Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Institution
-
- Central Washington University (579)
- Liberty University (571)
- Australian Council for Educational Research (ACER) (534)
- Lindenwood University (371)
- Universitas Negeri Malang (316)
-
- Morehead State University (315)
- Western Michigan University (292)
- Universitas Negeri Yogyakarta (277)
- University of Nebraska - Lincoln (255)
- University of Arkansas, Fayetteville (217)
- Chulalongkorn University (183)
- Taylor University (171)
- Edith Cowan University (165)
- University of Kentucky (142)
- Old Dominion University (135)
- The University of Southern Mississippi (135)
- Utah State University (133)
- Walden University (129)
- Marshall University (119)
- University of Nebraska at Omaha (118)
- Georgia Southern University (115)
- University of Dayton (113)
- Western Kentucky University (109)
- City University of New York (CUNY) (106)
- University of South Florida (100)
- University of New England (99)
- East Tennessee State University (98)
- Nova Southeastern University (96)
- Bank Street College of Education (94)
- Chapman University (93)
- Keyword
-
- Education (641)
- Higher education (251)
- Assessment (247)
- Motivation (99)
- Education, General (94)
-
- Retention (92)
- Teaching (92)
- Professional development (91)
- Reading (91)
- Evaluation (90)
- Mathematics (90)
- Report (89)
- Higher Education (88)
- Academic achievement (86)
- Self-efficacy (85)
- Pedagogy (83)
- Curriculum (79)
- Learning (77)
- Students (77)
- Educational research (75)
- Leadership (74)
- Annual reports (68)
- Technology (67)
- Morgridge College of Education (62)
- Literacy (61)
- Achievement (60)
- Middle school (60)
- Special Education (60)
- Special education (60)
- Teachers (60)
- Publication Year
- Publication
-
- Dissertations (692)
- Doctoral Dissertations and Projects (545)
- All Master's Theses (344)
- Jurnal Pendidikan: Teori, Penelitian, dan Pengembangan (314)
- Electronic Theses and Dissertations (227)
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (183)
- Jurnal Penelitian dan Evaluasi Pendidikan (166)
- All Graduate Projects (158)
- Growth: The Journal of the Association for Christians in Student Development (123)
- Graduate Theses and Dissertations (118)
- REID (Research and Evaluation in Education) (111)
- Faculty Research at Morehead State University (110)
- Theses and Dissertations (104)
- Theses, Dissertations and Capstones (98)
- All Theses And Dissertations (96)
- Masters Theses (92)
- Office of Institutional Research & Analysis Publication Archive (91)
- Journal of Educational Leadership in Action (90)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (88)
- Occasional Paper Series (80)
- Morehead State Theses and Dissertations (76)
- Seton Hall University Dissertations and Theses (ETDs) (76)
- Instructional Technology and Learning Sciences Faculty Publications (75)
- ACER Annual Reports (73)
- Education Reform Faculty and Graduate Students Publications (68)
- Journal of Research Initiatives (68)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (64)
- Graduate Student Research Papers (61)
- ACER Newsletter archive 1969-1999 (60)
- Educational Leadership Faculty Publications (55)
- Publication Type
- File Type
Articles 1231 - 1260 of 9738
Full-Text Articles in Entire DC Network
การพัฒนาชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ, ประภากร ศรีอรุณรัศมี
การพัฒนาชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ, ประภากร ศรีอรุณรัศมี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการเขียนสะกดคำที่เกิดขึ้นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม 2) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะด้านการเขียนสะกดคำและศึกษาพัฒนาการด้านการเขียนสะกดคำของนักเรียนก่อน-หลังใช้ชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีปัญหาด้านเขียนสะกดคำ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา (R&D) คัดเลือกตัวอย่างวิจัยด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจงโดยเป็นนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ครูประจำชั้นที่สอนวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) แบบฝึกทักษะด้านการเขียนสะกดคำ 3) แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเที่ยงของแบบสอบ การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติการทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการหลังการใช้ชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ทักษะด้านการเขียนสะกดคำ ด้วยการหาคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการเขียนสะกดคำประกอบไปด้วยประเด็นปัญหาหลักด้านทักษะและความรู้เรื่องการสะกดคำ 2) ผลการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของชุดเครื่องมือมีค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา ตั้งแต่ 0.60 – 1.00 และค่าความเที่ยงจากสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาร์คของแบบทดสอบ ก่อนและหลังเรียน มีค่าเท่ากับ .95 และ .94 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับดี 3) การเปรียบเทียบค่าสถิติการทดสอบก่อนและหลังการใช้ชุดเครื่องมือ คะแนนก่อนเรียน (M = 4.76 , SD = 3.50) คะแนนหลังเรียน (M = 10.20 , SD = 4.14) ค่าคะแนนทีได้เท่ากับ 10.97 ค่า p เท่ากับ .001 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการเขียนสะกดคำ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังใช้ชุดเครื่องมือ โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 4.76 เป็น 10.20
การพัฒนาโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึกเพื่อการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ : การประยุกต์โมเดลซีเอ็นเอ็นร่วมกับอาร์เอ็นเอ็น, ธีรวิชญ์ คะรานรัมย์
การพัฒนาโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึกเพื่อการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ : การประยุกต์โมเดลซีเอ็นเอ็นร่วมกับอาร์เอ็นเอ็น, ธีรวิชญ์ คะรานรัมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ภาษามือไทยที่ครูใช้สื่อสารกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในชั้นเรียน 2) เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก และ 3) เพื่อวิเคราะห์ผลการใช้โมเดลรู้จำภาษามือไทยเพื่อสนับสนุนการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ การวิจัยแบ่งเป็น 3 ตอน ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ภาษามือไทยที่ครูใช้สื่อสารกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในชั้นเรียน ตัวอย่างวิจัยคือครูการศึกษาพิเศษในโรงเรียนสอนคนหนูหนวก เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามความถี่การใช้งานประโยคภาษามือ และวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามโดยใช้ค่าเฉลี่ยและร้อยละ ตอนที่ 2 การพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก ตัวอย่างวิจัยคืออาสาสมัครที่มีความสามารถในการใช้ภาษามือ การวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยเลือกใช้โมเดลการเรียนรู้เชิงลึก convolutional neural network (CNN) ร่วมกับ recurrent neural network (RNN) จำนวน 4 โมเดล ในการพัฒนาโมเดลรู้จำภาษามือไทยจำนวน 20 ประโยค โดยใช้ข้อมูลจากวิดีโอที่ถ่ายทำกับอาสาสมัคร จากนั้นเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโมเดลโดยพิจารณาจากความถูกต้อง ขนาดของโมเดล เวลาที่ใช้ในการฝึกสอนโมเดล และเวลาที่ใช้ในการทำนาย เพื่อนำโมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงสุดไปใช้ประเมินประสิทธิภาพของโมเดลในการจำแนกประโยคภาษามือในภาพรวมและในแต่ละประโยคโดยใช้ค่า accuracy precision recall และ F1-score ตอนที่ 3 การวิเคราะห์ผลการใช้โมเดลรู้จำภาษามือไทยเพื่อสนับสนุนการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ตัวอย่างวิจัยคือนิสิตครู เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามการใช้โมเดลรู้จำภาษามือไทย และวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามโดยใช้ค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาษามือที่ใช้ในชั้นเรียนมักเป็นประโยคที่สั้นและกะทัดรัดมากกว่าภาษาพูด และภาษามือที่ใช้มากที่สุดจัดอยู่ในหมวดการเสริมแรง 2) การพัฒนาโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้โมเดล EfficientNetB0 ร่วมกับ GRU สามารถจำแนกประโยคภาษามือได้มีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในด้านความถูกต้อง ขนาดของโมเดล เวลาที่ใช้ในการฝึกสอนโมเดล และเวลาที่ใช้ในการทำนาย และ 3) การประเมินประสิทธิภาพของโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้ข้อมูลชุดทดสอบ โมเดลมีค่า accuracy เท่ากับ 0.78 ค่าเฉลี่ย precision เท่ากับ 0.79 ค่าเฉลี่ย recall เท่ากับ 0.78 และค่าเฉลี่ย F1-score เท่ากับ 0.78 โดยประโยคที่โมเดลสามารถจำแนกได้ดี ได้แก่ พร้อมยัง เข้าใจ และรู้ไหม และประโยคที่โมเดลจำแนกได้ไม่ดี ได้แก่ งานสวย ทำได้ไหม และถูกหรือผิด 4) การใช้โมเดลรู้จำภาษามือไทยสามารถช่วยสนับสนุนการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษได้ในระดับปานกลาง
โปรแกรมส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันของครูในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์การศึกษาพิเศษสู่โรงเรียนเรียนรวม, นภา จำปาทิพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของทักษะการทำงานร่วมกันของครูในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์การศึกษาพิเศษสู่โรงเรียนเรียนรวม 2) ศึกษาปัจจัยสนับสนุนและปัญหาอุปสรรคของการทำงานร่วมกันของครู และ 3) พัฒนาต้นแบบโปรแกรมส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันของครู การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสมวิธี แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามครูศูนย์การศึกษาพิเศษ 31 คน และครูผู้ประสานงานเรียนรวม 14 คน จาก 6 จังหวัด และ 3) การสัมภาษณ์เชิงลึกครูจากกลุ่มที่มีทักษะสูงและกลุ่มกำลังพัฒนา จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูทั้งสองกลุ่มมีระดับทักษะการทำงานร่วมกันในระดับมาก โดยด้านหลักความร่วมมือมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 3.75) รองลงมาคือด้านการมีสัมพันธภาพและการสื่อสารที่ดี (M = 3.57) ครูผู้ประสานงานเรียนรวมมีค่าเฉลี่ยการรับรู้สูงกว่าครูศูนย์การศึกษาพิเศษในทุกด้าน 2) ปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่ชัดเจน กระบวนการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพ การนิเทศติดตามอย่างเป็นระบบ การสนับสนุนจากผู้บริหารและผู้ปกครอง ส่วนอุปสรรคหลัก ได้แก่ ข้อจำกัดด้านเวลาและภาระงาน การขาดความรู้ของผู้ปกครอง ความไม่ต่อเนื่องของการประสานงาน การขาดทรัพยากร และ 3) ต้นแบบโปรแกรมส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันของครูในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์การศึกษาพิเศษสู่โรงเรียนเรียนรวมที่พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิด Design Thinking เป็นกรอบการออกแบบ ประกอบด้วย 6 โมดูล ได้แก่ 1) หลักการและความสำคัญของการทำงานร่วมกัน 2) การพัฒนาทักษะการสื่อสารและสัมพันธภาพ 3) การวางแผนและประเมินผลร่วมกัน 4) การพัฒนาระบบสนับสนุนและทรัพยากร 5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และ 6) การนิเทศติดตามและพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิว่าโปรแกรมมีความสอดคล้องกับนโยบายและบริบทการทำงานจริง มีความเหมาะสม มีประโยชน์ มีความเป็นไปได้ และมีแนวโน้มได้รับการยอมรับ
การพัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู, สุธิดา ชาญวารินทร์
การพัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู, สุธิดา ชาญวารินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเป็นสถานการณ์ที่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูต้องเผชิญกับปัญหา หลายรูปแบบ การมีความเข้มแข็งในการมองโลก ซึ่งประกอบด้วย ความสามารถในการทำความเข้าใจ ความสามารถในการจัดการ และความสามารถในการให้ความหมาย ช่วยให้นักศึกษาสามารถรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การวิจัยครั้งนี้ได้พัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางอารมณ์อย่างต่อเนื่องและเข้าถึงได้ทุกเวลา โดยงานวิจัยได้ศึกษาระดับความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูรวมทั้งวิธีการจัดการกับปัญหาของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ศึกษาบทสนทนาในการส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกให้แก่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูจากมุมมองของครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศก์ และนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู วิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระหว่างการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู แชตบอตถูกพัฒนาให้สามารถให้คำปรึกษาได้ในปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ได้แก่ นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน นักเรียนไม่ส่งงาน การสอนแทน การจัดกิจกรรมของโรงเรียน งานที่ไม่เกี่ยวกับงานครู การไม่กล้าปรึกษาครูพี่เลี้ยง การนิเทศของอาจารย์นิเทศก์ และความรู้ในการทำวิจัยผลการวิจัยพบว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่ใช้แชตบอตส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกมีระดับความเข้มแข็งในการมองโลกสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูได้รับคำปรึกษาจากครูพี่เลี้ยงและอาจารย์นิเทศก์ นอกจากนี้ยังพบว่า ระดับชั้นที่สอนและเกรดเฉลี่ยสะสมส่งผลต่อระดับความเข้มแข็งในการมองโลก โดยนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่สอนในระดับมัธยมศึกษามีระดับความเข้มแข็งในการมองโลกสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่สอนในระดับชั้นอนุบาลและระดับชั้นประถมศึกษา และนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีเกรดเฉลี่ยสะสม 3.50 ขึ้นไปมีคะแนนความสามารถในการทำความเข้าใจและความสามารถในการให้ความหมายสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีเกรดเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 3.00 และอยู่ในช่วง 3.00-3.49 จากการศึกษาพบปัญหาในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ทั้งหมด 10 ด้าน โดยนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีวิธีการจัดการปัญหาที่หลากหลาย ทั้งการคิดหาแนวทางด้วยตนเอง รวมทั้งการปรึกษาครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศก์ และเพื่อน บทสนทนาในการส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกมีพื้นฐานมากจากแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก ทฤษฎีความสามารถในการฟื้นพลัง และทฤษฎีการรู้ซึ้งถึงความรู้สึก ผลการวิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระหว่างการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูพบว่า นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีความรู้สึกเชิงบวกและความรู้สึกเชิงลบที่ใกล้เคียงกัน โดยเป็นความรู้สึกเชิงบวกร้อยละ 54.55 และเป็นความรู้สึกเชิงลบร้อยละ 45.45
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษาครูโดยใช้เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา, วรรณี สุจจิตร์จูล
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษาครูโดยใช้เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา, วรรณี สุจจิตร์จูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ข่าวปลอมสามารถแพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็วทำให้เกิดปัญหาและความเสียหายมากมายต่อผู้คน สำหรับการวิจัยนี้ได้พัฒนาโปรแกรมการพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสำหรับนักศึกษาครู โดยการทำเหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ การวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) โดยมีวัตถุประสงค์วิจัย ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ (social media mining) และสร้างคลังฐานข้อมูลข่าวปลอมที่รวบรวมจากเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2561 - 2565) 2) เพื่อวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (Meta-Analytic Structural Equation Modeling: MASEM) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการตรวจสอบข่าวปลอมและนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญ (active ingredients) ในการสร้างโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอม 3) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมมออนไลน์ที่ประยุกต์ใช้การตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) ร่วมกับเทคนิคการคิดออกเสียง (think aloud) และเปรียบเทียบผลการวัดกับแบบประเมินตนเองที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์โดย Timmers & Glas (2010) 4) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์โดยใช้ผลการวิจัยข้อ 1–3 เป็นฐาน 5) เพื่อวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาวิชาชีพครูจากการใช้โปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์ คลังฐานข้อมูลข่าวปลอมสร้างขึ้นจากการวิเคราะห์การเรียนรู้ของเครื่องแบบไม่มีผู้สอน (unsupervised machine learning) เพื่อจัดกลุ่มจากรูปภาพ 456 ภาพ และข้อความ 271 รายการ เพื่อให้ได้กลุ่มภาพที่แตกต่างกัน 6 กลุ่ม (เช่น พาดหัวข่าวที่กระตุ้นความสนใจ การเลียนแบบโลโก้หน่วยงาน) และหัวข้อข้อความ 6 กลุ่ม (เช่น การหลอกลวงขอสินเชื่อ การแนะนำยาสมุนไพร) และผลการวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (MASEM) เพื่อปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการตรวจพบข่าวปลอมจากการศึกษางานวิจัย 11 เรื่อง ได้โมเดลที่มีความสัมพันธ์ดังนี้ การจัดการแพลตฟอร์มการเรียนรู้ทางดิจิทัล (MDP) การสื่อสารทางสื่อสังคมออนไลน์ (CSM) และการรู้คิดของตนเอง (MSR) ส่งผลทางอ้อมต่อการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ (SML) ผ่านทักษะทางอินเทอร์เน็ต (INS) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นำมาใช้ส่วนประกอบสำคัญในการออกแบบโปรแกรมออนไลน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (interactive) ประกอบด้วย 4 โมดูล ได้แก่ รู้จักข่าวปลอม สังเกตข่าวปลอม ประเมินข่าวปลอม และการใช้เครื่องมือและเทคนิคเพื่อตรวจพบข่าวปลอม เครื่องมือประเมินที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ใช้เทคนิคการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) ร่วมกับเทคนิคการคิดออกเสียง (think-aloud) …
การพัฒนาแบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาอังกฤษ ในการวัดความรู้ด้านไวยากรณ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย : การประยุกต์ใช้การประเมินแบบพลวัตด้วยคอมพิวเตอร์, เมธา เฉิดฉาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาด ทางการใช้ภาษาอังกฤษในการวัดความรู้ด้านไวยากรณ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการประยุกต์ใช้การประเมิน แบบพลวัตด้วยคอมพิวเตอร์ และ (2) เพื่อเปรียบเทียบความรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่แตกต่างกัน จากการทดสอบด้วยแบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาอังกฤษ โดยการประยุกต์ใช้การประเมินแบบพลวัตด้วยคอมพิวเตอร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2567 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี จำนวน 300 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาอังกฤษที่สร้างขึ้นโดยซอฟต์แวร์ iSpring Suite MAX มีลักษณะ เป็นแบบทดสอบประเภทเลือกตอบ 2 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติบรรยาย วิเคราะห์คุณภาพแบบทดสอบฯ จากค่าความตรงเชิงเนื้อหา ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเที่ยง และผลการประเมินความพึงพอใจผู้ใช้งานของอินเตอร์เฟสระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1. แบบทดสอบการตรวจหาข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาอังกฤษครอบคลุมโครงสร้างเนื้อหาทั้งหมด 8 ด้าน ได้แก่ (1) Part of speech (2) Tense (3) Article (4) Word order (5) Comparison (6) If-clause (7) Parallelism และ (8) Subject-verb agreement รวมทั้งหมด 20 ข้อ ผลการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของคำถามระดับ 1 มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 – 1.00 คำถามระดับที่ 2 มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 – 1.00 และสื่อกลางมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 – 1.00 ค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.41 – 0.65 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.53 – 0.85 ความเที่ยงของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 และผลการประเมินความพึงพอใจผู้ใช้งานของอินเตอร์เฟสระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ พบว่านักเรียน …
การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Deeper และการเสริมต่อการเรียนรู้, ปาณัสม์ ชินเมธีพิทักษ์
การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Deeper และการเสริมต่อการเรียนรู้, ปาณัสม์ ชินเมธีพิทักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ลักษณะการใช้และการพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด DEEPER และ Scaffolding 2) เพื่อวิเคราะห์ผลการเปลี่ยนแปลงหลังจากใช้บอร์ดเกมในการส่งเสริมทักษะแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชายระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 คน ที่ได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้ต้นแบบบอร์ดเกมได้รับการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 4 คน ผลการประเมินพบว่าต้นแบบบอร์ดเกมมีความเหมาะสมในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.81) และแบบสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหาและแบบวัดทักษะแก้ปัญหามีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับวัตถุประสงค์ (Index of Congruence : IOC) อยู่ที่ช่วงระหว่าง 0.60 – 1.00 ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ปรับปรุงต้นแบบตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเหมาะสมต่อการใช้งาน การเก็บข้อมูลดำเนินการผ่านการสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหา เพื่อวิเคราะห์ผลการทดลองและนำไปปรับปรุงพัฒนาต่อไปผลการศึกษาพบว่า การใช้บอร์ดเกมสามารถส่งเสริมการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในขั้นตอนการระบุปัญหาและการนำเสนอแนวทางแก้ไข ผู้เรียนมีพัฒนาการในด้านการคิดวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง ทั้งนี้การเสริมต่อการเรียนรู้ที่มีโครงสร้างสนับสนุนที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนแต่ละราย มีบทบาทสำคัญในการสร้าง “วงจรการเรียนรู้” ที่เชื่อมโยงการสนับสนุนจากภายนอกสู่การคิดภายในของผู้เรียนอย่างเป็นลำดับ แม้ว่าจะยังพบข้อจำกัดด้านการใช้ภาษา การอธิบายเหตุผล และการสะท้อนผลอย่างลึกซึ้ง แต่การจัดกิจกรรมที่กระตุ้นการตั้งคำถาม การวิเคราะห์ปัญหา และการแสดงออกอย่างมีเหตุผล ส่งผลให้ผู้เรียนมีแนวโน้มพัฒนาแนวคิดและความเข้าใจภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นว่าการใช้บอร์ดเกมร่วมกับแนวทางการเสริมต่อการเรียนรู้ ที่เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิผลในการสนับสนุนทักษะการคิดอย่างเป็นระบบสำหรับผู้เรียนที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้
การพัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายของผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น, อริศราภรณ์ เอเวอลีณ หนูจรเพชร
การพัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายของผู้เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น, อริศราภรณ์ เอเวอลีณ หนูจรเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์องค์ประกอบด้านเนื้อหาและด้านรูปแบบของเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพของผู้เรียนในชั้นประถมศึกษาตอนต้น (2) พัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ และ (3) ตรวจคุณภาพเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ ใช้การวิจัยเชิงผสมผสานวิธี (Exploratory Sequential Mixed Methods Design) แบ่งเป็น 2 ระยะการวิจัย ได้แก่ ระยะพัฒนาเครื่องมือ ประกอบด้วย (1) แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับทักษะการฟังเพื่อจับใจความในผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (สำหรับครูผู้สอน) (2) แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับทักษะการฟังเพื่อจับใจความในผู้เรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น (สำหรับผู้เชี่ยวชาญ) (3) เครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ และ (4) แบบทดสอบการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมายฯ ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ระยะทดลองใช้เครื่องมือ ประกอบด้วย (1) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ และ (2) เครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงด้านทักษะการฟังเพื่อจับใจความและสื่อความหมาย ฯ ผลการวิจัยพบว่า (1) เครื่องมือพัฒนาในรูปแบบรายการตรวจสอบ (Checklist) จำนวน 20 ข้อ ครอบคลุมพฤติกรรมการฟัง 7 ด้าน ได้แก่ การตอบคำถาม การปฏิบัติตามคำสั่ง การถ่ายทอดสาร ความสนใจ สมาธิ การสรุปใจความ และการตั้งคำถามตรงประเด็น พร้อมระบบให้คะแนน 3 ระดับ ได้แก่ ไม่เคย บางครั้ง และบ่อยครั้ง (2) เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่าดัชนีความตรง (IOC) อยู่ในช่วง 0.60–1.00 และ (3) ผลการวิเคราะห์คุณภาพพบว่าค่าความยากเฉลี่ย 0.68 อำนาจจำแนก 0.67 ค่า CITC ระหว่าง .86–.97 และค่าความเที่ยง Cronbach’s alpha เท่ากับ .99 แสดงถึงคุณภาพของเครื่องมือในระดับสูง อีกทั้งมีความตรงตามสภาพในระดับปานกลาง (r = .471, p < .05) สามารถจำแนกผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงได้แม่นยำ และได้รับความเห็นจากครูผู้ใช้จริงว่าเหมาะสม ใช้งานสะดวก และช่วยให้สามารถคัดกรองพฤติกรรมการฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัดด้านเวลา
ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน, มัณฑนา วิเศษสัตย์
ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน, มัณฑนา วิเศษสัตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์กระบวนการจัดกิจกรรมแนะแนวของครูในการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน รวมทั้งปัญหา อุปสรรค และปัจจัยความสำเร็จที่เกิดขึ้น 2. วิเคราะห์ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักเรียน และกระบวนการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกที่ได้รับจากครู 3. ออกแบบชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคในการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน และ 4. วิเคราะห์ผลของการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคในการพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน โดยแบ่งขั้นตอนการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ การวิจัยระยะที่ 1 ขั้นการทำความเข้าใจและการกำหนดปัญหา โดยสัมภาษณ์และสังเกตครูแนะแนวจากโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนสาธิต จำนวน 2 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยใช้แบบสัมภาษณ์ครู และแบบสังเกตการจัดกิจกรรมแนะแนวของครู รวมถึงทำการสัมภาษณ์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โดยใช้แบบสัมภาษณ์นักเรียน และให้นักเรียนทำแบบประเมินทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก ระยะที่ 2 ขั้นออกแบบต้นแบบชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน จากข้อมูลลักษณะของครูที่ได้ในระยะที่ 1 ผ่านการสนทนากลุ่มร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ตลอดจนสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้ได้ต้นแบบชุดกิจกรรมแนะแนวจำนวน 1 ชุด ระยะที่ 3 ขั้นทดสอบ ผู้วิจัยทำการทดสอบการใช้ชุดกิจกรรม ตัวอย่างการวิจัยในระยะนี้เป็นตัวอย่างเดียวกับการวิจัยในระยะที่ 1 โดยเครื่องมือที่ใช้ในระยะนี้ คือ 1) แบบสัมภาษณ์การใช้ชุดกิจกรรมสำหรับครู 2) แบบสัมภาษณ์นักเรียนเกี่ยวกับกิจกรรม 3) แบบประเมินทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก และ 4) ชุดกิจกรรมแนะแนวสำหรับครูตามรูปแบบการเรียนรู้ระดับจุลภาคเพื่อพัฒนาทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกให้กับนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกโดยรวมของนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลหลังการทดลอง (M=4.93, SD=.63) สูงกว่าก่อนทดลอง (M=4.63, SD=.80) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=-2.682, Sig=.006) ส่วนของนักเรียนโรงเรียนสาธิตหลังการทดลอง (M=4.47, SD=.76) สูงกว่าก่อนการทดลอง (M=4.32, SD=.51) อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=-1.093, Sig=.143) จากการสัมภาษณ์นักเรียนพบว่า นักเรียนชอบกิจกรรมการฟื้นพลังมากที่สุด รองลงมาคือกิจกรรมความหวัง และการมองโลกในแง่ดีตามลำดับ แต่ยังไม่มีการพูดถึงกิจกรรมการรับรู้ความสามารถในตนเอง จากการสัมภาษณ์ครู แนะแนวพบว่า ชุดกิจกรรมมีความเหมาะสมกับช่วงวัยของนักเรียน แต่ยังไม่สอดคล้องกับลักษณะของครูมากนัก โดยให้ข้อเสนอแนะว่า ชุดกิจกรรมมีความเหมาะสมกับคาบกิจกรรมโฮมรูมมากกว่า เนื่องจากกิจกรรมเป็นเนื้อหาจุลภาคซึ่งใช้เวลา 15 – …
การพัฒนาระบบประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลของนักศึกษาครูพลศึกษาโดยใช้การประมาณท่าทางของมนุษย์ด้วยการเรียนรู้เชิงลึก, ชลัมภ์ สงวนศักดิ์
การพัฒนาระบบประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลของนักศึกษาครูพลศึกษาโดยใช้การประมาณท่าทางของมนุษย์ด้วยการเรียนรู้เชิงลึก, ชลัมภ์ สงวนศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลในห้องเรียนอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อมีจำนวนนักเรียนมาก วิธีการแบบดั้งเดิมมักอาศัยการสังเกตด้วยตาเปล่า ซึ่งใช้เวลานานและอาจเกิดความไม่สม่ำเสมอในการประเมินได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบอัตโนมัติสำหรับการประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลของนักศึกษาระดั บปริญญาตรีสาขาพลศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อระบุท่าทางการยิงประตูที่ถูกต้อง พัฒนาระบบประเมิน และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบบประเมินกับเครื่องมือเดิมที่มีอยู่ การศึกษานี้ดำเนินการกับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 29 คน จากสาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้แบบประเมินแบบดั้งเดิมที่เป็นแบบตรวจสอบรายการ 5 ระดับสำหรับประเมินท่าทางขณะปฏิบัติทักษะ และระบบประเมินทักษะการยิงประตูบาสเกตบอลที่พัฒนาขึ้นใหม่ ผลการวิจัยพบว่า ในจังหวะที่หนึ่งของการยิงประตู ข้อมือขวามีความคงที่ของการงอมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 165.03, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 15.40) ในขณะที่ข้อศอกซ้ายมีความคงที่ของการงอน้อยที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 100.62, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 30.99) สำหรับจังหวะที่สอง สะโพกซ้ายมีความคงที่สูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 165.35, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 11.56) ในขณะที่ข้อศอกซ้ายยังคงมีค่าความคงที่ต่ำที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 103.87, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 33.53) ส่วนในจังหวะที่สาม สะโพกขวามีความคงที่สูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 174.65, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 4.00) ขณะที่ข้อเท้าซ้ายมีความคงที่ต่ำที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 146.68, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 17.98) ระบบประเมินที่พัฒนาขึ้นแสดงระดับความแม่นยำที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวะของการยิงประตู โดยจังหวะที่หนึ่งมีความแม่นยำสูงที่สุด ซึ่งมีค่า precision ที่ร้อยละ 89.09 recall ที่ร้อยละ 92.45 และ F1 score อยู่ในจังหวะร้อยละ 51 ถึง 90.74 ในขณะที่จังหวะที่สามมีความแม่นยำต่ำที่สุด โดยมี precision ที่ร้อยละ 65.85 recall ที่ร้อยละ 71.05 และ F1 score ที่ร้อยละ 68.35 โดยรวมแล้ว ระบบสามารถประเมินได้ด้วย precision ที่ร้อยละ …
การพัฒนาชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน Lms เพื่อส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู, พวงผกา ปวีณบำเพ็ญ
การพัฒนาชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน Lms เพื่อส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู, พวงผกา ปวีณบำเพ็ญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในบริบทที่การศึกษามีการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพจึงมีความสำคัญเพื่อเตรียมนักศึกษาครูให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการคือ 1) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู 2) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพและประสบการณ์ผู้ใช้ระบบจัดการการเรียนรู้ (LMS) ของนักศึกษาครู 3) เพื่อออกแบบและพัฒนาชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน LMS ในการส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู และ 4) เพื่อศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน LMS ในการส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครูและประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้น การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา ตัวอย่างวิจัยมี 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ตัวอย่างวิจัยที่ใช้ในการพัฒนาเครื่องมือวัด การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นและประสบการณ์ผู้ใช้ระบบจัดการการเรียนรู้ (LMS) ได้แก่ นักศึกษาครูระดับปริญญาตรี จำนวน 253 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน 2) ตัวอย่างวิจัยที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรม ได้แก่ นักศึกษาครู จำนวน 57 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 28 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 29 คน ได้มาโดยการอาสาสมัครจากตัวอย่างวิจัยกลุ่มแรก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สิถิติบรรยายและสถิติอ้างอิง ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน PNImodified การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนาม (MANOVA) การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามแบบวัดซ้ำ (repeated measures MANOVA) การวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ การวิเคราะห์ความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. เครื่องมือวัดกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ เป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 30 ข้อ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การเปิดรับความท้าทาย การเผชิญอุปสรรค การพยายามสู่ความเชี่ยวชาญ การเรียนรู้จากวิพากษ์คำวิจารณ์ และการเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาของแบบวัด (S-CVI/Ave) เท่ากับ .90 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α) เท่ากับ .98 ค่าสัมประสิทธิ์โอเมก้า (ω) เท่ากับ .98 …
การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูโดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต, ธนาภา งิ้วทอง
การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูโดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต, ธนาภา งิ้วทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมมีความสำคัญต่อการจัดการอารมณ์ การสร้างความสัมพันธ์ และการตอบสนองต่อความท้าทายต่าง ๆ ในโรงเรียนและชีวิตประจำวันของนักเรียน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 5 ประการ คือ 1) เพื่อสังเคราะห์คุณสมบัติทางจิตมิติของเครื่องมือวัดระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคม 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน 3) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา สถานการณ์ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน 4) เพื่อพัฒนาแนวทางส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครู โดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต และ 5) เพื่อพัฒนาหลักการออกแบบและต้นแบบแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครู ดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 สังเคราะห์ข้อมูลเครื่องมือวัดตัวแปรการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมจากฐานข้อมูล Google Scholar ระยะที่ 2 วิเคราะห์อภิมานสมการโครงสร้างจากข้อมูลงานวิจัยในฐานข้อมูล Google Scholar Scopus และ ERIC จำนวน 9 งาน ระยะที่ 3 ศึกษาสภาพปัญหา สถานการณ์ และความเสี่ยงด้วยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และสังเกตการเรียนการสอน โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต การวิเคราะห์ความไม่แน่นอน และการวิเคราะห์อภิมานสมการโครงสร้างเพื่อนำไปเป็นข้อมูลสำคัญในการออกแบบและพัฒนาต้นแบบแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูในระยะที่ 4 ผลการวิจัยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ผลการรวบรวมเครื่องมือวัดระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย จำนวน 12 เครื่องมือ ประกอบด้วย ภาษาไทย จำนวน 6 เครื่องมือ และภาษาอังกฤษ จำนวน 6 เครื่องมือ ซึ่งสามารถจัดกลุ่มเครื่องมือตามประเภทของผู้ตอบ ระดับชั้นหรือช่วงวัยของนักเรียน และองค์ประกอบและมิติของการวัดตัวแปร โดยเครื่องมือแต่ละประเภทมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่แตกต่างกัน 2. ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคม พบว่า บรรยากาศในโรงเรียน การสนับสนุนจากครู การสนับสนุนจากเพื่อน และการสนับสนุนจากผู้ปกครองเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนช่วยในการจัดการอารมณ์ การเชื่อมโยงกับผู้อื่น และการจัดการกับความท้าทายในสภาพบริบทของโรงเรียน 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในชั้นเรียนและตกอยู่ในเมทริกซ์ความไม่แน่นอนในช่องมีผลกระทบสูงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นสูงในแต่ละระดับชั้น โดยระดับปฐมวัย ได้แก่ การเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนและครู และการทะเลาะวิวาท ชกต่อยกันในชั้นเรียน ระดับประถมศึกษา ได้แก่ การก่อกวนชั้นเรียน เช่น โยนของ ตะโกนเสียงดัง และการเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนและครู และระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ …
การวิจัยและพัฒนาแนวทางสำหรับหลักสูตรครุศาสตร์เพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรม โดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม, ธีรยุทธ สัจจะบุตร
การวิจัยและพัฒนาแนวทางสำหรับหลักสูตรครุศาสตร์เพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรม โดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม, ธีรยุทธ สัจจะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สมรรถนะพหุวัฒนธรรมเป็นหัวใจสำคัญสำหรับครูในการจัดการเรียนการสอนภายใต้บริบทของห้องเรียนที่ผู้เรียนมีความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน การวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน แนวโน้ม และทิศทางการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตร 2) เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมด้วยวิธีการวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม และ 3) เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรม การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาสภาพทั่วไปและทิศทางของการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตรผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก คือ 1) วิเคราะห์สภาพทั่วไปของการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมจากเอกสารหลักสูตรครุศาสตร์ จำนวน 35 หลักสูตร 2) สังเคราะห์คุณลักษณะของตัวแทรกแซงที่มีประสิทธิภาพสำหรับการส่งเสริมคุณลักษณะพหุวัฒนธรรมของผู้เรียนระดับอุดมศึกษา จากบทความวิจัยทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 18 บทความ และ 3) การวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตร จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 เป็นการวิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมเพื่อนำไปใช้เป็นหลักคิดในการจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตร ตัวอย่างวิจัยเป็นผู้ใช้หลักสูตรครุศาสตร์ จำนวน 61 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างซึ่งพัฒนามาจากข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยระยะที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม และระยะที่ 3 เป็นการจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรเพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมโดยสังเคราะห์มาจากข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัย ซึ่งแนวทางการพัฒนาได้รับการวิพากษ์ความเป็นไปได้และประเมินความเหมาะสม จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ผลการวิจัยที่สำคัญพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตรครุศาสตร์มีการดำเนินการอย่างไม่เป็นระบบและขาดความชัดเจน หลักสูตรส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาด้านวิชาการและเทคโนโลยีการศึกษา ถึงแม้ว่าคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะปรากฏอยู่บ้างในวัตถุประสงค์และผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังแต่ยังไม่ได้กำหนดให้ชัดเจน ประกอบกับการขาดกลไกสนับสนุนในเชิงระบบส่งผลให้การส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมขึ้นอยู่กับความตื่นตัวของผู้สอนมากกว่าการถูกกำหนดให้เป็นองค์ประกอบหลักในระดับหลักสูตร 2. กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมที่ได้จากการวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม คือ 1) ควรมุ่งเน้นการสร้างเจตคติที่เปิดกว้างต่อความหลากหลาย พร้อมทั้งออกแบบระบบการเรียนรู้ให้เน้นการมีส่วนร่วม การลงมือปฏิบัติจริง และปลูกฝังสมรรถนะพหุวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบในทุกช่วงชั้นปี 2) ควรออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์การเรียนรู้ด้วยกิจกรรมที่เน้นการแลกเปลี่ยนเชิงความแตกต่างทางวัฒนธรรม รวมถึงการออกแบบรายวิชาให้มีกิจกรรมกลุ่มที่คละพื้นฐานของนิสิตอย่างเป็นระบบ ตลอดจนจัดให้มีการเผชิญกับประสบการณ์ภาคสนามที่เน้นผู้เรียนจากหลากหลายวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมด้วยกิจกรรมสะท้อนผลการเรียนรู้เพื่อยกระดับจากประสบการณ์ส่วนตัวสู่การตระหนักรู้ทางวิชาชีพ และ 3) พัฒนารูปแบบการประเมินผลที่ตอบสนองต่อกระบวนการปฏิสัมพันธ์ที่ตระหนักรู้ในความแตกต่างหลากหลาย 3. เอกสารแนวทางการพัฒนาหลักสูตรเพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นสื่อกลางเชิงนโยบายและการปฏิบัติที่เชื่อมโยงระหว่างข้อเสนอเชิงวิชาการและแนวทางการพัฒนาที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับสถาบันทั้งในด้านการออกแบบหลักสูตร การบูรณาการพัฒนาสมรรถนะพหุวัฒนธรรมผ่านเนื้อหารายวิชา วิธีการจัดการเรียนรู้ การประเมินผล ตลอดจนการใช้เป็นกรอบสำหรับการกำหนดทิศทางของนโยบายการผลิตครูที่ตอบสนองต่อสังคมพหุวัฒนธรรมในอนาคต
การพัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาโดยใช้แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับร่วมกับการสะท้อนข้อมูลย้อนกลับด้วยคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4, ภูรินที กุลธงเกตุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) สำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับในวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุศาสตร์ 3) พัฒนาระบบการทดสอบเพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาโดยใช้แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับร่วมกับการสะท้อนข้อมูลย้อนกลับด้วยคอมพิวเตอร์ออนไลน์ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 4) ตรวจสอบคุณภาพของระบบ การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 สำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน ระยะที่ 2 พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับพร้อมสร้างข้อมูลย้อนกลับ และระยะที่ 3 พัฒนาระบบวินิจฉัยออนไลน์ สำหรับตัวอย่างวิจัยและวิธีการวิจัยในระยะที่ 1 สำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนจากนักเรียน 160 คน ด้วยแบบสอบสองระดับชนิดปลายเปิด ระยะที่ 2 พัฒนาและทดลองใช้เครื่องมือแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับฉบับร่าง 33 ข้อ กับนักเรียน 420 คน วิเคราะห์คุณภาพด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเบ้และความโด่ง การวิเคราะห์ความยากและอำนาจจำแนกตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิมและทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ การวิเคราะห์ความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลการตอบสนองข้อสอบ การวิเคราะห์ความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในด้วยค่าอัลฟ่าของครอนบาค และการวิเคราะห์ความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์เทคนิคคิดออกเสียงโดยใช้ค่าคัปปาของโคเฮน จากนักเรียน 57 คน จากนั้นคัดเลือกแบบสอบสมบูรณ์ 11 ข้อ และสร้างข้อมูลย้อนกลับแบบทั่วไปและข้อมูลย้อนกลับเพื่อการปรับปรุง ส่วนในระยะที่ 3 พัฒนาระบบวินิจฉัยออนไลน์ด้วย Google Workspace และตรวจสอบคุณภาพระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และประเมินความพึงพอใจของผู้เชี่ยวชาญและความพึงพอใจของตัวอย่างนักเรียนที่ใช้ทดสอบระบบจำนวน 140 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้: 1) ผลการสำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน พบว่า นักเรียนมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุศาสตร์จำนวน 24 รายการ โดยในมโนทัศน์ที่ 1 เรื่องลักษณะทางพันธุกรรม พบมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนมากที่สุดคือ "ลักษณะเด่นคือลักษณะที่มองเห็นได้ชัดเจน และเป็นลักษณะที่ต้องการของบุคคล เช่น จมูกโด่งเป็นลักษณะเด่นเพราะสวย ส่วนลักษณะด้อยคือลักษณะที่พบได้มากหรือไม่แตกต่างจากกลุ่ม" ซึ่งพบในนักเรียนคิดเป็นร้อยละ 29.38 2) ผลการพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับ พบว่า แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับที่พัฒนาขึ้น มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิมและทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ และได้มีการคัดเลือกข้อสอบที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปพัฒนาแบบสอบที่ใช้ในระบบวินิจฉัย จำนวน 11 ข้อ จากแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับ ฉบับร่างจำนวน 33 …
การพัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ, กวินนา แก้วเพ็ชร
การพัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ, กวินนา แก้วเพ็ชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ และ 2) ประเมินคุณภาพระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ โดยมีตัวอย่างวิจัย คือ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ระดับชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 103 คน จาก 5 มหาวิทยาลัย โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ ระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพของระบบจาก 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ ความสอดคล้องในการตรวจให้คะแนนระหว่างระบบและผู้ตรวจที่เป็นมนุษย์ ประสิทธิผลของระบบ ความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 1. แบบสอบเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษที่พัฒนาขึ้น จำนวน 4 ข้อ มีการประยุกต์โครงการสร้างและรูปแบบมาจากข้อสอบเขียนประเภทที่ 1 ของ IELTS โดยมีการปรับบริบทและสถานการณ์ให้เหมาะสมกับการเป็นข้อสอบสำหรับนิสิต นักศึกษาคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และมีการปรับใช้เกณฑ์ในการตรวจให้คะแนนของ IELTS เช่นเดียวกัน โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินมีทั้งสิ้น 4 เกณฑ์ ได้แก่ การตอบสนองต่อโจทย์ (Task achievement) ความสอดคล้องต่อเนื่อง (Coherence and Cohesion) คำศัพท์ (Lexical Resource) และความถูกต้องและความเหมาะสมของไวยากรณ์ (Grammatical Range and Accuracy) ซึ่งเกณฑ์การประเมินถูกปรับเป็น 5 ระดับ (0-4 คะแนน) เพื่อความเหมาะสมกับความสามารถของผู้สอบ ซึ่งเมื่อตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบพบว่า มีค่าความยากอยู่ระดับปานกลาง และมีอำนาจจำแนกที่ดี เมื่อตรวจสอบความเที่ยงของผลการวัดตามทฤษฎีสรุปอ้างอิงพบว่า ความเที่ยงแบบอิงเกณฑ์ โดยการตรวจให้คะแนนโดยผู้สอบ 2 คน ด้วยการออกแบบการวัดแบบไขว้อยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือ (Absolute G-Coefficient=0.75) และสหสัมพันธ์ภายในชั้นของแต่ละข้ออยู่ในระดับที่มีความเห็นพ้องร่วมกันสูงมาก (.994 ถึง 1.000) 2. ระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ ที่พัฒนาขึ้นด้วยภาษา JavaScript โดยมีระบบการทำงานแบบเบ็ดเสร็จในระบบ (Standalone) ซึ่งภายในประกอบไปด้วยข้อสอบวัดทักษะการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษ จำนวน 4 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบ …
การพัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, สรญา มุทะธากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 2) วิเคราะห์ผลของการใช้ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ตัวอย่างวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ที่กำลังศึกษาอยู่ในมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 3 คน โดยใช้การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง 2) กลุ่มครูของนักเรียนในกลุ่มตัวอย่างที่ 1 จำนวน 3 คน 3) กลุ่มผู้ปกครองที่ดูแลนักเรียนในกลุ่มตัวอย่างที่ 1 จำนวน 3 คน การวิจัยครั้งนี้เก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 พัฒนาชุดกิจกรรมฯ และ ระยะที่ 2 ทดลองใช้ชุดกิจกรรมฯ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพ และแผนการสอนประกอบชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดแบบประเมินทักษะการกำหนดตนเอง แบบประเมินการตัดสินใจเลือกอาชีพ และแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นที่มีต่อชุดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมฯ ประกอบด้วย 7 กิจกรรม แต่ละกิจกรรมประกอบด้วย 5 ขั้นตอน 2. ชุดกิจกรรมฯสามารถสร้างความตระหนักรู้ในตนเองและทำให้นักเรียนมีทักษะการกำหนดตนเองที่สูงขึ้น จนนำไปสู่การตัดสินใจเลือกอาชีพด้วยตนเองได้ 3. นักเรียนสามารถระบุอาชีพที่ตนเองสนใจได้อย่างมีเหตุผลและมีการวางแผนอย่างเป็นระบบมากขึ้น สามารถวางแผนบรรลุเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม 4. กลุ่มผู้ใช้ชุดกิจกรรมทั้ง 3 กลุ่ม มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า กิจกรรมมีความเหมาะสมกับบริบทของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ สามารถประยุกต์ใช้ในรายวิชาหรือกิจกรรมอื่น ๆ ได้
การเปรียบเทียบวิธีการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ในโมเดลจำแนกทางการศึกษาด้วยการจำลองแบบมอนติคาร์โล, โยธิน หมายมั่น
การเปรียบเทียบวิธีการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ในโมเดลจำแนกทางการศึกษาด้วยการจำลองแบบมอนติคาร์โล, โยธิน หมายมั่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ของโมเดลจำแนกประเภท โดยใช้อัลกอริทึม Random Forest (RF) และ Support Vector Machine (SVM) และ (2) นำเสนอแนวทางในการเลือกใช้อัลกอริทึมและกำหนดขอบเขตพื้นที่การค้นหาไฮเปอร์พารามิเตอร์ที่เหมาะสมกับลักษณะของข้อมูล โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นการจำลองข้อมูลด้วยวิธีมอนติคาร์โล (Monte Carlo Simulation) เพื่อสร้างชุดข้อมูลที่แตกต่างกันตามปัจจัยต่อไปนี้ (1) ขนาดตัวอย่าง (50, 200, 500) (2) จำนวนตัวแปรต่อเนื่อง (3, 5, 7) (3) ขนาดอิทธิพลของตัวแปร (ระดับสูง, ระดับกลาง) (4) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร (เชิงเส้น, ไม่เชิงเส้น) และ (5) พื้นที่การค้นหาค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์ (all, importance) แล้วทำการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ด้วย 4 วิธี ได้แก่ Bayesian Optimization (BO), Genetic Algorithm (GA), Hyperband (HPB) และ Particle Swarm Optimization (PSO) จากนั้นประเมินประสิทธิภาพของโมเดลด้วย 3 องค์ประกอบได้แก่ ได้แก่ (1) ประสิทธิภาพของการจำแนก โดยจะนำเสนอค่าความถูกต้อง (accuracy) (2) ความเสถียรของประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากสัมประสิทธิ์การแปรผัน (coefficient of variation: CV) และ (3) ดัชนีวัดประสิทธิภาพเชิงเวลา (time-efficiency index) โดยใช้เทคนิค XAI (feature permutation mean dropout loss) ผลการวิเคราะห์พบว่า ในด้านประสิทธิภาพในการจำแนก จำนวนตัวแปรต่อเนื่องมีความสำคัญสูงสุด (mean dropout loss = …
ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล โดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน, พงษ์ศักดิ์ บุญเกิด
ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล โดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน, พงษ์ศักดิ์ บุญเกิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และแนวทางที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในยุคดิจิทัล 2) ออกแบบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียน ไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชันสำหรับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 3) เปรียบเทียบแรงบันดาลใจในอาชีพก่อนและหลังการใช้ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยการคิดเชิงออกแบบ แบ่งขั้นตอนการดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การทำความเข้าใจและระบุปัญหาแรงบันดาลใจในอาชีพ ผู้วิจัยดำเนินการคัดกรองแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนโดยใช้แบบคัดกรองแรงบันดาลใจ ในอาชีพฉบับครูและฉบับนักเรียน จากนั้นสัมภาษณ์ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผ่านการคัดกรอง จำนวน 10 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ ระยะที่ 2 การออกแบบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียน ไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยการทำความเข้าใจและระบุปัญหาแรงบันดาลใจในอาชีพจากระยะที่ 1 และใช้การสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ระยะที่ 3 การทดสอบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยทำการทดสอบผลของการจัดกิจกรรมต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับ เกมมิฟิเคชันกับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในระยะนี้ คือ 1) ต้นแบบการพัฒนา แรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมิฟิเคชัน และ 2) แบบวัด แรงบันดาลใจในอาชีพผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบัน ปัญหาที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจในอาชีพ ประกอบด้วย 1) ด้านความสำเร็จ ได้แก่ ปัญหาการด้านขาดวินัย ปัญหาด้านสภาพแวดล้อม ปัญหาด้านตลาดแรงงาน ปัญหาด้านเศรษฐกิจ 2) ด้านความเป็นผู้นำ ได้แก่ ปัญหาการขาดความมั่นใจในตนเอง ปัญหาการขาดทักษะการสื่อสาร ปัญหาประสบการณ์และการฝึกฝนที่ยังไม่เพียงพอ การขาดการวางแผนระยะยาวเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำ และ 3) ด้านการศึกษา ได้แก่ ปัญหาการพัฒนาทักษะเพื่อประกอบอาชีพยังไม่เพียงพอ ปัญหาอุปสรรคด้านการเรียนและแรงกดดันในระบบการศึกษา ปัญหาหลักสูตรการศึกษาไม่สอดคล้องกับ ความต้องการในอนาคต ปัญหาความเหลื่อมล้ำและข้อจำกัดด้านการศึกษา สำหรับต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ประกอบด้วยทั้งหมด 12 กิจกรรม ตามโครงสร้างองค์ประกอบของแรงบันดาลใจในอาชีพทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความสำเร็จ จำนวน 4 กิจกรรม 2) ด้านความ เป็นผู้นำ จำนวน 4 …
เสียงสะท้อนจากชั้นเรียน: การจัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สรายุทธ ไกรวัฒนพงศ์
เสียงสะท้อนจากชั้นเรียน: การจัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สรายุทธ ไกรวัฒนพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลายประการ ประกอบไปด้วย 1) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสบการณ์ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการชั้นเรียนของครูผู้สอน ตามระดับการได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือในโรงเรียน และลักษณะบริบทของโรงเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสบการณ์การจัดการชั้นเรียนของครูผู้สอนที่ตอบสนองความหลากหลายของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในชั้นเรียนรวม ตามลักษณะบริบทของโรงเรียน 3) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสบการณ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีต่อการจัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอนกับประสบการณ์จัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอน โดยผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้คือ ครูผู้สอนจำนวน 6 คน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2 และ 3 จำนวน 24 คน ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปีการศึกษา พ.ศ.2567 ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 2 แห่ง ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) โดยการเก็บข้อมูลจาก 3 แหล่ง ได้แก่ การสังเกตชั้นเรียน การสัมภาษณ์ประสบการณ์ของครูผู้สอน และการสัมภาษณ์ประสบการณ์ของนักเรียนที่มีความแตกต่างหลากหลายและนำมาวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic analysis) ผลการวิจัยพบว่าทั้งครูผู้สอนและนักเรียนต่างรับรู้ถึงความหลากหลายและปัญหาพฤติกรรมในชั้นเรียนในหลายประการ อย่างไรก็ตาม พบความแตกต่างในมุมมองต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น ด้านความสัมพันธ์ ด้านการจัดการชั้นเรียน โดยผลการวิชัยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการรับรู้ของนักเรียนและครูผู้สอนเกี่ยวกับการจัดการชั้นเรียนรวม ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญในการนำไปสู่การพัฒนาแนวปฏิบัติและนโนบายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
Learning Collective Care To Support Young Climate Justice Advocates, Kylie Wrigley, Georgia Beardman, Jaime Yallup Farrant, Naomi Joy Godden, Caleb Faulkner Hill, Emma Heyink, Eva Carot Collins, Hannah Davies, Shelby Robinson
Learning Collective Care To Support Young Climate Justice Advocates, Kylie Wrigley, Georgia Beardman, Jaime Yallup Farrant, Naomi Joy Godden, Caleb Faulkner Hill, Emma Heyink, Eva Carot Collins, Hannah Davies, Shelby Robinson
Research outputs 2022 to 2026
Young people mitigate their climate distress, develop their efficacy, and contribute to the effectiveness of climate movements through activism. However, they are often excluded from adult-led climate movements and exposed to a number of risks when they do participate. In this context, this participatory action research study draws on multiple care theories to offer collective care praxis through which adults and young people might co-create more care-full and safe climate justice movements capable of supporting, sustaining, and sharing power with young people. The study examines how 13 young and three adult co-researchers learned about and applied collective care through a …
The Evaluation Of Village Building Program/Thematic Real Work Lecture (Kknt) Mbkm's Implementation At Uin Sunan Kalijaga, Muyassaroh Muyassaroh, Sudiyatno Sudiyatno, Nur Hidayanto Pancoro Setyo Putro, Rahma Yunita, Syafiqurrahman Syafiqurrahman
The Evaluation Of Village Building Program/Thematic Real Work Lecture (Kknt) Mbkm's Implementation At Uin Sunan Kalijaga, Muyassaroh Muyassaroh, Sudiyatno Sudiyatno, Nur Hidayanto Pancoro Setyo Putro, Rahma Yunita, Syafiqurrahman Syafiqurrahman
Jurnal Penelitian dan Evaluasi Pendidikan
This study aims to determine the standards of MBKM Thematic KKN, how the implementation of this program at UIN Sunan Kalijaga, as well as to determine the gap between the existing standards and the form of implementation. This evaluation research uses the descrepancy evaluation model with a descriptive qualitative approach. Data collection in this study used interview techniques, documentation, and was equipped with an open questionnaire. The data sources in this study at the interview stage were 7 resource persons 1 Head of PPM UIN Sunan Kalijaga, 2 Field Supervisor (DPL), 2 heads of Study Programs and 2 students, as …
Dominant Factors That Determine College Students Completing Studies In Mathematics Education Study Programs, Sintha Sih Dewanti, Aji Joko Budi Pramono
Dominant Factors That Determine College Students Completing Studies In Mathematics Education Study Programs, Sintha Sih Dewanti, Aji Joko Budi Pramono
REID (Research and Evaluation in Education)
Failure to graduate on time is a problem for both the university and the students themselves. Beside the competencies possessed by students, many other factors affect the completion of student studies. This study aims to reduce the variables that really affect the completion of student studies. The approach of this research was survey research on students of the Mathematics Education Study Program at least in semester 7 (currently taking a final project course). There are 17 factors that determine the completion of student studies, namely achievement motivation, discipline, interest, intelligence, study habits, health, part-time work activities, organizational activities, curriculum, mentoring …
Misconception Tendency Of Differentiated Instruction In Publicly Shared Teaching And Learning Videos On Youtube: A Mixed-Methods Exploration Study, Guruh Sukarno Putra
Misconception Tendency Of Differentiated Instruction In Publicly Shared Teaching And Learning Videos On Youtube: A Mixed-Methods Exploration Study, Guruh Sukarno Putra
Jurnal Penelitian dan Evaluasi Pendidikan
Differentiated instruction is a pedagogical approach in which teachers fulfill students' needs based on their interests and learning profiles. This paradigm is new to the Indonesian educational sector as the government of Indonesia introduced the Merdeka curriculum in 2022, which offers a new style of teaching and learning in Indonesia through differentiation in the classroom. As an unfamiliar approach, the recent practice of differentiated instruction may lead to a misconception, particularly in its implementation. This paper focuses on witnessing teachers' misconceptions regarding differentiated instruction in three major aspects: teacher-student relations, teacher-learning design, and teacher-learning goals, using a mixed method with …
The Effectiveness Of Item Parceling To Increase The Model Fit: A Case Study Of Paps, Anindita Dwi Hapsari, Wahyu Widhiarso
The Effectiveness Of Item Parceling To Increase The Model Fit: A Case Study Of Paps, Anindita Dwi Hapsari, Wahyu Widhiarso
Jurnal Penelitian dan Evaluasi Pendidikan
The impact of item parceling to improve model fit indexes in confirmatory factor analysis has been on debate amongst psychometricians. In this study, the effectiveness of item parceling was examined using Tes Potensi Akademik Pascasarjana (PAPS) or Postgraduate Academic Potential Test in Universitas Gadjah Mada. Item parceling approach, second-order approach, and item-based approach of confirmatory factor analysis (CFA) were used for examination. Data were collected from a sample of 1374 postgraduate candidates in 2017. The result found that model fit indices such as the chi-squared test, comparative fit index, Tucker-Lewis index, and standardized root mean square residual were improved in …
Measuring The Perceptions Of Prospective Teachers: Planning Technology-Based Learning During The Covid-19 Pandemic, Memet Sudaryanto, M. Zainudin
Measuring The Perceptions Of Prospective Teachers: Planning Technology-Based Learning During The Covid-19 Pandemic, Memet Sudaryanto, M. Zainudin
Jurnal Penelitian dan Evaluasi Pendidikan
Online learning planning presents unique challenges that aspiring teachers must prepare for. This study aims to identify potential teachers' perspectives on designing technology-based instruction. Competency dimensions were created based on the findings of focused group discussions (FGD) with teachers and lecturers, which resulted in aspects of social networking, managing digital identity, filtering, creating content, and reusing. Following the FGD, indicators of nine dimensions"”pre-learning, opening planning, material mastery, learning models, learning resources, student involvement, assessment of processes and results, interaction mastery, and closing learning"”were created. Samples were taken through simple random sampling of 250 prospective teachers in education study programs at …
Item Analysis Of Reading Comprehension Questions For English Proficiency Test Using Rasch Model, Henda Harmantia Dewi, Siti Maftuhah Damio, Sukarno Sukarno
Item Analysis Of Reading Comprehension Questions For English Proficiency Test Using Rasch Model, Henda Harmantia Dewi, Siti Maftuhah Damio, Sukarno Sukarno
REID (Research and Evaluation in Education)
The need to take English as a foreign language proficiency test (known as TOEFL [Test of English Language Proficiency]) has been gaining popularity in Indonesia. The increasing demands for such a test and its expensive cost have reinforced many institutions to develop TOEFL instruments and administer the test internally. However, constructing a test instrument is a complex process that makes conducting item analysis become more challenging. Meanwhile, item analysis is crucial to assess the items' quality. Therefore, this study reported the results of statistically analyzing 20 questions of TOEFL reading comprehension that were analyzed in terms of the test reliability, …
Evaluation Of English Language Improvement Program For Information System Graduates Using A Comparative Analysis Method, Ratih Purwasih, Rahimullaily Rahimullaily, Zikri Zikri
Evaluation Of English Language Improvement Program For Information System Graduates Using A Comparative Analysis Method, Ratih Purwasih, Rahimullaily Rahimullaily, Zikri Zikri
REID (Research and Evaluation in Education)
STMIK Indonesia Padang seeks to improve the quality of its graduates by providing several academic training in information systems science and soft skills. One of them is training to improve graduates' English skills, including English I and II, English for career, and TOEFL training. The purpose of the study was to evaluate the success of the English language improvement program given to graduates of STMIK Indonesia Padang by comparing the scores for all English programs. This research method is explanatory. Data processing and analysis used descriptive statistics and comparative mean analysis techniques with Friedman test statistics on 4 data groups …
Developing A Religiosity Scale For Indonesian Muslim Youth, Shodiq Abdullah, Warsiyah Warsiyah, Ju'subaidi Ju'subaidi
Developing A Religiosity Scale For Indonesian Muslim Youth, Shodiq Abdullah, Warsiyah Warsiyah, Ju'subaidi Ju'subaidi
REID (Research and Evaluation in Education)
This study aims to construct and test the validity of the Islamic youth religiosity scale. The population in this study is Muslim students of senior high schools in Surakarta, Central Java, with a sample of 258 established using the random sampling technique. The data analysis used the Linear Structural Model. The result shows that the RMSEA (‰¤ 0.08) and GFI (‰¥ 0.09) values from the four dimensions (belief, ritual, social, commitment meet the standard values of compatibility with the respective values for RMSEA beliefs = 0.055 GFI = 0.94, RMSEA rituals = 0.026 GFI = 0.99, social RMSEA = 0.059 …
Pre-Service Teachers' Agentive Projections Toward Innovation In Online English Language Teaching (Elt) Classes, Santi Farmasari, Lalu Ali Wardana, Baharuddin Baharuddin, Amrullah Amrullah, Mh Isnaeni, Husnul Lail
Pre-Service Teachers' Agentive Projections Toward Innovation In Online English Language Teaching (Elt) Classes, Santi Farmasari, Lalu Ali Wardana, Baharuddin Baharuddin, Amrullah Amrullah, Mh Isnaeni, Husnul Lail
REID (Research and Evaluation in Education)
This study examines the pre-service teachers' agentive projections toward innovation in online English Language Teaching (ELT) classes. Employing teacher agency theory, this instrumental case study views projections as agentive when they are informed by the students' ecological aspects (past and present), oriented to solve potential learning problems and improve learning outcomes. The study involved 84 pre-service teachers who were voluntarily asked to fill in a questionnaire, submit a lesson plan, and be interviewed. nVivo Pro was used to organize themes. The study indicates that the pre-service teachers, M=3.81, SD=.590, perceive that innovation in online ELT classes is closely related to …
Gaining A Deeper Understanding Of The Meaning Of The Carelessness Parameter In The 4pl Irt Model And Strategies For Estimating It, Timbul Pardede, Agus Santoso, Diki Diki, Heri Retnawati, Ibnu Rafi, Ezi Apino, Munaya Nikma Rosyada
Gaining A Deeper Understanding Of The Meaning Of The Carelessness Parameter In The 4pl Irt Model And Strategies For Estimating It, Timbul Pardede, Agus Santoso, Diki Diki, Heri Retnawati, Ibnu Rafi, Ezi Apino, Munaya Nikma Rosyada
REID (Research and Evaluation in Education)
Three popular models are used to describe the characteristics of the test items and estimate the ability of examinees under the dichotomous IRT model, namely the one-, two-, and three-parameter logistic models. The three-item parameters are discriminating power, difficulty, and pseudo-guessing. In the development of the dichotomous IRT model, carelessness or upper asymptote parameter was proposed, which forms a four-parameter logistic (4PL) model to accommodate a condition where a high-ability examinee gives an incorrect response to a test item when he/she should be able to respond to the test item correctly. However, the carelessness parameter and the 4PL model have …