Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Medicine and Health Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Theses/Dissertations

Discipline
Institution
Keyword
Publication Year
Publication
File Type

Articles 10441 - 10470 of 71421

Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences

Cost-Effectiveness Analysis Of Pembrolizumab In High-Risk Early-Stage Triple-Negative Breast Cancer In Thailand, Thanapol Khuharatanachai Jan 2024

Cost-Effectiveness Analysis Of Pembrolizumab In High-Risk Early-Stage Triple-Negative Breast Cancer In Thailand, Thanapol Khuharatanachai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Triple-negative breast cancer (TNBC) is an aggressive subtype of breast cancer with limited treatment options. Pembrolizumab, a programmed cell death protein 1 (PD-1) inhibitor, has demonstrated promising clinical benefits in treating early-stage TNBC. However, its high cost poses a significant barrier to its widespread adoption, especially in upper-middle-income countries like Thailand. This study aims to evaluate the cost-effectiveness and budget impact of pembrolizumab for the treatment of high-risk early-stage TNBC in Thailand. Methods: A Markov model was developed to simulate the health states and costs associated with pembrolizumab and standard chemotherapy. Transition probabilities and utility values were derived from …


Production And Characterization Of Monoclonal Antibodies Against Botulinum Toxin Produced In Nicotiana Benthamiana, Kornchanok Sangprasat Jan 2024

Production And Characterization Of Monoclonal Antibodies Against Botulinum Toxin Produced In Nicotiana Benthamiana, Kornchanok Sangprasat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Botulism is an uncommon but serious neurological condition caused by the botulinum toxin produced by the gram-positive bacterium named Clostridium botulinum. Common symptoms of botulism include muscle cramps, nausea, vomiting, diarrhea, difficulty swallowing, respiratory failure, muscle weakness, and potentially death. Currently, two types of antitoxin are used: equine-derived heptavalent antitoxin and human-derived immunoglobulin (BabyBIG®). However, treatment with heptavalent antitoxin may lead to hypersensitivity reactions, while BabyBIG®, which is produced in low yield, is used only for children. This research focuses on developing three anti-BoNT monoclonal antibodies (mAbs), 1B18, C25, and M2, which will be produced using Nicotiana benthamiana as a …


Characterization Of Plant Produced Vhh Antibodies Against Cobra Venom Toxins For Antivenom Therapy, Sarocha Vitayathikornnasak Jan 2024

Characterization Of Plant Produced Vhh Antibodies Against Cobra Venom Toxins For Antivenom Therapy, Sarocha Vitayathikornnasak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cobra (Naja kaouthia) venom contains many toxins including α-neurotoxin (α-NTX) and phospholipase A2 (PLA2), which can cause neurodegeneration, respiratory failure, and even death. The conventional antivenom produced by animal immunization faces many challenges and limitations. Heavy-chain-only antibodies (HCAb), fusing VHH with human IgG Fc region, offer advantages in tissue penetration, antigen binding, and extended half-life. This research involved the construction and transient expression of two types of VHH-FC which are specific to α-Neurotoxin (VHH-αNTX-FC) and Phospholipase A2 (VHH-PLA2-FC) in Nicotiana benthamiana leaves. The recombinant HCAbs were incubated for up to six days to optimize expression levels followed by purification by …


ผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรต่อการควบคุมโรคหืดและการทำงานของระบบหายใจในผู้ป่วยโรคหืด, ณัฏฐ์ดนัย เจริญสุขวิมล Jan 2024

ผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรต่อการควบคุมโรคหืดและการทำงานของระบบหายใจในผู้ป่วยโรคหืด, ณัฏฐ์ดนัย เจริญสุขวิมล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรที่มีต่อการทำงานของระบบหายใจและการควบคุมโรคในผู้ป่วยโรคหืด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดที่มาใช้บริการ ณ หน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย อายุ 18– 65 ปี จำนวน 30 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุม จำนวน 10 คน ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ โดยไม่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายใดๆ 2) กลุ่มฝึกหายใจแบบวงจร จำนวน 10 คน ได้รับการฝึกหายใจจำนวน 4 ท่า ท่าละ 3 เซต พักระหว่างท่าๆ ละ 1 นาทีและพักระหว่างเซต ๆ ละ 2 นาที เป็นเวลาประมาณ 30 นาทีต่อวัน 3 วันต่อสัปดาห์ 12 สัปดาห์ และกลุ่มนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจร จำนวน 10 คน ได้รับการนวดแบบสวีดิชในเทคนิค ลูบ คลึง และเคาะ บริเวณกล้ามเนื้อส่วนบนของร่างกาย เป็นเวลา 20 นาที จากนั้นทำการฝึกหายใจในรูปแบบเดียวกับกลุ่มฝึกหายใจแบบวงจร โดยก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 6 สัปดาห์ และหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ทำการวัดตัวแปรทางสรีรวิทยา ตัวแปรการทำงานของระบบหายใจ ตัวแปรด้านกล้ามเนื้อ ตัวแปรด้านการควบคุมโรค แล้วนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบผสม วิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของแอลเอสดี สำหรับตัวแปรสารชีวเคมีในเลือดทำการวัดก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ แล้วนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว วิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของแอลเอสดี ที่นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง 12 สัปดาห์ กลุ่มการฝึกหายใจแบบวงจรและกลุ่มการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจร มีค่าเฉลี่ยตัวแปรด้านการทำงานของระบบหายใจ ได้แก่ ค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าอัตราการไหลของอากาศหายใจออกที่สูงที่สุด ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าเฉลี่ยของอัตราการไหลของอากาศในช่วงกลางของความจุร้อยละ 25 – 75 % ค่าปริมาตรของอากาศที่เป่าออกอย่างเร็วและแรงในวินาทีที่ …


ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อการทำหน้าที่ของร่างกายและสารชีวเคมีในเลือด ในผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน, อรทัย กัลยาวุฒิ Jan 2024

ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อการทำหน้าที่ของร่างกายและสารชีวเคมีในเลือด ในผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน, อรทัย กัลยาวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองและการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่ออย่างเดียวที่มีต่อการทำหน้าที่ของร่างกาย สารชีวเคมีในเลือด องค์ประกอบของร่างกายและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองกับการทำหน้าที่ของร่างกาย สารชีวเคมีในเลือด องค์ประกอบของร่างกายในผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเพศชายและหญิงอายุ 60-75 ปี ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน จำนวน 40 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม สุ่มเข้ากลุ่มแบบแบ่งชั้นและแบบง่าย กลุ่มที่ 1 ได้รับการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง จำนวน 22 คนและกลุ่มที่ 2 ได้รับการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่ออย่างเดียว จำนวน 18 คน โดยทั้งสองกลุ่มได้รับโปรแกรมออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพิ่มความหนักทุก 2 สัปดาห์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองที่นำมาใช้ประกอบด้วย 1) ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ 2) การใช้ตัวแบบ 3) การชักจูงด้วยคำพูด และ 4) การกระตุ้นอารมณ์ โดยมีการทดสอบตัวแปรด้านการทำหน้าที่ของร่างกาย องค์ประกอบของร่างกาย และการรับรู้ความสามารถของตนเอง ก่อน ระหว่าง และหลังการทดลอง ส่วนการทดสอบสารชีวเคมีในเลือดดำเนินการก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two-way mixed ANOVA) หากพบความแตกต่างทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยสถิติ LSD กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ระหว่างกลุ่มพบว่ากลุ่มที่ 1 มีฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (HbA1c) ลดลงมากกว่ากลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และ กลุ่มที่ 1 มีความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความคาดหวังในผลลัพธ์ของการออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ภายในทั้งสองกลุ่มมีตัวแปรส่วนใหญ่ด้านองค์ประกอบของร่างกายและการทำหน้าที่ของร่างกายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ กลุ่มที่ 1 ที่ฝึกออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง มีฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (HbA1c) และไฮเซนซิติวิตี ซี รีแอคทิฟโปรตีน (hs-CRP) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ในขณะที่กลุ่มที่ 2 …


ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร Jan 2024

ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผู้ใหญ่วัยกลางคนเป็นวัยที่จะเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพแต่จากปัญหาการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอและปัญหาการลดลงของมวลกล้ามเนื้อในผู้ใหญ่วัยกลางคน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนอายุระหว่าง 40-59 ปี จำนวน 43 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 คน และกลุ่มทดลอง 21 คน กลุ่มควบคุมออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เต้นรำ เต้นซุมบ้า เต้นแอโรบิก เดินเร็วครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา 1 นาที การทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ลุก-เดิน-นั่ง-ไปกลับ การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง การทดสอบงอแขนยกน้ำหนัก 30 วินาที และการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา 30 วินาทีลุก-นั่งบนเก้าอี้ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองภายในกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองระหว่างกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลในผู้ใหญ่วัยกลางคน สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทั้งส่วนบนและส่วนล่างของร่างกาย สามารถช่วยเพิ่มการทรงตัวขณะอยู่กับที่และการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์ Jan 2024

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method) กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร จำนวน 509 คน เก็บข้อมูลโดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริมและแบบสอบถามประเมินคุณภาพชีวิตองค์การอนามัยโลกฉบับย่อ (WHOQOL-BREF) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพรรณนาและทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมกับคุณภาพชีวิตด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient) กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ให้ข้อมูลหลักคือพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครจำนวน 18 คน ทำการสรุปประเด็นคุณภาพชีวิตโดยการใช้วิธีการอุปนัยผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยนำและปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำมาก ปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความพอใจในคุณภาพชีวิตของตนโดยเฉพาะด้านจิตใจ ที่พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความหยืดหยุ่นต่อปัญหาที่พบ มีความรู้สึกมั่นคงในอาชีพและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง แม้ว่าจะมีปัญหาด้านความเมื่อยล้า และเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพบ้างสรุปได้ว่า ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตเเละพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีคุณภาพชีวิตในระดับปานกลาง


ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต Jan 2024

ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูและเพื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ พนักงานที่มีอายุ 18-55 ปีขึ้นไป และทำงานอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จำนวน 430 คน โดยคัดเลือกจากอุตสาหกรรมการผลิตหลัก 5 ประเภท โรงงานละ 4-5 คน ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม Google Form ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติทดสอบ “ที” (t-test) และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) จากนั้นทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของ LSD (Least significant difference) กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง หากพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบพบว่า องค์ประกอบการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะการสื่อสาร การจัดการตนเอง ทักษะการตัดสินใจ และการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เมื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษาพบว่า พนักงานเพศชายในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 18-30 ปี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 31-43 ปี และอายุ 44-55 ปีขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น/มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. อนุปริญญา/ปวส. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับปานกลาง


การศึกษาการสึกระหว่างโคบอลต์โครเมียมและวัสดุเซรามิกที่ใช้ในงานทันตกรรมดิจิตอล, มรกต ไทยรัตน์ Jan 2024

การศึกษาการสึกระหว่างโคบอลต์โครเมียมและวัสดุเซรามิกที่ใช้ในงานทันตกรรมดิจิตอล, มรกต ไทยรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: ทำการศึกษาสภาวะจำลองเพื่อวัดการสูญเสียปริมาตรจากการสึกหลังจากจำลองการขัดถู 250,000 รอบของโลหะผสมโคบอลต์โครเมียม (CoCr) กับวัสดุที่ใช้ทำการบูรณะฟันหลักห้าชนิด วัสดุและวิธีการ: เตรียมตัวอย่างทดสอบตัดเป็นสี่เหลี่ยมจำนวนชนิดละ 8 ชิ้น (5 x 5 x 2 มิลลิเมตร) จากโลหะผสมที่ไม่มีทองผสม (NP), ลิเธียมไดซิลิเกต (EM) เธียมไดซิลิเกตเสริมความแข็งแรง (TR) เซรามิคที่มีเรซินเป็นฐาน (CM) และเซอร์โคเนีย (ZR) ตัวอย่าง EM TR และ ZR ได้รับการเผาตามคำแนะนำของผู้ผลิต แท่งโลหะผสมโคบอลต์โครเมียมสร้างขึ้นโดยการหล่อโลหะแบบไล่ขี้ผึ้ง จำลองการสึกแบบสององค์ประกอบด้วยเครื่องจำลองการสึกจากการขัดถู จำนวน 250,000 รอบ วัดการสูญเสียปริมาตรของชิ้นงานทดสอบโดยใช้เครื่องวัดความหยาบพื้นผิว การสูญเสียปริมาตรของแท่งโลหะผสมคำนวณโดยการความยาวที่ลดลงและรัศมีของพื้นที่ที่เกิดบริเวณที่สึก วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้ MANOVA (pNP>ZR) การสูญเสียปริมาตรของแท่งโลหะหลังการสึกในกลุ่ม CM น้อยกว่าในกลุ่ม EM และ NP ในขณะที่กลุ่มอื่น ๆ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ


Esthetic Evaluation Of Implant Restoration In Esthetic Zone: A Long-Term Follow-Up, Harit Muangmore Jan 2024

Esthetic Evaluation Of Implant Restoration In Esthetic Zone: A Long-Term Follow-Up, Harit Muangmore

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective: This study aimed to evaluate the correlation between esthetic outcomes of single-tooth implant restorations (STIRs) in the anterior maxilla, assessed by the Pink Esthetic Score (PES), White Esthetic Score (WES), and the newly introduced Esthetic Sustainable Criteria (ESC), over two follow-up periods: 5 years and 10 years. Materials and Methods: A cross-sectional retrospective study was conducted involving 22 patients treated with STIRs at the Faculty of Dentistry, Chulalongkorn University, from January 2009 to December 2024. Patient demographics, treatment protocols, and follow-up assessments were collected at both 5 and 10 years. PES and WES were utilized to evaluate esthetic outcomes, …


Biomarkers Of Comorbid Major Depression And Metabolic Syndrome: A Case-Control Study, Ketsupar Jirakran Jan 2024

Biomarkers Of Comorbid Major Depression And Metabolic Syndrome: A Case-Control Study, Ketsupar Jirakran

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Mood disorders, including major depressive disorder (MDD), are among the leading causes of disability worldwide. Major depressive disorder (MDD) and bipolar disorder (BD) often coexist with metabolic syndrome. Increased atherogenicity and a higher risk of cardiovascular diseases are associated with both conditions. This study aimed to determine whether (a) ACEs are significantly associated with the 5 BFI personality dimensions in patients with MDD; (b) increased neuroticism or lowered levels of the other personality dimensions are associated with the phenome of MDD including suicidal behaviors; and (c) the effects of ACEs on the phenome of MDD are mediated via increased neuroticism …


การพัฒนาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ช่วยตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายของข้อมูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนแพลตฟอร์ม E-Commerce ในประเทศไทย, ชวลิน อินทร์ทอง Jan 2024

การพัฒนาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ช่วยตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายของข้อมูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนแพลตฟอร์ม E-Commerce ในประเทศไทย, ชวลิน อินทร์ทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีบทบาทสำคัญในระบบสุขภาพในด้านเป็นแหล่งข้อมูลและช่องทางการเข้าถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในกลุ่มผู้บริโภคไทย แต่ขณะเดียวกันกลับพบการกระทำผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ช่วยตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายของข้อมูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน มีกระบวนการ 3 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการพัฒนาต้นแบบปัญญาประดิษฐ์ช่วยตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายของข้อมูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ระยะที่ 2 เป็นการทดสอบความไวและความจำเพาะของต้นแบบ และระยะที่ 3 เป็นการศึกษาความเห็นของผู้ใช้งานเป้าหมายต่อการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้งาน ผลการวิจัย ระยะที่ 1 พบความชุกของการกระทำผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่นิยมในประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 84.6 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักมีความเห็นในการพัฒนาต้นแบบว่าควรมีการจัดการที่มาของนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือ การเชื่อมโยงการทำงานกับผู้ให้บริการ การออกแบบให้สามารถจำแนกความผิดและรวบรวมข้อมูลส่งกลับให้ผู้เกี่ยวข้องได้ เป็นการสร้างรายได้ การสร้างแรงกดดันทางสังคม และการนำเสนอคุณค่า ในระยะที่ 2 การทดสอบต้นแบบปัญญาประดิษฐ์มีค่าความไว ร้อยละ 56.4 และความจำเพาะ ร้อยละ 89.0 ส่วนระยะที่ 3 พบว่าตัวแทนองค์ผู้ใช้เป้าหมายให้ความสนใจปัญญาประดิษฐ์ อย่างไรก็ตามควรปรับปรุงให้การจำแนกความผิดมีความซับซ้อนลดลงแต่สอดคล้องกับการนำไปใช้งานมากขึ้น กลยุทธ์ที่ควรทำคือ การสื่อสารคุณค่าของปัญญาประดิษฐ์ในส่งเสริมการค้าเชิงสร้างสรรค์ และลดความเสี่ยงทางกฎหมายมากกว่าการบังคับเชิงกฎหมาย ซึ่งองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยสามารถนำไปเป็นแนวทางเพิ่มศักยภาพการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้


Sugar Composition Of Thai Desserts And Gut Microbiome Profiles In Healthy Volunteers: A Randomized Controlled Trial, Sayamon Senaprom Jan 2024

Sugar Composition Of Thai Desserts And Gut Microbiome Profiles In Healthy Volunteers: A Randomized Controlled Trial, Sayamon Senaprom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The glycemic index (GI) measures the blood glucose-raising potential of carbohydrate-rich foods and is associated with obesity and insulin resistance. In addition, an imbalanced gut microbiota has been linked to elevated postprandial blood glucose levels. However, the relationship between consuming Thai desserts predominantly composed of carbohydrates and gut microbiome profiles remains unclear. This study aimed to evaluate the effects of consuming various Thai desserts with different GI values on the gut microbiomes of healthy volunteers. This open-label, parallel randomized clinical trial involved 30 healthy individuals aged 18 to 45 years. Participants were randomly assigned to one of three groups: Phetchaburi’s …


A Comparative Study Of Portal Versus Peripheral Circulating Tumor Cells In Patients With Stage I-Iii Pancreatic Cancer, Thaninee Prasoppokakorn Jan 2024

A Comparative Study Of Portal Versus Peripheral Circulating Tumor Cells In Patients With Stage I-Iii Pancreatic Cancer, Thaninee Prasoppokakorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Portal venous circulating tumor cells (CTCs) detection may better reflect vascular metastasis and predict micro-metastasis risk in pancreatic ductal adenocarcinoma (PDAC) than peripheral blood. We hypothesize that portal CTCs could better represent micro-metastasis and predict survival in PDAC patients. Methods: We conducted a single-center, prospective interventional cohort study of patients with stage I-III PDAC between January 2020 and September 2021, with followed up until February 2024. Portal venous blood was obtained via endoscopic ultrasound (EUS)-guided sampling, and peripheral blood was collected on the same day. CTCs were detected using EpCAM and mucin1 antibodies and reported as cells/8mL of blood. …


Profiling The Microbiome In Breast Cancer Patients Before And After Treatment With Cannabis Oil, May Soe Thu Jan 2024

Profiling The Microbiome In Breast Cancer Patients Before And After Treatment With Cannabis Oil, May Soe Thu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

With long-term cancer treatment, female breast cancer patients encounter debilitating side effects from a current range of cancer therapies. Cannabinoids (CBs) have been widely used due to their efficacy on chemotherapy-associated pain. Although there is some evidence that cannabis oil may enhance quality of life and lessen symptoms in people with breast cancer, this is not very substantial. No randomised trials evaluating the effects of cannabis in breast cancer patients has been conducted before. The microbiome is critical to human health and disease, and accumulating data suggests that it is influenced by a variety of external variables, including marijuana, cannabis, …


Optimal Dual-Time-Point Dynamic 68ga-Psma-11 Pet/Ct Protocols For Parametric Imaging Generation In Prostate Cancer Patients, Paphawarin Burasothikul Jan 2024

Optimal Dual-Time-Point Dynamic 68ga-Psma-11 Pet/Ct Protocols For Parametric Imaging Generation In Prostate Cancer Patients, Paphawarin Burasothikul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Globally, prostate cancer is the second most common cancer for men. Prostate cancer patients presenting metastasis exhibit a poor prognosis, consequently leading to diminished survival rates. Thus, 68Ga-PSMA-11 PET/CT examination plays a critical role in prostate cancer diagnosis. Parametric imaging techniques offer the potential to improve the accuracy of quantification analysis in PET/CT diagnosis, but their effectiveness is constrained by lengthy acquisition protocols. This study developed optimal dual-time-point (DTP) parametric imaging using shortened dynamic 68Ga-PSMA-11 PET/CT scans in prostate cancer patients and investigated the feasibility of parametric images in terms of image quality by comparing them with a routine standardized …


การวิจัยแนวทางนำนโยบายระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนังผ่านแอปพลิเคชันไลน์ สำหรับแพทย์ทั่วไปในเขตพื้นที่สุขภาพ ของประเทศไทย ไปสู่การปฏิบัติ, ศุภกฤษ บุญละคร Jan 2024

การวิจัยแนวทางนำนโยบายระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนังผ่านแอปพลิเคชันไลน์ สำหรับแพทย์ทั่วไปในเขตพื้นที่สุขภาพ ของประเทศไทย ไปสู่การปฏิบัติ, ศุภกฤษ บุญละคร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภูมิหลัง: สถาบันโรคผิวหนังได้จัดตั้งระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนังแก่แพทย์ทั่วไปผ่านแอปพลิเคชันไลน์ตั้งแต่ปี 2560 โดยมีการขอคำปรึกษามากกว่า 3,000 ครั้ง แต่แนวโน้มการส่งเคส กลับลดลงทุกปี วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการใช้งานระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนังภายใต้มุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นำมาสู่การพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ วิธีการ: การวิจัยเพื่อการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยศึกษาสถิติการให้คำปรึกษาย้อนหลังการสำรวจความคิดเห็นของแพทย์ทั่วไปที่ขอรับคำปรึกษา จำนวน 215 คน การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 45 คน และการระดมสมองในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 7 คน เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการดำเนินงานของระบบให้คำปรึกษาทางไกลด้านโรคผิวหนัง จากนั้นส่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้ผู้บริหารพิจารณา และวัดผลการยอมรับต่อข้อเสนอแนะ ผล: แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนมีการใช้ระบบมากที่สุด ร้อยละ 57.34 โดยแพทย์ผิวหนังสามารถให้คำแนะนำได้ถึง ร้อยละ 98.85 อย่างไรก็ตามยังพบว่า แพทย์มีความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล และความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลที่ส่งปรึกษา ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะที่ได้จากการระดมสมองพบว่า ควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ขอรับคำปรึกษา ควรใช้ Platform ที่ปลอดภัยสำหรับการส่งข้อมูล ควรสร้าง Checklist สำหรับการส่งข้อมูล ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร รวมถึงการพิจารณาการเบิกจ่ายค่าตอบแทนให้กับแพทย์ เพื่อรองรับการขยายการดำเนินงานในอนาคต สรุป: การมีระบบที่เป็นมาตรฐาน ปลอดภัย และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้แพทย์ทั่วไปในเขตสุขภาพสามารถเข้าถึงบริการด้านโรคผิวหนัง เพิ่มความมั่นใจในการรักษา และลดการส่งต่อผู้ป่วยได้


การประเมินช่วงค่าอ้างอิงมาตรฐานใหม่ของการนับจำนวนเรติคูโลไซต์สำหรับประชากรไทยผู้ใหญ่สุขภาพดี: การเปรียบเทียบกับวิธีโฟลไซโตเมตรี และการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์, หทัยพร อภัยวิวัฒน์ Jan 2024

การประเมินช่วงค่าอ้างอิงมาตรฐานใหม่ของการนับจำนวนเรติคูโลไซต์สำหรับประชากรไทยผู้ใหญ่สุขภาพดี: การเปรียบเทียบกับวิธีโฟลไซโตเมตรี และการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์, หทัยพร อภัยวิวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ: การศึกษานี้ประเมินประสิทธิภาพการตรวจวิเคราะห์ของเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ Mindray BC-6200 สำหรับการนับจำนวนเรติคูโลไซต์ โดยมุ่งเน้นไปที่การประเมินความไม่แม่นยํา, การทดสอบการปนเปื้อนระหว่างตัวอย่าง และการทดสอบระยะเวลาคงสภาพของเรติคูโลไซต์ในหลอดทดสอบ ความถูกต้องของการนับจำนวนเรติคูโลไซต์ถูกเปรียบเทียบกับวิธีการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบแมนนวลและโฟลไซโตเมตรีซึ่งเป็นวิธีอ้างอิงมาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีการหาค่าช่วงอ้างอิงมาตรฐานของจำนวนเรติคูโลไซต์ และพารามิเตอร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสำหรับประชากรไทย วิธีการ: ประชากรไทย ผู้ใหญ่สุขภาพดีทั้งเพศชายและเพศหญิง จำนวนอย่างละ 60 ราย และตัวอย่างเลือดที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ 182 ตัวอย่างจากผู้ป่วยที่มีภาวะทางพยาธิสภาพต่าง ๆ ถูกนำมาใช้ตรวจนับจำนวนเรติคูโลไซต์ด้วยเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ Mindray BC-6200, วิธีการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบแมนนวล และโฟลไซโตเมตรี เพื่อหาค่าช่วงอ้างอิงมาตรฐานของจำนวนเรติคูโลไซต์ และประเมินความสัมพันธ์ของค่าเรติคูโลไซต์ระหว่างวิธีการตรวจวิเคราะห์ ผลการทดลอง: การประเมินความไม่แม่นยําในการนับจำนวนเรติคูโลไซต์ในทุกระดับของสารควบคุมคุณภาพ (ค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน, %CV) ต่ำกว่า %CV ที่อ้างอิงโดยผู้ผลิต, การทดสอบการปนเปื้อนระหว่างตัวอย่างมีค่าน้อยกว่า 0.01% และการทดสอบระยะเวลาคงสภาพของค่าเรติคูโลไซต์ในหลอดทดสอบนั้นสามารถคงสภาพได้ถึง 24 ชั่วโมง ช่วงค่าอ้างอิงมาตรฐานมีดังนี้: จำนวนเรติคูโลไซต์สัมบูรณ์ (x109/L): 34.88-118.50, อัตราส่วนของเรติคูโลไซต์ตัวอ่อนต่อจำนวนเรติคูโลไซต์ทั้งหมด (IRF, %): 2.71-15.28, ปริมาณฮีโมโกลบินของเซลล์เรติคูโลไซต์ (RHE, pg): 22.84-29.70, การประเมินความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการตรวจวิเคราะห์พบว่าการนับจำนวนเรติคูโลไซต์ด้วยเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ, วิธีการนับด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบแมนนวลและโฟลไซโตเมตรี มีความสัมพันธ์ที่ดีมาก (r > 0.9785, p-value


The Association Of Mirnas As Biomarkers For Severe Liver Dysfunction In Severe Dengue Infection, Napat Pas-Arj Jan 2024

The Association Of Mirnas As Biomarkers For Severe Liver Dysfunction In Severe Dengue Infection, Napat Pas-Arj

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Identification early biomarkers for severe liver dysfunction in severe dengue patients is essential. Currently, there is no any data on circulating miRNAs to predict this important complication, Therefore, this study aimed to explore the role of circulating miRNAs in severe liver dysfunction in dengue infection. On the initial day of admission, serum samples were gathered from patients with dengue infection. These patients were monitored for 14 days post-admission to ascertain their final diagnosis. Following the WHO 2009 criteria, participants were categorized into severe liver dysfunction and non-severe liver dysfunction group. To conduct a transcriptomic analysis of circulating miRNAs used the …


Gene Expression By Nanostring Rna Profiling Of Monocytic Myeloid-Derived Suppressor Cells In Knee Osteoarthritis, Varote Shotelersuk Jan 2024

Gene Expression By Nanostring Rna Profiling Of Monocytic Myeloid-Derived Suppressor Cells In Knee Osteoarthritis, Varote Shotelersuk

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Osteoarthritis (OA) is a widespread degenerative joint disease marked by cartilage destruction. This study investigates the role of monocytic myeloid-derived suppressor cells (M-MDSCs) in OA, focusing on their gene expression profiles and their relationship with body mass index (BMI) in knee OA patients. Previous research has shown a positive correlation between M-MDSCs and BMI in OA. We explored the role of M-MDSCs derived from the infrapatellar fat pad (IPFP) in OA patients.Using NanoString technology, we examined the transcriptional profile of M-MDSCs from the IPFP of knee OA patients undergoing total knee replacement surgery, categorized into different BMI groups. Flow cytometry …


Association Between Volunteering, Wellbeing, And Homo-Negativity: An Analysis Of World Values Survey, Amirhossein Khanehpaza Jan 2024

Association Between Volunteering, Wellbeing, And Homo-Negativity: An Analysis Of World Values Survey, Amirhossein Khanehpaza

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objectives: Homonegativity adversely affects the health and well-being of homosexuals in society, making it vital to identify factors associated with it. This study investigates whether active membership in voluntary organizations correlates with homonegativity, examining how this varies by gender and age.Methods: Using the World Values Survey data (2017-2022) from 87,777 participants in 63 countries, we performed binary logistic regression to assess relationships between homonegativity and factors including socioeconomic status, demographics, and voluntary activity participation.Results: Our findings suggest that active membership in certain voluntary organizations correlates with homonegativity levels among both men and women across various age groups. Specifically, active participation …


ความชุกของความเครียดจากงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย, จักรินทร์ อภิสุทธิศิลป์ Jan 2024

ความชุกของความเครียดจากงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย, จักรินทร์ อภิสุทธิศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยพรรณนาเชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกความเครียดจากงาน และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบจำเพาะเจาะจง คือ พนักงานฝ่ายปฏิบัติการของโรงเรียนแพทย์ ที่มีสำนักงานในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บตัวอย่างพนักงานโรงเรียนแพทย์ทั้งหมดโดยไม่สุ่ม จำนวน 401 คน ทำการศึกษาระหว่าง เดือน พฤษภาคม ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2567 แบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยทั่วไปส่วนบุคคล ข้อมูลปัจจัยด้านการทำงาน ข้อมูลความเครียดจากงาน ประเมิน โดยแบบสอบถามที่เป็นฉบับภาษาไทย Thai Job Content Questionnaire วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปรสองตัว และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ โดยกลุ่มตัวอย่างมีอัตราตอบกลับร้อยละ 55.61 ความชุกความเครียดจากงาน เท่ากับ ร้อยละ 18.45 เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ได้แก่ ดัชนีมวลกายต่ำกว่าเกณฑ์ (aOR=2.61, 95% CI: 1.19 - 5.76) การมีหนี้สิน (aOR=2.00,95% CI: 1.08 - 3.73) ตำแหน่งอาชีพพนักงานสำนักงาน (aOR = 4.38, 95% CI: 1.10 - 17.44), การทำงานแบ่งกะ (aOR=2.37,95% CI: 1.01 - 5.54) การเรียกร้องจากงานทางกาย (aOR=2.71,95% CI: 1.18 - 6.20) อันตรายภายในงาน (aOR=3.89,95% CI: 2.05 - 7.41) ดังนั้น จึงควรจัดการแก้ไข และส่งเสริมในการป้องกันความเครียดจากงานไปสู่การป้องกันในเชิงนโยบายต่อไป


อาการวัยหมดระดูและความสัมพันธ์กับการสูญเสียผลิตภาพในการทำงานของพยาบาล ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ภคณาพร จงจิตรไพศาล Jan 2024

อาการวัยหมดระดูและความสัมพันธ์กับการสูญเสียผลิตภาพในการทำงานของพยาบาล ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ภคณาพร จงจิตรไพศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเข้าสู่วัยหมดระดูเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในชีวิตของเพศหญิง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาความสัมพันธ์ของอาการวัยหมดระดูและการสูญเสียผลิตภาพในการทำงาน ความชุกของการประสบอาการวัยหมดระดูในพยาบาลในกรุงเทพมหานครและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษานี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ ศึกษาในพยาบาลอายุ 45 ถึง 60 ปีทั้งหมด ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลสูตินรีเวช ข้อมูลด้านการทำงาน ข้อมูลอาการวัยหมดระดู และข้อมูลการสูญเสียผลิตภาพในการทำงานถูกเก็บในรูปแบบของแบบสอบถาม การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกและการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกเชิงพหุถูกใช้เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการวัยหมดระดู การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณถูกใช้เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของอาการวัยหมดระดูกับการสูญเสียผลิตภาพในการทำงาน การศึกษานี้มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 182 คน ความชุกของอาการวัยหมดระดูอยู่ที่ 74.2% จำนวนและร้อยละของอาการวัยหมดระดูโดยแบ่งกลุ่มตามความรุนแรง ได้แก่ กลุ่มไม่มีอาการ 47 คน (25.8%) กลุ่มรุนแรงเล็กน้อย 38 คน (20.9%) กลุ่มรุนแรงปานกลาง 65 คน (35.7%) และกลุ่มรุนแรงมาก 32 คน (17.6%) จากการศึกษาพบว่าการมีอาการวัยหมดระดูในระดับรุนแรงมากมีความสัมพันธ์กับร้อยละการมาทำงานแต่ไม่ได้งานและการสูญเสียผลิตภาพในงานโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีผลต่างค่าเฉลี่ยและช่วงค่าความเชื่อมั่น 95% อยู่ที่ 20.84 (11.10-30.59) และ 20.49 (10.39-30.58) ตามลำดับ พยาบาลที่มีอาการวัยหมดระดูในระดับรุนแรงควรได้รับการวินิจฉัย รักษา หรือช่วยเหลือในด้านต่างๆ จากทั้งแพทย์เฉพาะทาง หัวหน้าแผนก และเพื่อนร่วมงาน เพื่อป้องกันการสูญเสียผลิตภาพในการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดการเกษียณอายุงานก่อนเวลา และรักษามาตรฐานการให้บริการของโรงพยาบาลต่อไปในอนาคต


Prediction The Dose Distributions Of Prostate Cancer Patients Using Deep Learning, Pumipat Chaikamthorn Jan 2024

Prediction The Dose Distributions Of Prostate Cancer Patients Using Deep Learning, Pumipat Chaikamthorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Volumetric Modulated Arc Therapy (VMAT) is one of the advanced modalities in recent radiotherapy. It uses the inverse treatment planning system for optimization and dose calculation. However, this approach is a trial-and-error process, which takes a long time. An accurate deep-learning model that can predict the dose would solve this issue. This approach can save more treatment planning time, by guiding the planners to the optimum dose while maintaining the plan quality. The 40 previously treated prostate cancer plans were collected the volumetric information of PTV and OARs, overlapping volume, and the dosimetric information. The regression deep learning model, which …


Seroprevalence And Epidemiology Of Human Respiratory Syncytial Virus (Rsv) Among Young Children In Thailand, Siripat Pasittungkul Jan 2024

Seroprevalence And Epidemiology Of Human Respiratory Syncytial Virus (Rsv) Among Young Children In Thailand, Siripat Pasittungkul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Respiratory Syncytial Virus (RSV) is a significant cause of both upper and lower respiratory tract infections, capable of affecting both children and adults, with the potential for reinfection throughout life. Despite the current availability of an RSV vaccine for pregnant women and the elderly, RSV remains a leading cause of severe lower respiratory tract infections in infants and young children globally. Reinfections by the same or different RSV subgroups in children residing in the tropics are currently under-studied. Therefore, This study investigated the seroprevalence and epidemiology of RSV infections in Thai children. Our seroprevalence study (2015-2020) involved 302 mothers and …


Development Of 3d Cell Culture Model For Graves’ Ophthalmopathy, Rajit Chompoowong Jan 2024

Development Of 3d Cell Culture Model For Graves’ Ophthalmopathy, Rajit Chompoowong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Orbital tissue fibrosis and remodeling contribute to the development of exophthalmos, a hallmark symptom of Graves’ ophthalmopathy (GO). The central pathogenesis to this process are orbital fibroblasts (GOF), which express autoantigen, thyroid-stimulating hormone receptor (TSHR). However, there are limitations in preclinical models for studying the pathogenesis and drug discovery of GO, which poses challenges for developing effective treatment options. This study aimed to identify markers of GOF, explore epigenetic alteration, and develop a scaffold-free 3D cell culture model for GO. The novel results from immunohistochemical analysis showed that vimentin was uniquely expressed in GO but absent in control samples. Additionally, …


Rapid Bacterial Pathogen Identification With Nanopore Sequencing In Clinical Urinary Tract Infection Setting, Panupong Wangprapa Jan 2024

Rapid Bacterial Pathogen Identification With Nanopore Sequencing In Clinical Urinary Tract Infection Setting, Panupong Wangprapa

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Urinary tract infections (UTIs) affect approximately two-thirds of women worldwide, posing a significant healthcare burden. Uncomplicated UTIs can escalate if not treated promptly. Inappropriate antibiotic use, driven by slow conventional diagnostics, contributes to the escalating crisis of antimicrobial resistance (AMR). A rapid, accurate, and affordable pathogen identification with integrated AMR profiling is essential for effective treatment and responsible antibiotic stewardship.Traditional UTI diagnosis relies on urine culture and antimicrobial susceptibility testing (AST), often requiring up to 96 hours and thus necessitating the empiric use of broad-spectrum antibiotics as a first-line of treatment. While faster options like dipsticks and Polymerase Chain Reaction …


The Effect Of Systemic Antibiotics On Post-Surgical Complications And Patient-Reported Outcomes In Dental Implant Surgery With Simultaneous Sinus Floor Augmentation, Sutinee Tangamnuay Jan 2024

The Effect Of Systemic Antibiotics On Post-Surgical Complications And Patient-Reported Outcomes In Dental Implant Surgery With Simultaneous Sinus Floor Augmentation, Sutinee Tangamnuay

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Unnecessary antibiotic prescriptions can raise healthcare costs and affect the quality of life due to their related side effects. Objectives: Aim to assess the impact of antibiotic prophylaxis (AP) on the prevalence of postoperative complications in patients undergoing simultaneous implant placement with lateral sinus floor augmentation. Materials and Methods: A randomized, triple-blind, placebo-controlled trial was conducted involving 30 healthy patients. Participants were divided into two groups: one received 2g of amoxicillin before surgery and 500mg three times daily for three days post-surgery (antibiotic group, N=15), while the other received a placebo (N=15). Postoperative complications were evaluated at 2, 4, and …


The Influence Of Implant Thread Designs On The Secondary Stability Of Dental Implant, Rujira Charoenniwassakul Jan 2024

The Influence Of Implant Thread Designs On The Secondary Stability Of Dental Implant, Rujira Charoenniwassakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective: This study aimed to evaluate the secondary stability of aggressive thread design implant (BLX) comparing to nonaggressive thread design implant (BL) using Implant Stability Quotient (ISQ) values and Implant stability test (IST) values. Materials and Methods: Forty-five patients with healed edentulous areas were included and randomly allocated into test and control groups. Thirty-two BLX implants and thirty-two BL implants were used in the test and control groups, respectively. Dental implant stability was assessed using IST and ISQ values. IST values were measured immediately (T1), on day 2 (T2), and at 1 (T3), 2 (T4), 3 (T5), 4 (T6), 5 …


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล, นวภัทร คงดี Jan 2024

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล, นวภัทร คงดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย เพื่อศึกษาปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปที่พ้นระยะเฉียบพลัน มีสภาวะทางการแพทย์คงที่และมีสัญญาณชีพปกติ ทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่มารับบริการในแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 93 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสามารถในกิจวัตรขั้นพื้นฐานของผู้สูงอายุ แบบประเมินภาวะรู้คิด แบบประเมินภาวะเปราะบางอย่างง่าย วิเคราะห์ความเที่ยงด้วยวิธีการวัดซ้ำเท่ากับ 1.0, 0.82, 1.0 ตามลำดับ แบบวัดความเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบคัดกรองภาวะโภชนาการ และแบบประเมินความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย วิเคราะห์ความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .94, .73, .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์อีต้า และสถิติสหสัมพันธ์ของ สเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า1. ผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลมีความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพในระดับปานกลาง (mean = 55.04, SD = 10.55) 2. ภาวะเปราะบาง มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (η=.259) 3. ภาวะโภชนาการ ภาวะซึมเศร้า และจำนวนชนิดของยาที่ใช้ประจำ มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rs = 313, rs = -247, rs = -264 ตามลำดับ) 4. เพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล