Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Pediatric Nursing Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type

Articles 241 - 243 of 243

Full-Text Articles in Pediatric Nursing

ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน ต่อประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนด, นวรัตน์ อธินุวัฒน์ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน ต่อประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนด, นวรัตน์ อธินุวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืนต่อประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดที่มีอายุหลังมีประจำเดือนระหว่าง 32-36+6 สัปดาห์และมารดา จำนวน 34 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน 17 คู่ และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ 17 คู่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินความพร้อมในการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนด และแบบประเมินประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารก โดยเครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.87 และ 0.85 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.88 และค่าสัมประสิทธิ์ Cohen’s Kappa เท่ากับ 0.84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ Repeated Measure ANOVA ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดหลังได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืนวันที่ 1, 4 และ 7 ดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดหลังได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืนวันที่ 1, 4 และ 7 ดีกว่าทารกเกิดก่อนกำหนดที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดในการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน เพื่อให้ทารกมีประสิทธิภาพการดูดนมมารดา


ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของมารดาต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำและระดับบิลิรูบินในเลือดของทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ, กิตติยา หวลคิด Jan 2024

ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของมารดาต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำและระดับบิลิรูบินในเลือดของทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ, กิตติยา หวลคิด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นแบบกึ่งทดลองวัดเฉพาะหลังการทดลองแบบมีกลุ่มเปรียบเทียบ เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำและระดับบิลิรูบินในเลือดของทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ ระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของมารดา และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาและทารกแรกเกิดครบกำหนดที่มีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ ในโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คู่ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามสะดวก และคัดเข้าด้วยวิธีจับฉลาก โดยจับคู่ (Matched pairs) ให้มีความคล้ายคลึงกันด้านระดับการศึกษา แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 15 คู่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของมารดา 2) แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของมารดา 3) แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำในทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ และ 4) แบบติดตามระดับ บิลิรูบินในเลือดทารก ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน แบบสอบถามทั้ง 2 ฉบับมีค่า CVI เท่ากับ 0.88 และ 0.97 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยง (Cronbach's alpha coefficient) เท่ากับ 0.92 และ 0.95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำในทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ และค่าเฉลี่ยระดับบิลิรูบินในเลือดของทารก โดยใช้สถิติ Independent t-test ผลการวิจัย พบว่ามารดากลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำในทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และทารกในกลุ่มทดลองมีระดับบิลิรูบินในเลือด ณ วันที่มาตรวจติดตาม ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


The Impact Of Reported Antibiotic Allergy In Paediatric Care And Antimicrobial Stewardship, Annabelle Arnold Jan 2024

The Impact Of Reported Antibiotic Allergy In Paediatric Care And Antimicrobial Stewardship, Annabelle Arnold

Theses: Doctorates and Masters

Antimicrobial resistance is rising while new drug development declines, making antimicrobial stewardship crucial for optimizing use, preventing resistance, and improving patient outcomes. Antibiotics are vital for bacterial infections, but overuse and inappropriate prescribing have contributed to resistance. Although 5-35% of the global population reports β-lactam allergies, over 90% of reports are inaccurate. Adults have the highest prevalence; however, these labels are often acquired in childhood, with a notable increase among children recently. Unverified allergy labels hinder antimicrobial stewardship, leading to longer hospital stays, alternative prescribing, and a higher risk of adverse events.

This thesis sought to evaluate current evidence regarding …