Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Dentistry Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

1999

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type

Articles 61 - 90 of 115

Full-Text Articles in Dentistry

ผลของน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกซีดีนต่อเชื้อสเตรปโตคอคคัส มิวแทนส์ในน้ำลาย, อัจฉรา วัฒนสานติ์, สุภาพร เมฆวัน, วรรณวิมล อนวัชพันธุ์ Apr 1999

ผลของน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกซีดีนต่อเชื้อสเตรปโตคอคคัส มิวแทนส์ในน้ำลาย, อัจฉรา วัฒนสานติ์, สุภาพร เมฆวัน, วรรณวิมล อนวัชพันธุ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกซีดีนความเข้มข้นร้อยละ 0.1 และความเข้มข้นร้อยละ 0.2 มีน้ำเกลือ เป็นตัวควบคุม (control solution) ในการลดจํานวนเชื้อสเตรปโตคอคคัส มิวแทนส์ (SM) วัสดุและวิธีการ ทําการศึกษาในอาสาสมัครจํานวน 12 คน โดยใช้น้ำยาบ้วนปากทั้งสามชนิดในเวลาต่าง ๆ กัน ครั้งละหนึ่งสัปดาห์ และเว้นว่างหนึ่งสัปดาห์ ก่อนที่จะเปลี่ยนชนิดของยาบ้วนปาก ทั้งนี้อาสาสมัครและผู้ทดลองจะ ไม่ทราบว่ากําลังใช้ยาชนิดใด เมื่อไร (double-blind randomized crossover design) เพื่อทําการเพาะเชื้อ SM จากน้ำลาย ผลการศึกษาและสรุป จากการศึกษาพบว่า จํานวนเชื้อ SM ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ ในกลุ่มที่ใช้คลอเฮกซีตีน ความเข้มข้น ร้อยละ 0.2 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้ยาความเข้มข้นร้อยละ 0.1 (p = 0.0077) และกลุ่มที่ใช้น้ําเกลือ บ้วนปาก (p = 0.0033) แต่การใช้คลอเฮกซีนความเข้มข้นร้อยละ 0.1 ได้ผลไม่แตกต่างจากการใช้น้ำเกลือบ้วนปาก จึงสรุปผลจากการวิจัยว่าน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกซีดีนความเข้มข้น ร้อยละ 0.2 เป็นน้ำยาบ้วนปากที่เหมาะสมในการใช้ เพื่อลดจํานวนเชื้อ SM กว่าน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกซีดีน ความเข้มข้นร้อยละ 0.1 และน้ำเกลือ


การใช้ยารักษาการติดเชื้อในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อัจฉรา วัฒนสานติ์, ริสา ชัยศุภรัตน์, วรนุช เชฐษภักดีจิต Apr 1999

การใช้ยารักษาการติดเชื้อในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อัจฉรา วัฒนสานติ์, ริสา ชัยศุภรัตน์, วรนุช เชฐษภักดีจิต

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการสั่งจ่ายยารักษาการติดเชื้อในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีการศึกษา โดยการเก็บข้อมูลย้อนหลังจากใบสั่งยาที่มีการสั่งจ่ายยารักษาการติดเชื้อ ตั้งแต่ พ.ศ. 2533 ถึง พ.ศ. 2540 แล้ววัดปริมาณการใช้ยาจากจํานวนใบสั่งยาดังกล่าว และนําข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศีกษาและสรุป พบว่าในระหว่างปี พ.ศ. 2533 ถึง พ.ศ. 2540 มีการใช้ยารักษาการติดเชื้อทั้งสิ้นร้อยละ 42.34 เพนนิซิลิน วี เป็นยาที่มีการใช้สูงสุด รองลงมาคือ แอมม็อกซีซิลิน (ร้อยละ 36.97 และ 34.23 ตามลําดับ) สําหรับในปี พ.ศ. 2540 ปริมาณการใช้เพนนิซิลิน วี และ แอมพิซิลินลดลง แต่มีการใช้ยาแอมม็อกซีซิลินเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่าการใช้ยารักษาการติดเชื้อคิดเป็นร้อยละ 22.07 มี แอมม็อกซีซิลินเป็นยาที่มีอัตราการใช้สูงสุดและรองลง มาคือ แอมม็อกซีซิลิน กับ คลาวูลาเนท หรืออ๊อกแมนดิน (Augmentin) มีอัตราการใช้เป็นร้อยละ 49.50 และ 8.50 ตามลําดับ ผลการวิจัยครั้งนี้จึงเป็นโครงการนําร่องเพื่อเป็นพื้นฐานสําหรับการศึกษาเพื่อให้เกิดความสมเหตุสมผล ในการใช้ยารักษาการติดเชื้อ และการสั่งซื้อยาต่อไป


Oral Pemphigus Vulgaris: A Study Of 8 Cases, Kobkan Thongprasom, Wiwat Korkij Apr 1999

Oral Pemphigus Vulgaris: A Study Of 8 Cases, Kobkan Thongprasom, Wiwat Korkij

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective The aim of this study was to analyse the characteristics and the management of the patients affected oral pemphigus.Material and methods The data of eight patients with oral pemphigus were collected at the Oral Medicine Department, Faculty of Dentistry, Chulalongkorn University during 1989-1997. The disease was observed mainly in women. The age range of this group was from 27-46 years, with a mean of 39.6 years. Diagnosis was based on the clinical presentation, confirmed by histopathology and immunofluorescence study. The patients were treated with prednisolone in various dosages combined with a topical steroid, 0.1% fluocinolone acetonide in solution (FAS).Results …


Radiation Doses Of Intraoral Radiographs In Dental Patients, Suwadee Kositbowornchai Apr 1999

Radiation Doses Of Intraoral Radiographs In Dental Patients, Suwadee Kositbowornchai

Chulalongkorn University Dental Journal

Objective The aim of this present study was to evaluate the radiation dose associated with intraoral radiographic techniques. Material and methods The radiation doses were measured at eyelid and thyroid gland, using the alarm digital dosimeter during taking intraoral radiographic techniques; the parallel technique, the bisecting-angle technique and the bitewing technique in different positions of oral cavity. Organ doses were estimated by averaging the readings obtained from digital dosimeter placed in anatomically appropiate positions of 20 patients for each view. The results were presented as the mean dose equivalent per single exposure and the combination dose at various locations for …


การบริการด้านทันตกรรมประดิษฐ์ของกลุ่มงานทันตกรรมวชิรพยาบาล, อรวรรณ เจษฎาพันธ์ Apr 1999

การบริการด้านทันตกรรมประดิษฐ์ของกลุ่มงานทันตกรรมวชิรพยาบาล, อรวรรณ เจษฎาพันธ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อสํารวจการให้บริการทางทันตกรรมประดิษฐ์ของกลุ่มงานทันตกรรม วชิรพยาบาล ทั้งจํานวนผู้ป่วย ผู้มาบริการ และชนิดของงานที่ให้บริการในระยะยาว 5 ปี (พ.ศ. 2537-2541) เพื่อประโยชน์ในการวางแผนงาน ของกลุ่มงานและให้บริการได้เหมาะสมกับความต้องการของประชาชน วัสดุและวิธีการ สํารวจจํานวนผู้ป่วยที่มาขอรับบริการทางด้านทันตกรรมประดิษฐ์ที่กลุ่มงานทันตกรรมวชิรพยาบาล ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2537-2541 โดยแบ่งกลุ่มผู้มารับบริการตามเพศและอายุ (ผู้ใหญ่, กลางคนและสูงอายุ) ตามประเภท ของงานทางด้านทันตกรรมประดิษฐ์โดยการหาจํานวนร้อยละของแต่ละชนิดของงานที่ให้บริการ รวมทั้งสํารวจอาชีพรายได้ สถานที่อยู่อาศัยจากทะเบียนประวัติผู้ป่วย ผลการศึกษา ในระยะ 5 ปี มีผู้มารับบริการจํานวน 2,418 ราย งานที่ให้บริการทางทันตกรรมประดิษฐ์จํานวน 2,893 ชิ้น พบว่าเพศหญิง (ร้อยละ 57.86) มารับบริการมากกว่าเพศชาย (ร้อยละ 42.14) งานที่ให้บริการมากที่สุด คือ ฟันปลอมชั่วคราว (ร้อยละ 60.13) รองลงมาคือฟันปลอมบางส่วนถอดได้ชนิดโลหะโคบอลต์ โครเมียมมีฟันค้ําจุน และไม่มีฟันค้ําจุน (ร้อยละ 16.29) และฟันปลอมทั้งปาก (ร้อยละ 14.59) ตามลําดับ ผู้สูงอายุจะเป็นผู้ที่มารับบริการมากที่สุด ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการใช้บริการขึ้นอยู่กับสถานภาพทางเศรษฐกิจ เขตที่อยู่อาศัย อาชีพ และสถานภาพทางสังคม สรุป บริการทางด้านทันตกรรมประดิษฐ์ของกลุ่มงานทันตกรรม วชิรพยาบาล 5 ปีที่ผ่านมาพบว่าผู้สูงอายุเป็นผู้ที่มา ใช้บริการมากที่สุด โดยงานที่มาขอรับบริการมากที่สุดคือ ฟันปลอมชั่วคราว ซึ่งอาจเป็นผลเนื่องจากสถานภาพทาง เศรษฐกิจ แต่เป็นความจําเป็นตามสภาพสังคมและเห็นว่ามีแนวโน้มที่ประชาชนจะมารับบริการทางด้านทันตกรรม ประดิษฐ์สูงขึ้น


อิทธิพลของการเสริมตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมต่อความแข็งแรงดัดขวางของวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิก, ชัยรัตน์ วิวัฒน์วรพันธ์, ไชยพร เทพชาตรี, พงศธร พู่ทองคำ Apr 1999

อิทธิพลของการเสริมตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมต่อความแข็งแรงดัดขวางของวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิก, ชัยรัตน์ วิวัฒน์วรพันธ์, ไชยพร เทพชาตรี, พงศธร พู่ทองคำ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลของการใส่ตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมทั้งที่ทา และไม่ทากาวไชยาในอะคริเลตผลิต ภัณฑ์เคนจิ (Kenji) ต่อความแข็งแรงดัดขวาง (transverse strength) ของวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิกผลิตภัณฑ์ เมลิโอเดนต์ (Meliodent) รวมทั้งผลของการทํา thermocycling วิธีการ เตรียมชิ้นตัวอย่างวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิกรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 65x10x2.5 มม. ซึ่งแบ่งเป็น 6 กลุ่มๆ ละ 10 ชิ้น ได้แก่ กลุ่มที่ 1) ไม่ได้เสริมแรงด้วยตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิม และไม่ผ่าน thermocycling กลุ่มที่ 2) ไม่ได้เสริมแรงด้วยตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิม และผ่าน thermocycling ที่ 8°C และ 55°C จํานวน 500 รอบ กลุ่มที่ 3) เสริมแรงด้วยตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมที่ไม่ได้ทากาวไชยาในอะคริเลต และไม่ผ่าน thermocycling กลุ่มที่ 4) เสริมแรงด้วยตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมที่ไม่ได้ทากาวไชยาโนอะคริเลต และผ่าน thermocycling กลุ่มที่ 5) เสริมแรง ด้วยตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมที่ทากาวไชยาในอะคริเลต และไม่ผ่าน thermocycling กลุ่มที่ 6) เสริมแรงด้วยตะแกรง เหล็กกล้าไร้สนิมที่ทากาวไซยาโนอะคริเลต และผ่าน thermocycling จากนั้นทดสอบความแข็งแรงตัดขวางด้วยวิธี 3-point bending test ด้วยเครื่อง Instron universal testing machine นําผลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความ แข็งแรงดัดขวางโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และ Tukey's HSD ที่ระดับนัยสําคัญ p<0.05 ผล ค่าเฉลี่ย (หน่วยเมกกะปาสคาล) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความแข็งแรงดัดขวางของวัสดุฐานฟันปลอม อะคริลิกดังต่อไปนี้ กลุ่มที่ 1 75.34 ±4.35 กลุ่มที่ 2 72.17±2.39 กลุ่มที่ 3 71.64±4.26 กลุ่มที่ 4 69.05±4.17 กลุ่มที่ 5 75.80±4.30 และกลุ่มที่ 6 67.75±2.79 ตามลําดับ จากการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความแข็งแรงดัดขวาง ที่ระดับนัยสําคัญ p<0.05 พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญของค่าความแข็งแรงดัดขวางระหว่างกลุ่มที่ไม่ผ่าน thermocycling (กลุ่มที่ 1 3 และ 5) และพบว่า thermocycling ไม่ทําให้มีผลแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญใน กลุ่มที่ไม่ได้เสริม (กลุ่มที่ 1 และ 2) และเสริมตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิม (กลุ่มที่ 3 และ 4) แต่มีผลแตกต่างอย่าง มีนัยสําคัญในกลุ่มที่เสริมตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมและทากาว (กลุ่มที่ 5 และ 6) สรุป ตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมไม่ได้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงดัดขวางให้กับวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิก และการทากาว ไชยาในอะคริเลตที่ตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิมก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงดัดขวางให้กับวัสดุฐานฟันปลอมอะคริลิก นอกจากนี้ thermocycling มีผลทําให้ค่าความแข็งแรงตัดขวางลดลงเฉพาะในกลุ่มที่เสริมตะแกรงเหล็กกล้าไร้สนิม และทากาวไชยาโนอะคริเลต


การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักในผู้ป่วย ที่มัดฟันบนล่างติดกัน, สิทธิชัย ทัดศรี, วัชรี จังศิริวัฒนธำรง, ณรงค์ ลุมพิกานนท์ Apr 1999

การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักในผู้ป่วย ที่มัดฟันบนล่างติดกัน, สิทธิชัย ทัดศรี, วัชรี จังศิริวัฒนธำรง, ณรงค์ ลุมพิกานนท์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของน้ําหนักผู้ป่วยก่อนการมัดฟันและภายหลัง การถอดการมัดฟันออก วิธีการศึกษา การศึกษากระทําในกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่มีกระดูกขากรรไกรล่างหักจาก อุบัติเหตุ กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับการผ่าตัดเลื่อนกระดูกขากรรไกรล่าง กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มได้รับการผ่าตัดกระดูก ขากรรไกรล่างบางส่วนออกพร้อมการปลูกกระดูกทดแทน ผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่มได้รับการมัดฟันบนล่างติดกัน และบันทึก น้ําหนักก่อนการมัดฟัน เปรียบเทียบกันภายหลังการถอดมัดฟันออก และทุกกลุ่มได้รับการแนะนําให้รับประทานอาหาร ทุกอย่างที่มีอยู่ในแต่ละเศรษฐฐานะ แล้วนําข้อมูลมาวิเคราะห์หาความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยได้ทําสถิติ ANOVA one way test. ผลการทดลองและสรุป ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่ม มีน้ําหนักลดลงภายหลังการมัดฟัน กลุ่มที่ 1 และ 2 ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ 3 จะมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ


Cultural Adaptability Of Students Attending Culturally Diverse And Non-Culturally Diverse Dental Hygiene Programs, Katrina White Magee Apr 1999

Cultural Adaptability Of Students Attending Culturally Diverse And Non-Culturally Diverse Dental Hygiene Programs, Katrina White Magee

Dental Hygiene Theses & Dissertations

The purpose of this descriptive investigation was to determine the cultural adaptability of students attending culturally diverse and nonculturally diverse dental hygiene programs throughout the U.S. The dental hygiene schools were identified according to their ethnic diversity as reported by the ADA Commission on Dental Accreditation in the 1996-1997 Survey of Dental Hygiene Education Programs. Once the programs were identified, a random sample was taken from the diverse and non-diverse dental hygiene programs. A 50-item inventory, the Cross-Cultural Adaptability Inventory (CCAI), was mailed to the participating dental hygiene programs. One-hundred eighty-eight students represented U.S. dental hygiene programs in the …


Sexual Harassment In The Virginia Dental Hygiene Profession, Anne Pennington Apr 1999

Sexual Harassment In The Virginia Dental Hygiene Profession, Anne Pennington

Dental Hygiene Theses & Dissertations

No abstract provided.


Ada News - 03/22/1999, American Dental Association, Publishing Division Mar 1999

Ada News - 03/22/1999, American Dental Association, Publishing Division

ADA News

Established in 1970 as the official newspaper of the American Dental Association, the ADA News serves practicing dentists and others allied to the dental profession in the U.S. and internationally. It is the No. 1 source of news and information about the many benefits and services the ADA delivers to members daily as well as timely information on scientific, social, political and economic developments affecting dentistry and health care.


Ada News - 03/08/1999, American Dental Association, Publishing Division Mar 1999

Ada News - 03/08/1999, American Dental Association, Publishing Division

ADA News

Established in 1970 as the official newspaper of the American Dental Association, the ADA News serves practicing dentists and others allied to the dental profession in the U.S. and internationally. It is the No. 1 source of news and information about the many benefits and services the ADA delivers to members daily as well as timely information on scientific, social, political and economic developments affecting dentistry and health care.


Dentalgram - Vol. 13, No. 03, Loma Linda University School Of Dentistry Mar 1999

Dentalgram - Vol. 13, No. 03, Loma Linda University School Of Dentistry

Dentalgram

In this issue:

  • Alumni-Student Convention coverage
  • Clinic With a Heart
  • Student News
  • Department News
  • Newsnotes


Marginal Discrepancy Of Components Utilized For Implant Framework Construction, Mathew Thomas Kattadiyil Mar 1999

Marginal Discrepancy Of Components Utilized For Implant Framework Construction, Mathew Thomas Kattadiyil

Loma Linda University Electronic Theses, Dissertations & Projects

This study evaluated marginal fit discrepancy of the abutment-implant body interface employing various components commonly utilized for implant framework fabrication. Four types of components ( castable plastic patterns, premachined gold abutments, premachined titanium abutments and CAD-CAM custom premachined titanium abutments) were evaluated. Five castable plastic patterns and five premachined gold abutme~ts from each of two manufacturers, five premachined titanium abutments and five CAD-CAM custom premachined titanium abutments were used. Components were affixed to a 3.75 x 10 mm dental implant and standardized measurements were obtained of the abutment-implant interface using a computerassisted microscope at various experimental time intervals. Measurements of …


Ada News - 02/22/1999, American Dental Association, Publishing Division Feb 1999

Ada News - 02/22/1999, American Dental Association, Publishing Division

ADA News

Established in 1970 as the official newspaper of the American Dental Association, the ADA News serves practicing dentists and others allied to the dental profession in the U.S. and internationally. It is the No. 1 source of news and information about the many benefits and services the ADA delivers to members daily as well as timely information on scientific, social, political and economic developments affecting dentistry and health care.


Ada News - 02/08/1999, American Dental Association, Publishing Division Feb 1999

Ada News - 02/08/1999, American Dental Association, Publishing Division

ADA News

Established in 1970 as the official newspaper of the American Dental Association, the ADA News serves practicing dentists and others allied to the dental profession in the U.S. and internationally. It is the No. 1 source of news and information about the many benefits and services the ADA delivers to members daily as well as timely information on scientific, social, political and economic developments affecting dentistry and health care.


Dentalgram - Vol. 13, No. 02, Loma Linda University School Of Dentistry Feb 1999

Dentalgram - Vol. 13, No. 02, Loma Linda University School Of Dentistry

Dentalgram

In this issue:

  • Construction begins
  • Student news
  • Department news
  • Employee of the Quarter


Ada News - 01/25/1999, American Dental Association, Publishing Division Jan 1999

Ada News - 01/25/1999, American Dental Association, Publishing Division

ADA News

Established in 1970 as the official newspaper of the American Dental Association, the ADA News serves practicing dentists and others allied to the dental profession in the U.S. and internationally. It is the No. 1 source of news and information about the many benefits and services the ADA delivers to members daily as well as timely information on scientific, social, political and economic developments affecting dentistry and health care.


Ada News - 01/11/1999, American Dental Association, Publishing Division Jan 1999

Ada News - 01/11/1999, American Dental Association, Publishing Division

ADA News

Established in 1970 as the official newspaper of the American Dental Association, the ADA News serves practicing dentists and others allied to the dental profession in the U.S. and internationally. It is the No. 1 source of news and information about the many benefits and services the ADA delivers to members daily as well as timely information on scientific, social, political and economic developments affecting dentistry and health care.


Dentalgram - Vol. 13, No. 01, Loma Linda University School Of Dentistry Jan 1999

Dentalgram - Vol. 13, No. 01, Loma Linda University School Of Dentistry

Dentalgram

In this issue:

  • Alumni-Student Convention preview
  • Student News
  • Clinic With a Heart
  • IDP banquet
  • Department News
  • Professor publishes book
  • Construction update
  • Gallery


Health Professions Division Catalog Academic Year 1999-2000, Nova Southeastern University Jan 1999

Health Professions Division Catalog Academic Year 1999-2000, Nova Southeastern University

Health Professions Divisions Course Catalogs and Course Descriptions

No abstract provided.


Ada News Daily - 1999 Day 2, American Dental Association, Publishing Division Jan 1999

Ada News Daily - 1999 Day 2, American Dental Association, Publishing Division

ADA News

The ADA News Daily (also called the ADA News Convention Daily) is a special edition of the ADA News published each day during American Dental Association Annual Sessions.


Ada News Daily - 1999 Day 4, American Dental Association, Publishing Division Jan 1999

Ada News Daily - 1999 Day 4, American Dental Association, Publishing Division

ADA News

The ADA News Daily (also called the ADA News Convention Daily) is a special edition of the ADA News published each day during American Dental Association Annual Sessions.


Ada Constitution & Bylaws (1999), American Dental Association Jan 1999

Ada Constitution & Bylaws (1999), American Dental Association

Constitution & Bylaws

The ADA Commons Constitution & Bylaws archival collection comprises printed issues of the American Dental Association's Constitution and Bylaws. The collection also includes the ADA Charter and the ADA Code of Ethics issued 1924-1946.


การศึกษาระดับความกลัวและกังวลใจของนิสิตจุฬาฯ ต่อการใช้บริการทางทันตกรรม, สุนทร ระพิสุวรรณ, ขวัญศิริ เปล่งสมบัติ, วิชุลดา พุนทิกาพัทธ์, ศุลีพร ธีระเจตกูล Jan 1999

การศึกษาระดับความกลัวและกังวลใจของนิสิตจุฬาฯ ต่อการใช้บริการทางทันตกรรม, สุนทร ระพิสุวรรณ, ขวัญศิริ เปล่งสมบัติ, วิชุลดา พุนทิกาพัทธ์, ศุลีพร ธีระเจตกูล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ของการศึกษา ศึกษาเปรียบเทียบระดับความกลัวและกังวลใจต่อการใช้บริการทางทันตกรรมและ ปัจจัยเกี่ยวข้อง ของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสาขาต่าง ๆ วัสดุและวิธีการ ประชากรศึกษาที่นํามาวิเคราะห์มีจํานวน 660 คน ได้รับการแจกแบบสอบถามที่ประกอบด้วย คําถามด้านประชากรศาสตร์ และคําถามของ The Carah's Dental Anxiety Scale ผลการศึกษา พบว่า ร้อยละ 8.6 ของประชากรศึกษาไม่แสดงความกลัวและกังวลใจต่อการใช้บริการทางทันตกรรม ค่าเฉลี่ยของคะแนนความกลัวและกังวลใจต่อการใช้บริการทันตกรรม (DAS score) เท่ากับ 8.51± 3.27 เพศหญิง นิสิตในคณะต่างกันจะมีความกลัวและกังวลใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ มีความกลัวและกังวลใจมากกว่าเพศชายทางสถิติ (P≤0.001) และประสบการณ์ในการใช้บริการทันตกรรมครั้งแรกในชีวิตมีผลต่อความกลัวและกังวลใจของ กลุ่มนี้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P≤0.001)สรุป 1. ระดับความกลัวและกังวลใจของประชากรศึกษากลุ่มนี้เท่ากับ 8.51 ± 3.27 2. เพศ, กลุ่มคณะและประสบการณ์ในการใช้บริการทันตกรรมครั้งแรกมีผลต่อความกลัวและกังวลใจอย่าง มีนัยสําคัญทางสถิติ


การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบดเคี้ยวในผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่ และฟันกรามน้อย, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, ปรารมภ์ ซาลิมี, อัญชัย เอกอนันต์กุล, เข็มทอง มิตรกูล Jan 1999

การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบดเคี้ยวในผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่ และฟันกรามน้อย, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, ปรารมภ์ ซาลิมี, อัญชัย เอกอนันต์กุล, เข็มทอง มิตรกูล

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบดเคี้ยวในผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่และ ฟันกรามน้อยเพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาใส่ฟันปลอมให้ผู้ป่วยสูงอายุโดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจํากัดในการใส่ฟันปลอม วิธีการศึกษา ทําการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยที่มีฟันเหลือเฉพาะฟันกรามน้อย 17 คน, เหลือเฉพาะฟันกราม ใหญ่ 7 คน และกลุ่มควบคุมซึ่งมีฟันธรรมชาติครบ 28 ปี 20 คน โดยให้กลุ่มผู้ทดลองเคี้ยวลูกชิ้นปลาจํานวน 3 ลูก ลูกละ 10,20 และ 40 ครั้งตามลําดับจากนั้นคายลงในตะแกรงลวดเพื่อกรองลูกชิ้นปลาที่เคี้ยวแล้ว ผ่านตะแกรงความถี่เบอร์ 5 (0.1571) และเบอร์ 100 (0.0059) ตามลําดับ และนําเศษลูกชิ้นปลาในแต่ละ ตะแกรงไปชั่งน้ําหนักเพื่อคํานวณประสิทธิภาพการบดเคี้ยวจากร้อยละของน้ําหนักลูกชิ้นในตะแกรงละเอียดและ ตะแกรงหยาบ แล้วนํามาเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมโดยใช้ Independent t-test ที่ p>0.05 ผลการศึกษาและสรุป จากการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพการบดเคี้ยวของกลุ่มที่มีฟันธรรมชาติอยู่ครบ เมื่อเคี้ยวจํานวน 10, 20, 40 ครั้งวัดได้ร้อยละ 16.03, 26.23 และ 42.05 ตามลําดับผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกราม น้อยวัดได้ 14.41, 19.92 และ 31.56 ตามลําดับส่วนผู้ที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่วัดได้ 14.58, 20.05 และ 30.23 ตามลําดับ ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวของผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามน้อยไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติจากผู้ป่วยที่เหลือเฉพาะฟันกรามใหญ่ (p>0.05) ดังนั้นผู้ป่วยที่สูญเสียฟันธรรมชาติไปควรใส่ฟันปลอม เพื่อให้ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวดีขึ้น แต่ในบางกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อจํากัดในการใส่ฟันปลอมก็สามารถละเว้นได้โดยที่ ประสิทธิภาพการบดเคี้ยวอาจลดลงบ้าง


รูปแบบใบหน้าในแนวดิ่งในกลุ่มโครงสร้างคลาสทรี, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, รักพร เหล่าสุทธิวงษ์ Jan 1999

รูปแบบใบหน้าในแนวดิ่งในกลุ่มโครงสร้างคลาสทรี, พรทิพย์ ชิวชรัตน์, รักพร เหล่าสุทธิวงษ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอัตราการเกิดรูปแบบของใบหน้าในแนวดิ่ง 3 รูปแบบ ตามการวัดมุมและระยะทาง 7 ค่า ซึ่งได้แก่ SN/MP UFH LFH ULL LLL ADH และ PDH ในกลุ่มเพศชายและหญิงที่มีโครงสร้างใบหน้าเป็น และเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับอัตราการเกิดรูปแบบดังกล่าวคลาสทรี วัสดุและวิธีการ ทําการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์กําหนดและได้กลุ่มตัวอย่างที่มีโครงสร้างคลาสทรีที่ไม่เคย รับการจัดฟันจํานวน 200 คน (ชาย 100 คน หญิง 100 คน) วิเคราะห์เซฟฟาโลเมตริกด้วยการวัดค่ามุมและระยะ ทาง 7 ค่า และจําแนกกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่มตามค่ามุมและระยะทางที่น้อยกว่า เท่ากับ และมากกว่าปกติ ผลของการวิจัย และสรุป พบว่า อัตราการเกิดโอเพนไบท์หรือปกติมีจํานวนมากที่สุด คือ ร้อยละ 44-47 ทั้ง เพศชายและเพศหญิง (SN/MP, LFH และ LLL) ส่วนลักษณะอื่น ๆ ที่พบจํานวนมากที่สุดได้แก่ ใบหน้าที่มีริม ฝีปากบนสั้นกว่าปกติ (ULL) และใบหน้าที่มีความสูงของฟันหน้า (ADH) และฟันหลัง (PDH) เป็นปกติ มีอัตรา การเกิดใกล้เคียงกันคือ ร้อยละ 55-65 ทั้งในเพศชายและเพศหญิง รวมทั้งไม่พบความแตกต่างระหว่างเพศกับอัตรา การเกิดลักษณะดังกล่าวอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P>0.05) ยกเว้นพบความแตกต่างระหว่างเพศกับอัตราการเกิด ใบหน้าที่มีความผิดปกติและปกติของความยาวส่วนบน (UFH) และความยาวส่วนล่าง (LFH) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P<0.05)


แนวโน้มของผู้ป่วยฟันสึกกลุ่มหนึ่งในคลินิกบัณฑิตศึกษาทันตกรรมประดิษฐ์, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, ปรีวันท์ จันทรเวช, เทวฤทธิ์ สมโคตร Jan 1999

แนวโน้มของผู้ป่วยฟันสึกกลุ่มหนึ่งในคลินิกบัณฑิตศึกษาทันตกรรมประดิษฐ์, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, ปรีวันท์ จันทรเวช, เทวฤทธิ์ สมโคตร

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาที่พบมากในผู้ป่วยที่มาขอรับบริการใส่ฟันในคลินิก ทันตกรรมประดิษฐ์บัณฑิตศึกษา ซึ่งได้แก่ฟันสึก โดยศึกษาตําแหน่งฟันสึก รูปแบบการเกิดฟันสึก ความรุนแรง ของฟันสึก และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรงของฟันสึก วิธีการศึกษา การศึกษานําร่องทําโดยสํารวจเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาทางทันตกรรมประดิษฐ์ จากแบบหล่อ ศึกษาจํานวน 159 ราย แล้วสุ่มเลือกศึกษาแบบหล่อศึกษาของผู้ป่วยที่มีฟันสึกมากที่จําเป็นต้องรักษาโดยการ ฟื้นฟูสภาพช่องปากจํานวน 57 ราย ที่มาขอรับบริการในคลินิกบัณฑิตศึกษา ภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์ คณะ ทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระหว่างปีพุทธศักราช 2534-2540 เพื่อศึกษาตําแหน่งของฟันสึก รูปแบบการเกิดฟันสึก ระดับความรุนแรงของฟันลึก และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของฟันสึก และบันทึกลงในแบบบันทึกข้อมูลที่ออกแบบโดยผู้วิจัยการศึกษาดูเฉพาะการสึกของฟันด้านบดเคี้ยวหรือบริเวณปลายฟันด้านริมฝีปากหรือข้างแก้มไปยังด้านลิ้น เกณฑ์วัดความรุนแรงของฟันสึกใช้ดัชนีวัดความรุนแรงของ ฟันสึกของ Johansson การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ non-parametric ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS ผลการศึกษาและสรุป พบว่าผู้ป่วยร้อยละ 92.98 มีฟันสึกในฟันหน้าและฟันหลังทั้งขากรรไกรบนและล่าง จํานวนร้อยละ 5.26 มีฟันสึกเฉพาะฟันหน้าทั้งขากรรไกรบนและล่าง ฟันล่างมีระดับความรุนแรงของฟันสึกสูง กว่าฟันบน ฟันหน้าสึกรุนแรงกว่าฟันหลัง ทั้งขากรรไกรบนและล่างอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.005) ผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มที่เริ่มพบฟันสึกรุนแรง และผู้ป่วยเพศชายมีระดับความรุนแรงของฟันสึกสูงกว่าเพศ หญิงอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.05) นอกจากนี้จํานวนฟันคู่สบยังมีสหสัมพันธ์กับความรุนแรงของฟันสึก กลุ่มที่มี ฟันคู่สบในฟันหลังเหลือมากกว่า 6 คู่ มีระดับความรุนแรงของฟันสึกน้อยกว่ากลุ่มที่มีฟันคู่สบในฟันหลังเหลือ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 6 คู่ อย่างมีนัยสําคัญ (p>0.05)


Dentocult Sm-Strip Mutans Kit เครื่องมือบอกอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุแบบง่ายๆ, จินตกร คูวัฒนสุชาติ Jan 1999

Dentocult Sm-Strip Mutans Kit เครื่องมือบอกอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุแบบง่ายๆ, จินตกร คูวัฒนสุชาติ

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การศึกษาครั้งนี้ ต้องการหาวิธีการง่ายๆ ที่ใช้ชี้บอกให้รู้ถึงความเสี่ยงต่อการที่จะเกิดฟันผุขึ้น ที่สะดวก ต่อการที่จะนําไปใช้ทั้งในทันตกรรมชุมชนและในคลินิกทั่วไป วัสดุและวิธีการ ทําการเก็บตัวอย่างน้ําลาย โดยใช้ Dentocult SM-Strip mutans kit ที่ทําออกมาสําเร็จรูปพร้อม นํามาใช้ได้ทันที ปริมาณของ S.mutans ในน้ําลายผู้ป่วยศึกษาได้จากการเปรียบเทียบจํานวนโคโลนีของเชื้อแบคทีเรีย บน Dentocult SM-Strip กับแผนภูมิมาตรฐาน จากนั้นแบ่งกลุ่มความเข้มข้นของแบคทีเรียเป็น 4 ระดับคะแนน ตั้งแต่ 0 ถึง 3 ระดับความเสี่ยงของการเกิดฟันผุสามารถพิจารณาจากระดับคะแนนนั้น ผลการศึกษาและสรุป ผลจากการศึกษาครั้งนี้ สามารถแยกกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุได้ง่าย ออกจาก กลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการที่จะเกิดฟันผุได้ยากได้ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ


การเปรียบเทียบวิธีกําจัดแคลเซียมไฮดรอกไซด์ออกจากคลองรากฟัน, เมตตจิตต์ นวจินดา, สงวนศรี ธาตรีนรานนท์ Jan 1999

การเปรียบเทียบวิธีกําจัดแคลเซียมไฮดรอกไซด์ออกจากคลองรากฟัน, เมตตจิตต์ นวจินดา, สงวนศรี ธาตรีนรานนท์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลการกําจัดแคลเซียมไฮดรอกไซด์ออกจากคลองรากฟัน ด้วยวิธีต่างๆ 6 วิธี วัสดุและวิธีการ นําฟันรากเดียวที่เจริญเต็มที่ จํานวน 65 ซี่ มาขยายคลองรากฟันจนขนาดของเอ็มเอเอฟไฟล์มี ขนาด 40 แล้วทําการผายคลองรากฟันด้วยวิธีสเทพแบค อุดคลองรากฟันจํานวน 60 ซี่ ด้วยแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ยกเว้นกลุ่มควบคุมจํานวน 5 ซี่ คลองรากฟันจะไม่ใส่อะไรเลย เก็บฟันทั้งหมดที่ความชื้นสัมพัทธ์ 100% อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7 วัน หลังจากนั้นรื้อเอาแคลเซียมไฮดรอกไซด์ออกจากคลองรากฟันด้วยวิธีต่างๆ 6 แล้วนําฟันทั้งหมด ผ่าแบ่งครึ่งตามแนวยาว ใช้น้ํากลั่นจํานวน 30 มิลลิลิตรชะล้างเอาแคลเซียมไฮดรอกไซด์ที่ตกค้าง ออก หาปริมาณแคลเซียมด้วยเครื่อง Atomic Absorption Spectrophotometer (Shimadsu AA-630) ผลการทดลอง พบว่าวิธีที่ใช้ไฟล์ใหญ่กว่าเอ็มเอเอฟไฟล์ 1 ขนาด ร่วมกับน้ํายาล้างอีดีทีเอ 17% 5 มิลลิลิตร และโซเดียมไฮโปคลอไรด์ 2.5% 5 มิลลิลิตร โดยใส่เข็มน้ํายาล้างห่างจากปลายราก 3 มิลลิลิตร เป็นวิธีที่กําจัดที่ดีที่สุด โดยจะมีแคลเซียมตกค้าง 4.78 ppm ส่วนวิธีที่ใช้เอ็มเอเอฟไฟล์ร่วมกับน้ํายาล้างโซเดียมไฮโปคลอไรด์ 2.5% จํานวน 10 มิลลิลิตร โดยใส่เข็มน้ํายาล้างห่างจากปลายราก 6 มิลลิลิตร เป็นวิธีที่กําจัดแคลเซียมไฮดรอกไซด์ออกได้น้อย ที่สุด เหลือแคลเซียมตกค้าง 11.06 ppm ซึ่งจะแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.01) โดยใช้ Kruskal -Wallis test เมื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มโดยใช้ Mann-Whitney U test พบว่าวิธี 1 กับ 3, 2 กับ 4 แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.01) สรุป วิธีที่ใช้กําจัดแคลเซียมไฮดรอกไซด์ทั้ง 6 วิธี ไม่มีวิธีใดสามารถกําจัดออกได้หมด ชนิดของน้ํายาล้างหรือการ เพิ่มขนาดของไฟล์ให้ใหญ่ขึ้น 1 ขนาดจากเอ็มเอเอฟไฟล์ จะไม่มีผลต่อการกําจัดแคลเซียมไฮดรอกไซด์ แต่ถ้าการ ล้างใส่เข็มน้ํายาล้างที่ระยะห่างจากปลายราก 3 มิลลิเมตร จะช่วยกําจัดได้ดีขึ้น


ผลของการเตรียมพื้นผิวพอร์ซเลนต่อค่าแรงยึดเฉือนของคอมโพสิตเรซิน, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, กาญจนา อมรพิทักษ์พันธ์, ทิพย์รัตน์ ลีทวีกุลสมบูรณ์ Jan 1999

ผลของการเตรียมพื้นผิวพอร์ซเลนต่อค่าแรงยึดเฉือนของคอมโพสิตเรซิน, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิดา อนุสสรนิติสาร, กาญจนา อมรพิทักษ์พันธ์, ทิพย์รัตน์ ลีทวีกุลสมบูรณ์

Chulalongkorn University Dental Journal

วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบวิธีการต่าง ๆ ในการเตรียมพื้นผิวพอร์ซเลน ที่มีผลต่อการเชื่อมติดระหว่างพอร์ซเลนกับคอมโพสิตเรซิน วิธีการศึกษา การทดสอบทําโดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม กลุ่มที่กรอพื้นผิวโดยใช้ หัวกรอกากเพชรรูปกรวยคว่ํา และกลุ่มที่ใช้ผงอลูมินัมออกไซด์เป่าพื้นผิว ทําการซ่อมโดยใช้ระบบการซ่อม พอร์ซเลนของเคลียร์ฟิล แล้วนําไปทดสอบหาค่าแรงยึดเฉือนระหว่างพอร์ซเลนกับคอมโพสิตเรซิน การศึกษา พื้นผิวของกลุ่มตัวอย่างได้จากการส่องกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนแบบส่องกราดและกล้องสเตริโอไมโครสโคป ผลการทดลองและสรุป ผลการวิจัยปรากฏว่า ค่าแรงยึดเฉือนของกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างจากกลุ่มที่ กรอและกลุ่มที่ใช้ลม และผงอลูมินัมออกไซด์เป่าพื้นผิว ส่วนกลุ่มที่กรอและกลุ่มที่ใช้ผงอลูมินัมออกไซด์เป่าพื้นผิว ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p>0.01) จึงสรุปได้ว่าการเตรียมพื้นผิวพอร์ซเลนด้วยการกรอ และการใช้ลมและผงอลูมินัมออกไซด์เป่าให้ประสิทธิภาพของการเชื่อมติดระหว่างพอร์ซเลนกับคอมโพสิตเรซิน ดีกว่าการไม่ได้เตรียมพื้นผิวพอร์ซเลน