Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 301 - 330 of 344
Full-Text Articles in Law and Economics
มาตรการการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency), เกรียงไกร โภคานุกรม
มาตรการการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency), เกรียงไกร โภคานุกรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหามาตรการการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล ในประเทศไทย ด้วยวิธีการศึกษาและวิจัยเชิงคุณภาพโดยการศึกษารวบรวมเอกสารทั้งแบบปฐมภูมิ และทุติยภูมิ เกี่ยวกับต้นกำเนิดและความเป็นมาของเงินดิจิทัล ลักษณะธุรกรรมการใช้สกุลเงินดิจิทัล ต่าง ๆ มาตรการในการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิทัลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้ง ปัญหา ข้อจำกัดต่าง ๆ แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้ศึกษารวบรวมมาวิเคราะห์และสังเคราะห์โดย การเปรียบเทียบระหว่างมาตรการการจัดเก็บภาษีในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อหาแนวทางใน การกำหนดมาตรการทางภาษีที่ชัดเจนและสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า นวัตกรรมทางการเงินได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้หลายประเทศ เกิดการตื่นตัวในวงกว้างต่อการกำหนดมาตรการทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิทัล ด้วยรูปแบบและ ลักษณะเฉพาะตัวของเงินดิจิทัลทำให้กระบวนการทำธุรกรรมที่ใช้เงินดิจิทัลมีความแตกต่างไป จากการทำธุรกรรมในอดีต การทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นจะเป็นการทำธุรกรรมระหว่างผู้ใช้งานด้วยกันหรือ ที่เรียกว่า peer to peer จึงเป็นแบบอิสระโดยที่ไม่ต้องอาศัยตัวกลางทางการเงิน และยังทำให้ ผู้ใช้งานได้รับรางวัลจากการตรวจสอบและยืนยันรายการเป็นเงินดิจิทัลอีกด้วย โดยเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนด การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2561 ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นกฎหมายในการกำกับดูแล และควบคุมการประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีสาระสำคัญ คือการกำหนดนิยาม ของคำว่าสินทรัพย์ดิจิทัล คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัล รวมถึงมีการกำหนดส่วนเพิ่มประเภท ย่อยของเงินได้พึงประเมินมาตรา 40 (4) แห่งประมวลรัษฎากรและกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษี ในอัตราร้อยละ 15 โดยวิธีการหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร และต้อง นำไปรวมคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากผลการศึกษาจากการศึกษาเปรียบเทียบมาตรการการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับเงิน ดิจิทัลของประเทศญี่ปุ่นและประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าทั้งสองประเทศมีมุมมองต่อเงินดิจิทัล ที่คล้ายกัน กล่าวคือ การตีความว่าเงินดิจิทัลเป็นประเภทหนึ่งของสินทรัพย์ มิใช่เงินตราและมี การจัดเก็บภาษีจากมูลค่าส่วนเกิน (Capital gain) โดยมีความแตกต่างในสาระสำคัญ 3 ประการ คือ (1) ฐานภาษีในส่วนของหลักการการคิดต้นทุนของเงินดิจิทัล (2) การใช้ประโยชน์จากการหักกลบ ระหว่างกำไรและขาดทุน (3) ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ผู้เขียนได้เสนอแนะให้มีการมีการออกระเบียบหรือ มาตรการรวมถึงแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ใน การจัดเก็บ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับ เงิน ดิจิทัล โดยควรจะพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียของการทำแนวทางต่าง …
การประเมินเงินได้จากการใช้เงินรับล่วงหน้าจากการออกบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในธุรกิจของตนเองของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน, ครีม โฆษานันตชัย
การประเมินเงินได้จากการใช้เงินรับล่วงหน้าจากการออกบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในธุรกิจของตนเองของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน, ครีม โฆษานันตชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเล่มนี้มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับประเด็นการกำกับดูแลการออกบัตร เงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในธุรกิจของตนเองของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินและ การประเมินเงินได้พึงประเมินจากนำเงินที่ได้รับล่วงหน้าจากการออกบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ ไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ ผลของการศึกษาพบว่าการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ผ่านสื่อกลาง การชำระเงินแทนเงินสดอย่าง “บัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์” (e-Money card) ซึ่งเป็นบัตรหรืออุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ประกอบการออกให้แก่ผู้บริโภค เพื่อใช้บันทึกมูลค่าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้บริโภค ได้รับจากการจ่ายชำระเงินสดไว้เป็นการล่วงหน้าเพื่อให้ได้เงินอิเล็กทรอนิกส์นั้น มาใช้ชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือค่าอื่นใดตามข้อกำหนดการใช้บัตรของผู้ออกบัตรในอนาคตแทนการชำระด้วยเงินสด ทำให้ผู้ออกบัตรมีภาระหน้าที่ในการถือครองเงินสดของผู้บริโภคไว้ โดยที่กรรมสิทธ์ในเงินสดยังเป็น ของผู้บริโภค เนื่องจากยังไม่เกิดรายการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการแก่ผู้บริโภค ผู้ประกอบการจึงยัง ไม่ได้รับกรรมสิทธ์ในเงินสดที่ตนถือครอง ซึ่งการรับเงินล่วงหน้าจากการออกบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ ดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสาธารณะชนได้ จึงทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด การควบคุมดูแลธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินไว้เป็น การเฉพาะเพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดแก่สาธารณชน อย่างไรก็ตาม การควบคุมดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงการประกอบธุรกิจของ (1) ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ออกบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ซื้อสินค้าหรือรับบริการเฉพาะอย่าง (Single purpose) ตามรายการที่กำหนดไว้ล่วงหน้าจากผู้ขายสินค้าหรือให้บริการเพียงรายเดียว และ (2) ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ออกบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ซื้อสินค้าหรือรับบริการเฉพาะอย่าง (Single purpose) ตามรายการที่กำหนดไว้ล่วงหน้าจากผู้ขายสินค้าหรือให้บริการหลายราย ณ สถานที่ที่อยู่ภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายและการให้บริการเดียวกัน จึงถือเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ ผู้ประกอบการดังกล่าวไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการดำเนินงานที่มีการประกาศกำหนด และเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำเงินรับล่วงหน้าคงค้างจากผู้บริโภคไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ ได้อย่างไม่มีเงื่อนไข ทำให้เกิดประเด็นในการจัดเก็บภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการดังกล่าว กล่าวคือ ผู้ประกอบการอาจจะได้รับรายได้หรือประโยชน์จากการใช้เงินรับล่วงหน้าของผู้บริโภค โดยที่ไม่ต้อง เสียค่าตอบแทนใดๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน ซึ่งเข้าข่ายการเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้อื่น โดยปราศจากภาระต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย ใดๆ เข้าข่ายอำนาจการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น ผู้เขียนจึงได้เสนอแนะให้มีการกำหนดวิธีพิจารณาและหลักเกณฑ์ในการประเมิน ประโยชน์จากเงินรับล่วงหน้ากรณีการออกบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ไว้อย่างชัดเจน โดยใช้หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการดำเนินงานตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 6/2559 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์เป็นแนวทาง เพื่อควบคุมการออกบัตร เงินอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ประกอบการที่ออกบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในธุรกิจของตนเอง และให้เจ้า พนักงานประเมินใช้อำนาจในการประเมินรายได้จากการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้อื่น โดย ปราศจากภาระต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรการการลดการบริโภคหวาน : ศึกษากรณีมาตรการภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ, อารียา เชิดเกียรติกุล
มาตรการการลดการบริโภคหวาน : ศึกษากรณีมาตรการภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ, อารียา เชิดเกียรติกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหามาตรการการลดการบริโภคหวานโดยใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ด้วยวิธีการศึกษาและวิจัยเชิงคุณภาพโดยการศึกษารวบรวมเอกสารทั้งแบบปฐมภูมิและทุติยภูมิ เกี่ยวกับความรู้ทั่วไปของสินค้าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ แนวคิดทฤษฎีเชิงเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับการลดการบริโภค มาตรการการลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นส่วนประกอบของประเทศไทยและต่างประเทศ ทั้งมาตรการทางภาษีและมาตรการอื่นที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี รวมทั้งปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากมาตรการการลดการบริโภคของประเทศไทยในปัจจุบัน แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้ศึกษารวบรวมมาวิเคราะห์และสังเคราะห์โดยการเปรียบเทียบระหว่างมาตรการการลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นส่วนประกอบของในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อหาแนวทางในการกำหนดมาตรการการลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นส่วนประกอบที่ชัดเจนและสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากปัญหาของคนไทยที่มีการบริโภคสินค้าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชากรเป็นโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ จึงทำให้รัฐต้องเข้ามาดูแล แก้ไขปัญหา โดยต้องสูญเสียงบประมาณเพิ่มมากขึ้นในการจัดทำบริการด้านสาธารณสุข เพื่อรองรับประชาชนที่เจ็บป่วย ภาครัฐจึงมีการนำมาตรการทางภาษีเข้ามาช่วยดูแลเพื่อควบคุมพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบของประชาชน ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 และตามประกาศกฎกระทรวง เรื่องการกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ที่มีการประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 โดยมีการจัดเก็บอัตราภาษีตามมูลค่าและตามปริมาณความหวานของเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งจัดเก็บภาษีตามปริมาณความหวานของเครื่องดื่มผงและเครื่องดื่มเข้มข้นเพิ่มเติมจากพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ซึ่งจากการศึกษามาตรการทางภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 และมาตรการอื่นที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษีของประเทศไทยเปรียบเทียบกับมาตรการการลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลของประเทศเม็กซิโกและเขตปกครองตนเองนาวาโฮ (Navajo Nation) ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ายังคงมีประเด็นปัญหาของมาตรการทางภาษีเรื่องหลักเกณฑ์การกำหนดประเภทสินค้าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นส่วนประกอบยังคงไม่ครอบคลุมประเภทของสินค้าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและมีรสหวานทั้งหมดที่ประชาชนไทยบริโภค อีกทั้งอัตราการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยในช่วงเริ่มต้นยังมีอัตราภาษีที่ต่ำกว่าร้อยละ 20 และเมื่อครบ 10 ปีที่มีการใช้อัตราภาษีสูงสุดแล้ว พบว่ายังมีสินค้าหลายชนิดที่มีการจัดเก็บอัตราภาษีต่ำกว่าร้อยละ 20 ซึ่งต่ำกว่าอัตราภาษีของประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีน้ำตาลอย่างมีประสิทธิผล เช่น ประเทศเม็กซิโกและเขตปกครองตนเองนาวาโฮ (Navajo Nation) ประเทศสหรัฐอเมริกา และจึงอาจทำให้ไม่สามารถลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลของประชาชนลงได้
มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนกิจการเงินร่วมลงทุน : ศึกษากรณีการลงทุนในกิจการซึ่งใช้เทคโนโลยีในการประกอบอุตสาหกรรมตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 636 พ.ศ.2560, นิศารัตน์ พุ่มฉัตร
มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนกิจการเงินร่วมลงทุน : ศึกษากรณีการลงทุนในกิจการซึ่งใช้เทคโนโลยีในการประกอบอุตสาหกรรมตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 636 พ.ศ.2560, นิศารัตน์ พุ่มฉัตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปี พ.ศ. 2560 ประเทศไทยมีการออกมาตรการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุน กิจการเงินร่วมลงทุนโดยการตราพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการ ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 636) พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตการให้สิทธิประโยชน์ของ พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 597) พ.ศ. 2559 ซึ่งกำหนดให้กิจการเงินร่วมลงทุนที่ประสงค์จะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะต้องทำการจดแจ้ง ต่อคณะกรรมการกากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 โดยได้มีการขยายระยะเวลาดังกล่าวออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ซึ่งการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีนี้สืบเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสนับสนุนให้มีการลงทุนในการประกอบกิจการเงินร่วมลงทุนมากยิ่งขึ้นเพื่อพัฒนาตลาดทุนของประเทศไทยและส่งเสริมให้มีการลงทุนในกิจการเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐานในการประกอบกิจการตามอุตสาหกรรมที่รัฐต้องการสนับสนุนเพื่อตอบสนองโมเดลประเทศไทย 4.0 ซึ่งต้องการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy) เอกัตศึกษาเล่มนี้ได้ทาการศึกษามาตรการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุนกิจการ เงินร่วมลงทุนดังกล่าวโดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับมาตรการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุน กิจการเงินร่วมลงทุนของต่างประเทศซึ่งได้แก่ ประเทศอังกฤษ ประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซียซึ่งจากการศึกษาพบว่าพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 636) พ.ศ. 2560 มีการกำหนดสิทธิประโยชน์เฉพาะการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินปันผลและรายได้ที่ได้รับจากการโอนหุ้นแก่กิจการเงินร่วมลงทุนที่ลงทุนในการประกอบ อุตสาหกรรมเพียง 10 ประเภท ซึ่งไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยการให้สิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีนี้เป็นการให้สิทธิประโยชน์ทั้งแก่ผู้ประกอบกิจการเงินร่วมลงทุนและผู้ลงทุนในกิจการ เงินร่วมลงทุน นอกจากนี้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวยังขาดมาตรการบรรเทาภาระภาษีในลักษณะอื่น และกรณีที่กิจการเงินร่วมลงทุนได้ลงทุนในกิจการซึ่งใช้เทคโนโลยีเป็นฐานแต่ไม่ใช่อุตสาหกรรม 10 ประเภทตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีการกำหนดสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นในเงื่อนไขที่แตกต่าง ออกไปตามกฎหมายฉบับอื่น ทาให้เกิดความไม่เหมาะสมและไม่เป็นการส่งเสริมกิจการเงินร่วมลงทุนอย่างแท้จริงจึงเห็นควรให้มีการขยายขอบเขตการสนับสนุนให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและควรเพิ่มการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยการใช้มาตรการการบรรเทาภาระภาษีในรูปแบบอื่นเพื่อก่อให้เกิดการส่งเสริมกิจการเงินร่วมลงทุนอย่างแท้จริง
แนวทางในการกำหนดมาตรการทางภาษีสำหรับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามลักษณะการใช้ประโยชน์ทรัพย์สิน, ญาณินท์ ชิตเจริญ
แนวทางในการกำหนดมาตรการทางภาษีสำหรับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามลักษณะการใช้ประโยชน์ทรัพย์สิน, ญาณินท์ ชิตเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างมีความหลากหลายเพื่อ ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงไปของเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในประเทศไทยประกอบไปด้วยกฎหมายหลายฉบับ แต่ภาษีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการถือครองทรัพย์สินที่เป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปัจจุบันคือ ภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 และภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ซึ่งภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้นจัดเก็บภาษีจากผู้เป็นเจ้าของโรงเรือนและที่ดินซึ่งในที่นี้ ที่ดินกินความหมายถึงทางน้ำ บ่อน้ำ สระน้ำด้วย และโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นก็กินความหมายถึงแพด้วย ในส่วนของภาษีบำรุงท้องที่เป็นภาษีจัดเก็บจากผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินอยู่ ณ วันที่ 1 มกราคม ของปีใดๆ ทั้งนี้ ทั้ง 2 กฎหมายที่กล่าวข้างต้นมีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการคำนวณฐานภาษีโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันสำหรับทรัพย์สินทุกประเภทโดยตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยการคำนวณฐานภาษีจาก “ค่ารายปี” สำหรับทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีทุกประเภทโดยกำหนดนิยามของ “ค่ารายปี” ว่าคือจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้น สมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ นอกจากนี้ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ได้กำหนดให้ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดิน ณ วันที่ 1 มกราคมของปีใด มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่จากฐานภาษี “ราคาปานกลางของที่ดิน” ดังนั้น จะเห็นได้ว่าหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งฐานภาษีของทั้งภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ที่กำหนดขึ้นมานั้นใช้ฐานภาษีและวิธีการคำนวณเดียวกันสำหรับทรัพย์สินทุกประเภทโดยไม่ได้คำนึงถึงลักษณะการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่มีความแตกต่างกันการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งฐานภาษีที่เป็นแบบเดียวกันสำหรับทรัพย์สินทุกประเภทในขณะที่ทรัพย์สินแต่ละประเภทนั้นมีลักษณะการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ทั้งนี้ จากการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายภาษีทรัพย์สินของประเทศฟิลิปปินส์หรือ ภาษี Real Property Tax (RPT) พบว่าหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีของประเทศฟิลิปปินส์นั้นมีการพิจารณาแบ่งประเภททรัพย์สินตามลักษณะการใช้ประโยชน์และมีหลักเกณฑ์ในการคำนวณฐานภาษีที่แตกต่างกันสำหรับทรัพย์สินที่ใช้ประโยชน์ไม่เหมือนกัน ซึ่งอาจนำหลักการดังกล่าวมาปรับใช้ได้กับการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในประเทศไทย
การใช้สิทธิเลิกสัญญาในธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง, วิทัต พรจะเด็ด
การใช้สิทธิเลิกสัญญาในธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง, วิทัต พรจะเด็ด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันประเทศไทยมีพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2560 เพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยที่การเจริญเติบโตก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารอย่างมาก มีการเชื่อมโยงระหว่างบุคคลอย่างรวดเร็วมีการสาธิต ชักจูง เสนอผลประโยชน์โดยแอบแฝง ชักชวนให้เร่งตัดสินใจโดยเฉพาะการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์อันเป็นการทำการตลาดเชิงรุกทาให้ผู้บริโภคอยู่ในภาระที่ไม่อาจตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ กฎหมายขายตรงจึงเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีสิทธิเลิกสัญญาโดยการส่งหนังสือแสดงเจตนาภายในเวลา 7 วัน แต่ผู้ศึกษาพบว่า ยังไม่มีความชัดเจนของการใช้สิทธิเลิกสัญญาในเรื่องเกี่ยวกับขอบเขตระยะเวลาว่าจะรวมถึงวันหยุดต่าง ๆ หรือไม่ การรับคืนผลิตภัณฑ์และการคืนเงินมีข้อยกเว้นในประเภท ราคา ชนิด ของสินค้าและบริการหรือไม่ จะมีวิธีการเพิ่มทางเลือกในการใช้สิทธิเลิกสัญญาเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร จากผลการศึกษากฎหมายขายตรงต่างประเทศ 6 ประเทศเปรียบเทียบกับประเทศไทยพบว่าการรับคืนผลิตภัณฑ์มีการกำหนดเพิ่มทางเลือกการส่งคืนผลิตภัณฑ์ได้ด้วยตนเองไม่ต้องรอผู้ประกอบการร้องขอด้วยการส่งสินค้าทางไปรษณีย์โดยวิธีการลงทะเบียนและให้ถือเอาวันที่และเวลาประทับตราไปรษณีย์โดยมีหลักฐานใบเสร็จรับเงินเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาซึ่งสามารถแก้ปัญหาการติดต่อผู้จาหน่ายอิสระหรือตัวแทนขายตรงไม่ได้ ส่วนระยะเวลาการใช้สิทธิเลิกสัญญาพบว่าในหลายประเทศมีการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนเพิ่มเติมคือไม่เพียงแค่ระบุจำนวนวัน เช่น ถ้าระยะเวลาหมดในวันหยุดกำหนดเวลาจะขยายจนถึงวันทำการถัดไป หรือจนถึงเที่ยงคืน หรือไม่รวมวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดเนื่องจากผู้บริโภคมักไม่ทราบวิธีการนับเวลาตามกฎหมายทั่วไป ในส่วนข้อยกเว้นการใช้สิทธิเลิกสัญญาพบว่ากฎหมายต่างประเทศกำหนดข้อยกเว้นไว้ได้แก่ สินค้าหรือบริการประเภทที่เสียหาย เสื่อมค่าโดยง่าย สินค้าหรือบริการประเภทดิจิทัล ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ สินค้าประเภทที่เกี่ยวข้องกับเหตุผลด้านอนามัยเฉพาะบุคคล และสินค้าหรือบริการที่มีมูลค่าน้อยกว่า 775 บาท เป็นต้น
ปัญหาการรับรู้รายได้และรายจ่ายเพื่อการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร : ศึกษากรณีรายจ่ายการให้ส่วนลดตามปริมาณซื้อ (Volume Rebate) เพื่อส่งเสริมการขายของธุรกิจรถยนต์ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15, ภัทราพร คำไพเราะพันธุ์
ปัญหาการรับรู้รายได้และรายจ่ายเพื่อการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร : ศึกษากรณีรายจ่ายการให้ส่วนลดตามปริมาณซื้อ (Volume Rebate) เพื่อส่งเสริมการขายของธุรกิจรถยนต์ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15, ภัทราพร คำไพเราะพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมรถยนต์ปัจจุบัน ผู้ประกอบการมีกลยุทธ์หลากหลายรูปแบบ ในการแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำในตลาด การใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อจึงเป็น เครื่องมือสำคัญของผู้ผลิต และเนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศหลักที่เป็นฐานการผลิต ภายในอุตสาหกรรมนี้ ทำให้การกระจายสินค้าของผู้ผลิตในประเทศจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อ ตัวแทนจำหน่ายซึ่งเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานสำคัญของอุตสาหกรรม โดยผู้ผลิตอาจไม่ได้มีความ เชี่ยวชาญในการทำการตลาด หรือการกระจายสินค้าได้เท่ากับตัวแทนจำหน่าย ดังนั้นการกระจาย สินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ที่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมจึงต้องอาศัยตัวกลางหรือตัวแทนจำหน่าย เป็นสำคัญ ซึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดที่ผู้ผลิตใช้ในการจูงใจตัวแทนจำหน่ายเพื่อให้ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลต่อรายได้มากที่สุดคือ การให้ส่วนลดตามปริมาณซื้อ (Volume Rebate) และในปัจจุบันรูปแบบการให้ส่วนลดดังกล่าวมีความหลากหลาย ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องให้ ความสำคัญต่อการรับรู้รายได้และรายจ่าย เนื่องจากรายได้จากการขายสินค้าที่เป็นผลจากการจูงใจ โดยการให้ส่วนลดตามปริมาณซื้อนี้ อาจทำให้ทั้งผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ให้ส่วนลดและตัวแทนจำหน่ายที่เป็นผู้รับส่วนลด หรือบางกรณีที่เป็นผู้ให้ส่วนลดต่อตัวแทนจำหน่ายรายย่อยมีวิธีการรับรู้รายได้และ รายจ่ายที่ไม่สอดคล้องกัน ทั้งด้านผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายอาจมีการรับรู้รายได้จากการขายสินค้า ไม่สอดคล้องกับรายจ่ายการให้ส่วนลดตามปริมาณซื้อ หากสัญญาการให้ส่วนลดตามปริมาณซื้อมีอายุสัญญา และข้อปฏิบัติตามเงื่อนไขข้ามรอบบัญชี เนื่องจากการตีความตามการรับรู้รายได้และรายจ่ายเพื่อการคำนวณกำไรสุทธิในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร พิจารณาร่วมกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 1/2528 และคำสั่งที่ ป. 118/2545 ซึ่งไม่ได้มีการระบุชัดเจนถึงการรับรู้รายได้และรายจ่ายของธุรกรรมการซื้อขายที่เกี่ยวข้องกับการให้ส่วนลดเพื่อจูงใจในการซื้อสินค้า ทั้งนี้ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 15 เรื่อง รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า ได้ให้ความสำคัญกับการรับรู้รายได้ตามสัญญา โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ทั้งลักษณะ จำนวน จังหวะเวลา และความไม่แน่นอนของรายได้ ที่มีผลต่อการรับรู้รายได้เพื่อให้การแสดงรายได้ในงบการเงินสามารถสะท้อนมูลค่าได้อย่างแท้จริง และน่าเชื่อถือมากที่สุดจากการศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการรับรู้รายได้ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่15 เรื่อง รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า เมื่อการซื้อขายสินค้ามีความสัมพันธ์กับส่วนลดตามปริมาณซื้อ ทำให้มีผลต่อรายได้ตามสัญญา รายได้นั้นถือเป็นสิ่งตอบแทนผันแปร ที่กิจการต้องให้ความสำคัญกับการประมาณการ โดยพิจารณาร่วมกับปัจจัยต่าง ๆ ประกอบกับข้อมูลที่ผู้บริหารต้องรวบรวมเพื่อการวิเคราะห์ความสามารถของตัวแทนจำหน่ายในการซื้อและขายสินค้าของผู้ผลิต เพื่อให้ได้รับส่วนลดตามปริมาณซื้อตามสัญญา แต่เนื่องจากหลักเกณฑ์การรับรู้รายได้ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 15 โดยใช้การประมาณการซึ่งอาจยังไม่ได้เป็นหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนมากพอที่ผู้ประกอบการจะนำมาใช้ประมาณการการรับรู้รายได้จากการขายสินค้า และประมาณการรายจ่ายส่วนลดตามปริมาณซื้อเพื่อจูงใจในการซื้อสินค้านั้น ซึ่งทั้งผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายยังต้องพิจารณาเงื่อนไขในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (9) เกี่ยวกับรายจ่ายต้องห้ามเนื่องจากเป็นรายจ่ายที่ควรจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นด้วย ผู้เขียนเห็นว่าเพื่อความเป็นธรรมสำหรับตัวแทนจำหน่ายที่มีการตั้งประมาณการรายรับสำหรับการได้รับส่วนลดตามปริมาณซื้อ กรมสรรพากรควรกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรายได้ในกรณีนี้ด้วย อีกทั้งการบังคับใช้ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 15 ในอนาคต ผู้เขียนเห็นว่ากรมสรรพากรควรให้ความสำคัญกับหลักการบัญชีที่เปลี่ยนไป หากมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ อาจต้องมีการเปรียบเทียบข้อมูลในงบการเงินของผู้เสียภาษีหลังจากมีการบังคับใช้มาตรฐานฉบับใหม่นี้ เพื่อประกอบการประเมินการเสียภาษีด้วย นอกจากนี้เพื่อเป็นการกำหนดแนวปฏิบัติในการรับรู้รายได้และรายจ่ายเพื่อการคำนวณกำไรสุทธิในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 รายได้ที่เป็นผลจากการให้ส่วนลดตามปริมาณซื้อเพื่อการส่งเสริมการขาย กรมสรรพากรควรมีการพิจารณารายได้จากการขายสินค้าของผู้ผลิตรถยนต์และตัวแทนจำหน่ายว่ามีรายจ่ายใดบ้างที่สัมพันธ์กัน เพื่อให้ผู้เสียภาษีมีหลักการปฏิบัติที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันมากที่สุด เนื่องจากปัจจุบันมีรูปแบบสัญญาการให้ส่วนลดตามปริมาณซื้อที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น
ปัญหาการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปแบบของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล : ศึกษากรณีพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรักษฎากร ฉบับที่ 630 และฉบับที่ 644 (พ.ศ.2560), รักชนก ถาม่อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รัฐมีความประสงค์ที่จะส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปแบบบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลให้มากขึ้นจึงได้ออกพระราชกฤษฎีกาฯฉบับที่ 630 และพระราชกฤษฎีกาฯฉบับที่ 644 รวมถึงประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 4 ฉบับที่ 5 ฉบับที่ 6 และประกาศกระทรวงมหาดไทยเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์รวมถึงลดหย่อนอัตราค่าธรรมเนียมในการโอนอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดตามนโยบายส่งเสริมภาษีดังกล่าวจากมาตรการส่งเสริมภาษีดังกล่าวนั้นอาจทำให้มีการหาประโยชน์จากการโอนทรัพย์สินตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร อาจทำให้เกิดกระแสการจัดตั้งนิติบุคคลในธุรกิจกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมากขึ้นโดยมี วัตถุประสงค์เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ภาษีและต่อมาก็ทำการเลิกธุรกรรมดังกล่าวอันแสดงให้เห็นได้ว่าการจัดตั้งนิติบุคคลและการโอนทรัพย์สินที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการอาศัยความแตกต่างของอัตราภาษีหรือการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมาใช้ในการหลบเลี่ยงภาษี ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีที่ไม่ได้จัดตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 630 ที่ได้รับการลดภาระภาษีที่เกิดขึ้นจากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลภายนอก เนื่องจากมีผลกำไรจากการขายที่ดินน้อยกว่าที่ควรจะเป็นหากได้รับการโอนที่ดินโดยไม่ใช้สิทธิประโยชน์ตามพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นเพียงการกระทำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระทางภาษีมีผลให้ไม่ต้องเสียภาษีหรือหากต้องเสียภาษีก็จะเป็นการเสียภาษีในจำนวนที่น้อยที่สุดโดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐต้องการสนับสนุนให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจรวมทั้งให้มีการจัดทำบัญชีและเสียภาษีในจำนวนที่ ถูกต้องสะท้อนความเป็นจริงที่สุด ซึ่งผิดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวภาษีอากรที่ดีต้องมีความแน่นอน (Certainty) คือมีความชัดแจ้งในตัวบท ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลมิใช่ตามความเห็นชอบของฝ่ายจัดเก็บ แต่ในขณะเดียวกันภาษีอากรที่ดีต้องสร้างรายได้ให้กับรัฐมาก ตามหลัก productivity ด้วยเช่นกันและมีความยึดหยุ่นสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นๆ ดังนั้นผู้เขียนเห็นว่าควรกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข แนวทางปฏิบัติในการกำหนดมูลค่าต้นทุนของ ทรัพย์สินให้มีความชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เกินการจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อใช้สิทธิพิเศษตามเงื่อนไขการยกเว้นภาษีอีกทั้งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการออกพระราชกฤษฎีกาฯ ที่มุ่งหวังจะส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาหรือกิจการขนาดเล็กที่มีเจ้าของคนเดียวประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคลกลับกลายเป็นการส่งเสริมให้กลุ่มคนที่มีอสังหาริมทรัพย์ ใช้สิทธิทางภาษีโดยการจัดตั้งนิติบุคคลและทำการโอนทรัพย์สินที่ดินเข้ามาเพื่อเป็นต้นทุนในการประกอบกิจการตามช่วงเวลาดังกล่าว คำสั่งกรมสรรพากร เป็นแบบปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรนำไปใช้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วไป ทั้งที่มีผลในทางกฎหมาย (ท.ป.) และเป็นเพียงแนวปฏิบัติภายใน (ป.) แต่ก็ทำให้เกิดการสื่อสารที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อการสนับสนุนการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ผู้เขียนจึงเห็นว่าการออกคำสั่งกรมสรรพากรเป็นการแก้ไขปัญหาการตีความที่มีประสิทธิภาพมาก ที่สุดสำหรับการให้ความชัดเจนในแนวทางการพิจารณาของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งยังไม่มีกฎเกณฑ์การตีความที่เป็นมาตรฐานของกฎหมายภาษีอากรเกี่ยวกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมภาษีดังกล่าว อาจเพราะการขาดความรู้ในเรื่องของธุรกรรมที่มีความหลากหลายและซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งกรมสรรพากรควรมุ่งเน้นให้ความรู้กับเจ้าพนักงานประเมินให้มีความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น สิ่งที่ผู้เขียนได้เสนอไว้เป็นเพียงการนำมาตรการของต่างประเทศมาปรับใช้เบื้องต้นเท่านั้น อันเป็น ก้าวแรกสำหรับการป้องกันการใช้ประโยชน์ในของมาตรการส่งเสริมทางภาษีของรัฐเป็นเครื่องมือในการหลบเลี่ยงภาษี รวมไปถึงลดภาระภาษีผ่านการโอนทรัพย์สินเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลตามเงื่อนไขของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว หากต่อมาการพิจารณาเจตมีความชัดเจนและเป็นแนวทางเดียวกันมากขึ้น หรือมีการใช้การหลบเลี่ยงภาษีได้อยู่จากช่องว่างหรือความไม่ชัดเจนของกฎหมาย ก็อาจมีการพัฒนาปรับปรุงมาตรการดังกล่าวต่อไปในอนาคต
หลักปฏิบัติที่เป็นธรรมและเท่าเทียม (Fair And Equitable Treatment) ในกฎหมายส่งเสริมการลงทุนของไทย : ศึกษากรณีกฎหมายการลงทุนเมียนมาร์, รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ
หลักปฏิบัติที่เป็นธรรมและเท่าเทียม (Fair And Equitable Treatment) ในกฎหมายส่งเสริมการลงทุนของไทย : ศึกษากรณีกฎหมายการลงทุนเมียนมาร์, รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หลักปฏิบัติที่เป็นธรรมและเท่าเทียม (Fair and Equitable Treatment – FET) เป็นหลักมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้คุ้มครองผู้ลงทุนต่างชาติจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ไม่ถูกต้อง หรือโดยพลการ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ลงทุนต่างชาติในการเลือกที่จะเข้ามาลงทุนในแต่ละประเทศ โดยมีหลักสำคัญที่มักปรากฏควบคู่กันคือ หลักการไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discrimination) หลักมาตรฐานขั้นต่ำระหว่างประเทศ (International Minimum Standard) และหลักความคาดหวังที่ชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Expectations) ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ประเทศเมียนมาร์ได้มีการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้ง ได้มีการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายการลงทุนให้ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตการลงทุน การแก้ไขสิทธิประโยชน์การลงทุนให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเพิ่มบทบัญญัติต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการลงทุนสากลเพื่อสร้างความเสมอภาคระหว่างผู้ลงทุนต่างชาติและในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการนาหลัก FET มาบัญญัติไว้ในกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ที่ชื่อว่า “กฎหมายการลงทุนเมียนมาร์” (Myanmar Investment Law) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560 ในขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีการบัญญัติหลัก FET ไว้ในสนธิสัญญาหรือความตกลงเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (Bilateral Investment Treaties – BITs) แทบทุกฉบับ แต่ก็ยังไม่เคยมีการนาหลัก FET มาบัญญัติไว้ในกฎหมายการลงทุนภายในประเทศตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 แต่อย่างใด หากพิจารณาทิศทางเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment – FDI) ของเมียนมาร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เขียนเชื่อว่าเป็นผลมาจากการที่เมียนมาร์มีการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายการลงทุน รวมถึงได้มีการบัญญัติหลัก FET ลงในกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนต่างชาติ ในขณะที่ทิศทาง FDI ของไทยในช่วงเวลาเดียวกันกลับมีแนวโน้มลดลง จึงเป็นที่น่ากังวลว่าหากไทยไม่ได้มีการปรับปรุงกฎหมายส่งเสริมการลงทุนเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนต่างชาติ ไทยอาจสูญเสีย FDI ไปให้กับเมียนมาร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีความคล้ายคลึงกับไทยในหลาย ๆ ด้าน และอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจประเทศได้ในที่สุด หากเปรียบเทียบหลัก FET ในกฎหมายการลงทุนเมียนมาร์กับหลัก FET ตามทางเลือกนโยบายในระดับต่าง ๆ (Framework for International Investment Agreement (IIAs): Policy Options) ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของอังค์ถัด …
ปัญหาการรับรู้รายได้และรายจ่ายเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร : ศึกษากรณีรายได้และรายจ่ายสำหรับการให้บริการตามสัญญาระยะยาว, สุนทรี พุ่มปรีชา
ปัญหาการรับรู้รายได้และรายจ่ายเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร : ศึกษากรณีรายได้และรายจ่ายสำหรับการให้บริการตามสัญญาระยะยาว, สุนทรี พุ่มปรีชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการรับรู้รายได้และรายจ่ายสำหรับ การให้บริการตามสัญญาระยะยาวเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 73/2541 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 74/2541 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 ข้อ 1 (ก) วรรคสอง ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงการเกิดขึ้นของรายได้และรายจ่ายตามหลักงวดเวลาที่จะได้รับผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจตามลักษณะของการให้บริการตามสัญญาระยะยาว อันมีลักษณะเป็นเงินก้อน เพื่อตอบแทนการให้บริการเมื่อทำสัญญา โดยการชำระเพียงครั้งเดียวตลอดอายุสัญญาที่เกิน 10 ปี และความเกี่ยวพันโดยตรงระหว่างต้นทุนที่เกิดขึ้นกับรายได้ที่มาจากรายการเดียวกัน จากการศึกษาพบว่า การคำนวณรายได้ดังกล่าวมีหลักพิจารณาการรับรู้รายได้อยู่ 2 แนวทาง จะเห็นได้ว่า หลักเกณฑ์ในการพิจารณาการรับรู้รายได้ดังกล่าวไม่เหมาะสมมีการจำกัดจำนวน ระยะเวลาไว้ไม่เกิน 10 ปี หลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้นขาดหลักการในการพิจารณาระยะเวลาที่เหมาะสม ของอายุสัญญา และไม่ได้คำนึงถึงลักษณะของสัญญาที่มีระยะเวลาเกิน 10 ปีขึ้นไปซึ่งขัดกับ หลักเสรีภาพในการทำ สัญญาและเกณฑ์สิทธิตามประมวลรัษฎากร รวมถึงทางเลือกที่ให้ ผู้ประกอบการสามารถรับรู้รายได้ทั้งจำนวนในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มให้บริการนั้น ย่อมส่งผลให้ ไม่สะท้อนตามลักษณะการได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจตามเกณฑ์สัดส่วนของเวลาในแต่ละ รอบระยะเวลาบัญชีอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังพบปัญหาความไม่ชัดเจนในการตีความเกี่ยวกับการรับรู้รายได้และรายจ่ายตาม ประมวลรัษฎากรในรูปแบบสัญญาที่มีลักษณะไม่กำหนดระยะเวลาแห่งสัญญาแต่มีลักษณะการก่อให้ เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต (Future economic benefit) ตามลักษณะของสัญญา และ รูปแบบสัญญาที่มีลักษณะสามารถขยายอายุสัญญาตามแต่ละกรณีที่ระบุข้อกำหนดไว้ในสัญญา อย่างไรก็ตามแนวปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 74/2541 นั้นออกโดยไม่ได้อาศัย อำนาจตามความในประมวลรัษฎากรและไม่มีสถานะเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไป แต่เป็น เพียงแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรในการปฏิบัติงานการจัดเก็บภาษีอากร ซึ่งหาก ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว อาจเกิดความเสี่ยงที่จะมีข้อโต้แย้ง จากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรประเมินได้ โดยบทสรุปจากการศึกษาในครั้งนี้ ผู้เขียนขอเสนอความคิดอันเป็นแนวทางสำหรับ การพิจารณาออกบทบัญญัติแห่งกฎหมายภาษีอากรโดยพิจารณาจากลักษณะของสัญญาตาม ระยะเวลาแห่งสัญญา เพื่อให้มีความสอดคล้องกับการได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจตามเกณฑ์สัดส่วนของเวลาในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี รวมทั้งเป็นแนวทางในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรและผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล อันจะส่งผลให้การจัดเก็บภาษีอากรมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการประกอบธุรกิจที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง
แนวทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตถุงพลาสติก, นิภาพร สิงห์มณีสกุลชัย
แนวทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตถุงพลาสติก, นิภาพร สิงห์มณีสกุลชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาขยะถุงพลาสติกเป็นหนึ่งในปัญหาขยะมูลฝอยที่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากถึงพลาสติกใช้เวลาในการย่อยสลายเป็นเวลานาน และยังไม่มีวิธีทำลายโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่มีอายุการใช้งานสั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการใช้เพียงครั้งเดียว ถึงแม้ว่าถุงพลาสติกจะสามารถนำไปรีไซเคิลได้ แต่ปัจจุบันมีการนำกลับไปรีไซเคิลน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนที่ผลิตออกไป เนื่องจากในการนำไปรีไซเคิลนั้นมีต้นทุนสูง ถึงพลาสติกจึงกลายเป็นขยะปริมาณมหาศาลทำให้เกิดความสกปรก ส่งกลิ่นเหม็น และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค อีกทั้งขยะถุงพลาสติกยังถูกทิ้งลงสู่ทะเลในปริมาณมหาศาล ซึ่งส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งผลกระทบในด้านต่างๆ เช่น ด้านสุขภาพของมนุษย์ ด้านระบบนิเวศ ด้านทัศนียภาพ และด้านการระบายน้ำ เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าถุงพลาสติกจึงเป็นสินค้าที่ควรถูกควบคุมการบริโภคด้วยมาตรการทางกฎหมายด้านการจัดเก็บภาษีโดยการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เนื่องจากวัตถุประสงค์ของภาษีสรรพสามิตคือจัดเก็บเพื่อควบคุมการบริโภคสินค้าและบริการ ดังนั้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจึงเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการจัดเก็บภาษีจากถุงพลาสติก เพื่อลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกในประเทศและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะถุงพลาสติก อีกทั้งยังสามารถนำเงินภาษีที่จัดเก็บได้มาใช้ในการจัดการขยะ และฟื้นฟูดูแลสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากขยะถุงพลาสติกได้ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังไม่เคยมีการจัดเก็บภาษีจากถุงพลาสติก จึงควรศึกษาถึงหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีถุงพลาสติกและผลจากการจัดเก็บภาษีถุงพลาสติกของต่างประเทศ เช่น ประเทศไอร์แลนด์ เพื่อนำหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีถุงพลาสติกของประเทศไอร์แลนด์มาประยุกต์ใช้ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตถุงพลาสติกของประเทศไทย การนำหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีถุงพลาสติกของประเทศไอร์แลนด์มาประยุกต์ใช้ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตถุงพลาสติกในประเทศไทยนั้น มีทั้งหลักเกณฑ์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้และไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ หลักเกณฑ์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ คือ ประเภทของถุงพลาสติกที่จัดเก็บภาษีซึ่งจัดเก็บถุงพลาสติกทุกประเภทที่ผลิตจากพลาสติก และการยกเว้นภาษีให้ถุงพลาสติกบางประเภทที่มีความจำเป็นต้องใช้หรือไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับการใช้ อัตราภาษีที่ใช้จัดเก็บต้องเป็นอัตราที่ไม่สูงและไม่ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับค่าครองชีพและการนำเงินภาษีที่จัดเก็บได้ไปใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการดูแล ฟื้นฟูและรักษาสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ถุงพลาสติกและขยะถุงพลาสติก ในทางกลับกัน หลักเกณฑ์ที่ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ คือ การยกเว้นภาษีถุงพลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้และถูกขายให้กับลูกค้าในราคาไม่น้อยกว่า 70 เซนต์ (cent) ต่อใบ หรือประมาณ 27 บาท ซึ่งเป็นผู้บริโภคคนสุดท้าย แต่ประเทศไทยไม่สามารถยกเว้นให้ได้ เนื่องจากผู้ที่ซื้อถุงไปจากโรงอุตสาหกรรมหรือซื้อจากผู้นำเข้าซึ่งเสียภาษีสรรพสามิตแล้วนั้น ผู้ที่ซื้อไปอาจยังไม่ใช่ผู้บริโภคคนสุดท้ายที่เป็นผู้ที่ใช้ถุงพลาสติอย่างแท้จริง ซึ่งหากไม่นำไปใช้ซ้ำแล้วมีการยกเว้นภาษีให้จะเป็นการยกเว้นให้แบบสูญเปล่า หลักเกณฑ์ถัดมาคือ ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษี ประเทศไอร์แลนด์จะจัดเก็บภาษีจากลูกค้า ณ จุดชำระเงินของร้านค้าปลีกต่างๆ โดยผู้ประกอบการมีหน้าที่ในการยื่นนำส่งภาษีเท่านั้น แต่ประเทศไทยผู้ประกอบการต้องชำระภาษีเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม หรือผู้นำเข้าต้องชำระภาษีเมื่อนำสินค้าเข้ามาในประเทศไทยสำเร็จและมีหน้าที่ต้องเสียภาษีศุลกากร ซึ่งมีหลักเกณฑ์แตกต่างกัน และหลักณ์สุดท้ายคือ ฐานภาษี ประเทศไอร์แลนด์จัดเก็บโดยใช้อัตราภาษีเป็นอัตราคงที่ต่อถุงพลาสติก 1 ใบ ซึ่งเท่ากันทุกใบ แต่ประเทศไทยจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามมูลค่าของสินค้า จึงไม่สามารถนำหลักเกณฑ์ของประเทศไอร์แลนด์มาประยุกต์ใช้ได้ ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตถุงพลาสติกของประเทศไทยนั้น ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะคือ การกำหนดอัตราภาษี ควรคำนวณจากต้นทุนในการจัดการกับขยะถุงพลาสติกและต้นทุนในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบ โดยการจัดเก็บในอัตราที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณพลาสติกที่ใช้ผลิต และการกำหนดฐานภาษี อาจแบ่งตามปริมาณส่วนผสมของพลาสติกต่อพื้นที่ผิวถุงพลาสติก โดยำกำหนดเป็นช่วงร้อยละของปริมาณพลาสติกของพื้นที่ถุงพลาสติก หรือเป็นช่วงของปริมาณพลาสติกต่อพื้นที่ผิดถุงพลาสติกก็ได้ นอกจากนี้ ควรมีการรณรงค์หรือสนับสนุนการใช้ถุงที่ไม่ได้ผลิตจากพลาสติก และประชาสัมพันธ์หรือให้ความรู้แก่ประชาชนถึงปัญหาจากการใช้ถุงพลาสติกและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายได้ผลดียิ่งขึ้น และสามารถลดปริมาณใช้ถุงพลาสติกได้อย่างยั่งยืน
ปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของบริษัทซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์อันอยู่ในการครอบครอง, วิทวัส โรจน์รังสีธรรม
ปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของบริษัทซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์อันอยู่ในการครอบครอง, วิทวัส โรจน์รังสีธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับ การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการขายหุ้น นอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยราคาขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์นั้นต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิทางบัญชี (Net Asset Value หรือ NAV) หารด้วยจำนวนหุ้นที่ได้จดทะเบียนไว้ไม่ว่าบริษัทนั้นจะมีอสังหาริมทรัพย์หรือไม่มีอสังหาริมทรัพย์ในการครอบครอง อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้นยังมีความไม่เหมาะสมในหลายประการ เอกัตศึกษาเล่มนี้จัดทาขึ้นเพื่อศึกษาปัญหาจากการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการขาย หุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนศึกษากฎหมายของประเทศฟิลิปปินส์และ ประเทศอินเดียที่มีการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ เพื่อนำ แนวทางของประเทศฟิลิปปินส์และประเทศอินเดียมาปรับใช้ โดยงานศึกษาเล่มนี้จัดทำขึ้นอาศัย การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นสำคัญ จากการศึกษาพบว่าหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการขายหุ้นนอกตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขาดความเหมาะสมในด้านความไม่ชัดเจนของหลักเกณฑ์การจัดเก็บ ภาษีเงินได้จากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งขาดการปรับปรุงมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ก่อน การคำนวณภาษีจากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ อีกทั้งมีการถ่ายโอนกำไรจากการขายหุ้น ระหว่างกลุ่มบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันเพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีอากรในประเทศไทย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อนักลงทุนหรือผู้ใช้กฎหมายที่อาจขาดความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนใน ประเทศไทยอย่างไรก็ตาม จากประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น หลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล จากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยควรกำหนดข้อกฎหมายให้มีความชัดเจน แน่นอนและกำหนดหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ให้มีความเหมาะสม นอกจากนี้ควรปรับปรุงมูลค่าที่แท้จริงของอสังหาริมทรัพย์ด้วยราคาประเมินของ กรมธนารักษ์ก่อนการคำนวณภาษีจากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์โดยนาแนวทางในการจัดเก็บ ภาษีจากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ของประเทศฟิลิปปินส์และประเทศอินเดียมาปรับใช้ อีกทั้ง ภาครัฐควรมีมาตรการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับต่างประเทศเพื่อป้องกันการถ่ายโอนกาไรจากการขายหุ้น ระหว่างกลุ่มบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันเพื่อประโยชน์และความยุติธรรมต่อการจัดเก็บภาษีอากรต่อไป
การนำวิธีเกณฑ์เงินสดมาใช้ในการบันทึกบัญชีเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและบริษัทจำกัดคนเดียว, พรรณี เจริญสมบัติอมร
การนำวิธีเกณฑ์เงินสดมาใช้ในการบันทึกบัญชีเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและบริษัทจำกัดคนเดียว, พรรณี เจริญสมบัติอมร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเล่มนี้มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับหลักการจัดทำบัญชีตามเกณฑ์เงินสดของประเทศสหรัฐอเมริกาสำหรับกิจการขนาดเล็ก เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์หาแนวทางเพื่อใช้แทนเกณฑ์คงค้างทางบัญชีที่ประเทศไทยใช้อยู่ในขณะนี้ จากการศึกษาพบว่า ในปัจจุบันนี้เกณฑ์ในการจัดทำบัญชีเพื่อนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะต้องใช้เกณฑ์คงค้าง แต่ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อเสียภาษีจะต้องใช้เกณฑ์สิทธิตามประมวลรัษฎากร ซึ่งทั้งสองเกณฑ์นี้มีความซับซ้อน มีข้อกำหนดเฉพาะเรื่องเป็นจำนวนมาก และบังคับใช้กับทั้งกิจการขนาดใหญ่และกิจการขนาดเล็ก ซึ่งได้แก่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและอาจรวมถึงบริษัทจำกัดคนเดียวหมากมีการประกาศใช้กฎหมายในอนาคต อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและบริษัทจำกัดคนเดียวที่ผู้ประกอบการอาจไม่มีความรู้ความสามารถด้านการบัญชี และการต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมากขึ้นในการจัดหาผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี ซึ่งเป็นผลให้ผู้ประกอบการไม่เข้าจดทะเบียนในรูปแบบของนิติบุคคล เนื่องจากมีภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาผู้ทำและผู้สอบบัญชี อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาจะพบว่าประเทศสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มทางเลือกให้แก่กิจการขนาดเล็กในการนำวิธีเกณฑ์เงินสดในการจัดทำบัญชีได้ซึ่งเป็นแนวทางที่ง่ายต่อการจัดทำ ลดอุปสรรคในด้านการศึกษาทำความเข้าใจเรื่องการบันทึกบัญชี ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาผู้ทำและผู้สอบบัญชี ลดโอกาสที่เอกสารการบันทึกบัญชีจะสูญหายและโอกาสในการเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบการกับหน่วยงานของรัฐด้วยเหตุนี้การนำวิธีเกณฑ์เงินสดมาใช้ในการบันทึกบัญชีจึงมีความเหมาะสมที่จะนำมาปรับใช้กับประเทศไทยเพื่อลดอุปสรรคของผู้ประกอบการขนาดเล็กในการเข้าจดทะเบียนในรูปแบบของนิติบุคคลอันจะเป็นผลให้ผู้ประกอบการของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและบริษัทจำกัดคนเดียวได้เสียภาษีในอัตราที่ต่ำลง ทำให้ภาครัฐมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้นและจัดเก็บภาษีได้เพิ่มมากขึ้นในท้ายที่สุด
แนวทางในการแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเภทอุตสาหกรรมเป้าหมาย, พีรดา กมลพัฒนะ
แนวทางในการแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเภทอุตสาหกรรมเป้าหมาย, พีรดา กมลพัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันรัฐบาลต้องการให้นักลงทุนมาลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนใน กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ออกพระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. 2560 เพื่อใช้เป็นกลไกและเครื่องมือที่สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศโดยถือเป็นการเพิ่มเครื่องมือการชักจูงนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนเพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆ ในการดึงนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ นอกจากนี้ยังถือเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยโดยสนับสนุนเงินกองทุนให้ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือการพัฒนาบุคลากรเฉพาะด้านของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายซึ่งจะก่อให้เกิดการยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมปัจจุบันที่ยกระดับเพื่อต่อยอดการเจริญเติบโต (First S-Curve) และกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคตเพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยแบบก้าวกระโดด (New S-Curve) เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ยุคที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม (ประเทศไทย 4.0) ได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตสำหรับสิทธิประโยชน์ที่มีภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ (1) ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสาหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการใน อุตสาหกรรมเป้าหมายตามระยะเวลาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด (2) เงินสนับสนุนจากกองทุนขนาด 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการ ลงทุน การวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมนวัตกรรม หรือการพัฒนาบุคลากรเฉพาะด้านของกิจการใน อุตสาหกรรมเป้าหมาย (3) สิทธิประโยชน์อื่นๆ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน โดยไม่รวมสิทธิประโยชน์ ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่น สิทธิประโยชน์ในการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรที่นำเข้าจาก ต่างประเทศ การอนุญาตให้นำผู้เชี่ยวชาญหรือช่างฝีมือต่างชาติเข้ามาทางานในประเทศพร้อมการ ให้บริการขอวีซ่าและ Work Permit เป็นต้น แม้ว่าพระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. 2560 ให้สิทธิและประโยชน์แก่นักลงทุนค่อนข้างมากแต่ก็อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะเป็นแรงจูงใจให้กับนักลงทุนที่ต้องการเลือกมาลงทุนกับประเทศไทย เพราะสิทธิและประโยชน์ของอุตสาหกรรมเป้าหมายบางประการของประเทศไทยยังน้อยกว่าสิทธิและประโยชน์ที่ประเทศอื่นๆ ให้ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของประเทศไทยอย่างประเทศสิงคโปร์และประเทศแคนาดาที่เป็นประเทศซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก จึงส่งผลให้เกิดปัญหาในเรื่องดังต่อไปนี้ (1) ระยะเวลาการให้สิทธิและประโยชน์ทางภาษีอากรของอุตสาหกรรมเป้าหมายของ ประเทศไทยมีระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไม่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ แต่เนื่องจาก ประเทศอื่นๆ นอกจากจะให้ระยะเวลาการให้สิทธิและประโยชน์ทางภาษีแล้วยังมีการให้ระยะเวลา เพิ่มเติมสำหรับนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนมากยิ่งขึ้นอีกด้วย (2) ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนที่สามารถนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายด้านภาษี ควรจะมีการยืดหยุ่นในเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนของอุตสาหกรรมเป้าหมายเพราะเนื่องจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากและกว่าจะได้กาไรกลับมาต้องใช้ระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน ดังนั้น ถ้ารัฐบาลไม่มีการยืดหยุ่นในการนำค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีจะส่งผลให้การนำค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายด้านภาษีได้น้อยซึ่งจะส่งผลต่อแรงจูงใจของนักลงทุน (3) การให้สิทธิและประโยชน์ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญา เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบันรัฐบาลยังไม่มีนโยบายและการให้สิทธิประโยชน์ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาแก่อุตสาหกรรมเป้าหมายจากปัญหาทั้ง 3 ประการข้างต้น ถ้ารัฐบาลสามารถแก้ปัญหาได้โดยศึกษาจากการให้สิทธิและประโยชน์แก่อุตสาหกรรมเป้าหมายของต่างประเทศที่เริ่มต้นก่อนประเทศไทยและประสบความสำเร็จ ในการชักจูงให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในประเทศของตนเองได้นั้นจะทำให้ อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทยประสบความสำเร็จและสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
ปัญหาการกำหนดฐานภาษีและอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าบุหรี่เพื่อควบคุมปริมาณการบริโภค, ไอรวีณ์ ทองอร่าม
ปัญหาการกำหนดฐานภาษีและอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้าบุหรี่เพื่อควบคุมปริมาณการบริโภค, ไอรวีณ์ ทองอร่าม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บุหรี่เป็นสินค้าที่บริโภคแล้วก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ จากค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการรักษาพยาบาล รวมถึงการสูญเสียแรงงานอันเกิดจากอัตราการป่วยและ เสียชีวิตของผู้สูบ รัฐจึงจำเป็นต้องควบคุมปริมาณการบริโภคบุหรี่ผ่านมาตรการต่างๆ ซึ่งมาตรการ ทางภาษีเป็นมาตรการที่สำคัญมาตรการหนึ่งที่ทั่วโลกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมการบริโภค การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการปรับใช้กฎหมายภาษีสรรพสามิตเพื่อ ลดปัญหาและผลกระทบต่อการควบคุมปริมาณการบริโภคบุหรี่ อันเนื่องมาจากการบังคับใช้ พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 โดยศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายการจัดเก็บภาษีบุหรี่ของประเทศสหรัฐอเมริกาและเดนมาร์กโครงสร้างภาษีบุหรี่ของไทยมีการกำหนดอัตราภาษีสองอัตราที่แตกต่างกันตามราคาขายปลีกของบุหรี่ กล่าวคือ บุหรี่ที่มีราคาขายไม่เกิน 60 บาท คิดภาษีในอัตรา 20% และบุหรี่ที่มีราคาขายเกิน60 บาท คิดภาษีในอัตรา 40% ซึ่งเกิดเป็นช่องโหว่ของกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้นำเข้าบุหรี่หรือบุหรี่นอกปรับลดราคาขายปลีกบุหรี่ลงมาเหลือ 60 บาทต่อซอง เพื่อให้เสียภาษีในอัตราที่ลดลง ทั้งนี้ การลดราคาของบุหรี่นอกไม่ใช่เพียงแค่ลดราคาลงมาจากเดิมเท่านั้น แต่เป็นการลด ราคาลงมาเพื่อแข่งขันกับบุหรี่ระดับล่าง เน้นขยายกลุ่มผู้บริโภค เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงบุหรี่ เป็นกลยุทธ์ทางราคาที่ประสบผล เพราะสามารถชิงส่วนแบ่งการตลาดจากโรงงานยาสูบได้ จากเดิม โรงงานยาสูบเป็นผู้ผูกขาดโดยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 80% แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 56% จากที่กล่าวทั้งหมดข้างต้น การปรับลดราคาเพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีและเพิ่มความสามารถใน การเข้าถึงสินค้าบุหรี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากช่องโหว่ของกฎหมาย และมีผลกระทบโดยตรงต่อการ ควบคุมปริมาณการบริโภคบุหรี่ เนื่องจากผู้บริโภคสามารถเลือกบุหรี่ที่มีราคาถูกกว่าแทนการลด ปริมาณหรือเลิกสูบบุหรี่ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายภาษีสรรพสามิตของ ไทยไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์หลักของกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม แม้การกำหนดอัตราภาษีสองอัตราจะใช้ในช่วงระยะเวลาสองปีแรกของการบังคับใช้กฎหมาย หลังจากนั้นคิดภาษีที่อัตราเดียวกันหมดที่ 40% แต่ด้วยระยะเวลาสองปีเป็นระยะเวลาที่นานพอที่จะทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปจากเดิม การเสพติดรสชาติหรือค่านิยมบุหรี่แบรนด์นอกจะส่งผลต่อเนื่องไปในอนาคต การกลับมาใช้อัตราภาษีเดียวไม่สามารถควบคุมการบริโภคได้ในทันที ผลการวิจัยแนวทางการปรับใช้กฎหมาย พบว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างฐานภาษีบุหรี่จากปัจจุบันที่ใช้ฐานผสม คือ การคำนวณร่วมกันทั้งฐานตามปริมาณและฐานตามมูลค่า โดยฐานตามปริมาณคิดภาษีที่อัตราคงที่ต่อมวน และฐานตามมูลค่าที่คิดภาษีเป็นร้อยละต่อราคาขายปลีก จากปัญหาที่พบในปัจจุบันล้วนเกิดขึ้นจากการคำนวณภาษีฐานตามมูลค่า ดังนั้น แนวทางการปรับเปลี่ยนโครงสร้างฐานภาษีบุหรี่ไปเป็นฐานตามปริมาณเพียงฐานเดียวเช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา หรือคงฐานผสมตามเดิมแต่ให้สัดส่วนฐานตามปริมาณมากกว่าฐานตามมูลค่าเช่นเดียวกับประเทศเดนมาร์ก จะเป็นการช่วยลดแรงจูงใจของ ผู้ประกอบการในการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อผลประโยชน์ทางภาษีและทางการค้า เป็นวิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้บุหรี่เป็นสินค้าที่แพร่หลายและเข้าถึงได้ง่าย นอกจากฐานภาษีแล้ว อัตราภาษีก็เป็นส่วนสำคัญในการควบคุมปริมาณการบริโภคการทบทวนอัตราภาษีอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่เหมาะสม ให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้โดยเฉลี่ยของประชากร เพื่อให้ราคาบุหรี่ยังคงมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมีผลต่ออำนาจการซื้อของผู้บริโภค ช่วยลดปริมาณการบริโภคบุหรี่ลงได้แนวทางการปรับใช้กฎหมายทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างฐานภาษีและการกำหนดอัตราภาษีมีความสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้กฎหมายภาษีสรรพสามิตบรรลุผลในการควบคุมปริมาณการบริโภคบุหรี่เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนและเศรษฐกิจที่ดีของประเทศ
ปัญหาการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 284) พ.ศ.2538 : การเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของผู้ประกอบการกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน, สุจิตา ศิกษมัต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าเพราะการพัฒนาประเทศต้องอาศัยกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถเป็นสำคัญ ทั้งนี้การจัดบริการการศึกษาแก่ประชาชนถือเป็นหน้าที่รัฐ แต่เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐไม่สามารถรองรับจำนวนผู้ที่ต้องการเข้าศึกษาได้ทั้งหมด รัฐจึงมีความประสงค์ที่จะส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษา จึงได้ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาของเอกชนโดยกำหนดเป็นบทบัญญัติของพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 284) พ.ศ.2538 เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ประกอบกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนสำหรับเงินได ที่เป็น (1) กำไรสุทธิจากกิจการ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน (2) เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ไดhจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลที่ประกอบกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ทั้งนี้ การจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ได้กำหนดให้ต้องมี “ผู้รับใบอนุญาต” ดำเนินการขอจัดตั้งและเมื่อได้รับอนุญาตให้จัดตั้งแล้ว พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งถือว่ามีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเฉพาะ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้รับใบอนุญาตที่เป็นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มูลนิธิ สมาคม ที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลตาม มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร การบัญญัติกฎหมายยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 284) พ.ศ.2538 ในทางปฏิบัติจึงไม่สามารถยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ได้จากกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนได้จริง เนื่องจากกรมสรรพากรและศาลฎีกา ถือว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลผู้รับใบอนุญาตมิได้เป็นบุคคลเดียวกัน ดังนั้น ผลประโยชน์หรือผลตอบแทนที่บริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้รับใบอนุญาตได้รับ จึงมิใช่กำไรสุทธิที่อยู่ในข่ายได้รับการยกเว้นภาษี แต่ถือ เป็นรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทผู้ประกอบกิจการ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ส่งผลให้การบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์บรรเทาภาระภาษีแก่ผู้ประกอบกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน แต่กลับ ก่อให้เกิดภาระภาษีแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ประกอบกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน แทน จึงเป็นการสร้างความไม่เป็นธรรมแก่เอกชนผู้ประกอบกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง : ศึกษากรณีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ดวงกมล บุญรัตตานนท์
การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง : ศึกษากรณีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ดวงกมล บุญรัตตานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐนั้นเป็นสิ่งที่รัฐให้ความสำคัญ เป็นเครื่องมือที่ ทาให้ภารกิจของรัฐบรรลุผล นั่นคือตอบสนองในเรื่องบริการสาธารณะ เพื่อตอบสนองต่อความ ต้องการของส่วนรวม โดยรัฐใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการซื้อสินค้าและบริการสำหรับบริการ สาธารณะ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจึงได้ถูกกำหนดให้เป็นกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ประเทศไทย ได้มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และมีผลบังคับใช้กับทุก หน่วยงานของรัฐรวมถึงรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงต้องดำเนินการ จัดซื้อจัดจ้างภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้เช่นกัน อย่างไรก็ดีพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มีข้อยกเว้นให้ การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง ตามมาตรา 7 (1) สามารถขอออก กฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างขึ้นใช้เองเพื่อความคล่องตัว ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 7 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ทั้งนี้การจัดซื้อจัดจ้างถือ เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของ กฟผ. ดังนั้นหากกระบวนการ จัดซื้อจัดจ้างในกิจการที่เกี่ยวกับการพาณิชย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Core Business) ของ กฟผ. ต้อง ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามหลักเกณฑ์และแนวทางของพระราชบัญญัติ จะพบประเด็นปัญหาที่อาจ ส่งผลต่อการดำเนินงานของ กฟผ. ในประเด็นด้านการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง การทำสัญญา และการอุทธรณ์ผลการจัดซื้อจัดจ้าง ส่งผลให้เกิดความไม่คล่องตัว ไม่ตอบสนองต่อ วัตถุประสงค์ของการก่อตั้ง และไม่อำนวยความสะดวกต่อธุรกิจทั้งในปัจจุบันและในอนาคตของ กฟผ. ฉะนั้น การจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรงของ กฟผ. จึงควรอาศัยอำนาจแห่ง พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 7 วรรคสี่ ออกข้อบังคับและระเบียบ การจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง โดยอิงจากข้อบังคับและ ระเบียบพัสดุเดิมของ กฟผ. และปรับแก้เงื่อนไขบางประการเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับ พระราชบัญญัติ รวมทั้งปรับใช้แนวทางตามรัฐวิสาหกิจอื่น ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อให้เหมาะสมกับการประกอบธุรกิจ ผู้ศึกษาจึงมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าแนวทาง ดังกล่าวจะทาให้การจัดซื้อจัดจ้างของ กฟผ. เป็นที่น่าเชื่อถือ พร้อมทั้งส่งเสริมศักยภาพในการ ประกอบธุรกิจของ กฟผ.
การคุ้มครองผู้บริโภคจากการบังคับใช้การตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงิน เรื่อง โปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้า, ภิรญา ไชยจารุวุฒิ
การคุ้มครองผู้บริโภคจากการบังคับใช้การตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงิน เรื่อง โปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้า, ภิรญา ไชยจารุวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รูปแบบหนึ่งของการทำแผนการตลาดของผู้ประกอบธุรกิจ ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันในปัจจุบันก็คือ การทำโปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้าผ่านบัตรสะสมคะแนน โดยส่วนใหญ่ ธุรกิจที่มีบัตรสะสมคะแนนจะเป็นธุรกิจที่ขายสินค้าหรือให้บริการที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป เช่น ธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน ธุรกิจกาแฟ ธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ต ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจการบิน ธุรกิจ โทรคมนาคม ธุรกิจห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ซึ่งในมุมมองของผู้ประกอบธุรกิจ มองว่าเมื่อผู้บริโภคมา ซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายใต้การทำโปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้าผ่านบัตรสะสมคะแนน ผู้ประกอบ ธุรกิจก็จะให้คะแนนสะสมตามสัญญาหรือข้อตกลง และผู้บริโภคก็สามารถนำคะแนนสะสมที่มีอยู่ใน บัตรไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ใช้เป็นส่วนลด หรือมาแลกรับสิทธิประโยชน์ต่างๆในครั้งต่อไปได้ จึงทำให้เกิดการซื้อสินค้าหรือใช้บริการซ้ำของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามในมุมมองของผู้บริโภคก็มีความต้องการที่ได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้าที่ถูกต้องและเพียงพอ รวมถึงการได้รับคะแนนสะสมที่ตรงตามสัญญาหรือข้อตกลง และผู้บริโภคสามารถนำคะแนนสะสมไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ใช้เป็นส่วนลด หรือมาแลกรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้จริงๆ จากเหตุข้างต้นจึงเป็นที่มาของงานเอกัตศึกษา เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคจากการบังคับใช้ การตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงิน เรื่อง โปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้า โดยจะทำการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบัญชีเรื่องโปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้า อันได้แก่ พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 การตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 13 เรื่อง โปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้า รวมถึงการตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ ฉบับที่ 13 เรื่อง โปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้า เป็นต้น นอกจากนี้จะทำการศึกษาถึงสิทธิของผู้บริโภคในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2541 รวมถึงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเรื่องโปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้าของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศแคนาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศแอฟริกาใต้ เป็นต้น เพื่อให้ทราบว่าการตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 13 เรื่อง โปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้ากระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคภายใต้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคหรือไม่ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคจากการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้าทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคและการบัญชีเป็นอย่างไร
ผลกระทบจากการเก็บภาษีเงินได้จากค่าสิทธิ : ศึกษาธุรกิจยานยนต์สมัยใหม่, ทวีพร ขวาของ
ผลกระทบจากการเก็บภาษีเงินได้จากค่าสิทธิ : ศึกษาธุรกิจยานยนต์สมัยใหม่, ทวีพร ขวาของ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลมีแนวคิดพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต โดยยานยนต์สมัยใหม่ตามแผนพัฒนาอุตสาหกรรม คือ ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานสะอาด (Green energy) เช่น พลังงานไฟฟ้า แทนพลังงานเชื้อเพลิงแบบเดิม หรือเรียกว่า ยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้ รัฐบาลได้มีการกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในระดับสากล สภาพทั่วไปของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยเป็นการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ โดยบริษัทผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของโลก ซึ่งเข้ามาจัดตั้งบริษัทลูกในประเทศไทยเพื่อประกอบกิจการผลิตยานยนต์จาหน่ายทั้งในประเทศและส่งออก ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่จึงมีความจาเป็นจะต้องโอนถ่ายนวัตกรรม เทคโนโลยีการผลิตจากบริษัทแม่ในต่างประเทศมายังบริษัทลูกในประเทศไทย ซึ่งการการถ่ายโอนนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตสามารถทาได้โดยให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาบางประเภท เช่น ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตร เป็นต้น นอกจากนี้บริษัทลูกในประเทศไทยยังมีความจาเป็นจะต้องได้รับการถ่ายทอดความรู้ วิทยาการทางวิศวกรรมการผลิตยานยนต์ ความช่วยเหลือทางเทคนิคต่างๆ จากบริษัทแม่ในต่างประเทศ ซึ่งค่าตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดวิทยาการความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตในบางธุรกรรมถือเป็นเงินได้ค่าสิทธิ การพิจารณาของกรมสรรพากรในเรื่องค่าสิทธิไม่เป็นไปตามความหมาย “ค่าสิทธิ” ตามต้นแบบอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศ ตัวอย่างเช่น เงินได้หรือค่าตอบแทนจากการวิจัยและพัฒนา เงินได้หรือค่าตอบแทนจากการให้บริการด้านวิศวกรรม และเงินได้หรือค่าตอบแทนการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค ส่งผลทำให้ธุรกิจยานยนต์มีภาระภาษีเงินได้จากค่าสิทธิ แต่จากการศึกษาพบว่า ธุรกรรมดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นการให้บริการ ซึ่งอยู่ในความหมายของ “กำไรธุรกิจ” หากบุคคลผู้มีเงินได้มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย หรือไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย เงินได้จากกาไรธุรกิจจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศ การพิจารณาค่าสิทธิของกรมสรรพากรดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาการตีความค่าสิทธิที่ไม่สอดคล้องกับหลักตีความกฎหมายภาษีโดยเคร่งครัดและไม่สอดคล้องตามหลักการตีความอนุสัญญาระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
ความเหมาะสมของการให้อำนาจอธิบดีในการประกาศราคาขายปลึกแนะนำตามพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต, ชานนท์ จูตะกานนท์
ความเหมาะสมของการให้อำนาจอธิบดีในการประกาศราคาขายปลึกแนะนำตามพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต, ชานนท์ จูตะกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมาะสมของการให้อำนาจอธิบดีในการประกาศราคาขายปลีกแนะนำตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 โดยพิจารณาถึงหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพสามิตใช้ในการกำหนดและประกาศราคาขายปลีกแนะนำว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการเสนอการแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบและประกาศราคาขายปลีกแนะนำของอธิบดีกรมสรรพสามิต วิธีการศึกษานอกจากจะพิจารณาจากตัว พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตไทยเองแล้ว ยังได้ศึกษาถึงหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดฐานภาษีตามมูลค่าที่มาจากราคาขายสินค้าที่ใช้อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศฟิลิปปินส์เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์หาแนวทางที่เหมาะสมในการนำหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดฐานภาษีตามมูลค่าดังกล่าวมาปรับใช้ในประเทศไทย ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตกำหนดว่า หากกรมสรรพสามิตตรวจพบว่าราคาขายปลีกที่ผู้ค้าปลีกขายให้แก่ผู้บริโภคมีหลายราคา ให้อธิบดีมีอำนาจในการประกาศให้นำราคาขายปลีกที่กรมสรรพสามิตตรวจพบที่สูงที่สุดเป็นราคาขายปลีกแนะนำที่จะนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิต นอกจากนี้หากอธิบดีพบว่ารายขายปลีกแนะนำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่เป็นไปตามกลไกตลาดและไม่สามารถหาราคาฐานนิยมได้ให้อธิบดีมีอำนาจในการประกาศให้นำราคาขายปลีกที่กรมสรรพสามิตตรวจพบที่สูงที่สุดเป็นราคาขายปลีกแนะนำที่จะนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิตอีกด้วย เมื่อพิจารณาในทางปฏิบัติแล้วจะพบว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวยังไม่ถูกต้อง เนื่องจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่สามารถกำหนดให้ผู้ค้าปลีกขายสินค้าของตนในราคาที่ตนกำหนดได้เนื่องจากจะเป็นการขัดกับ พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้าซึ่งได้กำหนดให้ใช้ราคาสูงสุดมาเป็นฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิตยังถือเป็นข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษี ดังนั้นข้อกำหนดเกี่ยวกับการให้อำนาจอธิบดีในการประกาศราคาขายปลีกแนะนำจึงควรได้รับการแก้ไข โดยการแก้ไขกฎหมายโดยให้เปลี่ยนจากการกำหนดให้ใช้ราคาขายปลีกที่สูงที่สุดเป็นฐานในการคำนวณภาษีสรรพสามิตเป็นการใช้ราคาขายปลีกแนะนำซึ่งในทางปฏิบัติเป็นราคาที่ปรากฏอยู่ที่ตัวสินค้าตามสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในรายการราคา หรือราคาขายที่ได้แจ้งไว้กับทางราชการ เนื่องจากราคาดังกล่าวสะท้อนราคาที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าประสงค์จะใช้เป็นราคาขายต่อผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งจะทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้า และเอื้อต่อกระบวนการตรวจสอบราคาขายปลีกแนะนำของกรมสรรพสามิตให้เป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็ว
มาตรการทางภาษีเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ, อัณษิฏา นันทพิสิฐ
มาตรการทางภาษีเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ, อัณษิฏา นันทพิสิฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่มีอัตราการเกิดและการตายของประชากรต่ำ ซึ่งทำให้ ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society) และส่งผลให้ภาครัฐมีภาระหน้าที่ในการดูแล ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อรองรับสังคม ผู้สูงอายุในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านหลักประกันรายได้ ด้านสาธารณสุข และด้านสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อสนับสนุนนโยบายดังกล่าว จาก การศึกษาพบว่ามาตรการภาษีของประเทศไทยมีหลากหลายมาตรการ แต่บางมาตรการยังมีข้อจำกัด ในการใช้ เช่น ข้อจำกัดของการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับรายจ่ายในการจ้างงานผู้สูงอายุที่ไม่ช่วยสนับสนุนการจ้างงานที่เพียงพอ การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่จ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพและเบี้ยประกันชีวิตที่ยังไม่ครอบคลุมถึงกลุ่ม ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่มีการทำประกันด้วยตนเอง ส่งผลให้ประชาชนยังคงต้องพึ่งพาการช่วยเหลือ จากภาครัฐในการรักษาพยาบาล และข้อจำกัดของการลดหย่อนเงินบริจาคให้แก่กองทุนผู้สูงอายุ สถานสงเคราะห์ สถานพักฟื้นบำบัดและฟื้นฟูสุขภาพคนสูงอายุ ซึ่งเงินที่ได้รับจากการบริจาคไม่มี ความสม่ำเสมอและไม่แน่นอน นอกจากสถานสงเคราะห์จะไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้สูงอายุแล้ว ยังมี ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่ยังขาดที่พักอาศัยที่เหมาะสมในการดำรงชีพ ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของภาครัฐในการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มนี้ด้วย จากการศึกษามาตรการทางภาษีเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มี อัตราประชากรผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก พบว่ามีแนวทางในการนำมาตรการทางภาษีของประเทศ ญี่ปุ่นมาปรับใช้กับประเทศไทย โดยการเพิ่มเติมมาตรการทางภาษีที่สำคัญ คือ มาตรการการลดหย่อนเงินที่จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล เพื่อส่งเสริมการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนและผู้สูงอายุ โดยการบรรเทาภาระค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินจากระบบประกันสุขภาพและประกันชีวิต รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่หลักประกันไม่คุ้มครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้สิทธิลดหย่อนเงินที่จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้มีเงินได้ที่มีภาระในการดูแลบิดามารดาและอุปการะดูแลผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ร่วมกัน เป็นต้น ทั้งนี้ การใช้มาตรการดังกล่าวควรมีการกำหนดขอบเขตของค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีของภาครัฐ และมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นโครงการที่ภาครัฐกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันแต่ยังขาดแรงจูงใจที่จะได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการดำเนินการเพื่อรองรับประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งที่พักอาศัยดังกล่าวต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพของผู้สูงอายุ และมีการบริการทางการแพทย์และการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม โดยภาครัฐควรให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น สิทธิในการหักค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น สิทธิการได้ลดภาษีทรัพย์สิน และสิทธิการได้ลดภาษีจาการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นมาตรการทางภาษีที่สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการมากขึ้น และลดความกังวลในเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุน สิ่งที่ต้องพิจารณาในการนำมาตรการทางภาษีมาใช้คือ การกำหนดช่วงระยะเวลาในการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และความเหมาะสมของสิทธิประโยชน์แต่ละประเภท มาตรการทางภาษีเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพในการรองรับผู้สูงอายุนั้น จะช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองและส่งเสริมการดูแลผู้สูงอายุจากภาคประชาชนมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้งบประมาณค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุของภาครัฐลดลงได้ส่วนหนึ่ง อันเป็นการบรรเทาภาระหน้าที่ของภาครัฐในการดูแลผู้สูงอายุที่สำคัญ
แนวทางในการนำหลักการและสิทธิประโยชน์ของการหักเงินที่ใช้ไปในการลงทุน (Investment Tax Allowance : Ita) มาใช้แทนการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย, ชนิกานต์ เปรมจิตประพันธ์
แนวทางในการนำหลักการและสิทธิประโยชน์ของการหักเงินที่ใช้ไปในการลงทุน (Investment Tax Allowance : Ita) มาใช้แทนการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย, ชนิกานต์ เปรมจิตประพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีนโยบายดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติเนื่องจากต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในรูปของการลงทุนในประเทศ และด้วยนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งมั่นที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า (Value-Based Economy) หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation Driven Economy) ทำให้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2560 ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ลงทุนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปี การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราไม่เกินร้อยละ 50 เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี และการหักเงินที่ใช้ไปในการลงทุน (ITA) อย่างไรก็ตามการที่ประเทศไทยส่งเสริมการลงทุนเพื่อกระตุ้นภาวะทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยก็มีภาระที่ต้องแบกรับต้นทุนจากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวเช่นกัน ประการสำคัญ ปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน นักลงทุนต่างชาติไม่ได้พิจารณาปัจจัยด้านภาษีเงินได้เพียงปัจจัยเดียว หากแต่ขึ้นกับหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยจากธนาคารโลก ระบุว่า การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ถูกยกเลิกไปหมดแล้วในประเทศพัฒนาแล้วส่วนประเทศกำลังพัฒนากำลังทยอยยกเลิกมาตรการดังกล่าว ด้วยเหตุนี้จึงต้องศึกษามาตรการภาษีในประเทศไทยเพื่อเปรียบเทียบกับมาตรการทางภาษีของประเทศมาเลเซียและประเทศญี่ปุ่นเพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมและนำมาปรับใช้กับมาตรการภาษีของประเทศไทย จากการศึกษาและเปรียบเทียบกฎหมายของทั้ง 3 ประเทศ พบว่า มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีอากรเป็นจำนวนที่มากกว่ามาตรการ ITA เนื่องจาก มาตรการ ITA จะให้สิทธินำเงินที่ใช้ไปในการลงทุนมาหักเพียงไม่เกินร้อยละ 70 ของเงินลงทุนนั้น คือ อย่างน้อยที่สุดเงินได้จำนวนร้อยละ 30 ยังคงต้องนำมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราปกติ ซึ่งทำให้รัฐบาลมีงบประมาณที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศได้ต่อไป และหากปีใดไม่เกิดการลงทุนเพิ่มเติม ปีนั้นอาจไม่ได้ใช้สิทธิ ITA ในส่วนนี้ แสดงให้เห็นว่า มาตรการ ITA นี้สะท้อนกับการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการลงทุนมากที่สุด ดังนั้น จึงสรุปได้ว่ามาตรการ ITA ย่อมส่งผลดีกับรัฐบาลมากกว่า เพราะจะช่วยลดการสูญเสียรายได้ที่เป็นผลมาจากการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน อีกทั้งภาระภาษีที่ผู้ลงทุนต้องเสียนั้นก็ขึ้นกับการลงทุนตามความเป็นจริง ซึ่งหากผู้ลงทุนต้องการที่จะเสียภาษีน้อย หมายความว่า ผู้ลงทุนต้องลงทุนในปริมาณที่มาก หากเป็นเช่นนี้แล้วจึงบรรลุวัตถุประสงค์ของการส่งเสริมและการดึงดูดนักลงทุนที่แท้จริง แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยจะได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle Income Country) แล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องพัฒนาประเทศเพื่อก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทย ประเทศไทยควรมีการเปลี่ยนแปลงมาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยนำรูปแบบการหักเงินที่ใช้ไปในการลงทุน (ITA) จากประเทศมาเลเซียและประเทศญี่ปุ่นในส่วนที่เป็นประโยชน์มาปรับใช้กับกฎหมายไทยต่อไป
โอกาสของธุรกิจไทยกับการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 เต็มรูปแบบ, ปวริศ เมฆธรรม
โอกาสของธุรกิจไทยกับการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 เต็มรูปแบบ, ปวริศ เมฆธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโอกาสของผู้ประกอบการภาคธุรกิจไทยหากมีการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 เต็มรูปแบบโดยศึกษาจากข้อเท็จจริงของสถานการณ์แรงงานต่างด้าวและสภาพปัยหาของการใช้แรงงานต่างด้าวในประเทศไทย รวมถึงหลักทฤษฏีการคุ้มครองแรงงานภายใต้กฎหมาย ข้อบท บทบัญญัติและนโยบายต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และหลักทฤษฏีเศรษฐกิจแรงงานในมุมมองเศรษฐศาสตร์ของการสร้างความสมดุลและเหมาะสมในการจ้างแรงงานของผู้ประกอบการธุรกิจ จากการวิเคราะห์สถานการณ์และสภาพปัญหาของการใช้แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงการลักลอบทำงานและความคุ้มครองแรงงานที่ไม่เพียงพอทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในสิทธิแรงงานจนกลับกลายเป็นปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศและภาพลักษณ์ประเทศอีกทั้งการจ้างงานในประเทศไทยขาดความเหมาะสมของหลักดุลยภาพ อันเนื่องมาจากสภาพการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานจากความขาดแคลนแรงงานไทยแต่ทดแทนด้วยแรงงานต่างด้าวส่งผลให้เป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงต้นทุนของผู้ประกอบการจนกลับกลายเป็นความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานแรงงานในประเทศไทย จึงเกิดการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 โดยปรับปรุงกฎหมายแรงงานของประเทศไทยให้อยู่บนหลักเกณฑ์และบรรทัดฐานเดียวกับกฎหมายสากลเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นรวมถึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าวให้มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ดังนั้นสรุปได้ว่าการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เต็มรูปแบบนั้นเกิดผลกระทบต่ผู้ประกอบการภาคธุรกิจโดยเฉพาะเรื่องภาระค่าใช้จ่ายแต่ผู้เขียนมองว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น ถ้าหากผู้ประกอบการภาคธุรกิจไทยยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลงโดยนำผลกระทบที่เกิดขึ้นมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจจะเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการภาคธุรกิจไทยในระยะยาวที่จะช่วยพัฒนาระบบการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรและประเทศ รวมทั้งสามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนต่อไปได้ในอนาคต
ความเหมาะสมของการใช้หลักการจัดเก็บภาษีระหว่างประเทศตามหลักแหล่งดึงดูดความสนใจ (Force Of Attraction) ในประเทศไทย, ชาญณรงค์ ไม้เกตุ
ความเหมาะสมของการใช้หลักการจัดเก็บภาษีระหว่างประเทศตามหลักแหล่งดึงดูดความสนใจ (Force Of Attraction) ในประเทศไทย, ชาญณรงค์ ไม้เกตุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันประเทศไทยได้ลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจากทุน (อนุสัญญาภาษีซ้อน) กับรัฐต่างๆ โดยละเว้นหลักการ Force of attraction ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประเทศแหล่งเงินได้ไม่สูญเสียผลประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีจากการค้าระหว่างประเทศ พบว่ามีอนุสัญญาภาษีซ้อนเพียง 15 ฉบับ จาก 61 ฉบับเท่านั้นที่ประเทศไทยได้นำหลักการ Force of attraction มาปรับใช้ เอกัตศึกษาเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเหมาะสมที่ประเทศไทยจะปรับใช้หลักการ Force of attraction ในอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ร่วมลงนามกับรัฐต่างๆ ให้มากขึ้น ตลอดจนศึกษาแนวทาง และประโยชน์จากการปรับใช้หลักการ Force of attraction ในทุกอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศเคนยาได้ร่วมลงนามกับรัฐต่างๆ เพื่อให้เป็นกลไกช่วยเหลือประเทศเคนยาในการจัดเก็บภาษีจากนักลงทุนต่างชาติได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเนื่องจากปัจจุบันประเทศเคนยาเป็นประเทศกำลังพัฒนา และมักเป็นประเทศแหล่งเงินได้เป็นหลัก หลักการ Force of attraction นี้จึงเป็นกลไกที่ดีที่ช่วยรักษาผลประโยชน์ของประเทศเคนยาเอาไว้ ซึ่งเป็นสถานภาพที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย และมีความเหมาะสมที่จะศึกษาเพื่อนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย โดยงานศึกษาเล่มนี้จัดทำขึ้นอาศัยการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นสำคัญ จากการศึกษาหลักการ Force of attraction สามารถสรุปผลได้ว่าประเทศไทยสมควรที่จะกลับมาพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับใช้หลักการ Force of attraction เช่นเดียวกับการปรับใช้ในประเทศเคนยา เพื่อลดช่องโหว่การหลบเลี่ยงภาษีของนักลงทุนต่างประเทศ โดยลดความกังวลที่จะสูญเสียฐานการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นจุดช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยยังคงมีความน่าสนใจเข้ามาลงทุนมากกว่าการเชิญชวนนักลงทุนด้วยการใช้นโยบายทางภาษี ปัจจัยทดแทนอื่น เช่น ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์การคมนาคม ความได้เปรียบในแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพสูง จากปัจจัยส่งเสริมอื่นๆ ที่ประเทศไทยมี อีกทั้งเป็นปัจจัยที่สามารถเข้ามาทดแทนการเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติด้วยนโยบายภาษี ย่อมเป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถที่จะนำหลักการ Force of attraction เข้ามาปรับใช้ในอนุสัญญาภาษีซ้อนได้มากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย และเพื่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีในประเทศไทย
การคุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวกับการคืนสินค้าและการคืนเงินในธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย, ปัญญ์รวี อยู่เอนก โพธิวัฒน์
การคุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวกับการคืนสินค้าและการคืนเงินในธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย, ปัญญ์รวี อยู่เอนก โพธิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยเผชิญกับปัญหาสภาวะวิกฤตหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะ วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2540-2541 เกิดการลอยตัวของค่าเงินบาท ทำให้ธุรกิจส่วน หนึ่งประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง มีหนี้สินในรูปเงินตราต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้อำนาจซื้อของผู้บริโภคลดลง ประกอบกับรัฐบาลไทยมีการกำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการยกเลิกเพดานการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติ จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อย 49 ของจำนวนหุ้นที่ถือครองทั้งหมด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย โดยกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหรือร่วมทุนในธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (ModernTrade) มากขึ้น อันได้แก่ การขายหุ้นของกลุ่มเซ็นทรัลในบิ๊กซี คาร์ฟูร์ และท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตให้แก่กลุ่มคาสิโน และคาร์ฟูร์จากประเทศฝรั่งเศส และโรยัล เอโฮลด์ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ตามลำดับ รวมทั้งการขายหุ้นส่วนใหญ่ของกลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ในโลตัสแก่กลุ่มเทสโก้ จากประเทศ สหราชอาณาจักรและแม็คโครแก่กลุ่มเอสเอชวี โฮลดิ้ง จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ทำให้หลังจากปี พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา ส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2553 มีค่าส่วนแบ่งตลาดคิดเป็นร้อยละ 40 จากมูลค่าตลาดรวมค้าปลีก 1.4 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปในปี 2554 เป็นร้อยละ 45 ตามแนวโน้มการขยายสาขาที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อครอบคลุมพื้นที่ที่คาดว่าจะเป็นทำเลที่ดีในอนาคต สามารถสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันได้นอกจากการแข่งขันในแง่ทำเลที่ตั้งแล้ว การใช้กลยุทธ์การลดราคาก็นับว่ามีความสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ทำให้สามารถดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาซื้อหรือใช้บริการได้ในเบื้องต้น แต่ในระยะยาวการที่จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจและกลับมาซื้อหรือใช้บริการซ้ำอีกนั้นเป็นสิ่งที่ทุกหน่วยธุรกิจต้องให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันหน่วยธุรกิจส่วนใหญ่จึงหันมาให้ความสำคัญกับการใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรับ (Defensive Marketing Strategy) เพื่อเป็นการป้องกันส่วนแบ่งการตลาดของตนเอง ไม่ให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการใดๆ ของหน่วยธุรกิจคู่แข่ง ซึ่งกลยุทธ์การตลาดเชิงรับที่หน่วยธุรกิจนิยมใช้ คือ การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer RelationshipManagement: CRM) ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Loyalty Program ในหลายธุรกิจ อาทิเช่น เดอะวันการ์ด(The 1 Card) บัตรสมาชิกสะสมแต้มในการซื้อสินค้าจากร้านค้าในเครือ 6 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ห้างเซ็นทรัล ห้างโรบินสัน เพาเวอร์บาย ซูเปอร์สปอร์ต บีทูเอส โฮมเวิร์ค และเซ็น สำหรับท็อปส์ ก็มีบัตรสปอต รีวอร์ด การ์ด (Spot Reward Card) เป็นต้น รวมถึงเน้นชูนโยบายการรับประกันความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction Guarantee …
การบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด, ลินดา ลิ้มสกุล
การบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด, ลินดา ลิ้มสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาหัวข้องานเอกัตศึกษาเรื่อง “การบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด” มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบว่า บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ควรอยู่ภายใต้กฎหมายการ บังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า ตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560หรือไม่ เนื่องจากใน มาตรา 4(2) บัญญัตินั้น มีบทบัญญัติยกเว้น มิให้ใช้บังคับแก่การกระทำของ “รัฐวิสาหกิจ” องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่ดำเนินการตามกฎหมายหรือมติของคณะรัฐมนตรีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษา ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ ผลประโยชน์ส่วนรวม หรือจัดให้มีสาธารณูปโภค ซึ่ง บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นหนึ่งในองค์กรรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย การศึกษาดังกล่าวจะช่วยให้เอกชนผู้ประกอบธุรกิจ ที่อยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ได้รับประโยชน์และ ความเป็นธรรมจากการแข่งขันทางการค้าในตลาดการขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ และกิจการไปรษณีย์ ทำให้ได้รับการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมที่สุด บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ควรอยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า เนื่องจากการให้บริการของ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ในปัจจุบัน มีความมุ่งหวังตลาดเดียวกับเอกชนผู้ประกอบธุรกิจอย่างเดียวกันในตลาดด้วย ข้อจำกัดและข้อยกเว้นดังกล่าวถึงไม่ควรเหมารวมกิจการไปรษณีย์ ใน บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ทั้งหมดว่าเป็นไป เพื่อ “ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ ผลประโยชน์ส่วนรวม หรือจัดให้มีสาธารณูปโภค”ตามมาตรา 4(2) แห่ง พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 อย่างเดียว ควรมีมาตรการในการจำแนกกิจการว่ากิจการใดอยู่ในข่ายที่ควรได้รับยกเว้นตามมาตรา 4(2) และกิจการใดไม่ โดยตีความตามลักษณะ ว่า “เป็นการแข่งขันกับเอกชน” หรือ “เพื่อประโยชน์สาธารณะ” โดยหากบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ดำเนินกิจการในลักษณะการแข่งขันกับเอกชนในตลาด โดยใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ หรือใช้กำไรจากบริการที่ผูกขาดไปรษณีย์มาสนับสนุนกิจการ undertaking เห็นเป็นการสมควรต้องบังคับตามกฎหมายพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 โดยมิให้ใช้ยกเว้นหรือประโยชน์จากอำนาจสิทธิขาดที่ได้รับตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 มา พิจารณาเพียงอย่างเดียว ดังนั้นจึงเป็นที่มาในการศึกษาถึงประเด็นปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ว่าสมควรตกอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมาย สมมติฐานของการศึกษา บริษัท ไปรษณีย์ไทย จากัด ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้การบังคับใช้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 โดยไม่ได้รับการยกเว้นจากบทบัญญัติของกฎหมาย วัตถุประสงค์ของการศึกษา …
มาตรการในการจัดเก็บภาษีจากผู้ให้บริการออนไลน์ต่างชาติ : วิเคราะห์ความเหมาะสมในการนำมาใช้สำหรับประเทศไทย, ธนวดี กังน้อย
มาตรการในการจัดเก็บภาษีจากผู้ให้บริการออนไลน์ต่างชาติ : วิเคราะห์ความเหมาะสมในการนำมาใช้สำหรับประเทศไทย, ธนวดี กังน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและรูปแบบการดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายใต้เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งมีการดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการพัฒนากฎหมายภาษีอากรของแต่ละประเทศที่ยังปรับปรุงแบบค่อยเป็นค่อยไป และยังไม่ทันสมัย ซึ่งจากการศึกษาพบว่าประมวลรัษฎากรของไทยปัจจุบันยังไม่สามารถใช้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้อย่างครบถ้วน จากมูลค่าการตลาดที่สูงมากของการให้บริการตลาดดิจิทัลของประเทศไทยในปัจจุบัน เช่น การโฆษณาผ่านกูเกิ้ลหรือเฟซบุ๊ก ซึ่งมูลค่าการค้าดังกล่าวประกอบด้วยผู้ประกอบการไทยและผู้ให้บริการออนไลน์ต่างชาติแต่มีเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในระบบเสียภาษีอย่างถูกต้อง ในขณะที่ผู้ให้บริการออนไลน์ต่างชาติที่ให้บริการอยู่ในต่างประเทศ แต่มีการใช้บริการในประเทศไทย รัฐสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้อย่างไม่ครบถ้วน ทั้งกรณีการค้าขายระหว่างองค์กรธุรกิจกับองค์กรธุรกิจ (B2B) มีประเด็นปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้เนื่องจากไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย หรืออาจจะเกิดจากการตีความคำนิยามเพื่อที่จะระบุว่าเป็นการประกอบกิจการในประเทศหรือไม่ รวมถึงช่องว่างของอนุสัญญาภาษีซ้อนที่เปิดโอกาสให้มีการโอนย้ายกำไรซึ่งเป็นฐานภาษีเงินได้ไปยังต่างประเทศ จึงทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้ให้บริการออนไลน์ในประเทศไทยที่มีการจ่ายภาษีอย่างถูกต้องครบถ้วน กรณีปัญหาจากการค้าขายระหว่างองค์กรธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) คือ ประมวลรัษฎากรปัจจุบันยังไม่มีกลไกที่ชัดเจนที่จะบังคับให้ผู้รับบริการที่เป็นบุคคลธรรมาดนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่รัฐได้ ดังนั้น กรมสรรพากรได้ออกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ....โดยนำกฎหมายของอินเดียมาใช้เป็นต้นแบบในการยกร่างพระราชบัญญัติฯ ให้มีบทบัญญัติในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการที่ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศแก่ผู้รับบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย และได้มีการใช้บริการนั้นในประเทศไทย โดยใช้กลไกการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยแต่ผู้เขียนมีความเห็นว่ากลไกการจดทะเบียนภาษียังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีกับผู้ให้บริการออนไลน์ที่อยู่นอกประเทศไทยได้อย่างแท้จริง ดังนั้น รัฐควรแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้จากผู้ให้บริการออนไลน์ต่างชาติ โดยนำมาตรการทางภาษี Equalisation Levy มาใช้เพื่อทำให้เกิดความเสมอภาคสำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทย ซึ่งมาตรการดังกล่าวยังเป็นแนวทางการแก้ไขการหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้ของธุรกิจดิจิทัลตามหลักขององค์การเพื่อความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) เพื่อให้มั่นใจว่ากำไรที่เกิดขึ้นในทุกที่ในโลกต้องมีการจัดเก็บภาษีอย่างถูกต้อง กรณีธุรกรรมระหว่างองค์กรธุรกิจกับผู้บริโภคควรแก้ไขโดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้รับบริการที่เป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นแรงจูงใจในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และการนำส่งภาษีภาษีให้กับรัฐโดยตัวกลางทางการเงิน จะช่วยแก้ไขปัญหาจากการไม่สามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ให้บริการออนไลน์ต่างชาติได้ตามร่างพระราชบัญญัติฯ และแก้ไขปัญหาการเกิดช่องว่างทางกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งเป็นสาเหตุให้เงินที่เป็นรายได้ของรัฐบาลไหลออกนอกประเทศจำนวนมาก รวมถึงปัญหาความไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการในประเทศไทย
การคุ้มครองผู้บริโภคในการจองที่พักออนไลน์ : ศึกษากรณีการจองที่พักออนไลน์จากผู้ประกอบการซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ, นวรัตน์ ชวนไชยสิทธิ์
การคุ้มครองผู้บริโภคในการจองที่พักออนไลน์ : ศึกษากรณีการจองที่พักออนไลน์จากผู้ประกอบการซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ, นวรัตน์ ชวนไชยสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากรูปแบบการจองที่พักหรือโรงแรมแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์เป็นอีกช่องทางสำคัญทางหนึ่งให้ผู้บริโภคสามารถเลือกจองที่พักล่วงหน้าได้อย่างง่ายดายสะดวกรวดเร็วขึ้นและสามารถเลือกจองได้ในราคาถูก และรูปแบบการจองออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ซึ่งถือเป็นตัวกลางในการดาเนินธุรกิจท่องเที่ยวรูปแบบนี้เกิดขึ้นเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาเกิดขึ้นและทาให้ผู้ซื้อผู้บริโภคไม่ได้รับความคุ้มครองมากยิ่งขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่เกิดปัญหาในประเทศไทยจากการที่ผู้จองที่พักผ่านเว็บไซต์ของบริษัทผู้ประกอบการต่างชาติ ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างชาติจดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ แม้จะมีการดาเนินธุรกิจมีสาขามีภูมิลาเนาประกอบธุรกิจในไทยก็ตาม แต่ผู้จองที่พักผ่านเว็บไซต์ต่างๆเหล่านั้น ไม่สามารถเข้าพักตามที่จองไว้ได้ และกฎหมายก็ยังไม่สามารถเอาผิดครอบคลุมบริษัทนิติบุคคลผู้ประกอบการต่างชาติได้ รวมถึงไม่สามรถตรวจสอบความมีตัวตนหรือการจดทะเบียนประกอบธุรกิจได้ เนื่องจากนิติบุคคลผู้ประกอบการต่างชาติไม่ปฏิบัติตามระบบการจดทะเบียนประกอบธุรกิจภายใต้กฎหมายไทย นอกจากนี้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคยังไม่สามารถเรียกร้องให้ผู้ประกอบการต่างชาติรับผิด หรือไม่สามารถเรียกให้เยียวยาความเสียหายได้ จึงได้ทาการศึกษาเอกัตศึกษาฉบับนี้ เพื่อปรับแก้กฎหมายที่ใช้อยู่ปัจจุบันรวมถึงศึกษาหาแนวทางเพิ่มมาตรการเพื่อให้สามารถเรียกร้องให้ผู้ประกอบการเว็บไซต์ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายเป็นตัวแทนทางการค้า และเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางหรือที่เรียกว่าผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง รับผิดตามกฎหมาย และเพื่อให้มีการควบคุมตรวจสอบความมีตัวตนของบริษัทผู้ประกอบการเว็บไซต์จองที่พักออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นผู้ประกอบการต่างชาติซึ่งมาประกอบธุรกิจในลักษณะเป็นตัวแทนทางการค้าในไทยและมีสำนักงานสาขาซึ่งถือเป็นภูลาเนาในไทยได้อย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การคุ้มครองผู้บริโภคจากการสารองจองที่พักผ่านเว็บไซต์ได้รับความคุ้มครองที่ดีขึ้น ดังนี้ การปรับแก้กฎหมายพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2560 โดยการเพิ่มค่านิยามให้มีการระบุถึงผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงให้มีความชัดเจนกินความถึงกรณีผู้ประกอบการต่างชาติที่มาตั้งสานักงานสาขาในไทยด้วย ประกอบกับเรื่องการควบคุมดูแลบริษัทผู้ประกอบการเว็บไซต์ที่เป็นต่างชาติประกอบธุรกิจในไทย นอกจากจะมีประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องให้ผู้ประกอบการพาณิชยกิจต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใต้พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันแล้วนั้น ก็ควรปรับแก้ ประกาศคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคาขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงและการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ภายใต้พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง ในลักษณะคล้ายๆ ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องให้ผู้ประกอบการพาณิชยกิจต้องจดทะเบียนพาณิชย์ที่กล่าวข้างต้น โดยอาจเพิ่มข้อความในประกาศคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคาขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง โดยให้ใช้บังคับครอบคลุมตีความถึงผู้ประกอบการ
ปัญหาการดำเนินโครงการใช้บัตรเดบิตแทนเงินสด ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ National E-Payment ของประเทศไทย และแนวทางในการแก้ปัญหา, กรองกมล กรองทอง
ปัญหาการดำเนินโครงการใช้บัตรเดบิตแทนเงินสด ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ National E-Payment ของประเทศไทย และแนวทางในการแก้ปัญหา, กรองกมล กรองทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาถึงสิทธิประโยชน์ของโครงการใช้บัตรเดบิตแทนเงินสดภายใต้ยุทธศาสตร์ National e-Payment ของประเทศไทยที่รัฐบาลมอบให้โดยเปรียบเทียบกับสิทธิประโยชน์ของสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จกับการนำระบบ Cash Receipt System (CRS) มาบันทึกข้อมูลการทำธุรกรรมการซื้อสินค้าและบริการด้วยบัตร รวมถึงให้สิทธิประโยชน์และออกมาตรการจูงใจสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการทั้งผู้ซื้อสินค้าและร้านค้าที่เข้าร่วมระบบงาน CRS ทำให้กรมสรรพากรเกาหลีสามารถจัดเก็บภาษีจากธุรกรรมผ่านบัตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาพบว่าสิทธิประโยชน์ของโครงการใช้บัตรเดบิตแทนเงินสดภายใต้ยุทธศาสตร์ National e-Payment ของประเทศไทยที่รัฐบาลมอบให้ยังมีประเด็นปัญหาที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษียังไม่จูงใจให้ประชาชนและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเข้าร่วมโครงการ การกำหนดระยะเวลาในการจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ให้ผู้เข้าร่วมโครงการ โดยมีระยะเวลาในช่วง 2-5 ปี ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่ และระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ของโครงการแจกโชคจากการใช้บัตรเดบิตทุกเดือนเป็นระยะเวลา 1 ปี เป็นการจูงใจผู้ประกอบการในระยะสั้น ซึ่งไม่เหมาะสมกับโครงการใช้บัตรเดบิตแทนเงินสดภายใต้ยุทธศาสตร์ National e-Payment ของประเทศไทยที่เพิ่งเป็นที่รู้จักในช่วง 2-3 ปี ซึ่งปัญหาทั้ง 3 ประการถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้โครงการใช้บัตรเดบิตในประเทศไทยยังไม่ได้รับความนิยม และไม่สามารถประสบความสำเร็จตามที่รัฐบาลคาดหวัง เมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิประโยชน์ของสาธารณรัฐเกาหลี พบว่ากรมสรรพากรเกาหลีให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ทั้งผู้ซื้อสินค้าที่ใช้จ่ายบัตรและผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการโดยก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ สำหรับระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสาธารณรัฐเกาหลีไม่ได้กำหนดระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ และแม้ว่าสาธารณรัฐเกาหลีจะไม่มีการให้สิทธิประโยชน์แจกโชคจากการใช้บัตรเดบิตเช่นเดียวกับประเทศไทย แต่มีการให้เงินรางวัลแก่ผู้แจ้งชื่อร้านค้าที่ไม่ออกใบเสร็จรับเงิน ดังนั้น ประเทศไทยควรปรับเปลี่ยนการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ประโยชน์อย่างแท้จริง รวมถึงควรขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการได้มากขึ้น ผู้เขียนได้เสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาทั้ง 3 ประการ โดยผู้เขียนเห็นว่าวิธีการดังกล่าวมีความเหมาะสมและควรปรับปรุง สามารถประยุกต์และปรับใช้กับประเทศไทย ซึ่งจะทำให้โครงการใช้บัตรเดบิตในประเทศไทยสามารถเติบโตและเป็นที่รู้จักจากบุคคลทั่วไปและผู้ประกอบการธุรกิจได้มากขึ้น นอกจากนี้จะทำให้รัฐบาลไทยได้มาซึ่งฐานข้อมูลรายได้ของประชาชนและผู้ประกอบการครบถ้วนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนานโยบายและผลักดันเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
การขาดมาตรการควบคุมบริษัทโฆษณาที่ลักลอบจัดเก็บพฤติกรรมและประวัติการเข้าเว็บไซต์ของบุคคล เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการขายโฆษณา, คุณาพจน์ พูลทัศฐาน
การขาดมาตรการควบคุมบริษัทโฆษณาที่ลักลอบจัดเก็บพฤติกรรมและประวัติการเข้าเว็บไซต์ของบุคคล เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการขายโฆษณา, คุณาพจน์ พูลทัศฐาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยในการควบคุมบริษัทโฆษณาที่มีการลักลอบจัดเก็บพฤติกรรมและประวัติการเข้าเว็บไซต์ของบุคคลซึ่งนาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้งานเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการขายโฆษณา เนื่องจากประเทศไทยยังขาดกฎหมายเฉพาะในเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ อีกทั้งกฎหมายอื่นที่ผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันอาจจะไม่ครอบคลุมถึงปัญหานี้ ในขณะที่ต่างประเทศนั้น มีการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะดังกล่าวแล้ว จากการศึกษาค้นพบว่าในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในขณะที่กฎหมายอื่นที่ใช้บังคับอยู่นั้นอาจจะไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมที่บริษัทโฆษณานาข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งานเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการขายโฆษณา หากพิจารณาถึงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังไม่มีผลบังคับใช้นั้น พบว่าร่างกฎหมายดังกล่าวอาจจะไม่ได้มาตรฐานตามกฎหมายของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ใช้บังคับอยู่ทั้งในแง่ข้อมูลที่ได้รับการคุ้มครองรวมไปถึงมาตรการการลงโทษหากมีการฝ่าฝืน ดังนั้นจึงควรมีการแก้ไขหรือปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยที่ผู้วิจัยได้เสนอ 6 ข้อเสนอแนะเพื่อให้มีความสอดคล้องและเป็นไปตามมาตราฐานของสภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา 1. ควรมีการแก้ไขจำกัดความของคำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ให้ครอบคลุมไปจนถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำงานและให้ข้อมูลพฤติกรรมและประวัติการเข้าเว็บไซต์ และให้ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้งานอินเตอร์เน็ตให้ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล 2. มีมาตรการป้องกันและแจ้งให้ทราบ หากมีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมงเช่นเดียวกับกฎหมายของสหภาพยุโรป 3. ขยายหลักดินแดนของกฎหมายนี้เพื่อให้ครอบคลุมทุกบริษัทที่มีการประมวลข้อมูลหรือเก็บข้อมูลของบุคคลไทย 4. มีมาตรการป้องกันและลงโทษนอกเหนือจากโทษปรับและโทษจำคุก 5. ใช้หลักของสภาพยุโรปเรื่องการให้ความยินยอม และอธิบายถึงการเก็บข้อมูลควรจะใช้ภาษาที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ 6. เพิ่มความชัดเจนและตระหนักรู้เรื่องโฆษณาและข้อมูลส่วนบุคคลต่อผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต