Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Pediatric Nursing Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1 - 16 of 16

Full-Text Articles in Pediatric Nursing

Caregiving Experiences And Challenges Among Caregivers Of Children With Epilepsy In Thailand: A Qualitative Study, Arthittaya Kaenkrai, Pramote Thangkratok, Pawanrat Panjatharakul, Apasri Lusawat, Moritz Tacke May 2026

Caregiving Experiences And Challenges Among Caregivers Of Children With Epilepsy In Thailand: A Qualitative Study, Arthittaya Kaenkrai, Pramote Thangkratok, Pawanrat Panjatharakul, Apasri Lusawat, Moritz Tacke

Journal of Health Research

Background: Childhood epilepsy requires long-term management and places substantial responsibilities on caregivers. In Thailand, limited public awareness and persistent stigma surrounding epilepsy may intensify caregivers’ psychosocial and practical burdens. This study aimed to explore the lived experiences of caregivers of children with epilepsy in Thailand.

Methods: A qualitative study using two semi-structured focus group discussions (FGDs; 5 participants per group) and 15 in-depth interviews (IDIs) was conducted with primary caregivers of children with epilepsy receiving care at a neurological referral institute in Thailand. Participants were purposively selected to capture a diverse range of caregiving experiences. Data were audio-recorded, transcribed verbatim, …


Pm2.5 And Respiratory Symptoms Among Primary Schoolchildren In Bangkok, Thailand: A School-Based Cross-Sectional Study, Monrudee Chokprajakchad, Dongruethai Buadong, Lawan Singhasai, Chayannan Jaide Dec 2025

Pm2.5 And Respiratory Symptoms Among Primary Schoolchildren In Bangkok, Thailand: A School-Based Cross-Sectional Study, Monrudee Chokprajakchad, Dongruethai Buadong, Lawan Singhasai, Chayannan Jaide

Journal of Health Research

Background: Exposure to fine particulate matter (PM2.5) has been linked to adverse respiratory health in children. However, limited studies in Bangkok have examined the combined influence of environmental exposure and health perceptions. The objective of this study is to investigate the association between PM2.5 concentrations and respiratory symptoms among primary schoolchildren aged 7—12 years in Bangkok, across districts categorized by differing levels of air pollution.

Methods: A cross-sectional study was conducted among 388 primary schoolchildren in Bangkok, recruited through cluster sampling from districts classified into three PM2.5 pollution zones based on data from the Pollution Control Department. Respiratory symptoms were …


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมต่อคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียน, กนกพร กลับเจริญ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมต่อคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียน, กนกพร กลับเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดเฉพาะหลังการทดลองมีกลุ่มเปรียบเทียบ (Posttest-only Control Group Design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายต่อคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุ 7–12 ปี จำนวน 40 ราย ที่เข้ารับการผ่าตัดใหญ่ศัลยกรรมกระดูกส่วนรยางค์และพักรักษาในหอผู้ป่วยกุมารศัลยกรรมกระดูก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 ราย ซึ่งได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบาย และกลุ่มควบคุม 20 ราย ซึ่งได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมที่พัฒนาตามแนวคิดความสุขสบายของ Kolcaba (1992) (2) แบบประเมิน Children’s Comfort Daisies และ (3) แบบประเมินคุณภาพการฟื้นตัวหลังผ่าตัด 15 (Quality of Recovery–15: QoR–15) เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 1.00, 1.00 และ 0.96 ตามลำดับ และแบบประเมิน QoR–15 มีค่าความเที่ยง Cronbach’s alpha เท่ากับ 0.86 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ Independent t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัยพบว่า เด็กในกลุ่มทดลองมีคะแนนคุณภาพการฟื้นตัวหลังผ่าตัดเฉลี่ยในช่วง 48 และ 72 ชั่วโมง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยที่ 48 ชั่วโมงหลังผ่าตัด กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย 130.80 (SD = 16.43) ขณะที่กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ย 101.45 (SD = 21.13) และที่ 72 ชั่วโมงหลังผ่าตัด กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย 140.90 (SD = 10.76) ขณะที่กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ย 118.20 (SD = 17.19) ผลลัพธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมมีประสิทธิผลในการส่งเสริมคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


ผลของโปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับพาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัดต่ออุณหภูมิกายและพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียน, ธันพิชา บัวชาติ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับพาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัดต่ออุณหภูมิกายและพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียน, ธันพิชา บัวชาติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับการให้พาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัดต่ออุณหภูมิกายและพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียนโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลหลักและเด็กวัยก่อนเรียนที่มีไข้ 30 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับพาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัด และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติร่วมกับพาราเซตามอล กลุ่มละ 15 คู่ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับการให้พาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัด 2) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 3)แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลเด็กของผู้ดูแลเด็กอายุ 1-5 ปี ที่มีไข้ และ 4) แบบประเมินทักษะการจัดการภาวะไข้ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ One-way repeated measure ANOVA with Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิกายของเด็กกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับก่อนการทดลองและกลุ่มควบคุมในระยะทันที 30 นาที และ 60 นาทีหลังการทดลอง (p< .0125) ทั้งสองกลุ่มมีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิกายลดลงทันทีหลังการทดลอง (<37.5 °C) แต่ไม่ลดลง ต่อเนื่อง แสดงว่าการเช็ดตัวเพียงครั้งเดียวร่วมกับพาราเซตามอลยังไม่เพียงพอในการควบคุมไข้ ระยะยาว ควรมีการติดตามและเช็ดตัวซ้ำเป็นระยะ นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแล เด็กของผู้ดูแลในกลุ่มทดลองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระยะจำหน่ายกลับบ้านเมื่อเทียบกับ ก่อนการทดลอง (p< .0167) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างในทุกระยะ


ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูล การเสริมสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะต่อพฤติกรรมการใช้ยาฉีดอินซูลินของวัยรุ่นเบาหวานชนิดที่ 1, ศุจิกา คมจักรพันธุ์ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูล การเสริมสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะต่อพฤติกรรมการใช้ยาฉีดอินซูลินของวัยรุ่นเบาหวานชนิดที่ 1, ศุจิกา คมจักรพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูล การเสริมสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะ ต่อพฤติกรรมการใช้ยาฉีดอินซูลินของวัยรุ่นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 โดยอิงตามกรอบแนวคิดของ Fisher และคณะ (2003) กลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่นอายุ 12–18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และได้รับการรักษาที่คลินิกโรคเบาหวาน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี มาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน และใช้ปากกาอินซูลิน จำนวน 24 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 12 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยคือแบบประเมินพฤติกรรมการใช้ยาฉีดอินซูลิน ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา 0.96 และค่าความเที่ยงรวม 0.76 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test และ Mann-Whitney U Test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการใช้ยาฉีดอินซูลินสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังเข้าร่วมโปรแกรม (W = 4.5, p = .01) อย่างไรก็ตาม คะแนนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลองไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (U = 83.0, p = .54)


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน, กมลทิพย์ รุยแก้ว Jan 2024

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน, กมลทิพย์ รุยแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยกึ่งทดลองวัดก่อนและหลังมีกลุ่มเปรียบเทียบนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน อายุ 13-18 ปี จำนวน 30 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ 15 คน และกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อ 15 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการมีกิจกรรมทางกาย 2) แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคของการมีกิจกรรมทางกาย 3) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะตนเองในการทำกิจกรรมทางกาย และ 4) แบบสอบถามพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกาย โดยมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0, 1.0, 1.0, และ 0.83 ตามลำดับ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.78 , 0.86, 0.66 และ 0.68 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า วัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนหลังจากได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อ มีพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -3.51, t= -2.91; p < .05) แต่เปอร์เซ็นต์ไขมันภายหลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกัน


ผลของโปรแกรมการฟังเสียงของมารดาต่อการตอบสนองของทารกแรกเกิดก่อนกำหนดและความผูกพันของมารดาต่อทารกในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด, ชนัญชิตา จุลเกาะ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการฟังเสียงของมารดาต่อการตอบสนองของทารกแรกเกิดก่อนกำหนดและความผูกพันของมารดาต่อทารกในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด, ชนัญชิตา จุลเกาะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบข้ามสลับในกลุ่มเดียว แบบสองระยะไขว้กัน (Single-group, two-sequence crossover design) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฟังเสียงของมารดา ต่อการตอบสนองของทารกแรกเกิดก่อนกำหนด และความผูกพันของมารดาต่อทารก กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยมารดาและทารกเกิดก่อนกำหนด จำนวน 16 คู่ ซึ่งมีอายุครรภ์ระหว่าง 32–36 สัปดาห์ โดยผู้เข้าร่วมถูกสุ่มเข้าสู่สองลำดับ ได้แก่ ลำดับที่ 1 ทารกได้รับโปรแกรมการฟังเสียงของมารดา เป็นเวลา 4 วัน ตามด้วยระยะพัก 1 วัน และจากนั้นได้รับการพยาบาลตามปกติอีก 4 วัน และลำดับที่ 2 ทารกได้รับการพยาบาลตามปกติ 4 วัน ตามด้วยโปรแกรมการฟังเสียงของมารดาอีก 4 วัน การตอบสนองของทารกถูกบันทึกด้วยวิดีโอ ในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการฟังเสียงของมารดา ทั้งการตอบสนองของทารกและความผูกพันของมารดาต่อทารก ได้รับการประเมินโดยใช้แบบประเมินการตอบสนองของทารก (Infant Response Assessment Tool) และแบบสอบถามความผูกพันของมารดาต่อทารก (Mother-to-Infant Attachment Questionnaire) ซึ่งเครื่องมือทั้งสองมีค่าความตรงและความเที่ยง เท่ากับ 0.8, 88.58%, 0.8–1 และ 0.89 ตามลำดับ ข้อมูลทั่วไปวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การตอบสนองของทารกเกิดก่อนกำหนดวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-way repeated measures ANOVA) และความผูกพันของมารดาต่อทารกวิเคราะห์โดยใช้สถิติ paired t-test ผลการวิจัยพบว่า (1) มารดาในกลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 31.25 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในครรภ์ที่สอง (ร้อยละ 56.25) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 43.75) ทารกเพศชายร้อยละ 56.25 และเพศหญิงร้อยละ 43.75 อายุครรภ์เฉลี่ย 33.25 สัปดาห์ น้ำหนักแรกเกิดเฉลี่ย 1,967.88 กรัม ทารกส่วนใหญ่ (ร้อยละ 56.25) มีภาวะหายใจลำบาก และได้รับออกซิเจน (ร้อยละ 62.5) โดยมีค่า Apgar score …


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน, ศศิวิมล พิมพ์ศรี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน, ศศิวิมล พิมพ์ศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง วัดก่อนและหลังทดลองมีกลุ่มเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน จำนวน 15 คน และกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน ผู้วิจัยพัฒนาโปรแกรมฯตามแนวคิดการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนของ Bandura (1997) 2) แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน 3) แบบสอบถามการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน โดยเครื่องมือทั้งหมด มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0 และค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.80 และ 0.88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า คะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกินหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน สูงขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรมฯ (t= 7.284 p


ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน ต่อประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนด, นวรัตน์ อธินุวัฒน์ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน ต่อประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนด, นวรัตน์ อธินุวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืนต่อประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดที่มีอายุหลังมีประจำเดือนระหว่าง 32-36+6 สัปดาห์และมารดา จำนวน 34 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน 17 คู่ และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ 17 คู่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินความพร้อมในการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนด และแบบประเมินประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารก โดยเครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.87 และ 0.85 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.88 และค่าสัมประสิทธิ์ Cohen’s Kappa เท่ากับ 0.84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ Repeated Measure ANOVA ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดหลังได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืนวันที่ 1, 4 และ 7 ดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และประสิทธิภาพการดูดนมมารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดหลังได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมการดูดกลืนวันที่ 1, 4 และ 7 ดีกว่าทารกเกิดก่อนกำหนดที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดในการเตรียมความพร้อมการดูดกลืน เพื่อให้ทารกมีประสิทธิภาพการดูดนมมารดา


ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของมารดาต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำและระดับบิลิรูบินในเลือดของทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ, กิตติยา หวลคิด Jan 2024

ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของมารดาต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำและระดับบิลิรูบินในเลือดของทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ, กิตติยา หวลคิด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นแบบกึ่งทดลองวัดเฉพาะหลังการทดลองแบบมีกลุ่มเปรียบเทียบ เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำและระดับบิลิรูบินในเลือดของทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ ระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของมารดา และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาและทารกแรกเกิดครบกำหนดที่มีภาวะตัวเหลืองและได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ ในโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คู่ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามสะดวก และคัดเข้าด้วยวิธีจับฉลาก โดยจับคู่ (Matched pairs) ให้มีความคล้ายคลึงกันด้านระดับการศึกษา แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 15 คู่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของมารดา 2) แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของมารดา 3) แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำในทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ และ 4) แบบติดตามระดับ บิลิรูบินในเลือดทารก ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน แบบสอบถามทั้ง 2 ฉบับมีค่า CVI เท่ากับ 0.88 และ 0.97 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยง (Cronbach's alpha coefficient) เท่ากับ 0.92 และ 0.95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำในทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟ และค่าเฉลี่ยระดับบิลิรูบินในเลือดของทารก โดยใช้สถิติ Independent t-test ผลการวิจัย พบว่ามารดากลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันภาวะตัวเหลืองซ้ำในทารกแรกเกิดที่ได้รับการส่องไฟสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และทารกในกลุ่มทดลองมีระดับบิลิรูบินในเลือด ณ วันที่มาตรวจติดตาม ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


ประสบการณ์การดูแลบุตรในห้องแยกของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กิจพรรณ ปินไชย Jan 2023

ประสบการณ์การดูแลบุตรในห้องแยกของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กิจพรรณ ปินไชย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเชิงคุณภาพแบบบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลบุตรของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง คือ ผู้ดูแลซึ่งเป็นมารดาของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ร่วมกับมีภาวะปอดอักเสบระดับปานกลางหรือรุนแรง เข้ารับการรักษาในห้องแยก เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จนข้อมูลอิ่มตัวด้วยจำนวนผู้ให้ข้อมูล 7 ราย นำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหาเกิดเป็นประเด็นหลัก 3 ประเด็น คือ 1) ดูแลอย่างใกล้ชิด และเป็นคนทำทุกอย่าง 2) ความยากและลำบาก และ 3) ความรู้สึกขณะที่อยู่กับบุตรตลอดเวลาออกจากห้องแยกไม่ได้ ผลการศึกษาก่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับประสบการณ์การดูแลบุตรในห้องแยกของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และสามารถนำข้อมูลการวิจัยนี้ไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการดูแลผู้ป่วยเด็กได้อย่างเหมาะสม และตรงตามความต้องการของผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการจัดการองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคอุบัติใหม่ที่ต้องได้รับการรักษาภายในห้องแยก


ประสบการณ์การดูแลสุขภาพตนเองของวัยรุ่นที่มีอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ปณิตา จันทรา Jan 2023

ประสบการณ์การดูแลสุขภาพตนเองของวัยรุ่นที่มีอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ปณิตา จันทรา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงคุณภาพแบบบรรยายนี้มีวัตถุประสงค์ในการบรรยายประสบการณ์การดูแลสุขภาพตนเองของวัยรุ่นที่มีอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผู้ให้ข้อมูลคือ วัยรุ่น ที่ได้รับทราบจากแพทย์ว่าเป็นผู้มีอาการหลงเหลือจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และไม่มีโรคประจำตัวอื่น ๆ ใน โรงพยาบาลของจังหวัดอุบลราชธานี เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกไปพร้อมกับวิเคราะห์ข้อมูลแบบแก่นสาระ จนเกิดความอิ่มตัวของข้อมูล รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 7 ราย ผลการศึกษาพบข้อสรุปดังนี้ 1) ชีวิตที่ต้องเผชิญกับผลพวงของโควิด-19 ประกอบด้วยประเด็นย่อย ได้แก่ 1.1 การเปลี่ยนแปลงในชีวิต และ 1.2 ผลกระทบต่อความรู้สึกทางอารมณ์และจิตใจ 2) การค้นหาวิธีจัดการกับอาการเรื้อรัง ประกอบด้วยประเด็นย่อย ได้แก่ 2.1. การแสวงหาวิธีการดูแลสุขภาพ และ 2.2. การดูแลอาการที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง ข้อสรุปนี้ช่วยให้พยาบาลเด็กเข้าใจถึงประสบการณ์และความท้าทายที่วัยรุ่นกลุ่มนี้ต้องเผชิญ และสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางอารมณ์แก่วัยรุ่นและครอบครัวที่ต้องเผชิญกับอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การให้คำแนะนำวิธีการดูแลสุขภาพและเทคนิคการจัดการอาการเรื้อรังที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล รวมทั้งการพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพที่เน้นการปรับตัวและการรับมือกับอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อให้วัยรุ่นกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมป้องกันอาการกำเริบของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ของผู้ดูแลเด็กวัยเรียนโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้, โสวรรณ ตรีคูณสถิต Jan 2023

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมป้องกันอาการกำเริบของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ของผู้ดูแลเด็กวัยเรียนโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้, โสวรรณ ตรีคูณสถิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาสองกลุ่มแบบวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมป้องกันอาการกำเริบของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ของผู้ดูแลเด็กวัยเรียนโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ อายุ 6-12 ปี ที่เข้ารับบริการที่คลินิกโรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันไลน์ที่ออกแบบโดยใช้แนวคิดของเพนเดอร์ (2001) ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กำกับการทดลองด้วยแบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ รับรู้อุปสรรค และรับรู้ความสามารถของตนต่อการปฏิบัติพฤติกรรม ประเมินพฤติกรรมป้องกันอาการกำเริบของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันอาการกำเริบของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ เครื่องมือทุกฉบับมีค่าความตรงตามเนื้อหาและค่าความเที่ยงที่ยอมรับได้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า ผู้ดูแลเด็กโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันไลน์ มีพฤติกรรมป้องกันอาการกำเริบของโรคสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 7.68, p< .05) และผู้ดูแลเด็กโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันไลน์ มีพฤติกรรมป้องกันอาการกำเริบของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= -4.25, p< .05)


ผลของโปรแกรมการดูแลตนเองที่เน้นการฝึกหายใจโดยการเป่าลูกโป่งต่อความรุนแรง ของการหยุดหายใจและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจในเด็กวัยเรียน ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น, อดิศา พานิช Jan 2023

ผลของโปรแกรมการดูแลตนเองที่เน้นการฝึกหายใจโดยการเป่าลูกโป่งต่อความรุนแรง ของการหยุดหายใจและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจในเด็กวัยเรียน ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น, อดิศา พานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลตนเองที่เน้นการฝึกหายใจด้วยการเป่าลูกโป่งต่อความรุนแรงของการหยุดหายใจและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจของเด็กวัยเรียนที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ในระดับน้อยถึงปานกลาง ที่มารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก หู คอ จมูก โรงพยาบาลศิริราช จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการดูแลตนเองที่เน้นการฝึกหายใจด้วยการเป่าลูกโป่ง ระยะเวลา 5 สัปดาห์ตามแนวคิดการพัฒนาความสามารถในการดูแลตนเองของโอเร็ม (2001) จำนวน 15 คน และ กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินวัดความรุนแรงของการหยุดหายใจ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น โดยเครื่องมือทั้งหมดมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.95 และ 0.80 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.83 และ 0.76 ตามลำดับ ประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจด้วยเครื่องวัดกำลังกล้ามเนื้อหายใจด้วยเครื่อง Respiratory Pressure Meter วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์สถิติที ผลการวิจัยพบว่า ความรุนแรงของการหยุดหายใจของเด็กวัยเรียนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นหลังได้รับโปรแกรมการดูแลตนเองที่เน้นการฝึกหายใจด้วยการเป่าลูกโป่งลดลงเมื่อเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรมฯ และน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ยังพบว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจของเด็กวัยเรียนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นหลังได้รับโปรแกรมฯ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรมฯ และดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุด(MIP) ของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ไม่แตกต่างกัน


ผลของการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อโปรตีนในปัสสาวะของเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติก, กมลวรรณ เปลี่ยนสี Jan 2023

ผลของการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อโปรตีนในปัสสาวะของเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติก, กมลวรรณ เปลี่ยนสี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบโอกาสการพบโปรตีนในปัสสาวะของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติกภายหลังได้รับการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการพยาบาลตามปกติ ระยะหลังการทดลองทันที ระยะหลังการทดลอง 1 วัน และระยะหลังการทดลอง 2 วัน โดยการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนนี้พัฒนามาจากทฤษฎีสมรรถนะแห่งตนของ Bandura (2001) กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กวัยเรียนอายุ 6-12 ปี กลุ่มอาการเนโฟรติกที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คนโดยจับคู่การใช้ยาสเตียรอยด์และยาควบคุมความดันโลหิตแล้วสุ่มเข้ากลุ่มโดยจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ การพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสม แถบทดสอบปัสสาวะ และแบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเด็กกลุ่มอาการเนโฟรติก ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และค่าความเที่ยงเท่ากับ 1.00 และ 0.80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติคทวิ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้ป่วยเด็กกลุ่มอาการเนโฟรติกที่ได้รับการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมมีโอกาสตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะในระยะหลังการทดลอง 2 วัน น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติร้อยละ 92.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


The Effect Of The Program Promoting Infection Prevention Behaviors In Family Caregivers Of Pre-School Age Children With Acute Lymphoblastic Leukemia: The Application Of Self-Care Deficit Nursing Theory, Su-Ari Lamtrakul Jan 2020

The Effect Of The Program Promoting Infection Prevention Behaviors In Family Caregivers Of Pre-School Age Children With Acute Lymphoblastic Leukemia: The Application Of Self-Care Deficit Nursing Theory, Su-Ari Lamtrakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This quasi-experimental, pretest-posttest design aimed to compare infection prevention behaviors (medication administration, infection control, and infection surveillance) between the family caregivers of preschool-age children with acute lymphoblastic leukemia (ALL) in the experimental group and the control group. This nursing program is based on the Self-Care Deficit theory, to enable dependent care agencies regarding infection prevention behaviors of family caregivers. The dependent care agency consisted of the ability to acquired knowledge, ability to make a decision, and ability to perform infection prevention behaviors. The sample was 45 family caregivers of preschool age children with ALL, 23 were an experimental group and …