Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Other Mental and Social Health Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

1,572 Full-Text Articles 3,203 Authors 1,508,638 Downloads 191 Institutions

All Articles in Other Mental and Social Health

Faceted Search

1,572 full-text articles. Page 55 of 74.

An Analysis And Critique Of Mental Health Treatment In American State Prisons And Proposal For Improved Care, Shelby Hayne 2019 Claremont Colleges

An Analysis And Critique Of Mental Health Treatment In American State Prisons And Proposal For Improved Care, Shelby Hayne

Scripps Senior Theses

Mental health treatment in state prisons is revealed to be highly variable, under-funded, and systematically inadequate. Existing literature exposes this injustice but fails to provide a comprehensive proposal for reform. This paper attempts to fill that gap, outlining a cost-effective, evidence-based treatment proposal, directly addressing the deficits in care revealed through analysis of our current system. In addition, this paper provides historical overviews of the prison system and mental health treatment, utilizing theoretical perspectives to contextualize this proposal in the present state of affairs. Lastly, the evidence is provided to emphasize the potential economic and social benefits of improving mental …


Are Chronic Inflammatory Diseases Associated With Trauma Exposure And Gender? An Empirical Analysis Of Self-Reported Trauma And Health Histories Of Men And Women, Meghan Lacienski 2019 Georgia Southern University

Are Chronic Inflammatory Diseases Associated With Trauma Exposure And Gender? An Empirical Analysis Of Self-Reported Trauma And Health Histories Of Men And Women, Meghan Lacienski

College of Graduate Studies: Theses & Dissertations

A growing body of research indicates an association between trauma, inflammation, and chronic inflammatory disease; however, the mechanisms of this relationship are not fully understood, and the salience of potential risk factors, such as cumulative effects of trauma, trauma type, and gender, remain unclear. Trauma is associated with poor mental and physical health, such as PTSD, depression, and chronic inflammatory conditions, and this association may be stronger when certain risk factors are considered (Brody, Pratt, & Hughes, 2018; Groer, Kane, Williams, & Duffy, 2014; Husky, Mazure, & Kovess-Masfety, 2018; Kilpatrick et al., 2013). For example, sexual trauma and multiple traumatic …


ภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อม, นันทกานต์ ชุมภูพันธ์ 2019 คณะแพทยศาสตร์

ภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อม, นันทกานต์ ชุมภูพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ ฃ่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อม โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ที่เข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเลือกตามเกณฑ์ (Purposive sampling) จำนวน 343 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือน สิงหาคม – ตุลาคม พ.ศ.2562 เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะการติดการออกกำลังกาย (Exercise Addiction Inventory; EAI) ฉบับภาษาไทย แบบสอบถาม Hospital Anxiety and Depression Scale ฉบับภาษาไทย (Thai HADS) แบบสอบถามประเมินข้อเข่า Knee and Osteoarthritis Outcome Score (KOOS) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน จากนั้นหาความสัมพันธ์โดยใช้สถิติเชิงอนุมานได้แก่ Chi-square, Fisher’s exact test การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ใช้ Pearson’s correlation Coefficiency และใช้ Linear Regression วิเคราะห์ความสัมพันธ์ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมมีความชุกของภาวะวิตกกังวลเพียงอย่างเดียว คิดเป็นร้อยละ 13.1 ภาวะซึมเศร้าเพียงอย่างเดียว คิดเป็นร้อยละ 8.5 ภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า คิดเป็นร้อยละ 26.8 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อม ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา โรคประจำตัว (โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอื่น ๆ) ระดับอาการปวดทุกข์ทรมาน การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีการทำกายภาพบำบัด การนวดแผนไทย พฤติกรรมการออกกำลังกาย ออกกำลังกายด้วยการเดิน การบริหารข้อเข่า การเต้นแอโรบิคแดนซ์ ปั่นจักรยาน การอบอุ่นร่างกายก่อนและหลังออกกำลังกาย ปัจจัยด้านความรุนแรงของข้อเข่า (ด้านอาการ ด้านอาการปวด ด้านกิจวัตรประจำวัน ด้านการเคลื่อนไหวในการออกกำลังกายและการทำกิจกรรมอื่น ๆ ด้านคุณภาพชีวิต)


การเห็นคุณค่าในตนเองและความวิตกกังวลในการหางานทำ ของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พนิตนาฏ เทียนศิริฤกษ์ 2019 คณะแพทยศาสตร์

การเห็นคุณค่าในตนเองและความวิตกกังวลในการหางานทำ ของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พนิตนาฏ เทียนศิริฤกษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเห็นคุณค่าในตนเอง ความวิตกกังวลในการหางานทำ และปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในการหางานทำของนิสิตระดับปริญญาตรี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตระดับปริญญาตรี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 296 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2562 ถึง เดือนมกราคม พ.ศ.2563 ด้วยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น ชั้นปีละ 74 คนเท่าๆกัน และใช้วิธีการสุ่มแบบง่ายในการเลือกผู้เข้าร่วมวิจัยของแต่ละชั้นปี เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความวิตกกังวลในการหางานทำ แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง แบบสอบถามบุคลิกภาพ (BFI) และแบบวัดการเผชิญปัญหา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากนั้นหาความสัมพันธ์โดยใช้สถิติเชิงอนุมานได้แก่ Chi-square และใช้ Pearson’s correlation coefficient ในการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างค่าคะแนนความวิตกกังวลในการหางานทำ และคะแนนปัจจัยด้านต่างๆที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในการหางานทำ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเห็นคุณค่าในตนเองระดับปานกลางร้อยละ 56.4 ระดับต่ำร้อยละ 25 ระดับสูงร้อยละ 18.6 และพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความวิตกกังวลในการหางานทำอยู่ในระดับสูงร้อยละ 35.5 ค่าเฉลี่ยความวิตกกังวลในการหาทำเท่ากับ 66.69 คะแนน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 16.1 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวลสูงในการหางานทำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่การมีโรคประจำตัว รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครอบครัวไม่เกินหนึ่งแสนบาท ลักษณะงานที่สนใจทำ ด้านนักเขียน นักประพันธ์ บรรณาธิการ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล การมีทัศนคติต่อสถานการณ์ในการหางานที่คิดว่าหางานได้ยาก การเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ การมีบุคลิกภาพด้านความไม่มั่นคงทางอารมณ์สูง การมีบุคลิกภาพด้านการเปิดตัวต่ำ การมีบุคลิกภาพด้านความเป็นมิตรต่ำ การเผชิญปัญหาแบบมุ่งจัดการปัญหาต่ำและการเผชิญปัญหาแบบหลีกหนีสูง ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เรียนเพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมสุขภาพจิตและเตรียมความพร้อมในการเผชิญกับความวิตกกังวลในการหางานทำอย่างเหมาะสมต่อไป


"Free Indirect Suicide: An Unfinished Fugue In H Minor", Seo-Young J. Chu 2019 CUNY Queens College

"Free Indirect Suicide: An Unfinished Fugue In H Minor", Seo-Young J. Chu

Publications and Research

In this lyric essay/work of creative nonfiction (listed among “Notable Essays & Literary Nonfiction” in Best American Essays 2020), Seo-Young Chu uses poetry, autotheory, and creative nonfiction to explore the generational trauma/postmemory han she inherited from her parents and the importance of destigmatizing mental illness through dialogue.


A Survey Of Providers And Patients Assessing The Need For And Use Of Prevention Practitioners To Combat Obesity In The Primary Care Setting, Amanda R. Lyons 2019 University of Kentucky

A Survey Of Providers And Patients Assessing The Need For And Use Of Prevention Practitioners To Combat Obesity In The Primary Care Setting, Amanda R. Lyons

DNP Projects

Purpose: The overall aim of this project was to gather information from two groups of stakeholders, providers and patients, on the feasibility of implementing prevention practitioners in the primary care system to address overweight and obesity.

Methods: This study utilized a quantitative descriptive design through the use of electronic surveys. Provider surveys were explained and presented during a monthly provider meeting. Patient flyers were posted in exam rooms and surveys were accessible through a provided link and QR code.

Results: Providers (N=10) agreed that they saw a need for the use of a prevention practitioner (Mean=4.44, SD=.88) as well as …


Implicit Attitudes Of Asian American Older Adults Toward Aging, Anita Ho 2019 Claremont Colleges

Implicit Attitudes Of Asian American Older Adults Toward Aging, Anita Ho

Scripps Senior Theses

Greenwald, McGhee, and Schwartz (1998) developed the Implicit Association Test (IAT), a measure of mental associations between target pairs and positive or negative attributes. Highly associative categories yield faster responses than the reverse mental associations, which is thought to reflect implicit attitudes toward stereotypes. The present study investigated the effect of ethnic group on one’s implicit attitudes toward aging and gender stereotypes by comparing two groups of older adults, Asian Americans and Caucasian Americans, that likely hold different culture values. Past qualitative studies have established the existence of mental health stigma in Asian American populations, including negative Asian American perceptions …


คุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, จิรัฏฐ์ โลทะกะ 2019 คณะแพทยศาสตร์

คุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, จิรัฏฐ์ โลทะกะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background : โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาของระบบสาธารณสุขที่สำคัญปัญหาหนึ่งของประชากรทั่วโลกผลกระทบจากโรคหลอดเลือดสมองทำให้เกิดการพิการและยังเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณภาพการนอนหลับและการใช้เครื่องมือ Wearable tracker ในการเก็บข้อมูลการนอนหลับของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Studies) ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross sectional descriptive design) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ตั้งแต่มกราคม ถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2563 จำนวน 66 คน โดยผู้วิจัยบันทึกข้อมูลแบบสอบถามจากผู้ป่วยในส่วนของข้อมูลทั่วไป ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลด้านการเจ็บป่วย หลังจากนั้นนําอุปกรณ์วัดระดับกิจกรรม Wearable tracker ใส่ให้ผู้ป่วยและทำแบบประเมินคุณภาพการนอนหลับ (PSQI) ให้ครบถ้วนโดยใส่ตลอดเวลา นำเสนอข้อมูลคุณภาพการนอนหลับและการใช้เครื่องมือ Wearable tracker เป็นค่าคะแนน วิเคราะห์หาระดับความพึงพอใจของเครื่องมือ Wearable tracker และวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับปัจจัยต่าง ๆ ผลการศึกษา พบว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ร้อยละ 93.9 มีคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี และร้อยละ 6.1 มีคุณภาพการนอนหลับที่ดี ตามเกณฑ์การประเมินคุณภาพการนอนหลับ (PSQI) ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพการนอนหลับประกอบด้วย ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ ระดับปริญญาตรีขึ้นไป (p = 0.003) ซึ่งมีค่านัยสำคัญทางสถิติ P < 0.01 เวลาที่ผู้ป่วยได้เข้านอนทั้งหมด (p = 0.021) เวลาที่เข้านอน หลังจาก 00:00 น. (p = 0.014) เวลาที่ตื่นนอน 04:00 – 06:00 น. (p = 0.012) และเวลาที่หลับลึก (p = 0.039) มีนัยสำคัญทางสถิติ < 0.05 และปัจจัยด้านการเจ็บป่วย ได้แก่ ระยะเวลาที่ป่วยมากกว่า 1 สัปดาห์ (p = 0.032) และการใช้ยา Antidiabetic (p = 0.024) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ < 0.05 และจากศึกษาการใช้เครื่องมือ Wearable tracker ในการเก็บข้อมูลพบว่า ปัจจัยที่วัดได้จากอุปกรณ์วัดระดับกิจกรรม Wearable tracker ได้แก่ เวลานอนทั้งหมด (p = 0.032) เวลาที่เข้านอน มากกว่า 00.00 น. (p = 0.032) เวลาที่ตื่นนอน 04.00 - 06.00 น. P = 0.032) เวลาที่ตื่นนอน มากกว่า 06.00 น. (p = 0.032) และเวลาที่หลับลึก (p = 0.032) มีผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ < 0.05 สรุป ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ร้อยละ 93.9 มีคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพการนอนหลับ ประกอบด้วย ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยด้านการเจ็บป่วย นอกจากนั้นจากศึกษาการใช้เครื่องมือ Wearable tracker ในการเก็บข้อมูลพบว่า ปัจจัยที่วัดได้จากอุปกรณ์วัดระดับกิจกรรม Wearable tracker ก็มีผลที่มีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์วัดระดับกิจกรรม Wearable tracker สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการหาคุณภาพการนอนหลับได้


คุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยโรคใหลตาย (Brugada Syndrome Type 1) ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, บุษมาส สัจจาภรณ์ 2019 คณะแพทยศาสตร์

คุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยโรคใหลตาย (Brugada Syndrome Type 1) ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, บุษมาส สัจจาภรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรคใหลตายเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบได้ยาก โดยโรคนี้เพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นอย่างกะทันหันได้ ซึ่งผู้ป่วยไม่เคยมีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ ลักษณะอาการทางคลินิกที่พบ คือ ไม่เคยมีอาการแสดงของโรคมาก่อน, เคยมีประวัติเป็นลมหมดสติ, เคยมีประวัติหายใจเฮือก ๆ ขณะนอนหลับและภาวะหัวใจหยุดเต้นอย่างเฉียบพลันหรือเสียชีวิตอย่างกะทันหัน โรคใหลตายมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเนื่องจากผู้ป่วยโรคใหลตายต้องเข้ารับการตรวจติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์ : การศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคใหลตายที่ยังมีชีวิตอยู่ วิธีการวิจัย : ผู้ป่วยโรคใหลตายจำนวน 29 คนที่เข้ารับบริการในเดือน สิงหาคม พ.ศ.2562 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2563 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยทำการเก็บข้อมูลทั่วไป, แบบสอบถามเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต โดยใช้แบบสอบถาม MacNew และ SF-36, แบบสอบถาม HADS ฉบับภาษาไทยและแบบทดสอบภาวะการรู้คิด คือ Grooved Pegboard, Trail A-B และ CERAD การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์แบบพรรณณาและการวิเคราะห์สถิติถดถอยเชิงเส้น ผลการวิจัย : ผู้ป่วยโรคใหลตายเป็นเพศชายร้อยละ 96.60 อายุเฉลี่ย 45.17±13.83 ปี, คะแนนเฉลี่ยโดยรวมแบบสอบถาม MacNew 5.62±0.75 คะแนน, แบบสอบถาม SF-36 ด้านร่างกาย คะแนนเฉลี่ย 49.84±6.42 คะแนนและด้านจิตใจคะแนนเฉลี่ย 52.90±6.31 คะแนน, คะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลและความซึมเศร้า คือ 4.41±2.92 และ 3.34±3.30 คะแนนตามลำดับ, การทดสอบภาวะการรู้คิดมี 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง การทดสอบ Grooved Pegboard มือข้างที่ถนัดและมือข้างที่ไม่ถนัด ใช้เวลาเฉลี่ย 78.41±27.87 วินาทีและ 84.52±25.97 วินาที ส่วนที่สอง การทดสอบ Trail A และ B ใช้เวลาเฉลี่ย 53.69 ± 20.65 และ 181.00 ± 80.91 วินาที ในส่วนสุดท้าย การทดสอบ the Word …


The Effects Of Compassion Fatigue On Burnout Among Inpatient Psychiatric And Intensive Care Unit Nurses, Amita Madan Neidlinger 2019 University of Kentucky

The Effects Of Compassion Fatigue On Burnout Among Inpatient Psychiatric And Intensive Care Unit Nurses, Amita Madan Neidlinger

DNP Projects

PURPOSE: This DNP project is relevant to nurses of the psychiatric and Intensive Care Unit (ICU) setting, as high stress environments may produce higher rates of compassion fatigue and burnout. Investigation of these areas may help illuminate unnecessary healthcare costs that are associated with these phenomena. This DNP project is important to the University of Kentucky’s healthcare system, its patients, and nurses. Increased absenteeism and increased medication errors are positively associated with the prevalence of compassion fatigue and burnout in nurses. Outcomes from this project will allow identification of unnecessary healthcare costs and encourage administrators to focus on reducing nurse …


ความตั้งใจมีบุตร และความเกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพและการเผชิญปัญหาในผู้ที่มาจดทะเบียนสมรสใหม่ ณ สำนักงานเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร, พิชญา วัฒนวิทูกูร 2019 คณะแพทยศาสตร์

ความตั้งใจมีบุตร และความเกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพและการเผชิญปัญหาในผู้ที่มาจดทะเบียนสมรสใหม่ ณ สำนักงานเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร, พิชญา วัฒนวิทูกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อศึกษาความชุกของความตั้งใจไม่มีบุตร และความเกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพและการเผชิญปัญหา ในผู้ที่มาจดทะเบียนสมรสใหม่ ณ สำนักงานเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้มาจดทะเบียนสมรสเพศชายและหญิงจำนวน 380 คน โดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานทั่วไป แบบทดสอบบุคลิกภาพ MPI (The Maudsley Personality Inventory) และแบบวัดการเผชิญปัญหา ใช้ Univariate analysis (ได้แก่ T-Test และ Chi-Square) เพื่อทดสอบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจไม่มีบุตร และใช้ Multivariate Analysis เพื่อหาปัจจัยทำนายของความตั้งใจไม่มีบุตรในผู้มาจดทะเบียนสมรสกลุ่มนี้ ผลการศึกษาพบว่าความชุกของความตั้งใจไม่มีบุตรในผู้มาจดทะเบียนสมรสมีอัตราร้อยละ 13.7 เมื่อทดสอบความสัมพันธ์พบว่าบุคลิกภาพ มิติที่ 1 ด้านพฤติกรรม (Scale E – extraversion) มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจไม่มีบุตรอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัว (Introvert) มีความตั้งใจไม่มีบุตรสูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะบุคลิกภาพแบบแสดงตัว (Extravert) นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้กลวิธีการเผชิญปัญหาแบบมุ่งจัดการปัญหา (1.8 - การแสวงหาการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม) มีความสัมพันธ์เชิงลบกับความตั้งใจไม่มีบุตรอย่างมีนัยสำคัญ และการใช้กลวิธีการเผชิญปัญหาแบบหลีกหนี การใช้กลวิธีการเผชิญปัญหาแบบหลีกหนี (3.4 - การเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว) และการใช้กลวิธีการเผชิญปัญหาแบบหลีกหนี (3.2 - การไม่แสดงออกทางพฤติกรรม) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความตั้งใจไม่มีบุตรในผู้มาจดทะเบียนสมรสอย่างมีนัยสำคัญ


Impact Of Socialization In Elderly Public-Housing Residents, Taylor M. Wilkerson, Schanea Ward, Amy Popovich, Pamela Parsons, Faika Zanjani 2019 Virginia Commonwealth University

Impact Of Socialization In Elderly Public-Housing Residents, Taylor M. Wilkerson, Schanea Ward, Amy Popovich, Pamela Parsons, Faika Zanjani

Graduate Research Posters

Older adults who experience social isolation have higher rates of mortality relative to their counterparts. Social interactions are an important way to combat this isolation. This research aims to better understand how social isolation in older adults living in low-income households in Richmond, Virginia (RVA) is related to their economic, physical, and psychological health status. As part of the iCubed Health and Wellness Aging Core and in collaboration with the Richmond Memorial: East End Housing Coalition for Older Adults, older adults from a selected public housing unit (n=28) self-reported their financial status, experiences with physical and psycho-social health, and feelings …


Processing Youth Adventure Wellness Experiences: Poetic Representations Of Youth’S Peace Bus Experiences, Ty TH Nguyen 2019 Wilfrid Laurier University

Processing Youth Adventure Wellness Experiences: Poetic Representations Of Youth’S Peace Bus Experiences, Ty Th Nguyen

Theses and Dissertations (Comprehensive)

This narrative inquiry explored how youth are processing their Peace Bus program experiences two and a half years after program completion. The purpose was to gain an understanding of (1) what program components the participants reflect on, (2) how they conceptualize their program experiences, and (3) what factors contribute to their reflection processes. This research sought to address the gap in literature where little is understood about the ongoing experiences of program participants of adventure wellness programs and the processes that lead to positive changes. As the researcher, I conducted a qualitative study using narrative inquiry and poetic representation methods. …


The Effects Of Mindfulness Practice With Music Listening On Working Memory, Emily Irene Messick 2019 University of the Pacific

The Effects Of Mindfulness Practice With Music Listening On Working Memory, Emily Irene Messick

University of the Pacific Theses and Dissertations

The purpose of this experimental study was to investigate mindfulness strategies and their influence on working memory. The potential role of music in facilitating mindfulness practice is explored. Various listening exercises were investigated along with their influence on working memory (i.e. attention control). Thirty-four individuals were randomly assigned to participate in one of four listening groups: 1) mindfulness with music, 2) mindfulness without music, 3) music only, and 4) silence. Thirty-four participants engaged in a computerized digit-span task before and after the listening exercise to assess pre- and post-test working memory performance. Thirty participants were included in data-analysis due to …


ภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคจิตเภทในสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (ชาย) จังหวัดปทุมธานี, โสรญา นาบุญ 2019 คณะแพทยศาสตร์

ภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคจิตเภทในสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (ชาย) จังหวัดปทุมธานี, โสรญา นาบุญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Studies) ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross sectional descriptive design) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มารับการอุปการะในสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านกึ่งวิถี (ชาย) จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่เดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2562 จำนวน 319 ราย โดยผู้วิจัยบันทึกข้อมูลจากแฟ้มประวัติและสอบถามจากผู้ดูแลในส่วนของข้อมูลทั่วไป ประวัติการเจ็บป่วย และสาเหตุที่เข้ารับการอุปการะ จากนั้นให้อาสาสมัครทุกคนตอบแบบสอบถามต่อทั้งหมดอีก 2 ชุด ได้แก่ 1) แบบประเมินอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยจิตเภท (The Thai version of Calgary Depression Scale of Schizophrenia; CDSS) และ 2) แบบประเมินอาการผู้ป่วยโรคจิตเภท (The positive and negative syndrome scale for schizophrenia; PANSS) นำเสนอข้อมูลภาวะซึมเศร้าเป็นค่าคะแนน วิเคราะห์หาค่าความชุกและความสัมพันธ์ภาวะซึมเศร้ากับปัจจัยต่างๆ ผลการศึกษา ผู้ป่วยโรคจิตเภทจำนวน 319 ราย ส่วนใหญ่มีอายุในช่วง 40-59 ปี มีอายุเฉลี่ย 48.91 ปี พบความชุกของภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคจิตเภทในสถานคุ้มครองทั้งหมด ร้อยละ39.5 ในผู้ป่วยกลุ่ม A พบภาวะซึมเศร้ามากที่สุดคือร้อยละ 57.1 รองลงมาคือผู้ป่วยกลุ่ม B พบภาวะซึมเศร้าร้อยละ 41.3 ส่วนผู้ป่วยกลุ่ม C นั้นไม่พบภาวะซึมเศร้า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ประวัติการฆ่าตัวตาย พบภาวะซึมเศร้า 44 ราย (34.9%) OR 0.506 95% CI 0.276, 0.926 p-value 0.027, ผลข้างเคียงของยา พบภาวะซึมเศร้า 74 ราย (23.2%) OR 0.423 95% CI 0.236, …


ความยืดหยุ่นทางอารมณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้ายของศูนย์ชีวาภิบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, กรศิริ พิกุลทอง 2019 คณะแพทยศาสตร์

ความยืดหยุ่นทางอารมณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้ายของศูนย์ชีวาภิบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, กรศิริ พิกุลทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความยืดหยุ่นทางอารมณ์และปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้ายของศูนย์ชีวาภิบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาการวิจัยเชิงพรรณา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง (cross-sectional descriptive study) ศึกษาเฉพาะญาติผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่เป็นผู้ป่วยของศูนย์ชีวาภิบาล ที่ส่งปรึกษาศูนย์ชีวาภิบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 150 คน โดยเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2562-มกราคม พ.ศ. 2563 คัดเลือกการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ศึกษาเฉพาะญาติผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้ายเพศชายและหญิงทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ที่ให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 1 เดือนขึ้นไป เก็บข้อมูลโดยการให้ตอบแบบสอบถาม ดังนี้ 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแล 3) แบบวัดภาระในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วย 4) แบบประเมินความยืดหยุ่นทางอารมณ์ 5) แบบวัดการเห็นคุณค่าของตนเอง 6)แบบสอบถามภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า 7) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และ 8) แบบประเมินความสัมพันธ์และหน้าที่ของครอบครัว ผลการศึกษา ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย จำนวน 150 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 47 ปี ส่วนใหญ่มีสถานภาพคู่และมีการศึกษาระดับปริญญาตรี ไม่ได้ประกอบอาชีพ ผู้ป่วยที่ดูแลส่วนใหญ่เป็นบิดา/มารดา กว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 54) มีระยะเวลาในการดูแลผู้ป่วยน้อยกว่า 1 ปี ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย พบว่า ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยมีค่าคะแนนความยืดหยุ่นทางอารมณ์โดยเฉลี่ยเท่ากับ 69.73 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 13.76) ส่วนใหญ่ญาติผู้ดูแลรู้สึกว่าไม่เป็นภาระ ในการดูแล(ร้อยละ 54.7) มีการเห็นคุณค่าของตนเองอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 75.3) พบภาวะวิตกกังวลร้อยละ 30.7 และพบภาวะซึมเศร้าร้อยละ 12.7 ส่วนใหญ่มีการสนับสนุนทางสังคมโดยรวมและแยกเป็นรายด้าน ทุกๆด้าน (ด้านอารมณ์ ด้านข้อมูลข่าวสาร และด้านทรัพยากรและวัตถุ) อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 68.0 ร้อยละ 64.7 และร้อยละ 66.7) และมีหน้าที่และความสัมพันธ์ในครอบครัวระดับดี (ร้อยละ 66.0) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ปานกลางถึงสูงของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ได้แก่ การไม่ใช้ยานอนหลับ การไม่มีภาวะวิตกกังวล การสนับสนุนทางสังคมโดยรวมและทุกๆด้านในระดับปานกลางถึงสูง (p<0.05) ปัจจัยทำนายความยืดหยุ่นทางอารมณ์ระดับปานกลางถึงสูง ได้แก่ การไม่ใช้ยานอนหลับ (p<0.05) และการสนับสนุนทางสังคมโดยรวมระดับปานกลางถึงสูง (p<0.01) สรุป ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้ายมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ต่ำกว่าในประชากรทั่วไป โดยพบในญาติผู้ดูแลผู้ป่วยที่ใช้ยานอนหลับและการสนับสนุนทางสังคมต่ำ ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญในการส่งเสริมญาติผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้ายให้ลดความเครียดกังวล เกิดการผ่อนคลายและสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น รวมถึงการหาแหล่งสนับสนุนทางสังคม เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางอารมณ์ของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย


การประเมินตนเสมือนวัตถุ ความผิดปกติในการกิน และสุขภาพจิตของนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในกรุงเทพมหานคร, กันต์ชานนท์ ขาวดา 2019 คณะแพทยศาสตร์

การประเมินตนเสมือนวัตถุ ความผิดปกติในการกิน และสุขภาพจิตของนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในกรุงเทพมหานคร, กันต์ชานนท์ ขาวดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประเมินตนเสมือนวัตถุ ความผิดปกติในการกิน และสุขภาพจิตของนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 395 คน เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการศึกษานี้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการประเมินตนเสมือนวัตถุ แบบประเมินทัศนคติและพฤติกรรมการกินฉบับภาษาไทย และแบบประเมินดัชนีชี้วัดสุขภาพจิตคนไทยฉบับสั้น ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 17.65 ปี (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.53) ส่วนใหญ่มีระดับสุขภาพจิตเท่ากับคนทั่วไป ร้อยละ 39.7 ค่าเฉลี่ยของการประเมินตนเสมือนวัตถุเท่ากับ 3.64 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.51) ความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติในการกิน (EAT ≥ 12) พบร้อยละ 23.8 การประเมินตนเสมือนวัตถุมีความสัมพันธ์ทางบวกกับตัวแปรต่าง ๆ ได้แก่ การเฝ้าสำรวจภาพลักษณ์ทางร่างกายของตนเอง (r = 0.847) ความรู้สึกอับอายในภาพลักษณ์ทางร่างกายของตนเอง (r = 0.673) ความเชื่อเรื่องการควบคุมภาพลักษณ์ทางร่างกายของตนเอง (r = 0.647) และความผิดปกติในการกิน (r = 0.340) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01) และการประเมินตนเสมือนวัตถุมีความสัมพันธ์ทางลบกับสุขภาพจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -0.153, p < 0.01) ปัจจัยทำนายโอกาสเกิดความผิดปกติในการกินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การมีประวัติโรคทางจิตเวช (ORadj = 7.01, 95% CI 1.11-44.35) รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของบิดาที่มากกว่า 15,000 บาท (ORadj = 1.80, 95% CI 1.03-3.14) ระดับการศึกษาของมารดาที่สูงกว่าหรือเท่ากับปริญญาตรี (ORadj = 1.91, 95% CI 1.16-3.14) และการเฝ้าสำรวจภาพลักษณ์ทางร่างกายของตนเองในระดับสูง (ORadj = 3.13, 95% CI 1.72-5.73) สรุปได้ว่าการประเมินตนเสมือนวัตถุและด้านย่อยทั้ง 3 ด้าน อันได้แก่ การเฝ้าสำรวจภาพลักษณ์ทางร่างกายของตนเอง ความรู้สึกอับอายในภาพลักษณ์ทางร่างกายของตนเอง และความเชื่อเรื่องการควบคุมภาพลักษณ์ทางร่างกายของตนเอง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผิดปกติในการกินและสุขภาพจิตที่ต่ำลง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการประเมินตนเสมือนวัตถุในกลุ่มวัยรุ่นผู้หญิงซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติในการกินและปัญหาสุขภาพจิตได้


พฤติกรรมการรังแกกันในโรงเรียนในเด็กและวัยรุ่นสมาธิสั้นที่มารับการรักษาที่หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, จิรดา ประสาทพรศิริโชค 2019 คณะแพทยศาสตร์

พฤติกรรมการรังแกกันในโรงเรียนในเด็กและวัยรุ่นสมาธิสั้นที่มารับการรักษาที่หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, จิรดา ประสาทพรศิริโชค

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยภาคตัดขวางเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรังแกกันในโรงเรียนในเด็กและวัยรุ่นสมาธิสั้นที่มารับการรักษาที่หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการมีโรคร่วมอย่างโรควิตกกังวล หรือ/และโรคดื้อต่อต้าน และรูปแบบการเลี้ยงดูของครอบครัว กับการรังแกกันในโรงเรียนในเด็กและวัยรุ่นสมาธิสั้น ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้ปกครองและเด็กสมาธิสั้น จำนวนทั้งสิ้น 360 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2561 ถึง เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2562 เครื่องมือในในการเก็บข้อมูลตัวอย่าง ประกอบด้วย 2 รูปแบบ ได้แก่ การใช้ข้อมูลจากเวชระเบียน และแบบสอบถาม ซึ่งประกอบไปด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ปกครองและเด็กสมาธิสั้น แบบประเมินพฤติกรรม SNAP-IV แบบประเมินลักษณะและมิติการเลี้ยงดูลูก (PSDQ) แบบประเมินความวิตกกังวลสำหรับเด็ก (SCARED) และแบบสอบถามพฤติกรรมการรังแกและการถูกรังแกในโรงเรียน (The Olweus Bully/Victim Questionnaire) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่อบรรยายลักษณะข้อมูลและหาความชุก บทบาท และความถี่ของการรังแกกันในโรงเรียนในเด็กและวัยรุ่นสมาธิสั้น หลังจากนั้น วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square และ Fisher’s exact test รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการรังแก การถูกรังแก และการไม่เกี่ยวข้องกับการรังแกกันในโรงเรียนด้วยการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษา พบว่า ความชุกของการรังแกกันในโรงเรียนในเด็กและวัยรุ่นสมาธิสั้น อยู่ที่ร้อยละ 69.4 โดยรูปแบบการรังแกที่พบมากที่สุด คือ การรังแกกันทางวาจา ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการถูกรังแกในโรงเรียน ได้แก่ ระดับชั้นเรียนที่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย ประเภทโรงเรียนเอกชน และการเป็นโรควิตกกังวล แต่ไม่มีปัจจัยใดที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการรังแกผู้อื่นในโรงเรียน เมื่อศึกษาปัจจัยทำนายผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการรังแกและการถูกรังแกในโรงเรียน พบว่าภาวะวิตกกังวลในเด็กและวัยรุ่น โรงเรียนเอกชน และระดับชั้นเรียน ป.4-ม.3 เป็นปัจจัยทำนายผลกระทบที่เกี่ยวข้องการถูกรังแกในโรงเรียน ในขณะที่เด็กสมาธิสั้นเพศชาย และโรคดื้อต่อต้านที่แสดงอาการปานกลางถึงรุนแรงเป็นปัจจัยทำนายผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการรังแกผู้อื่นในโรงเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


ภาวะการติดการออกกำลังกาย ภาวะข้อเข่าและสุขภาวะทางจิต ในผู้ใช้บริการศูนย์ออกกำลังกายแห่งจุฬาลงกรณ์, ชญามนต์ รัตนวิจารณ์ 2019 คณะแพทยศาสตร์

ภาวะการติดการออกกำลังกาย ภาวะข้อเข่าและสุขภาวะทางจิต ในผู้ใช้บริการศูนย์ออกกำลังกายแห่งจุฬาลงกรณ์, ชญามนต์ รัตนวิจารณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แม้ว่าการออกกำลังกายจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่อาจจะส่งผลที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและจิตใจเมื่อเกิดอาการเสพติดขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการศึกษาของภาวะการติดการออกกำลังกายมากนักในสังคมไทย ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีความสนใจศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะการเสพติดการออกกำลังกาย ภาวะข้อเข่า และสุขภาวะทางจิต การวิจัยครั้งนี้ทำการศึกษาในกลุ่มผู้ใช้บริการของศูนย์ออกกำลังกายแห่งจุฬาลงกรณ์ ผู้วิจัยทำการคัดเลือกผู้เข้าร่วมทั้งหมดจำนวน 386 คน โดยใช้แบบประเมินภาวะการติดการออกกำลังกาย (Exercise Addiction Inventory; EAI) แบบสอบถามประเมินข้อเข่า (Knee and Osteoarthritis Outcome Score; KOOS) และแบบสอบถามสุขภาวะทางจิต (The Questionnaire for Eudaimonic Well-Being; QEWB) จากการวิเคราะห์ผลกระทบของภาวะการติดการออกกำลังกายต่อสุขภาวะทางจิตและอาการของภาวะข้อเข่า นอกจากนี้ใช้การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นหลายตัวแปร เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการออกกำลังกาย สุขภาวะทางจิต และภาวะอาการของโรคข้อเข่าเสื่อม จากการศึกษา พบภาวะการติดการออกกำลังกายร้อยละ 9.1 ภาวะข้อเข่าในช่วงคะแนน 76-100 ตามด้านดังนี้ ด้านอาการ ร้อยละ 75.9 ด้านอาการปวด 90.4 ด้านกิจวัตรประจำวัน 94.6 ด้านการเคลื่อนไหวในการออกกำลังกายและการทำกิจกรรมอื่น ๆ 75.9 และด้านคุณภาพชีวิต 69.2 และส่วนใหญ่สุขภาวะทางจิตดีในระดับปานกลาง ร้อยละ 75.4 ของกลุ่มตัวอย่าง และจากการวิเคราะห์ทำนายโอกาสเกิดภาวะการติดการออกกำลังกายโดยใช้สถิติ Logistic regression พบว่า ตัวแปรที่สามารถทำนายการเกิดภาวะการติดการออกกำลังกาย คือ เพศชาย โดยมีแนวโน้มการเกิดภาวะการติดการออกกำลังกายมากกว่าเพศหญิง เป็น 2.65 เท่า (p<0.05) การศึกษาเชิงปริมาณนี้ พบว่า การเสพติดการออกกำลังกายขึ้นอยู่กับความถี่และการใช้เวลาในการออกกำลังกาย นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างที่รักษาสุขภาพ มักหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวานและดื่มน้ำเปล่าแทน รวมถึงค่า BMI ได้รับผลกระทบจากภาวะการติดการออกกำลังกายด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การศึกษาในอนาคต ควรศึกษาถึงความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะการติดการออกกำลังกาย และอธิบายความสัมพันธ์เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า หรือปัญหาสุขภาพจิตโดยเฉพาะในกลุ่มของประชากรไทย


ความพึงพอใจในชีวิตสมรสของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมแบบ Mastectomy ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ชัชฎาภรณ์ พรลี้เจริญ 2019 คณะแพทยศาสตร์

ความพึงพอใจในชีวิตสมรสของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมแบบ Mastectomy ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ชัชฎาภรณ์ พรลี้เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจในชีวิตสมรสและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระดับความพึงพอใจในชีวิตสมรสในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมแบบMastectomy ที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยงานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยศึกษา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross –sectional descriptive study) เพื่อศึกษา ความพึงพอใจในชีวิตสมรสและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระดับความพึงพอใจในชีวิตสมรสในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมแบบMastectomy แผนกศัลยกรรมผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยหญิงโรคมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมแบบMastectomy ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเข้าและไม่ตรงกับเกณฑ์คัดออกทั้งหมดที่มารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 100 คน โดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเองซึ่งประกอบด้วย 1. แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน 2.แบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างคู่สมรส The Dyadic Adjustment Scale 3.แบบสอบถามสุขภาวะทางเพศ 4.แบบสอบถามความรู้สึกที่มีต่อรูปลักษณ์ทางกาย Body Image Scale (BIS) ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Univariate analysis คือ สถิติ Chi-Square เพื่อทดสอบปัจจัยที่ความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตสมรสของผู้ป่วยหญิงโรคมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมแบบ Mastectomy และใช้ Multivariate Analysis เพื่อหาปัจจัยทำนายความพึงพอใจในชีวิตสมรสของผู้ป่วยหญิงโรคมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมแบบ Mastectomy ที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งผลการศึกษาความพึงพอใจในชีวิตสมรสของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมแบบ Mastectomy ที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 69 มีปัญหาทางเพศระดับปานกลางร้อยละ 61 มีความพึงพอใจต่อภาพลักษณ์ทางกายอยู่ในระดับมากร้อยละ 64 เมื่อนำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติ Logistic Regression Analysisพบว่ามีปัจจัยทำนายความพึงพอใจในชีวิตสมรสของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมแบบ Mastectomy 3 ปัจจัย ได้แก่ การไม่จดทะเบียนสมรส (P=0.010), อาการชาบริเวณรักแร้หรือต้นแขนด้านในหรือปลายมือ (P=0.016) และการดึงรั้งของผิวหนังบริเวณแผลผ่าตัด (P=0.019) สรุปได้ว่า ความพึงพอใจในชีวิตสมรสของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมแบบMastectomy ที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจปานกลางและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตสมรสของผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความใกล้เคียงกับงานวิจัยที่ศึกษาความพึงพอใจในชีวิตสมรสอื่น ๆ โดยผลของการศึกษาครั้งนี้


Digital Commons powered by bepress