Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medical Specialties (9373)
- Medical Sciences (6510)
- Life Sciences (4665)
- Public Health (4516)
- Diseases (2845)
-
- Oncology (2770)
- Nursing (2550)
- Biomedical Informatics (2530)
- Social and Behavioral Sciences (2352)
- Bioinformatics (2203)
- Education (1957)
- Medical Education (1608)
- Mental and Social Health (1559)
- Rehabilitation and Therapy (1397)
- Medical Genetics (1298)
- Pediatrics (1106)
- Physical Sciences and Mathematics (1023)
- Genetic Phenomena (894)
- Internal Medicine (817)
- Dentistry (765)
- Occupational Therapy (746)
- Psychiatry and Psychology (723)
- Sports Sciences (721)
- Neurology (703)
- Cardiology (693)
- Arts and Humanities (682)
- Health and Medical Administration (677)
- Public Health Education and Promotion (642)
- Psychology (637)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (6078)
- Washington University School of Medicine (1689)
- Thomas Jefferson University (944)
- University of Texas Rio Grande Valley (680)
- Walden University (565)
-
- Edith Cowan University (510)
- HCA Healthcare (499)
- Chulalongkorn University (482)
- Wayne State University (472)
- University of Kentucky (456)
- Manipal Academy of Higher Education (441)
- Nova Southeastern University (413)
- Universitas Indonesia (408)
- Aga Khan University (389)
- University of Nebraska Medical Center (368)
- Western Kentucky University (348)
- Western Michigan University (309)
- LSU Health New Orleans (296)
- Children's Mercy Kansas City (287)
- Rowan University (275)
- University of Nebraska - Lincoln (269)
- TÜBİTAK (265)
- University of South Carolina (257)
- Lehigh Valley Health Network (223)
- University of Alabama at Birmingham (221)
- Old Dominion University (210)
- Himmelfarb Health Sciences Library, The George Washington University (202)
- Providence (197)
- University of Nevada, Las Vegas (193)
- University of North Dakota (187)
- Keyword
-
- Humans (5060)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (1344)
- Animals (1247)
- Female (1111)
- COVID-19 (1029)
-
- Mice (922)
- Male (801)
- Adult (656)
- Child (592)
- Retrospective Studies (513)
- Aged (387)
- Neoplasms (353)
- Middle Aged (343)
- United States (318)
- Adolescent (316)
- Mental health (277)
- Treatment Outcome (277)
- Risk Factors (275)
- SARS-CoV-2 (275)
- Prospective Studies (272)
- Obesity (271)
- Depression (269)
- Mutation (265)
- Pregnancy (259)
- Biomarkers (253)
- Carcinoma (249)
- Brain (247)
- Cancer (244)
- Education (242)
- Infant (241)
- Publication
-
- Faculty, Staff and Student Publications (3798)
- Faculty, Staff and Students Publications (1887)
- 2020-Current year OA Pubs (1670)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (552)
- Research outputs 2022 to 2026 (486)
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (432)
- Patient Education Projects (343)
- International Journal of Exercise Science: Conference Proceedings (319)
- Research Symposium (292)
- KCACON 2023 (254)
- Doctor of Nursing Practice Projects (207)
- Theses and Dissertations (203)
- Turkish Journal of Medical Sciences (201)
- School of Medicine Faculty Publications (194)
- HPD Articles (189)
- School of Medicine Publications (182)
- Rowan-Virtua Research Day (176)
- All ETDs from UAB (145)
- Posters (139)
- Manuscripts, Articles, Book Chapters and Other Papers (126)
- Manipal Research Colloquium - 2023 (123)
- Annual Research Symposium (122)
- Dissertations (120)
- Markey Cancer Center Faculty Publications (118)
- Research Colloquium (116)
- Articles (115)
- Research Day (115)
- Internet Journal of Allied Health Sciences and Practice (114)
- United States Department of Agriculture Wildlife Services: Staff Publications (111)
- Electronic Theses and Dissertations (107)
- Publication Type
Articles 26071 - 26100 of 27433
Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences
Effects Of A Culture-Specific Behavior Modification Program On Hba1c And Blood Pressure Among Diabetes Persons With Hypertension Comorbidity, Northeastern Thailand, Patcharee Numsang
Effects Of A Culture-Specific Behavior Modification Program On Hba1c And Blood Pressure Among Diabetes Persons With Hypertension Comorbidity, Northeastern Thailand, Patcharee Numsang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The prevalence of diabetes patients with hypertension comorbidity has been rising globally, especially in northeast Thailand. This study aimed to determine the effect of a culture-specific behavior modification program on improving HbA1c and blood pressure levels among diabetes persons with hypertension comorbidity. The nurse-led programs were based on the Information-Motivation-Behavioral Skills (IMB) model (Fisher et al., 2003) and implemented through interactive classes and web applications. This study was a 12-week, cluster-randomized clinical trial (RCT). A sample of 60 patients aged 40-59 years with uncontrolled type 2 diabetes and hypertension was studied, with matched pairs and simple random assignment to the …
The Effect Of An Integrative Cognitive Training Program By Family Caregivers On Cognitive Function Among Persons With Traumatic Brain Injury, Uraporn Chuaykarn
The Effect Of An Integrative Cognitive Training Program By Family Caregivers On Cognitive Function Among Persons With Traumatic Brain Injury, Uraporn Chuaykarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This randomized controlled trial with a repeated-measure design aimed to compare the difference in cognitive function among persons with traumatic brain injury between the experimental group who receiving an integrative cognitive training program by family caregivers and the control group who receiving usual care. The participants were persons who had been diagnosed with mild to moderate traumatic brain injury and their family caregivers. They were recruited from a neurology ward at the tertiary hospital in Thailand. One hundred participants were randomly assigned to either the control group (n=50) or the experimental group (n=50). The experimental group received an integrative cognitive …
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง, ชนกนันท์ คันธะยันต์
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง, ชนกนันท์ คันธะยันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบสหสัมพันธ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูง และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะซึมเศร้า การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้ความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม ระดับการศึกษาทางโลก ระดับการศึกษาทางธรรม และดัชนีมวลกาย กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 84 รูป พระสงฆ์ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง โดยที่พระสงฆ์สูงอายุได้รับการรักษาอยู่ในแผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรมโรงพยาบาลสงฆ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง แบบสอบถามการรับรู้ความเจ็บป่วย แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเที่ยงจากการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาคเท่ากับ .84, .81, .86, .87, .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและพอยท์ไบซีเรียล ผลการวิจัยพบว่า 1. พระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 38.1 มีความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ระดับ 4 (แสดงพฤติกรรมใหม่ และคงไว้ได้ในสถานการณ์ตึงเครียด) แต่กว่าครึ่ง (ร้อยละ 61.90) ของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง มีความกระตือรือร้นระดับ 1 2 และ 3 (ไม่เข้าใจบทบาทการดูแลสุขภาพตนเอง ขาดความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการดูแลตนเอง) 2. ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้ความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และระดับการศึกษาทางโลก (r = .736, r = .659, r = .386, r = .295) ตามลำดับ ส่วนภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 (r = -.765) อีกทั้งพบว่า การศึกษาทางธรรม และดัชนีมวลกาย ไม่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล, ชุติมา โสตะโม
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล, ชุติมา โสตะโม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาลของพยาบาลวิชาชีพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบบรรยาย (Descriptive qualitative research) ผู้ให้ข้อมูลเป็นพยาบาลวิชาชีพที่เป็นผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล จำนวน 12 คน โดยการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ตามเกณฑ์คัดเลือก ได้แก่ 1) พยาบาลวิชาชีพที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงเรียนบริบาลที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ 2) ดำเนินธุรกิจมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี 3) ได้รับคัดเลือกเป็น “โรงเรียนบริบาลต้นแบบ” จากสมาคมโรงเรียนบริบาลแห่งประเทศไทย และ 4) ยินดีเข้าร่วมการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และเอกสารต่าง ๆ ข้อมูลทั้งหมดนำมาวิเคราะห์ข้อมูล (Content analysis) และตีความหมายข้อมูลตามวิธีการวิเคราะห์แบบแก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการศึกษาประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล สามารถแบ่งเป็น 6 ประเด็นหลักและ 22 ประเด็นย่อยดังนี 1. เหตุผลในการเป็นผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1) เห็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจจากประสบการณ์สอนในโรงเรียนบริบาล 2) เป็นงานที่สามารถให้เวลาดูแลบุตรและครอบครัวได้ 3) ช่วยเพิ่มอัตรากำลังคนด้านสุขภาพและสร้างโอกาสทางการศึกษา และ 4) ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง 2. การเตรียมความพร้อมในการเปิดธุรกิจ ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1) การเตรียมเอกสาร 2) การเตรียมทรัพยากร 3) การเตรียมและตรวจประเมินเพื่อขอรับอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน และ 4) การประชาสัมพันธ์โรงเรียน 3. การดำเนินธุรกิจโรงเรียนบริบาล ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1) การจัดการเรียนการสอน 2) กระบวนการดูแลนักเรียน และ 3) การควบคุมมาตรฐาน 4. ปัญหานานาประการต้องจัดการและแก้ไข ประกอบด้วย 5 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1) นักเรียนมีความสนใจและตั้งใจเรียนน้อย 2) ผลกระทบจากสถานการณ์โควิดแพร่ระบาด 3) นักเรียนชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาล่าช้าและไม่ครบถ้วน 4) ความไม่ซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจของทีมการตลาด และ …
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค, ปริญญดา เปการี
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค, ปริญญดา เปการี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวีและเป็นวัณโรค มีอายุตั้งแต่ 20 -59 ปี ทั้งเพศชายและเพศหญิง จำนวน 84 ราย ซึ่งกำลังรักษาด้วยยาต้านเอชไอวี และยารักษาวัณโรคพร้อมกัน ได้รับการรักษาดังกล่าวมาแล้วเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน จากคลินิกยาต้านเอชไอวีและคลินิกโรคปอด ณ โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความร่วมมือในการรักษา การประเมินการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินการรักษาโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การประเมินปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การประเมินความรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีและยารักษาวัณโรค และ แบบประเมินการตีตราภายในตนเองในผู้ติดเชื้อเอชไอวีฉบับภาษาไทย โดยแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน ตรวจสอบค่าความเที่ยงได้เท่ากับ 0.93, 0.80, 0.93, 0.72, 0.97 และ 0.85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติสหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค มีระดับความร่วมมือในการรักษาอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 56.23 (SD = 6.218 ) และมีความร่วมมือในการรับประทานยาในระดับสูงโดยมีคะแนนเฉลี่ย 30.56 (SD= 2.78) และมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับปานกลาง โดยมีคะแนนเฉลี่ย 25.67 (SD= 5.16) การสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค (r= .218) และมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (r=.224) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีและยารักษาวัณโรค มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความร่วมมือในการรับประทานยา (r= .223) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีความสัมพันธ์ทางลบกับความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค ( r= -.311) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความสัมพันธ์ทางลบกับความร่วมมือในการรับประทานยา (r= -.312) และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (r=-.285) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนับสำคัญทางสถิติ ระหว่าง การดูแลแบบมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และการตีตราภายในตนเอง ต่อความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค …
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข, ประวีณา สิทธิเทศ
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข, ประวีณา สิทธิเทศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาโดยใช้วิธีวิจัยแบบเดลฟาย เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคมะเร็ง จำนวน 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และแบบวิธีการบอกต่อ เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงโดยผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ มัธยฐานและพิสัยระหว่างควอไทล์ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย สมรรถนะ 10 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการปฏิบัติพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง 2) ด้านการสอน ให้ความรู้ 3) ด้านการดูแลแบบประคับประคองและระยะท้าย 4) ด้านการจัดการอาการรบกวน 5) ด้านการส่งเสริม ป้องกันโรคมะเร็ง 6) ด้านการสื่อสาร 7) ด้านกฎหมายและจริยธรรมในการดูแลให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม 8) ด้านการให้คำปรึกษาทางด้านโรคมะเร็ง 9) ด้านการปฏิบัติโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และ 10) ด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศทางการพยาบาล รวมสมรรถนะย่อยทั้งหมด 70 ข้อรายการ โดยสมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข มีค่าระดับความสำคัญอยู่ในระดับมากถึงระดับมากที่สุด มีค่ามัธยฐานอยู่ในช่วง 4.50 - 4.75 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อยู่ในช่วง 0.25 - 0.76
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ โรงพยาบาลของรัฐ, พริมพิริยะ จินดาวัลณ์
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ โรงพยาบาลของรัฐ, พริมพิริยะ จินดาวัลณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ โรงพยาบาลของรัฐ โดยใช้การวิจัยอนาคตแบบเดลฟายเทคนิค กลุ่มตัวอย่าง คือผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงพยาบาลของรัฐ/คณะพยาบาลศาสตร์ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญระดับหัวหน้ากลุ่มงาน กลุ่มหัวหน้าหอผู้ป่วย กลุ่มอาจารย์พยาบาล และกลุ่มพยาบาลวิชาชีพพี่เลี้ยงหรือหัวหน้าเวร วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 รอบ คือ 1) การสัมภาษณ์สมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ 2) นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างแบบสอบถาม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าความสำคัญ และ 3) นำข้อมูลมาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และจัดทำแบบสอบถามแล้วส่งกลับให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคำตอบ ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ โรงพยาบาลของรัฐ ประกอบด้วย 10 สมรรถนะ ดังนี้ 1) สมรรถนะด้านความฉลาดรู้ทางเทคโนโลยีดิจิทัล 2) สมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณ กฎหมายวิชาชีพ และกฎหมายเทคโนโลยีดิจิทัล 3) สมรรถนะด้านความรู้ทางทฤษฎี และการปฏิบัติการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 4) สมรรถนะด้านการสื่อสารที่มีความหลากหลาย 5) สมรรถนะด้านการพัฒนาตนเองและหน่วยงาน 6) สมรรถนะด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล 7) สมรรถนะด้านภาวะผู้นำและการบริหารทีมพยาบาล 8) สมรรถนะด้านการปรับตัวกับความหลากหลาย 9) สมรรถนะด้านการจัดการและการแก้ปัญหาทางการพยาบาล 10) สมรรถนะด้านการบริหารจัดการต้นทุนและทรัพยากร โดยมีค่าระดับความสำคัญอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด (Md = 4.10 – 4.72, IR = 0.28 – 1.08)
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง, ณิรินทร์ญา ปิยะพีรกาญจน์
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง, ณิรินทร์ญา ปิยะพีรกาญจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองและศึกษาปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย และความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรก จำนวน 93 คน ที่มารับการตรวจติดตามการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจโรคประสาทศัลยศาสตร์และอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลตำรวจ และสถาบันประสาทวิทยา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย พ.ศ. 2542 แบบประเมินกิจวัตรประจำวันดัชนีบาร์เธลเอดีแอล แบบประเมินความเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบสอบถามความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย แบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และแบบสอบถามความเข้มแข็งทางใจสำหรับผู้สูงอายุไทย หาความเที่ยงของแบบประเมินแบบประเมินกิจวัตรประจำวันดัชนีบาร์เธลเอดีแอล ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบสอบถามความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย แบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และแบบสอบถามความเข้มแข็งทางใจสำหรับผู้สูงอายุไทย โดยการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .84, .85, .87, .80 และ .93 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์อีต้า สถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน และสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า 1. ความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (=73.49, SD=7.145) 2. ระดับการศึกษา ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rs=.659, rs=.265, rxy=.620 ตามลำดับ) 3. ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย มีความสัมพันธ์ทางลบกับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rxy=-.310, rxy=-.603 ตามลำดับ) 4. เพศ สถานภาพสมรส ไม่มีความสัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด, ยศวดี ยินดี
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด, ยศวดี ยินดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ อายุ ระดับการศึกษา ภาวะซึมเศร้า การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และแรงสนับสนุนทางสังคม กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด โดยใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์เป็นกรอบแนวคิด กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายฯ ในระยะ 1 ปีแรก และมาตรวจติดตามการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลในสังกัดของรัฐที่มีศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 107 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน ถึงเดือนพฤศจิกายน 2566 โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 6 ชุด ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าฉบับภาษาไทย แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์อีต้า ค่าสหสัมพันธ์ของสเปียร์แมนและค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( X = 3.45, SD. = .37) การรับรู้ความสามารถของตนเอง การรับรู้ประโยชน์ แรงสนับสนุนทางสังคมและเพศหญิง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .525, .488, .428, และ .151 ตามลำดับ; p < .05) ภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.399; p < .05) ส่วนอายุและระดับการศึกษาไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงปัจจัยที่สัมพันธ์ในเชิงสนับสนุนและขัดขวางการมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ดังนั้นพยาบาลควรจัดกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพให้สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์และประสบการณ์ส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วย เพื่อคงไว้ซึ่งการมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและสุขภาวะที่ดีอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ที่มีอายุน้อยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง, สาธิตา วัชรดิลก
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ที่มีอายุน้อยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง, สาธิตา วัชรดิลก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอายุน้อย และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ระดับความรุนแรงของโรค อาการเหนื่อยล้า ภาวะซึมเศร้า และความทุพพลภาพทางร่างกายกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-45 ปีที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 150 คน จากโรงพยาบาลขนาดตติยภูมิในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งสุ่มเลือกจาก 3 โรงพยาบาล เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินระดับความรุนแรงของโรคหลอดเลือด แบบประเมินความเหนื่อยล้า แบบประเมินอาการซึมเศร้า แบบประเมินระดับทุพพลภาพทางร่างกาย และแบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง .93-1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้อยู่ระหว่าง .842-.976 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Pearson‘s Correlation ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอายุน้อยมีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี และพบว่า ระดับความรุนแรงของโรค ความทุพพลภาพทางร่างกาย ภาวะซึมเศร้า อาการเหนื่อยล้า และดัชนีมวลกาย มีความสัมพันธ์ด้านลบกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอายุน้อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = -.753, -.736, -.708, -.658 และ -.561 ตามลำดับ)
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2, อุมาพร โกปิยนันท์
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2, อุมาพร โกปิยนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะซึมเศร้า ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด ความเชื่อและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนหลับ และสุขวิทยาการนอนหลับกับอาการนอนไม่หลับ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 141 คน ที่มารับบริการคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ 4 แห่งซึ่งสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ในจังหวัดจันทบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและการเจ็บป่วย แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบประเมินความเชื่อและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนหลับ แบบประเมินสุขวิทยาการนอนหลับ และแบบประเมินอาการนอนไม่หลับ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิห้าคน และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.80, 0.73, 0.81 และ 0.88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยอาการนอนไม่หลับของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระยะเริ่มแรกของการมีอาการนอนไม่หลับ (M = 9.83, SD = 4.73) และภาวะซึมเศร้า ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด ความเชื่อและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนหลับ และสุขวิทยาการนอนหลับ มีความสัมพันธ์กับอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r เท่ากับ .451, .289, .273, .471 และ .568 ตามลำดับ)
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้านอนไม่หลับ และวิตกกังวลในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริม, อรุณศรี สารธิมา
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้านอนไม่หลับ และวิตกกังวลในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริม, อรุณศรี สารธิมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กงต่อความเหนื่อยล้า นอนไม่หลับและอาการวิตกกังวล ในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมเพศหญิงที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะที่ 1-3 อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ได้รับยาเคมีบำบัดเสริม จำนวน 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน โดยจับคู่ให้มีความคล้ายคลึงกันของ อายุ ระยะของโรคมะเร็ง ยาเคมีบำบัดสูตรเดียวกัน และจำนวนรอบของการได้รับเคมีบำบัด โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กง ซึ่งพัฒนาขึ้นจากแบบจำลองการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) และแนวคิดการบริหารกาย-จิตแบบชี่กง ของ นพ. เทอดศักดิ์ เดชคง (2545) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินอาการเหนื่อยล้า แบบประเมินอาการนอนไม่หลับ แบบประเมินอาการวิตกกังวล วิเคราะห์หาค่าความเที่ยงของเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาค ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .96, .81, และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Wilcoxon signed ranks test และ Independent t-test ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยอาการเหนื่อยล้า อาการนอนไม่หลับ และอาการวิตกกังวลของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริมหลังได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กงต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยอาการเหนื่อยล้า อาการนอนไม่หลับ และอาการวิตกกังวลของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กงต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัวต่อการเสพเฮโรอีนด้วยวิธีฉีดของวัยรุ่นผู้ติดเฮโรอีน, ธารทิพย์ สุภาทิต
ผลของโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัวต่อการเสพเฮโรอีนด้วยวิธีฉีดของวัยรุ่นผู้ติดเฮโรอีน, ธารทิพย์ สุภาทิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) การเสพเฮโรอีนของวัยรุ่นผู้เสพติดเฮโรอีนด้วยวิธีฉีดที่ได้รับโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว ในระยะก่อนการทดลอง ระหว่างการทดลอง และหลังการทดลอง 2) การเสพเฮโรอีนของวัยรุ่นผู้เสพติดเฮโรอีนด้วยวิธีฉีดที่ได้รับโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว กับกลุ่มที่ได้รับการดูแลปกติ ในระยะก่อนการทดลอง ระหว่างการทดลอง และหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ วัยรุ่นชายผู้เสพติดเฮโรอีนด้วยวิธีฉีด อายุ 18-24 ปี และพ่อหรือแม่ จำนวน 50 ครอบครัว ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด และเข้ารับการบำบัดที่ศูนย์ลดอันตรายจากการใช้ยา สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนี โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) จับคู่กลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน (matched pair) ด้วยปริมาณการเสพเฮโรอีนด้วยวิธีฉีดที่ใกล้เคียงกัน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นโดยประยุกต์จากแนวคิดการสื่อสารในครอบครัวของ Koerner and Fitzpatrick (2002) ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ 1) โปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว 2) แบบประเมินปริมาณการเสพเฮโรอีน (Time Line follow back, TLFB) 3) แบบประเมินการสื่อสารในครอบครัว (Family Communication Pattern) เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือชุดที่ 3 ผ่านการแปลย้อนกลับจากสถาบันภาษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปรับปรุงให้เหมาะสม มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติการทดสอบที่ไม่ใช้พารามิเตอร์ ได้แก่ Friedman test, Wilcoxon signed-rank test,และ Mann-Whitney U Test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .025, .0167, .05 ตามลำดับ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1.วัยรุ่นผู้เสพติดเฮโรอีนด้วยวิธีฉีดที่ได้รับโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว มีการเสพเฮโรอีนในระยะระหว่างการทดลอง และหลังการทดลอง ลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. วัยรุ่นผู้เสพติดเฮโรอีนด้วยวิธีฉีดที่ได้รับโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว มีการเสพเฮโรอีนลดลงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ ในระยะระหว่างการทดลอง และหลังการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมการดูแลตนเองที่เน้นการฝึกหายใจโดยการเป่าลูกโป่งต่อความรุนแรง ของการหยุดหายใจและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจในเด็กวัยเรียน ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น, อดิศา พานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลตนเองที่เน้นการฝึกหายใจด้วยการเป่าลูกโป่งต่อความรุนแรงของการหยุดหายใจและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจของเด็กวัยเรียนที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ในระดับน้อยถึงปานกลาง ที่มารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก หู คอ จมูก โรงพยาบาลศิริราช จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการดูแลตนเองที่เน้นการฝึกหายใจด้วยการเป่าลูกโป่ง ระยะเวลา 5 สัปดาห์ตามแนวคิดการพัฒนาความสามารถในการดูแลตนเองของโอเร็ม (2001) จำนวน 15 คน และ กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินวัดความรุนแรงของการหยุดหายใจ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น โดยเครื่องมือทั้งหมดมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.95 และ 0.80 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.83 และ 0.76 ตามลำดับ ประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจด้วยเครื่องวัดกำลังกล้ามเนื้อหายใจด้วยเครื่อง Respiratory Pressure Meter วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์สถิติที ผลการวิจัยพบว่า ความรุนแรงของการหยุดหายใจของเด็กวัยเรียนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นหลังได้รับโปรแกรมการดูแลตนเองที่เน้นการฝึกหายใจด้วยการเป่าลูกโป่งลดลงเมื่อเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรมฯ และน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ยังพบว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจของเด็กวัยเรียนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นหลังได้รับโปรแกรมฯ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรมฯ และดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุด(MIP) ของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ไม่แตกต่างกัน
การศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพกหัก, จารุนนท์ ศรียศพงศ์
การศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพกหัก, จารุนนท์ ศรียศพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพกหักโดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย 1) กลุ่มพยาบาลเฉพาะทางออร์โธปิดิกส์ จำนวน 7 คน 2) กลุ่มพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ/อาจารย์/นักวิชาการ จำนวน 5 คน 3) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการพยาบาล จำนวน 5 คน และ 4) กลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพกหัก จำนวน 3 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์เกี่ยวกับตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพกหัก ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญของข้อคำถามในแต่ละข้อ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผลการวิจัย ผลการศึกษาพบว่าตัวชี้วัดผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพกหัก ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นสอดคล้องกัน 7 ด้าน ตัวชี้วัด 47 ข้อ ประกอบด้วย 1) ด้านความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด จำนวน 12 ข้อ 2) ด้านความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายหลังผ่าตัด จำนวน 3 ข้อ 3) ด้านการตอบสนองด้านจิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ จำนวน 3 ข้อ 4) ด้านความพึงพอใจของผู้ป่วยและ/หรือญาติในการเข้ารับบริการ จำนวน 5 ข้อ 5) ด้านความสามารถในการปฏิบัติตัวเมื่อจำหน่าย จำนวน 6 ข้อ 6) ด้านความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนขณะใส่โลหะยึดตรึงกระดูกภายนอกและการดึงถ่วงน้ำหนัก ก่อนผ่าตัด จำนวน 7 ข้อ และ 7) ด้านความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากพยาธิสภาพการบาดเจ็บ และการเคลื่อนไหวร่างกายได้น้อย ก่อนผ่าตัด จำนวน 11 ข้อ ผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปเป็นเครื่องมือในการประเมินผลลัพธ์การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานและเบ้าสะโพกหักต่อไป
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น, นครินทร์ เชื่อนิจ
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น, นครินทร์ เชื่อนิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลวิชาชีพผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการและให้บริการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่นอย่างน้อย 2 ปี และมีความยินดีในการเข้าร่วมเป็นผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย จำนวน 12 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเสียง บันทึกภาคสนาม ร่วมกับการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการ van Manen และ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลตามเกณฑ์ของ Guba and Lincoln ผลการวิเคราะห์ข้อมูลประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก และ 19 ประเด็นย่อย ดังต่อไปนี้ 1.เริ่มต้นสนใจคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1.1) ทำความรู้จักคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น 1.2) เห็นช่องทางการให้บริการในชุมชน และ 1.3) สมัครเป็นหน่วยบริการเครือข่าย 2. การจัดบริการสุขภาพ ประกอบด้วย 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ 2.1) การให้บริการสุขภาพในคลินิก และ 2.2) การให้บริการดูแลสุขภาพที่บ้าน 3. การบริหารจัดการคลินิก ประกอบด้วย 7 ประเด็นย่อย ได้แก่ 3.1) ประชาสัมพันธ์คลินิก 3.2) จัดบุคลากรในการให้บริการ 3.3) จัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ 3.4) ติดต่อประสานงาน 3.5) เบิกจ่ายค่าบริการพยาบาล 3.6) จัดการต้นทุนและงบดุลของคลินิก และ 3.7) จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย 4. อุปสรรคการดำเนินงานคลินิก ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ 4.1) ข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ 4.2) ความยากลำบากในการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4.3) ความยุ่งยากในการเบิกจ่ายค่าบริการ และ 4.4) การคิดอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าต้นทุน 5. ผลลัพธ์การให้บริการของคลินิก ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 5.1) ผลลัพธ์รับต่อผู้รับบริการ 5.2) …
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาล เมดพาร์ค, พรรษ์พนิตา อินทชิต
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาล เมดพาร์ค, พรรษ์พนิตา อินทชิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นโรงพยาบาลเมดพาร์ค พัฒนาเครื่องมือและตรวจสอบคุณภาพประเมินสมรรถนะสำหรับหัวหน้าพยาบาลระดับต้น โดยผู้วิจัยประยุกต์ขั้นตอนการสร้างแบบประเมินแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นจากแนวคิดการพัฒนาเครื่องมือของ Grove, Burns & Gray (2013 การพัฒนาเครื่องมือประเมินสมรรถนะประกอบด้วยการทบทวนวรรณกรรม ศึกษาวิสัยทัศน์และพันธกิจของโรงพยาบาลเมดพาร์ค และการจัดกลุ่มสนทนากับผู้เชี่ยวชาญ 10 คน ได้กำหนดสมรรถนะหลัก สมรรถนะย่อย และพฤติกรรมสำหรับการประเมินใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการวัดแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลเมดพาร์ค ประกอบด้วยสมรรถนะ 5 ด้าน รายการสมรรถนะย่อย 20 ข้อ ดังนี้ 1) สมรรถนะด้านภาวะผู้นำ (Leadership) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 5 ข้อ 2) สมรรถนะด้านความเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Professionalism) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 4 ข้อ 3) สมรรถนะด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (Health communications and technology) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 3 ข้อ 4) สมรรถนะด้านการจัดการทรัพยากร (Resource Management) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 4 ข้อ 5) สมรรถนะด้านการจัดการเชิงธุรกิจ (Business skill & Principles) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 4 ข้อ การประเมินคุณภาพของเครื่องมือประเมินความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์หาค่าความตรงตามเนื้อหา (Content Validity Index : CVI) ที่ระดับ 0.94 การตรวจสอบความตรงของเนื้อหาด้านความสอดคล้องของข้อคำถามกับกับวัตถุประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence: IOC) ที่ระดับ 0.76 การวิเคราะห์ความเที่ยงของความสอดคล้องของการประเมินระหว่างผู้ประเมิน 4 กลุ่มคือ ผู้บังคับบัญชาของหัวหน้าพยาบาลระดับต้น หัวหน้าพยาบาลระดับต้นที่ประเมินตนเอง เพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชา รวมทั้งสิ้น 126 คนเข้าร่วมการประเมินอยู่ที่ระดับ 0.88
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลเลิดสิน, พิพัฒนานนท์ ทารี
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลเลิดสิน, พิพัฒนานนท์ ทารี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น 2) พัฒนา และ 3) ตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลเลิดสิน โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 การศึกษาสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โดยวิธีการสนทนากลุ่มของผู้บริหารระดับกลางและผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นจำนวน 25 คน นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อกำหนดสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ตอนที่ 2 พัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น และกำหนดพฤติกรรมบ่งชี้ในการประเมินสมรรถนะด้วยเกณฑ์มาตรประมาณค่า และตอนที่ 3 การตรวจสอบคุณภาพแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นโรงพยาบาลเลิดสิน โดยการวิเคราะห์ความตรงตามเนื้อหาด้วยค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่าความเที่ยงของความสอดคล้องของการประเมินระหว่างผู้ประเมิน 4 กลุ่มได้แก่ ผู้บังคับบัญชาผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นที่เป็นเพื่อนร่วมงาน พยาบาลผู้ใต้บังคับบัญชา จำนวน 235 คนผลการวิจัยมีดังนี้1. สมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านภาวะผู้นำ เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถ ในการนำทีมไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ 2) ด้านการบริหารจัดการคุณภาพบริการพยาบาล เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถในการบริหารจัดการระบบบริการให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ 3) ด้านการจัดการทรัพยากร เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการ 4) ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพ จริยธรรม และกฎหมาย เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความซื่อสัตย์ ยุติธรรม เป็นธรรม และให้เกียรติผู้อื่น 5) ด้านวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงความสามารถในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการหน่วยงาน 2. แบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นประกอบด้วยสมรรถนะ 5 ด้าน มีรายการสมรรถนะย่อย 22 ข้อ ได้แก่ 1) ด้านภาวะผู้นำ มีรายการสมรรถนะย่อย 5 ข้อ 2) ด้านการบริหารจัดการคุณภาพบริการพยาบาล มีรายการสมรรถนะย่อย 6 ข้อ 3) ด้านการจัดการทรัพยากร มีรายการสมรรถนะย่อย 5 ข้อ 4) ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพ จริยธรรม และกฎหมายมีรายการสมรรถนะย่อย 3 ข้อ 5) ด้านวิชาการ วิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ …
ผลของการใช้ผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นต่อความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง, ณัฐพงศ์ จันมาลา
ผลของการใช้ผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นต่อความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง, ณัฐพงศ์ จันมาลา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง ระหว่างกลุ่มทดลองที่ใช้ผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติในวันที่ 1, 2 และ 3 หลังการผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไปโรคระบบทางเดินอาหารที่รับไว้ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมโรงพยาบาลสมุทรปราการ เพื่อทำการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 30 ราย กลุ่มทดลอง 30 ราย จับคู่ (Matched pairs) ให้กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีลักษณะใกล้เคียงกัน แล้วจัดกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับฉลาก กลุ่มทดลองได้รับผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น โดยทำการรัดหน้าท้องประคบเย็นในวันที่ 1,2 และ 3 หลังการผ่าตัดเปิดช่องท้อง ประคบวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย นวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบประเมินความปวดแบบมาตรวัดตัวเลข ที่ได้ทำการทดสอบค่าความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน r= .897 แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกการใช้นวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Repeated-measures ANOVA และ Post-hoc Pairwise comparisons ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยผลต่างคะแนนความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้องโรคในระบบทางเดินอาหารที่ได้รับผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น ในวันที่ 1, 2 และ 3 ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
Effectiveness Of Telemedicine For Hypertension Patients In Primary Healthcare On Improving Healthcare Access And Blood Pressure In Muang District, Phetchabun Province, Thailand: A Mixed Methods Study, Tassana Thammaros
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Hypertension services were disrupted by the COVID-19 pandemic, prompting heavy utilization of telemedicine to overcome these challenges. This study aimed to develop and evaluate the effectiveness of telemedicine for hypertension patients in primary healthcare settings, focusing on healthcare access and blood pressure outcomes among hypertension patients in Muang District, Phetchabun Province, Thailand.Methods: This mixed-methods study began with in-depth interviews with healthcare staff until data saturation was reached in April 2023, using analytic induction for analysis. Subsequently, a quasi-experimental study was conducted in primary care facilities in Muang District, Phetchabun Province, Thailand, from May 1st to October 31st, 2023. Hypertensive …
The Effectiveness Of "Teach To Say-No" Intervention On Teacher's Knowledge, Attitude, Feasibility, And Acceptability Towards Child Sexual Abuse Prevention Program In Phnom Penh City, Cambodia: A Mixed Methods Study, Swarnamala Kantipudi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Child sexual abuse is a highly debated issue worldwide. Protecting children from sexual abuse and implementing primary prevention approaches is a crucial task for LMICs. The objective of this research is to evaluate the effectiveness of a CSA prevention program “teach to say-NO". The evaluation includes measuring knowledge and attitudes, as well as analyzing the feasibility and acceptability of the intervention among primary school teachers in a school environment.A total of 146 primary school teachers from 22 public schools in Phnom Penh, Cambodia were involved in the study. Additionally, 29 teachers participated in a qualitative study. The research design consisted …
Effect Of "Habibi Intervention" On Hiv Prevention Knowledge And Condom Usageamong Libyan Males Internally Displaced (Id) In Libya: A Quasi-Experimental Study, Fauzi M A Elamouri
Effect Of "Habibi Intervention" On Hiv Prevention Knowledge And Condom Usageamong Libyan Males Internally Displaced (Id) In Libya: A Quasi-Experimental Study, Fauzi M A Elamouri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Libya has been affected by the civil war since 2011. HIV and other sexually transmitted infections in areas of armed conflict should be considered a public health concern.This study aimed to investigate the effect of HABIBI intervention on HIV and its prevention knowledge, attitude, and condom usage amongst Libyan male Internally Displaced Persons (ID). The study was comprising two phases, the aim of the first phase (preparation phase) was to explore the magnitude of baseline in HIV knowledge, attitude, and condom use of the representative male IDPs through the cross-sectional study which male IDPs had being sampling from 5 camps …
Formulation Of Polyphenol-Loaded Microemulsions Against Human Breast Cancer Cells, Ghea Putri Cristy
Formulation Of Polyphenol-Loaded Microemulsions Against Human Breast Cancer Cells, Ghea Putri Cristy
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Breast cancer is one of the deadliest cancers and is categorized into the hormone-dependent and hormone-independent phenotypes. Plant-derived polyphenols have been deemed as one of possible solutions to combat breast cancer. This study explored inhibition of selected plant polyphenols on human 5-lipoxygenase (5-LOX), and further focused on how microemulsion encapsulation was used to enhance the deliverability of the polyphenols, namely quercetin, kaempferol, and rosmarinic acid, and to understand the nature of these compounds in terms of cytotoxicity and antioxidant properties by performing assays, including DPPH and nitric oxide assays. The results showed that kaempferol has the highest inhibition on 5-LOX …
Determinants Of Adverse Events Related To Topical Whitening Products Among Female Students Of Iqraa College For Sciences And Technology, Medicine And Pharmacy Program In Sudan: A Cross-Sectional Study., Suha Gafar Mohamedkhair Ibrahim
Determinants Of Adverse Events Related To Topical Whitening Products Among Female Students Of Iqraa College For Sciences And Technology, Medicine And Pharmacy Program In Sudan: A Cross-Sectional Study., Suha Gafar Mohamedkhair Ibrahim
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: This study aimed to explore the factors associated with adverse events related to topical whitening products among female students in Sudan.Methods: A cross-sectional study was conducted from September to October 2023 among 208 participants in Sudan. The questionnaire by researcher and researcher’s assistants, was constructed with a total of seventeen questions. For data analysis, we performed descriptive statistics analysis, bivariate analysis with simple logistic regression, and multivariable analysis with binary logistic regression.Results: The results imply that students with middle household income were 93% less likely to get adverse events compared to those students with low household income with p-value …
Factors Influencing On Frozen Embryo Transfer(Fet) Outcome After Preimplantation Genetic Testing(Pgt) Among Chinese Women Receiving Services In Thailand: A Cross Sectional Study, Liuxu Chen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The currently widely used technology to solve the problem of infertility is in vitro fertilization (IVF). In the embryo transfer step, frozen embryo transfer (FET) is currently popular, combined with preimplantation genetic testing (PGT) to ensure the quality of the embryo. However, pregnancy outcomes are still affected by multiple factors. The main purpose of this cross-sectional study is to determine the impact of these factors.Purposive sampling and snowball sampling were used to collect data from 385 Chinese women who received FET services in Thailand between 2019 and 2024 through an online questionnaire. The associations between demographic characteristics, lifestyle, and fertility-related …
Knowledge, Attitudes, And Practices (Kap) Towards Indoor Air Pollution Among Residents In Yangon And Mandalay, Myanmar: A Cross-Sectional Study, Min Thant Thaw
Knowledge, Attitudes, And Practices (Kap) Towards Indoor Air Pollution Among Residents In Yangon And Mandalay, Myanmar: A Cross-Sectional Study, Min Thant Thaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Indoor air pollution (IAP) is a growing public health threat, but little is known about knowledge, attitudes, and practices among urban residents in Myanmar. Rapid development in cities like Yangon and Mandalay might exacerbate pollution while increasing time spent indoors. This study aims to assess the knowledge, attitudes, and practices (KAP) related to Indoor Air Pollution (IAP) among residents of Yangon and Mandalay.Methods: A cross-sectional survey involving 579 participants (100% response rate) was conducted using six-sections questionnaire; socio-economic data, knowledge, attitudes, information accessibility, health perception, and practices. Knowledge and attitudes were evaluated using modified Bloom's cut-off points and Likert …
Health Risk Assessment Of Heavy Metal Contamination In Potato (Solanum Tuberosum) In Jining, Shandong, China, Siyuan Ma
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: Heavy metals contamination in soil is a worldwide problem according to contamination also in plants and crops. Heavy metals in crops can cause human health risks such as cancer through oral exposure by crops consumption. Potato is one of underground growing crops that commonly found heavy metals. In China, potato is one of the most popular staple foods, especially in northern regions like Shandong. Therefore, they may have adverse health risk from contaminated potato consumption. Objectives: To find the concentration of heavy metals in potato and assess the non-cancer and cancer risk related to potato consumption among residents in …
Knowledge, Attitude, And Practice (Kap) Towards Atopic Dermatitis (Eczema)Associated With Indoor Environmental Factors In Young Adults Of Yangon, Myanmar, Htoo Tint Tae
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Atopic dermatitis,most common type of eczema, a relapsing and pruritic inflammatory skin condition caused by both outdoor and indoor environmental factors. Indoor air quality and indoor environmental factors become hazardous issues for public health consequences, but little is known about knowledge, attitudes, and practices concerning its pollutants are associated with eczema among urban residents in Myanmar within young adults. Therefore, this study aimed to assess the level of (KAP) and identify the association between knowledge, attitude, and practices levels toward atopic dermatitis (eczema) associated with indoor environmental factors in young adults. This cross-sectional study was conducted on 480 participants , …
Knowledge, Attitudes And Practices Of Solid Waste Management In Londhe-Krishnapuri Rural Community Of Jalgaon District, India, Priyanka Chavan
Knowledge, Attitudes And Practices Of Solid Waste Management In Londhe-Krishnapuri Rural Community Of Jalgaon District, India, Priyanka Chavan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Abstract: Improper solid waste management is a critical issue in developing nations but lacks proper infrastructure in rural areas. This study investigates the Knowledge, Attitude, and Practice (KAP) of solid waste management in Londhe-Krishnapuri, a rural community in Jalgaon district, India. Currently, no formal waste management system, so this study explores residents' understanding, views, and methods on waste disposal which will help identify gaps in waste disposal awareness and practices. Information will target interventions, educational programs within the community, insights for policymakers to address disposal challenges. To identify association between knowledge, attitudes, and practices of solid waste management in Londhe-Krishnapuri …
The Role Of Social Media On Utilization Of Hiv Prevention Services Among Men Who Have Sex With Men In Yangon, Myanmar: A Qualitative Study, Thet Zaw Naung
The Role Of Social Media On Utilization Of Hiv Prevention Services Among Men Who Have Sex With Men In Yangon, Myanmar: A Qualitative Study, Thet Zaw Naung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: HIV remains a significant global health challenge, disproportionately affecting populations such as men who have sex with men (MSM). In Myanmar, MSM faces high HIV prevalence and numerous barriers to accessing prevention services. Social media has emerged as a powerful tool in health communication, potentially enhancing HIV prevention efforts.Objective: This study explores the role of social media in the utilization of HIV prevention services among MSM in Yangon, Myanmar.Methodology: A qualitative research design was employed, involving in-depth interviews with 40 MSM recruited from two Key Population Service Centers in Yangon. Participants were selected using voluntary sampling, and data were …