Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Keyword
-
- พยาบาลวิชาชีพ (4)
- Hospital Status (2)
- Magnet Hospital (2)
- Organizational Commitment (2)
- Professional nurses (2)
-
- อาการวิตกกังวล (2)
- /Female smokers(บริการเลิกบุหรี่ (1)
- AFP (1)
- Adolescent/ Cancer Relapse/ Palliative care(วัยรุ่น/ โรคมะเร็งกลับเป็นซ้ำ/ การดูแลแบบประคับประคอง) (1)
- Advanced practice nurse (1)
- Anxiety (1)
- Assertiveness (1)
- Attitude (1)
- Basic counseling program (1)
- COVID-19; ตราบาป; พยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ; บทบาท (1)
- Career commitment (1)
- Caregiver stroke patients (1)
- Caring Competency/ Stroke Patient/ Caregiver(ความสามารถในการดูแล/ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง/ ผู้ดูแล) (1)
- Clients (1)
- Colonoscopy/ Self-practice/ Health teaching program(การส่องกล้องลำไส้ใหญ่/ การให้ความรู้/ การปฏิบัติตนก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่) (1)
- Competencies development (1)
- Competencies of critical care unit managers (1)
- Computer competencies (1)
- Critical thinking (1)
- Delivery room (1)
- Diabetes nurse's roles (1)
- Documentation efficiency (1)
- Elderly (1)
- Employee Involvement (1)
- Enhancing family caregiving ability/ Autistic symptoms/ Autistic preschoolers(ความสามารถในการดูแล/ อาการออทิสติก/ เด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนบทความวิจัย) (1)
Articles 151 - 180 of 591
Full-Text Articles in Nursing
การศึกษาความคิดเห็นของรูปแบบการจัดการเรียน การสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ในศตวรรษที่ 21, ทินกร บัวชู
การศึกษาความคิดเห็นของรูปแบบการจัดการเรียน การสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ในศตวรรษที่ 21, ทินกร บัวชู
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการเรียนการสอนของอาจารย์พยาบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ในศตวรรษที่ 21\n\nแบบแผนการวิจัย: การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed method)\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูลหลัก มี 2 กลุ่ม คือ 1) อาจารย์พยาบาล จำนวน 10 ราย และ 2) นักศึกษาพยาบาล จำนวน 160 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่มในกลุ่มอาจารย์พยาบาล และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ในกลุ่มนักศึกษาพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน\n\nผลการวิจัย: อาจารย์พยาบาลมีมุมมองของการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 2 ประเด็นหลัก คือ 1) การพัฒนาหลักสูตร และ 2) การจัดการเรียนการสอน ประกอบด้วย 4 รูปแบบ คือ 1) การสอนในโลกไร้พรมแดนที่มีการเชื่อมต่อความรู้ผ่านเครือข่าย 2) การสอนแบบที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยไม่ต้องสอน 3) การสอนแบบเน้นการลงมือปฏิบัติ และ 4) การสอนที่มีบรรยากาศส่งเสริมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ โดยนักศึกษาพยาบาลมีความคิดเห็นด้วยมากที่สุด คือ รูปแบบการสอนแบบเน้นการลงมือปฏิบัติ อยู่ในระดับดี (= 4.19, SD = 0.56) รองลงมา คือ รูปแบบการสอนที่มีบรรยากาศส่งเสริมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ อยู่ในระดับดี (= 4.18, SD = 0.58) ต่อมาคือ รูปแบบการสอนในโลกไร้พรมแดนที่มีการเชื่อมต่อความรู้ผ่านเครือข่าย พบว่า อยู่ในระดับดี (= 4.11, SD = 0.49) และรูปแบบการสอนแบบที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยไม่ต้องสอน พบว่า อยู่ในระดับดี (= 4.06, SD = 0.48)\n\nสรุป: ข้อมูลที่ได้ทำให้เห็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของอาจารย์พยาบาล สามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับอาจารย์พยาบาลในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้บัณฑิตพยาบาลบรรลุความสำเร็จของการจัดการศึกษา และสอดรับกับคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 และทำให้นักศึกษาพยาบาลมีคุณภาพที่ดีขึ้นต่อไป
ผลของโปรแกรมการเผชิญความเครียดแบบกลุ่มต่อ การแสดงออกทางอารมณ์ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท, มานิตา ศิริพัฒน์, จินตนา ยูนิพันธุ์
ผลของโปรแกรมการเผชิญความเครียดแบบกลุ่มต่อ การแสดงออกทางอารมณ์ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท, มานิตา ศิริพัฒน์, จินตนา ยูนิพันธุ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเผชิญความเครียดแบบกลุ่มต่อการแสดงออกทางอารมณ์\n\nของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท\n\nแบบแผนการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental design)\n\nวิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท และผู้ป่วยจิตเภท ที่เข้ารับบริการในคลินิกจิตเวชแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช จำนวน 40 คน จับคู่ด้วยระยะเวลาการเผชิญหน้ากับผู้ป่วยในแต่ละสัปดาห์และความเพียงพอของรายได้ สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเผชิญความเครียดแบบกลุ่ม กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมิน 3 ชุด ดังนี้ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดการแสดงออกทางอารมณ์ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท 3) แบบวัดการเผชิญความเครียดแบบมุ่งแก้ปัญหา โดยแบบประเมินชุดที่ 2 และ 3 มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์อัลฟ่าครอนบาค เท่ากับ .89 และ .82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติทดสอบที\n\nผลการวิจัย: \n1) การแสดงออกทางอารมณ์ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทหลังได้รับโปรแกรมการการเผชิญความเครียดแบบกลุ่มลดลงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการเผชิญความเครียดแบบกลุ่ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n2) การแสดงออกทางอารมณ์ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเผชิญความเครียดแบบกลุ่มลดลงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 \n\nสรุป: โปรแกรมการเผชิญความเครียดแบบกลุ่มมีผลทำให้การแสดงออกทางอารมณ์ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทลดลง
บทบาทของพยาบาลโรงพยาบาลชุมชนในยุค ประเทศไทย 4.0, บุญญาภา จันทร์หอม, สุวิณี วิวัฒน์วานิช
บทบาทของพยาบาลโรงพยาบาลชุมชนในยุค ประเทศไทย 4.0, บุญญาภา จันทร์หอม, สุวิณี วิวัฒน์วานิช
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาบทบาทของพยาบาลโรงพยาบาลชุมชนในยุคประเทศไทย 4.0\n\nแบบแผนการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนาโดยใช้เทคนิคเดลฟาย\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 19 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารทางการพยาบาลโรงพยาบาลชุมชน 5 คน ผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงสาขาเวชปฏิบัติชุมชน 5 คน อาจารย์พยาบาลสาขาพยาบาลชุมชน 3 คน อาจารย์พยาบาลสาขาบริหารการพยาบาล 2 คน แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 2 คน และผู้กำหนดนโยบาย 2 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติ คือ เป็นผู้เชี่ยวชาญการบริหารงานและการปฏิบัติการพยาบาลโรงพยาบาลชุมชน และใช้วิธีการบอกต่อ วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทของพยาบาลโรงพยาบาลชุมชนในยุคประเทศไทย4.0 ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์สาระสำคัญแล้วนำมาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญขององค์ประกอบย่อยในแต่ละบทบาท และขั้นตอนที่ 3 นำความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง แล้วนำข้อมูลมาคำนวณหาค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ เพื่อสรุปผลการวิจัย\n\nผลการวิจัย: บทบาทของพยาบาลโรงพยาบาลชุมชนในยุคประเทศไทย 4.0 มีองค์ประกอบทั้งหมด 7 ด้าน และมีข้อรายการย่อย 55 ข้อ ได้แก่ 1) ด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 9 ข้อ 2) ด้านผู้จัดการรายกรณีโรคเรื้อรัง จำนวน 7 ข้อ 3) ด้านการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ จำนวน 8 ข้อ 4) ด้านหุ้นส่วนสุขภาพ จำนวน 9 ข้อ 5) ด้านผู้จัดการการดูแล จำนวน 8 ข้อ 6) ด้านการจัดการการดูแลระยะกลาง จำนวน 7 ข้อ และ 7) ด้านการพัฒนาคุณภาพ จำนวน 7 ข้อ โดยองค์ประกอบทั้ง 7 ด้าน พบว่า มีข้อรายการย่อยจำนวน 42 …
ภาวะซึมเศร้า การสนับสนุนทางสังคม และคุณภาพ ชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, จันทนา หล่อตจะกูล, สมศรี รัตนปริยานุช, ปิยฉัตร สนามแจง
ภาวะซึมเศร้า การสนับสนุนทางสังคม และคุณภาพ ชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, จันทนา หล่อตจะกูล, สมศรี รัตนปริยานุช, ปิยฉัตร สนามแจง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) ศึกษาภาวะซึมเศร้า การสนับสนุนทางสังคม และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้า การสนับสนุนทางสังคม กับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย\n\nแบบแผนการวิจัย: รูปแบบการวิจัย: วิจัยความสัมพันธ์เชิงพรรณนา\n\nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โรงพยาบาลมิชชั่น และโรงพยาบาลธนบุรี จำนวน 80 คน คัดเลือกด้วยวิธีเจาะจง เก็บข้อมูลโดยการตอบ แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสหสัมพันธ์เพียร์สัน \n\nผลการวิจัย: ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมไม่มีภาวะซึมเศร้า\n\nมีการสนับสนุนทางสังคมระดับปานกลาง มีคุณภาพชีวิตระดับสูง ภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับคุณภาพชีวิต และการสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ.05 ตามลำดับ (r= -.655** p < .01) (r= .282* p < .05) \n\nสรุป: คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าและการสนับสนุนทางสังคม ดังนั้นพยาบาลหรือผู้ดูแลสามารถใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีมากขึ้นได้
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันในแบบประเมิน การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน : เกณฑ์คะแนน แบบรูบริค, วัชรี ด่านกุล, ลาวัณย์ รัตนเสถียร
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันในแบบประเมิน การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน : เกณฑ์คะแนน แบบรูบริค, วัชรี ด่านกุล, ลาวัณย์ รัตนเสถียร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันในแบบประเมินการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน\n\nแบบแผนงานวิจัย: การศึกษาเชิงปริมาณแบบย้อนหลัง\n\nวิธีดำเนินงานวิจัย: ข้อมูลที่ใช้เป็นตัวอย่าง มาจากแบบประเมินการเรียนรู้ของนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 ที่ผ่านการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ในภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา 2559 จำนวน 122 คน โดยได้รับการอนุมัติเป็นโครงการวิจัยเข้าข่ายยกเว้นจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมโครงการวิจัยที่ทำในมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2561 หมายเลขรับรอง SWUEC/X-338/2560 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบ ด้วยโปรแกรม STATA\n\nผลการวิจัย: พบว่า แบบประเมินการเรียนรู้ของนิสิตในการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Base Learning: PBL)(พยบ.212) ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้ พฤติกรรมของผู้เรียน เจตคติของผู้เรียน และกระบวนการกลุ่ม ซึ่งทั้ง 4 องค์ประกอบร่วมกันอธิบายความแปรปรวนในแบบประเมินการเรียนรู้ของนิสิตในการเรียนการสอนแบบ PBL ได้ร้อยละ 60.75 สำหรับแบบประเมินการจัดเก็บแฟ้มสะสมงาน PBLและแบบประเมินหลักฐานรายงานการเรียนรู้ PBLประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ เนื้อหารายงาน การวางแผนงาน และสรุปประเด็นและแนวคิด ซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบร่วมกันอธิบายความแปรปรวนแบบประเมินการจัดเก็บแฟ้มสะสมงาน PBLและแบบประเมินหลักฐานรายงานการเรียนรู้ PBL ได้ร้อยละ 64.30\n\nสรุป: ผลการศึกษานี้สามารถนำสู่การสร้างเกณฑ์คะแนนรูบริคที่เหมาะสมกับรายวิชาและผู้เรียน และสามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานที่นำสู่การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องได้
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านสุขภาพ ในผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาด้วย เครื่องไตเทียมในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง, ชัชวาล วงค์สารี
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านสุขภาพ ในผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาด้วย เครื่องไตเทียมในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง, ชัชวาล วงค์สารี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง\n\nแบบแผนงานวิจัย: การวิจัยแบบความสัมพันธ์เชิงการทำนาย\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เข้ารับการรักษาโดยวิธีการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง จำนวน 152 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มอย่างง่ายด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลพฤติกรรมการจัดการตนเอง มีค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .95 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาคอน บราค เท่ากับ .86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ Pearson และวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณแบบขั้นตอน\n\nผลการวิจัย: 1) จัดการตนเองด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องไตเทียมอยู่ในระดับดี (Mean = 3.63, SD= 0.17) 2) ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม อายุ รายได้ และสถานภาพสมรส มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .172, .254, .253, ตามลำดับ, p < .05) โดยทั้ง 5 ปัจจัยสามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการจัดการตนเองด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องไตเทียม ได้ร้อยละ 15.8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05\n\nสรุป: ควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีการจัดการที่ดีทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านอารมณ์และจิตวิญญาณ การพิทักษ์สิทธิของตนเอง การสื่อสารกับผู้ให้การดูแล การทำหน้าที่ในชีวิตประจำวัน การปฏิบัติตัวตามแผนการรักษา โดยส่งเสริมให้ผู้ป่วยที่มีระดับการศึกษาที่ดี มีระยะเวลาการฟอกเลือดที่มากกว่า 3 ปี และมีอายุมากกว่า 50 ปี มาเป็นตัวแบบที่ดีสำหรับสนับสนุนให้ผู้ป่วยอื่นได้เรียนรู้วิธีการจัดการตนเองด้านสุขภาพที่ได้ผลดี
อาการซึมเศร้าในผู้ป่วยจิตเภท: ประเด็นสำคัญในการปฏิบัติการพยาบาล, สุดาพร สถิตยุทธการ
อาการซึมเศร้าในผู้ป่วยจิตเภท: ประเด็นสำคัญในการปฏิบัติการพยาบาล, สุดาพร สถิตยุทธการ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
อาการซึมเศร้าเป็นปัญหาสำคัญของผู้ป่วยโรคจิตเภท เป็นสาเหตุหลักสู่พฤติกรรมการฆ่าตัวตายที่สูงอย่างต่อเนื่อง อาการซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคจิตเภทส่งผลกระทบรุนแรงต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม ดังนั้นพยาบาลจิตเวชต้องเรียนรู้ลักษณะอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยจิตเภท ระยะการเกิดอาการ ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยจิตเภท การประเมินความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย การป้องกันการฆ่าตัวตายและการพยาบาลเพื่อการป้องกันการฆ่าตัวตายในผู้ป่วยจิตเภทที่มีอาการซึมเศร้าจึงมีความจำเป็น เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่มุ่งเน้นความต้องการของผู้ป่วย ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะฆ่าตัวตายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยจิตเภท และนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยจิตเภทต่อไป
บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมการปรับตัวเข้าสู่ บทบาทการเป็นบิดาวัยรุ่น, ชญาน์นันท์ อึ้งวงศพัฒน์
บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมการปรับตัวเข้าสู่ บทบาทการเป็นบิดาวัยรุ่น, ชญาน์นันท์ อึ้งวงศพัฒน์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
ชายวัยรุ่นที่เป็นบิดาก่อนวัยอันควรเนื่องจากมีบุตรโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตสอง อย่างพร้อมกัน คือ ภาวะวิกฤตที่เกิดจากพัฒนาการตามวัยของวัยรุ่น และภาวะวิกฤตในบทบาทการเป็นบิดา ผลกระทบของการเป็นบิดาวัยรุ่นมีทั้งทางด้านจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ ในสถานการณ์นี้บิดาวัยรุ่นต้องการการสนับสนุนจากบุคคลใกล้ชิด พยาบาลในหน่วยฝากครรภ์มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือชายวัยรุ่นให้ยอมรับการตั้งครรภ์ ยอมรับบุตรในครรภ์ และสามารถปรับตัวเข้าสู่บทบาทการเป็นบิดาวัยรุ่นได้ในที่สุด เพื่อช่วยเหลือมารดาและบุตรในครรภ์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะตั้งครรภ์
การบูรณาการมิติเพศภาวะในการดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรค: ประสบการณ์จากบุคลากรด้านสุขภาพ, คุณากร การชะวี, พิมพวัลย์ บุญมงคล, สร้อยบุญ ทรายทอง, รณภูมิ สามัคคีคารมย์, สมเกียรติ ศรประสิทธิ์, โธมัส กวาดามูซ
การบูรณาการมิติเพศภาวะในการดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรค: ประสบการณ์จากบุคลากรด้านสุขภาพ, คุณากร การชะวี, พิมพวัลย์ บุญมงคล, สร้อยบุญ ทรายทอง, รณภูมิ สามัคคีคารมย์, สมเกียรติ ศรประสิทธิ์, โธมัส กวาดามูซ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสบการณ์ของบุคลากรทางด้านสุขภาพ ที่ประยุกต์ใช้การบูรณาการมิติเพศภาวะในการปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยวัณโรค\n\nแบบแผนการวิจัย: การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) เพื่อศึกษาการบูรณาการมิติเพศภาวะในการดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรคจากประสบการณ์ของบุคลากรด้านสุขภาพ\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูล คือ บุคลากรด้านสุขภาพที่ดูแล รักษาผู้ป่วยวัณโรค คัดเลือกแบบเจาะจงจากโรงพยาบาลรัฐใน 5 จังหวัด จำนวน 78 ราย เก็บข้อมูลด้วยการสังเกต สัมภาษณ์เชิงลึก และสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลและตีความผ่านการให้รหัสเปิด (Open coding) เพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัย\n\nผลการวิจัย: ประสบการณ์ของบุคลากรด้านสุขภาพในการดูแลผู้ป่วยวัณโรคโดยใช้การบูรณาการมิติเพศภาวะ แบ่งออกได้ 4 ประเด็น ดังนี้ 1) ประสบการณ์การวิเคราะห์เพศภาวะในการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยวัณโรค 2) ประสบการณ์การบูรณาการมิติเพศภาวะในความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรด้านสุขภาพกับผู้ป่วย เพื่อลดการใช้อำนาจกับผู้ป่วย และเสริมพลังอำนาจให้ผู้ป่วย 3) ประสบการณ์การบูรณาการมิติเพศภาวะในการทำงานระดับชุมชน เพื่อลดการตีตราผู้ป่วยในชุมชน และ 4) ประสบการณ์การบูรณาการมิติเพศภาวะในการจัดระบบบริการสุขภาพ\n\nสรุป: การบูรณาการมิติเพศภาวะในการดูแลผู้ป่วยวัณโรคนั้นมีความสำคัญต่อการทำงานของบุคลากรด้านสุขภาพอย่างยิ่งทั้งช่วยให้เกิดความเข้าใจต่อผู้ป่วยวัณโรคที่มีความต้องการ และข้อจำกัดที่แตกต่างกันจนสามารถนำไปสู่การให้บริการ การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมจนเกิดให้เกิดผลสำเร็จในการรักษาได้ ซึ่งบุคลากรด้านสุขภาพสามารถนำไปประยุกต์ใช้ และวางแผนด้านการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยวัณโรค และผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ ต่อไปได้
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวลจาก การพรากจากของเด็กวัยก่อนเรียนที่เข้ารับบริการ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจังหวัดจันทบุรี, นุชจรี หิรัญบุตร, นฤมล ธีระรังสิกุล
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวลจาก การพรากจากของเด็กวัยก่อนเรียนที่เข้ารับบริการ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจังหวัดจันทบุรี, นุชจรี หิรัญบุตร, นฤมล ธีระรังสิกุล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวลจากการพรากจากของเด็กวัยก่อนเรียนที่เข้ารับบริการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก\n\nรูปแบบการวิจัย: เป็นการวิจัยแบบพรรณาเชิงหาความสัมพันธ์\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: เก็บรวบรวบข้อมูลจากครอบครัวผู้ดูแลหลักของเด็กที่เข้ารับบริการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดจันทบุรี จำนวน 74 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มจำนวนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแบบ Cluster sampling ได้จำนวน 5 ศูนย์ หลังจากนั้นเลือกผู้ดูแลหลักของเด็กจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตามคุณสมบัติที่กำหนด เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2558 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบบันทึกพฤติกรรมความวิตกกังวลจากการพรากจาก มีค่าความเชื่อมั่น (Kuder Richardson 20: KR20) เท่ากับ .93 แบบสอบถามพื้นฐานอารมณ์ของเด็กวัยก่อนเรียน แบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างเด็กกับผู้ดูแล และแบบสอบถามรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กของมารดา มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .80, .93 และ .93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน\n\nผลการวิจัย: สัมพันธภาพระหว่างเด็กกับผู้ดูแลหลัก มีความสัมพันธ์ทางลบกับความวิตกกังวลจากการพรากจากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.23, p < .05) และมีความสัมพันธ์ทางลบกับความวิตกกังวลจากการพรากจากระยะประท้วงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.28, p = .01) พื้นฐานอารมณ์ของเด็กและรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจมีความสัมพันธ์ทางลบกับความวิตกกังวลจากการพรากจากในระยะปฏิเสธอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.28, p = .01) และ r = -.23 p < .05 ตามลำดับ) แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวลจากการพรากจากในภาพรวม (p < .05) \n\nสรุป: พยาบาลและผู้เกี่ยวข้องในการดูแลเด็กควรส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างเด็กกับผู้ดูแลหลักและพื้นฐานอารมณ์ที่เหมาะสมสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน และส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กแบบให้ความรักมาก การควบคุมอยู่ในระดับปานกลาง มีการใช้เหตุผล ไม่ปล่อยตามใจ เพื่อลดความวิตกกังวลจากการพรากจากของเด็กวัยก่อนเรียนที่เข้ารับบริการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ผลของโปรแกรมการทบทวนชีวิตคู่ต่อภาระของ ผู้ดูแลที่เป็นคู่สมรส ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม, รุ่งนภา อุดมลาภ, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
ผลของโปรแกรมการทบทวนชีวิตคู่ต่อภาระของ ผู้ดูแลที่เป็นคู่สมรส ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม, รุ่งนภา อุดมลาภ, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบภาระของผู้ดูแลที่เป็นคู่สมรส ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมก่อน ระหว่าง และหลังได้รับโปรแกรมการทบทวนชีวิตคู่\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุชายและหญิงที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ซึ่งมีผู้ดูแลที่เป็น คู่สมรส ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองเสื่อมระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกของคลินิกความจำ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำนวน 16 คน ทำการศึกษากลุ่มเดียววัดแบบอนุกรมเวลา โดยผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมและผู้ดูแลที่เป็นคู่สมรสได้รับโปรแกรมการทบทวนชีวิตคู่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการทบทวนชีวิตคู่ตามแนวคิดของ Ingersoll-Dayton และคณะ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามภาระของผู้ดูแล มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ\n\nผลการวิจัย: ภาระของผู้ดูแลที่เป็นคู่สมรสผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม ระหว่างได้รับโปรแกรมการทบทวนชีวิตคู่ และหลังได้รับโปรแกรมการทบทวนชีวิตคู่ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการทบทวนชีวิตคู่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยภาระของผู้ดูแลที่เป็นคู่สมรสผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมลดลงต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 เป็นต้นไป\n\nสรุป: โปรแกรมการทบทวนชีวิตคู่สามารถลดภาระของผู้ดูแลที่เป็นคู่สมรสผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมได้
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลสุรินทร์, หมื่นไทย เหล่าบรรเทา, กัญญดา ประจุศิลป
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลสุรินทร์, หมื่นไทย เหล่าบรรเทา, กัญญดา ประจุศิลป
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เพื่อพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลสุรินทร์ 2) เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินสมรรถนะหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลสุรินทร์\nแบบแผนการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษาแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ 1) การพัฒนาแบบประเมิน โดยทบทวนวรรณกรรมและสนทนากลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 10 คน เพื่อกำหนดรายการสมรรถนะ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ตรวจสอบความเที่ยงโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบด้วยวิธีสกัดตัวประกอบหลัก หมุนแกนแบบออโธโกนอลด้วยวิธีแวริแมกซ์กับกลุ่มตัวอย่างพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 330 คน โดยการเลือกแบบเจาะจงและสุ่มแบบมีระบบ นำผลที่ได้ไปสร้างแบบประเมินสมรรถนะหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลสุรินทร์ 2) การตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมิน โดยนำแบบประเมินที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม คือ ผู้บังคับบัญชา หัวหน้าหอผู้ป่วย และผู้ใต้บังคับบัญชา จำนวน 350 คน โดยการเลือกแบบเจาะจงและสุ่มแบบมีระบบ ประกอบด้วย การตรวจสอบหาความสอดคล้องของการประเมิน ความเที่ยงของแบบประเมิน และความเที่ยงของการใช้แบบประเมิน\n\nผลการวิจัย: 1) แบบประเมินสมรรถนะหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลสุรินทร์ ประกอบด้วย 8 ด้าน มีจำนวนข้อรายการสมรรถนะย่อย 62 ข้อ สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 80.41 ดังนี้ ด้านการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาลและการบริหารความปลอดภัย 11 ข้อ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 9 ข้อ ด้านภาวะผู้นำ 9 ข้อ ด้านคุณธรรม จริยธรรม 7 ข้อ ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ 9 ข้อ ด้านการพยาบาลข้ามวัฒนธรรม 6 ข้อ ด้านการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ 6 ข้อ และด้านวิชาการ วิจัยและนวัตกรรม 5 ข้อ\n\n2) การตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินสมรรถนะหัวหน้าหอผู้ป่วย โรงพยาบาลสุรินทร์ พบว่า การประเมินของผู้ประเมิน 3 กลุ่ม (ผู้บังคับบัญชา หัวหน้าหอผู้ป่วย และผู้ใต้บังคับบัญชา) มีความสอดคล้องกัน โดยมีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก คือ …
พยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช กับบทบาทการเตรียมความพร้อมของครอบครัว ในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, ธงรบ เทียนสันติ์
พยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช กับบทบาทการเตรียมความพร้อมของครอบครัว ในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, ธงรบ เทียนสันติ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
โรคจิตเภท เป็นโรคที่มีความผิดปกติทางจิต ที่มีอาการของโรคเรื้อรังและซับซ้อน และมีอัตราการเพิ่มปริมาณของผู้ป่วยมากขึ้นในทุกปี ทั้งในระดับนานาชาติ และในประเทศไทย เป็นผลมากจากการเจ็บป่วยเรื้อรังซึ่งมีการดูแลรักษาที่จำกัด จนก่อให้เกิดความพิการทางด้านจิตใจ และด้านสังคมของผู้ป่วย ทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมาก เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชทั้งแผนกผู้ป่วยใน และผู้ป่วยนอก ปัจจุบันแม้ว่าแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ซึ่งต่อเนื่องมาจาก แผนฉบับที่ 11 มีนโยบายให้ลดระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาล และให้ผู้ป่วยกลับสู่ชุมชน ภายใต้การดูแลของผู้ดูแล จากครอบครัว และชุมชน ในการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน แต่จากการศึกษา พบว่า ครอบครัวและชุมชน ไม่มีความพร้อมในการรับผู้ป่วยกลับไปดูแลต่อที่บ้าน ดังนั้น พยาบาลสุขภาพจิต และจิตเวช จึงต้องแสดงบทบาทพยาบาลจิตเวช ในการเตรียมความพร้อมให้ครอบครัว สามารถให้การดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนอย่างเหมาะสมต่อไป
ผลของโปรแกรมการควบคุมน้ำหนักต่อพฤติกรรมการบริโภค และพฤติกรรมการทำกิจกรรม ทางกายของเด็กวัยเรียนที่มีภาวะโภชนาการเกิน, ธัญลักษณ์วดี ก้อนทองถม, อาภาวรรณ หนูคง, พรรณรัตน์ แสงเพิ่ม
ผลของโปรแกรมการควบคุมน้ำหนักต่อพฤติกรรมการบริโภค และพฤติกรรมการทำกิจกรรม ทางกายของเด็กวัยเรียนที่มีภาวะโภชนาการเกิน, ธัญลักษณ์วดี ก้อนทองถม, อาภาวรรณ หนูคง, พรรณรัตน์ แสงเพิ่ม
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการควบคุมน้ำหนักต่อพฤติกรรมการบริโภคและพฤติกรรมการทำกิจกรรมทางกายของเด็กวัยเรียนที่มีภาวะโภชนาการเกิน\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง\n\nวิธีการดำเนินการวิจัย: การศึกษาครั้งนี้ใช้กรอบแนวคิดวงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Kolb และแรงสนับสนุนทางสังคมของ House กลุ่มตัวอย่างคือเด็กวัยเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีภาวะโภชนาการเกินจำนวน 60 คน จาก 2 โรงเรียนๆ ละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการควบคุมน้ำหนัก 4 ครั้ง ในระยะเวลา 6 สัปดาห์ ประกอบด้วยการเรียนรู้จากการประเมินภาวะโภชนาการด้วยตนเองและการให้ความรู้ การบันทึกพฤติกรรมการบริโภคและการทำกิจกรรมทางกาย การอภิปรายกลุ่มและสะท้อนความคิด การสรุปแนวทางการควบคุมน้ำหนัก และการปฏิบัติจริงโดยใช้แรงสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อน ผู้ปกครอง และครู กลุ่มควบคุมดำเนินชีวิตตามปกติ\n\nผลการวิจัย: คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารและพฤติกรรมการทำกิจกรรมทางกายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p> .05) เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังทดลอง เด็กวัยเรียนกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการทำกิจกรรมทางกายสูงกว่าก่อนการทดลอง (d = 3.70, SD =1.36) และมีการเปลี่ยนแปลงภาวะโภชนาการในระดับอ้วนลดลงจากร้อยละ 46.70 เป็นร้อยละ 30 ซึ่งมีความแตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n\nสรุป:พยาบาลควรจัดโปรแกรมควบคุมน้ำหนักสำหรับเด็กวัยเรียนโดยการส่งเสริมการมีส่วนร่วม ของครอบครัวและโรงเรียนในการวางแผน การดำเนินกิจกรรม และการติดตามประเมินผล
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ โรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก จังหวัดน่าน, พิมพิไล ช่างทอง, บุญทิพย์ สิริธรังศรี, บุญทิพย์ สิริธรังศรี, กุญชร เจือตี๋
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ โรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก จังหวัดน่าน, พิมพิไล ช่างทอง, บุญทิพย์ สิริธรังศรี, บุญทิพย์ สิริธรังศรี, กุญชร เจือตี๋
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์ : เพื่อ1)พัฒนาแบบประเมินสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ โรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก จังหวัดน่าน และ 2)ประเมินคุณภาพของแบบประเมินสมรรถนะฯ\n\nแบบแผนการวิจัย: การวิจัยแบบผสมผสาน\n\nวิธีการดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูลหลักมี 2 กลุ่ม (1) ผู้ให้ข้อมูลหลักสำหรับการพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 18 คน ประกอบด้วย หัวหน้าหอผู้ป่วย 3 คน พยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป 3 คน แพทย์ 2 คน ผู้ป่วย 5 คน และผู้ดูแลผู้ป่วย 5 คน และ (2) สำหรับการประเมินคุณภาพของแบบประเมินสมรรถนะที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิสำหรับตรวจสอบความตรงของแบบประเมินสมรรถนะ 4 คน และผู้ให้ข้อมูลสำหรับตรวจสอบความเที่ยงของแบบประเมิน ได้แก่ ผู้บริหารการพยาบาล 2 คน และพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ 5 คน เป็นผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินตามลำดับ เครื่องมือการวิจัย คือ แบบวิเคราะห์สภาพการณ์และความคาดหวังเกี่ยวกับสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นตามแนวคิดของแมคคลีแลนด์ เฟย์และมิลท์เนอร์ และสภาการพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา\n\nผลการวิจัย: พบว่า 1) แบบประเมินสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการประกอบด้วยสมรรถนะหลัก 5 ข้อ ได้แก่ (1) มีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาล (2) สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและมีมนุษยสัมพันธ์ (3) มีความรู้และทักษะในงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (4) มีความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยทางสูติกรรม และ (5) มีความรู้และทักษะในงานหอผู้ป่วย และสมรรถนะย่อยรวม 26 ข้อ 2) แบบประเมินสมรรถนะมีค่าความตรงตามเนื้อหาของแบบประเมินเท่ากับ 0.97 และ ค่าความเที่ยงระหว่างผู้ประเมินเท่ากับ 0.80\n\nสรุป:จากผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินที่พัฒนาขึ้นแสดงให้เห็นว่ามีคุณภาพและมีความเหมาะสมเพียงพอที่จะนำไปใช้ในการประเมินสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ โรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กต่อไป
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้สูงอายุ กลุ่มอาการโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน, ภรปภา จันทร์ศรีทอง, ทัศนา ชูวรรธนะปกรณ์
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้สูงอายุ กลุ่มอาการโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน, ภรปภา จันทร์ศรีทอง, ทัศนา ชูวรรธนะปกรณ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจัดการตนเอง และปัจจัยทำนายพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้สูงอายุกลุ่มอาการโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน ในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร\n\nรูปแบบการวิจัย : การวิจัยแบบพรรณนาเชิงทำนาย\n\nวิธีดำเนินการวิจัย : กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะกลุ่มอาการโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน มารับการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรมโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลตำรวจ จำนวน 111 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน แบบประเมินเรื่องความเปราะบาง และแบบสอบถามการสนับสนุนจากครอบครัว และหาค่าความเที่ยงของแบบสอบถามได้เท่ากับ 0.97, 0.91, 0.80 และ 0.99 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียรสัน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบถดถอยแบบใช้ทุกตัวแปรเป็นตัวทำนาย\n\nผลการวิจัย : \n1. ผู้สูงอายุกลุ่มอาการโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน มีพฤติกรรมการจัดการตนเองโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 63.19, SD =11.68)\n2. การสนับสนุนจากครอบครัว, การรับรู้สมรรถนะแห่งตนมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับสูงกับพฤติกรรมการจัดการตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = 0.739 และ r = 0.738), เพศมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับต่ำ กับพฤติกรรมการจัดการตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (r=0.169) ความเปราะบาง มีความสัมพันธ์ทางลบระดับปานกลางกับพฤติกรรมการจัดการตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = -.599) และภาวะโรคร่วมไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจัดการตนเอง\n3. การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การสนับสนุนจากครอบครัว เพศ และความเปราะบาง สามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการจัดการตนเองของกลุ่มตัวอย่างได้ ร้อยละ 69.6 (R2=.696) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n\nสรุป : พยาบาลควรส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้สูงอายุ โดยเน้นการเพิ่มสมรรถนะแห่งตน ร่วมกับการให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงเพศ และภาวะเปราะบางของผู้สูงอายุแต่ละคนเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์คือคงไว้ซึ่งพฤติกรรมการจัดการตนเองที่เหมาะสมและการคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
ผลของโปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมที่ใช้การสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตต่อภาวะซึมเศร้าในผู้เสพติดสุรา, รุ่งอรุณ โทวันนัง, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, สุนิศา สุขตระกูล
ผลของโปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมที่ใช้การสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตต่อภาวะซึมเศร้าในผู้เสพติดสุรา, รุ่งอรุณ โทวันนัง, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, สุนิศา สุขตระกูล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: 1) เพื่อเปรียบเทียบภาวะซึมเศร้าในผู้เสพติดสุราก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมที่ใช้การสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ต 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะซึมเศร้าในผู้เสพติดสุราระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมที่ใช้การสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตและกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ\n\nแบบแผนงานวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย:กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เสพติดสุราชายที่มีภาวะซึมเศร้าจำนวน 40 ราย ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ที่เข้ารับการบำบัดรักษาแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ได้รับการจับคู่ด้วยระดับคะแนนภาวะซึมเศร้า และสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมที่ใช้การสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ต ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) โปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมที่ใช้การสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ต 2) แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบค (Beck Depression Inventory) 3) แบบประเมินความคิดอัตโนมัติด้านลบ (Automatic Though Questionnaire) และ 4) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือ ชุดที่ 2 และ 3 มีค่าความเที่ยงอัลฟาของคอนบราคเท่ากับ .81 และ .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละและใช้สถิติที\n\nผลการวิจัย: 1. ภาวะซึมเศร้าในผู้เสพติดสุราชายหลังได้รับโปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมที่ใช้การสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมที่ใช้การสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ภาวะซึมเศร้าในผู้เสพติดสุราชายที่ได้รับโปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมที่ใช้การสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจแบบครอบครัวมีส่วนร่วมต่อภาวะซึมเศร้า ในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้า, อุษณีย์ บุญบรรจบ, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจแบบครอบครัวมีส่วนร่วมต่อภาวะซึมเศร้า ในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้า, อุษณีย์ บุญบรรจบ, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์ : เพื่อเปรียบเทียบภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจแบบครอบครัวมีส่วนร่วม และเพื่อเปรียบเทียบภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจแบบครอบครัวมีส่วนร่วมกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ\n\nแบบแผนงานวิจัย : การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n\nวิธีการดำเนินการวิจัย : กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าและผู้ดูแลหลักที่มารับบริการในแผนกจิตเวช ห้องตรวจผู้ป่วยนอกกองอายุรกรรม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ จำนวน 40 ครอบครัว จับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุและคะแนนภาวะซึมเศร้า สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ครอบครัว เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจแบบครอบครัวมีส่วนร่วม 2) แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบค เครื่องมือทุกชุดได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค ของเครื่องมือแบบประเมินภาวะซึมเศร้าเท่ากับ .90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที\n\nผลการวิจัย :\n1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้า หลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจแบบครอบครัวมีส่วนร่วมลดลงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (t=7.9)\n\n2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้ากลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจแบบครอบครัวมีส่วนร่วมลดลงกว่าผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (t=-2.73)\n\nสรุป : โปรแกรมการส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจแบบครอบครัวมีส่วนร่วม ทำให้ผู้สูงอายุโรคซึมเศร้ามีความเข้มแข็งทางใจสูงขึ้นและช่วยให้ภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าลดลง
ประเด็นที่ควรตระหนักในการดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีแผลทะลุระหว่างทางเดินอาหารและผิวหนัง, บุศรา ชัยทัศน์, นันทกา สวัสดิพานิช
ประเด็นที่ควรตระหนักในการดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีแผลทะลุระหว่างทางเดินอาหารและผิวหนัง, บุศรา ชัยทัศน์, นันทกา สวัสดิพานิช
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การเกิดแผลทะลุระหว่างทางเดินอาหารและผิวหนัง (enterocutaneous fistula) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงอย่างหนึ่งภายหลังการผ่าตัดช่องท้อง ทำให้ผู้ป่วยเด็กและครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างมากทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ส่งผลต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการ และการเรียนรู้ตามวัยของเด็กหยุดชะงัก นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับบุคลากรทางด้านสุขภาพในการดูแลผู้ป่วยเด็ก เพื่อให้กระบวนการหายของแผลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการดูแลด้านจิตใจของผู้ป่วยเด็กและครอบครัวเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยบทความนี้จะนำเสนอกรณีศึกษาผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะแผลทะลุระหว่างทางเดินอาหารกับผิวหนัง (enterocutaneous fistula) ประเภท สาเหตุ การวินิจฉัยและการรักษา รวมถึงประเด็นที่ควรตระหนักในการดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะแผลทะลุระหว่างทางเดินอาหารกับผิวหนัง (enterocutaneous fistula)
ผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่อความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมป้องกันโรคกระดูกพรุนในนักศึกษาพยาบาล, ปิยะภัทร พึ่งพงษ์, จุฬารักษ์ กวีวิวิธชัย, นพวรรณ เปียซื่อ
ผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่อความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมป้องกันโรคกระดูกพรุนในนักศึกษาพยาบาล, ปิยะภัทร พึ่งพงษ์, จุฬารักษ์ กวีวิวิธชัย, นพวรรณ เปียซื่อ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสื่อประสมเรื่อง การป้องกันโรคกระดูกพรุน ต่อความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมป้องกันโรคกระดูกพรุน \n\nรูปแบบการวิจัย : การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง \n\nวิธีการดำเนินการวิจัย : คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้า จำนวน 49 ราย สุ่มเข้ากลุ่มทดลอง 25 รายโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสื่อประสม และกลุ่มเปรียบเทียบ 24 รายโดยใช้แผ่นพับ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ 6 ชนิด ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความรู้เรื่องโรคกระดูกพรุนและการป้องกัน แบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันโรคกระดูกพรุน แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสื่อประสมและต่อแผ่นพับ และแบบบันทึกรายการอาหารย้อนหลัง 3 วัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย การวิเคราะห์ความแปรปรวน 2 ปัจจัย แบบวัดซ้ำ 1 ปัจจัย การทดสอบทีคู่และทีอิสระ \n\nผลการวิจัย : บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสื่อประสม มีคุณภาพอยู่ในระดับดีถึงดีมากทุกด้าน ความ พึงพอใจของกลุ่มทดลองต่อคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับมาก ภายหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความรู้ (หลังทดลองทันทีและหลัง 8 สัปดาห์)การรับรู้ความสามารถของตนเองมากกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <.001) ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันโรคกระดูกพรุนก่อนและหลังทดลองไม่แตกต่างกัน (p >.05) ในทั้งสองกลุ่ม ค่าเฉลี่ยความรู้ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ส่วนค่าเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถของตนเองและพฤติกรรมป้องกันโรคกระดูกพรุนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบไม่แตกต่างกันทั้งก่อนและหลังการทดลอง (p > .05) \n\nสรุป : บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสื่อประสม เรื่อง การป้องกันโรคกระดูกพรุน เป็นสื่อที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และการให้ความรู้ครั้งต่อไปควรตระหนักถึงความสำคัญของพฤติกรรมป้องกันโรคกระดูกพรุนในกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายและครอบครัว
การฝากครรภ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักทารกแรกเกิด: วิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบกลุ่ม, วัชรี ด่านกุล, ลาวัณย์ รัตนเสถียร, ทักษพร สารีวงษ์, กิติญา เสนสิทธิ์, ฐิตาภา จันทร์อินทร์, พุทธวรรณ อินตะนัย, เพียงดาว ณ เชียงใหม่, ศันสนีย์ ปลื้มใจ, สุปรียา มาตขาว
การฝากครรภ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักทารกแรกเกิด: วิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบกลุ่ม, วัชรี ด่านกุล, ลาวัณย์ รัตนเสถียร, ทักษพร สารีวงษ์, กิติญา เสนสิทธิ์, ฐิตาภา จันทร์อินทร์, พุทธวรรณ อินตะนัย, เพียงดาว ณ เชียงใหม่, ศันสนีย์ ปลื้มใจ, สุปรียา มาตขาว
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสถานการณ์การฝากครรภ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักของทารกแรกเกิด\n\nแบบแผนงานวิจัย: การศึกษาเชิงปริมาณแบบย้อนกลับ\n\nวิธีดำเนินงานวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงตั้งครรภ์เดี่ยวที่มาฝากครรภ์และคลอดที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ในเขตสุขภาพที่ 4 ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 - 31 พฤษภาคม 2560 จำนวน 344 รายจากแบบบันทึกผู้คลอด ข้อมูลที่ใช้ ได้แก่ ปัจจัยการฝากครรภ์ ปัจจัยผลการคัดกรองทางโลหิตวิทยาสำหรับหญิงตั้งครรภ์และน้ำหนักทารกแรกเกิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติกแบบกลุ่ม\n\nผลการวิจัย: อายุครรภ์เฉลี่ยที่มาฝากครรภ์ครั้งแรก คือ 17 สัปดาห์ 5 วัน และจำนวนครั้งที่มาฝากครรภ์เฉลี่ย 8.96 ครั้ง ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย ได้แก่ การฝากครรภ์ครั้งแรก (OR= 1.002, 95% CI = 0.017-2.863) จำนวนครั้งของการฝากครรภ์ (OR = 0.717, 95% CI = 0.588-0.874) ผล Anti-HIV: positive (OR = 30.600, 95% CI = 1.359-698.523) และดัชนีมวลกาย (OR = 5.188, 95% CI = 1.719-15.640) ส่วนตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับทารกแรกเกิดน้ำหนักมาก ได้แก่ อายุ (OR = 22.872, 95% CI = 2.008-260.577)\n\nสรุป: ทีมสุขภาพควรให้ความสำคัญกับการฝากครรภ์ครั้งแรกและจำนวนครั้งของการฝากครรภ์ด้วยการดูแลที่มีคุณภาพ เพื่อให้การฝากครรภ์คุณภาพบรรลุเป้าหมาย
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ธาดา วินทะไชย, นรลักขณ์ เอื้อกิจ
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ธาดา วินทะไชย, นรลักขณ์ เอื้อกิจ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: ศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง\n\nรูปแบบการวิจัย: เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ทั้งชายและหญิง มีอายุระหว่าง 18-59 ปี ที่มารับบริการที่คลินิกโรคปอด โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 44 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 คน และกลุ่มทดลอง 22 คน ได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยการจับคู่ กลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันในเรื่อง เพศ อายุ ระดับความรุนแรงของโรค และชนิดของยาสูดพ่น กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเอง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ระยะเวลาในการศึกษา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมการจัดการตนเองสำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้แนวคิดการจัดการตนเองของ Creer (2000) และแบบประเมินการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ค่าความตรงตามเนื้อหาได้เท่ากับ .95 และการวิเคราะห์ค่าความเที่ยงเท่ากับ .83 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที\n\nผลการวิจัย: \n1. ค่าเฉลี่ยสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในกลุ่มทดลอง หลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเอง ดีกว่า ก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n\n2. ค่าเฉลี่ยสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเอง ดีกว่า กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n\nสรุป: ผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เพื่อให้มีการจัดการตนเองที่ดี ส่งผลให้สมรรถภาพปอดดีขึ้น
ผลของโปรแกรมการประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถตนเอง และการสร้างเสริมทักษะชีวิตต่อความมั่นใจในการหลีกเลี่ยง การมีเพศสัมพันธ์และการป้องกันการตั้งครรภ์ในนักเรียนวัยรุ่นหญิงกลุ่มเสี่ยงทางเพศ, ประไพวรรณ ด่านประดิษฐ์, เปรมวดี คฤหเดช, อุดมพร ยิ่งไพบูลย์สุข, บุญศรี กิตติโชติพาณิชย์, ผ่องศรี สวยสม
ผลของโปรแกรมการประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถตนเอง และการสร้างเสริมทักษะชีวิตต่อความมั่นใจในการหลีกเลี่ยง การมีเพศสัมพันธ์และการป้องกันการตั้งครรภ์ในนักเรียนวัยรุ่นหญิงกลุ่มเสี่ยงทางเพศ, ประไพวรรณ ด่านประดิษฐ์, เปรมวดี คฤหเดช, อุดมพร ยิ่งไพบูลย์สุข, บุญศรี กิตติโชติพาณิชย์, ผ่องศรี สวยสม
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความมั่นใจในการหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์และการป้องกันการตั้งครรภ์ของนักเรียนวัยรุ่นหญิงกลุ่มเสี่ยงทางเพศ ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถตนเองและการสร้างเสริมทักษะชีวิต\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนวัยรุ่นหญิงกลุ่มเสี่ยงทางเพศที่ค้นหามาด้วยแบบสังคมมิติ จำนวน 306 คน เครื่องมือวิจัยคือ โปรแกรมการประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถตนเองและการสร้างเสริมทักษะชีวิตร่วมกับการให้คำปรึกษาปัญหาทางเพศด้วยเครือข่ายออนไลน์ทางโทรศัพท์ และแบบประเมินความมั่นใจการหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์และการป้องกันการตั้งครรภ์ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรง โดยแบบประเมินมีความเที่ยง Cronbach's alpha coefficient = 0.91 และ 0.93 ตามลำดับ สถิติวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test\n\nผลการวิจัย\n1. ความมั่นใจในการหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์และการป้องกันการตั้งครรภ์ของนักเรียนวัยรุ่นหญิงกลุ่มเสี่ยงทางเพศ หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ มากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01\n2. ไม่พบการตั้งครรภ์ในนักเรียนวัยรุ่นหญิงกลุ่มเสี่ยงทางเพศ หลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ 10 เดือน\n\nสรุป: โปรแกรมมีประโยชน์ต่อนักเรียนวัยรุ่นหญิงกลุ่มเสี่ยงทางเพศในการป้องกันการเกิดการตั้งครรภ์ได้
การประเมินหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555) คณะพยาบาลศาสตร์มิชชั่น มหาวิทยาลัยนานาชาติเอเชีย-แปซิฟิก, นารี ญาณิสสร, จิราวรรณ กล่อมเมฆ, สาวิกา ใจบริสุทธิกุล, สมศรี รัตนปริยานุช, พฤกษาชาติ พิบูลธนาวณิช
การประเมินหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555) คณะพยาบาลศาสตร์มิชชั่น มหาวิทยาลัยนานาชาติเอเชีย-แปซิฟิก, นารี ญาณิสสร, จิราวรรณ กล่อมเมฆ, สาวิกา ใจบริสุทธิกุล, สมศรี รัตนปริยานุช, พฤกษาชาติ พิบูลธนาวณิช
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555) คณะพยาบาลศาสตร์มิชชั่น มหาวิทยาลัยนานาชาติเอเชีย-แปซิฟิก\n\nแบบแผนงานวิจัย: การวิจัยเชิงบรรยาย\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: ประชากร คือ นักศึกษาพยาบาล 307 คน และอาจารย์ 17 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามการประเมินหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต พัฒนาตามกรอบแนวคิด CIPP model การประเมินคุณภาพการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสภาการพยาบาล ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .97, .98, .98, .98, และ .99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน\n\nผลการวิจัย: หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555) ตาม CIPP model โดยรวมมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (x ̄ = 4.28, SD = .44) และองค์ประกอบที่มีความเหมาะสมในระดับ มากที่สุด คือ บริบท (x ̄ = 4.38, SD = .50) กระบวนการ (x ̄ = 4.27, SD = .51) และผลผลิต (x ̄ = 4.33, SD = .51) ส่วนปัจจัยนำเข้า มีความเหมาะสมในระดับมาก (x ̄ = 4.13, SD = .46)\n\nสรุป: ผลการวิจัยนี้ใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2560) เพื่อผลิตพยาบาลในระดับวิชาชีพให้มีคุณภาพสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน ความต้องการของสังคมและประเทศชาติ
บทบรรณาธิการ, วีณา จีระแพทย์
บทบรรณาธิการ, วีณา จีระแพทย์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
No abstract provided.
ปัจจัยทำนายพลังต้านการเสพยาบ้าซ้ำของวัยรุ่นที่เสพยาบ้า, สุรธาดา สิงหาวาโน, เพ็ญพักตร์ อุทิศ
ปัจจัยทำนายพลังต้านการเสพยาบ้าซ้ำของวัยรุ่นที่เสพยาบ้า, สุรธาดา สิงหาวาโน, เพ็ญพักตร์ อุทิศ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: ศึกษาปัจจัยที่ร่วมกันทนายพลังต้านการเสพยาบ้าซ้ำของวัยรุ่นที่เสพยาบ้า\n\nแบบแผนงานวิจัย: การวิจัยแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ วัยรุ่นอายุ 12-24 ปี ที่เสพยาบ้าและเข้ารับการบำบัดรักษาแบบผู้ป่วยนอก ของโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ จำนวน 185 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) การเห็นคุณค่าในตนเอง 3) การเผชิญความเครียด 4) ดัชนีชี้วัดปัญหาความรุนแรงของการใช้ยาบ้า 5) ความเข้มแข็งของครอบครัว และ 6) การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อน และแบบประเมิน 7) โรคซึมเศร้า (9Q) และ 8) พลังต้านการเสพยาบ้าซ้ำของวัยรุ่นไทย เครื่องมือชุดที่ 2-8 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค .74, .91, .66, .83, .94, .84 และ .97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน\n\nผลการวิจัย: พบว่า วัยรุ่นที่เสพยาบ้าส่วนใหญ่มีพลังต้านการเสพยาบ้าซ้ำอยู่ในระดับมาก (Median=169, SD =22.3) การเผชิญความเครียดโดยใช้ความสามารถของตนเอง ความเข้มแข็งของครอบครัว การสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อน และภาวะซึมเศร้า สามารถร่วมกันทำนายพลังต้านการเสพยาบ้าซ้ำของวัยรุ่นที่เสพยาบ้าได้ ร้อยละ 48.40 (R2= .484) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01โดยมีสมการทำนายในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ พลังต้านการเสพยาบ้าซ้ำของวัยรุ่นที่เสพยาบ้า (Zý) = .621 (การเผชิญความเครียดโดยใช้ความสามารถของตนเอง) +.212 (ความเข้มแข็งของครอบครัว) +.217 (การสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อน) - .131 (ภาวะซึมเศร้า)\n\nสรุป: การส่งเสริมวัยรุ่นที่เสพยาบ้าเกิดพลังต้านการเสพยาบ้าซ้ำ โดยพัฒนาให้เกิดปัจจัยปกป้อง คือ การเผชิญความเครียดโดยใช้ความสามารถของตนเอง ความเข้มแข็งของครอบครัว และการสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อน และลดปัจจัยเสี่ยง คือ ภาวะซึมเศร้า
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของพยาบาลวิชาชีพ, ชวภณ สารข้าวคำ, อารีย์วรรณ อ่วมตานี
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของพยาบาลวิชาชีพ, ชวภณ สารข้าวคำ, อารีย์วรรณ อ่วมตานี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีของประเทศชาติและสังคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพยาบาลวิชาชีพที่มีบทบาทสำคัญต่อนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพและวิชาชีพการพยาบาล ที่จะถูกนำมาพัฒนาเป็นนโยบายหรือกฏหมายต่อไป พยาบาลวิชาชีพสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้หลายระดับโดยเริ่มต้นจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับองค์กรวิชาชีพ หรือการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ จะสามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านคุณภาพการดูแล และคุณภาพระบบบริการสุขภาพของประชาชน ประเทศชาติ และสังคมโลก รวมไปถึงการเกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อวิชาชีพการพยาบาล
ผลของโปรแกรมการบำบัดทางความคิดบนพื้นฐานของ การเจริญสติต่อความวิตกกังวลในผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไป, พัชรินทร์ ครองธรรม, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, สมรักษ์ สันติเบญจกุล
ผลของโปรแกรมการบำบัดทางความคิดบนพื้นฐานของ การเจริญสติต่อความวิตกกังวลในผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไป, พัชรินทร์ ครองธรรม, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, สมรักษ์ สันติเบญจกุล
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบำบัดทางความคิดบนพื้นฐานของการเจริญสติต่อความวิตกกังวลในผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไป\n\nแบบแผนการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไปที่เข้ารับบริการแผนกผู้ป่วยนอกจิตเวชโรงพยาบาลตติยภูมิขั้นสูง จำนวน 40 คน ถูกจับคู่ด้วย เพศ และคะแนนความวิตกกังวล และสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการบำบัดทางความคิดบนพื้นฐานของการเจริญสติ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดความวิตกกังวลขณะปัจจุบัน 3) แบบวัดความวิตกกังวลประจำตัว และ 4) แบบประเมินการหมกมุ่นครุ่นคิด แบบประเมินชุดที่ 2-4 มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .87 .88 และ .85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติทดสอบค่าที\n\nผลการวิจัย: คะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลขณะปัจจุบันและประจำตัว ของผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไปในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมการบำบัดทางความคิดบนพื้นฐานของการเจริญสติน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และน้อยกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n\nสรุป: โปรแกรมการบำบัดทางความคิดบนพื้นฐานของการเจริญสติมีประสิทธิผลทำให้ความวิตกกังวลของผู้ป่วยโรควิตกกังวลทั่วไปลดลงกว่าก่อนการทดลอง และลดลงกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ
ผลของโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการต่อพฤติกรรมด้านโภชนาการและระดับความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น, พันธิพา จารนัย, มยุรี นิรัตธราดร, ณัฐพัชร์ บัวบุญ
ผลของโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการต่อพฤติกรรมด้านโภชนาการและระดับความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น, พันธิพา จารนัย, มยุรี นิรัตธราดร, ณัฐพัชร์ บัวบุญ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: ศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการต่อพฤติกรรมด้านโภชนาการและระดับความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นอายุน้อยกว่า 20 ปีในจังหวัดชลบุรี จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการตามรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ ประกอบด้วยการรับรู้ประโยชน์ และการรับรู้ความสามารถของตน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมด้านโภชนาการ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ เครื่องมือวิจัยทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน แบบสอบถามมีค่าความเที่ยงโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้เท่ากับ .80 เก็บข้อมูลก่อนการทดลองและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบที\n\nผลการวิจัย: ค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมด้านโภชนาการและระดับความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงของกลุ่มทดลอง หลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) โดยค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมด้านโภชนาการและระดับความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงของกลุ่มทดลองหลังการทดลอง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)\n\nสรุป: พยาบาลผู้ดูแลสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น สามารถนำโปรแกรมส่งเสริมโภชนาการไปเป็นแนวทางส่งเสริมพฤติกรรมด้านโภชนาการและระดับความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง อันจะส่งผลต่อการป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กขณะตั้งครรภ์ในวัยรุ่นได้
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์ ของผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาด้วยยาต้านมะเร็งชนิดรับประทาน ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ, บุณฑ์ราตรีส์ วานิชรัตนกุล, สุรีพร ธนศิลป์, จรรยา ฉิมหลวง
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์ ของผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาด้วยยาต้านมะเร็งชนิดรับประทาน ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ, บุณฑ์ราตรีส์ วานิชรัตนกุล, สุรีพร ธนศิลป์, จรรยา ฉิมหลวง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์ : ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาด้วยยาต้านมะเร็งชนิดรับประทาน\n\nรูปแบบการวิจัย : การวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์\n\nวิธีดำเนินการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคมะเร็งระยะเริ่มต้นจนถึงระยะลุกลามและรักษาด้วยยาต้านมะเร็งชนิดรับประทาน ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง จำนวน 121 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มหลายขั้นตอน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล การเจ็บป่วย แรงสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัว การรับรู้ความรุนแรงของอาการและของโรคมะเร็ง การรับรู้ประโยชน์ของการรักษา ความเชื่อเกี่ยวกับความจำเป็นต่อการกินยาและความกังวลต่อการกินยา และพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์ ซึ่งมีความตรงตามเนื้อหา มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ .94, .92, .89, .89, .89, .77 และ .82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน\n\nผลการวิจัย : ค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์ของผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาด้วยยาต้านมะเร็งชนิดรับประทานอยู่ในระดับที่ดี (X ̄ = 4.50, SD = 0.36) แรงสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัว และความเชื่อเกี่ยวกับความจำเป็นต่อการกินยามีความสัมพันธ์ทางบวก และความเชื่อเกี่ยวกับความกังวลต่อการกินยามีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์ (r = .40, p < .05, r = .24, p < .05 และ r = -.24, p < .05 ตามลำดับ)