Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Banking and Finance Law Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 1 - 30 of 133

Full-Text Articles in Banking and Finance Law

ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยการลงทุนของธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ในวิสาหกิจเริ่มต้น : ศึกษากรณีการลงทุนในบริษัทจำกัด, ปาณิสรา อารยะถาวร Jan 2022

ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยการลงทุนของธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ในวิสาหกิจเริ่มต้น : ศึกษากรณีการลงทุนในบริษัทจำกัด, ปาณิสรา อารยะถาวร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาในประเด็นการเสนอขายหุ้นเพิ่มเงินทุนของบริษัทจำกัดแก่ธุรกิจเงินร่วมลงทุนซึ่งถือเป็นบุคคลภายนอกและประเด็นการออกหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาจดทะเบียนเพื่อให้สอดคล้องกับ Anti dilution provision อันจำเป็นต่อการเลือกลงทุนของ Venture Capital ในวิสาหกิจขนาดเริ่มต้นประเภทบริษัทจำกัด ในการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาดังกล่าว ได้อาศัยการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากกฎหมาย ข้อบังคับ และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนบทความและข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เป็นการวิจัยทางเอกสาร (Documentary Research) แล้วนำมาวิเคราะห์ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับกฎหมายในต่างประเทศเพื่อหาแนวทางในการพัฒนากฎหมายไทยต่อไป จากการศึกษาพบว่าปัญหาหลักของวิสาหกิจขนาดเริ่มต้นที่ยังไม่ประสบความสำเร็จคือปัญหาการขาดแคลนเงินทุน ธุรกิจเงินร่วมลงทุนจึงเป็นเครื่องมือการระดมทุนที่สำคัญของวิสาหกิจขนาดเริ่มต้น แต่เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1222 วางหลักไว้ว่าการออกหุ้นใหม่ของบริษัทจำกัดต่อเสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิม กรณีไม่สอดคล้องกับกฎหมายและประกาศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งไม่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติจริง และตามมาตรา 1105 วรรคหนึ่ง วางหลักไว้ว่า ห้ามมิให้ออกโดยราคาต่ำไปกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติทางการค้าของธุรกิจเงินร่วมลงทุนที่มักตั้งเงื่อนไข Anti-Dilution Provision กฎหมายไทยจึงยังไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนของวิสาหกิจขนาดเริ่มต้น ทำให้ระบบนิเวศน์ทางธุรกิจ (Startup ecosystem) ของประเทศไทยยังไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ดังนั้น จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1222 โดยให้สามารถขายหุ้นแก่บุคคลภายนอกได้ และควรแก้ไขมาตรา 1105 ให้บริษัทจำกัดสามารถออกหุ้นในราคาต่ำกว่าที่ตราไว้ ในกรณีที่บริษัทดำเนินการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี บริษัทประสบปัญหาขาดทุน และผ่านการอนุมัติในมติที่ประชุมของผู้ถือหุ้นมาใช้ในประเทศไทย


การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและขนาดย่อยในประเทศไทยผ่านการใช้คาร์บอนเครดิตเป็นหลักประกัน, ธันวรัตน์ ปทุมาสูตร Jan 2022

การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและขนาดย่อยในประเทศไทยผ่านการใช้คาร์บอนเครดิตเป็นหลักประกัน, ธันวรัตน์ ปทุมาสูตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาถึงมาตรการทางกฎหมายในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับให้คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นหลักประกันในการให้สินเชื่อแก่ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (Micro-entrepreneurs, Small and Medium-sized Entrepreneurs : MSMEs) ของสถาบันการเงิน เพื่อแก้ปัญหาการไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนจากสถาบันการเงินเนื่องจากขาดหลักประกันในการได้รับสินเชื่อ ตลอดจนลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่ MSMEs จากการใช้บังคับของนโยบายการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศ การวิจัยนี้พบว่า มีปัญหาในการกำหนดคำจำกัดความของทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้ ภายใต้พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอื่นที่อยู่นอกเหนือมาตรา 8 และในกฎกระทรวงมาเป็นหลักประกันตามพระราชบัญญัติได้ อันทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติที่ต้องการแก้ปัญหาข้อจำกัดในการนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในด้านกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน ที่วางข้อจำกัดเรื่องหลักประกันในการให้สินเชื่อ ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถยอมรับหลักประกันที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้หรือไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ตลอดจนกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อแก่ MSMEs โดยมีทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันที่หลากหลายและคลอบคลุมทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น


ปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย, ปภาวี ยิ่งกิจภิญโญ Jan 2022

ปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย, ปภาวี ยิ่งกิจภิญโญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หลักการรักษาเงินทุนของบริษัทถือเป็นหลักการที่สำคัญของกฎหมายบริษัทที่มีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้ในการได้รับชำระหนี้ และเพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นมิให้ได้รับความเสียหายจากการที่ทุนของบริษัทลดลง อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ได้มีการยกเลิกหรือผ่อนคลายหลักการดังกล่าวลง เนื่องจากการกำหนดหลักการรักษาเงินทุนนั้นก่อให้เกิดความขัดข้องทางธุรกิจในทางปฏิบัติและก่อให้บริษัทเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หากแต่เมื่อพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทจำกัดในประเทศไทยยังปรากฏว่าบทบัญญัติต่าง ๆ ยังคงรองรับหลักการรักษาเงินทุนอยู่โดยให้บริษัทปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด โดยมีบทบัญญัติซึ่งห้ามมิให้บริษัทถือหุ้นและซื้อหุ้นของตนเองคืนซึ่งไม่เหมาะสมต่อลักษณะการประกอบธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ในปัจจุบันซึ่งเป็นธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาถึงปัญหากฎหมายการถือหุ้นของตนเองและการซื้อหุ้นคืนของวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศไทย โดยวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่วิสาหกิจเริ่มต้นซึ่งมักจะจัดตั้งในรูปแบบของบริษัทจำกัดไม่สามารถซื้อหุ้นของตนเองคืนกลับมาและนำมาถือเองเพื่อนำไปใช้บริหารทางการเงินและใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารต่าง ๆ ของบริษัทได้ เช่น นำไปจัดสรรให้แก่พนักงานตามโครงการจัดสรรหุ้นให้พนักงานของบริษัท (ESOP) หรือการทยอยให้หุ้น (Vesting) ได้ และศึกษาเปรียบเทียบการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยบริษัทในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศสิงค์โปร์ รวมถึงหลักเกณฑ์ว่าด้วยวิธีการซื้อหุ้นคืนในบริษัทมหาชนจำกัดในประเทศไทยเพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทยให้เหมาะสมและคุ้มครองผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ของบริษัท


ข้อจำกัดการฟื้นฟูกิจการของห้างหุ้นส่วนในประเทศไทย, ณัฐกร วิริยะเมตตากุล Jan 2022

ข้อจำกัดการฟื้นฟูกิจการของห้างหุ้นส่วนในประเทศไทย, ณัฐกร วิริยะเมตตากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ด้วยข้อจำกัดสามประการ อันประกอบไปด้วย ข้อจำกัดในการกำหนดคุณสมบัติของห้างหุ้นส่วน ข้อจำกัดในการสนับสนุนทางการเงิน และข้อจำกัดด้านความน่าเชื่อถือ ทำให้ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้ สร้างความสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า กฎหมายของประเทศไทยยังมีข้อจำกัดด้านคุณสมบัติคือลูกหนี้ต้องเป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และนิติบุคคลอื่นที่กฎกระทรวงประกาศไว้เท่านั้น ทำให้ห้างหุ้นส่วน จดทะเบียนไม่ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งแตกต่างกับประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศสหพันธ์รัฐเยอรมัน ที่ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวไว้ จึงควรแก้ไขบทบัญญัติตามมาตรา 90/1 และคุณสมบัติของจำนวนหนี้ที่กำหนดไว้เพื่อแก้ไขข้อจำกัดในด้านคุณสมบัติของการเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการให้เปิดกว้างมากขึ้น ในส่วนของข้อจำกัด ด้านการสนับสนุนทางการเงินเนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการให้สิทธิต่อเจ้าหนี้รายใหม่ จึงควรระบุเรื่องดังกล่าวในการฟื้นฟูกิจการให้ชัดเจน และในส่วนข้อจำกัดในด้านความน่าเชื่อถือ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในกระบวนการฟื้นฟูกิจการควรมีการกำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการให้ชัดเจนในประเด็นความต่อเนื่องหากหุ้นส่วนผู้จัดการถึงแก่ความตายไป โดยนำหลักความคิดจากกฎหมายต่างประเทศมาปรับใช้เพื่อกำหนดกรอบคุณสมบัติและแก้ไขข้อจำกัดให้กับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้ต่อไป


การจัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการ, ณิชมน ฤทธิ์ผดุงศิลป์ Jan 2022

การจัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการ, ณิชมน ฤทธิ์ผดุงศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันความคุ้มครองลูกจ้างในฐานะเจ้าหนี้แรงงานในกระบวนการล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการใช้ระบบผสมโดยใช้บุริมสิทธิควบคู่กับระบบรับประกันค่าจ้างเพื่อลูกจ้างได้รับประกันค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ตามสัญญาจ้างในช่วงที่ลูกจ้างมีความเสี่ยงมากที่สุด และสามารถช่วงสิทธิจากลูกจ้างมาเรียกร้องจากกองทรัพย์สินของนายจ้าง เพื่อระบบบังคับหลักประกันในกระบวนการล้มละลายมีความแน่นอนและการให้กู้ยืมจากระบบสินเชื่อสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงเป็นผลให้ระบบเศรษฐกิจมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ประเทศไทยคุ้มครองลูกจ้างโดยให้บุริมสิทธิและให้การสงเคราะห์ลูกจ้างผ่านกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิทธิที่ลูกจ้างได้รับจึงไม่ใช่การประกันสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานของลูกจ้าง ดังนั้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจึงไม่สามารถสวมบทบาทกองทุนประกันสิทธิเรียกร้องได้ จึงจำเป็นต้องศึกษาหลักการ แนวคิดและรูปแบบการจัดตั้งการประกันสิทธิเรียกร้องของลูกจ้างในกรณีนายจ้างล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการในรูปแบบกองทุน โดยนำแนวทางมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมถึงศึกษาประเทศเกาหลีใต้และประเทศออสเตรเลียเพื่อเป็นมาตรฐานในการก่อตั้งกองทุนประกันสิทธิเรียกร้องโดยเสนอให้มีการประกับสิทธิเรียกร้องลูกจ้างโดยจัดตั้งในรูปแบบกองทุนเฉพาะเพื่อประกันสิทธิเจ้าหนี้แรงงานระหว่างที่ลูกหนี้ล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการเพื่อคุ้มครองลูกจ้างหรือเจ้าหนี้แรงงานต่อไป


ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทรัพย์สินที่ใช้ประกอบกิจการสถานศึกษาเอกชน, ธนทัต ศรีอุทารวงศ์ Jan 2022

ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทรัพย์สินที่ใช้ประกอบกิจการสถานศึกษาเอกชน, ธนทัต ศรีอุทารวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่ทรัพย์สินของสถานศึกษาเอกชน ยังคงมีปัญหาบางประการ กล่าวคือ พระราชกฤษฎีกาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2563 มาตรา 4 (6) และ (7) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เป็นการลดอัตราภาษีให้แก่สถานศึกษาเอกชน ไม่ได้มีการกำหนดขอบเขตของการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของสถานศึกษาเอกชน และประเภทของทรัพย์สินที่จะได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าว ทำให้ไม่ทราบถึงขอบเขตของการใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของสถานศึกษาเอกชน ที่จะได้รับประโยชน์จากการลดอัตราภาษีที่แน่ชัด กล่าวคือ กฎหมายมีเจตนาที่จะลดอัตราภาษีเฉพาะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น หรือจะรวมถึงการใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกจากการศึกษาด้วย การที่บทบัญญัติดังกล่าวไม่มีขอบเขตของการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาการตีความทรัพย์สินประเภทต่างๆ ของสถานศึกษาเอกชน และเกิดปัญหาการตีความกฎหมาย จึงเห็นได้ว่าบทบัญญัติว่าด้วยการลดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่สถานศึกษาเอกชนจึงยังมีปัญหาความไม่ชัดเจน ไม่แน่นอน ก่อให้เกิดปัญหาการตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และปัญหาข้อพิพาททางภาษี ซึ่งนำไปสู่การเป็นคดีขึ้นสู่ชั้นศาล ทั้งหมดล้วนเป็นปัญหา และขัดต่อหลักการจัดเก็บภาษีที่ดี อย่างไรก็ตาม จากปัญหาดังกล่าว สามารถนำหลักเกณฑ์ และแนวคิด ของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ของมลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีรูปแบบการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่สถานศึกษาเอกชนที่ชัดเจน มาเป็นหนึ่งในรูปแบบเพื่อศึกษาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้ดียิ่งขึ้นได้ เช่น การนำหลักเกณฑ์ในการกำหนดรูปแบบ ขอบเขตการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของสถานศึกษาเอกชน และการกำหนดประเภททรัพย์สินที่จะได้รับการบรรเทาภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายของประเทศไทย มีความชัดเจน มีความแน่นอน สอดคล้องกับหลักความแน่นอน ลดปัญหาการตีความกฎหมาย และ ปัญหาข้อพิพาททางภาษี ระหว่างผู้จัดเก็บภาษีและผู้เสียภาษีที่จะตามมาในอนาคต


แนวคิดการหักค่าลดหย่อนและการเครดิตภาษีในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, หฤษฎ ศิริวรรณพร Jan 2022

แนวคิดการหักค่าลดหย่อนและการเครดิตภาษีในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, หฤษฎ ศิริวรรณพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ระบบการหักลดหย่อนตามประมวลรัษฎากรในปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างการกระจายรายได้ตามจุดมุ่งหมายของภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้าได้อย่างเต็มที่ส่งผลให้คนยากจนไม่สามารถยกระดับชีวิตของตนเองได้ ด้วยเหตุผลหลายประการคือ การขาดการตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายทางภาษี การใช้บทบัญญัติว่าด้วยการยกเว้นภาษีเพื่อจุดประสงค์ในการหักลดหย่อน การบรรเทาและการให้สิทธิประโยชน์แก่บุคคลผู้มีรายได้มาก การบรรเทาและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มีผลกลับหัวกลับหาง กระทั่งความซับซ้อนในการปฏิบัติตามกฎหมาย เอกัตศึกษาชิ้นนี้ดำเนินการศึกษาโดยการทบทวนหลักการทางภาษีทั้งในส่วนเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย ตลอดจน แนวคิดทางการเมืองในการกำหนดวิธีการบรรเทาภาระภาษีพบว่า การเครดิตภาษีจะสามารถช่วยให้เกิดการจัดเก็บภาษีตามหลักภาษีอากรที่ดีได้ดีกว่า สามารถจัดการปัญหาการสนับสนุนแบบกลับหัวได้อย่างเด็ดขาด สามารถกำหนดงบประมาณรายจ่ายทางภาษีได้ดี และสามารถตอบสนองนโยบายทางสังคมได้รวดเร็ว ดังที่ปรากฏตามแนวทางของสหรัฐอเมริกา กระนั้น ยังพบว่าการเครดิตภาษีสร้างภาระทางงบประมาณในการควบคุมดูแลมาด้วย ในทางกลับกัน การหักค่าลดหย่อนซึ่งเป็นวิธีดังเดิมในระบบกฎหมายภาษีและได้รับความนิยมในหลายประเทศก็สามารถจัดการกับปัญหาการกระจายรายได้โดยการกำหนดเพดานจำนวนที่สามารถหักค่าลดหย่อน และเป็นวิธีการที่คุ้นเคยกันอยู่เดิม โดยรัฐต้องกำหนดจำนวนการหักค่าลดหย่อนที่รอบคอบและเพียงเท่าที่จำเป็นได้ดังที่ปรากฏตามแนวทางของประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐจะเลือกใช้วิธีการใดเพื่อการบรรเทาหรือให้สิทธิประโยชนทางภาษีก็ตาม รัฐพึงต้องคำนึงถึงการตรวจสอบทางงบประมาณโดยรัฐสภาผ่านการกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณรายจ่ายทางภาษี การกำหนดอำนาจผู้ที่สามารถเพิ่มหรือลดการบรรเทาภาระภาษีให้มีความสอดคล้อง ความจำเป็นในการตรากฎหมาย และความชอบด้วยกฎหมายของบทบัญญัติทางภาษี


ปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ศึกษากรณีการจดทะเบียนคู่ชีวิตตามร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. ...., สุธัชชา ขุนทองแก้ว Jan 2022

ปัญหาการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ศึกษากรณีการจดทะเบียนคู่ชีวิตตามร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. ...., สุธัชชา ขุนทองแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยได้มีการร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต พ.ศ. .... เพื่อเป็นกฎหมายที่รองรับความสัมพันธ์ของการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวระหว่างบุคคลเพศเดียวกันที่มีการอุปการะเลี้ยงดูและมีความสัมพันธ์ในด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างไปจากคู่สมรส แต่อย่างไรก็ดี ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตฯยังไม่ได้กล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ของคู่ชีวิตตามกฎหมายอื่น ๆ อีกหลายประการรวมไปถึงสิทธิและหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร เพราะหากร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตฯมีผลบังคับใช้แล้วแต่กลับไม่มีการอำนวยความเป็นธรรมให้แก่คู่ชีวิตย่อมก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของความไม่เท่าเทียมตามมา ประกอบกับการตีความกฎหมายภาษีอากรต้องตีความอย่างเคร่งครัดเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อประมวลรัษฎากรกำหนดไว้แต่เพียงคู่สมรสที่ต้องเป็นชายและหญิงที่จดเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นจึงจะมีสิทธิและหน้าที่ทางภาษีในเรื่องของการยื่นแบบรายการและเสียภาษีรวมไปถึงการบรรเทาภาระภาษี ทำให้แม้จะมีการยอมรับสถานะคู่ชีวิตแล้วก็ไม่สามารถนำบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับแก่คู่ชีวิตได้ทันที ย่อมแสดงถึงความไม่พร้อมในการรองรับสถานะคู่ชีวิตและก่อให้เกิดไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีและไม่เป็นไปตามหลักความเสมอภาคทางภาษีอากรที่ไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อเพศสภาพหรือเพศวิถีของผู้เสียภาษี รายงานเอกัตศึกษาฉบับนี้จึงได้ทำการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีเงินได้ของคู่ชีวิตในประเทศไอร์แลนด์ที่มีการบังคับใช้และกำหนดสิทธิและหน้าที่ทางภาษีของคู่ชีวิตเช่นเดียวกับคู่สมรส เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคู่ชีวิตในประเทศไทยให้เกิดความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ


การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีถนนและลาน, ภัสนันท์ สิทธิจรรยาวัลย์ Jan 2022

การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีถนนและลาน, ภัสนันท์ สิทธิจรรยาวัลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องจากทรัพย์สินเป็นเครื่องมือวัดความสามารถในการเสียภาษีของผู้เสียภาษีตามหลักการจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน จึงมุ่งประเด็นวิเคราะห์ในบทบรรเทาภาระภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งให้อำนาจในการยกเว้นภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็น ถนน ลาน ตามกฎกระทรวง และให้อำนาจการลดภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่ตั้งของถนนหรือทางยกระดับ ที่เป็นทางพิเศษหรือเป็นทางหลวงสัมปทาน ในอัตราร้อยละ 90 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสียสำหรับสิ่งปลูกสร้างนั้นตามพระราชกฤษฎีกา โดยไม่พิจารณาถึงลักษณะแห่งการใช้ประโยชน์เป็นเหตุผลที่สมควรและมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ในแนวทางตีความนิยามสิ่งปลูกสร้าง ถนนและลาน ยังมีประเด็นความไม่ชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ ผลการศึกษาพบว่า หลักการตีความกฎหมายภาษีอากร ต้องอาศัยการศึกษาวิเคราะห์จากกฎหมายเดิมอันเป็นรากฐานที่เคยมีการบังคับใช้ ซึ่ง ถนนและลาน ล้วนมีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้าง อีกทั้ง การบรรเทาภาระภาษีด้วยการยกเว้นและลดภาษีในสิ่งปลูกสร้างที่เป็น ถนน ลาน โดยไม่มีข้อจำกัดแห่งการบรรเทาให้แตกต่างตามลักษณะการใช้ประโยชน์ นอกจากไม่เป็นไปตามหลักการยกเว้นภาษีและไม่สะท้อนหลักอำนวยรายได้แล้ว ยังไม่เคารพหลักความสามารถในการเสียภาษีอีกเช่นกัน ในขณะที่กฎหมายทรัพย์สินของกรณีศึกษาต่างประเทศ นอกจากจะกำหนดหลักเกณฑ์แห่งการยกเว้นภาษีทรัพย์สินตามหลักทฤษฎีแล้ว ยังมีกำหนดถึงข้อจำกัดแห่งการยกเว้นภาษี อีกทั้งยังมีความละเอียดถี่ถ้วนในการจัดแบ่งประเภทลักษณะการใช้ประโยชน์ จึงขอเสนอให้จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากสิ่งปลูกสร้างกรณี ถนนและลาน ให้มีความเหมาะสมตามสัดส่วนของความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น และจำกัดกรณีแห่งการยกเว้นภาษีไว้เฉพาะลักษณะแห่งการใช้ประโยชน์บางประเภทเท่านั้น โดยควรจัดเก็บภาษีจากถนนและลานที่มีลักษณะการใช้ประโยชน์อื่นในทางพาณิชยกรรม


การจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากบ่อกำจัดขยะแบบฝังกลบ, อชิรญาณ์ แก้วศรีนวล Jan 2022

การจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากบ่อกำจัดขยะแบบฝังกลบ, อชิรญาณ์ แก้วศรีนวล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดการปัญหามลพิษที่เกิดจากการกำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีการฝังกลบ เนื่องจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่ขยายตัว ส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยปราศจากความรับผิดชอบและสร้างขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นในทุกๆปี และขยะส่วนใหญ่จะถูกส่งไปกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบซึ่งเป็นวิธีการกำจัดขยะที่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดและส่งผลกระทบต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนบริเวณใกล้เคียง แต่เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ในการจัดการกับปัญหาขยะมูลฝอยเหล่านี้ยังไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนในสังคมได้ กล่าวคือ การเก็บค่าธรรมเนียมเก็บ ขน และกำจัดขยะ มีลักษณะเป็นการเก็บที่ครอบคลุมในส่วนของต้นทุนการให้บริการเท่านั้น ไม่ได้สะท้อนถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่เป็นการใช้ประโยชน์รวมถึงความเสียหายที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากการกำจัดขยะ จากการศึกษาจะเห็นว่าประเทศไทยมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมมาเป็นเวลานานแต่กลับมีปริมาณขยะเพิ่มขึ้นทุกปี และการจัดการขยะที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะใช้วิธีการกำจัดด้วยการฝังกลบมากกว่าการนำกลับมาใช้ประโยชน์หรือกำจัดด้วยวิธีอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า จึงสะท้อนให้เห็นว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมยังไม่สามารถจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการจัดการขยะ อีกทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมการเก็บ ขน และกำจัดขยะที่เก็บได้ยังไม่สอดคล้องกับรายจ่ายที่ภาครัฐต้องแบกรับในการจัดการขยะมูลฝอย เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ประเภทค่าธรรมเนียมจึงไม่สอดคล้องกับหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย จึงขอเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม คือ ภาษีการฝังกลบ(Landfill Tax) ซึ่งมีลักษณะเป็นภาษีสิ่งแวดล้อมทางอ้อมเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดการขยะของคนในสังคม สร้างรายได้ให้กับรัฐ และสอดคล้องกับหลักการจัดการสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย


ปัญหาการคัดค้านและการแก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, วศวดี มีนพัฒนสันติ Jan 2022

ปัญหาการคัดค้านและการแก้ไขบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, วศวดี มีนพัฒนสันติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการคัดค้านและการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทยในปัจจุบัน ผลที่ได้จากการศีกษาค้นคว้าคือ การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของประเทศไทยอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ. 2562 โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดทำบัญชีราคากำหนดประเมินทรัพย์สินนั้น คือ คณะกรรมการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐประจำจังหวัด โดยมีกรมธนารักษ์เข้ามาควบคุมมาตรฐานในการจัดทำบัญชีกำหนดราคาประเมินทรัพย์สิน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่ประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับจากคณะกรรมการประจำจังหวัด และจัดเก็บภาษีภายในท้องถิ่นของตนเท่านั้น จะเห็นได้ว่ามีการทำงานของสองหน่วยงานควบคู่กันในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือคณะกรรมการประจำจังหวัด และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งผู้เขียนพบว่ายังคงมีปัญหาหลายประการเกี่ยวกับการคัดค้านและแก้ไขเปลี่ยนแปลงบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้นผู้เขียนจึงได้ศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของกฎหมายภาษีทรัพย์สินของประเทศไทยในอดีต และกฎหมายมลรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศสิงคโปร์ เพื่อนำหลักการและแนวคิดมาปรับใช้กับโครงสร้างระบบภาษีของประเทศไทยในอนาคตต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศไทยมีกรอบแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


การระงับข้อพิพาททางภาษีระหว่างประเทศด้วยวิธีการจัดทำความตกลงตามวิธีการดำเนินการเพื่อความตกลงร่วมกันในประเทศไทย, นัชชา นิมมานเศรษฐกุล Jan 2022

การระงับข้อพิพาททางภาษีระหว่างประเทศด้วยวิธีการจัดทำความตกลงตามวิธีการดำเนินการเพื่อความตกลงร่วมกันในประเทศไทย, นัชชา นิมมานเศรษฐกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิธีการดำเนินการเพื่อความตกลงร่วมกัน (Mutual Agreement Procedure: MAP) เป็นหนึ่งในปฏิบัติการต่อต้านและป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร (Anti Based-Erosion and Profit Shifting: BEPS) ซึ่ง Model Tax Convention ได้วางหลักให้ผู้เสียภาษีสามารถติดต่อไปยังหน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐคู่สัญญาได้ในกรณีที่เห็นว่าตนถูกจัดเก็บภาษีไม่เป็นไปตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงมาตรการภายในของรัฐคู่สัญญา ภายใน 3 ปี นับแต่ได้รับการแจ้งเตือนครั้งแรกที่มีผลทำให้เกิดการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นไปตามอนุสัญญาภาษีซ้อน โดยที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ (Competent Authority) ของรัฐคู่สัญญาที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ในการเจรจาและหารือกันเพื่อระงับข้อพิพาทที่ไม่เป็นไปตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ภายหลังจากลงนามเป็นภาคี ประเทศไทยได้อนุวัติการกฎระเบียบภายในเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของ OECD แต่อย่างไรก็ดี จากรายงานทบทวนของ OECD พบว่า มาตรการ MAP ของไทยยังคงยังมีข้อจำกัดสำหรับผู้เสียภาษี ทั้งขั้นตอนการพิจารณาคำขอจัดทำ MAP ขั้นตอนจัดทำข้อตกลง MAP หรือจนถึงภายหลังการจัดทำ MAP ไม่ว่าจะเป็นประเด็นสิทธิของผู้เสียภาษีในการเข้าถึง MAP โดยไม่ต้องคำนึงมาตรการภายใน มาตรการในการจัดทำ MAP บนหลักสุจริตและภายในเวลาเหมาะสม มาตรการในการบังคับใช้ข้อตกลง MAP รวมถึงแนวทางการพิจารณาข้อพิพาทกรณีที่มีการจัดทำ MAP ควบคู่ไปกับดำเนินการตามมาตรการภายใน เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงศึกษาแนวคิดของการนำ MAP มาใช้ในการระงับข้อพิพาททางภาษีระหว่างประเทศของประเทศไทยเปรียบเทียบกับแนวทางของต่างประเทศและหลักการที่ OECD กำหนดเอาไว้ ซึ่งพบประเด็นที่ผู้เขียนเห็นว่าเพื่อให้มาตรการของไทยมีความสอดคล้องกับหลักการที่ OECD และ Multilateral Instrument (MLI) ที่ไทยได้ลงนามข้อตกลง ประเทศไทยควรพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินการตาม MAP เพื่อให้สามารถจัดทำ MAP บนหลักสุจริตและภายในระยะเวลาเหมาะสม รับรองสิทธิในการเข้าถึงการจัดทำ MAP แนวทางในการบังคับข้อตกลง MAP และมาตรการในการติดตามการบังคับใช้ข้อตกลง MAP ในประเทศ


ปัญหาการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร, ศิรประภา พิมพการ Jan 2022

ปัญหาการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร, ศิรประภา พิมพการ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันศาลภาษีอากรเป็นศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีภาษีอากรเฉพาะคดีแพ่งเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันกลับไม่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร เนื่องจากไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจศาลภาษีอากรในเรื่องดังกล่าวเอาไว้ ทำให้คดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรต้องไปดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลยุติธรรมอื่นไม่ว่าจะเป็นศาลจังหวัด ศาลแขวง หรือศาลอาญา อันเป็นการสร้างภาระให้แก่คู่ความในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีภาษีอากรในหลายศาล จากการศึกษาพบว่า ควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ให้ศาลภาษีอากรมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรด้วย และควรแก้ไขบทบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องกับการให้คดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากร การแก้ไขดังกล่าวจะทำให้คดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรโดยตรงได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยผู้พิพากษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ส่งผลให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปด้วยความถูกต้อง สะดวกรวดเร็ว เป็นธรรม นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระให้กับประชาชนทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย และทำให้การจัดเก็บภาษีอากรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยศุลกากร : กรณีมีการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด อากรตอบโต้การอุดหนุน และอากรปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น, ณิษา ปัณฐรัตนากุล Jan 2022

ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยศุลกากร : กรณีมีการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด อากรตอบโต้การอุดหนุน และอากรปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น, ณิษา ปัณฐรัตนากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด อากรตอบโต้การอุดหนุน และอากรปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น มีปัญหาการนำกฎหมายว่าด้วยศุลกากรมาใช้บังคับกับการเรียกเก็บอากรดังกล่าว ทั้งในเรื่องความรับผิดในการชำระอากรกรณีที่มีการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร การกำหนดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม การคืนอากร การอุทธรณ์การประเมินอากร การนำบทกำหนดความผิดและบทกำหนดโทษตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรมาใช้บังคับ และการเรียกเก็บอากรสำหรับเศษหรือของที่ด้อยคุณภาพ ซึ่งเป็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมายระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วิทยานิพน์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาแนวความคิดและเจตนารมณ์ในการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด อากรตอบโต้การอุดหนุน และอากรปกป้องจากกการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น และนำเสนอข้อพิจารณาเกี่ยวกับปัญหาการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยศุลกากร ภายใต้พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติมาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น พ.ศ. 2550 โดยมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกัน โดยพิจารณาถึงเจตนารมณ์แห่งกฎหมายเป็นสำคัญ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และแก้ไขบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการของกรมศุลกากรในการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด อากรตอบโต้การอุดหนุน และอากรปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น ให้สอดคล้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน


แนวทางการปรับปรุงการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษี : ศึกษากรณีรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสาร, ปวริศา วานิช Jan 2022

แนวทางการปรับปรุงการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษี : ศึกษากรณีรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสาร, ปวริศา วานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาหลักเกณฑ์ของการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทางภาษีของทรัพย์สินประเภทรถยนต์ประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมาย โดยมีสมมติฐานของการศึกษาวิจัยว่าปัจจุบันข้อจำกัดในการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินของกิจการได้ไม่เกินคันละ 1 ล้านบาทนั้น ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับหลักการภาษีอากรที่ดีในเรื่องความเป็นธรรมและและความยืดหยุ่น และบริบททางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงเห็นควรให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการใช้งานรถยนต์ดังกล่าวของกิจการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ในการศึกษาและพิสูจน์สมมติฐานข้างต้นพบว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการแบ่งประเภทรถยนต์เอาไว้ตามกฎหมายพิกัดสรรพสามิตนั้นได้กำหนดไว้อย่างเหมาะสมแล้ว แต่หลักเกณฑ์ที่จำกัดมูลค่าต้นทุนของรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนไว้เพียง 1 ล้านบาทนั้นไม่เหมาะสมหลายประการ เนื่องจากมีการจำกัดมูลค่าที่ไม่สอดคล้องกับบริบททางด้านเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมากกว่าที่ควรและเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ประสงค์จะใช้รถยนต์ดังกล่าวในกิจการอย่างแท้จริง และอาจนำไปสู่การวางแผนเพื่อหลบหลีกภาษีอากรอันเป็นการขัดต่อหลักการจัดเก็บภาษีอากรตามหลักการภาษีอากร และหลักรายจ่ายทางภาษี ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การจำกัดมูลค่าต้นทุน และเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ให้มีการแบ่งการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์มากขึ้น


การกำหนดมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย, ศุภณัฐ จิตต์มาตร Jan 2022

การกำหนดมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย, ศุภณัฐ จิตต์มาตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาการกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลในมิติการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยทั้งในรูปแบบภาคบังคับ (mandatory disclosure) ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และภาคความสมัครใจ (voluntary disclosure) ตามคำแนะนำของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนของธนาคารพาณิชย์และภาคธุรกิจพร้อมทั้งเสนอแนะมาตรฐานและแนวทางในการกำกับดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ วิธีวิจัยเอกัตศึกษาฉบันนี้ใช้วิธีวิจัยจากเอกสารโดยการศึกษา ค้นคว้า และวิเคราะห์เกี่ยวกับทฤษฎีและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลักการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนในมิติการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนศึกษาบทความ หนังสือ วารสาร รายงาน กฎหมายต่างประเทศ สื่ออินเตอร์เน็ต และคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาในประเด็นที่เหมาะสมเพื่อเสนอความเห็นและหาข้อสรุปของการศึกษา จากการศึกษาทำให้พบว่าสถาบันการเงินโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ยังไม่ได้นำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปเป็นต้นทุนดำเนินธุรกิจ และความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของแต่ละภาคส่วนยังมีความเข้าใจแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูล ประกอบกับธนาคารพาณิชย์ยังไม่มีการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีปัญหาองค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงินและภาคธุรกิจ ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจแก้ไขได้ด้วยการกำกับดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอแนวทางในการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและเปรียบเทียบกันได้ในระดับสากล


ปัญหาการจัดเก็บภาษีลาภลอยกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย, สุประภา วิศิษฎ์สมบัติ Jan 2022

ปัญหาการจัดเก็บภาษีลาภลอยกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย, สุประภา วิศิษฎ์สมบัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ รัฐจึงต้องมีการออกมาตรการในการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ภาครัฐสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก และทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสภาพคล่องทางการเงินติดลบในช่วงหนึ่งกว่าแสนล้านบาท ด้วยเหตุที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นก่อกำไรให้กับธุรกิจโรงกลั่นจึงมีผู้ออกมาเสนอให้ภาครัฐจัดเก็บภาษีจากโรงกลั่นน้ำมัน เอกัตศึกษาเล่มนี้จึงมุ่งศึกษาบทบาทของภาครัฐในทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นหลักการรองรับความชอบธรรมในการแทรกแซงกลไกตลาด นอกจากนี้ยังได้หยิบยกกลไกการจัดเก็บภาษีลาภลอยในประเทศต่าง ๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ถึงความเหมาะสม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการนำมาใช้ในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า มาตรการที่ภาครัฐมานำมาใช้แก้ปัญหาราคาน้ำมันนั้นต่างตอบโจทย์ปัญหาคนละด้าน มาตรการภาษีลาภลอยเป็นมาตรการที่จะช่วยจำลองสภาพตลาดที่ดำเนินไปโดยการแข่งขันที่สมบูรณ์ และชดเชยเงินงบประมาณที่เสียไปให้แก่ภาครัฐและชดเชยค่าใช้จ่ายของประชาชน อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีลาภลอยมีผลเป็นการลดแรงจูงใจในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการลงทุนของธุรกิจ รัฐจึงควรจัดเก็บภาษีลาภลอยเฉพาะเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่าธุรกิจโรงกลั่นได้รับลาภลอยจากกลไกตลาดที่ทำงานไม่สมบูรณ์ และเงินที่ได้รับจากการจัดเก็บภาษีจะคุ้มค่าต่อความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น และการจัดเก็บภาษีลาภลอยควรจัดเก็บภาษีจากกำไรสุทธิเฉพาะส่วนเกินกว่ากำไรตามปกติการค้าเพื่อให้เกิดการจัดเก็บภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นลาภลอยอย่างแท้จริง และลดโอกาสในการผลักภาระภาษี


ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างศึกษากรณีบ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ, เรี่ยมพลอย กุศลชู Jan 2022

ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างศึกษากรณีบ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ, เรี่ยมพลอย กุศลชู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “บ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ" อยู่ในบทบังคับที่จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเช่นเดียวกับการใช้ประโยชน์อื่น ๆ แต่กฎกระทรวงกำหนดที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ พ.ศ. 2562 วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “บ้านที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพ" ไม่ชัดเจน รวมถึงกรณีบ้านอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลต่อการใช้ดุลพินิจในการตีความหลักเกณฑ์ดังกล่าวอันนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีและขัดกับหลักภาษีอากรที่ดี เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีจากสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามสภาพโดยเปรียบเทียบกับแนวทางการจัดเก็บภาษีจากบ้านที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีลักษณะถูกทิ้งร้างหรือไม่ทำประโยชน์ ในประเทศอังกฤษและประเทศไอร์แลนด์ตามหลักการทางภาษีทรัพย์สิน เพื่อปรับปรุงกฎหมายโดยการกำหนดนิยามและลักษณะของบ้านที่ทิ้งร้างหรือบ้านไม่ทำประโยชน์หรือบ้านว่างตามกฎกระทรวงฯ ให้มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ปัญหาการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะในการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ประกอบกิจการของนิติบุคคล:กรณีถูกบังคับให้มีการจำหน่ายที่ดินที่มีไว้เพื่อประกอบกิจการของนิติบุคคลต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน, ธีธัช รัตนปนัดดา Jan 2022

ปัญหาการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะในการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ประกอบกิจการของนิติบุคคล:กรณีถูกบังคับให้มีการจำหน่ายที่ดินที่มีไว้เพื่อประกอบกิจการของนิติบุคคลต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน, ธีธัช รัตนปนัดดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 กำหนดให้ การขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ประกอบกิจการของนิติบุคคลถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหากำไรตามประมวลรัษฎากรมาตรา 91/2 (6) จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งหากพิจารณาจากแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ดังที่ปรากฎในหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรจะเห็นว่าทุกกรณีที่นิติบุคคลกระทำการอันเป็นการ “ขาย" อสังหาริมทรัพย์ในทุกกรณี โดยไม่คำนึงว่านิติบุคคลผู้ขายมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งขึ้นเพื่ออะไรหรือจะได้กระทำการอันเป็นการขายโดยสมัครใจหรือไม่หรือได้กระทำมีค่าตอบแทนหรือไม่ ล้วนอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในทุกกรณีเนื่องมาจากเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ประกอบกิจการของนิติบุคคล อันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไรในทุกกรณี แต่อย่างไรก็ดีหากพิจารณาจากแนวทางตามที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาจะพบว่า กรณีที่นิติบุคคลกระทำการอันมีลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์โดยบังคับของกฎหมาย ถ้านิติบุคคลดังกล่าวไม่ได้ประกอบธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ในทางการค้า การขายดังกล่าวไม่ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไร อันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด นำมาสู่ประเด็นที่ต้องพิจารณาว่ากรณีบังคับขายที่ดินของนิติบุคคลต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยวิธีการบังคับจำหน่ายโดยอธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมีการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีดังกล่าวเนื่องจากเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่นิติบุคคลมีไว้ประกอบกิจการอันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไร เมื่อกรณีดังกล่าวไม่เป็นการขายด้วยความสมัครใจเนื่องจากเป็นการบังคับขายที่ดินโดยผลของประมวลกฎหมายที่ดินจึงไม่ควรเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไรอันอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเช่นเดียวกันกับกรณีตามที่ปรากฎในแนวทางตามคำพิพากษาของศาลฎีกา


ปัญหาการตีความคำว่า “รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ" ตามมาตรา 65 ตรี (13) ประมวลรัษฎากร, พัชราเพ็ญ ธรรมญาณรังสี Jan 2022

ปัญหาการตีความคำว่า “รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ" ตามมาตรา 65 ตรี (13) ประมวลรัษฎากร, พัชราเพ็ญ ธรรมญาณรังสี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงปัญหาการตีความคำว่า “รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ" ตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากรในปัจจุบัน ที่ยังคงขาดหลักเกณฑ์การตีความที่ชัดเจนและแน่นอน ทำให้ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้ปฏิบัติตามกฎหมายตีความมาตราดังกล่าวในความหมายที่แตกต่างกัน ผลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าคือ สาเหตุของปัญหาการตีความเกิดจากความซับซ้อนของโครงสร้างประมวลรัษฎากรในส่วนของการหักรายจ่าย ความไม่ชัดเจนของกฎหมาย รวมถึงการขาดเครื่องมือที่คุ้มครองสิทธิของผู้เสียภาษีที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยแม้ผู้บังคับใช้กฎหมายจะวางหลักเกณฑ์การตีความไว้ในข้อหารือกรมสรรพากรและคำพิพากษาศาลซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดรายจ่ายทางภาษี แต่ข้อหารือดังกล่าวก็ไม่มีสถานะทางกฎหมายหรือผลผูกพันให้ฝ่ายใดต้องยึดถือปฏิบัติตาม ทำให้บางกรณีหลักเกณฑ์การตีความของฝ่ายจัดเก็บภาษีอากรเกิดความไม่แน่นอนในข้อเท็จจริงที่คล้ายคลึงกัน ทั้งยังเกิดความขัดแย้งในการตีความระหว่างหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย 2 องค์กร สิ่งเหล่านี้จึงแสดงให้เห็นถึงปัญหาการตีความคำว่า “รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ" อันเป็นปัญหาความไม่แน่นอนของกฎหมาย ซึ่งส่งกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้เสียภาษีในอันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกประเมินภาษีย้อนหลัง เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มดังนั้นผู้เขียนจึงได้ศึกษาโครงสร้างกฎหมาย หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติเบื้องต้นเกี่ยวกับการตีความคำว่า “รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ" ของประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ และประเทศออสเตรเลีย เพื่อนำหลักการและแนวคิดในการลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตีความและบังคับใช้กฎหมายของประเทศดังกล่าวมาเป็นแนวทางเบื้องต้นในการปรับใช้กับโครงสร้างระบบภาษีของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ปัญหากฎหมายการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสมาคมการค้าและหอการค้าในประเทศไทย, มิณ นิติพน Jan 2022

ปัญหากฎหมายการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสมาคมการค้าและหอการค้าในประเทศไทย, มิณ นิติพน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะมุ่งศึกษาเรื่องข้อจำกัดและการกำกับดูแลการลงทุนแห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 โดยวิเคราะห์เกี่ยวกับข้อจำกัดของสมาคมการค้าที่ปัจจุบันอนุญาตให้ถือได้เฉพาะตราสารหนี้และหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้ พร้อมทั้งวิเคราะห์ถึงการกำกับดูแลการลงทุนของสมาคมการค้า และ ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาหากมีการปรับปรุงบทบัญญัติในข้อจำกัดการลงทุนของสมาคมการค้าตามมาตรา 22(1) วิธีการวิจัยในเอกัตศึกษาฉบับนี้ดำเนินการวิจัยจากเอกสาร ศึกษาค้นคว้า และวิเคราะห์เกี่ยวหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสมาคมการค้า ตลอดจน รวบรวมข้อเท็จจริง ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับการลงทุนของสมาคมการค้ารวมทั้งการขอคำปรึกษาและนำจากอาจารย์ เพื่อการวิเคราะห์และศึกษาทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเสนอความคิดเห็นและหาข้อสรุปของการศึกษาต่อไป การศึกษานี้พบว่าบทบัญญัติในเรื่องการลงทุนของพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 แสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันในเรื่องการพัฒนาการค้า และไม่ทันต่อกันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอให้แก้ไขบทบัญญัติของพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 ตามมาตรา 22(1) เพื่อให้สมาคมการค้ามีทางเลือกในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของตนเองมากขึ้น โดยพิจารณาเลือกลงทุนในความเสี่ยงที่ต่ำ และยังเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสมาคมการค้าที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำการส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจอันมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้แบ่งปันกัน โดยดำเนินกิจการสนับสนุนสมาชิกในสมาคมการค้าให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์เท่านั้น พร้อมกับวิเคราะห์แนวทางการกำกับดูแลการลงทุนของสมาคมการค้า


การกําหนดให้ความผิดเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ณัฐชยา เดชมา Jan 2022

การกําหนดให้ความผิดเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ณัฐชยา เดชมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561นั้น จัดว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมากปัญหาหนึ่งของประเทศ เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นักลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว ยังกระทบกระเทือนต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอีกด้วย และด้วยเหตุที่การกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง จึงทำให้ในปัจจุบันมีกลุ่มอาชญากรที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นจำนวนมาก และปัญหาที่ตามมาคือผู้กระทำความผิดจะนํารายได้ที่ได้จากการกระทำความผิดนั้นไปทำการฟอกเงินเพื่อนําเงินดังกล่าวกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติ อีกทั้งยังนํามาใช้เป็นทุนในการประกอบความผิดต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายฉบับใดสามารถบังคับใช้เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้เองจึงจําเป็นต้องหามาตรการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพเพื่อมาบังคับใช้ ได้แก่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เนื่องจากเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงและข้อสำคัญคือมีมาตรการริบทรัพย์สินที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้สามารถลดจำนวนผู้กระทำความผิด รวมถึงสกัดกั้นการฟอกเงินจากการกระทำความผิดที่กล่าวมาได้ จึงควรกําหนดให้การกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เพื่อที่จะนํามาตรการทางกฎหมายจากพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้


ปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย, นิติพัฒน์ แสงเพชร Jan 2022

ปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย, นิติพัฒน์ แสงเพชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีสำคัญที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทยโดยมุ่งจัดเก็บจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าและการให้บริการของผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจ ด้วยเหตุที่การจัดเก็บภาษีมีลักษณะเป็นการกระทบสิทธิในทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง การปรับใช้หรือตีความกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ อย่างไรก็ดี ในหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ 0702/8757 ลงวันที่ 29 กันยายน 2558 ซึ่งเป็นการตอบข้อหารือในประเด็นปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการที่อนุญาโตตุลาการได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น ปรากฏว่ากรมสรรพากรกลับไม่ได้พิจารณาว่าอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ประกอบการในทางธุรกิจหรือในทางวิชาชีพหรือไม่แต่อย่างใด ทั้งที่หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่บัญญัติเอาไว้ในประมวลรัษฎากร จากการศึกษาหลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากรตลอดจนหลักการของกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มโดยเปรียบเทียบกับกรณีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการของอนุญาโตตุลาการในราชอาณาจักรเดนมาร์กและสมาพันธรัฐสวิสพบว่าประเทศไทยยังมีการตีความและปรับใช้หลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการที่อนุญาโตตุลาการได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรตลอดจนลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการ ผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการตีความการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าป่วยการดังกล่าวเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสอดคล้องกับลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการ ทั้งยังเพื่อเป็นการสร้างความแน่นอนในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับจากนักลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศต่อไปด้วย


สภาพปัญหาการประกอบธุรกิจของบริษัทข้ามชาติที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนกับผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี, พีรดา บูรณะบัญญัติ Jan 2021

สภาพปัญหาการประกอบธุรกิจของบริษัทข้ามชาติที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนกับผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี, พีรดา บูรณะบัญญัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยจึงได้มีนโยบายต่างๆเพื่อดึงดูดและส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ทั้งนี้ได้มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในการออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนทางภาษีให้กับกิจการที่เข้ามาลงทุน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหาของการกำหนดรูปแบบมาตรการทางภาษีที่ให้กับกิจการประเภทที่ต้องการเข้ามาลงทุนในระยะยาว ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงโดยเฉพาะเทคโนโลยีในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ที่มีมูลค่าสูงอย่างแท้จริง อีกทั้งแนวทางการแก้ไข รวมถึงศึกษารูปแบบของมาตรการทางภาษีของต่างประเทศได้แก่ ประเทศเบลเยี่ยม ประเทศไอร์แลนด์และประเทศฟิลิปปินส์เพื่อนำมาเปรียบเทียบและวิเคราะห์หาแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยสูงสุด ทั้งนี้ ผู้วิจัยพบปัญหาจากการให้สิทธิและประโยชน์ทางภาษีในประเทศไทยที่มุ่งเน้นการออกแบบมาตรการทางภาษีคือการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือ Tax holiday ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีความไม่เหมาะสม และไม่เกิดประโยชน์และตอบโจทย์ต่อกิจการที่เข้ามาลงทุนในระยะยาว ใช้เงินลงทุนสูงและเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้เป็นการออกแบบมาตรการทางภาษีที่ดึงดูดนักลงทุนระยะสั้น กิจการประเภทการผลิตเพื่อส่งออกและไม่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆในประเทศไทย รวมถึงเทคโนโลยีในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลง ซึ่งในปัจจุบันประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้และเริ่มยกเลิกมาตรการดังกล่าวแล้ว จากปัญหาที่พบผู้วิจัยจึงได้วิเคราะห์เปรียบเทียบกับมาตรการทางภาษีของต่างประเทศที่ใช้มาตรการทางภาษีซึ่งมีความแตกต่างกันว่าสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้อย่างไร จึงมีข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขโดยปรับปรุงมาตรการทางภาษีของประมวลรัษฎากรและเพิ่มเติมมาตรการที่เป็นประโยชน์มาปรับใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการส่งเสริมและดึงดูดกิจการที่ต้องการเข้ามาลงทุนอย่างแท้จริง


ปัญหาการจัดเก็บภาษีในธุรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีภายใต้กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม, นภัทรธมณฑ์ ไก่แก้ว Jan 2021

ปัญหาการจัดเก็บภาษีในธุรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีภายใต้กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม, นภัทรธมณฑ์ ไก่แก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันการซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะการลงทุนเพื่อหากำไร และกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรตีความคริปโทเคอร์เรนซีเป็นบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ประเภทหนึ่ง ซึ่งมีความไม่เหมาะสมหลายประการ ปัญหาประการสำคัญ คือ ด้วยลักษณะเฉพาะของคริปโทเคอร์เรนซีไม่อาจตีความเป็นสินค้าหรือบริการภายใต้กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มได้ อีกทั้ง กระบวนการในทางปฏิบัติบางประการของกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มไม่อาจบังคับใช้กับธุรกรรมการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีได้จริง เช่น การออกใบกำกับภาษี นอกจากนั้นลักษณะของการซื้อขายคริปโทเคอร์ซีไม่ใช่การเพิ่มมูลค่าในแต่ละขั้นการผลิต การจำหน่าย หรือการให้บริการซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกรรมการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีเป็นธุรกรรมที่กระทำผ่านตัวกลางทำให้ไม่สามารถการระบุตัวตนของผู้ซื้อและผู้ขาย ส่งผลให้การบังคับและตรวจสอบผู้ประกอบการเพื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มรวมถึงการออกเอกสารทางภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นไปได้ยาก วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาปัญหาความไม่เหมาะสมอันเกิดจากการตีความคริปโทเคอร์เรนซีให้อยู่ภายใต้กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย และพิจารณาแนวทางการจัดเก็บภาษีบริโภคประเภทอื่นที่อาจมีความเหมาะสมมากกว่า และจากการศึกษา ผู้เขียนเห็นว่าหากพิจารณาให้ธุรกรรมการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีอยู่ภายใต้ระบบภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งเป็นการจัดเก็บภาษีเป็นรายธุรกรรม (transaction tax) จะมีความเหมาะสมมากว่า จึงมีข้อเสนอแนะให้ธุรกรรมการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีอยู่ภายใต้ระบบภาษีธุรกิจเฉพาะ


ปัญหาการบังคับใช้มาตรา 37 และมาตรา 37 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร, ภัทรานิษฐ์ ทิพย์สุวรรณ Jan 2021

ปัญหาการบังคับใช้มาตรา 37 และมาตรา 37 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร, ภัทรานิษฐ์ ทิพย์สุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีที่ในประเทศไทย ที่ยังมีการกำหนดอัตราโทษและอายุความที่นำมาปรับใช้ที่ไม่เหมาะสมกับการกระทำความผิด ในบางกรณี จึงทำให้บทบัญญัติที่นำมาใช้แก้ไขปัญหาการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี ของไทยนั้นไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างแท้จริง จากการศึกษาพบว่า มาตรา 37 และมาตรา 37 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ยังมีบางส่วน ของบทบัญญัติที่ก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของการดำเนินคดี โดยเฉพาะกับการกำหนดอัตราโทษ และการกำหนดอายุความการดำเนินคดีของทั้งสองมาตราที่ไม่เท่ากัน ทั้ง ๆ ที่ ลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำความผิดจะคล้ายคลึงกัน จึงส่งผลทำให้ไม่สามารถนำตัวผู้หลีกเลี่ยงภาษีมาลงโทษได้อย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น จึงสมควรที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 37 และมาตรา 37 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ให้มีบทบัญญัติอัตราโทษและอายุความที่เหมาะสม


ปัญหาการจัดเก็บภาษี กรณีธุรกิจขุดเหมืองคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) : ศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ, ชลาพันธ์ เจนงามกุล Jan 2021

ปัญหาการจัดเก็บภาษี กรณีธุรกิจขุดเหมืองคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) : ศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ, ชลาพันธ์ เจนงามกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบัน การขุดคริปโทเคอร์เรนซีได้รับความนิยมซึ่งมีธุรกิจจำนวนมากได้แสวงหาโอกาสในการทำธุรกิจขุดเหมืองคริปโทเคอร์เรนซี กล่าวคือ การขุดเป็นการแข่งขันแก้สมการทางคณิตศาสตร์เพื่อให้ได้คริปโทเคอร์เรนซี อนึ่ง เมื่อมีธุรกรรมใหม่เกิดขึ้นในระบบบล็อกเชน ธุรกรรมชุดใหม่ต้องอาศัยการยืนยันธุรกรรม โดยเครื่องขุดคริปโทเคอร์เรนซีซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดจะต้องแข่งขันแก้สมการทางคณิตศาสตร์ให้สำเร็จ หากเครื่องคอมพิวเตอร์แก้สมการทางคณิตศาสตร์ได้ก่อนก็จะมีสิทธิบันทึกธุรกรรมใหม่เข้าไปในเครือข่าย และจะได้รางวัลเป็นคริปโทเคอร์เรนซี แต่อย่างไรก็ตามยังมีความไม่ครอบคลุมเพียงพอบางประการของการเสียภาษีจากธุรกิจการขุดเหมืองคริปโทเคอร์เรนซี เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและ แนวทางการจัดเก็บภาษีกรณีธุรกิจขุดเหมืองคริปโทเคอร์เรนซี โดยเทียบเคียงกับแนวทางการจัดเก็บภาษีของกฎหมายต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่าการขุดคริปโทเคอร์เรนซีมีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น การขุดแบบเดี่ยว การขุดแบบกลุ่ม และการขุดแบบคลาวด์ ซึ่งในต่างประเทศ มีแนวทางการจัดเก็บภาษีจากการขุดคริปโทเคอร์เรนซี เช่น เมื่อขุดคริปโทเคอร์เรนซีแล้วได้รับคริปโทเคอร์เรนซีนั้นถือเป็นรายได้อื่นที่ไม่ใช่รายได้จากทุน สามารถหักค่าใช้จ่ายโดยตรงได้ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการขุดคริปโทเคอร์เรนซี และเมื่อขุดคริปโทเคอร์เรนซีแล้วได้รับคริปโทเคอร์เรนซี ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี ต้องคำนวณคริปโทเคอร์เรนซีจากมูลค่าตลาดของคริปโทเคอร์เรนซี ณ เวลาที่ได้รับ เป็นต้น ซึ่งการจัดเก็บภาษีสำหรับการขุดคริปโทเคอร์เรนซี หากพิจารณามุมมองในเชิงนโยบายของรัฐ มี 2 แนวทาง คือ แนวทางที่หนึ่ง คือ การตีความให้คริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับมาจากการขุด รับรู้เป็นเงินได้ขึ้นทันทีเมื่อได้รับ และแนวทางที่สอง คือ กิจกรรมที่ต้องเสียภาษีครั้งแรกเมื่อจำหน่ายคริปโทเคอร์เรนซีออก ผู้เขียนจึงเห็นว่า กฎหมายไทยควรมีการกำหนดวิธีการต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดเก็บภาษีการขุดคริปโทเคอร์เรนซีให้เหมาะสม ได้แก่ การเพิ่มนิยามความหมายของการขุดคริปโทเคอร์เรนซี การกำหนดเงินได้จากการขุดคริปโทเคอร์เรนซีเป็นเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ได้เหรียญคริปโทเคอร์เรนซีจากการขุด การยอมให้ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ เพื่อความเป็นธรรมแก่ประชาชนและเกิดประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีของรัฐในฐานะผู้จัดเก็บภาษี และสอดคล้องกับหลักสากลของภาษีอากรที่ดี


มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลสาธารณะทางภาษี, กนกนันท์ ชนาทรธรรม Jan 2021

มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลสาธารณะทางภาษี, กนกนันท์ ชนาทรธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลสาธารณะทางภาษีเพื่อวัตถุประสงค์ตามภารกิจของกรมสรรพากรดำเนินการโดยอาศัยฐานการประมวลผลโดยชอบด้วยกฎหมาย คือเป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจของรัฐเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามปัจจุบันที่มีการนำข้อมูลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านภาษี การริเริ่มใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศในการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลสาธารณะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสนับสนุนการดำเนินกระบวนงานทางภาษีของกรมสรรพากรจึงเกิดเป็นมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคล จากการศึกษาพบว่า มี 3 การดำเนินกระบวนงานหลักของกรมสรรพากร คือ การสำรวจและติดตามธุรกิจนอกระบบ การกำกับดูแลและตรวจสอบภาษีและงานกฎหมายและเร่งรัดภาษีอากรค้างที่สามารถนำข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลสาธารณะมาใช้ โดยการใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลสาธารณะนั้นสามารถทำได้ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าการใช้และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลสาธารณะทางภาษีสามารถทำได้โดยสอดคล้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กรมสรรพากรควรกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลสาธารณะทางภาษีตามหลักความชอบด้วยกฎหมาย ความเป็นธรรม และความโปร่งใส (Lawfulness Fairness and Transparency) และเพิ่มมาตรการในการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะทางภาษีเพื่อให้สอดคล้องตามหลักความจำเป็นในการประมวลผลข้อมูล หรือหลักการใช้ข้อมูลให้น้อยที่สุด (Data minimization)


ผลกกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการซึ่งขายสินค้าออนไลน์ที่เกิดจากการรายงานข้อมูลบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ : ศึกษากรณีผู้มีเงินได้เป็นบุคคลธรรมดา, บุณยกร มุสิโก Jan 2021

ผลกกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการซึ่งขายสินค้าออนไลน์ที่เกิดจากการรายงานข้อมูลบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ : ศึกษากรณีผู้มีเงินได้เป็นบุคคลธรรมดา, บุณยกร มุสิโก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทคัดย่อฉบับนี้มุ่งศึกษาผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการซึ่งขายสินค้าออนไลน์ที่เกิดจากการ รายงานข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ เนื่องด้วยการค้าขายสินค้าออนไลน์หรือการค้าในธุรกิจ E- Commerce ในปัจจุบันได้รับความนิยมไปทั่วโลก ทำให้มีบุคคลธรรมดาเริ่มมีการขายสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นทุกปี ประกอบกับการขายสินค้าออนไลน์จะมีรูปแบบการชำระเงินในรูปแบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าลักษณะเฉพาะในปีที่ล่วงมาแล้ว ผู้เขียนจึงได้ศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นของผู้ประกอบการซึ่งขายสินค้าออนไลน์ที่เกิดจากการ รายงานข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ โดยการวิจัยครั้งที่เป็นวิจัยเชิงสำรวจ มีขอบเขตการวิจัยดังนี้ 1) ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ประกอบการ 414 คน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการทำการชำระเงินผ่านผู้ขายโดยตรง ซึ่งรูปแบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ก็จะมีสถาบันการเงินเป็นตัวกลางในการชำระเงินระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ประกอบกับตามที่ประมวลรัษฎากรได้มีการออกกฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายเป็นผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มธุรกรรมที่มีวิจัยคือแบบสอบถามในรูปแบบออนไลน์(google forms) 3)วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายการแจกแจงความถี่ จำนวน ร้อยละ และเปรียบเทียบค่าคำตอบที่ได้โดยดูค่าความสัมพันธ์ ของตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบ ผลวิจัยครั้งหลักเกณฑ์การจัดให้ผู้ให้บริการรายงานข้อมูลนั้นก็ยังครอบคลุมบุคคลได้น้อย ยังมีบุคคลอีกจำนวนมากที่เข้าหลักเกณฑ์มีหน้าที่เสียภาษีแต่ไม่ถูกรายงานและการรายงานข้อมูลก็ยังไม่อาจทราบได้ว่าเป็นผู้ประกอบการขายสินค้าออนไลน์บ้าง อีกทั้งยังมีตัวแปรอื่น ๆ ที่ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการแม้ว่าไม่มีการเสียภาษี แต่ก็ไม่ได้รับหมายเรียกจากเจ้าพนักงานประเมิน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า รายงานข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการซึ่งขายสินค้าออนไลน์


ผลกระทบจากความไม่เหมาะสมของหลักเกณฑ์การคำนวณเงินสำรองประกันภัยเพื่อหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของบริษัทประกันชีวิตตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (1), ธนัชพร ฉันทาวรานุรักษ์ Jan 2021

ผลกระทบจากความไม่เหมาะสมของหลักเกณฑ์การคำนวณเงินสำรองประกันภัยเพื่อหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของบริษัทประกันชีวิตตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (1), ธนัชพร ฉันทาวรานุรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทประกันชีวิต ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (1) (ก) กำหนดให้บริษัทประกันชีวิตมีสิทธินำเงินสำรองประกันภัยสำหรับสำหรับสัญญาประกันภัยระยะยาวมาหักเป็นรายจ่ายของกิจการได้ไม่เกินร้อยละ 65 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยรับสุทธิ และมาตรา 65 ตรี (1) (ข) กำหนดให้บริษัทประกันชีวิตมีสิทธินำเงินสำรองประกันภัยสำหรับสัญญาประกันภัยระยะสั้นมาหักเป็นรายจ่ายของกิจการได้ไม่เกินร้อยละ 40 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยรับสุทธิ อย่างไรก็ดี ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการจัดสรร เบี้ยประกันภัยไว้เป็นเงินสำรองประกันภัย สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยที่ยังมีความผูกพันอยู่และเงินสำรองอื่นของบริษัทประกันชีวิต พ.ศ. 2554 กำหนดให้บริษัทประกันชีวิตใช้วิธีการทางคณิตศาสตร์ประกันภัยใน การคำนวณมูลค่าเงินสำรองประกันภัย เพื่อวัตถุประสงค์ในการกำกับดูแลความมั่นคงทางการเงินของ บริษัทประกันชีวิต และเพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทประกันชีวิตจะสามารถเงินเอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยได้อย่างครบถ้วน ความแตกต่างของหลักเกณฑ์วิธีการคำนวณเงินสำรองประกันภัยตามประมวลรัษฎากรกับ หลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ส่งผลให้ในกรณีที่มูลค่าเงินสำรองประกันภัยที่คำนวณตามหลักการทางคณิตศาสตร์ประกันภัยมีมูลค่าสูงเกินกว่าอัตราที่ประมวลรัษฎากรกำหนด บริษัทประกันชีวิตจะจะต้องนำ เงินสำรองประกันภัยส่วนที่เกินดังกล่าวไปบวกกลับเป็นรายได้ของกิจการ ซึ่งส่งผลกระทบทำให้บริษัทประกันชีวิตต้องรับภาระภาษีสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงเสนอให้แก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการคำนวณ เงินสำรองประกันภัยตามประมวลรัษฎากรโดยอนุญาตให้บริษัทประกันชีวิตสามารถนำเงินสำรองประกันภัยที่คำนวณตามหลักการทางคณิตศาสตร์ประกันภัยมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ทั้งจำนวน