Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Nursing Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1 - 30 of 445

Full-Text Articles in Nursing

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมต่อคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียน, กนกพร กลับเจริญ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมต่อคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียน, กนกพร กลับเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดเฉพาะหลังการทดลองมีกลุ่มเปรียบเทียบ (Posttest-only Control Group Design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายต่อคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุ 7–12 ปี จำนวน 40 ราย ที่เข้ารับการผ่าตัดใหญ่ศัลยกรรมกระดูกส่วนรยางค์และพักรักษาในหอผู้ป่วยกุมารศัลยกรรมกระดูก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 ราย ซึ่งได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบาย และกลุ่มควบคุม 20 ราย ซึ่งได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมที่พัฒนาตามแนวคิดความสุขสบายของ Kolcaba (1992) (2) แบบประเมิน Children’s Comfort Daisies และ (3) แบบประเมินคุณภาพการฟื้นตัวหลังผ่าตัด 15 (Quality of Recovery–15: QoR–15) เครื่องมือทั้งหมดผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 1.00, 1.00 และ 0.96 ตามลำดับ และแบบประเมิน QoR–15 มีค่าความเที่ยง Cronbach’s alpha เท่ากับ 0.86 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ Independent t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัยพบว่า เด็กในกลุ่มทดลองมีคะแนนคุณภาพการฟื้นตัวหลังผ่าตัดเฉลี่ยในช่วง 48 และ 72 ชั่วโมง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยที่ 48 ชั่วโมงหลังผ่าตัด กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย 130.80 (SD = 16.43) ขณะที่กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ย 101.45 (SD = 21.13) และที่ 72 ชั่วโมงหลังผ่าตัด กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย 140.90 (SD = 10.76) ขณะที่กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ย 118.20 (SD = 17.19) ผลลัพธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการส่งเสริมความสุขสบายแบบองค์รวมมีประสิทธิผลในการส่งเสริมคุณภาพการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกในเด็กวัยเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสร่วมบ้านของผู้ป่วยวัณโรค, นงนภัส เกษรทอง Jan 2025

ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสร่วมบ้านของผู้ป่วยวัณโรค, นงนภัส เกษรทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงทำนาย เพื่อศึกษาความสามารถของปัจจัยคัดสรรในการทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้าน โดยปัจจัย ประกอบด้วย 1) ความรู้เกี่ยวกับวัณโรค 2) ทัศนคติต่อวัณโรค 3) แรงจูงใจในการป้องกันวัณโรค 4) การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันวัณโรค และ 5) การรับรู้อุปสรรคเกี่ยวกับการป้องกันวัณโรค กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้าน จำนวน 111 คน ซึ่งเลือกอย่างเจาะจงจากโรงพยาบาล 3 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู้สัมผัสวัณโรคร่วมบ้านโดยรวม อยู่ในระดับดี (Mean = 44.2, SD = 6.5) ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ทัศนคติต่อวัณโรค (b = .374, p<.05) การรับรู ้ความสามารถของตนเอง ในการป้องกันวัณโรค (b = .244, p <.05) และ การรับรู ้อุปสรรคเกี ่ยวกับการป้องกันวัณโรค (b = .166, p <.05) ปัจจัยดังกล่าวสามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคได้ร้อยละ 32.8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R2 = .328, p <.05) อย่างไรก็ตามในการศึกษานี้ ความรู ้เกี ่ยวกับวัณโรค และแรงจูงใจในการป้องกันวัณโรค ไม่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคในผู ้สัมผัสวัณ โรคร่วมบ้าน


ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม, สุนิษา ละดา Jan 2025

ผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม, สุนิษา ละดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด 1 โรคขึ้นไป ที่มีอายุตั้งแต่ 35 – 80 ปี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 23 คน จับคู่ทั้งสองกลุ่มให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องอายุ จำนวนโรคร่วม จำนวนกลุ่มยาที่ใช้รักษาโรค เปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐานด้วยสถิติ Chi-square test และ Fisher’s Exact Test กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีคุณลักษณะพื้นฐานที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกตัวแปร (p > .05) กลุ่มควบคุมจะได้รับการพยาบาลปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารของผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม และแบบสอบถามประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหาร ทดสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.92 และ 1.00 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.91 และ 0.73 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิตทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการบริโภคอาหารในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีโรคร่วม ที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านไลน์แอปพลิเคชันสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน, สุมาลี สีส่วน Jan 2025

ผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน, สุมาลี สีส่วน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม-ปรนัยต่อความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกในห้องฉุกเฉิน โดยกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือ สมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกที่นำส่งผู้ป่วยมารับบริการที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยคัดเลือกตามแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด โปรแกรมรูปธรรม-ปรนัย และแบบสอบถาม ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าความเที่ยง 0.84 โปรแกรมการสนับสนุนการให้ข้อมูลแบบรูปธรรม–ปรนัยต่อความวิตกกังวล มีเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และแบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ (The State Anxiety Inventory (STAI) Form Y) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบ Independent t-test และสถิติ paired t-test ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่าสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ห้องฉุกเฉิน ในกลุ่มทดลอง ภายหลังได้รับโปรแกรมคะแนนความวิตกกังวลตํ่ากว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และคะแนนความวิตกกังวลของสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมตํ่ากว่าในสมาชิกครอบครัวของผู้ป่วยได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)


ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ออาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, เขมสุพิชญา กิตติกูลวรพัฒน์ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ออาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, เขมสุพิชญา กิตติกูลวรพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว และเพื่อเปรียบเทียบอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนระหว่างกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมฯ และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยจิตเภทอายุระหว่าง 20-59 ปี อาศัยอยู่กับครอบครัว ซึ่งเข้ารับการรักษาที่แผนกกลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 60 ครอบครัว โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงได้มาจากเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 ครอบครัว และกลุ่มควบคุม 30 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินอาการทางจิต (PANSS-T) มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .82 และค่า CVI ได้เท่ากับ 1 4) แบบวัดการรับรู้ความเครียด มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และค่า CVI ได้เท่ากับ .92 5) แบบสอบถามการมีส่วนร่วมของครอบครัว มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และค่า CVI ได้เท่ากับ 1 เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.74, df = 29, p


ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม, เสาวลักษณ์ ดอกลำเจียก Jan 2025

ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม, เสาวลักษณ์ ดอกลำเจียก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคระบบทางเดินอาหารทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่เข้ารับการผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบนัดหมายล่วงหน้าที่โรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 23 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวีดิทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม แบบสอบถามความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ (The State Anxiety Inventory (STAI) From Y) มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.81 และแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรมต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 10.082, pp<.001) และเมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่มทดลองพบว่าค่าเฉลี่ยความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรมหลังทดลองต่ำกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=19.145, p<.001)


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, แคทลียา เจณวิทย์ Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, แคทลียา เจณวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงาน ความเข้มแข็งทางจิตใจกับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพอายุ 22-29 ปี จำนวน 189 คน จากโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 แห่ง โดยใช้แบบสอบถาม Google form จำนวน 1 ชุด 5 ตอน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย แบบสอบถามคุณภาพชีวิตในการทำงาน แบบสอบถามความเข้มแข็งทางจิตใจ แบบสอบถามความตั้งใจคงอยู่ในองค์การ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .98, .94, .89, 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์โดยใช้สถิติ Chi-square และรายงานขนาดความสัมพันธ์ด้วย Phi coefficient ผลการวิจัยพบว่า 1) ความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด จำนวน 189 คน ส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่จะคงอยู่ในองค์การ คิดเป็นร้อยละ 70.40 และกลุ่มที่ตั้งใจจะลาออกจากองค์การคิดเป็นร้อยละ 29.60 2) ภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงาน ความเข้มแข็งทางจิตใจมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (χ² = 59.93, χ² = 46.95, χ² = 14.87) ตามลำดับ โดยภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงานมีความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง (Phi = .56, Phi = .50) และความเข้มแข็งทางจิตใจมีความสัมพันธ์ปานกลาง (Phi = .28)


ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการและการนวดกดจุดต่อการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในหอผู้ป่วยวิกฤติ, กัญญารัตน์ อรรถสิงห์ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการและการนวดกดจุดต่อการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในหอผู้ป่วยวิกฤติ, กัญญารัตน์ อรรถสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการนวดกดจุดร่วมกับการจัดการอาการ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต ในวันที่ 1 ถึง 5 หลังผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนักที่ได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง เข้ารับการรักษาตัวที่หอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 20 ปี จำนวน 44 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 ราย และกลุ่มทดลอง 22 ราย จับคู่ ให้กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีลักษณะใกล้เคียงกันในเรื่องของเพศ ดัชนีมวลกาย และระดับโพแทสเซียมในเลือดหลังผ่าตัด โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุด โดยการเคลื่อนไหวร่างกายวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที ร่วมกับการนวดกดจุดบริเวณจุด Zusanli (ST-36) วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการนวดกดจุดร่วมกับการจัดการอาการที่ออกแบบเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัด และแบบประเมินการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้ ซึ่งผ่านการทดสอบความเที่ยง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.87 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา Mann–Whitney U test และ Friedman test ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้ในช่วงวันที่ 1 ถึง 5 หลังผ่าตัดของผู้ป่วยที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสูงกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p < 0.05) (x² = 82.13, p < 0.001 และ x² = 5.62, p < 0.001 ตามลำดับ)


ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี, จิรพาวีร์ จำปาทอง Jan 2025

ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี, จิรพาวีร์ จำปาทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี เพศชายและเพศหญิง อายุ 20 - 75 ปี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด โดยจับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องเพศ อายุ ระดับการศึกษา แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี และแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .94, 1 และ 1 และค่าความเชื่อมั่นโดยแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี และแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี .744 และ .719 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. พฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. พฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว, จิราวรรณ วชิรศักดาเดช Jan 2025

ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว, จิราวรรณ วชิรศักดาเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด และปัจจัยที่สามารถทำนายความร่วมมือในการรับประทานยา ได้แก่ อายุ ความรู้ ความเชื่อเกี่ยวกับความจำเป็นของยา การรับรู้อุปสรรคในการรับประทานยา ภาวะโรคร่วม และสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรการแพทย์ ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิด warfarin จำนวน 90 คน ที่มารับบริการ ณ แผนกผู้ป่วยนอกโรคหัวใจ โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลราชวิถี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความร่วมมือในการรับประทานยา 3) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับยา 4) แบบสอบถามความเชื่อเกี่ยวกับความจำเป็นของยา 5) แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคในการรับประทานยา 6) แบบสอบถามภาวะโรคร่วม และ 7) แบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรการแพทย์ เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .88, .94, 1.00, 1.00 และ 1.00 ตามลำดับ ส่วนแบบสอบถามภาวะโรคร่วมเป็นแบบประเมินมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .792, .758, .790, .811, .811 และ .934 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง (Mean = 28.29, SD = 2.90) และปัจจัยที่สามารถทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรู้ (β = .297, p < .01) การรับรู้อุปสรรคในการรับประทานยา (β =–.342, p < .01) ความเชื่อเกี่ยวกับความจำเป็นของยา (β = .255, p < .01) และภาวะโรคร่วม (β =–.178, p < .05) โดยสามารถร่วมกันทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาได้ร้อยละ 57.5 (Adjusted R² = .575, p < .05) ส่วนอายุและสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรการแพทย์พบว่าไม่สามารถร่วมทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วยได้


การศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข, จุฑามาศ ชาญวารินทร์ Jan 2025

การศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข, จุฑามาศ ชาญวารินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยา จำนวน 19 คน ประกอบด้วย วิสัญญีแพทย์จากราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย จำนวน 4 คน คณะกรรมการชมรมวิสัญญีแห่งประเทศไทย จำนวน 3 คน คณะกรรมการการฝึกอบรมและสอบความรู้ความชำนาญเฉพาะทางทางการพยาบาลและการผดุงครรภ์ด้านการให้ยาระงับความรู้สึก จำนวน 2 คน หัวหน้างานวิสัญญีพยาบาล จำนวน 4 คน วิสัญญีพยาบาลผู้ปฏิบัติการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามแบบปลายเปิด และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล 2) นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและนำมาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าระดับความสำคัญ 3) นำข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามประมาณค่าความสำคัญมาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง ผลการวิจัย พบว่า สมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการปฏิบัติการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 27 ข้อ 2) ด้านการบริหารยาทางวิสัญญี จำนวน 10 ข้อ 3) ด้านการจัดการความปลอดภัยและการบริหารความสี่ยงทางวิสัญญี จำนวน 14 ข้อ 4) ด้านการสื่อสารและการประสานงานเพื่อการดูแลผู้ป่วย จำนวน 7 ข้อ 5) ด้านภาวะผู้นำและการใช้เทคโนโลยี จำนวน 12 ข้อ 6) ด้านการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 8 ข้อ และ 7) ด้านจรรยาบรรณ และกฎหมาย จำนวน 5 ข้อ


ผลของโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานต่ออาการสมาธิสั้นของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียน, ญานิกา แซ่ตัง Jan 2025

ผลของโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานต่ออาการสมาธิสั้นของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียน, ญานิกา แซ่ตัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนอาการสมาธิสั้นทั้ง 3 ด้าน (อาการขาดสมาธิ, อาการอยู่ไม่นิ่ง/หุนหันพลันแล่น และอาการดื้อต่อต้าน) ของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนในระยะก่อนได้รับโปรแกรมฯ หลังได้รับโปรแกรมฯทันที และหลังได้รับโปรแกรมฯ 1 เดือน และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนอาการสมาธิสั้นของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กที่มีอายุระหว่าง 6-12 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ตามเกณฑ์ ICD-10 ว่าเป็นโรคสมาธิสั้นและครอบครัวที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 40 ราย โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานและกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสาน 2) แบบประเมินอาการสมาธิสั้น SNAP-IV และ 3) แบบประเมินการทำหน้าที่ของครอบครัว การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) และการทดสอบค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ Bonferroni กำหนดค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. อาการสมาธิสั้นทั้ง 3 ด้านของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานในระยะหลังการทดลองทันทีและหลังการทดลอง 1 เดือน ลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. อาการสมาธิสั้นทั้ง 3 ด้านของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติเฉพาะในระยะหลังการทดลอง 1 เดือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ญานิศา พึ่งน้อย Jan 2025

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ญานิศา พึ่งน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ความวิตกกังวล การสนับสนุนทางสังคม การสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัด ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมทุกระยะ ที่แพทย์พิจารณาเห็นสมควรว่าสามารถรับยาเคมีบำบัดได้ จำนวน 115 ราย มารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามด้วยตนเอง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 44.35) เป็นเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 50–59 ปี และมีอายุเฉลี่ย 55 ปี (SD = 8.13) โดยภาพรวมการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 28.47 (SD = 7.92) ความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลาง (r = -.382) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (r = .369) และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ (r = .357) มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการร่วมตัดสินใจ ส่วนการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ (r = .214) และความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำ (r = -.289) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อย่างไรก็ตาม อายุ ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการร่วมตัดสินใจ (r = –.117, p = .213)ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ดังนั้นพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ควรนำผลการศึกษานี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างการดูแลที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพในการตัดสินใจร่วมกัน


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด, ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด, ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้โอกาสเสี่ยงเมื่อไม่มีการวางแผนดูแลล่วงหน้า การรับรู้ประโยชน์เมื่อมีการวางแผนดูแลล่วงหน้า การรับรู้อุปสรรคต่อการวางแผนดูแลล่วงหน้า อายุ เพศ การรับรู้พยากรณ์โรค ระยะของโรคมะเร็งปอด และ การได้รับการปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดอายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 162 คน ซึ่งเลือกจากโรงพยาบาลตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานครแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 8 ส่วน วิเคราะห์ด้วยสถิติสถิติทีอิสระ ความแปรปรวนทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดมีการวางแผนดูแลล่วงหน้าระดับปานกลาง (Mean = 50.53, SD = 13.40) ปัจจัยที่สัมพันธ์เชิงบวกกับการวางแผนดูแลล่วงหน้า ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ของการวางแผนดูแลล่วงหน้า (r = .38, p .05) ระยะของโรค (F = 2.00, df = 3, p > .05) และเพศ (t = -1.53 p > .05)


ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา Jan 2025

ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ และเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุน มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 23 คน จับคู่ด้วยเพศ อายุ และคะแนนความปวด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของ Orem ให้โปรแกรม 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยใช้แบบประเมินการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนภายหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีการดูแลตนเองดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีคะแนนเฉลี่ยการดูแลตนเอง 63.04 (4.99) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ 46.74 (3.26) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


การศึกษาบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ, ณัฐธิดา โทสวัสดิ์ Jan 2025

การศึกษาบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ, ณัฐธิดา โทสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 19 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าแนวโน้มความสำคัญของบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันคำตอบ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยควอไทล์อีกครั้ง เพื่อสรุปเป็นบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ ประกอบด้วย 9 บทบาท จำนวน 82 ข้อรายการ ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญระดับมากที่สุด จำนวน 81 ข้อรายการ (MD : 4.61-4.76, IR : 0.25-0.87 ) และความสำคัญระดับมาก จำนวน 1 ข้อ (MD : 4.36, IR : 0.83) ดังนี้ 1) ผู้นำทีมพยาบาลและพัฒนาคุณภาพ จำนวน 11 ข้อ 2) ผู้ประสานงานและสร้างเครือข่ายการดูแลสหวิชาชีพ จำนวน 11 ข้อ 3) ผู้เชี่ยวชาญการพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยวิกฤตหัวใจและหลอดเลือด จำนวน 10 ข้อ 4) ผู้พิทักษ์สิทธิและให้การพยาบาลแบบองค์รวม จำนวน 10 ข้อ 5) ผู้จัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน จำนวน 9 ข้อ 6) ผู้ส่งเสริมการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และนวัตกรรม จำนวน 9 ข้อ 7) ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศ จำนวน 8 …


ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่ออาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, ธัญชนก ปัททุม Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่ออาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, ธัญชนก ปัททุม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบทดลองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่อความรุนแรงของอาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 30 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบ ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิดการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) ซึ่งครอบคลุมการประเมินอาการ การให้ความรู้ และการจัดการกับอาการ โดยโปรแกรมผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก และเครื่องมือประเมินอาการกระหายน้ำแบบตัวเลขซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงด้วยวิธี test-retest และคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันได้ค่า r = 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ Independent t-test และ Repeated-measures ANOVA โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรุนแรงของอาการกระหายน้ำของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมที่เวลา 11.00 น. และ 17.00 น. ต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และค่าเฉลี่ยคะแนนความรุนแรงของอ าการกระหายน้ำของกลุ่มทดลองที่เวลา 11.00 น. และ 17.00 น. ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)


ผลของโปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับพาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัดต่ออุณหภูมิกายและพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียน, ธันพิชา บัวชาติ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับพาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัดต่ออุณหภูมิกายและพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียน, ธันพิชา บัวชาติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับการให้พาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัดต่ออุณหภูมิกายและพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียนโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลหลักและเด็กวัยก่อนเรียนที่มีไข้ 30 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับพาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัด และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติร่วมกับพาราเซตามอล กลุ่มละ 15 คู่ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับการให้พาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัด 2) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 3)แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลเด็กของผู้ดูแลเด็กอายุ 1-5 ปี ที่มีไข้ และ 4) แบบประเมินทักษะการจัดการภาวะไข้ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ One-way repeated measure ANOVA with Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิกายของเด็กกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับก่อนการทดลองและกลุ่มควบคุมในระยะทันที 30 นาที และ 60 นาทีหลังการทดลอง (p< .0125) ทั้งสองกลุ่มมีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิกายลดลงทันทีหลังการทดลอง (<37.5 °C) แต่ไม่ลดลง ต่อเนื่อง แสดงว่าการเช็ดตัวเพียงครั้งเดียวร่วมกับพาราเซตามอลยังไม่เพียงพอในการควบคุมไข้ ระยะยาว ควรมีการติดตามและเช็ดตัวซ้ำเป็นระยะ นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแล เด็กของผู้ดูแลในกลุ่มทดลองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระยะจำหน่ายกลับบ้านเมื่อเทียบกับ ก่อนการทดลอง (p< .0167) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างในทุกระยะ


ผลของโปรแกรมวิดีทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมโดยผู้ดูแลมีส่วนร่วมต่อทักษะทางสังคมในเด็กออทิสติกวัยเรียน, ธีรนาฏ จันคง Jan 2025

ผลของโปรแกรมวิดีทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมโดยผู้ดูแลมีส่วนร่วมต่อทักษะทางสังคมในเด็กออทิสติกวัยเรียน, ธีรนาฏ จันคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคม และเพื่อเปรียบเทียบทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ จำนวน 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน กลุ่มทดลองได้รับวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมต่อทักษะทางสังคมในเด็กออทิสติกวัยเรียน ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมต่อทักษะทางสังคมในเด็กออทิสติกวัยเรียน 2) แบบสังเกตทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียน 3) แบบประเมินแรงจูงใจทางสังคม โดยใช้แบบประเมิน Stanford Social Dimensions Scale(SSDS 1.0) (Phillips et al, 2019) เครื่องมือทั้งหมด ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยแบบสังเกตทักษะทางสังคม และแบบประเมินแรงจูงใจทางสังคม มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .89 และ .98 ตามลำดับ นอกจากนี้ ตรวจสอบความเที่ยงได้เท่ากับ .92 และ .92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และสถิติทดสอบที ผลการศึกษาพบว่า 1.คะแนนค่าเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียนหลังเข้าโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคม ( X = 13.81, SD = 2.63) สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคม ( X = 10.24, SD = 1.89) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=-8.82, df=20, p<.05) 2. คะแนนค่าเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียนหลังเข้าโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบ ส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคม ( X = 13.81, SD = 2.63) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ ( X = 9.38, SD = 1.46) อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=6.597, df=31.331, P<.05)


ผลของโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาในผู้ป่วยจิตเภท, ธีรศักดิ์ ทรายคำ Jan 2025

ผลของโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาในผู้ป่วยจิตเภท, ธีรศักดิ์ ทรายคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทก่อนและหลังได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษา และ 2) พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษากับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยจิตเภทมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและเข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยในระยะคงสภาพเตรียมจำหน่ายที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 40 คน ได้รับการจับคู่ให้ผู้ป่วยจิตเภทมีคุณลักษณะที่ใกล้เคียงกันในเรื่องเพศและระยะเวลาการเจ็บป่วยแล้วถูกสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาและกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษา 2) แบบประเมินพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษา และ 3) แบบประเมินการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษา โดยเครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน เครื่องมือชุดที่ 2 และ 3 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .81 และ .88 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .82 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทหลังได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน, นิชาภา พุมสอน Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน, นิชาภา พุมสอน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการฟื้นตัวหลังผ่าตัด และความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการนอนหลับ ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การรับรู้ความสามารถของตนเอง ความพร้อมของผู้ดูแล และการสนับสนุนทางสังคม กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ป่วยเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน โดยมีกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 1) ผู้ป่วยเนื้องอกสมองที่ได้รับการผ่าตัดในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง จำนวน 123 คน และ 2) ผู้ดูแล จำนวน 123 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามสำหรับผู้ที่เป็นเนื้องอกสมอง ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับ แบบสอบถามความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาล แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามการฟื้นตัวหลังผ่าตัด 2) แบบสอบถามสำหรับผู้ดูแล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามความพร้อมของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า การฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน โดยรวมอยู่ในระดับสูง ( X =69.90, SD = 2.36) คุณภาพการนอนหลับ ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความพร้อมของผู้ดูแล มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .405, .500, .306, และ .368 ตามลำดับ; P < .001) ส่วนการสนับสนุนทางสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัด ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะการเปลี่ยนผ่านฯ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในเชิงสนับสนุนการฟื้นตัว ดังนั้น พยาบาลควรพัฒนาแนวทางการพยาบาลที่สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองที่ดีอย่างต่อเนื่อง


ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่ออาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ประกายกาญจน์ สุขเทศ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่ออาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ประกายกาญจน์ สุขเทศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งเพศชายและเพศหญิงมีอายุระหว่าง 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ มีระดับ NYHA Class II - III มีสติสัมปชัญญะการรับรู้ดี อ่านออกเขียนได้สามารถให้ข้อมูลได้ด้วยตนเอง และมาติดตามการรักษา ณ หอผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 33 คน กำหนดให้กลุ่มตัวอย่างมีลักษณะใกล้เคียงกันโดยการจับคู่ (Matched pairs) ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมเป็น COPD และ NYHA Functional class กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ โดยใช้ระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน คู่มือการใช้โปรแกรมฯ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลสุขภาพ แบบประเมินอาการหายใจลําบาก และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบสัมภาษณ์การจัดการอาการหัวใจล้มเหลว ทำการทดสอบค่าความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันเท่ากับ .71 และ .85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Wilcoxon signed rank test และ Mann-Whitney U test ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลองผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน มีคะแนนอาการหายใจลำบากน้อยกว่าก่อนทดลอง และน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ปิยะธิดา คำวัง Jan 2025

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ปิยะธิดา คำวัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว และเพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มารับบริการที่ห้องตรวจโรคจิตเวช แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 60 คน ได้มาจากการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะกดดันด้านจิตใจ (α=.83) และแบบวัดภาระในการดูแล (α=.93) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญหางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง, พิจิตรา ยอดสง่า Jan 2025

ผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง, พิจิตรา ยอดสง่า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยร่วมกับการสอนแนะ ต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง ซึ่งเปรียบเทียบการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีภาวะรู้คิดบกพร่อง ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดบกพร่อง อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปไม่มีโรคซึมเศร้า การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานอยู่ในเกณฑ์ปกติ มีภาวะรู้คิดบกพร่อง น้อยกว่า 25 คะแนน จำนวน 44 คน จับคู่คุณลักษณะ ด้วยเพศ อายุ โรคประจำตัว ระดับการศึกษา จัดแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ โดยใช้แนวคิดกระตุ้นการรู้คิดของ Spector (2018) และแนวคิดการสอนแนะของ Girvin (1999) ประกอบด้วยการรับรู้ตามความเป็นจริง การเคลื่อนไหวร่างกาย การกระตุ้นประสาทสัมผัส และการระลึกถึงความหลัง จัดกิจกรรม 1 ครั้ง/สัปดาห์ ทั้งหมด 6 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน ครั้งละ 90 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการฝึกสมองแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ร่วมกับการสอนแนะ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการรู้คิด วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ด้านการรู้คิดของกลุ่มทดลอง หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง และผลต่างคะแนนเฉลี่ยการรู้คิด ก่อนและหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วมต่ออาการซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยผู้ใหญ่, รัตติกาล ศรีงาม Jan 2025

ผลของโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วมต่ออาการซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยผู้ใหญ่, รัตติกาล ศรีงาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ ต่ออาการซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยผู้ใหญ่ ที่มารับบริการในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วม และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วม 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของ Beck (BDI-II) 4) แบบสำรวจการแก้ปัญหา และ5) แบบประเมินการดูแลร่วมกัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ Wilcoxon Signed-Ranks Test และ Mann-Whitney U test ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) คะแนนเฉลี่ยอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วม ( X = 18.87, S.D.= 4.35) ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ ( X = 8.30, S.D.= 6.22) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการซึมเศร้าค่าเฉลี่ยคะแนนอาการซึมเศร้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วม ( X = 8.30, S.D.= 6.22 ) ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ( X = 18.87, S.D.= 9.23 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การศึกษาบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์, วนัสนัน ภู่ระหงษ์ Jan 2025

การศึกษาบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์, วนัสนัน ภู่ระหงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามปลายเปิด และแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทพยาบาล ปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันคำตอบ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อีกครั้ง เพื่อสรุปเป็นบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ ประกอบด้วย 6 บทบาท ดังนี้ 1) ด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ จำนวน 31 ข้อ 2) ด้านผู้จัดการทรัพยากร จำนวน 9 ข้อ 3) ด้านผู้พัฒนาคุณภาพและงานวิจัย จำนวน 17 ข้อ 4) ด้านผู้ประสานงานและการสื่อสาร จำนวน 10 ข้อ 5) ด้านผู้จัดการความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยง จำนวน 7 ข้อ และ 6) ด้านผู้สอนและให้คำปรึกษา จำนวน 5 ข้อ


ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน Jan 2025

ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือในการรับประทานอาหารและอำนาจทำนายของปัจจัย อายุ ความรู้ด้านโภชนาการ ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรัง ระยะเวลารักษาโดยการฟอกเลือด สถานะเศรษฐกิจและสังคม การสนับสนุนทางสังคม และสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ ในผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจำนวน 121 ราย ซึ่งมารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบ stepwise ผลการวิจัยพบว่า ความร่วมมือในการรับประทานอาหารโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 52.76, SD = 14.67) ปัจจัยที่ทำนายได้ดีที่สุดคือการสนับสนุนทางสังคม สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 10.6 (R² = .106, p< .001) เมื่อเพิ่มปัจจัยสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ สามารถอธิบาย เพิ่มเติมได้ร้อยละ 10.1 (R² Change = .101) ระยะเวลาการฟอกเลือดอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 (R² Change = .071) ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรังอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 (R² Change = .037) อายุอธิบาย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 (R² Change = .029) ความรู้ด้านโภชนาการอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) รวมกัน สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ทั้งหมดร้อยละ 40.6 (R² = .406, F = 5.971, p < .05) โดยพบว่า การ สนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยทำนายที่สำคัญที่สุด (β = .270, p < .01) รองลงมาคือสัมพันธภาพกับ บุคลากรสุขภาพ (β = .269, p < .01) ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ให้บริการด้านสุขภาพรวมถึงพยาบาลใน การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วย เครื่องไตเทียม โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างการสนับสนุนทางสังคม และส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่าง ผู้ป่วยกับบุคลากรสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาโดยรวมต่อไป


ผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วริษฐา หวลกระโทก Jan 2025

ผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วริษฐา หวลกระโทก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ่มวัดผลก่อนทดลองและหลังทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 40 คนใช้ระยะเวลาการศึกษา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินอาการปากแห้งและโปรแกรมการจัดการอาการปากแห้ง เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองด้วยแบบประเมินอาการปากแห้ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เปรียบเทียบผลต่างค่าคะแนนอาการปากแห้งในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ Paired t-test และเปรียบเทียบค่าคะแนนอาการปากแห้งระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ ด้วยสถิติ Independent T-testโดยควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนโดยการจับคู่ (Matched Pair) ให้กลุ่มตัวอย่างแต่ละคู่มีคุณสมบัติเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันมากที่สุด ได้แก่ อายุ (ต่างกันไม่เกิน 5 ปี) ระยะเวลาในการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ( 3 ปี) ความถี่ในการฟอกไตต่อสัปดาห์เท่ากันและระดับความรุนแรงของอาการปากแห้งอยู่ในระดับเดียวกัน ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยอาการปากแห้งของกลุ่มทดลองหลังการทดลอง(M=13.68, SD=7.624) น้อยกว่าก่อนการทดลอง (M=24.85, SD=4.985) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยอาการปากแห้งของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t=6.646) สรุป โปรแกรมการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีประสิทธิผลในการจัดการอาการต่ออาการปากแห้งของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย, ศศิธร ทันดร Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย, ศศิธร ทันดร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าว โดยปัจจัยประกอบด้วย 1) อายุ 2) สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ 3) ความรุนแรงของโรคอาหารไม่ย่อย 4) ความรู้ 5) ทัศนคติ 6) แหล่งข้อมูลสุขภาพ และ 7) ประวัติการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ของสมาชิกในครอบครัว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย อายุ 20–59 ปี จำนวน 168 คน ในโรงพยาบาลตติยภูมิ 2 แห่งในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเลือกสถานที่เก็บข้อมูลแบบเจาะจง และเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเรียงลำดับการมารับบริการ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 5 ส่วน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา 0.83–0.91 และค่าความเชื่อมั่นของครอนบาคแอลฟา 0.70–0.89 กลุ่มตัวอย่างตอบได้ด้วยตนเอง วิเคราะห์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันและอีต้า และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโดยรวมอยู่ในระดับดี (x̄=8.88, SD=1.89) ในขณะที่กลุ่มที่ติดเชื้อมีคะแนนพฤติกรรมการป้องกันต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านสุขอนามัย ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรู้ (r=.215, p<.05) ทัศนคติ (r=–.155, p<.05) และแหล่งข้อมูลสุขภาพ (F=3.213, p<.05) อย่างไรก็ตาม อายุ ความรุนแรงของโรคอาหารไม่ย่อย สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ และประวัติ ก า ร ติ ด เชื้ อใน ค รอบ ค รั วไม่ มี ค วาม สั ม พั น ธ์กับ พ ฤติ กรรม ดั งกล่ า ว การศึกษานี้นำมาใช้ประโยชน์ในการประเมินพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรในกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้คำแนะนำดูแลที่เหมาะสม และเป็นแนวทางศึกษาปัจจัยทำนาย พฤติกรรมดังกล่าวต่อไป


การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ, ศศิพิมล แม้นจิต Jan 2025

การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ, ศศิพิมล แม้นจิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 20 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก 2) วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินระดับความสำคัญ และ3) คำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผล ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ ประกอบด้วย 9 ด้าน รวมจำนวน 143 ข้อรายการสมรรถนะ ดังนี้ 1) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกในภาวะวิกฤต จำนวน 24 ข้อ 2) ด้านการควบคุมการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อน จำนวน 14 ข้อ 3) ด้านการดูแลบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก จำนวน 18 ข้อ 4) ด้านการบริหารจัดการความปวดจำนวน 17 ข้อ 5) ด้านการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ จำนวน 12 ข้อ 6) ด้านการจัดการโภชนาการ จำนวน 9 ข้อ 7) ด้านการวางแผนจำหน่ายและการดูแลระยะท้าย จำนวน 17 ข้อ 8) การสื่อสารและการทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ จำนวน 17 ข้อ และ9) การใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 15 ข้อ ซึ่งพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยแต่ละระดับมีสมรรถนะทั้ง 9 ด้าน แต่สมรรถนะย่อยมีความแตกต่างกัน การศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการประเมินสมรรถนะและมอบหมายงานตามความสามารถของพยาบาลแต่ละระดับ