเพศ 3 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ พบว่าระดับคุณภาพชีวิตการทำงานโดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก คุณภาพการชีวิตการทำงานด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ การมีส่วนร่วมในการทำงานและความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน รองลงมาคือด้านความสัมพันธ์กับสังคมของงานและองค์กร ตามลำดับ จัดอยู่ในระดับมีมากที่สุด สูงกว่าสมมุติฐาน และคุณภาพชีวิตการทำงานด้านความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด จัดอยู่ในระดับมาก ตรงตามสมมุติฐาน ระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมมีค่าเฉลี่ยจัดอยู่ในระดับมากที่สุด โดยประสิทธิภาพในด้านเวลาที่ใช้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด จัดอยู่ในระดับมากที่สุด สูงกว่าสมมุติฐาน และประสิทธิภาพด้านค่าใช้จ่ายหรือความคุ้มค่ามีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด จัดอยู่ในระดับมาก ตรงตามสมมุติฐาน ข้อมูลส่วนบุคคล เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่ทำงานในกรมศุลกากร และรายได้ต่อเดือน ที่ต่างกัน ไม่มีผลทำให้ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานแตกต่างกัน ตำแหน่งต่างกันมีผลทำให้คุณภาพชีวิตการทำงานด้านโอกาสและการพัฒนาความสามารถ ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพ ด้านความสัมพันธ์กับสังคมของงานและองค์กร แตกต่างกัน รูปแบบเวลาการเข้างานต่างกันมีผลทำให้ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานด้านสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและปลอดภัย แตกต่างกัน
ความท้าทายและข้อจำกัดของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา สำนักงานที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, เกษราภรณ์ เกียรติเฉลิมลาภ
ความท้าทายและข้อจำกัดของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา สำนักงานที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, เกษราภรณ์ เกียรติเฉลิมลาภ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัย ความท้าทายและข้อจำกัดของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความท้าทายและข้อจำกัดและเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา สำนักงานที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการวิจัย แบบผสมผสาน (Mixed Method) ระหว่างการใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดกลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรของสำนักงานที่ดิน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สถิติ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการศึกษา พบว่า ข้อจำกัดและปัญหาของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ คือ 1) จำนวนบุคลากรไม่สอดคล้องกับปริมาณงาน 2) บุคลากรขาดความเชี่ยวชาญในการใช้งานระบบ 3) ระบบปฏิบัติการขาดความเสถียร เกิดความขัดข้องอยู่บ่อยครั้ง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ปฏิบัติการไม่ทันสมัย ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงาน 4) ระบบฐานขอมูลของสำนักงานที่ดินแต่ละสาขาขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ฐานข้อมูลของสำนักงานที่ดินในระบบออนไลน์ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และข้อมูลบางส่วนยังไม่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง 5) ปัญหาของระบบการนัดหมายล่วงหน้าในการการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงาน 6) ความล่าช้าในการรอสำนักงานอีกฝั่งในการอนุมัติให้ดำเนินการ นิติกรรมแบบออนไลน์ได้ และ 7) ระบบไม่สามารถให้บริการของสำนักงานที่ดินได้ครบถ้วน และมีข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา คือ 1) ปรับปรุงระบบการให้บริการ ควรยกเลิกระบบการนัดหมายล่วงหน้าที่สร้างความยุ่งยากให้กับประชาชน โดยปรับเปลี่ยนเป็นระบบที่ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ทันทีที่สำนักงานที่ดิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากขึ้น 2) พัฒนาความเชี่ยวชาญ ควรจัดให้มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับระบบออนไลน์อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง พร้อมทั้งจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกสำนักงาน นอกจากนี้ควรจัดระบบ พี่เลี้ยงเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้จากผู้เชี่ยวชาญสู่เจ้าหน้าที่ใหม่ โดยมีการประเมินทักษะและความเชี่ยวชาญของบุคลากรเป็นระยะเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง 3) ปรับปรุงระบบปฏิบัติการและระบบจัดเก็บข้อมูลให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล จัดหาระบบสำรองข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูง และติดตั้งระบบไฟฟ้าสำรองที่เพียงพอ เพื่อป้องกัน การหยุดชะงักของระบบ 4) ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบปฏิบัติการให้สามารถรองรับ การทำงานพร้อมกันจำนวนมาก เพิ่มความเร็วในการประมวลผล ปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มี ความเสถียร และพัฒนาระบบสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล
ปัจจัยด้านคุณภาพระบบต่อการสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้บริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร, จุฑารัตน์ สวัสดิ์พูน
ปัจจัยด้านคุณภาพระบบต่อการสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้บริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร, จุฑารัตน์ สวัสดิ์พูน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพระบบต่อการสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้บริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร ซึ่งเป็นช่องทางในการดำเนินการทางทะเบียนกรมศุลกากรที่เปิดให้บริการแก่ประชาชนเมื่อปี พ.ศ 2564 เป็นต้นมา และเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบเมื่อปลายปี พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นความพยายามในการขจัดข้อบกพร่องของการดำเนินการทางทะเบียนของ 2 ช่องทางเดิม ได้แก่ หน่วยบริการรับลงทะเบียนของกรมศุลกากร และระบบ Online Customs Registration ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพระบบที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร และเพื่อทราบแนวทางในการพัฒนาความพึงพอใจของผู้รับบริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร ที่จะนำมาสู่การพัฒนาและปรับปรุงระบบดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจัยด้านคุณภาพระบบที่นำมาศึกษาคือ ปัจจัยคุณภาพระบบทั้ง 5 มิติ ของ DeLone และ McLean (2003) ได้แก่ ความง่ายในการใช้งาน (Ease of Use) ความปลอดภัยในการใช้งาน (Security) ความมีเสถียรภาพ (Reliability) ความรวดเร็วในการตอบสนอง (Response Times) และความง่ายในการเข้าถึง (Convenience of Access) ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า ผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร ซึ่งหากระบบสามารถตอบสนองความต้องการในแต่ละมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้บริการจะมีระดับความพึงพอใจสูงและมีแนวโน้มที่จะใช้งานระบบอย่างต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หากระบบมีข้อบกพร่องในด้านใดด้านหนึ่ง อาจทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกไม่พึงพอใจ และอาจส่งผลให้ผู้ใช้ลดการใช้งานหรือเลือกที่จะไม่ใช้บริการอีกต่อไป ซึ่งนำมาสู่แนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงระบบในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการได้ดียิ่งขึ้น
Study Protocol For Measuring Stigmatization In Persistent Tic Disorders: Development And Validation Of The Tourette Discrimination-Stigmatization Scale, Jaclyn M Martindale, Victor M Ringheanu, Kelly A Pring, Sandra Norona, Kimberly Wiseman, Roy E Strowd, Leah Chapman, Joseph Rigdon, Stephen R Rapp, Eric A Storch, Edward Ip, Jonathan W Mink
Study Protocol For Measuring Stigmatization In Persistent Tic Disorders: Development And Validation Of The Tourette Discrimination-Stigmatization Scale, Jaclyn M Martindale, Victor M Ringheanu, Kelly A Pring, Sandra Norona, Kimberly Wiseman, Roy E Strowd, Leah Chapman, Joseph Rigdon, Stephen R Rapp, Eric A Storch, Edward Ip, Jonathan W Mink
Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications
Introduction: Persistent Tic Disorders such as Tourette Syndrome are common neurodevelopmental disorders that are highly stigmatized. Many individuals with Persistent Tic Disorders experience peer rejection, loneliness, and self-stigma. Experiencing stigmatization during childhood can influence the persistence of moderate-to-severe tics later in life. Additionally, these factors have been associated with increased suicidal ideation, suicide attempts, and psychiatric symptom severity. There is a need for interventions to reduce stigma and stigmatization in Persistent Tic Disorders. Before developing cost-effective interventions to mitigate stigma's profound downstream health impacts, a reliable measure of stigmatization must be created. The overarching goal of this research is to …
"A Double-Edged Sword": A Brief History Of Genomic Data Governance And Genetic Researcher Perspectives On Data Sharing, Kayte Spector-Bagdady, Kerry A Ryan, Amy L Mcguire, Chris D Krenz, M Grace Trinidad, Kaitlyn Jaffe, Amanda Greene, J Denard Thomas, Madison Kent, Stephanie Morain, David Wilborn, J Scott Roberts
"A Double-Edged Sword": A Brief History Of Genomic Data Governance And Genetic Researcher Perspectives On Data Sharing, Kayte Spector-Bagdady, Kerry A Ryan, Amy L Mcguire, Chris D Krenz, M Grace Trinidad, Kaitlyn Jaffe, Amanda Greene, J Denard Thomas, Madison Kent, Stephanie Morain, David Wilborn, J Scott Roberts
Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications
As the federal government continues to expand upon and improve its data sharing policies over the past 20 years, complex challenges remain. Our interviews with U.S. academic genetic researchers (n=23) found that the burden, translation, industry limitations, and consent structure of data sharing remain major governance challenges.
Choosing Your “Healthiest” Embryo After Dobbs: Polygenic Screening And Distinctive Challenges For Truth In Advertising And Informed Consent, Dov Fox, Sonia Suter, Meghna Mukherjee, Stacey Pereira, Gabriel Lázaro-Muñoz
Choosing Your “Healthiest” Embryo After Dobbs: Polygenic Screening And Distinctive Challenges For Truth In Advertising And Informed Consent, Dov Fox, Sonia Suter, Meghna Mukherjee, Stacey Pereira, Gabriel Lázaro-Muñoz
Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications
Polygenic embryo screening ("PES") analyzes embryos for hundreds or thousands of genomic loci to generate risk scores that estimate genetic susceptibility to conditions and traits compared to the general population. The technology is commercially marketed directly to consumers. Companies focus mostly on medical conditions, sometimes in ways that oversell its advantages and efficacy, encouraging fertility patients to "choose your healthiest embryo" and "protect your future child from genetic risks." The advertising of PES trades on norms of children's health and good parenting and reinforces those normative ideals. While it is easy to assume PES will be constrained in practice by …
Development Of A Multi-Level/Multi-Modal Intervention For Health Care Transition Preparation, Beth H Garland, Mary Majumder, Constance M Wiemann, Blanca Sanchez-Fournier, Jordyn Babla, Albert C Hergenroeder
Development Of A Multi-Level/Multi-Modal Intervention For Health Care Transition Preparation, Beth H Garland, Mary Majumder, Constance M Wiemann, Blanca Sanchez-Fournier, Jordyn Babla, Albert C Hergenroeder
Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications
Aims: Health care transition (HCT) to adult care and young adult disease self-management is a multi-step process involving three major stakeholders - the adolescent, the caregiver, and the provider. Preparation gaps exist within each of these stakeholder groups. This paper presents the development of the Intervention to Promote Autonomy and Competence in Transition-aged Youth (IPACT), a multi-level (adolescent, caregiver, provider), multi-modal (interactive skill building sessions, educational materials, videos) intervention to address gaps in all three stakeholder groups simultaneously and help support achieving the three core elements of HCT planning.
Methods: Eight processes were utilized to develop the IPACT intervention, including …
Patient Perceptions On The Advancement Of Noninvasive Prenatal Testing For Sickle Cell Disease Among Black Women In The United States, Shameka P Thomas, Faith E Fletcher, Rachele Willard, Tiara Monet Ranson, Vence L Bonham
Patient Perceptions On The Advancement Of Noninvasive Prenatal Testing For Sickle Cell Disease Among Black Women In The United States, Shameka P Thomas, Faith E Fletcher, Rachele Willard, Tiara Monet Ranson, Vence L Bonham
Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications
Background: Noninvasive prenatal testing (NIPT) designed to screen for fetal genetic conditions, is increasingly being implemented as a part of routine prenatal care screening in the United States (US). However, these advances in reproductive genetic technology necessitate empirical research on the ethical and social implications of NIPT among populations underrepresented in genetic research, particularly Black women with sickle cell disease (SCD).
Methods: Forty (N = 40) semi-structured interviews were conducted virtually with Black women in the US (19 participants with SCD; 21 participants without SCD) from June 2021 to January 2022. We employed a qualitative approach to examine the …
Racial And Ethnic Disparities In Acuity Of Presentation Among Children With Newly Diagnosed Acute Leukemia, Lena E Winestone, Kelly D Getz, Yimei Li, Evanette Burrows, Michael E Scheurer, Vicky Tam, M Monica Gramatges, Jennifer J Wilkes, Tamara P Miller, Alix E Seif, Karen R Rabin, Brian T Fisher, Richard Aplenc
Racial And Ethnic Disparities In Acuity Of Presentation Among Children With Newly Diagnosed Acute Leukemia, Lena E Winestone, Kelly D Getz, Yimei Li, Evanette Burrows, Michael E Scheurer, Vicky Tam, M Monica Gramatges, Jennifer J Wilkes, Tamara P Miller, Alix E Seif, Karen R Rabin, Brian T Fisher, Richard Aplenc
Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications
We evaluated disparities in disease burden, organ dysfunction, vital signs, and timing of therapy in children newly presenting with acute leukemia. Among 899 patients with acute leukemia diagnosed at two large children's hospitals, a priori lab-based definitions of high disease burden, infection risk, renal dysfunction, and coagulopathy were applied to electronic health record data. Black patients with acute myeloid leukemia had increased prevalence of elevated white blood cell count and uric acid; Black patients with acute lymphoblastic leukemia demonstrated increased prevalence of coagulopathy. Black patients' presentation more frequently included multiple lab abnormalities consistent with advanced physiologic dysfunction. No differences were …
Obsessive-Compulsive Disorder Among Individuals Of Hispanic And Latin American Ancestry: Cultural Considerations For Assessment And Psychotherapy, Olivia J Morris, Andrew D Wiese, Caitlin M Pinciotti, Rosa Pacheco, Mayra C Martinez Mallen, Ethan J Schweissing, Keaton J Soileau, Latin American Trans-Ancestry Initiative For Ocd Genomics (Latino), Brazilian Obsessive-Compulsive Spectrum Work Group (Gttoc), James J Crowley, Eric A Storch
Obsessive-Compulsive Disorder Among Individuals Of Hispanic And Latin American Ancestry: Cultural Considerations For Assessment And Psychotherapy, Olivia J Morris, Andrew D Wiese, Caitlin M Pinciotti, Rosa Pacheco, Mayra C Martinez Mallen, Ethan J Schweissing, Keaton J Soileau, Latin American Trans-Ancestry Initiative For Ocd Genomics (Latino), Brazilian Obsessive-Compulsive Spectrum Work Group (Gttoc), James J Crowley, Eric A Storch
Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications
Research specific to obsessive-compulsive disorder (OCD) among individuals of Hispanic and Latin American (H/L) ancestry is limited, as are culturally relevant assessment and treatment recommendations. This article discusses the implications of underrepresentation of H/L populations in OCD research and emphasizes the need to consider issues related to assessment, treatment, and structural barriers that hinder delivery of culturally appropriate first-line psychotherapy. Recommendations for assessment and treatment are provided to aid clinicians in distinguishing culturally normative thoughts and behaviors from OCD, as well as to inform the implementation of psychotherapeutic interventions with cultural humility. This manuscript offers recommendations for future research to …
Public Perspectives On Investigative Genetic Genealogy: Findings From A National Focus Group Study, Jacklyn Dahlquist, Jill O Robinson, Amira Daoud, Whitney Bash-Brooks, Amy L Mcguire, Christi J Guerrini, Stephanie M Fullerton
Public Perspectives On Investigative Genetic Genealogy: Findings From A National Focus Group Study, Jacklyn Dahlquist, Jill O Robinson, Amira Daoud, Whitney Bash-Brooks, Amy L Mcguire, Christi J Guerrini, Stephanie M Fullerton
Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications
Background: Investigative genetic genealogy (IGG) is a technique that involves uploading genotypes developed from perpetrator DNA left at a crime scene, or DNA from unidentified remains, to public genetic genealogy databases to identify genetic relatives and, through the creation of a family tree, the individual who was the source of the DNA. As policymakers demonstrate interest in regulating IGG, it is important to understand public perspectives on IGG to determine whether proposed policies are aligned with public attitudes.
Methods: We conducted eight focus groups with members of the public (N = 72), sampled from four geographically diverse US regions, …
Clinical Characteristics Of Probands With Obsessive-Compulsive Disorder From Simplex And Multiplex Families, Monicke O Lima, Leonardo C Saraiva, Vanessa R Ramos, Melaine C Oliveira, Daniel L C Costa, Brazilian Research Consortium On Obsessive-Compulsive Spectrum Disorders, Thomas V Fernandez, James J Crowley, Eric A Storch, Roseli G Shavitt, Euripedes C Miguel, Carolina Cappi
Clinical Characteristics Of Probands With Obsessive-Compulsive Disorder From Simplex And Multiplex Families, Monicke O Lima, Leonardo C Saraiva, Vanessa R Ramos, Melaine C Oliveira, Daniel L C Costa, Brazilian Research Consortium On Obsessive-Compulsive Spectrum Disorders, Thomas V Fernandez, James J Crowley, Eric A Storch, Roseli G Shavitt, Euripedes C Miguel, Carolina Cappi
Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications
Genetic and non-genetic factors contribute to obsessive-compulsive disorder (OCD), with strong evidence of familial clustering. Genomic studies in psychiatry have used the concepts of families that are "simplex" (one affected) versus "multiplex" (multiple affected). Our study compares demographic and clinical data from OCD probands in simplex and multiplex families to uncover potential differences. We analyzed 994 OCD probands (501 multiplex, 493 simplex) from the Brazilian Research Consortium on Obsessive-Compulsive Spectrum Disorders (C-TOC). Clinicians administered the Structured Clinical Interview for DSM-IV (SCID-IV) to diagnose, Yale-Brown Obsessive-Compulsive Scale (Y-BOCS) to assess severity, and Dimensional Yale-Brown Obsessive-Compulsive Scale (DY-BOCS) to assess symptom dimensionality. …
วิสาหกิจเพื่อสังคมในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอ กรณีศึกษา การจัดตั้งบริษัทดอนพุด เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด ในพื้นที่อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี, จิรเมธ หมู่คำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิสาหกิจเพื่อสังคมในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอกรณีศึกษา การจัดตั้งบริษัทดอนพุด เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด ในพื้นที่อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพภายใต้แนวคิดการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมผ่านกฎมายที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอแบบบูรณาการ และค้นหาแนวทางต้นแบบในการบริหารจัดการปัญหาเชิงพื้นที่ โดยหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอ ผ่านกลไกวิสาหกิจเพื่อสังคมต่อไป การศึกษานี้ใช้วิธีการศึกษาผ่านการค้นคว้าเอกสารและสื่อสารสนเทศออนไลน์ การสังเกตการณ์ในพื้นที่การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า การนำแนวคิดการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ.2562 ส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับสิทธิประโยชน์อันเนื่องมาจากการเข้าเป็นกิจการภายใต้กฎหมายดังกล่าว โดยที่นำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบไปใช้เพื่อสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวคิดของวิสาหกิจเพื่อสังคม และการขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคมีส่วนที่เกี่ยวข้องนั้น และมีความสัมพันธ์กันในลักษณะเกื้อกูลด้วยแนวนโยบายและข้อกำหนดทางกฎหมาย ที่สามารถทำให้ทั้งสองภารกิจขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้ อีกทั้งยังมีความสอดคล้องกับภารกิจหลักของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย รวมถึงหน่วยงานของราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และมีโอกาสในการพัฒนาไปสู่นโยบายสำคัญของกรมการปกครองได้ในอนาคต