Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (595)
- Public Health (419)
- Medical Specialties (355)
- Psychiatric and Mental Health (284)
- Education (271)
-
- Psychiatry and Psychology (253)
- Public Health Education and Promotion (220)
- Medical Sciences (217)
- Psychology (215)
- Substance Abuse and Addiction (206)
- Other Mental and Social Health (179)
- Patient Safety (162)
- Health and Physical Education (157)
- Library and Information Science (157)
- Language and Literacy Education (155)
- Health Sciences and Medical Librarianship (153)
- Community Health (146)
- Sociology (111)
- Diseases (109)
- Nursing (94)
- Arts and Humanities (85)
- Medical Education (84)
- Counseling (79)
- Psychiatry (79)
- Life Sciences (78)
- Mental Disorders (72)
- Health and Medical Administration (69)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (68)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (199)
- Children's Health Medical Center Dallas (153)
- Rowan University (58)
- University of Kentucky (36)
- Dominican University of California (34)
-
- JSS Academy of Higher Education and Research (30)
- University of St Augustine for Health Sciences (30)
- University of Nevada, Las Vegas (27)
- LSU Health New Orleans (26)
- Old Dominion University (26)
- Lesley University (23)
- Universitas Negeri Malang (23)
- MaineHealth (21)
- Edith Cowan University (19)
- Case Western Reserve University (18)
- Chapman University (16)
- Chulalongkorn University (15)
- City University of New York (CUNY) (15)
- Thomas Jefferson University (15)
- University of Nebraska - Lincoln (15)
- Aga Khan University (14)
- American Dental Association (14)
- University of Southern Maine (14)
- Virginia Commonwealth University (14)
- Portland State University (13)
- Universitas Indonesia (13)
- Antioch University (12)
- Seattle Pacific University (12)
- University of Denver (11)
- Utah State University (11)
- Keyword
-
- Health (154)
- Activities (150)
- Coloring book (150)
- Health literacy (150)
- Humans (126)
-
- Mental health (116)
- Depression (78)
- Female (68)
- Male (67)
- Adult (52)
- Anxiety (51)
- Mental Health (45)
- Adolescent (37)
- Hospital (35)
- Middle Aged (33)
- Body (32)
- COVID-19 (28)
- Mental wellness (27)
- Stress (26)
- Child (23)
- Aged (22)
- Burnout (22)
- United States (22)
- Addiction (20)
- Patient safety (20)
- Young Adult (20)
- Occupational therapy (19)
- Research (19)
- Schizophrenia (19)
- Suicide (19)
- Publication
-
- Faculty, Staff and Student Publications (160)
- English (75)
- Spanish (75)
- Rowan-Virtua Research Day (47)
- Digital Journal of Clinical Medicine (30)
-
- Staff and Researcher Publications (24)
- Jurnal Kajian Bimbingan dan Konseling (23)
- Expressive Therapies Capstone Theses (21)
- REACH: Research Evidence-to-Action for Community Health (18)
- Electronic Theses and Dissertations (17)
- Faculty Scholarship (17)
- Research outputs 2022 to 2026 (17)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15)
- Dissertations (15)
- Substance Use Research & Evaluation (14)
- School of Medicine Faculty Publications (13)
- Antioch University Dissertations & Theses (12)
- School of Psychology, Family, and Community Research Conference (12)
- Fall 2024 OTD Capstone Symposium (11)
- Nursing | Student Research Posters (11)
- Nursing | Senior Theses (10)
- Pacific Journal of Health (10)
- Rowan-Virtua School of Osteopathic Medicine Departmental Research (10)
- Theses and Dissertations (10)
- IRBEH/Spit for Science Publications and Presentations (9)
- UNLV Theses, Dissertations, Professional Papers, and Capstones (9)
- Art Therapy | Master's Theses (8)
- Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications (8)
- Center on Drug and Alcohol Research Faculty Publications (8)
- Counseling & Human Services Theses & Dissertations (8)
- Publication Type
- File Type
Articles 1351 - 1376 of 1376
Full-Text Articles in Mental and Social Health
ความชุกของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำที่ใช้เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ แบบนันทนาการ ชาวไทย ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฏร์ธานี, รัชดา แสงสานนท์
ความชุกของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำที่ใช้เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ แบบนันทนาการ ชาวไทย ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฏร์ธานี, รัชดา แสงสานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษางานวิจัยแบบตัดขวาง เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำชาวไทยและหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเก็บข้อมูลนักดำน้ำแบบนันทนาการการชาวไทยที่ได้รับใบอนุญาติดำน้ำ จำนวน 126 คน อายุระหว่าง 18–60 ปี ที่เดินทางมาดำน้ำที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลประชากรทั่วไป ประวัติการดำน้ำ การประเมินสุขภาพ แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 9 ข้อ (PHQ-9) และแบบประเมินภาวะวิตกกังวล 7 ข้อ (GAD-7) ใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกเพื่อหาความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในระดับปานกลางถึงรุนแรง ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 126 ราย อายุเฉลี่ย 34.08 ปี ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มดำน้ำเฉลี่ย 4.87 ปี กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 18.3 มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางถึงรุนแรง และร้อยละ 8.7 มีความวิตกกังวลในระดับเดียวกัน โดยโรคประจำตัวที่รายงานสูงที่สุดคือ การมีประวัติเคยติดเชื้อโควิด-19 โดยนักดำน้ำผู้ที่มีบันทึกการดำน้ำไม่เกิน 40 ไดฟ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีแนวโน้มมีภาวะซึมเศร้าปานกลางถึงรุนแรงมากกว่านักดำน้ำที่มีบันทึกการดำน้ำมากกว่า 40 ไดฟ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา (OR = 4.56; 95% CI: 1.38–15.07; p = 0.013) นอกจากนี้ผู้ที่มีประวัติของโรคซึมเศร้าหรือเคยมีความคิดหรือพยายามฆ่าตัวตายมีแนวโน้มมีภาวะซึมเศร้าปานกลางถึงรุนแรงเช่นกัน (OR = 5.61; 95% CI: 1.18–26.63; p = 0.030) ในขณะที่นักดำน้ำที่มีประวัติโรคไบโพลาร์มีความสัมพันธ์กับระดับความวิตกกังวลในระดับปานกลางถึงรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ (OR = 9.80; 95% CI: 1.54–62.50; p = 0.016) การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่ามีนักดำน้ำชาวไทยที่มีอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลในระดับที่ต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติมด้านคลินิกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เคยมีประวัติการรักษาและการใช้ยารักษาอาการทางจิตเวช นักดำน้ำจึงควรได้รับการประเมินสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งด้านอาการทางจิตเวชและเวชศาสตร์การดำน้ำ เพื่อความปลอดภัยในการดำน้ำต่อไป
ความตั้งใจมีบุตร บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร ในกรุงเทพมหานคร, ปิยาภัสร์ แผ่นทอง
ความตั้งใจมีบุตร บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร ในกรุงเทพมหานคร, ปิยาภัสร์ แผ่นทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของความตั้งใจมีบุตร ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพกับความตั้งใจมีบุตร และปัจจัยที่สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตร กลุ่มตัวอย่างคือผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร อายุ 18–49 ปี ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 110 คน โดยตอบแบบสอบถามออนไลน์เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน ทัศนคติเรื่องคุณค่าของบุตร อิทธิพลทางสังคม ลำดับความสำคัญของปัจจัยสนับสนุน และแบบวัดบุคลิกภาพ IPIP-NEO ฉบับภาษาไทย จำนวน 30 ข้อ ซึ่งครอบคลุมบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square, t-test และ Logistic Regressionผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ตั้งใจไม่มีบุตรหรือน่าจะไม่มีบุตรมีความชุกสูงที่สุด (ร้อยละ 55.5) บุคลิกภาพทั้ง 5 ด้านไม่สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม พบว่า อายุ ทัศนคติว่าบุตรทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ และอิทธิพลจากบุคคลรอบข้าง สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญสำหรับปัจจัยสนับสนุนกลุ่มที่ตั้งใจจะมีบุตรให้ความสำคัญสูงสุดกับ นโยบายของที่ทำงาน รองลงมาคือ บริการดูแลเด็ก ขณะที่กลุ่มที่ตั้งใจจะไม่มีบุตรให้ความสำคัญกับ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ และ นโยบายของที่ทำงานผลการศึกษานี้สะท้อนความซับซ้อนของการตัดสินใจมีบุตรในกลุ่มผู้หญิงทำงาน และสามารถใช้เป็นแนวทางในการวางแผนเชิงนโยบายด้านครอบครัวและแรงงานในอนาคต
ความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร, ปาณิศา กาญจนซิม
ความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร, ปาณิศา กาญจนซิม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ด้วยแบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก ในบุคลลากรฝ่ายสนับสนุนจำนวน 250 คนจากผลการศึกษาพบว่าความชุกของการใช้สารเสพติดในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่เคยใช้สารเสพติดอย่างใดอย่างหนึ่งตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาคิดเป็น ร้อยละ 94.0 และ ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 70.8 โดยพบว่าชนิดของสารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรกตลอดช่วงชีวิต และใน 3 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ กัญชา ใบกระท่อม และสารผสมน้ำต้มใบกระท่อม และพบความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดของบุคลากรส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กัญชา ยากระตุ้นประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน สารระเหย ใบกระท่อม สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม สารกลุ่มฝิ่น ร้อยละ 78.02, 93.02, 87.23, 90.91, 91.25, 76.92, 71.43 ตามลำดับ ขณะที่ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบส่วนใหญ่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 55.22 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับสารเสพติดที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เพศ อายุ และหน่วยงาน โดย เพศชาย อายุ 18-35 ปี เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้สารและระดับความรุนแรงในการใช้สารมากที่สุด นอกจากนั้นยังพบว่าบุคลากรส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.60 แบ่งเป็น คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพร่างกายในระดับดี ร้อยละ 53.60 คุณภาพชีวิตด้านจิตใจในระดับดี ร้อยละ 64.80 คุณภาพชีวิตด้านสัมพันธภาพทางสังคมในระดับปานกลาง ร้อยละ 62.00 และคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลาง ร้อยละ 68.00
ความเครียดจากงานและภาวะติดงานของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานคร, นัชชา มิตรวารีสัมพันธุ์
ความเครียดจากงานและภาวะติดงานของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานคร, นัชชา มิตรวารีสัมพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความเครียดจากงาน ภาวะติดงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากงาน ของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานครวิธีการศึกษา : การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้ผลิตสื่อจากบริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 295 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาทำการตอบแบบสอบถามทั้งหมดด้วยตัวเองอย่างสมัครใจ แบบสอบถามทั้งหมดได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามด้านการทำงาน 3) แบบสอบถามความเครียดจากงาน (Work Stress Scale) 4) แบบสอบถามภาวะติดงาน (Bergen Work Addiction Scale, BWAS) 5) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม (Social Support Questionnaire) 6) แบบสอบถามความสุขในการทำงาน (Work Happiness Questionnaire) นำเสนอความเครียดจากงานและภาวะติดงาน โดยใช้สัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วจึงทำการวิเคราะห์ปัจจัยระหว่างความเครียดจากงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติไคสแควร์ และการวิเคราะห์ความถดถอยลอจิสติกเพื่อระบุปัจจัยทำนายความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมากของผู้ผลิตสื่อ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ต่ำกว่า 0.5ผลการศึกษา : มากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 56.3) ของผู้ผลิตสื่อมีความเครียดอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยของค่าคะแนนความเครียดเท่ากับ 53.71 ± 12.35 และมีผู้ที่มีภาวะติดงานร้อยละ 23.1 จากการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าการมีภาวะติดงานมีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานในระดับสูงถึงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคมระดับต่ำถึงปานกลาง ความสุขในการทำงานระดับต่ำมากถึงปานกลาง และการทำงานมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน (p<0.01) ซึ่งปัจจัย เหล่านี้เองก็เป็นปัจจัยทำนายของความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมากเช่นกัน สรุปผลการศึกษา : ผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ในกรุงเทพมหานคร โดยส่วนมาก (ร้อยละ 56.3) มีความเครียดจากงานระดับสูง และพบภาวะติดงานร้อยละ 23.1 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและเป็นปัจจัยทำนายของความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมาก คือ ภาวะติดงาน การสนับสนุนทางสังคมระดับต่ำถึงปานกลาง ความสุขในการทำงานระดับต่ำมากถึงปานกลาง และการทำงานมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน
ความวิตกกังวล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ณัฐธิดา รัชตารมย์
ความวิตกกังวล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ณัฐธิดา รัชตารมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความวิตกกังวลของผู้ป่วยสูงอายุที่รับไว้ในโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก และเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย วิธีการศึกษา: เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยผู้สูงอายุเพศชาย และเพศหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกฝ่ายออร์โธปิดิกส์ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งรับไว้ในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน จำนวน 85 ราย โดยใช้แบบสอบถามรวมทั้งหมด 5 ชุด ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความวิตกกังวลแฝงและบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ แบบประเมินระดับความวิตกกังวล (Visual Analog Scale-Anxiety: VASA) แบบประเมินความปวด และแบบวัดการสนับสนุนทางสังคม และใช้สถิติเชิงพรรณนา Mann-Whitney U Test Kruskal-Wallis Test และ Spearman’s rank correlation โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ของความวิตกกังวลขณะเผชิญ ในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักเท่ากับ 48.15 คะแนน (11.06) ค่ามัธยฐาน (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์) เท่ากับ 47 (40.0–57.5) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 49.4 จากคะแนนเต็ม 80 คะแนน ส่วนความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก มีค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เท่ากับ 3.15 คะแนน (1.95) ค่ามัธยฐาน (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์) เท่ากับ 3.0 (1.43–4.43) และพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันหลังผ่าตัด ส่วนปัจจัยที่มีเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพก ได้แก่ ประสบการณ์ที่ผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัด ระดับความเจ็บปวด ความวิตกกังวลแฝง และการสนับสนุนทางสังคมด้านความพึงพอใจ มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวลขณะเผชิญ และความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด สรุปผลการศึกษา: ความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่พบว่ามีความวิตกกังวลในระดับปานกลาง และพบปัจจัยที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลขณะเผชิญ และความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด ซึ่งผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถช่วยดูแลผู้ป่วยและจัดการกับความวิตกกังวลได้อย่างเหมาะสม และพัฒนาคุณภาพในการดูแลผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกสะโพกหักทั้งในช่วงก่อนและหลังการผ่าตัด
ประสิทธิภาพของการคัดกรองและการบำบัดแบบย่อสำหรับความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดและความเครียดในทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี, จิตรลดา รีเอี่ยม
ประสิทธิภาพของการคัดกรองและการบำบัดแบบย่อสำหรับความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดและความเครียดในทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี, จิตรลดา รีเอี่ยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการบำบัดแบบย่อ (Brief Intervention) ต่อพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติด เปรียบเทียบความเครียดและพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี โดยเก็บรวบรวมข้อมูล 2 ครั้ง (ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเครียด แบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ และการตรวจปัสสาวะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการใช้สารเสพติดอย่างน้อยหนึ่งชนิด ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อ มีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 100.00 และ 64.40 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพการบำบัดแบบย่อ โดยสารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ เครื่องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ผลิตภัณฑ์ยาสูบ, ใบกระท่อม, สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม, และกัญชา โดยมีความเสี่ยงระดับปานกลาง มีความเครียดก่อนการบําบัดแบบย่อระดับสูง (35.60%) หลังการบําบัดแบบย่อส่วนใหญ่มีความเครียดระดับน้อย (51.10%) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเครียดก่อนการบำบัดแบบย่อระดับสูง (35.60%) หลังการบำบัดแบบย่อมีความเครียดอยู่ในระดับน้อย (51.10%) จากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า อายุ ภูมิลำเนา รายได้ และความเครียดมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้สารเสพติดและความเครียดของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรีลดลงหลังได้รับการบำบัดแบบย่อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์
ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ในกลุ่มผู้ที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร ที่เพศกำเนิดเป็นหญิง ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และรับงานผ่านแอปพลิเคชันในประเทศไทย ผู้วิจัยเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างแบบมีเป้าหมาย โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านทางกลุ่มสหภาพไรเดอร์และกลุ่มในเครือข่าย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2567 - กุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2. แบบสอบถามเกี่ยวกับงานขับขี่รถส่งอาหาร 3. แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบ็คฉบับที่ 1A 4. แบบสอบถามวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ (WHOQOL-BREF-THAI) ในการศึกษาครั้งนี้พบว่าความชุกของภาวะซึมเศร้าในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นอัตราส่วน ร้อยละ 38.9 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย, ภาระงานบ้าน จับจ่ายซื้อของ, ความยากลำบากในการจัดหาอุปกรณ์, ผลรวมคะแนนคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ และจำนวนชั่วโมงการนอนหลับ โดยปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในประชากรกลุ่มนี้ได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย (AOR=4.600, 95% CI=1.172 – 18.052, p=0.029), การมีภาระงานบ้านจับจ่ายซื้อของ (AOR=7.354, 95% CI=1.616–33.460, p=0.010), ความยากลำบากในการจัดหาอุปกรณ์ (AOR=8.491, 95% CI=1.425–50.606, p=0.019), ค่าคะแนนคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ (AOR=0.656, 95% CI=0.541-0.796, p<0.001), จำนวนชั่วโมงการนอนหลับ (AOR=0.637, 95% CI=0.407-0.995, p=0.048)
ความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณัชญ์ประเสริฐ วิฑูรเศรษฐ์
ความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณัชญ์ประเสริฐ วิฑูรเศรษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เหตุผลในการทำวิจัย: ภาวะหมดไฟในการเรียน เป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในกลุ่มนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก เนื่องจากประสบกับปัญหาการเรียนที่มีเนื้อหามากและเข้มข้นในเวลาที่จำกัดร่วมกับมีภาวะการแข่งขันในการเรียนสูง ต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมในการเรียนของแต่ละชั้นปีที่มีความคาดหวังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดภาวะเครียดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการเรียน การศึกษาที่ผ่านมาพบว่านิสิตแพทย์เป็นกลุ่มที่มีภาวะหมดไฟในการเรียนสูง และยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยทางด้านบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบและการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการเรียนในประเทศไทย วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟของนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีทำการวิจัย: การศึกษาเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ในนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิกปีการศึกษา 2566 จำนวน 340 คน ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2567-มิถุนายน 2567 โดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเองจำนวน 4 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ 3) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 4) แบบประเมินภาวะหมดไฟ วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟ โดยใช้ Chi-square tests และ Fishers’ exact test วิเคราะห์ปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟ โดยใช้ Multivariable logistic regression analysis โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษา: พบความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียนสูงอย่างน้อยหนึ่งด้าน ร้อยละ 56.8 โดยภาวะหมดไฟในการเรียนสูงจำนวนด้าน 1,2 และ 3 พบร้อยละ 32.6, 17.1 และ 7.1 ตามลำดับ ในการศึกษานี้ใช้เกณฑ์ภาวะหมดไฟสูง 3 ด้าน ถือว่ามีภาวะหมดไฟในการเรียน (ร้อยละ 7.1) ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการเรียน ได้แก่ อายุมากกว่า 21 ปี เรียนชั้นปี2และ3 การมีโรคจิตเวช ความพึงพอใจในการเรียนแพทย์ในระดับเฉยๆถึงไม่ค่อยพึงพอใจ การชอบฟังเพลง การไม่ออกกำลังกายและไม่ค่อยออกกำลังกาย การมีปัญหาการนอน การใช้ยานอนหลับ บุคลิกภาพแบบแสดงตัวต่ำ บุคลิกภาพแบบเปิดกว้างต่ำ บุคลิกภาพแบบมีจิตสำนึกต่ำ การสนับสนุนทางสังคมด้านอารมณ์ต่ำ และการสนับสนุนทางสังคมโดยรวมต่ำ และพบว่าปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟในการเรียน ได้แก่ การไม่ออกและไม่ค่อยออกกำลังกาย และบุคลิกภาพแบบเปิดกว้างต่ำ …
ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 3 เดือน หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศุภนิดา โกยสมบูรณ์
ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 3 เดือน หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศุภนิดา โกยสมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวางในผู้ป่วยที่มีอาการโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลภายหลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองมา 3 เดือน โดยใช้ Hospital Anxiety and Depression Scale คัดกรองภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล แบบวัดคุณภาพชีวิตเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (SS-QoL-12)ประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Fisher’s Exact Test และ Forward Conditional Binary Logistic Regression ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 101 คน อายุเฉลี่ย 64.06 ± 11.11 ปี พบภาวะซึมเศร้าร้อยละ 9 และภาวะวิตกกังวลร้อยละ 8 มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับดีร้อยละ 95 ปัจจัยที่ทำนายภาวะซึมเศร้า ได้แก่ การไม่ได้ประกอบอาชีพ (OR = 64.276; 95%CI = 2.464 - 1677.010) การมีประวัติเจ็บป่วยทางจิตเวชในครอบครัว (OR = 72.476; 95%CI = 3.089 – 1700.640) การมีพยาธิสภาพบริเวณ Caudate Nucleus (OR = 25.345; 95%CI = 1.975 – 325.268) การมีอาการอ่อนแรง (OR = 17.665; 95%CI = 1.017 – 306.765) และมีอาการชา (OR =15.417; 95%CI = 1.360 – 174.837) ปัจจัยทำนายภาวะวิตกกังวล ได้แก่ มีประวัติโรคหลอดเลือดสมองในครอบครัว (OR =7.522; 95%CI = 1.200 – 47.156) การมีค่าคะแนน MOCA ผิดปกติ (OR = …
ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ
ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเก็บข้อมูลจากคนช่วงอายุ 25-45 ปี ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองด้านสรีรวิทยาและจิตวิทยา (ผ่านแบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว แบบสอบถาม SPST-20, แบบสอบถาม HADS และ STOP-Bang ฉบับภาษาไทย) จำนวน 70 ราย สุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย กลุ่มละ 35 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันที่ผู้วิจัยออกแบบและพัฒนาขึ้นก่อนเวลาเข้านอนเป็นเวลา 40 นาที ทุกคืนติดต่อกัน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการแทรกแซง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับชนิดตอบด้วยตนเอง (PSQI ฉบับภาษาไทย) ก่อนและหลังการทดลองผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีคุณภาพการนอนหลับหลังการทดลองดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) กลุ่มทดลองมีคุณภาพการนอนหลับในองค์ประกอบย่อยที่ 1, 2 และ 3 (Subjective Sleep Quality, Sleep Latency และ Sleep Duration) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้บ่งชี้ว่าคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีประสิทธิผลในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของ คนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ผลการศึกษานี้บ่งชี้ว่า การได้รับคลื่นเสียงชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟนมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่ายในการแก้ไขปัญหาการนอนหลับในประชากรกลุ่มนี้
ผลของการบำบัดด้วยแสงจ้าต่อคุณภาพการนอนและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สวางคนิวาส สภากาชาดไทย, ฬุฎี เตชะเทพประวิทย์
ผลของการบำบัดด้วยแสงจ้าต่อคุณภาพการนอนและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สวางคนิวาส สภากาชาดไทย, ฬุฎี เตชะเทพประวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักมีปัญหาการนอนหลับ ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และคุณภาพชีวิตลดลง การบำบัดด้วยแสงจ้า (Bright Light Therapy) จึงเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพการนอนและจิตใจ ระเบียบวิธีวิจัย - เป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 25 คน ที่เข้ารับการฟื้นฟู ณ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย โดยได้รับการดูแลตามมาตรฐาน 14 วัน หลังจากนั้นได้รับการบำบัดด้วยแสงจ้าขนาด 7,500 ลักซ์ เป็นเวลา 45 นาทีต่อวันควบคู่ไปด้วยเป็นเวลา 14 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินได้แก่ แบบประเมิน PSQI เพื่อประเมินคุณภาพการนอน แบบประเมินคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF แบบประเมินภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล HADS และใช้นาฬิกา Garmin เก็บข้อมูลการนอนเชิงลึกและอัตราการเต้นของหัวใจ วิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหาค่าสถิติเชิงพรรณาและหาค่าความเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์การศึกษาด้วยสถิติ Generalized Estimating Equations (GEE) ผลการศึกษา - การบำบัดด้วยแสงจ้าให้ผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น (p < .001) เพิ่มคุณภาพชีวิต (p = .004) ลดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (p < .001) รวมทั้งพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในโครงสร้างการนอน เช่น เพิ่มระยะเวลาการนอนหลับลึกและการหลับฝัน REM-sleep ลดการนอนหลับตื้น และลดอัตราการเต้นของหัวใจขณะตื่นและขณะหลับได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการการบำบัดด้วยแสงจ้า (p = .001) สรุป - การบำบัดด้วยแสงจ้าเป็นแนวทางการบำบัดที่มีประสิทธิภาพต่อคุณภาพการนอนของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูและปลอดภัย สามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
ภาวะหมดไฟจากการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร, ธมลวรรณ กุลเลิศจริยา
ภาวะหมดไฟจากการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร, ธมลวรรณ กุลเลิศจริยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์มีความเสี่ยงการเกิดภาวะหมดไฟสูง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน ที่ต้องคํานึงถึงการแข่งขันในตลาด ทำให้บุคลากรเกิดความกดดัน ความเครียด ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน นำไปสู่การเกิดภาวะหมดไฟได้ในที่สุด การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณา เพื่อหาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล จำนวน 500 คน ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมิน Maslach Burnout Inventory แบบสอบถามความพึงพอใจในงาน แบบวัดความเครียดสวนปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Independent t test , Chi-squared, Fisher's Exact Test, Binary logistic regression analysis เพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีสัดส่วนเป็นเพศหญิง(81%) มีอายุช่วง 20 – 29 ปี (64.8%) ระดับการศึกษาปริญญาตรี (81.8%) เป็นพยาบาลวิชาชีพ (42%) โดยมีภาวะหมดไฟด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์และการลดความเป็นบุคคลระดับต่ำ ร้อยละ 87.4 และ 98.8 ตามลำดับ ด้านความสำเร็จส่วนบุคคลระดับปานกลาง ร้อยละ 36.8 ส่วนภาวะหมดไฟโดยรวมระดับต่ำ ร้อยละ 55.9 และระดับปานกลาง ร้อยละ 42.7 และพบว่าปัจจัยด้านความเครียดสูง อยู่แผนกผู้ป่วยนอก ภาระงานมาก เวลาพักน้อย เวลาในการเดินทางมาทำงาน > 30 นาที การใกล้ชิดกับผู้รับบริการ ความยากลำบากช่วง Covid-19 การดื่มแอลกอฮอล์และชั่วโมงการนอนหลับต่อวัน ≤6 ชั่วโมง มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงานปานกลาง-สูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อวิเคราะห์ด้วย logistic regression analysis พบว่าปัจจัยที่ทำนายการมีภาวะหมดไฟ ระดับสูงได้แก่การทำงานแผนกผู้ป่วยนอก ใกล้ชิดกับผู้รับบริการ ระยะเวลาพักน้อย การดื่มแอลกอฮอล์บางครั้ง และชั่วโมงการนอนหลับเฉลี่ยต่อวัน ≤6 ชั่วโมง บุคลากรทางการแพทย์ในการศึกษาส่วนใหญ่มีภาวะหมดไฟในระดับต่ำ-ปานกลาง ซึ่งเกี่ยวข้อง กับลักษณะงานที่ทำ ระยะเวลาในการพักผ่อนนอนหลับและการใช้แอลกอฮอล์
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร, กัญจน์การิน ลัทธศักย์ศิริ
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร, กัญจน์การิน ลัทธศักย์ศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จำนวน 115 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ.2567 - ธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วย แบบสอบถามคัดกรองผู้เข้าร่วมวิจัย, แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป, แบบสอบถามการรับรู้ความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อตนเองในการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา, แบบสอบถามความคาดหวังต่อตนเองในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยรวม, แบบวัดอาการซึมเศร้า (CES-D) ฉบับภาษาไทย, แบบวัดความวิตกกังวล (STAI Form Y-1, A-state) ฉบับภาษาไทย, แบบสอบถามเรื่องความรู้สึกต่อตนเอง (Revised Thai RSES) ฉบับภาษาไทย โดยวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน จากการศึกษาในครั้งนี้พบ ความชุกของภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 29.4 พบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ภาวะวิตกกังวล, ระดับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส covid-19, ระดับความเครียดจากการเรียนกวดวิชา, ระดับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง, (p<0.01) ระดับความรู้สึกเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน, การมีบุคคลที่รู้สึกไว้วางใจ, และระดับความคาดหวังต่อตนเอง ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (p<0.5) และพบความชุกของภาวะวิตกกังวล ร้อยละ 78 (ภาวะวิตก กังวลปานกลาง ร้อยละ 68.8 ภาวะวิตกกังวลสูง ร้อยละ 9.2) ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะวิตกกังวล ได้แก่ เพศ, ภาวะซึมเศร้า, การลงเรียนกวดวิชาวิทยาศาสตร์ (p<0.01), ระดับความเครียด จากการเรียนกวดวิชา, ระดับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง (p<0.05)
Sequencing Conversational Turns In Peer Interactions: An Integrated Approach For Evidence-Based Conversational Agent For Just-In-Time Nicotine Cravings Intervention, Tavleen Singh, Michael Truong, Kirk Roberts, Sahiti Myneni
Sequencing Conversational Turns In Peer Interactions: An Integrated Approach For Evidence-Based Conversational Agent For Just-In-Time Nicotine Cravings Intervention, Tavleen Singh, Michael Truong, Kirk Roberts, Sahiti Myneni
Faculty, Staff and Student Publications
BACKGROUND: Risky health behaviors place an enormous toll on public health systems. While relapse prevention support is integrated with most behavior modification programs, the results are suboptimal. Recent advances in artificial intelligence (AI) applications provide us with unique opportunities to develop just-in-time adaptive behavior change solutions.
METHODS: In this study, we present an innovative framework, grounded in behavioral theory, and enhanced with social media sequencing and communications scenario builder to architect a conversational agent (CA) specialized in the prevention of relapses in the context of tobacco cessation. We modeled peer interaction data (n = 1000) using the taxonomy of behavior …
The Integrated Behavioral Model Of Mental Health Help Seeking (Ibm-Hs): A Health Services Utilization Theory Of Planned Behavior For Accessing Care, Joseph H. Hammer, David L. Vogel, Patrick R. Grzanka, Nayeon Kim, Brian T. Keum, Claire Adams, Sarah A. Wilson
The Integrated Behavioral Model Of Mental Health Help Seeking (Ibm-Hs): A Health Services Utilization Theory Of Planned Behavior For Accessing Care, Joseph H. Hammer, David L. Vogel, Patrick R. Grzanka, Nayeon Kim, Brian T. Keum, Claire Adams, Sarah A. Wilson
Research outputs 2022 to 2026
This article introduces the integrated behavioral model of mental health help seeking (IBM-HS), a theoretical model for understanding the constructs (e.g., systemic, predisposing, and enabling factors; mental health literacy; illness perceptions; perceived need; stigma; shame; perceived benefits, motivation) that influence people’s decision making around seeking professional mental health care and their ultimate access to formal treatment. The IBM-HS is a help-seeking-specific adaptation of the empirically supported integrated behavioral model and integrative model, which are themselves evolutions of the theory of planned behavior and theory of reasoned action. The IBM-HS posits that help-seeking determinants (e.g., structural forces; cultural influences; past help-seeking …
Intermittent Theta Burst Stimulation And Functional Connectivity In People Living With Hiv/Aids Who Smoke Tobacco Cigarettes: A Preliminary Pilot Study, Gopalkumar Rakesh, Thomas G Adams, Rajendra A Morey, Joseph L Alcorn, Rebika Khanal, Amanda E Su, Seth S Himelhoch, Craig R Rush
Intermittent Theta Burst Stimulation And Functional Connectivity In People Living With Hiv/Aids Who Smoke Tobacco Cigarettes: A Preliminary Pilot Study, Gopalkumar Rakesh, Thomas G Adams, Rajendra A Morey, Joseph L Alcorn, Rebika Khanal, Amanda E Su, Seth S Himelhoch, Craig R Rush
Faculty, Staff and Student Publications
BACKGROUND: People living with HIV (PLWHA) smoke at three times the rate of the general population and respond poorly to cessation strategies. Previous studies examined repetitive transcranial magnetic stimulation (rTMS) over left dorsolateral prefrontal cortex (L. dlPFC) to reduce craving, but no studies have explored rTMS among PLWHA who smoke. The current pilot study compared the effects of active and sham intermittent theta-burst stimulation (iTBS) on resting state functional connectivity (rsFC), cigarette cue attentional bias, and cigarette craving in PLWHA who smoke.
METHODS: Eight PLWHA were recruited (single-blind, within-subject design) to receive one session of iTBS (n=8) over the L. …
Findings Of Ptsd-Specific Deficits In Default Mode Network Strength Following A Mild Experimental Stressor, Christopher L Averill, Lynnette A Averill, Teddy J Akiki, Samar Fouda, John H Krystal, Chadi G Abdallah
Findings Of Ptsd-Specific Deficits In Default Mode Network Strength Following A Mild Experimental Stressor, Christopher L Averill, Lynnette A Averill, Teddy J Akiki, Samar Fouda, John H Krystal, Chadi G Abdallah
Staff and Researcher Publications
Reductions in default mode (DMN) connectivity strength have been reported in posttraumatic stress disorder (PTSD). However, the specificity of DMN connectivity deficits in PTSD compared to major depressive disorder (MDD), and the sensitivity of these alterations to acute stressors are not yet known. 52 participants with a primary diagnosis of PTSD (n = 28) or MDD (n = 24) completed resting-state functional magnetic resonance imaging immediately before and after a mild affective stressor. A 2 × 2 design was conducted to determine the effects of group, stress, and group*stress on DMN connectivity strength. Exploratory analyses were completed to …
Towards Objective, Temporally Resolved Neurobehavioral Predictors Of Emotional State, Katherine E Kabotyanski, Han G Yi, Rahul Hingorani, Brian S Robinson, Hannah P Cowley, Matthew S Fifer, Brock A Wester, Bishal Lamichhane, Ashutosh Sabharwal, Anusha B Allawala, Sameer V Rajesh, Nabeel Diab, Raissa K Mathura, Victoria Pirtle, Joshua Adkinson, Andrew J Watrous, Eleonora Bartoli, Jiayang Xiao, Garrett P Banks, Sanjay J Mathew, Wayne K Goodman, Xaq Pitkow, Nader Pouratian, Benjamin Y Hayden, Nicole R Provenza, Sameer A Sheth
Towards Objective, Temporally Resolved Neurobehavioral Predictors Of Emotional State, Katherine E Kabotyanski, Han G Yi, Rahul Hingorani, Brian S Robinson, Hannah P Cowley, Matthew S Fifer, Brock A Wester, Bishal Lamichhane, Ashutosh Sabharwal, Anusha B Allawala, Sameer V Rajesh, Nabeel Diab, Raissa K Mathura, Victoria Pirtle, Joshua Adkinson, Andrew J Watrous, Eleonora Bartoli, Jiayang Xiao, Garrett P Banks, Sanjay J Mathew, Wayne K Goodman, Xaq Pitkow, Nader Pouratian, Benjamin Y Hayden, Nicole R Provenza, Sameer A Sheth
Staff and Researcher Publications
No abstract provided.
The Seroprevalence Of Sars-Cov-2-Specific Antibodies In Australian Children: A Cross-Sectional Study, Archana Koirala, Jocelynne Mcrae, Philip N Britton, Marnie Downes, Shayal A Prasad, Suellen Nicholson, Noni E Winkler, Matthew V N O'Sullivan, Fatima Gondalwala, Cecile Castellano, Emma Carey, Alexandra Hendry, Nigel Crawford, Ushma Wadia, Peter Richmond, Helen S Marshall, Julia E Clark, Joshua R Francis, Jeremy Carr, Adam Bartlett, Brendan Mcmullan, Justin Skowno, Donald Hannah, Andrew Davidson, Britta S Von Ungern-Sternberg, Paul Lee-Archer, Laura L Burgoyne, Edith B Waugh, John B Carlin, Zin Naing, Nicole Kerly, Alissa Mcminn, Guillian Hunter, Christine Heath, Natascha D'Angelo, Carolyn Finucane, Laura A Francis, Sonia Dougherty, William Rawlinson, Theo Karapanagiotidis, Natalie Cain, Rianne Brizuela, Christopher C Blyth, Nicholas Wood, Kristine Macartney
The Seroprevalence Of Sars-Cov-2-Specific Antibodies In Australian Children: A Cross-Sectional Study, Archana Koirala, Jocelynne Mcrae, Philip N Britton, Marnie Downes, Shayal A Prasad, Suellen Nicholson, Noni E Winkler, Matthew V N O'Sullivan, Fatima Gondalwala, Cecile Castellano, Emma Carey, Alexandra Hendry, Nigel Crawford, Ushma Wadia, Peter Richmond, Helen S Marshall, Julia E Clark, Joshua R Francis, Jeremy Carr, Adam Bartlett, Brendan Mcmullan, Justin Skowno, Donald Hannah, Andrew Davidson, Britta S Von Ungern-Sternberg, Paul Lee-Archer, Laura L Burgoyne, Edith B Waugh, John B Carlin, Zin Naing, Nicole Kerly, Alissa Mcminn, Guillian Hunter, Christine Heath, Natascha D'Angelo, Carolyn Finucane, Laura A Francis, Sonia Dougherty, William Rawlinson, Theo Karapanagiotidis, Natalie Cain, Rianne Brizuela, Christopher C Blyth, Nicholas Wood, Kristine Macartney
Staff and Researcher Publications
Background: Following reduction of public health and social measures concurrent with SARS-CoV-2 Omicron emergence in late 2021 in Australia, COVID-19 case notification rates rose rapidly. As rates of direct viral testing and reporting dropped, true infection rates were most likely to be underestimated.
Objective: To better understand infection rates and immunity in this population, we aimed to estimate SARS-CoV-2 seroprevalence in Australians aged 0-19 years.
Methods: We conducted a national cross sectional serosurvey from June 1, 2022, to August 31, 2022, in children aged 0-19 years undergoing an anesthetic procedure at eight tertiary pediatric hospitals. Participant questionnaires were administered, and …
Efficacy And Safety Of Zuranolone Co-Initiated With An Antidepressant In Adults With Major Depressive Disorder: Results From The Phase 3 Coral Study, Sagar V Parikh, Scott T Aaronson, Sanjay J Mathew, Gustavo Alva, Charles Debattista, Stephen Kanes, Robert Lasser, Amy Bullock, Mona Kotecha, Jungah Jung, Fiona Forrestal, Jeff Jonas, Theresa Vera, Bridgette Leclair, James Doherty
Efficacy And Safety Of Zuranolone Co-Initiated With An Antidepressant In Adults With Major Depressive Disorder: Results From The Phase 3 Coral Study, Sagar V Parikh, Scott T Aaronson, Sanjay J Mathew, Gustavo Alva, Charles Debattista, Stephen Kanes, Robert Lasser, Amy Bullock, Mona Kotecha, Jungah Jung, Fiona Forrestal, Jeff Jonas, Theresa Vera, Bridgette Leclair, James Doherty
Staff and Researcher Publications
Major depressive disorder (MDD) is a mental health disorder that can cause disability and functional impairment that standard-of-care (SOC) antidepressant therapies (ADTs) can take weeks to treat. Zuranolone is a neuroactive steroid and positive allosteric modulator of synaptic and extrasynaptic γ-aminobutyric acid (GABA) type A receptors approved as an oral, once-daily, 14-day treatment course in adults with postpartum depression and under investigation in adults with MDD. The phase 3 CORAL Study (NCT04476030) evaluated the efficacy and safety of zuranolone 50 mg co-initiated with SOC ADT (zuranolone+ADT) vs placebo co-initiated with SOC ADT (placebo+ADT) in adults with MDD. Patients were randomized …
The Why, When, Where, How, And So What Of So-Called Rapidly Acting Antidepressants, Alan F Schatzberg, Sanjay J Mathew
The Why, When, Where, How, And So What Of So-Called Rapidly Acting Antidepressants, Alan F Schatzberg, Sanjay J Mathew
Staff and Researcher Publications
Developing antidepressants that are not only more effective but are rapidly acting is the Holy Grail for psychiatry. We review multiple issues that arise in determining rapid responses in antidepressant trials. The current status of purportedly rapid acting agents is first reviewed. Then, a number of key questions/issues are addressed: Is there a unifying definition for rapid response across studies? Should rapid response criteria be based on required measurable effects on overall improvement? On specific symptoms such as psychomotor retardation, depressed mood, or anhedonia? In associated symptoms such as anxiety or insomnia? When should onset be considered rapid-by Day 3? …
Study Protocol For Measuring Stigmatization In Persistent Tic Disorders: Development And Validation Of The Tourette Discrimination-Stigmatization Scale, Jaclyn M Martindale, Victor M Ringheanu, Kelly A Pring, Sandra Norona, Kimberly Wiseman, Roy E Strowd, Leah Chapman, Joseph Rigdon, Stephen R Rapp, Eric A Storch, Edward Ip, Jonathan W Mink
Study Protocol For Measuring Stigmatization In Persistent Tic Disorders: Development And Validation Of The Tourette Discrimination-Stigmatization Scale, Jaclyn M Martindale, Victor M Ringheanu, Kelly A Pring, Sandra Norona, Kimberly Wiseman, Roy E Strowd, Leah Chapman, Joseph Rigdon, Stephen R Rapp, Eric A Storch, Edward Ip, Jonathan W Mink
Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications
Introduction: Persistent Tic Disorders such as Tourette Syndrome are common neurodevelopmental disorders that are highly stigmatized. Many individuals with Persistent Tic Disorders experience peer rejection, loneliness, and self-stigma. Experiencing stigmatization during childhood can influence the persistence of moderate-to-severe tics later in life. Additionally, these factors have been associated with increased suicidal ideation, suicide attempts, and psychiatric symptom severity. There is a need for interventions to reduce stigma and stigmatization in Persistent Tic Disorders. Before developing cost-effective interventions to mitigate stigma's profound downstream health impacts, a reliable measure of stigmatization must be created. The overarching goal of this research is to …
Clinical Characteristics Of Probands With Obsessive-Compulsive Disorder From Simplex And Multiplex Families, Monicke O Lima, Leonardo C Saraiva, Vanessa R Ramos, Melaine C Oliveira, Daniel L C Costa, Brazilian Research Consortium On Obsessive-Compulsive Spectrum Disorders, Thomas V Fernandez, James J Crowley, Eric A Storch, Roseli G Shavitt, Euripedes C Miguel, Carolina Cappi
Clinical Characteristics Of Probands With Obsessive-Compulsive Disorder From Simplex And Multiplex Families, Monicke O Lima, Leonardo C Saraiva, Vanessa R Ramos, Melaine C Oliveira, Daniel L C Costa, Brazilian Research Consortium On Obsessive-Compulsive Spectrum Disorders, Thomas V Fernandez, James J Crowley, Eric A Storch, Roseli G Shavitt, Euripedes C Miguel, Carolina Cappi
Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications
Genetic and non-genetic factors contribute to obsessive-compulsive disorder (OCD), with strong evidence of familial clustering. Genomic studies in psychiatry have used the concepts of families that are "simplex" (one affected) versus "multiplex" (multiple affected). Our study compares demographic and clinical data from OCD probands in simplex and multiplex families to uncover potential differences. We analyzed 994 OCD probands (501 multiplex, 493 simplex) from the Brazilian Research Consortium on Obsessive-Compulsive Spectrum Disorders (C-TOC). Clinicians administered the Structured Clinical Interview for DSM-IV (SCID-IV) to diagnose, Yale-Brown Obsessive-Compulsive Scale (Y-BOCS) to assess severity, and Dimensional Yale-Brown Obsessive-Compulsive Scale (DY-BOCS) to assess symptom dimensionality. …
Hack24f: Ai And Mental Health: Addressing The Therapy Gap, Samatrai Piam, Digvijay Mahawar, Meric Kinali, Luxman Surentha, Jackson Comeau, Gail Rauch, Cody Turner
Hack24f: Ai And Mental Health: Addressing The Therapy Gap, Samatrai Piam, Digvijay Mahawar, Meric Kinali, Luxman Surentha, Jackson Comeau, Gail Rauch, Cody Turner
Paul English Applied Artificial Intelligence (AI) Institute Publications
Real-World Problem: There is a global shortage of mental health professionals, especially in underserved areas. AI-based chatbots could help fill this gap, but there are serious ethical concerns about the quality of care and efficacy of such chatbots.
Solution: This is a non-technical project that involved conversing with existing chatbots in an effort to develop a normative framework that could be used by future AI therapy bot developers. This framework seeks to build on, and operationalize, some of the insights from the recently published whitepaper on the ethics of chatbot therapy by the UMass Boston Applied Ethics Center. This presentation …
Exploring The Impact Of The Covid-19 Pandemic On Adolescent Mental Health: An Integrative Systematic Review, Ruth Maouda
Exploring The Impact Of The Covid-19 Pandemic On Adolescent Mental Health: An Integrative Systematic Review, Ruth Maouda
Theses and Dissertations
An integrative systematic review was conducted to understand the potential impact of the COVID-19 pandemic on adolescent mental health and to identify what contributing risk and protective factors increased or decreased the likelihood that these mental health outcomes were experienced among adolescents, including those from diverse and vulnerable communities. Furthermore, this review examined interventions and coping strategies identified within the literature that were beneficial in mitigating these harmful pandemic-related effects. Methods. Data was collected from five electronic databases and included peer-reviewed, English-language articles published between 2020-present in the United States, comprised of adolescent participants aged 11-19. All studies were required …
My Secret Struggle: Starving, Purging, And Numbing My Emotions. An Autoethnographic Analysis Of My Lifelong Battle With Anxiety, Depression, And Eating Disorders, Hasmek G. Siwajian
My Secret Struggle: Starving, Purging, And Numbing My Emotions. An Autoethnographic Analysis Of My Lifelong Battle With Anxiety, Depression, And Eating Disorders, Hasmek G. Siwajian
Theses and Dissertations
Adolescent females and young adult women between the ages of 12 and 25 are at a higher risk of engaging in self-destructive and life-threatening behaviors linked to anxiety, depression, and eating disorders when they do not have access to suitable treatment options or coping mechanisms (Garcia et al., 2020). This study highlights the heightened vulnerability of adolescent females and young adult women aged 12 to 25 who engage in self-destructive behaviors associated with anxiety, depression, and eating disorders when adequate treatment options or coping mechanisms are lacking. Through an autoethnographic approach, the researcher delves into her daily struggles and breakthroughs …