Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Law and Economics Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2017

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type

Articles 241 - 260 of 260

Full-Text Articles in Law and Economics

การขาดมาตรการควบคุมบริษัทโฆษณาที่ลักลอบจัดเก็บพฤติกรรมและประวัติการเข้าเว็บไซต์ของบุคคล เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการขายโฆษณา, คุณาพจน์ พูลทัศฐาน Jan 2017

การขาดมาตรการควบคุมบริษัทโฆษณาที่ลักลอบจัดเก็บพฤติกรรมและประวัติการเข้าเว็บไซต์ของบุคคล เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการขายโฆษณา, คุณาพจน์ พูลทัศฐาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยในการควบคุมบริษัทโฆษณาที่มีการลักลอบจัดเก็บพฤติกรรมและประวัติการเข้าเว็บไซต์ของบุคคลซึ่งนาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้งานเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการขายโฆษณา เนื่องจากประเทศไทยยังขาดกฎหมายเฉพาะในเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ อีกทั้งกฎหมายอื่นที่ผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันอาจจะไม่ครอบคลุมถึงปัญหานี้ ในขณะที่ต่างประเทศนั้น มีการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะดังกล่าวแล้ว จากการศึกษาค้นพบว่าในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในขณะที่กฎหมายอื่นที่ใช้บังคับอยู่นั้นอาจจะไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมที่บริษัทโฆษณานาข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งานเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการขายโฆษณา หากพิจารณาถึงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังไม่มีผลบังคับใช้นั้น พบว่าร่างกฎหมายดังกล่าวอาจจะไม่ได้มาตรฐานตามกฎหมายของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ใช้บังคับอยู่ทั้งในแง่ข้อมูลที่ได้รับการคุ้มครองรวมไปถึงมาตรการการลงโทษหากมีการฝ่าฝืน ดังนั้นจึงควรมีการแก้ไขหรือปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยที่ผู้วิจัยได้เสนอ 6 ข้อเสนอแนะเพื่อให้มีความสอดคล้องและเป็นไปตามมาตราฐานของสภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา 1. ควรมีการแก้ไขจำกัดความของคำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ให้ครอบคลุมไปจนถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำงานและให้ข้อมูลพฤติกรรมและประวัติการเข้าเว็บไซต์ และให้ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้งานอินเตอร์เน็ตให้ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล 2. มีมาตรการป้องกันและแจ้งให้ทราบ หากมีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมงเช่นเดียวกับกฎหมายของสหภาพยุโรป 3. ขยายหลักดินแดนของกฎหมายนี้เพื่อให้ครอบคลุมทุกบริษัทที่มีการประมวลข้อมูลหรือเก็บข้อมูลของบุคคลไทย 4. มีมาตรการป้องกันและลงโทษนอกเหนือจากโทษปรับและโทษจำคุก 5. ใช้หลักของสภาพยุโรปเรื่องการให้ความยินยอม และอธิบายถึงการเก็บข้อมูลควรจะใช้ภาษาที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ 6. เพิ่มความชัดเจนและตระหนักรู้เรื่องโฆษณาและข้อมูลส่วนบุคคลต่อผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต


การเปิดเครดิตออกตั๋วแลกเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยธนาคารเพื่อรับรองภายใต้ธุรกรรมเลตเตอร์ออฟเครดิต, โสพิศ อินทะจักร์ Jan 2017

การเปิดเครดิตออกตั๋วแลกเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยธนาคารเพื่อรับรองภายใต้ธุรกรรมเลตเตอร์ออฟเครดิต, โสพิศ อินทะจักร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบของกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศ มีการส่งเสริมในเรื่องของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น แม้กระทั่งหน่วยงานภาครัฐก็ตื่นตัวและเร่งพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อให้รองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และเชื่อมต่อระบบระหว่างกระทรวง ทบวง กรม กับระบบกรมศุลกากรเพื่อลดความจำเป็นในการใช้กระดาษ นอกจากนี้ แม้แต่สายเรือก็เริ่มพัฒนาใบตราส่งที่เป็นเอกสารเปลี่ยนมือได้ (Negotiable Document) ในรูปแบบของใบตราส่งอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bill of Lading) ธนาคารที่เป็นสถาบันหลักที่ให้บริการการชำระเงินสำหรับการค้าระหว่างประเทศจำเป็นต้องปรับตัว และพัฒนาการให้บริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Channel) เมื่อกล่าวถึงการให้บริการการชำระเงินระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเอกสารการขนส่งแล้ว เอกสารสำคัญอีกอย่างที่มีบทบาทสำคัญนั่นคือ “ตั๋วแลกเงิน” (Bill of Exchange) โดยเฉพาะภายใต้ธุรกรรมเลตเตอร์ออฟเครดิตแบบมีระยะเวลา (Usance (Term) Letter of Credit) ด้วยวิธีการชำระเงินคือการรับรองตั๋วแลกเงิน และชำระเงินเมื่อถึงกำหนด เมื่อธนาคารได้รับเอกสารที่เรียกเก็บเงินภายใต้ Term L/C ธนาคารดาเนินการออกตั๋วแลกเงินให้ลูกค้าธนาคารที่เป็นผู้นำเข้ารับรองตั๋วแลกเงิน เพื่อขอรับเอกสารไปออกสินค้า ธนาคารนั้นกาลังพัฒนา E-Channel ที่ลูกค้าสามารถทาธุรกรรมทุกอย่างผ่านระบบโดยไม่ต้องติดต่อหรือนำส่งเอกสารประกอบการขอใช้บริการที่สาขาธนาคาร และสามารถรับเอกสารที่ธนาคารออกให้ผ่านทางระบบเช่นกัน ถ้าหากธนาคารสามารถออกตั๋วแลกเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการให้บริการของธนาคารให้ดียิ่งขึ้น ตั๋วแลกเงินเป็นตราสารที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง ในประเทศไทยเรื่องของตั๋วแลกเงินได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ที่ใช้บังคับกับตั๋วแลกเงินที่เป็นกระดาษเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องศึกษาพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ) ที่ให้การรับรองผลทางกฎหมายกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกับกฎหมายตั๋วเงิน เพื่อศึกษาว่าตั๋วแลกเงินอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีความสมบูรณ์ตามกฎหมายตั๋วเงินหรือไม่ และเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นมาจะสามารถอ้างเป็นพยานหลักฐานเพื่อบังคับเอาผิดกับคู่สัญญาได้เหมือนกับตั๋วแลกเงินหรือไม่ และศึกษาจากกฎหมายแม่แบบของ United Nations Commission on International Trade Law (UNCITRAL) ว่าด้วย Electronic Transferable Records เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเอกสารและตราสารเปลี่ยนมือได้ที่อยู่ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ถึงแม้ว่าพ.ร.บ.ธุรกรรมฯ นั้นรองรับการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในการทำธุรกรรม แต่ไม่ได้รวมถึงเอกสารหรือตราสารเปลี่ยนมือได้ จึงไม่สามารถนำมาใช้กับตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายในประเทศให้รองรับการใช้งานตั๋วเงินอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เขียนมีความเห็นควรมีการยกร่างกฎหมายเฉพาะสำหรับเอกสารหรือตราสารเปลี่ยนมือได้ตามกฎหมายแม่แบบของ UNCITRAL เพื่อให้มีความเหมาะสม และไม่กระทบต่อกฎหมายเดิมที่มีอยู่


ผลกระทบจากมาตรการทางกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 335 ศึกษาเฉพาะกรณีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี, ภาริตา นุ้ยแดง Jan 2017

ผลกระทบจากมาตรการทางกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 335 ศึกษาเฉพาะกรณีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี, ภาริตา นุ้ยแดง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ได้ปฏิรูปการบังคับคดีทั้งระบบในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคาพิพากษาหรือคำสั่งที่ใช้บังคับอยู่ ซึ่งบางส่วนไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ทำให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นไปโดยล่าช้า โดยแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาและคำสั่งให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามมาตรา 335 ผู้เขียนได้นำมาวิเคราะห์โดยนำสภาพปัญหาการขายทอดตลาดห้องชุดที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดจากกรมบังคับคดี พบว่ามาตรา 335 นี้กำหนดหลักทั่วไปกรณีมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่มีกฎหมายกำหนดไว้ให้จดทะเบียนโดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งนายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ซื้อ โดย ก่อนที่จะทำการขายทอดตลาดห้องชุดในอาคารชุดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคล อาคารชุดแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพื่อการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามกฎหมาย ว่าด้วยอาคารชุดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน ซึ่งหากนิติบุคคลอาคารชุดไม่แจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลาหรือแจ้งว่าไม่มีหนี้ที่ค้างชำระ ให้ พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์โดยไม่ต้องใช้หนังสือรับรองการปลอดหนี้ แต่ยังเกิดอุปสรรคในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ประมูลมาจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีให้กับผู้ซื้อ NPA นั้น เกิดจากการที่ไม่สามารถจัดหาหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากนิติบุคคลอาคารชุดเพื่อมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่กรมที่ดินเพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุด ผู้เขียนจึงเสนอควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 335 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งรายการหนี้ ค่าใช้จ่ายที่ต้องชาระ หากนิติบุคคลไม่แจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระหรือแจ้งว่าไม่มีหนี้ที่ค้างชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลา และความปรากฏในภายหลังจากที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดมาเป็นของผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดแล้ว ว่ามีหนี้ค่าใช้จ่ายก่อนวันที่ขายทอดตลาด ก็ไม่ถือว่าเป็นหนี้ค้างชำระตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ที่ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคนต่อมาจากการขายทอดตลาดต้องรับผิดชอบ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามมาตรา 335 วรรคหนึ่ง ให้กับผู้ซื้อทรัพย์ต่อจากผู้ที่ซื้อทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคนต่อมาโดยไม่ต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้ดังกล่าว


ปัญหาและแนวทางแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีในประเทศไทย, ณัฐฐา สุภกิจพาณิชกุล Jan 2017

ปัญหาและแนวทางแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีในประเทศไทย, ณัฐฐา สุภกิจพาณิชกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รัฐบาลได้ออกมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีในประเทศไทยโดยออกร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ ...(พ.ศ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร หรือที่เรียกว่า มาตรการช็อปช่วยชาติซึ่งเริ่มครั้งแรกในปี 2558 ในช่วงวันที่ 25 ธันวาคมถึง 31 ธันวาคม และมีอย่างต่อเนื่องในปี 2559 ในช่วงวันที่ 14 ถึง 31 ธันวาคม 2559 และปี 2560 ในช่วงวันที่ 11 พฤศจิกายน ถึง 3 ธันวาคม โดยการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่มาตรการกำหนด ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ยังมีปัญหาถึงความไม่เหมาะสมบางประการ เอกัตศึกษาเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาปัญหาของมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีในประเทศไทย ตลอดจนศึกษามาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซียและประเทศกรีซเพื่อนำแนวทางมาปรับใช้ในบางประเด็น จากการศึกษาพบว่า มาตรการช็อปช่วยชาติมีปัญหาบางประการ กล่าวคือ มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบกระจุกตัวกับธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึงก่อให้เกิดการชะลอการใช้จ่ายและเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น จากประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น มาตรการช็อปช่วยชาติควรขยายฐานผู้ขายรวมถึงการช็อปปิ้งในแหล่งท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือ SMEs รวมถึงกลุ่มเกษตรกรที่ทางการรับรองและผู้ขายสินค้าโอทอปเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบกระจายตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรลดหย่อนภาษีการท่องเที่ยวโดยกระตุ้นการท่องเที่ยวในเมืองรองในประเทศไทยเพิ่มเติมเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตแบบกระจายไปสู่ชุมชนท้องถิ่นและสู่เศรษฐกิจฐานราก ในเรื่องระยะเวลาของมาตการนั้น มาตรการช็อปช่วยชาติควรนำแนวทางของประเทศมาเลเซียและกรีซมาปรับใช้โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีทั้งปีโดยอาจเริ่มจากการพิจารณาให้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นเวลา 3 หรือ 5 ปีก่อนเพื่อพิจารณาถึงผลลัพธ์ของมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าบรรลุวัตถุประสงค์ได้จริงหรือไม่ สำหรับประเด็นเรื่องประเภทของสินค้าและบริการที่เข้าเงื่อนไขนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ มาตรการนี้ควรขยายประเภทของสินค้าได้มากขึ้น สินค้าและบริการที่เข้าเงื่อนไขได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีควรเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและไม่สมควรให้อาบอบนวดและสินค้าฟุ่มเฟือยนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ ทั้งนี้ภาครัฐควรมีการเก็บข้อมูลศึกษาถึงต้นทุนของมาตรการรวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจจากมาตรการนี้เพื่อประเมินความคุ้มค่าของมาตรการ เพื่อที่ภาครัฐจะได้นำมาพิจารณาปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ปัญหาการขายเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Rmf) ส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนทางภาษี, ปนัดดา ธนวงศากุล Jan 2017

ปัญหาการขายเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Rmf) ส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนทางภาษี, ปนัดดา ธนวงศากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มีการกำหนดจำนวนสูงสุดที่สามารถใช้ ลดหย่อนภาษีได้ แต่ไม่มีการกำหนดจำนวนสูงสุดที่ผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้ จึงเกิดกรณีที่ผู้ลงทุนซื้อ เงินลงทุนเกินกว่าสิทธิลดหย่อน หรือไม่ได้นำเงินลงทุนไปใช้สิทธิลดหย่อน หรือเรียกว่าส่วนที่ไม่ได้ใช้ สิทธิลดหย่อนภาษี การถือเงินลงทุนในส่วนที่ไม่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีนั้นจะมีปัญหาว่า เงินลงทุนส่วนที่ ไม่ได้ใช้สิทธิดังกล่าวจะสามารถขายออกไปได้โดยต้องมีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาหรือไม่ เพราะไม่ได้เป็น ส่วนที่นำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กลับมีการบังคับว่าเมื่อมีการขายเงิน ลงทุนส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนออกไปก่อนเงื่อนระยะเวลาบังคับ หากผู้ลงทุนเคยใช้สิทธิลดหย่อน ภาษี จะถือเป็นการผิดเงื่อนไขการลงทุน ด้วยปัญหาดังกล่าวนี้ทำให้ผู้ขายเงินลงทุนในส่วนที่ไม่ได้ใช้ สิทธิลดหย่อนทางภาษีก่อนครบกำหนดเวลาจะถือว่าเป็นการขายโดยผิดเงื่อนไขระยะเวลาการถือ ครอง อีกทั้งต้องมีภาระการจ่ายคืนเงินภาษีและเบี้ยปรับ ทั้งๆที่ส่วนที่ผู้ลงทุนขายออกไปนั้นไม่เคย ได้รับประโยชน์ทางภาษี และการปฏิบัติดังกล่าวหมายความว่าหากผู้ลงทุนไม่ต้องการที่จะต้องเสียภาษี และเงินเพิ่ม ผู้ลงทุนจะต้องถือเงินลงทุนส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนนี้ไปจนครบกำหนดเวลาเหมือน ส่วนที่ใช้สิทธิลดหย่อนทางภาษี จากการศึกษาพบว่าปัญหาดังกล่าวนั้นเกิดจากการขาดแนวทางปฏิบัติเมื่อซื้อเกินสิทธิหรือไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีทาให้เกิดการตีความและบังคับใช้ในทางที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี หากเปรียบเทียบกับ IRAs ของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแล้วเห็นว่า มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนทำให้สามารถแยกส่วนที่ใช้สิทธิและไม่ใช้สิทธิลดหย่อนทาง ภาษีออกจากกันได้ ลดการตีความในการบังคับใช้ และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียภาษีมากกว่า ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรที่จะนำแนวทางปฏิบัติของประเทศสหรัฐอเมริกามาปรับใช้กับประเทศไทย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนนั้นสามารถขายหน่วยลงทุนส่วนที่เกินสิทธิหรือส่วนที่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนนั้นออกไปได้ภายในเวลาที่กำหนด โดยไม่ต้องมีโทษทางภาษี ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรม ให้แก่ผู้เสียภาษี และผู้จัดเก็บภาษีสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักภาษีอากรที่ดี นอกจากนี้แนวทางปฏิบัติจะส่งเสริมช่วยให้ผู้ลงทุนวางแผนภาษีได้ดีขึ้นด้วย


มาตรการทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อส่งเสริมการมีบุตร, สนั่น ศิรินันท์ธนานนท์ Jan 2017

มาตรการทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อส่งเสริมการมีบุตร, สนั่น ศิรินันท์ธนานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ซึ่งหมายถึง สังคมที่มี ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มีจำนวนมากกว่าร้อยละ 7 ของจานวนประชากรทั้งหมด โดยขณะนี้ ประเทศไทยมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มากถึงร้อยละ 10 หรือมากกว่า 7 ล้านคน ในขณะที่อัตรา การเจริญพันธุ์ลดลงจาก 5 คนต่อสตรีหนึ่งคนในปี พ.ศ. 2507 เหลือเพียง 1.6 คนต่อสตรีหนึ่งคนใน ปัจจุบันผลจากการที่ประเทศไทยเริ่มมีอัตราส่วนผู้สูงอายุมากขึ้นและมีอัตราการเกิดของเด็กลดลง ทำให้ประชากรวัยทางานที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ลดลงตามไปด้วย ซึ่งปัญหาเหล่านี้หากไม่วางแผนรับมือให้ดีอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ในระยะยาวทั้งในด้านสังคมและภาคเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลก็ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวจึงได้ออกมาตรการส่งเสริมการมีบุตร ณ วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ได้มีการประกาศบังคับใช้กฎกระทรวงฉบับที่ 338 พ.ศ. 2561 มีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสสำหรับค่าฝากครรภ์และค่า คลอดบุตรตามที่ได้จ่ายจริงสาหรับการตั้งครรภ์แต่ละคราวแต่ต้องไม่เกิน 60,000 บาท ถ้าการจ่ายค่า ฝากครรภ์และการคลอดบุตรได้มีการจ่ายต่างปีภาษี ให้ยกเว้นเงินได้ตามจานวนที่จ่ายจริงแต่รวมกัน แล้วต้องไม่เกิน 60,000 บาท ซึ่งวัตถุประสงค์ของกฎกระทรวงฉบับที่ 338 ดังกล่าวนั้นมีขึ้นเพื่อที่จะ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรและจูงใจให้ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสมีบุตรเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอที่จะจูงใจให้ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรสมีบุตรเพิ่มขึ้นเนื่องจากภาระ ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่เพิ่มขึ้นจากการมีบุตรเพิ่มนั้นสูงกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ นอกจากนี้ ณ ขณะที่ได้จัดทาเอกัตศักษาฉบันนี้ เงื่อนไขในการได้รับสิทธิยกเว้นเงินได้ค่า คลอดบุตรตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรยังไม่ได้มีการประกาศบังคับใช้ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่กาลังเผชิญกับปัญหาอัตราการเกิดลดลง แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างก็ประสบปัญหาอัตราการเกิดลดลงที่เช่นกัน โดยประเทศสิงคโปร์ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีอัตราส่วนผู้สูงอายุมากสุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นประกอบกับอัตราการเกิดของเด็กทารกลดลงอย่างมาก หากสถานการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปจะทำให้ประเทศประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมได้ในอนาคต รัฐบาลประเทศสิงคโปร์จึงได้ออกมาตรการทางสังคมและมาตรการทางภาษีต่าง ๆ มาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ จากการศึกษาพบว่า มีมาตรการส่งเสริมการมีบุตรของประเทศสิงคโปร์บางมาตรการที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้ในประเทศไทยได้ โดยการกำหนดให้มีการให้ส่วนลดภาษีจากการให้กำเนิดบุตรแทนการยกเว้นภาษีเงินได้ให้ผู้มีเงินได้หรือคู่สมรส รวมถึงการออกมาตรการเงินฝากเพื่อการพัฒนาเด็กโดยให้กำหนดเงื่อนไขการเบิกจ่ายเช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ อีกทั้งยังเสนอให้กำหนดสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้สาหรับค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรครอบคลุมในกรณีที่มารดาไม่มีเงินได้และความเป็นสามีภรรยามีไม่ครบปี ได้แก่ สามีภรรยาตายจากกันในระหว่างปี หรือสามีภรรยาหย่าขาดจากกันระหว่างปี หรือสามีภรรยาแต่งงานกันระหว่างปี รวมถึงกรณีชายและหญิงอยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยาอย่างเปิดเผยโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่ได้มีการให้กำเนิดบุตร


มาตรการทางภาษีท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนธุรกิจผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานของประเทศไทย, สิทธิสาณ ชุมพล Jan 2017

มาตรการทางภาษีท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนธุรกิจผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานของประเทศไทย, สิทธิสาณ ชุมพล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยพึ่งพาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่มาจากก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 และเชื้อเพลิงถ่านหินสูงถึงร้อยละ 18 ถือได้ว่าประเทศไทยของเรามีอัตราการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วหมดไปเพื่อผลิตไฟฟ้าสูงมากประเทศหนึ่งของโลก รัฐบาลจึงต้องการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในภาพรวมของทั้งประเทศให้อยู่ที่ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 2 เท่าตัว และรัฐบาลได้มีการผลักดันให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนเพื่อจาหน่ายให้แก่ภาครัฐ โดยรัฐบาลกำหนดให้มีมาตรการสนับสนุนต่างๆเพื่อจูงใจผู้ผลิต เช่น การเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า การบรรเทาภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลและอากรขาเข้าเครื่องจักร เป็นต้น แต่จากการวิจัยผู้เขียนพบว่ายังขาดมาตรการทางภาษีท้องถิ่นที่ชัดเจนโดยเฉพาะกรณีภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปัจจุบันพบว่า การประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นนั้นมีความไม่แน่นอนและอาศัยดุลพินิจในการประเมินค่ารายปี ผู้เขียนพบว่าการประเมินมูลค่ากังหันลมเพื่อหาค่ารายปีที่ทรัพย์สินสมควรให้เช่าได้นั้นทำได้ยากมาก ซับซ้อน และขึ้นอยู่กับการตีความข้อกฎหมายและสมมุติฐานอื่นๆที่ไม่ชัดเจน ทำให้ภาระภาษีมีความไม่แน่นอนและเป็นอุปสรรคต่อผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ถึงแม้ว่าร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะนามาใช้แทนก็ยังไม่ได้ไม่คำนึงถึงทรัพย์สินประเภทกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า และผู้เขียนพบว่า ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหากำมาใช้ การเสียภาษีจากมูลค่าสิ่งปลูกสร้างที่เป็นกังหันลมที่มีต้นทุนสูง และมูลค่าที่ดินผืนใหญ่ ยิ่งจะทำให้ภาระภาษีเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เป็นอุปสรรคต่อผู้ผลิตไฟฟ้าและส่งผมกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เนื่องจากโครงสร้างเสากังหันลม กังหันลมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าสูงมาก มีลักษณะที่ไม่เหมือนกับสิ่งปลูกสร้างอื่นๆทั่วไป ธุรกิจผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมต้องใช้มี่ดินจำนวนมาก จึงทำให้มีภาระภาษีทรัพย์สินที่สูงมากจนเป็นอุปสรรค ทั้งๆที่ธุรกิจนี้มีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายของต่างประเทศที่กำหนดบทบัญญัติในการจัดเก็บภาษีที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับผู้ปะกอบการด้านพลังงานทดแทน และมีผลเป็นการสร้างความแน่นอนทางภาษีและบรรเทาภาระภาษีในการประกอบธุรกิจประเภทนี้ ดังนั้น ผู้เขียนมีข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยเสนอให้ตราบทบัญญัติกฎหมายภาษีทรัพย์สินที่มีลักษณะเฉพาะ เพื่อเก็บภาษีผู้ประกอบการด้านพลังงานทดแทนให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม โดยมีหลักการคล้ายๆกับมาตรการทางภาษีท้องถิ่นของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการออกกฎหมายเฉพาะขึ้นมาเพื่อเก็บภาษีผู้ประกอบการด้านพลังงานทดแทน หรือที่เรียกกันว่า Nameplate Capacity Tax ซึ่งเป็นการพัฒนาปรับปรุงการวิธีการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นให้มีความเหมาะสมกับกิจการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม เพื่อลดการใช้ดุลพินิจ เพื่อส่งเสริม และสร้างความยั่งยืนทางพลังงานของประเทศไทย


มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจ Fintech : กรณีศึกษา Peer-To-Peer Lending, สุชาดา เม้ยมิ่ง Jan 2017

มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจ Fintech : กรณีศึกษา Peer-To-Peer Lending, สุชาดา เม้ยมิ่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหามาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ในประเทศไทย ด้วยวิธีการศึกษาและวิจัยเชิงคุณภาพโดย การศึกษารวบรวมข้อมูลเชิงเอกสารทั้งแบบปฐมภูมิและทุติยภูมิ เกี่ยวกับความเป็นมา ขั้นตอนและ กระบวนการของธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending มาตรการในการกำกับดูแลธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งปัญหา ข้อจำกัด และผล กระทบของธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ในด้านคุณลักษณะของธุรกิจ และในด้าน ของการบังคับใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์การกำกับดูแลในปัจจุบันของประเทศไทยที่มีต่อธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้ศึกษารวบรวมมาวิเคราะห์และ สังเคราะห์ โดยการเปรียบเทียบระหว่างมาตรการในการกำกับดูแลธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to- Peer Lending ในประเทศสหรัฐอเมริกา กับกฎหมายและหลักเกณฑ์การกำกับดูแลในปัจจุบันของ ประเทศไทย เพื่อหามาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ซึ่งจะสามารถใช้เป็นแนวทางที่เหมาะสมในการช่วยลด หรือ บรรเทาปัญหาข้อจำกัด และ ผลกระทบของธุรกิจ FinTech แบบ Peer-to-Peer Lending ได้จากผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจ Fintech แบบ Peer-to-Peer Lending เป็นธุรกิจแตกต่างจากการให้กู้ยืม โดยสถาบันการเงินปกติ กล่าวคือ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจดังกล่าวจะไม่ใช่เงินทุนของตัวเองในการปล่อยกู้ แต่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อเชื่อมโยงระหว่างผู้ขอกู้และผู้ให้กู้ (นักลงทุน)ทำให้ผู้ขอกู้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย และสะดวกมากขึ้น เช่นเดียวกับนักลงทุนที่มีทางเลือกในการลงทุนเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ธุรกิจดังกล่าวเป็นที่ได้รับความนิยมจากหลายๆประเทศ แต่สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีการอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจ ในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากอยู่ระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาหาแนวทางในการกำกับดูแลธุรกิจนี้ ซึ่งหากไม่มีแนวทางในการกำกับดูแลอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยอาจเกิดหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจากการกู้ยืม รวมถึงธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัย เช่น การฟอกเงิน เป็นต้น เมื่อธุรกิจ Fintech แบบ Peerto-Peer Lending ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในการควบคุมธุรกิจนี้ จึงอาจทำให้เกิดช่องว่างในการดำเนินธุรกิจ Fintech แบบ Peer-to-Peer Lending ได้ โดยผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจ …


มาตรการการควบรวมธุรกิจธนาคารภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย, วราพร สิริมงคลนิวัติ Jan 2017

มาตรการการควบรวมธุรกิจธนาคารภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย, วราพร สิริมงคลนิวัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การควบรวมกิจการเป็นหนึ่งในการดำเนินธุรกิจโดยทั่วไป ซึ่งเป็นกระบวนการทางธุรกิจในการ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและอำนาจการควบคุมกิจการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลดีและผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจดังเช่นกิจการอื่นๆ การควบรวมหลายครั้งที่เป็นผลดีต่อการแข่งขันและผู้บริโภค โดยทาให้กิจการสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในหลายการควบรวมก็เป็นการเปลี่ยนกลไกทางตลาดโดยทำให้ราคาสูงขึ้นคุณภาพของสินค้าและบริการแย่ลง หรือการก่อให้เกิดนวัตกรรมลดลงเนื่องจากเป็นการทำให้การแข่งขันลดลงหรือเกิดภาวะที่นำไปสู่การผูกขาด จากการที่กิจการธนาคารเป็นหนึ่งในสถาบันการเงิน การควบรวมกิจการธนาคารจึงอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ที่กำหนดให้กิจการจะต้องยื่นคำขอควบรวมกิจการให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาก่อน แต่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้มีการกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาของธนาคารแห่งประเทศไทยรวมถึงไม่ได้มีการกล่าวถึงหรือให้ความสำคัญในด้านการแข่งขันทางการค้า ประกอบกับในพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มีการระบุถึงข้อยกเว้นในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้กับกิจการที่มีกฎหมายกำกับดูแลเฉพาะในเรื่องการแข่งขันทางการค้า จึงทำให้ปัจจุบันการควบรวมกิจการธนาคารยังคงอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าต่อไปในบริบทของประเทศไทย การพิจารณาการควบรวมกิจการธนาคารโดยธนาคารแห่งประเทศไทยมีความเหมาะสมดีอยู่แล้วตามความเห็นของผู้เขียน เนื่องจากมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและธนาคารเป็นกิจการที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากกิจการทั่วไป ประกอบกับเป็นการลดภาระการทางานที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ อีกทั้งลดขั้นตอนที่ยุ่งยากสาหรับผู้ประกอบธุรกิจที่จะต้องยื่นเรื่องกับหลายหน่วยงานจึงเห็นควรให้มีการเพิ่มหลักเกณฑ์ในการพิจารณาด้านการแข่งขันทางการค้าในกฎหมายที่กำกับดูแลกิจการธนาคารไปด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าพ.ศ. 2560 และทำให้ การควบรวมกิจการธนาคารจะสามารถอยู่ภายใต้การกากับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทยโดยอาจขอความเห็นจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าประกอบด้วย เพราะท้ายที่สุด แม้การแข่งขันทางการค้าที่เสรีหรือการที่กิจการอยู่ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในทางทฤษฎี หากแต่การมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจและการพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญนั้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องให้น้ำหนักเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและมองผลกระทบรอบด้านให้มากที่สุดก่อนการตัดสินใจใดๆ


ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่2) พ.ศ.2560 กับการส่งอีเมลเชิงพาณิชย์ในลักษณะสแปม (Spam), ชัญญารักษ์ แซ่ห่าน Jan 2017

ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่2) พ.ศ.2560 กับการส่งอีเมลเชิงพาณิชย์ในลักษณะสแปม (Spam), ชัญญารักษ์ แซ่ห่าน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาเกี่ยวกับบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่2) พ.ศ. 2560 กับการส่งอีเมลเชิงพาณิชย์ในลักษณะสแปม (spam) รวมทั้งศึกษาทฤษฎี แนวคิด และมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับสแปมปัจจุบันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มเติมบทบัญญัติกฎหมายที่เหมาะสม รวมไปถึงแนวทางในการใช้อีเมลเชิงพาณิชย์เพื่อการโฆษณาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่ยังสามารถปกป้องสิทธิความความเป็นอยู่ส่วนบุคคลของผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรม จากการศึกษาพบว่าปัจจุบัน พระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ยังไม่สามารถคุ้มครองสิทธิความเป็นอยู่ส่วนบุคคลของผู้บริโภคได้เพียงพอ เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่ชัดในเรื่องการตั้งชื่อหัวเรื่องของอีเมล (Heading) ซึ่งกระทบต่อสิทธิในการรับรู้คาพรรณนาที่ถูกต้องและเพียงพอของผู้รับ เนื่องจากผู้รับไม่สามารถตัดสินใจก่อนเปิดอ่านอีเมลเชิงพาณิชย์เหล่านั้นได้ ซึ่งนอกจะทาให้สิ้นเปลืองข้อมูลอินเทอร์เน็ต ยังมีความเสี่ยงในการติดไวรัสหรือมัลแวร์อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายยังไม่ได้กำหนดขนาด ความถี่ และปริมาณในการส่งที่เหมาะสมกับอัตราการส่งผ่านข้อมูลระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน ทำให้ผู้รับมีโอกาสได้รับอีเมลเชิงพาณิชย์เป็นจำนวนมากจนรบกวนการใช้งานพื้นที่ในกล่องข้อความของตนอย่างปกติสุข และยังทำให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISPs) หรือผู้ดูแลระบบต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการหรือขยายแบนด์วิดท์ (Bandwidth) หรือเซิร์ฟเวอร์ (server) เพื่อรองรับกับปริมาณข้อมูลโฆษณาที่มีจำนวนมากกว่าครึ่งของอีเมลทั้งหมดบนระบบอินเทอร์เน็ต อีกทั้งยังต้องเป็นฝ่ายจัดหา พัฒนาระบบหรือมาตรการในการป้องกันสแปมเมลให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อรองรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ประกอบการต้องขอความยินยอมก่อนทำการส่งอีเมลโฆษณาโดยใช้หลัก Opt-in เพียงอย่างเดียว เป็นการจำกัดสิทธิในการโฆษณามากเกินไปเช่นกัน ดังนั้นจึงควรพิจารณาปรับใช้หลัก inferred consent ในกรณีเป็นการโฆษณาสินค้าอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าเดิมที่ผู้รับให้คำยินยอมไว้โดยเปิดช่องทางให้ผู้รับนั้นสามารถบอกปฏิเสธการรับได้โดยง่าย เพื่อเพิ่มอิสระให้แก่ผู้ประกอบการและส่งเสริมความคล่องตัวในการทำการตลาด


แนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักในประเทศไทย, นันทรัตน์ ศรีสรรค์ Jan 2017

แนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักในประเทศไทย, นันทรัตน์ ศรีสรรค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ธุรกิจบริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักเป็นธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการ ผสมผสานทั้งในด้านธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว รวมไปถึงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีความหลากหลายในเรื่องประเภทและรูปแบบของผลิตภัณฑ์ในธุรกิจบริการจัดสรรเวลา (ไทม์แชร์) ทำให้ธุรกิจบริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักมีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายเพื่อการ บังคับใช้เป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันมีการร้องเรียนจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมากในกรณี ปัญหาการใช้บริการจองที่พักเหล่านี้ ที่พนักงานขายพยายามใช้กลยุทธ์ต่างๆในการขาย เพื่อให้ปิดการ ขายได้ ส่งผลให้ผู้บริโภคเสียเงินทำสัญญาเพื่อใช้บริการธุรกิจการจัดสรรวันพักผ่อนเป็นจำนวนมาก และสัญญาเหล่านี้มักมีผลผูกพันเป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน แต่เมื่อผู้บริโภคมีความประสงค์ที่จะขอใช้ สิทธิเข้าใช้บริการดังกล่าว กลับใช้บริการไม่ได้หรือไม่เป็นไปตามที่พนักงานได้โฆษณาไว้ ซึ่งในบางครั้ง สิทธิในการบอกเลิกสัญญาของผู้บริโภคนั้นได้หมดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว จากการศึกษาข้อเท็จจริงและมาตรการทางกฎหมาย ผู้วิจัยพบว่า สำหรับประเทศไทยแม้ว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจ การให้บริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2556 แล้วนั้น แต่ยังไม่ สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการคุ้มครองผู้บริโภค ในช่วงระยะเวลาทำสัญญา แต่ยังไม่มีมาตรการที่คุ้มครองผู้บริโภคในช่วงระยะเวลาก่อนทำสัญญาและ ช่วงระยะเวลาหลังทำสัญญาอย่างเหมาะสม ในขณะที่กฎหมายของต่างประเทศทั้งในส่วนของสหภาพ ยุโรป สหราชอาณาจักร และประเทศออสเตรเลีย มีบทบัญญัติในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคใน ธุรกิจการให้บริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักที่ครอบคลุมตั้งแต่ช่วงระยะเวลาก่อนทำสัญญา ตลอดจนถึงช่วงระยะเวลาหลังทำสัญญา จากผลการศึกษาแนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจจัดสรร เวลาเข้าใช้สถานที่พักในประเทศไทย เพื่อให้ปัญหาที่ผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากธุรกิจจัดสรร เวลาเข้าใช้สถานที่พักในประเทศในปัจจุบันได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะให้มีการปรับปรุงและแก้ไขประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจ การให้บริการจัดสรรเวลาเข้าใช้สถานที่พักเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2556 ให้ครอบคลุมตั้งแต่ ช่วงระยะเวลาก่อนการเข้าทำสัญญาตลอดตนถึงช่วงระยะเวลาหลังการเข้าทำสัญญา


ความไม่เหมาะสมของการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับสัญญาขายฝากศึกษาเปรียบเทียบกับแม่บทการบัญชีและมาตรฐานการบัญชี, ยศวดี บุญยะกาพิมพ์ Jan 2017

ความไม่เหมาะสมของการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับสัญญาขายฝากศึกษาเปรียบเทียบกับแม่บทการบัญชีและมาตรฐานการบัญชี, ยศวดี บุญยะกาพิมพ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตามกฎหมาย สรรพากรปัจจุบันพิจารณาว่าผู้มีเงินได้จากสัญญาขายฝากและสัญญาซื้อขายเสร็จ เด็ดขาดเสียภาษีในรูปแบบเดียวกันคือเสียภาษีเงินได้จากการขายตามมาตรา 40(8) เนื่องจากทั้งสองสัญญาดังกล่าวมีรูปแบบทางกฎหมายเป็นสัญญาซื้อขาย ผู้ขายฝากจึงมีหน้าที่ที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากการขายตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากรเช่นเดียวกับผู้ขายในสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และ ณ วันที่ผู้ขายฝากนำเงินสินไถ่มาให้ผู้ซื้อฝากเพื่อเป็นการไถ่ทรัพย์คืน ผู้ซื้อฝากก็มีภาระภาษีเงินได้จากการขายตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากรเช่นกัน เนื่องจากเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์คืนให้แก่ผู้ขายฝากถือเป็นการขาย อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสัญญาขายฝาก จะเห็นได้ว่าคู่สัญญาทำสัญญาขายฝากเพื่อมุ่งประโยชน์ทางการให้สินเชื่อ ไม่ได้มุ่งไปที่การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังเช่นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การเก็บภาษีจากผู้มีเงินได้ตามสัญญาขายฝากในรูปแบบเดียวกับผู้มีเงินได้จากสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดจึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของสัญญา ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี ผู้มีเงินได้จากสัญญาขายฝากและสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดไม่ควรเสียภาษีในรูปแบบเดียวกันจากปัญหาการจัดเก็บภาษีจากผู้มีเงินได้ตามสัญญาขายฝากในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์อันแท้จริงของสัญญา ส่งผลให้ภาษีซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมกลับเป็นสิ่งที่ ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณากำหนดวิธีการจัดเก็บภาษีเงินได้จากผู้มีเงินได้ตามสัญญาต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระที่แท้จริงของธุรกรรมที่เกิดขึ้น โดยพิจารณาถึงประโยชน์เชิงเศรษฐกิจของสินทรัพย์และความเสี่ยงและผลตอบแทนที่มีนัยสำคัญของความเป็นเจ้าของ รวมถึงอำนาจการควบคุมสินทรัพย์เป็นสำคัญ มิได้คำนึงถึงรูปแบบทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว จะทำให้การจัดเก็บภาษีสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการทำสัญญามากขึ้น หากวิธีการจัดเก็บภาษีเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงแล้ว จะส่งผลให้การจัดเก็บภาษีของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ก่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันแก่คนในสังคมได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ประชาชนก็จะมีทัศนคติที่ดีต่อการเสียภาษี และเสียภาษีด้วยความสมัครใจ รัฐบาลจะได้มีเงินคงคลังเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่นได้สืบไป


กลไกทางกฎหมายเพื่อสนับสนุนธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ : กรณีศึกษาผู้ประกอบการ Fin Tech ประเภท Startup, ปิยะพงษ์ หฤทัยแจ่มจิต Jan 2017

กลไกทางกฎหมายเพื่อสนับสนุนธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ : กรณีศึกษาผู้ประกอบการ Fin Tech ประเภท Startup, ปิยะพงษ์ หฤทัยแจ่มจิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะและความสำคัญของธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Payment) ในสภาพสังคมและเศรษฐกิจยุคดิจิทัล รวมทั้งการกำกับดูแลและกลไกทางกฎหมายในการสนับสนุนธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับผู้ประกอบการ FinTech ประเภท Startup จากผลการศึกษาพบว่า วิวัฒนาการด้านการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ลดขั้นตอนอันซับซ้อน ง่ายต่อการใช้งาน และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการทางการเงิน เป็นผลจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงิน หรือ FinTech กระตุ้นให้เกิดโอกาสสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ หรือ Startup ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญสามารถสร้างสรรค์คิดค้นบริการรูปแบบใหม่ หรือต่อยอดผลิตภัณฑ์หรือบริการในการแก้ไขปัญหา (Solution) ในกระบวนการชำระเงินรูปแบบเดิม ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาและการแข่งขันเชิงนวัตกรรมใหม่ทั้งในภาคธุรกิจการเงินและอุตสาหกรรมอื่น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย ขาดความรู้ความเข้าใจในการบริหารงาน รวมทั้งการขาดแคลนบุคลากรภายในองค์กรที่มีทักษะความสามารถอย่างเพียงพอ จึงต้องมีการกำหนดกลไกทางกฎหมายในการสนับสนุนผู้ประกอบการ FinTech ประเภท Startup ผู้ให้บริการด้านการชำระเงิน โดยครอบคลุมปัจจัยความต้องการต่างๆ จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดกลไกทางกฎหมายในการสนับสนุนอีกหลายด้านที่จะช่วยผลักดันผู้ประกอบการรายใหม่ในธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น รัฐจึงจำเป็นต้องกำหนดกลไกทางกฎหมายในการสนับสนุนผู้ประกอบการ FinTech ประเภท Startup ในธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยออกประกาศเป็นมาตรการสนับสนุนระยะสั้น ได้แก่ ด้านเงินทุน และด้านการพัฒนาผู้ประกอบการ โดยกำหนดขอบเขต วิธีการ และเงื่อนไขของโครงการ เป็นต้น รวมทั้งมาตรการสนับสนุนระยะยาว ด้านการพัฒนาแรงงาน ทั้งจำนวนแรงงานและทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญของแรงงาน เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของประเทศ


การร่วมมือกันกำหนดราคาของสายการบิน ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า, ญาดา กระจ่าง Jan 2017

การร่วมมือกันกำหนดราคาของสายการบิน ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า, ญาดา กระจ่าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลธุรกิจการบิน ในการร่วมมือกันกำหนดราคาของประเทศไทย ด้วยวิธีการศึกษาและวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษารวบรวมข้อมูลเชิงเอกสาร บทความ หนังสือ งานวิจัย และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาค่าโดยสารของธุรกิจการบิน มาตรการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป และศึกษาคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการร่วมมือกันกำหนดราคาของสายการบิน แล้วนำข้อมูลที่ได้ศึกษารวบรวมมาวิเคราะห์แนวทางมาตรการที่มีการใช้บังคับของต่างประเทศ เพื่อหามตราการทางกฎหมายในการกำกับ ดูแลการร่วมมือกันด้านราคาของ ธุรกิจการบินในประเทศไทย ให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายต่อไป จากผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจการบินมีหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านราคาคือ สำนักการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ในการดูแลด้านราคาการเดินทางทางอากาศภายในประเทศ และมีสมาคมการขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) กำหนดหลักเกณฑ์ด้านราคาระหว่างประเทศ คำตัดสินของศาลและคณะกรรมาธิการของต่างประเทศได้ชี้ให้เห็นว่า การร่วมกันกำหนดราคา มีผลต่อการแข่งขันทางการค้า ซึ่งผิดกฎหมาย แม้ว่าจะเป็นการร่วมกันกำหนดราคาของสมาคมสายการบินก็ตาม ผู้วิจัยจึงได้เสนอมาตรการที่จะช่วยให้ธุรกิจการบินของประเทศไทยมีการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเสนอให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า และสมาคม องค์กร หรือกลุ่มใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับกับธุรกิจไม่ว่าจะประเภทใด ทั้งแสวงหากำไรและไม่แสวงหากำไรอยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันเดียวกัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีเป็นไปตามกลไกตลาด


ปัญหาการประกอบกิจการตลาดสดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย : ศึกษากรณีกรุงเทพมหานคร, ถาปัตย์ โกลาวัลย์ Jan 2017

ปัญหาการประกอบกิจการตลาดสดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย : ศึกษากรณีกรุงเทพมหานคร, ถาปัตย์ โกลาวัลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่องนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการควบคุมการประกอบกิจการตลาดสดในประเทศไทย และการควบคุมกิจการค้าขายหาบเร่และแผงลอยของประเทศสิงคโปร์ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการตลาดสดที่มิชอบด้วยกฎหมายในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่าการประกอบกิจการตลาดสดที่มิชอบด้วยกฎหมายในประเทศไทย ก่อให้เกิดปัญหาได้แก่ ปัญหาการสูญเสียรายได้ของรัฐ และปัญหาด้านสุขลักษณะและอนามัยของตลาดสด ซึ่งแม้กฎหมายไทยจะวางหลักเกณฑ์เพื่อควบคุมแก้ไขปัญหาดังกล่าวแต่ก็ไม่สามารถควบคุมแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงศึกษาแนวทางการควบคุมหาบเร่หรือแผงลอยของประเทศสิงคโปร์ เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับการควบคุมการประกอบกิจการตลาดสดในประเทศไทย โดยประเทศสิงคโปร์กำหนดมาตรการให้ผู้ขายหาบเร่ขายสินค้าได้เฉพาะในสถานที่ที่ได้รับอนุญาต (Hawker Centres) โดย Hawker Centres ซึ่งเป็นเจ้าของโดยรัฐและภาคเอกชน โดยมีหน่วยงานของรัฐ (Hawker Department) ดูแลโดยเฉพาะ และผู้ที่จะขายสินค้าใน Hawker Centres ได้ต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐ และขายภายในเวลาที่กำหนดเท่านั้น และการขายของนอก Hawker Centres ถือเป็นความผิดและมีบทลงโทษ มาตรการดังกล่าวเป็นการจัดการควบคุมการค้าขายหาบเร่และแผงลอยที่มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จในการควบคุมและป้องกันปัญหาสุขลักษณะและอนามัย ในประเด็นดังต่อไปนี้ (1) ประเด็นหน่วยงานที่ใช้อำนาจตามกฎหมายควบคุมกิจการเพื่อวิเคราะห์ถึงความเหมาะสมของหน่วยงานที่ควบคุมการประกอบกิจการตลาดสดของประเทศไทย (2) ประเด็นผู้ประกอบการและการขออนุญาตประกอบกิจการเพื่อวิเคราะห์แนวทางการประกอบกิจการตลาดสดโดยหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน (3) ประเด็นบทลงโทษการประกอบกิจการที่มิชอบด้วยกฎหมายเพื่อวิเคราะห์แนวทางการควบคุมทั้งผู้ประกอบการและผู้ขายของในตลาดสด และ (4) ประเด็นการควบคุมสุขลักษณะและอนามัยของกิจการเพื่อวิเคราะห์หาแนวทางในการแก้ไขและป้องกันปัญหาในด้านสุขลักษณะและอนามัยของกิจการตลาดสด ในการเปรียบเทียบและวิเคราะห์ทั้ง 4 ประเด็นนี้ เพื่อให้ได้แนวทางในการควบคุมกากับการประกอบกิจการตลาดสดของประเทศไทยที่มีประสิทธิภาพต่อไป การศึกษาเรื่องนี้จึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขปัญหาดังนี้ (1) ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดูแลและควบคุมกิจการตลาดสดโดยเฉพาะ ซึ่งต้องมีความเชี่ยวชาญในการจัดการตลาดสดและ มีความรู้ด้านสาธารณสุข เพื่อทาหน้าที่กากับควบคุมกิจการตลาดสดทั้งประเทศ (2) ควรมีการจัดตั้งตลาดสดของรัฐในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่พ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการเช่าสถานที่สาหรับขายของ


Information Gaps And Shadow Banking, Kathryn Judge Jan 2017

Information Gaps And Shadow Banking, Kathryn Judge

Faculty Scholarship

This Article argues that information gaps – pockets of information that are pertinent and knowable but not currently known – are a byproduct of shadow banking and a meaningful source of systemic risk. It lays the foundation for this claim by juxtaposing the regulatory regime governing the shadow banking system with the incentives of the market participants who populate that system. Like banks, shadow banks rely heavily on short-term debt claims designed to obviate the need for the holder to engage in any meaningful information gathering or analysis. The securities laws that prevail in the capital markets, however, both presume …


Disruptive Platforms, Margot Kaminski Jan 2017

Disruptive Platforms, Margot Kaminski

Publications

No abstract provided.


Trade Agreements, Regulatory Sovereignty And Democratic Legitimacy, Bernard Hoekman, Charles F. Sabel Jan 2017

Trade Agreements, Regulatory Sovereignty And Democratic Legitimacy, Bernard Hoekman, Charles F. Sabel

Faculty Scholarship

Governments increasingly are seeking to use bilateral and regional trade agreements to reduce the cost-increasing effects of differences in product market regulation. They also pursue regulatory cooperation independent of trade agreements. It is important to understand what is being done through bilateral or plurilateral mechanisms to address regulatory differences, and to identify what, if any, role trade agreements can play in supporting international regulatory cooperation. This paper reflects on experience to date in regulatory cooperation and the provisions of recent trade agreements involving advanced economies that have included regulatory cooperation. We argue for a re-thinking by trade officials of the …


Harmful, Harmless, And Beneficial Uncertainty In Law, Scott Baker, Alex Raskolnikov Jan 2017

Harmful, Harmless, And Beneficial Uncertainty In Law, Scott Baker, Alex Raskolnikov

Faculty Scholarship

This article examines the impact of four types of law-related uncertainty on the utility of risk-neutral agents. We find that greater legal or factual uncertainty makes agents worse off if enforcement is targeted (meaning that greater deviations from what the law demands lead to a greater probability of enforcement), or if sanctions are graduated (meaning that greater deviations from what the law demands result in higher sanctions). In contrast, agents are indifferent to changes in detection uncertainty induced by variation in enforcement resources or to changes in sanction uncertainty arising from legally irrelevant factors. Finally, risk-neutral agents benefit from greater …


The Financial Crisis And Credit Unavailability: Cause Or Effect?, Steven L. Schwarcz Jan 2017

The Financial Crisis And Credit Unavailability: Cause Or Effect?, Steven L. Schwarcz

Faculty Scholarship

Although the relationship between credit availability and financial decline leading to the global financial crisis was somewhat interactive, a loss of credit availability appears to have caused the financial crisis more than the reverse. The potential for credit unavailability to cause a financial crisis suggests at least three lessons: (i) because credit availability is dependent on financial markets as well as banks, regulation should protect the viability of both credit sources; (ii) diversifying sources of credit might increase financial stability if each credit source is robust and does not create a liquidity glut or inappropriately weaken central bank control; and …