Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Keyword
-
- พยาบาลวิชาชีพ (4)
- Hospital Status (2)
- Magnet Hospital (2)
- Organizational Commitment (2)
- Professional nurses (2)
-
- อาการวิตกกังวล (2)
- /Female smokers(บริการเลิกบุหรี่ (1)
- AFP (1)
- Adolescent/ Cancer Relapse/ Palliative care(วัยรุ่น/ โรคมะเร็งกลับเป็นซ้ำ/ การดูแลแบบประคับประคอง) (1)
- Advanced practice nurse (1)
- Anxiety (1)
- Assertiveness (1)
- Attitude (1)
- Basic counseling program (1)
- COVID-19; ตราบาป; พยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ; บทบาท (1)
- Career commitment (1)
- Caregiver stroke patients (1)
- Caring Competency/ Stroke Patient/ Caregiver(ความสามารถในการดูแล/ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง/ ผู้ดูแล) (1)
- Clients (1)
- Colonoscopy/ Self-practice/ Health teaching program(การส่องกล้องลำไส้ใหญ่/ การให้ความรู้/ การปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่) (1)
- Competencies development (1)
- Competencies of critical care unit managers (1)
- Computer competencies (1)
- Critical thinking (1)
- Delivery room (1)
- Diabetes nurse's roles (1)
- Documentation efficiency (1)
- Elderly (1)
- Employee Involvement (1)
- Enhancing family caregiving ability/ Autistic symptoms/ Autistic preschoolers(ความสามารถในการดูแล/ อาการออทิสติก/ เด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนบทความวิจัย) (1)
Articles 241 - 270 of 591
Full-Text Articles in Nursing
ผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่อการรับรู้ความสามารถในการตรวจเต้านม ด้วยตนเองของสตรีกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเป็นก้อนที่เต้านม, นวลลออ ทวิชศรี, สุรีพร ธนศิลป์
ผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่อการรับรู้ความสามารถในการตรวจเต้านม ด้วยตนเองของสตรีกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเป็นก้อนที่เต้านม, นวลลออ ทวิชศรี, สุรีพร ธนศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่อการรับรู้ความสามารถในการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเป็นก้อนที่เต้านม\n\nแบบแผนงานวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเป็นก้อนที่เต้านม อายุ 20-59 ปี ที่เป็นญาติสายตรงเป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านม หรือเคยตรวจพบสิ่งผิดปกติที่เต้านม หรือเคยเป็นมะเร็งเต้านม และรับการรักษาที่ห้องตรวจโรคศัลยกรรม โรงพยาบาลตำรวจ จำนวน 60 ราย จับคู่ให้มีความคล้ายคลึงกันในเรื่อง อายุ และระดับการศึกษา แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 20 คน กลุ่มควบคุมได้รับการให้ความรู้ตามปกติโดยพยาบาล กลุ่มทดลองที่ 1 ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มทดลองที่ 2 ได้รับการให้ความรู้ โดยพยาบาลร่วมกับใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง มะเร็งเต้านมและการตรวจเต้านมด้วยตนเอง รวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการตรวจเต้านมด้วยตนเอง และแบบทดสอบความรู้เที่ยวกับการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ขี่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .89 และ KR-20 เท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย สถิติทดสอบที วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว\n\nผลการวิจัย: 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ความสามารถในการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีกลุ่มเสี่ยงสูง ต่อการเป็นก้อนที่เต้านม ภายหลังใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่าก่อนใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n2. ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ความสามารถในการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีกลุ่มเสี่ยงสูง ต่อการเป็นก้อนที่เต้านม ระหว่างกลุ่มที่ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มที่ได้รับการให้ความรู้ โดยพยาบาลร่วมกับใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และกลุ่มที่ได้รับการให้ความรู้ตามปกติโดยพยาบาล ไม่แตกต่างกัน\n\nสรุป: บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง มะเร็งเต้านมและการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ส่งผลให้สตรี กลุ่มเส่ยงสูงต่อการเป็นก้อนที่เต้านม มีการรับรู้ความสามารถในการตรวจเต้านมด้วยตนเองสูงขึ้น แต้ไม่ แตกต่างจากการให้ความรู้ตามปกติ\n
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมสุขภาพ ความเสี่ยงทางสุขภาพ กับสุขภาวะของพยาบาลประจำการ โรงพยาบาลเอกชน เขตกรุงเทพมหานคร, สายพิน จันทรังศรี, ยุพิน อังสุโรจน์, พิชญาภรณ์ มูลศิลป์
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมสุขภาพ ความเสี่ยงทางสุขภาพ กับสุขภาวะของพยาบาลประจำการ โรงพยาบาลเอกชน เขตกรุงเทพมหานคร, สายพิน จันทรังศรี, ยุพิน อังสุโรจน์, พิชญาภรณ์ มูลศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาระดับสุขภาวะของพยาบาลประจำการ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมสุขภาพ ความเสี่ยงทางสุขภาพ กับสุขภาวะของพยาบาลประจำการ และศึกษาตัวแปรที่สามารถร่วมกันพยากรณ์สุขภาวะของพยาบาลประจำการ\n\nแบบแผนงานวิจัย: การวิจัยแบบบรรยายเชิงทำนาย\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลประจำการที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเอกชน\nเขตกรุงเทพมหานคร มีขนาดเตียงตั้งแต่ 200 เตียงขึ้นไป จำนวน 395 คน เลือกโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ แบบสอบถาม ปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมสุขภาพ ความเสี่ยงทางสุขภาพ และสุขภาวะของพยาบาลประจำการ แบบสอบถามทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ ความเสี่ยงทางสุขภาพ และสุขภาวะ เท่ากับ .95, .84, และ .93 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ \n\nผลการวิจัย: 1. สุขภาวะของพยาบาลประจำการ โรงพยาบาลเอกชน เขตกรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับดี (x̄ = 3.74, SD = 0.47)\n2. พฤติกรรมสุขภาพ อายุ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับสุขภาวะของพยาบาลประจำการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .580, และ .277) ความเสี่ยงทางสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางลบกับสุขภาวะของพยาบาลประจำการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = -.401)\n3. ตัวแปรที่สามารถพยากรณ์สุขภาวะของพยาบาลประจำการ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ พฤติกรรมสุขภาพโดยสามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 34.10 (R2 = .341)\n\nสรุป: ผู้บริหารควรส่งเสริมให้พยาบาลมีสุขภาวะในระดับดีมาก โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของพยาบาล มีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสม\n
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการดื่มแอลกอฮอล์ของประชากร เพศชายวัยผู้ใหญ่ กรุงเทพมหานคร, ทิฆัมพร อ่อนละออ, นรลักขณ์ เอื้อกิจ
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการดื่มแอลกอฮอล์ของประชากร เพศชายวัยผู้ใหญ่ กรุงเทพมหานคร, ทิฆัมพร อ่อนละออ, นรลักขณ์ เอื้อกิจ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับการดื่มแอลกอฮอล์ของประชากรเพศชายวัยผู้ใหญ่ กรุงเทพมหานคร\n\nแบบแผนงานวิจัย: การศึกษาแบบบรรยายเชิงสหสัมพันธ์\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ใหญ่อายุระหว่าง 20 - 59 ปี ที่พักในกรุงเทพมหานคร\nจำนวน 120 คน เลือกโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิเสธการดื่มแอลกอฮอล์ ความคาดหวังเชิงลบในผลลัพธ์ของการดื่มแอลกอฮอล์ ความคาดหวังเชิงบวกในผลลัพธ์ของการดื่มแอลกอฮอล์ และการดื่แอลกอฮอล์ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน หาความเที่ยงจากการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .91, .85 และ .79 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน\n\nผลการวิจัย: 1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่กลุ่มตัวอย่างชายไทยวัยผู้ใหญ่นิยมดื่มมากที่สุด คือ เบียร์ คิดเป็นร้อยละ 40.70 โดยดื่มนานๆ ครั้ง มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 28.33 และดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 1 ขวด คิดเป็น ร้อยละ 40.70 สาเหตุของการดื่มแอลกอฮอล์ครั้งแรก ส่วนใหญ่ดื่มแอลกอฮอล์เพราะอยากทดลองดื่ม รองลงมา คือ เพื่อนชักชวน คิดเป็นร้อยละ 41.87 และ 33.62 ตามลําดับ บุคคลที่ดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ส่วนใหญ่ คือ เพื่อน คิดเป็นร้อยละ 72.10 และดื่มแอลกอฮอล์เมื่อไปงานสังคม ดื่มในช่วงเทศกาล และ เที่ยวกับเพื่อน คิดเป็นร้อยละ 38.37\n2. อายุ การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการปฏิเสธการดื่มแอลกอฮอล์ และความคาดหวังเชิงลบ ในผลลัพธ์ของการดื่มแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์ทางลบกับการดื่มแอลกอฮอล์ของประชากรเพศชายวัยผู้ใหญ่ กรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = -0.18, -0.54, และ -0.35 ตามลําดับ)\n3. ประวัติการมีบุคคลในครอบครัวดื่มแอลกอฮอล์ และความคาดหวังเชิงบวกในผลลัพธ์ของ การดื่มแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการดื่มแอลกอฮอล์ของประชากรเพศชายวัยผู้ใหญ่ กรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = 0.19 …
บทบาทพยาบาลในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ประสบอุบัติเหตุฉุกเฉิน, ชัชวาล วงค์สารี, ธนันต์นิภา ภัคศุขนิธิวัฒน์
บทบาทพยาบาลในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ประสบอุบัติเหตุฉุกเฉิน, ชัชวาล วงค์สารี, ธนันต์นิภา ภัคศุขนิธิวัฒน์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
อุบัติเหตุในระหว่างการตั้งครรภ์ เป็นสาเหตุอันดับแรกของสาเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับสูติกรรมที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์เสียชีวิต หญิงตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายอย่าง ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จะส่งเสริมการช่วยเหลือให้มีประสิทธิภาพดีที่สุดต่อมารดาและทารกในครรภ์ การช่วยเหลือหญิงตั้งครรภ์ที่ประสบอุบัติเหตุฉุกเฉินต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม โดยพยาบาลต้องรู้จักบทบาทที่ตนเองสามารถปฏิบัติได้ทั้งในบทบาทอิสระและกึ่งอิสระภายใต้ขอบเขตกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพกำหนด บทความนี้จึงมุ่งเสนอบทบาทของพยาบาลในการจัดการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ประสบอุบัติเหตุฉุกเฉินโดยรวม 4 บทบาทหลัก ดังนี้ 1) บทบาทการประเมินสภาพของหญิงตั้งครรภ์และทารกในที่ประสบอุบัติเหตุฉุกเฉิน 2) บทบาทการช่วยเหลือเบื้องต้นในหญิงตั้งครรภ์ที่ประสบอุบัติเหตุฉุกเฉิน 3) บทบาทการช่วยกู้ชีพในหญิงตั้งครรภ์ที่หัวใจหยุดเต้นในที่ประสบอุบัติเหตุฉุกเฉิน และ 4) บทบาทการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในหญิงตั้งครรภ์
การวิเคราะห์ปัจจัยจำแนกการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์และวัยรุ่นที่ไม่ตั้งครรภ์, นุชรีย์ แสงสว่าง, ณัฐธยาน์ วิสารพันธ์
การวิเคราะห์ปัจจัยจำแนกการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์และวัยรุ่นที่ไม่ตั้งครรภ์, นุชรีย์ แสงสว่าง, ณัฐธยาน์ วิสารพันธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เพื่อศึกษาลักษณะครอบครัวของวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์และวัยรุ่นที่ไม่ตั้งครรภ์ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยจำแนกกลุ่มและอำนาจพยากรณ์การเป็นสมาชิกกลุ่มที่จำแนกกลุ่มวัยรุ่นที่มีการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นและไม่ตั้งครรภ์ในวัยรุ่น\n\nรูปแบบการวิจัย: กลุ่มเปรียบเทียบ (Case control study)\n \nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงวัยรุ่นอายุ 13-19 ปี โดยแบ่งเป็นกลุ่มศึกษา คือ หญิงวัยรุ่นตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ในโรงพยาบาลตติยภูมิ และกลุ่มควบคุม คือ วัยรุ่นหญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ที่ศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวนกลุ่มละ 85 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการสื่อสารเรื่องเพศกับผู้ปกครอง และแบบสอบถามการรับรู้ผลกระทบของการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .87 และ .66 วิเคราะห็ข้อมูลด้วยสถิติการวิเคราะห์จำแนกประเภท (Discriminant analysis)\n\nผลการวิจัย: 1) วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์มีอายุเฉลี่ยของมารดาที่มีบุตรคนแรก และคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ผลกระทบของการตั้งครรภ์น้อยกว่าวัยรุ่นหญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ (21.84 vs. 26.08; 45.12 vs. 51.68, p = .000 ตามลำดับ) 2) ปัจจัยที่สามารถจำแนกกลุ่มวัยรุ่นที่มีการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นและไม่ตั้งครรภ์ในวัยรุ่นได้มี 4 ปัจจัยคือ อายุของกลุ่มตัวอย่างการรับรู้ผลกระทบของการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอายุที่มารดามีบุตรคนแรก และการสื่อสารเรื่องเพศกับผู้ปกครอง (.712,-.496, -.475 และ .241 ตามลำดับ) 3) สมการจำแนกกลุ่ม พยากรณ์การเป็นสมาชิกของกลุ่มวัยรุ่นที่มีการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ได้ร้อยละ 76.5 และกลุ่มที่ไม่ตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ได้ร้อยละ 89.4 และพยากรณ์การเป็นสมาชิกของกลุ่มโดยเฉลี่ยได้ร้อยละ 82.9\n\nสรุป: ปัจจัยด้านอายุของกลุ่มตัวอย่าง การรับรู้ผลกระทบของการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น อายุที่มารดามีบุตรคนแรก และการสื่อสารเรื่องเพศกับผู้ปกครอง เป็นปัจจัยที่สามารถจำแนกกลุ่มวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์และไม่ตั้งครรภ์ได้ จึงควรนำปัจจัยดังกล่าวมาวางแผนเพื่อลดปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นต่อไป\n
การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ตามวิถีวัฒนธรรมสุขภาพลุ่มแม่น้ำโขง (หมู่บ้านซะซอม) จังหวัดอุบลราชธานี, สุรีย์ ธรรมิกบวร, ชุภาศิริ อภินันท์เดชา
การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ตามวิถีวัฒนธรรมสุขภาพลุ่มแม่น้ำโขง (หมู่บ้านซะซอม) จังหวัดอุบลราชธานี, สุรีย์ ธรรมิกบวร, ชุภาศิริ อภินันท์เดชา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมสุขภาพตามวิถีวัฒนธรรมสุขภาพลุ่มแม่น้ำโขงสำหรับนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงปฏิบัติการ\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: พื้นที่ศึกษา คือ บ้านซะซอม ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาประกอบด้วย สมาชิกกลุ่ม "กินข้าวเซาเฮือน" จำนวน 14 คน คณะกรรมการกลุ่มโฮมสเตย์บ้านซะซอม จำนวน 12 คน ผู้สูงอายุบ้านซะซอม จำนวน 8 คน และนักท่องเที่ยวสูงอายุที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 28 คน การดำเนินการวิจัยมี 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาบริบทชุมชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสำรวจวิถีชุมชน และแบบสัมภาษณ์การรับรู้สุขภาวะของนักท่องเที่ยวสูงอายุ ระยะที่ 2 กระบวนการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุตามวิถีชาวบ้านลุ่มแม่น้ำโขง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แนวทางการสนทนากลุ่ม และแบบสังเกตอย่างมีส่วนร่วม ระยะที่ 3 การศึกษาผลการพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุตามวิถีวัฒนธรรมสุขภาพลุ่มแม่น้ำโขง แบบสอบถามความสุขและความพึงพอใจในการเข้าร่วมโปรแกรมการท่องเที่ยว แบบประเมินศักยภาพของชุมชนในการบริหารจัดการการท่องเที่ยว วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย\n\nผลการวิจัย: ด้านบริบทชุมชน บ้านซะซอม ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี สภาพภูมิศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยว และชุมชนมีศักยภาพในการจัดการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวผู้สูงอายุมีความสุขและความพึงพอใจจากเข้าร่วมโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ในระดับมาก และมากที่สุด ร้อยละ 93.8 และ 93.8 องค์ประกอบโมเดล รูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมสุขภาพตามวิถีวัฒนธรรมสุขภาพลุ่มแม่น้ำโขง (ซะซอมโมเดล) ประกอบด้วยองค์ประกอบที่ 1 กิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุแบบองค์รวม องค์ประกอบที่ 2 ทุนทางสังคม องค์ประกอบที่ 3 การบริหารจัดการตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง องค์ประกอบที่ 4 การส่งเสริมสุขภาพเหมาะสมกับวัย\n \nสรุป: จากผลการศึกษาดังกล่าว มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ หน่วยงานด้านการท่องเที่ยว หน่วยงานด้านการปกครอง สถาบันการศึกษาร่วมกับชุมชนที่มีความพร้อมมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว จัดการท่องเที่ยวเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยรูปแบบการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อผู้สูงอายุ ควรเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพเป็นองค์รวม ลักษณะกิจกรรมสอดคล้องกับวัย และใช้ทุนทางสังคมที่มีอยู่ โดยมีระบบการจัดการตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง\n
ผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อความวิตกกังวลของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, อรวรรณ พรคณาปราชญ์, สุรีพร ธนศิลป์
ผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อความวิตกกังวลของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, อรวรรณ พรคณาปราชญ์, สุรีพร ธนศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อความวิตกกังวลของผู้ป่วย\nมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด\n \nแบบแผนงานวิจัย: เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังผ่าตัด ที่เข้ารับการรักษาเสริมด้วยเคมีบำบัด ที่หน่วยเคมีบำบัด คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร และบุคคลในครอบครัวที่มีความสำคัญและใกล้ชิดซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 40 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 20 ราย และกลุ่มทดลอง 20 ราย โดยจับคู่ให้กลุ่มตัวอย่างมีความคล้ายคลึงกันในเรื่อง อายุ ระยะของโรค จำนวนชุดและสูตรเคมีบำบัดที่ได้รับ ความสัมพันธ์ของครอบครัว กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการมีส่วนร่วมของครอบครัว ซึ่งโปรแกรมนี้ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้แนวคิดของเชปป์ (Schepp, 1995) ร่วมกับแนวคิดการสัมผัสของไวสส์ (Weiss, 1979) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบความแปรปรวน และสถิติทดสอบค่าที\n \nผลการวิจัย: 1) ความวิตกกังวลของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดภายหลังได้รับโปรแกรมการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n2) ความวิตกกังวลของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดภายหลังได้รับโปรแกรมการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n\nสรุป: ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพทางการพยาบาล โดยการสนับสนุนให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลเพื่อลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดและสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าสู่กระบวนการเผชิญปัญหาได้อย่างเหมาะสม\n
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย, นอลีสา สูนสละ, นรลักขณ์ เอื้อกิจ
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย, นอลีสา สูนสละ, นรลักขณ์ เอื้อกิจ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย\n \nแบบแผนงานวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย อายุ 7-12 ปี ที่มารับบริการที่คลินิกโรคเลือด แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช โดยแบ่งเป็นกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 25 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) การให้คำแนะนำและใช้คำพูดชักจูง 2) การใช้ตัวแบบ 3) การจัดประสบการณ์ของการประสบความสำเร็จในการลงมือทำกิจกรรมด้วยตนเอง และ 4) การประเมินสภาพทางร่างกายและการกระตุ้นทางอารมณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย และแบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการมีพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .84 และ .78 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที\n\nผลการวิจัย: 1) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมียหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t =9.518p < .05) 2) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมียในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t =9.402p < .05)\n\nสรุป: โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนส่งผลให้เด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมียมีพฤติกรรมการดูแลตนเองพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดีขึ้นและดีกว่าการพยาบาลตามปกติ\n
ผลของการพัฒนาการบริหารยาโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ต่ออุบัติการณ์ความ คลาดเคลื่อนทางยาและความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพ หอผู้ป่วยวิกฤต, นงนุช หอมเนียม, สุชาดา รัชชุกูล
ผลของการพัฒนาการบริหารยาโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ต่ออุบัติการณ์ความ คลาดเคลื่อนทางยาและความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพ หอผู้ป่วยวิกฤต, นงนุช หอมเนียม, สุชาดา รัชชุกูล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนในการบริหารยาและความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพก่อนและหลังการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการบริหารยาในหอผู้ป่วยวิกฤต\n \nรูปแบบงานวิจัย: การวิจัยแบบก่อนทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลพญาไท 2 จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในดำเนินการทดลองประกอบด้วย แผนการอบรม คู่มือการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการบริหารยาในหอผู้ป่วยวิกฤต แบบกำกับการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบบันทึกอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนในการบริหารยาในหอผู้ป่วยวิกฤต และแบบสอบถามความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และหาค่าความเที่ยงของแบบสอบถามความพึงพอใจในงานด้วยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคได้เท่ากับ .91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสถิติค่าที\n \nผลการวิจัย: 1) จำนวนอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนในการให้ยาผิดขนาดภายหลังการทดลอง (2.44 ครั้งต่อ 1000 วันนอน) น้อยกว่าก่อนการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการบริหารยา (8.47 ครั้ง ต่อ 1000 วันนอน) และความคลาดเคลื่อนในการให้ยาผิดเวลาภายหลังการทดลอง (2.44 ครั้ง ต่อ 1000 วันนอน) น้อยกว่าก่อนการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการบริหารยา (5.65 ครั้งต่อ1000 วันนอน) 2) คะแนนเฉลี่ยของความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพหลังการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการบริหารยาในหอผู้ป่วยวิกฤตสูงกว่าก่อนการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05 (t = 5.43, p <.05)\n\nสรุป: การใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการบริหารยาในหอผู้ป่วยวิกฤตช่วยลดอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนในการให้ยาผิดขนาดและผิดเวลา ส่งผลให้พยาบาลมีความพึงพอใจในงานมากขึ้น \n
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับโยคะต่อความเหนื่อยล้าในพระภิกษุสงฆ์อาพาธด้วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการ ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, ณภัค จุมพลพงษ์, จรรยา ฉิมหลวง
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับโยคะต่อความเหนื่อยล้าในพระภิกษุสงฆ์อาพาธด้วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการ ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, ณภัค จุมพลพงษ์, จรรยา ฉิมหลวง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับโยคะต่อความเหนื่อยล้าในพระภิกษุสงฆ์อาพาธโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม\n \nแบบแผนงานวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พระภิกษุสงฆ์อาพาธโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม แผนกไตเทียม โรงพยาบาลสงฆ์ จำนวน 36 รูป คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่กำหนด ทำการจับคู่ด้าน อายุ และระยะเวลาที่รักษาด้วยการฟอกเลือด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับโยคะเป็นเวลา 6 สัปดาห์ กลุ่มละ 18 รูป เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย แผนการให้ความรู้ คู่มือการให้ความรู้ และคู่มือการฝึกโยคะ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและแบบประเมินความเหนื่อยล้า ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .93 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที\n \nผลการวิจัย: 1) คะแนนความเหนื่อยล้าของพระภิกษุสงฆ์อาพาธโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมกลุ่มทดลอง ภายหลังได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับโยคะ ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) 2) คะแนนความเหนื่อยล้าของพระภิกษุสงฆ์อาพาธโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับโยคะ ต่ำกว่าพระภิกษุสงฆ์อาพาธโรคไตวายเรื้อรังฯ ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)\n\nสรุป: โปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับโยคะส่งผลให้ความเหนื่อยล้าของพระภิกษุสงฆ์อาพาธโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมลดลงและลดลงดีกว่าการพยาบาลตามปกติ\n
ปัจจัยทำนายความล่าช้าในการมารับบริการของผู้ป่วยกลุ่มอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน, วิยะดา คงแก้ว, นันทิยา วัฒายุ, ดวงใจ รัตนธัญญา, สุพินดา เรืองจิรัษเฐียร
ปัจจัยทำนายความล่าช้าในการมารับบริการของผู้ป่วยกลุ่มอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน, วิยะดา คงแก้ว, นันทิยา วัฒายุ, ดวงใจ รัตนธัญญา, สุพินดา เรืองจิรัษเฐียร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายความล่าช้าในการมารับบริการที่โรงพยาบาลของผู้ป่วยกลุ่มอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยความสัมพันธ์เชิงทำนาย\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยกลุ่มอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จำนวน 148 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้ป่วยกลุ่มอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มาตามนัดและนอนโรงพยาบาลด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันไม่เกิน 2 เดือน โดยใช้แบบสอบถามการตอบสนองต่ออาการต่างๆ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .67 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสมการถดถอยโลจิสติก\n\nผลการวิจัย: พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันส่วนใหญ่ (64.2%) เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 53.59 ปี ประมาณ 2 ใน 3 (64.9%) ของผู้ป่วยกลุ่มอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมีความล่าช้าในการมารับบริการที่โรงพยาบาล โดยรวมตัวแปรที่ศึกษาทั้งหมดร่วมกันทำนายความล่าช้าได้ร้อยละ 52.1 (Pseudo R2 = 0.521, p <0.05) ประกอบด้วย อายุ เพศ การตอบสนองด้านการรับรู้ การตอบสนองทางอารมณ์ การตอบสนองทางพฤติกรรม และการตอบสนองทางอารมณ์หรือพฤติกรรมของบุคคลอื่น โดยมี 5 ตัวแปร ที่สามารถทำนายความล่าช้าในการมารับบริการที่โรงพยาบาล ได้แก่ การตอบสนองทางพฤติกรรมโดยพยายามผ่อนคลาย (OR = 35.566, B = 3.571, p <.05) อยู่กับครอบครัวในขณะเกิดอาการ (OR = 0.041, B = -. 3.191, p <.05) การตอบสนองทางอารมณ์หรือพฤติกรรมของบุคคลอื่นแนะนำให้พักผ่อนและทานยา (OR = 0.056, B = -2.883, p <.01) อยู่ที่บ้านขณะเกิดอาการ (OR = 8.738, B = 2.168, p <0.01) รอให้อาการหายไป (OR = 2.722, B = 1.019, p <0.01)\n\nสรุป: พยาบาลควรส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการแสดงของภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเพื่อป้องกันความล่าช้าในการมารับบริการที่โรงพยาบาล\n
ผลการพยาบาลเพื่อลดความเจ็บปวดและการพยาบาลแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม ต่อความกลัวการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในเด็กวัยก่อนเรียน, เติมสุข รักษ์ศรีทอง, วราภรณ์ ชัยวัฒน์
ผลการพยาบาลเพื่อลดความเจ็บปวดและการพยาบาลแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม ต่อความกลัวการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในเด็กวัยก่อนเรียน, เติมสุข รักษ์ศรีทอง, วราภรณ์ ชัยวัฒน์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความกลัวการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียน ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลเพื่อลดความเจ็บปวด กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลเพื่อลดความเจ็บปวดร่วมกับการพยาบาลแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม\n \nแบบแผนงานวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กวัยก่อนเรียนที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยกุมารเวชกรรมพิเศษและสามัญ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ที่ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำเป็นครั้งแรก จำนวน 80 ราย สุ่มเข้ากลุ่มทดลอง 4 กลุ่มๆ ละ 20 คน ประเมินความกลัวโดยแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมความกลัวการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .82 และค่าความเที่ยงของการสังเกตเท่ากับ .98 วิเคราะห์คะแนนพฤติกรรมความกลัวการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำของเด็กวัยก่อนเรียนโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวน ANOVA\n\nผลการวิจัย: 1) ผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนที่ได้รับการพยาบาลเพื่อลดความเจ็บปวด มีความกลัวน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 \n2) ผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนที่ได้รับการพยาบาลแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม มีความกลัวน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 \n3) ผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนที่ได้รับการพยาบาลเพื่อลดความเจ็บปวดร่วมกับการพยาบาลแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม มีความกลัวน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลเพื่อลดความเจ็บปวด กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n\nสรุป: การพยาบาลเพื่อลดความเจ็บปวดร่วมกับการพยาบาลแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วมส่งผลให้ผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนมีความกลัวการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำน้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยเด็กวัยก่อนเรียนได้รับการพยาบาลเพื่อลดความเจ็บปวด กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลแบบผู้ปกครองมีส่วนร่วม และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ\n
การสร้างเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสับสนเฉียบพลัน ในผู้สูงอายุหลังผ่าตัด, กานต์ ปรีชาธีรศาสตร์, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
การสร้างเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสับสนเฉียบพลัน ในผู้สูงอายุหลังผ่าตัด, กานต์ ปรีชาธีรศาสตร์, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อออกแบบ สร้าง และตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงต่อการ\nเกิดภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุหลังผ่าตัด\n\nแบบแผนงานวิจัย: การวิจัยเชิงบรรยาย\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: การพัฒนาเครื่องมือแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การสร้างแบบประเมินความเสี่ยงต่อภาวะสับสนเฉียบพลันหลังผ่าตัดสำหรับผู้สูงอายุ ประกอบด้วยปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสับสนเฉียบพลันที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมและการทบทวนข้อมูลย้อนหลังภาวะสับสนเฉียบพลันหลังผ่าตัดของผู้สูงอายุจากบันทึกทางการพยาบาล และบันทึกอาการ ได้ปัจจัยเสี่ยง 7 ข้อ คือ อายุที่เพิ่มขึ้น ประวัติติดสุรา ภาวะซึมเศร้าก่อนผ่าตัด การได้รับยากลุ่ม Benzodiazepines, Anticholinergics ความผิดปกติของเชาวน์ปัญญา การคิด การรับรู้ ระดับอิเล็กโตรไลท์ในเลือดไม่สมดุล และระดับฮีโมโกลบิน ฮีมาโตรคริตที่ผิดปกติ จากนั้น จึงจัดทำเครื่องมือ ตรวจสอบความตรงจากผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ผลค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1.0 ระยะที่ 2 การตรวจสอบแบบประเมินความเสี่ยงต่อภาวะสับสนเฉียบพลันหลังผ่าตัดสำหรับผู้สูงอายุ โดยนำไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยสูงอายุที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ทั้งเพศชายและเพศหญิงที่เข้ารับการผ่าตัดทางศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์แผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิเขตกรุงเทพฯ จำนวน 300 คน\n \nผลการวิจัย: ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างแบบประเมินภาวะสับสนเฉียบพลันหลังผ่าตัดสำหรับผู้สูงอายุและเครื่องมือมาตรฐานมีความสัมพันธ์กันสูง (r = .84) และมีค่า z = 0.2 และ z1= 0.33 แสดงว่าความสามารถในการทดสอบของเครื่องมือทั้งสองชนิดไม่มีความแตกต่างกัน ได้ค่าความไวร้อยละ 88.46 - 92.0 ค่าความเฉพาะร้อยละ 100 แสดงว่าเครื่องมือที่สร้างขึ้นใหม่นี้สามารถค้นหา และคัดกรองผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะสับสนเฉียบพลันได้\n\nสรุป:แบบประเมินความเสี่ยงต่อภาวะสับสนเฉียบพลันหลังผ่าตัดสำหรับผู้สูงอายุเป็นเครื่องมือที่มีความไวและค่าความเฉพาะที่ดีสามารถคัดกรองภาวะสับสนเฉียบพลันหลังผ่าตัดในผู้สูงอายุได้ \n
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยสูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, นาตยา จิรัคคกุล, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยสูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, นาตยา จิรัคคกุล, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยสูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังก่อนและหลังของการเข้าร่วมโปรแกรมการจัดการตนเอง และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่เข้าร่วมและไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมการจัดการตนเอง\n \nแบบแผนงานวิจัย: กาวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยสูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีระดับความรุนแรงของโรคอยู่ในระดับ 2-3 จำนวน 40 คน ที่มารับการรักษาแผนกตรวจผู้ป่วยนอก หน่วยโรคปอด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 20 คน จับคู่ในด้าน เพศ อายุ ระดับความรุนแรงของโรค และชนิดของยารักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเอง เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการจัดการตนเองที่สร้างขึ้นโดยใช้แนวคิดการจัดการตนเองของ Bourbeau (2008) ประกอบด้วย แผนการสอน คู่มือการจัดการตนเอง และวีดิทัศน์การบริหารการหายใจและการออกกำลังกาย ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องตรวจสมรรถภาพปอด วัดความเร็วสูงสุดของลมหายใจออก (Peak expiratory flow rate: PEFR) วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที\n \nผลการวิจัย: 1) สมรรถภาพปอดของผู้ป่วยสูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ภายหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมจัดการตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n2) สมรรถภาพปอดของผู้ป่วยสูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังภายหลังการทดลอง กลุ่มที่ได้รับ\nโปรแกรมการจัดการตนเองสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n \nสรุป: โปรแกรมจัดการตนเองส่งผลให้ผู้ป่วยสูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีสมรรถภาพปอดดีขึ้นและดีกว่าการพยาบาลตามปกติ\n
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต, อิศรา คำนึงสิทธิ, สุชาดา รัชชุกูล
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต, อิศรา คำนึงสิทธิ, สุชาดา รัชชุกูล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต\n \nรูปแบบงานวิจัย: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ\n \nวิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤตกุมารศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน 5 ปีขึ้นไป จำนวน 14 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และการบันทึกเสียงสนทนา ข้อมูลที่ได้นำมา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาตามวิธีการของ Colaizzi\n\nผลการวิจัย: พยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤตให้ความหมายการเป็นพยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤตไว้ว่า จะต้องเก่ง มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เป็นคนที่มีความละเอียด รอบคอบ ช่างสังเกต และจะต้องมีใจรักและใส่ใจในการดูแลผู้ป่วยและครอบครัว สำหรับประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต พบว่า ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก คือ ความสามารถเฉพาะทาง ซึ่งเป็นสมรรถนะในบทบาทหน้าที่เชิงวิชาชีพของพยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต ประเด็นที่ 2 ความเครียด ซึ่งเกิดจากการขาดความรู้ และทักษะในการปฏิบัติงาน เครียดจากผู้ร่วมงาน และเครียดจากการติดต่อประสานงานกับแพทย์ ประเด็นที่ 3 การปรับตัว พบว่า พยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤตจะมีการปรับตัวเข้ากับลักษณะงานที่ทำ ผู้ร่วมงาน และตารางการทำงาน เมื่อปรับตัวได้ ทำให้ความเครียดลดลงและมีความมั่นใจในการทำงานมากขึ้น ประเด็นสุดท้าย พบว่า สิ่งที่ทำให้พยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤตคงอยู่ในงานได้ เพราะบรรยากาศในการทำงานที่อบอุ่นเป็นกันเอง มีความเอื้อเฟื้อต่อกัน รับรู้ถึงคุณค่าของการเป็นพยาบาล มีความภาคภูมิใจในองค์กรและมีความสุขในการทำงาน และการทำงานเป็นความมั่นคงของครอบครัว\n\nสรุป: ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ทำให้เข้าใจถึงประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤตได้ชัดเจนมากขึ้น ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปเป็นพื้นฐานให้ผู้บริหารทางการพยาบาลนำไปพัฒนาเป็นกลยุทธ์สร้างความพึงพอใจและเพิ่มอัตราการคงอยู่ในงานของพยาบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต\n
การศึกษาวัฒนธรรมองค์การพยาบาล เครือโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการ กลุ่มภาคตะวันออก, พิมพ์ชนก จามะรี, กัญญดา ประจุศิลป
การศึกษาวัฒนธรรมองค์การพยาบาล เครือโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการ กลุ่มภาคตะวันออก, พิมพ์ชนก จามะรี, กัญญดา ประจุศิลป
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาวัฒนธรรมองค์การพยาบาล เครือโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการ กลุ่มภาคตะวันออก\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงอนาคต\n \nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 17 คน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มผู้บริหารโรงพยาบาล และผู้เชี่ยวชาญกลุ่มผู้บริหารทางการพยาบาล เครือโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการ ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มอาจารย์พยาบาล และผู้เชี่ยวชาญในองค์กรวิชาชีพ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์การพยาบาล เครือโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการ กลุ่มภาคตะวันออก ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างแบบสอบถามวัฒนธรรมองค์การพยาบาล เครือโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการ กลุ่มภาคตะวันออก เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นเกี่ยวกับระดับความน่าจะเป็นของวัฒนธรรมองค์การพยาบาล เครือโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการ กลุ่มภาคตะวันออก และขั้นตอนที่ 3 นำความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 17 คน มาคำนวณค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างคลอไทล์ และให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความเห็นอีกครั้ง แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการยืนยันมาคำนวณหาค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ เพื่อสรุปผลการวิจัย\n\nผลการวิจัย: วัฒนธรรมองค์การพยาบาล เครือโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการ กลุ่มภาคตะวันออก ประกอบด้วย 2 ด้าน จำนวน 40 ข้อรายการ ได้แก่ 1) วัฒนธรรมองค์การด้านบุคลากรพยาบาล และ 2) วัฒนธรรมองค์การด้านผู้รับบริการ\n\nสรุป: ผู้บริหารทางการพยาบาลสามารถนำผลการวิจัยไปเป็นแนวทางในการจัดทำนโยบาย กลยุทธ์และแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมขององค์การพยาบาล\n
บริการส่งเสริมสุขภาพสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่พำนักระยะยาวในประเทศไทย, ดาริกา เยือกเย็น, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร
บริการส่งเสริมสุขภาพสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่พำนักระยะยาวในประเทศไทย, ดาริกา เยือกเย็น, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาบริการส่งเสริมสุขภาพซึ่งโรงพยาบาลเอกชนควรจัดบริการแก่นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพพำนักระยะยาวในประเทศไทย\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้เทคนิค EDFR\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 17 คน รวบรวมความคิดเห็นที่สอดคล้องจากผู้เชี่ยวชาญโดยใช้เทคนิคเดลฟาย จำนวน 3 รอบ ดังนี้ รอบที่ 1 ใช้แบบสัมภาษณ์ปลายเปิด โดยให้ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะบริการส่งเสริมสุขภาพซึ่งโรงพยาบาลเอกชนควรจัดบริการแก่นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่พำนักระยะยาวในประเทศไทย นำข้อมูลเชิงคุณภาพมาวิเคราะห์และจัดกลุ่มเนื้อหาตามสาระเพื่อนำมาสร้างแบบสอบถามในการรวบรวมข้อมูลรอบที่ 2 รอบที่ 2 ใช้แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ระดับความสำคัญของรายการบริการส่งเสริมสุขภาพโดยคำนวณหาค่ามัธยฐาน วิเคราะห์ความคิดเห็นที่สอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญโดยคำนวณค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ คัดเลือกรายการบริการส่งเสริมสุขภาพโดยพิจารณาจากค่ามัธยฐานระดับมากขึ้นไป และเป็นความคิดเห็นที่สอดคล้องกันของผู้เชี่ยวชาญ (Md ≥3.50, IR ≤1.50) รอบที่ 3 ให้ผู้เชี่ยวชาญทบทวนความคิดเห็นของตนเองเพื่อยืนยันคำตอบหรือเปลี่ยนแปลงคำตอบตามที่ได้ระบุระดับความสำคัญของรายการบริการส่งเสริมสุขภาพในรอบที่ 2 คัดเลือกบริการส่งเสริมสุขภาพโดยพิจารณาจากค่ามัธยฐานระดับมากขึ้นไป และเป็นความคิดเห็นที่สอดคล้องกันของผู้เชี่ยวชาญ (Md ≥3.50, IR ≤1.50)\n\nผลการวิจัย: บริการส่งเสริมสุขภาพซึ่งโรงพยาบาลเอกชนควรจัดบริการแก่นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพพำนักระยะยาวในประเทศไทย ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) บริการส่งเสริมสุขภาพด้านร่างกาย 2) บริการส่งเสริมสุขภาพด้านจิตใจ 3) บริการส่งเสริมสุขภาพด้านสังคม 4) บริการส่งเสริมสุขภาพด้านจิตวิญญาณ 5) บริการส่งเสริมสุขภาพที่มีความปลอดภัย\n\nสรุป: โรงพยาบาลเอกชนควรจัดบริการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic health care) ที่ครอบคลุมทั้งการส่งเสริมสุขภาพกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ที่เน้นความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพพำนักระยะยาวในประเทศไทย \n
ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยชุมชนมีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และภาวะโภชนาการในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนลงพุงในชุมชน, ธัญจิรา พิลาศรี, นพวรรณ เปียซื่อ, สุจินดา จารุพัฒน์ มารุโอ
ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยชุมชนมีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และภาวะโภชนาการในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนลงพุงในชุมชน, ธัญจิรา พิลาศรี, นพวรรณ เปียซื่อ, สุจินดา จารุพัฒน์ มารุโอ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เปรียบเทียบพฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และภาวะโภชนาการของกลุ่มทดลองระหว่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ และ 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และภาวะโภชนาการระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนลงพุงในชุมชน 2 แห่งของจังหวัดสุรินทร์ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 35 ราย และกลุ่มทดลอง 35 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยชุมชนมีส่วนร่วมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ประกอบด้วย ขั้นตอนการสร้างความตระหนักของชุมชนในปัญหาโภชนาการและพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การกำหนดเป้าหมายร่วมกันเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการรวมพลัง และติดตามประเมินภาวะโภชนาการ โปรแกรมได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร มีค่าความเที่ยงแบบวัดซ้ำเท่ากับ .90 แบบสอบถามพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการประเมินภาวะโภชนาการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย สถิติที และสถิติแมนวิทนีย์-ยู\n \nผลการวิจัย: 1) พฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรม (p<.001) และดีกว่ากลุ่มควบคุม (p<.001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของกลุ่มทดลองในระยะหลังทดลอง ดีกว่าก่อนทดลอง (p<.001) และดีกว่ากลุ่มควบคุม (p=.02) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) ภาวะโภชนาการ ได้แก่ เส้นรอบเอว ระดับน้ำตาลในเลือด และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดของกลุ่มทดลองดีกว่าก่อนทดลอง (p<.001) และดีกว่ากลุ่มควบคุม (p<.001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ\n\nสรุป: ผลการศึกษาครั้งนี้มีข้อเสนอแนะต่อพยาบาล เจ้าหน้าที่ทีมสุขภาพ และเครือข่ายชุมชนในการติดตามภาวะเสี่ยงของโรคอ้วนลงพุงและส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการดูแลสุขภาพ ทั้งการบริโภคอาหาร การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้สามารถควบคุมภาวะเสี่ยงโรคอ้วนลงพุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ\n
ประสบการณ์การมีอาการอ่อนล้า กลวิธีการจัดการกับอาการ การสนับสนุนจากครอบครัว และคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต, พรพิมล วดีศิริศักดิ์, วิไลวรรณ ทองเจริญ, จันทนา รณฤทธิวิชัย, อรวมน ศรียุกตศุทธ
ประสบการณ์การมีอาการอ่อนล้า กลวิธีการจัดการกับอาการ การสนับสนุนจากครอบครัว และคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต, พรพิมล วดีศิริศักดิ์, วิไลวรรณ ทองเจริญ, จันทนา รณฤทธิวิชัย, อรวมน ศรียุกตศุทธ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสบการณ์การมีอาการอ่อนล้า กลวิธีการจัดการกับอาการ การสนับสนุนจากครอบครัว และคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต จำนวน 126 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินประสบการณ์การมีอาการอ่อนล้า 3)แบบประเมินกลวิธีการจัดการกับอาการอ่อนล้า และผลจากการจัดการกับอาการอ่อนล้า 4) แบบประเมินการสนับสนุนจากครอบครัว 5) แบบประเมินคุณภาพชีวิต มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าครอนบาคของแบบสอบถามที่ 2, 4, 5 เท่ากับ .87, .97 และ .85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน\n\nผลการวิจัย: ประสบการณ์การมีอาการอ่อนล้าโดยรวมของผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไตอยู่ในระดับปานกลาง (= 4.11, SD = 1.69) กลวิธีการจัดการกับอาการอ่อนล้าที่ผู้ป่วยปฏิบัติมากที่สุด ได้แก่ การนอนหลับ ซึ่งมีประสิทธิภาพในระดับปานกลาง การสนับสนุนจากครอบครัวโดยรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.38, SD = 0.56) คุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี (= 98.94 , SD = 8.39) ประสบการณ์การมีอาการอ่อนล้าด้านพฤติกรรมหรือความรุนแรง และด้านความหมายเชิงอารมณ์ มีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และ .01 ตามลำดับ การสนับสนุนจากครอบครัวโดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01\n\nสรุป: สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการวางแผนการพยาบาล เพื่อป้องกันและจัดการกับอาการอ่อนล้าตามบริบทของผู้ป่วย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
ผลของโปรแกรมการเจริญสติต่ออาการปวดเข่าในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม, ปุณยนุช คงเสน่ห์, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
ผลของโปรแกรมการเจริญสติต่ออาการปวดเข่าในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม, ปุณยนุช คงเสน่ห์, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเจริญสติต่ออาการปวดเข่าในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม\n \nรูปแบบการวิจัย: เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมจำนวน 70 คน ที่เป็นสมาชิกในชมรมผู้สูงอายุ ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 35 คน และกลุ่มควบคุม 35 คน จับคู่ในด้าน อายุ เพศ ค่าดัชนีมวลกาย ชนิดของยาแก้ปวด ความถี่ของยาแก้ปวดที่ได้รับ และประสบการณ์ในการเจริญสติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเจริญสติเพื่อบรรเทาอาการปวดเข่าในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม กลุ่มควบคุมได้รับกิจกรรมตามปกติของชมรมผู้สูงอายุ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการเจริญสติเพื่อบรรเทาอาการปวดเข่าในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม ประกอบด้วยกิจกรรมกลุ่ม 5 ครั้ง และกิจกรรมรายบุคคล 3 ครั้ง รวม 8 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินระดับอาการปวดชนิดตัวเลข (Numeric Rating Scale: NSR) และแบบประเมินภาวะข้อจำกัดจากอาการปวดเข่า (Western Ontario Mcmaster Universities Osteoarthritis Index: WOMAC Scale) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1.0 และมีความเที่ยงแบบวัดซ้ำเท่ากับ .78 และ .99 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหา ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที\n\nผลการวิจัย: 1) อาการปวดเข่าของผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม ภายหลังได้รับโปรแกรมการเจริญสติต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการเจริญสติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) อาการปวดเข่าของผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเจริญสติต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับกิจกรรมตามปกติของชมรมผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01\n\nสรุป: โปรแกรมการเจริญสติส่งผลให้อาการปวดเข่าของผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมลดลงและต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับกิจกรรมตามปกติของชมรมผู้สูงอายุ \n
การปรับตัวในการเผชิญภาวะวิกฤตจากอุทกภัยของผู้ประสบอุทกภัย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, วินีกาญจน์ คงสุวรรณ, วันดี สุทธรังษี, วิลาวรรณ คริสต์รักษา
การปรับตัวในการเผชิญภาวะวิกฤตจากอุทกภัยของผู้ประสบอุทกภัย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, วินีกาญจน์ คงสุวรรณ, วันดี สุทธรังษี, วิลาวรรณ คริสต์รักษา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการปรับตัวในการเผชิญภาวะวิกฤตจากอุทกภัยของผู้ประสบอุทกภัย\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงบรรยาย\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ประสบอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปี พ.ศ. 2554 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) จำนวน 250 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ประสบอุทกภัย และแบบสอบถามการปรับตัวในภาวะวิกฤตของผู้ประสบอุทกภัย ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน และตรวจสอบค่าความเที่ยงด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค ได้เท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน\n \nผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างมีการปรับตัวโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.46, SD = 0.44) โดยมีการปรับตัวรายด้าน ทั้ง 2 ด้าน คือ การปรับตัวด้านบทบาทหน้าที่และการปรับตัวด้านการพึ่งพาอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.53, SD = 0.49; M = 3.40, SD = 0.53)\n \nสรุป: ผลการวิจัยครั้งนี้ เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับพยาบาลในการพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะวิกฤตสุขภาพจิตของผู้ประสบอุทกภัยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและบริบทพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาต่อไป\n
ผลของการใช้โปรแกรมการทำงานเป็นทีมเพื่อป้องกันความผิดพลาด ในห้องผ่าตัดศัลยกรรม ต่อประสิทธิผลของงาน, รุ้งสวรรค์ สุวัฒโน, สุวิณี วิวัฒน์วานิช
ผลของการใช้โปรแกรมการทำงานเป็นทีมเพื่อป้องกันความผิดพลาด ในห้องผ่าตัดศัลยกรรม ต่อประสิทธิผลของงาน, รุ้งสวรรค์ สุวัฒโน, สุวิณี วิวัฒน์วานิช
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของงาน ก่อนและหลังการใช้โปรแกรมการทำงานเป็นทีมเพื่อป้องกันความผิดพลาดในห้องผ่าตัดศัลยกรรม\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบก่อนการทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลที่ปฏิบัติงานในห้องผ่าตัดศัลยกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการทำงานเป็นทีมเพื่อป้องกันความผิดพลาดในห้องผ่าตัดศัลยกรรม ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 มีองค์ประกอบของโปรแกรม 4 องค์ประกอบ และส่วนที่ 2 เป็นขั้นตอนการทำงานเป็นทีมของพยาบาลผ่าตัด มี 4 ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามประสิทธิผลของงาน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเท่ากับ .88 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .91 วิเคราะห์ข้อมลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที\n\nผลการวิจัย: หลังใช้โปรแกรมการทำงานเป็นทีมเพื่อป้องกันความผิดพลาดในห้องผ่าตัดศัลยกรรม ประสิทธิผลของงานทั้งโดยรวมและรายด้านสูงกว่าก่อนใช้โปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01\n\nสรุป: โปรแกรมการทำงานเป็นทีมเพื่อป้องกันความผิดพลาดในห้องผ่าตัดศัลยกรรมส่งผลให้ประสิทธิผลของงานเพิ่มขึ้น\n
ผลของโปรแกรมป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ที่ใช้โรงเรียนเป็นฐานต่อการทดลองสูบบุหรี่ในวัยรุ่นตอนต้น, รุ่งรัตน์ ศรีสุริยเวศน์, พรนภา หอมสินธุ์
ผลของโปรแกรมป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ที่ใช้โรงเรียนเป็นฐานต่อการทดลองสูบบุหรี่ในวัยรุ่นตอนต้น, รุ่งรัตน์ ศรีสุริยเวศน์, พรนภา หอมสินธุ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ที่ใช้โรงเรียนเป็นฐานต่อการทดลองสูบบุหรี่ในวัยรุ่นตอนต้น\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาที่ 1 ถึง 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐบาล จำนวน 400 คน ในปีการศึกษา 2556 โดยจับคู่โรงเรียนให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในด้าน ประเภทของโรงเรียน ขนาด และความชุกของการสูบบุหรี่ โดยแบ่งเป็นโรงเรียนกลุ่มทดลอง 1 โรงเรียน และโรงเรียนกลุ่มเปรียบเทียบ 2 โรงเรียน โดยแบ่งเป็นกลุ่มละ 200 คน กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการเรียนการสอนเกี่ยวกับสุขภาพตามมาตรฐานของหลักสูตร กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ที่ใช้โรงเรียนเป็นฐาน ที่ผู้วิจัยได้ออกแบบกิจกรรมที่มีทฤษฎีเป็นฐานและเน้นการดำเนินกิจกรรมแบบหลายระดับขั้น (Multi-level intervention) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการรับรู้ความชุกของการสูบบุหรี่ การรับรู้ภาพลักษณ์ทางสังคมต่อคนสูบบุหรี่ การรับรู้ความสามารถของตนในการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ความตั้งใจในการสูบบุหรี่ และการทดลองสูบบุหรี่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบที สถิติไค-สแควร์ และสถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ\n \nผลการวิจัย: เมื่อสิ้นสุดการทดลอง และระยะติดตามสามเดือน นักเรียนที่ได้รับโปรแกรมป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ที่ใช้โรงเรียนเป็นฐาน มีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความชุกของการสูบบุหรี่ และความตั้งใจในการสูบบุหรี่ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F= 5.981, p<.01; F= 5.62, p<.01 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม การรับรู้ความสามารถของตนในการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการรับรู้ภาพลักษณ์ทางสังคมเชิงบวกต่อคนสูบบุหรี่ พบว่า ทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน เมื่อติดตามไปสามเดือนหลังสิ้นสุดการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีสัดส่วนการทดลองสูบหรือสูบไม่ประจำต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (15.5% และ 31 %, x2 = 17.717, p< .05) \n \nสรุป: ผลงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นประโยชน์ของการดำเนินกิจกรรมแบบหลายระดับ (Multi-level intervention) มีผลต่อการยับยั้งการทดลองสูบบุหรี่ในวัยรุ่นตอนต้น\n
บทบรรณาธิการ, รัตน์ศิริ ทาโต
บทบรรณาธิการ, รัตน์ศิริ ทาโต
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
No abstract provided.
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, จรวยพร วงศ์ขจิต, รุ้งระวี นาวีเจริญ
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, จรวยพร วงศ์ขจิต, รุ้งระวี นาวีเจริญ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองซึ่งมีการปรับตัวด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 1 ปี จำนวน 121 คน ที่มารับการรักษาที่คลินิกอายุรกรรมประสาท หน่วยผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและโรงพยาบาลราชวิถี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการกลืนทางคลินิก แบบสอบถามภาวะซึมเศร้า แบบสอบถามสัมพันธภาพในครอบครัว แบบสอบถามการพึ่งพาตนเอง และแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .85, 0.94, .94, .97 และ .84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงด้วยความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน\n\nผลการวิจัย: 1. กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารโดยรวมอยู่ในระดับดี (x̄ = 102.47, SD = 3.30) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า หมวดไขมัน อยู่ในระดับดีมาก (x̄ = 24.64, SD = 4.81) หมวดข้าว-แป้ง-น้ำตาล หมวดเนื้อสัตว์ หมวดผักผลไม้ และหมวดเครื่องปรุงรส อยู่ในระดับดี (x̄ = 14.95, SD = 3.55 , x̄ = 23.70, SD = 4.22 , x̄ = 25.24 , SD = 5.33 และ x̄ = 10.94 , SD = 2.57 ตามลำดับ) และหมวดเครื่องดื่มอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.00 , SD …
การพัฒนาและตรวจสอบคุณสมบัติการวัดเชิงจิตวิทยาแบบประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน, จารุวรรณ ธานี, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร
การพัฒนาและตรวจสอบคุณสมบัติการวัดเชิงจิตวิทยาแบบประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน, จารุวรรณ ธานี, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน และตรวจสอบความตตรงและความเที่ยงของแบบประเมิน\n\nรูปแบบการวิจัย: การพัฒนาเครื่องมือ\n \nวิธีดำเนินการวิจัย: ประกอบด้วย 2 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ศึกษาสมรรถนะผู้จัดการพยาบาล โรงพยาบาลเอกชน และขั้นที่ 2 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบแบบประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาล โรงพยาบาลเอกชน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้จัดการพยาบาล จำนวน 330 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาล ประกอบด้วยสมรรถนะหลัก 7 ด้าน และ 63 สมรรถนะย่อย ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน CVI .88 ค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาครายด้านมีค่าระหว่าง .51-.79 และค่าความเที่ยงทั้งฉบับ .98 วิเคราะห์ความตรงเชิงโครงสร้างโดยใช้สถิติวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ สกัดองค์ประกอบด้วยวิธีองค์ประกอบหลัก และหมุนแกนแบบแวริแมกซ์ \nกลุ่มตัวย่างที่ศึกษาเพื่อวิเคราะห์ความเที่ยงการประเมินระหว่างผู้ประเมิน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล ผู้จัดการพยาบาล และพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน ขนาดตัวอย่างกลุ่มละ 15 คน โดยให้ผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาลและพยาบาลวิชาชีพ ประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาล และให้ผู้จัดการพยาบาลประเมินสมรรถนะของตนเอง วิเคราะห์ค่าความเที่ยงการประเมิน โดยใช้สถิติ Intraclass Correlation Coefficient\n \nผลการวิจัย: การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ พบว่า แบบประเมินสมรรถนะของผู้จัดการพยาบาล โรงพยาบาลเอกชน ประกอบด้วย 6 สมรรถนะหลัก ได้แก่ 1) การจัดการเชิงกลยุทธ์ 2) ความฉลาดทางอารมณ์ 3) การติดต่อสื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล 4) การจัดการทรัพยากรมนุษย์ 5) การพัฒนาบุคลากรพยาบาลที่มีศักยภาพสูง 6) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีรายการสมรรถนะรวมทั้งสิ้น 46 รายการ เป็นแบบประเมินที่มีความตรงตามเนื้อหา มีความตรงเชิงโครงสร้าง มีความเที่ยงทั้งฉบับ .98 และมีความเที่ยงการประเมินระหว่างผู้ประเมินเฉลี่ย .89\n\nสรุป: ผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชน สามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานตำแหน่งผู้จัดการให้มีประสิทธิภาพ และใช้ประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาล\n
อิทธิพลของทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถ ในการควบคุมพฤติกรรม ต่อความสม่ำเสมอในการรับประทานยา ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ, สุขุมาล หอมวิเศษวงศา, วันเพ็ญ ภิญโญภาสกุล, วิชชุดา เจริญกิจการ
อิทธิพลของทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถ ในการควบคุมพฤติกรรม ต่อความสม่ำเสมอในการรับประทานยา ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ, สุขุมาล หอมวิเศษวงศา, วันเพ็ญ ภิญโญภาสกุล, วิชชุดา เจริญกิจการ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: ศึกษาอำนาจการทำนายของตัวแปรทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ต่อความสม่ำเสมอในการรับประทานยาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบบรรยายเชิงทำนาย\n \nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มารับการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 78 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินทัศนคติ แบบประเมินการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง แบบประเมินการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม และแบบประเมินความสม่ำเสมอในการรับประทานยาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .74, .93, .89 และ .70 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Binary logistic regression\n\nผลการวิจัย: ทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม สามารถร่วมกันทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ร้อยละ 17 (Nagelkerke R2 = .170) โดยความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมสามารถทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = -.199, p = .032)\n \nสรุป: พยาบาลควรมีการประเมินปัจจัยที่มีผลต่อความสม่ำเสมอในการรับประทานยาของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ เพื่อนำข้อมูลไปใช้วางแผนส่งเสริมความสม่ำเสมอในการรับประทานยาให้มากขึ้น \n
สมรรถนะของหัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลเอกชนที่ผ่านการรับรองคุณภาพ โรงพยาบาลมาตรฐานระดับสากล, ศิรประภา ฤๅชัย, ยุพิน อังสุโรจน์
สมรรถนะของหัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลเอกชนที่ผ่านการรับรองคุณภาพ โรงพยาบาลมาตรฐานระดับสากล, ศิรประภา ฤๅชัย, ยุพิน อังสุโรจน์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสมรรถนะของหัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลเอกชนที่ผ่านการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลมาตรฐานระดับสากล\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้เทคนิคเดลฟาย\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงพยาบาลระดับสากล ด้านการบริหารการพยาบาล และด้านการศึกษาพยาบาล จำนวน 17 คน การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาและวิเคราะห์เอกสาร เพื่อนำสาระที่ได้มาบูรณาการกำหนดเป็นกรอบในการสร้างคำถามสัมภาษณ์ และทำการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาร่วมกับสมรรถนะที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรม นำมาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญของข้อรายการสมรรถนะในแต่ละด้าน ขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ จัดส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ เพื่อสรุปผลการวิจัย\n\nผลการวิจัย: สมรรถนะของหัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลเอกชนที่ผ่านการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลมาตรฐานระดับสากล ผู้เชี่ยวชาญให้ระดับความสำคัญของสมรรถนะสอดคล้องกันทุกข้อ ประกอบด้วยสมรรถนะ 10 ด้าน รวม 81 ข้อ ได้แก่ 1) สมรรถนะด้านการจัดการวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ 7 ข้อ 2) สมรรถนะด้านการจัดการงบประมาณ 9 ข้อ 3) สมรรถนะด้านความฉลาดทางอารมณ์ 10 ข้อ 4) สมรรถนะด้านการจัดการคุณภาพผลลัพธ์ทางการพยาบาล 9 ข้อ 5) สมรรถนะด้านการบริหารเชิงธุรกิจและการตลาด 10 ข้อ 6) สมรรถนะด้านการบริหารโดยยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล 9 ข้อ 7) สมรรถนะด้านการใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศสมัยใหม่ 7 ข้อ 8) สมรรถนะด้านการนำสู่การเปลี่ยนแปลง 7 ข้อ 9) สมรรถนะด้านการจัดการงานที่ท้าทาย 7 ข้อ และ 10) สมรรถนะด้านการทำงานเป็นทีม 6 ข้อ\n\nสรุป: ผลการวิจัยนี้ผู้บริหารระดับสูงสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการสรรหา วางแผน และพัฒนาสมรรถนะพยาบาลผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพยาบาล และเป็นแนวทางในการฝึกอบรมหัวหน้าพยาบาล\n
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะพยาบาลประจำการในโรงพยาบาลขนาด 30 - 90 เตียง สังกัดกองทัพบก, อรอุมา ศิริวัฒนา, กัญญดา ประจุศิลป
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะพยาบาลประจำการในโรงพยาบาลขนาด 30 - 90 เตียง สังกัดกองทัพบก, อรอุมา ศิริวัฒนา, กัญญดา ประจุศิลป
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะพยาบาลประจำการในโรงพยาบาลขนาด 30 - 90 เตียง สังกัดกองทัพบก\n \nรูปแบบการวิจัย: การพัฒนาเครื่องมือ\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้เชี่ยวชาญจากกรมแพทย์ทหารบก ผู้บริหารโรงพยาบาล ผู้บริหารทางการพยาบาล ผู้บริหารหลักสูตรทางการศึกษาการพยาบาล และพยาบาลประจำการ จำนวน 11 คน ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1) กำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ จากการศึกษาแนวคิด และการสนทนากลุ่มกับผู้บริหารทางการพยาบาล และพยาบาลประจำการ จำนวน 6 คน 2) สร้างข้อคำถามตามคำนิยามเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย สมรรถนะ 8 ด้าน จำนวน 76 ข้อ และให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน ให้คะแนนความสำคัญของข้อรายการพฤติกรรมสมรรถนะ โดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 3) สร้างแบบประเมินสมรรถนะ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน\n \nผลการวิจัย: แบบประเมินสมรรถนะพยาบาลประจำการ ในโรงพยาบาลขนาด 30-90 เตียง สังกัดกองทัพบก ประกอบด้วย สมรรถนะ 8 ด้าน จำนวนทั้งหมด 76 ข้อ โดยข้อรายการพฤติกรรมสมรรถนะทุกข้อมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับความสำคัญมากที่สุด ดังนี้ 1) สมรรถนะทั่วไป จำนวน 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.1) ด้านการปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 12 ข้อ (x̄ = 4.80, SD = .37) 1.2) ด้านภาวะผู้นำและการบริหารจัดการ จำนวน 12 ข้อ (x̄ = 4.81, SD = .34) 1.3) ด้านจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ และกฎหมาย จำนวน 12 ข้อ (x̄ = …
ปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรมสร้างสรรค์ของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร, ปิยะรัตน์ พุ่มวิเศษ, อารีย์วรรณ อ่วมตานี
ปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรมสร้างสรรค์ของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร, ปิยะรัตน์ พุ่มวิเศษ, อารีย์วรรณ อ่วมตานี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาพฤติกรรมสร้างสรรค์ของพยาบาลวิชาชีพ ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ในความสามารถตนเอง การเสริมสร้างพลังอำนาจด้านจิตใจ ความเครียดในงาน กับพฤติกรรมสร้างสรรค์ของพยาบาลวิชาชีพ และปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรมสร้างสรรค์ของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบบรรยาย\n \nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร ที่ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานสากล และมีประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป จำนวน 300 คน เลือกโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามการรับรู้ในความสามารถตนเอง แบบสอบถามการเสริมสร้างพลังอำนาจด้านจิตใจ แบบสอบถามความเครียดในงาน และแบบสอบถามพฤติกรรมสร้างสรรค์ แบบสอบถามทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและวิเคราะห์ความเที่ยงได้เท่ากับ .83, .93, .85 และ .90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหูคูณแบบเพิ่มตัวแปรเป็นขั้นตอน\n\nผลการวิจัย: 1) พฤติกรรมสร้างสรรค์ของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับดี (x̄ = 3.57, SD = .58)\n 2) การรับรู้ในความสามารถตนเอง และการเสริมสร้างพลังอำนาจด้านจิตใจ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสร้างสรรค์ของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .20 และ r =.327) แต่ความเครียดในงานไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสร้างสรรค์ของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร (r = -.07, p > .05)\n 3) ตัวแปรที่พยากรณ์พฤติกรรมสร้างสรรค์ของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ การเสริมสร้างพลังอำนาจด้านจิตใจ โดยพยากรณ์ได้ ร้อยละ 10.7 (R2 = .107)\n\nสรุป: ผู้บริหารทางการพยาบาลควรเสริมสร้างพลังอำนาจด้านจิตใจให้กับพยาบาลวิชาชีพอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีพฤติกรรมสร้างสรรค์อันจะสามารถปฏิบัติงานพยาบาลที่เป็นเลิศต่อไป\n