Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Institution
-
- Walden University (2643)
- The University of San Francisco (1255)
- Marquette University (1113)
- Chulalongkorn University (1048)
- Providence (800)
-
- Aga Khan University (767)
- Lehigh Valley Health Network (745)
- University of San Diego (735)
- University of Kentucky (693)
- Edith Cowan University (665)
- Otterbein University (647)
- Liberty University (606)
- Brigham Young University (585)
- Grand Valley State University (575)
- University of Texas at Tyler (567)
- Gardner-Webb University (561)
- DePaul University (544)
- University of Alabama at Birmingham (536)
- Loma Linda University (516)
- University of South Carolina (505)
- Dominican University of California (459)
- Mississippi University for Women (420)
- San Jose State University (413)
- University of North Dakota (410)
- Western Kentucky University (407)
- Arkansas State University (406)
- The Texas Medical Center Library (364)
- Thomas Jefferson University (364)
- Manipal Academy of Higher Education (345)
- University of Central Florida (344)
- Keyword
-
- Nursing (2322)
- Education (820)
- Patient Care Services / Nursing (717)
- Quality improvement (573)
- Nurses (551)
-
- Nursing education (469)
- Nurse (447)
- Depression (412)
- Doctor of Science in Nursing (DSN) School of Nursing (378)
- COVID-19 (339)
- Mental health (339)
- Nursing students (332)
- Simulation (319)
- Diabetes (314)
- Burnout (300)
- Communication (297)
- Primary care (297)
- Stress (297)
- Anxiety (295)
- Obesity (287)
- Patient Care Services / Nursing Fellows and Residents (280)
- Evidence-based practice (255)
- Vizient/AACN Nurse Residency Program EBP Projects (254)
- Pregnancy (251)
- Women (239)
- Screening (238)
- Patient safety (230)
- Prevention (230)
- Knowledge (222)
- Self-efficacy (222)
- Publication Year
- Publication
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (2608)
- Doctor of Nursing Practice Projects (1590)
- College of Nursing Faculty Research and Publications (965)
- Dissertations (900)
- Master's Projects and Capstones (713)
-
- DNP Projects (698)
- Patient Care Services / Nursing (695)
- Theses and Dissertations (642)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Doctoral Projects (533)
- Nursing Student Class Projects (Formerly MSN) (518)
- All ETDs from UAB (512)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (445)
- Grace Peterson Nursing Research Colloquium (430)
- MSN Research Projects (408)
- Doctoral Dissertations and Projects (402)
- Electronic Theses and Dissertations (386)
- Nursing Capstones (383)
- Loma Linda University Electronic Theses, Dissertations & Projects (345)
- Research outputs 2022 to 2026 (342)
- Nursing Faculty Publications (340)
- Doctor of Nursing Practice Final Manuscripts (333)
- Doctor of Nursing Practice (DNP) Projects (330)
- Masters Theses (329)
- Faculty Publications (314)
- Doctor of Nursing Practice Scholarly Projects (313)
- Nursing Theses and Capstone Projects (304)
- MSN Capstone Projects (297)
- Juanita Hunter, RN & NYSNA Papers [1973-1990] (285)
- Publications (269)
- Publication Type
Articles 9751 - 9780 of 34428
Full-Text Articles in Medicine and Health Sciences
Early Screening For Depression In Adults With Diabetes In The Outpatient Setting, Chito A. Ezeobinwa, Dawn Stewart-Brown, Angela M. Toledo
Early Screening For Depression In Adults With Diabetes In The Outpatient Setting, Chito A. Ezeobinwa, Dawn Stewart-Brown, Angela M. Toledo
UNF Graduate Theses and Dissertations
Abstract
Diabetes can be an overly complicated chronic illness that not only affects a person's physical health but may additionally affect their mental well-being. Screening for depressive symptoms in individuals with diabetes in an endocrine office may be helpful in the early detection and treatment of depression in people diagnosed with type I and type II diabetes.
Purpose: The purpose of this quality improvement (QI) project was to evaluate if administering the Patient Health Questionnaire 9 (PHQ-9) form to those who have type I or type II diabetes in an endocrinologist's office setting can help detect symptoms of depression …
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง, อริสมันต์ ศิริลาภ
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง, อริสมันต์ ศิริลาภ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเป็นผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง ส่งผลกระทบต่อผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทในด้านต่าง ๆ เป็นอย่างมาก พยาบาลจิตเวชต้องเข้าใจถึงเรื่องราวและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับผู้ดูแลหลักเหล่านั้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในช่วยเหลือผู้ดูแลหลักเหล่านั้น ดังนั้นจึงได้ทำการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ เพื่อศึกษาประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง ในผู้ดูแลหลักที่มีประสบการณ์อยู่ร่วมในเหตุการณ์ขณะผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมรุนแรง และก่อเหตุซ้ำ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 1 ปี จำนวน 16 คน คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) การสังเกต การบันทึกภาคสนาม และการบันทึกเทป นำข้อมูลที่ได้มาถอดความแบบคำต่อคำ (Verbatim) นำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ วงเวียนการตีความของ Van Manen (1990) ผลการศึกษา พบว่า ประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความอดทน 2) ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยต่อชีวิตของผู้ดูแลหลัก 3) ปรับตัวให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ และ 4) การจัดการต่อพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วย ผลการศึกษาดังกล่าว ทำให้เข้าใจในประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรงอย่างลึกซึ้งมากขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสนับสนุนผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรงตามสภาพบริบทของสังคมไทย
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็ปแอพพลิเคชั่นต่อความสามารถทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, ภัทรบดินทร์ โรจนวิสิษฐ์ฤาชา
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็ปแอพพลิเคชั่นต่อความสามารถทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, ภัทรบดินทร์ โรจนวิสิษฐ์ฤาชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็ปแอพพลิเคชั่นต่อทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนอายุ 3-6 ปี และผู้ดูแลที่เข้ามารับบริการในแผนกผู้ป่วยใน สถาบันราชานุกูลซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์โดยได้รับการจับคู่ (Matched pair) แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวน 25 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็ปแอพพลิเคชั่นเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็ปแอพพลิเคชั่น เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมด้านทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนและแบบประเมินพลังอำนาจของผู้ดูแลเด็กออทิสติกมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ .89 และ .90 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .97 และ .90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนหลังได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็ปแอพพลิเคชั่นมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 17.143, df = 24, p < .05) 2. คะแนนเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็ปแอพพลิเคชั่นมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (t = -8.933, df = 48, p < .05)
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน, ปริฉัตร อยู่คง
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน, ปริฉัตร อยู่คง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาสองกลุ่มแบบวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ 2) พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 42 ครอบครัว แต่ละครอบครัวประกอบด้วยบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนซึ่งเข้ารับบริการที่คลินิกจิตเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และผู้ดูแลหลักในครอบครัว ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จับคู่บุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนให้มีอายุและระดับของพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำที่ใกล้เคียงกันแล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 21 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัย คือ 1) โปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ 2) แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน 3) แบบประเมินความสามารถในการจัดการตนเองของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน และ 4) แบบประเมินความสามารถในการจัดการตนเองและผู้ป่วยของผู้ดูแล เครื่องมือทุกชุดได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน โดยชุดที่ 2, 3 และ 4 มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค .87, .81 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=12.67, p< .05) 2. พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=9.38, p< .05)
ผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, พรประเสริฐ แก้วคำ
ผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, พรประเสริฐ แก้วคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนจำนวน 42 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะ และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะผู้สูงอายุโรคซึมเศร้า 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบคฉบับภาษาไทย 4) แบบประเมินระดับการฟื้นคืนสู่สุขภาวะ เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงเซิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .81 และ .90 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .80 และ .84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. อาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนหลังเข้าร่วมโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะน้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. อาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนที่เข้าร่วมโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, อนงค์นาฎ คุณประสาท
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, อนงค์นาฎ คุณประสาท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแล และเพื่อเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าและครอบครัวที่มารับบริการในแผนกยาเสพติดและจิตเวชของโรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 40 ครอบครัว จับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุและคะแนนอาการซึมเศร้า สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ครอบครัว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแล 2) แบบประเมินอาการซึมเศร้าฉบับภาษาไทย เครื่องมือทุกชุดได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ความเที่ยงของเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .72 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป หาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลน้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=13.13, df=19, p
ผลของการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อโปรตีนในปัสสาวะของเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติก, กมลวรรณ เปลี่ยนสี
ผลของการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อโปรตีนในปัสสาวะของเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติก, กมลวรรณ เปลี่ยนสี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบโอกาสการพบโปรตีนในปัสสาวะของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติกภายหลังได้รับการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการพยาบาลตามปกติ ระยะหลังการทดลองทันที ระยะหลังการทดลอง 1 วัน และระยะหลังการทดลอง 2 วัน โดยการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนนี้พัฒนามาจากทฤษฎีสมรรถนะแห่งตนของ Bandura (2001) กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กวัยเรียนอายุ 6-12 ปี กลุ่มอาการเนโฟรติกที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คนโดยจับคู่การใช้ยาสเตียรอยด์และยาควบคุมความดันโลหิตแล้วสุ่มเข้ากลุ่มโดยจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ การพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสม แถบทดสอบปัสสาวะ และแบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเด็กกลุ่มอาการเนโฟรติก ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และค่าความเที่ยงเท่ากับ 1.00 และ 0.80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติคทวิ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้ป่วยเด็กกลุ่มอาการเนโฟรติกที่ได้รับการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมมีโอกาสตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะในระยะหลังการทดลอง 2 วัน น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติร้อยละ 92.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันต่อการทำหน้าที่ทางเพศในเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ, จิรพงศ์ ศรีเทพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันต่อการทำหน้าที่ทางเพศในเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 22 คน จับคู่ทั้งสองกลุ่มให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องอายุ และประเภทของยาที่ใช้รักษาโรคหัวใจ กลุ่มควบคุมจะได้รับการพยาบาลปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมอัตมโนทัศน์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดดัชนีสากลของการทดสอบสมรรถภาพทางเพศ แบบสอบถามอัตมโนทัศน์ทางเพศ ทดสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1 และ 0.82 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.92 และ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิตทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ทางเพศในบุคคลเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ทางเพศในบุคคลเพศชายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหลังได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมอัตมโนทัศน์ทางเพศผ่านโมไบล์แอปพลิเคชันมีการทำหน้าที่ทางเพศดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, นิภาภรณ์ เที่ยงหนู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงทำนายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง และศึกษาปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ที่มารับการรักษาที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก ในสถาบันประสาทวิทยา และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 120 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินภาระการดูแล แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม โดยเครื่องมือมีคุณภาพทั้งความตรงตามเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมีคุณภาพชีวิตปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 95.89 (S.D. = 11.48) ปัจจัยที่ทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม (β = .34, <.001) ภาวะซึมเศร้า (β = -.47, p <.001) และ ความสามารถในการทำกิจวัตร ประจำวันของผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (β = .33, p =.005) สามารถร่วมกันทำนาย คุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในครอบครัวผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร้อยละ 33 โดยการสนับสนุนทางสังคมถือเป็นปัจจัยหลักในการทำนายคุณภาพชีวิตผู้ดูแลในครอบครัว
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด, ปรียาภรณ์ หงส์พิมลมาศ
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด, ปรียาภรณ์ หงส์พิมลมาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนา นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ และความสัมพันธ์ระหว่างอายุ เพศ ระดับAlbuminในเลือด ชนิดของโรค ระยะของโรคมะเร็ง จำนวนครั้งที่ได้รับเคมีบำบัด โรคร่วม พฤติกรรมการดูแลตนเอง และกิจกรรมทางกาย กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่มาใช้บริการในแผนกผู้ป่วยนอกคลินิกโลหิตวิทยา โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จำนวน 114 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด และแบบสอบถามกิจกรรมทางกาย โดยแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด และแบบสอบถามกิจกรรมทางกาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีคุณภาพดีทั้งความตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยการใช้สถิติถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัยพบว่าผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัดเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ร้อยละ 34.2 และส่วนใหญ่เกิดในครั้งแรกของการได้รับยาเคมีบำบัด ร้อยละ 48.7 และเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำเพียง 1 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 84.6 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำมากขึ้น ได้แก่ เพศหญิง ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ระดับอัลบูมินในเลือดต่ำ (< 3.5 g/dL) เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะแพร่กระจาย จำนวนครั้งที่ได้รับยาเคมีบำบัด และการมีโรคร่วม (OR=5.43, 1.68, 4.76, 1.62, 1.83, 2.33 ตามลำดับ p<.05) ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ท่าให้เกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่าลดลงในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน่าเหลือง ได้แก่ กิจกรรมทางกาย (OR= 0.58, p<.05) และปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่า ได้แก่ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และ ชนิดของโรคมะเร็ง (OR=0.62, 1.15 ตามล่าดับ p>.05)
ปัจจัยทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, ผกายรัตน์ สหเจริญชัย
ปัจจัยทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง, ผกายรัตน์ สหเจริญชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายเพื่อศึกษาอำนาจการทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดแตก ตีบตัน ครั้งแรก/เป็นซ้ำ ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 114 ราย ที่มารับการตรวจติดตามการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจโรคประสาทศัลยศาสตร์และอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลตำรวจ และสถาบันประสาทวิทยา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบประเมินภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล แบบประเมินโรคร่วม แบบประเมินความเหนื่อยล้า และแบบประเมินระดับความพิการ แบบสอบถามหาค่าความตรงเชิงเนื้อหาได้เท่ากับ .88,1, .99 และ 1 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินระดับความพิการซึ่งเป็นแบบประเมินมาตรฐาน มีการนำมาใช้ในการวิจัยอย่างแพร่หลายดังนั้นผู้วิจัยจึงไม่ทำการทดสอบซ้ำ และได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .87, .88, .89, .97 และ .78 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบเป็นขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า 1. ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง มีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 86.40 (SD = 21.56) 2. ปัจจัยที่สามารถทำนาย ความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองได้สูงสุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระดับความพิการ (beta = .447) รองลงมา คือ ภาวะโรคร่วม (beta = .310) ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (beta = .251) และ ความเหนื่อยล้า (beta = .155) ตามลำดับ โดยตัวแปรทำนายทั้ง 4 ตัวแปร สามารถทำนายความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร้อยละ 78.1 (Adjusted R2 = .781, F = 187.420, p<. 05) อย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง, พนิดา ตึกหิน
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง, พนิดา ตึกหิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของผู้ที่เป็นมะเร็ง และความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ ระยะของโรค ชนิดของโรคมะเร็ง สัมพันธภาพในครอบครัว ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย สมรรถนะแห่งตน ภาระค้างคา ความรุนแรงของอาการกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายของ ผู้ที่เป็นมะเร็ง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งทุกระยะและทุกชนิดที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้า รับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอกมะเร็งของโรงพยาบาลตติยภูมิ เขตกรุงเทพมหานคร 2 แห่ง จำนวน 181 คน เครื่องมือที่ใช้งานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย แบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัว แบบสอบถามภาระค้างคา แบบสอบถามความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามสมรรถนะแห่งตน และแบบประเมิน ความรุนแรงของอาการ เครื่องมือดังกล่าวมีคุณภาพทั้งทางตรงและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาเพียร์สัน และอีต้า ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ที่เป็นมะเร็งมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายในระดับสูง คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 46.11 (SD = 10.80) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ได้แก่ ระยะของโรคมะเร็ง ภาระค้างคา ความรุนแรงของอาการ และชนิดของโรค มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r= .77, r= .86, r= .55; Eta= .34, p
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ, พรธิรา บุญฉวี
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ, พรธิรา บุญฉวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองนี้เป็นแบบวัดผลก่อนหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูสภาพ ทั้งเพศหญิงและชาย ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดครั้งแรก สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่มีประวัติสมองเสื่อม สามารถเข้าใจ สื่อสารภาษาไทยได้ มีความสมัครใจ มีโทรศัพท์มือถือที่สามารถติดต่อสื่อสารได้ และเข้ารับการรักษาในหน่วยตรวจอายุรกรรมเฉพาะโรค หอผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 30 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติและกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.93 และ 0.87 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.71 และ 0.86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยติดตามย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ อายุ เพศ ภาวะอ้วน ภาวะขาดสารอาหาร ภาวะซีด ภาวะโรคร่วม ทัศนคติในการดูแลแผลผ่าตัด อัตราการกรองของไต การบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด และประเภทการผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง ได้รับการผ่าตัดระยะตั้งแต่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม จำนวน 81 คน คือ กลุ่มศึกษา หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก จำนวน 27 คน และ กลุ่มควบคุม หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก จำนวน 54 คน ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก 3) แบบประเมินทัศนคติในการดูแลแผลผ่าตัด และ 4) แบบประเมินการวินิจฉัยการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก เครื่องมือผ่านการตรวจสอบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.86 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติถดถอยแบบพหุลอจิสติก ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อัตราการกรองของไต Thai eGFR < 60 ml/min (aOR 3.29 [95 % CI 1.22-8.89], p = 0.02) และระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด HbA1C ≥ 6.5 % (aOR 2.96 [95 % CI 1.08-8.12] , p = 0.04)
การพัฒนาการจัดอัตรากำลังพยาบาลในหอผู้ป่วยอายุรกรรมโดยใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชัน โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า, ภูษิตา สินประสิทธิ์
การพัฒนาการจัดอัตรากำลังพยาบาลในหอผู้ป่วยอายุรกรรมโดยใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชัน โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า, ภูษิตา สินประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของการใช้การจัดอัตรากำลังพยาบาลในหอผู้ป่วยอายุรกรรมโดยใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชัน โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory action research) ระหว่างผู้วิจัยและผู้ร่วม ซึ่งผู้ร่วมวิจัยเป็นพยาบาลวิชาชีพของหอผู้ป่วยอายุรกรรม 18 คน ดำเนินการวิจัยตามวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (PAOR) ของ Kemmis และคณะ (2014) ตั้งแต่การวิเคราะห์สถานการณ์การจัดอัตรากำลังพยาบาลในหอผู้ป่วยอายุรกรรม การวางแผนการพัฒนา (Plan) การพัฒนาสมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันสำหรับการจัดอัตรากำลัง (Act) การนำสมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันสำหรับการจัดอัตรากำลังไปใช้จริง (Observe) และการประเมินผลการปฏิบัติ (Reflect) เพื่อให้ได้การจัดอัตรากำลังพยาบาลโดยใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันที่เหมาะสมกับบริบทของหอผู้ป่วยและช่วยลดข้อจำกัดที่ปฏิบัติอยู่ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันสำหรับการจัดอัตรากำลังที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 ฟีเจอร์ ได้แก่ การรับและจำหน่ายผู้ป่วย การจำแนกประเภทผู้ป่วย ความต้องการการพยาบาล การคำนวณอัตรากำลัง และตารางเวรปฏิบัติงาน 2) ผู้ร่วมวิจัยมีความพึงพอใจในการใช้สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันการจัดอัตรากำลังพยาบาลที่ร่วมกันพัฒนาขึ้น รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการวิจัย เนื่องจากการได้มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาทุกขั้นตอน สมาร์ตโฟนแอปพลิเคชันสำหรับการจัดอัตรากำลังที่พัฒนาขึ้นตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานและสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขข้อจำกัดการจัดอัตรากำลังที่มีอยู่ได้จริง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนำไปใช้และส่งผลต่อการพัฒนาการจัดอัตรากำลังอย่างต่อเนื่องในโอกาสต่อไป
ปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด St-Segment ไม่ยก, ศราวุธิ ปลอดฤทธิ์
ปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด St-Segment ไม่ยก, ศราวุธิ ปลอดฤทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระยะเวลาการตัดสินใจในการ มารับการรักษาและปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก เพศชายและหญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป ที่มารับการรักษาในหอผู้ป่วยสามัญอายุรกรรม หอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม และหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ โรงพยาบาลสระบุรี และโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา จำนวน 100 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ในการใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและการเจ็บป่วย 2) แบบสอบถามภาวะโรคร่วม 3) แบบสอบถามการรับรู้ความเจ็บป่วย 4) แบบสอบถามความวิตกกังวล และ 5) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2 – 5 เท่ากับ 0.95, 1.00, 0.75, และ 1.00 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.84, 0.87, 0.85, และ 0.91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1. ระยะเวลาที่ใช้ในการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก มีค่ามัธยฐานเท่ากับ 90 นาที ( x = 122.35, SD = 102.86) 2. ปัจจัยทำนายระยะเวลาการตัดสินใจในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก ได้สูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ การรับรู้ความเจ็บป่วย (β = -.294, p < .01) รองลงมาคือ ความวิตกกังวล (β = -.237, p < .05) ภาวะโรคร่วม (β = .229, p < .05) การสนับสนุนทางสังคม (β = -.207, p < .05) การใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (β = .125, p < .05) และประสบการณ์การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (β = .117, p < .05) ตามลำดับ โดยปัจจัยทั้ง 6 ปัจจัย สามารถร่วมทำนายระยะเวลาการตัดสินใจ ในการมารับการรักษาของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด ST-segment ไม่ยก ได้ร้อยละ 75.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Adjusted R2 = .757, p < .05)
ปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน, สุภาวดี แก้วสินธุ์
ปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน, สุภาวดี แก้วสินธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาอัตราการเกิดภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน และเพื่อศึกษาปัจจัยทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ได้แก่ ภาวะการรู้คิดบกพร่อง ประวัติโรคหลอดเลือดสมอง ระยะเวลาการเข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ความปวด ภาวะเลือดออกในสมอง และภาวะซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉินและอุบัติเหตุโรงพยาบาลของรัฐระดับตติยภูมิ จำนวน 3 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 220 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะสับสนเฉียบพลัน แบบคัดกรองภาวะสมองเสื่อม แบบประเมินความปวด โดยใช้มาตรวัดแบบตัวเลข และในกรณีผู้สูงอายุที่ไม่สามารถบอกระดับความเจ็บปวดได้ ใช้แบบประเมินความเจ็บปวดสำหรับผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม ผ่านการตรวจสอบการหาค่าความเที่ยง โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีความเที่ยงเท่ากับ .83 และ .79 ตามลำดับ และหาค่าความเที่ยงของแบบประเมินที่ใช้ในการวิจัยโดยวิธีการวัดซ้ำ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 และ .97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติไคสแคว์ (Chi-square) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบพอยท์ไบซีเรียล (Point biserial correlation coefficient) และ สถิติถดถอยโลจิสติกทวิ (binary logistic regression) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน มีภาวะสับสนเฉียบพลัน จำนวน 34 คน จากจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 220 คน คิดเป็นร้อยละ 15.45 2. ภาวะการรู้คิดบกพร่อง ประวัติโรคหลอดเลือดสมอง ระยะเวลาการเข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน ระดับความปวด ภาวะเลือดออกในสมอง และภาวะซึมเศร้า มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (X2= 9.277, 10.020, rpb= .216, X2= 9.000, 9.568, 3.874 ตามลำดับ) 3. ตัวแปรที่สามารถร่วมกันทำนายภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในแผนกฉุกเฉินได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ภาวะการรู้คิดบกพร่อง (AOR=7.25, 95% CI …
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิตในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการทำพินัยกรรมชีวิตในผู้ที่เป็นมะเร็ง, อธิพงศ์ มุณีโน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง และศึกษาความสัมพันธ์ของ อายุ ระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย การสนับสนุนทางสังคม กับการทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ที่เป็นมะเร็ง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคมะเร็ง และรับบริการในแผนกหอผู้ป่วยนอกโรคมะเร็งของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้งานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการทำพินัยกรรมชีวิต แบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม โดยค่าความเที่ยงแบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย และแบบประเมินการสนับสนุนทางสังคมมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .88, .90 และ .89 ตามลำดับ ส่วนแบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต มีค่า KR-20 เท่ากับ .81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นมะเร็งมีการทำพินัยกรรมชีวิตเพียงร้อยละ 37.2 โดยส่วนใหญ่ทำด้วยวิธีการบอกกล่าวร้อยละ 49.2 โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็นมะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตมากขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นมะเร็งระยะลุกลาม ความรุนแรงของอาการ และ ความรู้เกี่ยวกับการทำพินัยกรรมชีวิต (OR= 2.63, 7.59, 1.05, 1.79 ตามลำดับ, p<.05) และปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่เป็น มะเร็งทำพินัยกรรมชีวิตลดลง ได้แก่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย (OR= 0.87, p<.05)
ผลของการใช้ผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นต่อความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง, ณัฐพงศ์ จันมาลา
ผลของการใช้ผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นต่อความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง, ณัฐพงศ์ จันมาลา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้อง ระหว่างกลุ่มทดลองที่ใช้ผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติในวันที่ 1, 2 และ 3 หลังการผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไปโรคระบบทางเดินอาหารที่รับไว้ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมโรงพยาบาลสมุทรปราการ เพื่อทำการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 30 ราย กลุ่มทดลอง 30 ราย จับคู่ (Matched pairs) ให้กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีลักษณะใกล้เคียงกัน แล้วจัดกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับฉลาก กลุ่มทดลองได้รับผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น โดยทำการรัดหน้าท้องประคบเย็นในวันที่ 1,2 และ 3 หลังการผ่าตัดเปิดช่องท้อง ประคบวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย นวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็นที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบประเมินความปวดแบบมาตรวัดตัวเลข ที่ได้ทำการทดสอบค่าความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน r= .897 แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกการใช้นวัตกรรมผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Repeated-measures ANOVA และ Post-hoc Pairwise comparisons ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยผลต่างคะแนนความปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้องโรคในระบบทางเดินอาหารที่ได้รับผ้ารัดหน้าท้องเจลสมุนไพรประคบเย็น ในวันที่ 1, 2 และ 3 ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ผลของการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด, ศศิวิมล ลิ้มวัฒนะ
ผลของการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด, ศศิวิมล ลิ้มวัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด ในกลุ่มที่ได้รับการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ใช้แนวคิดการพัฒนาความสามารถในการดูแลตนเองของโอเร็ม (2001) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืดที่มีอายุระหว่าง 6-12 ปีและครอบครัวที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกโรคหืด โรงพยาบาลดำเนินสะดวก โรงพยาบาลบ้านโป่งและโรงพยาบาลโพธาราม จำนวน 42 คน จัดกลุ่มตัวอย่าง 21 คนแรกเข้ากลุ่มควบคุมก่อนแล้วจัดกลุ่มตัวอย่าง 21 คนหลังเข้ากลุ่มทดลอง โดยจับคู่เพศ อายุและระดับความรุนแรงของโรค กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มทดลองได้รับการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วม วัดพฤติกรรมด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัยเรียนโรคหืด มีค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.80 และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืดภายหลังได้รับการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมดีกว่าก่อนได้รับข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืดในกลุ่มที่ได้รับการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
The Scale Development Of Quality Of Care In Nursing Home, Chaowarit Ngernthaisong
The Scale Development Of Quality Of Care In Nursing Home, Chaowarit Ngernthaisong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study is an exploratory sequential mixed methods consisting of two phases. The first phase employed qualitative descriptive research and the second phase was descriptive research for scale development. There are three research objectives, methods, and results as follows: Objective 1: To describe the major themes of outcomes of quality of care in nursing home. Qualitative descriptive research was conducted by interviewing 10 registered nurses working in nursing homes. Data was analyzed by using content analysis. The results showed six major themes of outcomes of quality of care in nursing home consisting of; 1) Physical well-being, 2) Psychological well-being, 3) …
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ, จิรารัตน์ ขันติยะบุตร
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ, จิรารัตน์ ขันติยะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ โรคร่วม ดัชนีมวลกาย อาการและสภาวะการทำหน้าที่กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เคยเข้ารับการรักษาในระบบบริการทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 113 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินอาการ แบบประเมินสภาวะการทำหน้าที่ และแบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่านและตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .83, .83, และ .81 ตามลำดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อีต้าและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ คือ 1. กลุ่มตัวอย่างผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ มีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 23.38 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.55 2. สภาวะการทำหน้าที่มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .257) 3. อาการมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยอาการที่มีความสัมพันธ์ ได้แก่ อาการเจ็บหน้าอก/ใจสั่น อาการมึนงง/คิดไม่ออก อาการอ่อนเพลีย/เหนื่อยล้า อาการนอนไม่หลับ อาการปวดศีรษะ/เวียนศีรษะ อาการหายใจลำบาก/หอบเหนื่อย อาการปวดเจ็บในข้อ และปัญหาด้านอารมณ์ (r = -.363, -.295, -.292, -.281, -.250, -.247, -.229 และ -.198) ตามลำดับ 4. อายุ เพศ โรคร่วมและดัชนีมวลกายไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ
ปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, กฤษภุมรินทร์ จงอบกลาง
ปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, กฤษภุมรินทร์ จงอบกลาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายเพื่อศึกษาปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกศัลยกรรมทรวงอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลรามาธิบดี รวมทั้งสิ้น จำนวน 272 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจงตามเกณฑ์การคัดเข้า เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามทั้งหมด 7 ส่วน คือ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามภาวะซึมเศร้า 3) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม 4) แบบสอบถามความวิตกกังวล 5) แบบสอบถามความหวัง 6 ) แบบสอบถามการมองโลกในแง่ดี 7) แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วย ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.95, 1, 0.97, 0.88, 0.96 และ 0.98 ตามลำดับ และผ่านการตรวจสอบความเที่ยงของ เครื่องมือเท่ากับ 0.74, 0.73, 0.81, 0.74, 0.72 และ 0.79 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1. บุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่ไม่มีภาวะซึมเศร้า คิดเป็นร้อยละ 93.75 มีภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 6.25 และบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่ไม่มีภาวะซึมเศร้า ( Mean = 64.99, SD= 13.11) 2. ปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจประกอบด้วย 4 ตัวแปร ได้แก่ การมองโลกในแง่ดี (Beta = .203) การรับรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วย (Beta = -.143) การสนับสนุนทางสังคม (Beta = -.117) ความวิตกกังวล (Beta = .311) เป็นปัจจัยที่สามารถทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คิดเป็นร้อยละ 38.1 (Adjusted R2 = .381, p
ประสบการณ์การดูแลบุตรในห้องแยกของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กิจพรรณ ปินไชย
ประสบการณ์การดูแลบุตรในห้องแยกของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กิจพรรณ ปินไชย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเชิงคุณภาพแบบบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลบุตรของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง คือ ผู้ดูแลซึ่งเป็นมารดาของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ร่วมกับมีภาวะปอดอักเสบระดับปานกลางหรือรุนแรง เข้ารับการรักษาในห้องแยก เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จนข้อมูลอิ่มตัวด้วยจำนวนผู้ให้ข้อมูล 7 ราย นำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหาเกิดเป็นประเด็นหลัก 3 ประเด็น คือ 1) ดูแลอย่างใกล้ชิด และเป็นคนทำทุกอย่าง 2) ความยากและลำบาก และ 3) ความรู้สึกขณะที่อยู่กับบุตรตลอดเวลาออกจากห้องแยกไม่ได้ ผลการศึกษาก่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับประสบการณ์การดูแลบุตรในห้องแยกของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และสามารถนำข้อมูลการวิจัยนี้ไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการดูแลผู้ป่วยเด็กได้อย่างเหมาะสม และตรงตามความต้องการของผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการจัดการองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคอุบัติใหม่ที่ต้องได้รับการรักษาภายในห้องแยก
ประสบการณ์การดูแลสุขภาพตนเองของวัยรุ่นที่มีอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ปณิตา จันทรา
ประสบการณ์การดูแลสุขภาพตนเองของวัยรุ่นที่มีอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ปณิตา จันทรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพแบบบรรยายนี้มีวัตถุประสงค์ในการบรรยายประสบการณ์การดูแลสุขภาพตนเองของวัยรุ่นที่มีอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผู้ให้ข้อมูลคือ วัยรุ่น ที่ได้รับทราบจากแพทย์ว่าเป็นผู้มีอาการหลงเหลือจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และไม่มีโรคประจำตัวอื่น ๆ ใน โรงพยาบาลของจังหวัดอุบลราชธานี เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกไปพร้อมกับวิเคราะห์ข้อมูลแบบแก่นสาระ จนเกิดความอิ่มตัวของข้อมูล รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 7 ราย ผลการศึกษาพบข้อสรุปดังนี้ 1) ชีวิตที่ต้องเผชิญกับผลพวงของโควิด-19 ประกอบด้วยประเด็นย่อย ได้แก่ 1.1 การเปลี่ยนแปลงในชีวิต และ 1.2 ผลกระทบต่อความรู้สึกทางอารมณ์และจิตใจ 2) การค้นหาวิธีจัดการกับอาการเรื้อรัง ประกอบด้วยประเด็นย่อย ได้แก่ 2.1. การแสวงหาวิธีการดูแลสุขภาพ และ 2.2. การดูแลอาการที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง ข้อสรุปนี้ช่วยให้พยาบาลเด็กเข้าใจถึงประสบการณ์และความท้าทายที่วัยรุ่นกลุ่มนี้ต้องเผชิญ และสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางอารมณ์แก่วัยรุ่นและครอบครัวที่ต้องเผชิญกับอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การให้คำแนะนำวิธีการดูแลสุขภาพและเทคนิคการจัดการอาการเรื้อรังที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล รวมทั้งการพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพที่เน้นการปรับตัวและการรับมือกับอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อให้วัยรุ่นกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภท, ศจิกา ขุนบำรุง
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภท, ศจิกา ขุนบำรุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองเพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการ และเพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยจิตเภท จำนวน 40 คน ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์โดยได้รับการจับคู่ให้มีความใกล้เคียงกันด้านเพศ และระยะเวลาการเจ็บป่วย จากนั้นสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 20 คนเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) การกระตุ้นทางอารมณ์ 2) การใช้ตัวแบบ 3) ประสบการณ์ความสำเร็จ 4) การใช้คำพูดชักจูง เครื่องมือที่ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยจิตเภทและแบบประเมินการทำหน้าที่ทางสังคม เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน แบบประเมินทักษะการทำหน้าที่ทางสังคมมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของ ครอนบาคเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. การทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทหลังเข้าร่วมโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2. การทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทที่เข้าร่วมโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมป้องกันอาการกำเริบของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ของผู้ดูแลเด็กวัยเรียนโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้, โสวรรณ ตรีคูณสถิต
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมป้องกันอาการกำเริบของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ของผู้ดูแลเด็กวัยเรียนโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้, โสวรรณ ตรีคูณสถิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาสองกลุ่มแบบวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมป้องกันอาการกำเริบของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ของผู้ดูแลเด็กวัยเรียนโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ อายุ 6-12 ปี ที่เข้ารับบริการที่คลินิกโรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันไลน์ที่ออกแบบโดยใช้แนวคิดของเพนเดอร์ (2001) ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กำกับการทดลองด้วยแบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ รับรู้อุปสรรค และรับรู้ความสามารถของตนต่อการปฏิบัติพฤติกรรม ประเมินพฤติกรรมป้องกันอาการกำเริบของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันอาการกำเริบของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ เครื่องมือทุกฉบับมีค่าความตรงตามเนื้อหาและค่าความเที่ยงที่ยอมรับได้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า ผู้ดูแลเด็กโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันไลน์ มีพฤติกรรมป้องกันอาการกำเริบของโรคสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 7.68, p< .05) และผู้ดูแลเด็กโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันไลน์ มีพฤติกรรมป้องกันอาการกำเริบของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= -4.25, p< .05)
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก, อิสริยา ทับทิม
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก, อิสริยา ทับทิม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก อายุ 30 – 84 ปี ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ว่าเป็นกระดูกสะโพกหัก ได้รับการผ่าตัดสะโพก และเข้าพักรักษาตัวในหอผู้ป่วยศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเลิดสิน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติ โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จับคู่กลุ่มตัวอย่างด้วยตัวแปร อายุ ระดับการศึกษา และความปวด แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 22 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสามารถในการทำกิจกรรม ประเมินโดยใช้แบบบันทึกระยะทางที่ผู้ป่วยเดินได้บนพื้นราบภายในเวลา 6 นาที (Six-minute walk test) โปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ตารางบันทึกการส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นเครื่องมือกำกับการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพกภายหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมีความสามารถในการทำกิจกรรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในระยะก่อนจำหน่าย สัปดาห์ที่ 2 และสัปดาห์ที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพกที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมความของแรงของกล้ามเนื้อมีความสามารถในการทำกิจกรรมสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติในระยะก่อนจำหน่าย สัปดาห์ที่ 2 และสัปดาห์ที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
A Causal Model Of Health-Related Quality Of Life Among Persons With Colorectal Cancer Post-Surgery In Vietnam, Thi Hong Hanh Tran
A Causal Model Of Health-Related Quality Of Life Among Persons With Colorectal Cancer Post-Surgery In Vietnam, Thi Hong Hanh Tran
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This cross-sectional correlation study aimed to develop and test a causal relationship among self-efficacy, social support, fatigue, pain, functional status, and health-related quality of life (HRQL). The hypothesized model was constructed based on Ferrans’ conceptual model of HRQL and the review of the literature. A multi-stage sampling technique was utilized to recruit 256 persons with colorectal cancer (CRC) post-surgery aged between 20 to 59, who visited three hospitals in Northern Vietnam. Research instruments included a the demographic information form, The Functional Assessment of Cancer Therapy - Colorectal (FACT-C), The New General Self-Efficacy Scale (NGSES), The Multidimensional Scale of Perceived Social …
Factors Influencing Health Promoting Behaviors Among Myanmar Migrants Working In Bangkok, Thailand, Htet Shwe Wah Oo
Factors Influencing Health Promoting Behaviors Among Myanmar Migrants Working In Bangkok, Thailand, Htet Shwe Wah Oo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This correlational study aimed to 1) describe health promoting behaviors among Myanmar migrants and 2) examine direct and indirect paths of relationships among acculturation, perceived stress, perceived benefits, perceived barriers, perceived self-efficacy, perceived social support and health promoting behaviors of Myanmar migrants in Thailand. The hypothesized model was constructed based on Pender’s revised Health Promotion Model and the literature reviewed. A multistage random sampling approach was utilized to recruit 400 Myanmar migrants. They were recruited if they aged of 30 to 50 years old, are registered Myanmar migrants, have been working in factories, are living in Thailand for at least …