Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Health and Physical Education Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 1 - 30 of 145
Full-Text Articles in Health and Physical Education
กลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนสำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา, สุทธิศักดิ์ จานทอง
กลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนสำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา, สุทธิศักดิ์ จานทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และความต้องการของผู้เรียนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา 2) เพื่อการนำเสนอกลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาปัจจุบันที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ 1-ชั้นปีที่ 4 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหรือศึกษาศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) และบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหรือ ศึกษาศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) ซึ่งจบปีการศึกษา 2565-2568 จำนวน 385 คนสำหรับแบบสอบถาม และผู้ให้สัมภาษณ์ คือ นักศึกษาปัจจุบัน 1 คน และที่สำเร็จการศึกษาแล้วหรือศิษย์เก่า 1 คน รวม 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า PNImodified และค่า Pearson correlation coefficient สำหรับแบบสอบถาม และเทคนิคการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา โดยการจำแนกชนิดข้อมูล สำหรับแบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัย พบว่า สถานการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นและพัฒนาความเป็นเลิศด้านกีฬา มีปัญหาการทับซ้อนด้านการเรียนและเวลาในการซ้อม ส่วนใหญ่ต้องการการเรียนออนไลน์ตามเวลาที่สะดวก สภาพปัญหาของนักกีฬา คือ การจัดการเวลาเรียนแบบผสมผสาน ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ และจัดสภาพแวดล้อมการเรียนออนไลน์ อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ ความต้องการการเรียนรู้แบบผสมผสาน พบว่า ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง การจัดการเวลาเรียนแบบผสมผสาน ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ ปัญหาที่พบของการเรียนรู้แบบผสมผสานที่นำเสนอ คือ ด้านจิตพิสัย ด้านรายวิชา การจัดการเวลาเรียนแบบผสมผสาน ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ และการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนออนไลน์ อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ และกลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสาน คือ เน้นการปฏิบัติจริงและการมีส่วนร่วม ใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ หลักสูตรที่ยืดหยุ่น และพัฒนาทักษะที่จำเป็น
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา, อภิวัฒน์ กุมภิโร
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา, อภิวัฒน์ กุมภิโร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยการวิจัยนี้ประกอบด้วย 2 ระยะ คือ การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ และการนำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาประเมินประสิทธิผล ซึ่งตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 32 คน โดยวิธีการส่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิต จำนวน 8 แผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 1.00 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิต โดยแบ่งเป็น 6 องค์ประกอบ มีความสอดคล้อง 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.67, 0.67, 0.77, 0.91, 0.93 และ 0.90 ตามลำดับ และค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.25-0.80, 0.27-0.63, 0.34-0.66, 0.54-0.85, 0.68-0.91 และ 0.63-0.86 มีระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตฐาน และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ บทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน และ 4) การประเมินผล 2. ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษา ที่พัฒนาขึ้น 2.1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนกลุ่มทดลองภายหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตภายหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลได้ว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้การแบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพ และทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา, ณัฐพรรษ สอนประสาร
แนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา, ณัฐพรรษ สอนประสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ และปัญหาการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนรวมวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการคำนวณโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และการสุ่มแบบเป็นชั้นภูมิ (แบ่งชั้น) (Stratified Sampling) โดยจำแนกโรงเรียนตามภูมิภาคทั้ง 4 ภาค และใช้การจัดสรรกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน (Proportional Allocation) ดำเนินการส่งแบบสอบถามไปยังครูที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด 285 ฉบับ และได้รับการตอบกลับมาอย่างสมบูรณ์จำนวน 228 ฉบับ คิดเป็น ร้อยละ 80 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับแนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.6-1.0 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนส่วนใหญ่มีความตั้งใจจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษา แต่ยังขาดบุคลากรเฉพาะทางและระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน จึงต้องพึ่งพารูปแบบที่ยืดหยุ่นมากกว่ารูปแบบมาตรฐาน (SEAT Framework) 2) แนวทางการเรียนรวมตาม SEAT Framework มีจุดเด่นด้านการจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษาให้กับผู้เรียนและกิจกรรมการเรียนการสอน ที่ได้รับการสนับสนุนจากครูผู้สอนเป็นอย่างดี แต่ยังมีจุดด้อยด้านสภาพสิ่งแวดล้อม ด้านเครื่องมือ โดยเฉพาะอุปกรณ์เฉพาะในการเรียนวิชาพลศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ และด้านครูการศึกษาพิเศษที่มีจำนวนน้อย บางโรงเรียนไม่มีครูเหล่านี้ จึงเป็นแนวทางที่ควรปรับปรุงอย่างเร่งด่วน
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการฝึกสติที่มีต่อการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของนักเรียนมัธยมศึกษา, วารินทร์ เกตุเกลี้ยง
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการฝึกสติที่มีต่อการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของนักเรียนมัธยมศึกษา, วารินทร์ เกตุเกลี้ยง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการฝึกสติที่มีต่อการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของนักเรียนมัธยมศึกษา โดย 1)เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ก่อนและหลัง การทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2)เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล หลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 35 คน และกลุ่มควบคุม 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการฝึกสติที่มีต่อการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของนักเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 8 แผน 2) แบบประเมินและแบบทดสอบการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา 0.84, 0.89, 0.78 และ 0.83 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยง 0.82 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1. กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยของการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาสูงกว่า ก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยของการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาสูงกว่า นักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Effects Of Circuit Training Program On Discipline And Futsal Shooting Ability Of Lower Secondary Students, Rapeepong Poolsawat
Effects Of Circuit Training Program On Discipline And Futsal Shooting Ability Of Lower Secondary Students, Rapeepong Poolsawat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลด้วยการฝึกการเรียงแก้วที่มีต่อทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย, ธนกร ป้านสุวรรณ์
ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลด้วยการฝึกการเรียงแก้วที่มีต่อทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย, ธนกร ป้านสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง และ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 73 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 36 คน และกลุ่มควบคุม 37 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือในวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลด้วยการฝึกการเรียงแก้ว จำนวน 8 แผน ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.95 และ 2) แบบทดสอบทักษะกีฬาแฮนด์บอล 3 ทักษะ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.96 3) แบบวัดการประสานงานระหว่างมือกับตา Alternate Hand Wall Toss Test ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลคำนวณค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ของคะแนนการประสานงานระหว่างมือกับตา โดยการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คะแนนเฉลี่ยของทักษะแฮนด์บอลและการประสานงานระหว่างมือกับตาหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีเพียงทักษะการเลี้ยงบอลเพียงทักษะเดียวที่มีผลไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้พลศึกษาวิชาแฮนด์บอลผ่านกิจกรรมการเรียงแก้วสามารถพัฒนาการประสานงานระหว่างมือกับตาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายได้
ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุวิจักขณ์ พลเดช
ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุวิจักขณ์ พลเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย วิธีดำเนินการวิจัย ตัวอย่างใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เป็นนักเรียนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 60 คน และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายจับฉลากแบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโต จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบปกติจำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโต จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 0.87 และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพ จำนวน 2 ฉบับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.94 และ 1 ตามลำดับ มีค่าความเที่ยง 0.86 และ 0.79 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ซึ่งการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้เรียนได้
การประเมินความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21, ขนิษฐา นิ่มดำ
การประเมินความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21, ขนิษฐา นิ่มดำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษา 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของครูสุขศึกษา ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาของครูสุขศึกษา ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูสุขศึกษาในโรงเรียน สังกัด สพฐ. จำนวน 252 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์จัดลำดับความสำคัญ โดยใช้สูตร Priority Needs Index แบบปรับปรุง (PNImodified) และการศึกษาแนวทางการวิจัย โดยใช้หลักการแนวคิดของความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษาด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา ในภาพรวมจัดอยู่ในระดับปานกลางถึงน้อยทุกด้าน ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในภาพรวมจัดอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 2) ความต้องการจำเป็นของครูสุขศึกษา ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษา มีดัชนีความต้องการจำเป็นในทุกด้าน โดยด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา มีความจำเป็นมากที่สุด (PNImodified= 0.72) ขณะที่ด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา มีความจำเป็นน้อยที่สุด (PNImodified= 0.51) และ 3) แนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษาในภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงตามลำดับ พบว่าความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ลำดับแรกคือ ด้านสาระการเรียนรู้เพศศึกษา รองลงมาคือ ด้านวัตถุประสงค์การจัดการเรียนรู้เพศศึกษาด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา ด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา ด้านหลักการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา และด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา ตามลำดับ
การพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา, ภัทรพงศ์ รัตนกาญจน์
การพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา, ภัทรพงศ์ รัตนกาญจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา 2) เพื่อประเมินประสิทธิผลการพัฒนาหลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบ เพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความต้องการจำเป็น คือ ครูพลศึกษา สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 384 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินประสิทธิผลหลักสูตรฝึกอบรม คือ ครูพลศึกษา สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คน ได้มาจากการอาสาสมัคร และผ่านเกณฑ์การคัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยการใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น และทดสอบด้วยสถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นมี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการและเหตุผลของหลักสูตรฝึกอบรม (2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตรอบรม (3) ประเด็นเนื้อหาหลักสูตรฝึกอบรม (4) กิจกรรมที่ใช้ในการอบรม (5) สื่อที่ใช้ในหลักสูตรอบรม (6) ระยะเวลาของหลักสูตรฝึกอบรม (7) การประเมินผลหลักสูตรอบรม และ (8) หน่วยการเรียนรู้ที่ใช้ในการอบรม 2) ประสิทธิผลของหลักสูตรอบรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้กลุ่มทดลองมีความรู้และสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนทางพลศึกษา หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 สรุปได้ว่า หลักสูตรอบรมแบบผสมผสานตามแนวคิดเชิงระบบสามารถพัฒนาความรู้และสมรรถนะการออกแบบวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูพลศึกษาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, ชาญธวัช จันทร์กล่ำ
โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, ชาญธวัช จันทร์กล่ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองกับนักเรียนกลุ่มควบคุมกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ นักเรียนกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คนที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเอง และนักเรียนกลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน ไม่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเอง ประกอบด้วย 7 กิจกรรม ประเมินตนเอง รับรู้ปัญหา ร่วมกันวางแผน สู้ปัญหา จิตใจเข้มแข้ง แรงเสริมทางบวก และเรียนรู้ไปด้วยกัน 2) แบบประเมินการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ ซึ่งประกอบด้วยแบบประเมินการรับรู้ข้อมูลและสถานการณ์เพื่อเตรียมพร้อมป้องกัน แบบประเมินการเผชิญปัญหาและตอบสนอง และแบบประเมินความสามารถในการฟื้นพลังทางจิตใจหลังเผชิญปัญหา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ โดยการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการวิจัย โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาส่งผลให้การจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม
ผลของโปรแกรมฝึกความแข็งแรงกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวโดยใช้หลักการเพิ่มความหนักที่มีต่อความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษา, สิรภัทร กาษรสุวรรณ
ผลของโปรแกรมฝึกความแข็งแรงกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวโดยใช้หลักการเพิ่มความหนักที่มีต่อความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษา, สิรภัทร กาษรสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างการวิจัย คือ นักกีฬาซอฟท์บอลโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา นักกีฬาซอฟท์บอลจำนวน 32 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) จากนั้นให้นักเรียนทำแบบทดสอบเพื่อประเมินความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอล แล้วจึงจับคู่ด้วยวิธีการจับคู่ (Matching Group)แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง จำนวน 16 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 16 คน ดำเนินการทดลองระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 60 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมฝึกความแข็งแรงกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว โดยใช้หลักการเพิ่มความหนัก จำนวน 8 โปรแกรม มีค่า IOC อยู่ในช่วง 0.60 – 1.00 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบการวัดความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอล มีค่า IOC อยู่ในช่วง 0.60 – 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยค่า “ที” ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวโดยใช้หลักการเพิ่มความหนักส่งผลให้มีความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งในด้านความเร็วลูกหลังตี ระยะทางลูกหลังตี และท่าทางการตีเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง นอกจากนี้ เมื่อนำผลหลังการทดลองมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าความเร็วและระยะทางลูกหลังตีสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ท่าทางการตีไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สรุปได้ว่าโปรแกรมฝึกความแข็งแรงกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวโดยใช้หลักการเพิ่มความหนักที่มีต่อความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาทำให้นักเรียนมีความสามารถในการตีลูกซอฟท์บอลดีขึ้น
ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สุพัฒน์พงศ์ ตรังคประสิทธิ์
ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สุพัฒน์พงศ์ ตรังคประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาที่มีต่อสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โดย 1) เปรียบเทียบผลการทดสอบสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบผลการทดสอบสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน ภาคปลาย ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิตสังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จังหวัดกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย กึ่งทดลอง (Quasi – Experimental Research) และเลือกโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Selection) แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โดยใช้การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้ของรูปแบบซิปปา จำนวน 8 แผน โดยมีค่า IOC = 0.6 – 1.0 2) แบบประเมินสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมก่อนเรียนและหลังเรียน โดยมีค่า IOC = 0.6 - 1.0 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของกลุ่มทดลองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) คะแนนสมรรถนะของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้รูปแบบซิปปาสามารถพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นได้
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สาริศ คงสมจิตร
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สาริศ คงสมจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ชั้นปีที่ 1-3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 72 คน แบ่งเป็น นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองจำนวน 36 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติ 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดการรับรู้ความสามารถของตนเองจำนวน 8 แผน(IOC = 0.88) และ 2) เครื่องมือเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง (IOC = 1.00) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองโดยการทดสอบค่าที (t - test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนของการเห็นคุณค่าในตนเองหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงกับท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, สุทัตตา เทพบุตร
การเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงกับท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, สุทัตตา เทพบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงและท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 32 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 16 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) โดยการทดลองใช้ระยะเวลา 10 สัปดาห์ ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการสอนท่ากรรเชียง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนท่าฟรอนต์ครอล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาท่ากรรเชียงและท่าฟรอนต์ครอล รวมถึงแบบวัดความสามารถในการว่ายน้ำและแบบวัดความวิตกกังวลในการว่ายน้ำ โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test) ก่อนและหลังการทดลองในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองไม่มีความแตกต่างในคะแนนความสามารถในการว่ายน้ำและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แต่หลังการทดลองกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนท่ากรรเชียงมีการพัฒนาความสามารถในการว่ายน้ำทั้งในทักษะการเตะขา การลอยตัว และการว่ายน้ำ รวมทั้งมีความวิตกกังวลในการว่ายน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนความสามารถในการว่ายน้ำและความวิตกกังวลไม่แตกต่างกันหลังการทดลอง
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, มนัสนันท์ ผาสุขกุลโรจน์
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, มนัสนันท์ ผาสุขกุลโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบ ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ความรับผิดชอบหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 40 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.96 – 1.00 และ 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความรับผิดชอบ ทั้งหมด 6 ด้าน จำนวน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ความรับผิดชอบโดยการทดสอบค่าที (t - test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์สามารถพัฒนาความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายได้
ผลการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น, นิศากร ขวัญเมือง
ผลการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น, นิศากร ขวัญเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ปรียบเทียบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 80 คน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการเรียนรู้การประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษาที่มีต่อความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานในนักเรียนเพศหญิงมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 8 แผน 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบทดสอบความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ 2) แบบประเมินความสนุกสนานในการมีกิจกรรมทางกาย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยคำนวณค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation; SD) และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (Two-way ANOVA with repeated measures) ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลองกลุ่มที่ได้รับการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษามีค่าเฉลี่ยความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนาน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2) หลังการทดลองกลุ่มที่ได้รับการประยุกต์การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาในวิชาพลศึกษามีค่าเฉลี่ยความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจและความสนุกสนานสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการเรียนการสอนรายวิชาพลศึกษาแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001
ผลการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอลที่มีต่อเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พุฒิพงศ์ ศรีสมโภชน์
ผลการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอลที่มีต่อเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พุฒิพงศ์ ศรีสมโภชน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง 2) เปรียบเทียบเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 66 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 33 คน และกลุ่มควบคุม 33 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์กิจกรรมมินิวอลเลย์บอล จำนวน 8 สัปดาห์ ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 2) แบบประเมินเจตคติการเรียน ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 3) แบบทดสอบทักษะวอลเลย์บอล ค่า IOC เท่ากับ 0.80-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยค่าที โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนเจตคติการเรียนและทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลองหลังทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนเจตคติการเรียนของกลุ่มทดลองไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะวอลเลย์บอลของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, กิตติพงศ์ มาตสาร
ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, กิตติพงศ์ มาตสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและสมรรถนะการสื่อสาร ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและสมรรถนะการสื่อสารหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 60 คน ที่ได้จากวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) และวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple random sampling) แบ่งเป็นห้องเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ จำนวนนักเรียน 30 คนและห้องเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบปกติ จำนวนนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 8 แผนและแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติและสมรรถนะการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนกลุ่มทดลอง หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษาสูงกว่าการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พงศภัค สุวัตถุดี
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พงศภัค สุวัตถุดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 2. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) และแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จำนวน 60 คน โดยเป็นนักเรียนกลุ่มทดลองจำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 30 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการทดลอง คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ (IOC = 1.00) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กอายุ 12-17 ปี (IOC = 0.94) และแบบทดสอบทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอล (IOC = 1.00) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา, ฐาปนวัฒน์ สุขปาละ
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา, ฐาปนวัฒน์ สุขปาละ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษา 2) พัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษาที่พัฒนาขึ้น การศึกษาระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 434 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นสองขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 35 ข้อ ครอบคลุม 6 องค์ประกอบ มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 0.77 และค่าความเที่ยง 0.86 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ส่วนการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 80 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจงและสุ่มแบบแบ่งชั้นตามเพศ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 1 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษามีระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย กิจกรรม 8 กิจกรรม คือ 2.1) รอบรู้บุหรี่ไฟฟ้า 2.2) แยกแยะสื่อและโฆษณา 2.3) รู้ที่มา เข้าใจข้อมูล 2.4) รู้จักคิด รู้จักปฏิเสธ 2.5) คิดก่อนคลิก เลือกก่อนลอง 2.6) ฉลาดรู้…จัดการตน 2.7) สื่อ..สาร ให้โดนใจ และ 2.8) ภารกิจพลังบวก มีค่าดัชนีความสอดคล้องเฉลี่ยเท่ากับ 0.95 3) ประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษากลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สรุปผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมส่งเสริม ความฉลาดรู้ทางสุขภาพที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพของนักศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ และมี แนวโน้มที่จะนำไปใช้ในการพัฒนากลุ่มเยาวชนในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิผล
การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา, ศักดา สวัสดิ์วร
การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา, ศักดา สวัสดิ์วร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา และ 2) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น ตัวอย่างวิจัยเป็นนักเรียนประถมศึกษาจำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายใน 1 โรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นและผ่านเกณฑ์คัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์นำข้อมูลมาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยด้วยค่าทีที่ระดับนัยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 8 กิจกรรม ได้แก่ (1) ยืดเส้นยืดสาย (2) ฝ่าฟันไปด้วยกัน (3) ภารกิจพิชิตชัยชนะ (4) รวมพลังสู่ชัยชนะ (5) ขยับสไตล์เรา (6) คู่หูทรงพลัง (7) ลูกบอลหรรษา และ (8) มั่นคงทรงพลัง มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในช่วง 0.80–1.00 และ 2) ประสิทธิผลของโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในระยะหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลเพื่อส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษามีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในช่วง 0.80–1.00 และโปรแกรมโดยใช้เกมมิฟิเคชันและหลักการฝึกฟังก์ชันนัลสามารถส่งเสริมความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว และการคิดแก้ปัญหาได้
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการกำหนดตนเองและ แนวคิดมัลติสปอร์ตเพื่อสร้างเสริมความฉลาดรู้ทางกายสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา, เกรียงไกร อินทรชัย
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการกำหนดตนเองและ แนวคิดมัลติสปอร์ตเพื่อสร้างเสริมความฉลาดรู้ทางกายสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา, เกรียงไกร อินทรชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมทางพลศึกษา เนื่องจากความฉลาดรู้ทางกายเป็นทักษะพื้นฐานที่ส่งผลต่อการส่งเสริมสุขภาพองค์รวมและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้แก่ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางกายสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา (R&D) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 76 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 38 คน เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิและทดสอบความเที่ยงโดยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น (IOC=0.88) และแบบวัดความฉลาดรู้ทางกายสำหรับเด็กไทยอายุ 10–12 ปี (IOC=0.90, r=0.83) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 2) หลักการของรูปแบบ 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน คือ (1) การสร้างบรรยากาศและกำหนดเป้าหมาย (2) การส่งเสริมทักษะและสัมพันธภาพ และ (3) การสะท้อนคิดและประเมินผล 4) สาระสำคัญ ได้แก่ กีฬาฟุตซอล วอลเลย์บอล บาสเกตบอล และแบดมินตัน และ 5) การวัดและประเมินผล2. ประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า 1. นักเรียนกลุ่มทดลองมีระดับความฉลาดรู้ทางกายทั้งด้านกายพิสัย จิตพิสัย สังคมพิสัย และพุทธิพิสัย หลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความฉลาดรู้ทางกายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการทดลองเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง และ 3. นักเรียนกลุ่มทดลองสามารถรักษาระดับความฉลาดรู้ทางกายได้ต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์ที่ 10 หลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้และทัศนคติ กับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ณัฐนันท์ สุขสรรถาวร
ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้และทัศนคติ กับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ณัฐนันท์ สุขสรรถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้ ทัศนคติกับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาระดับการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะทั่วไปของประชากรกับระดับการเปิดรับ ข่าวสาร การรับรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้ และทัศนคติกับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา และ 4) เปรียบเทียบแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษาแยกตามระดับชั้นและสังกัด กลุ่มตัวอย่างจำนวน 450 คน เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสังกัดโรงเรียนและแยกตามระดับชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคว์สแควร์ สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) การเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับกัญชาอยู่ในระดับน้อย การรับรู้เกี่ยวกับกัญชาอยู่ในระดับปานกลาง ระดับทัศนคติ และระดับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาอยู่ในระดับน้อย 2) ความสัมพันธ์ของลักษณะทั่วไปของประชากรแยกตามสังกันมีความสัมพันธ์กับการเปิดรับข่าวสารการรับรู้ และทัศนคติ ส่วนแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชามีความสัมพันธ์เมื่อแยกตามสังกัดและรายได้ต่อเดือน3) ความสัมพันธ์ของแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาระหว่างการเปิดรับข่าวสารมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำ (r = .223) การรับรู้มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับต่ำมาก (r = .146) และทัศนคติมีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับต่ำ (r = .369) 4) แนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาแยกตามสังกัดมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, มนัสวี แขดวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและความสามารถการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและความสามารถการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต โดยงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิสิตนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยในกระทรวงการอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิสิตนักศึกษาปริญญาตรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) และทดสอบก่อนเรียนเพื่อทำการจับคู่ (Matching) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย (2) แบบทดสอบวัดความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมการกีฬา (3) แบบประเมินจริยธรรมการกีฬา และ (4) แบบประเมินความสามารถการจัดการตนเอง คุณภาพเครื่องมือวิจัยมีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 0.98 1.00 และ0.99 ตามลำดับ สถิติที่ใช้เก็บข้อมูล คือ หาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เปรียบเทียบค่าคะแนนค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยการทดสอบ t-test โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Paired Samples t-test เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ก่อนและหลังการทดลอง และ Independent t-test เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง และวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ด้วย Chi-Square ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ คือ (1) ชื่อชุดการเรียนรู้ (2) หลักการตามแนวคิดทฤษฎีที่ (3) วัตถุประสงค์ของชุดการเรียนรู้ (4) คําชี้แจงหรือคู่มือการใช้ชุดการเรียนรู้ (5) ระยะเวลาที่ใช้ชุดการเรียนรู้ (6) เนื้อหาสาระของชุดการเรียนรู้ (7) กิจกรรมประกอบการปฏิบัติเพื่อการเรียนรู้ (8) การประเมินผล 2. ประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้ฯ สามารถสรุปได้ ดังนี้ 2.1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมการกีฬาและความสามารถในการจัดการตนเองกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ2.2) ค่าเฉลี่ยคะแนนจริยธรรมการกีฬาและความรู้เกี่ยวกับความสามารถในการจัดการตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง …
ผลการจัดกิจกรรมการประสานงานของตาและเท้าที่มีต่อความสามารถในการยิงประตูฟุตบอลของนักฟุตบอลระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ถิรคุณ บุญเสริม
ผลการจัดกิจกรรมการประสานงานของตาและเท้าที่มีต่อความสามารถในการยิงประตูฟุตบอลของนักฟุตบอลระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ถิรคุณ บุญเสริม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลค่าเฉลี่ยของการยิงประตูฟุตบอลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นก่อนและหลังการทดลอง ของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เพื่อเปรียบเทียบผลค่าเฉลี่ยของการยิงประตูฟุตบอลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นหลังการทดลอง ระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักฟุตบอลระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อายุระหว่าง 12-14 ปี โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Selection) จำนวน 40 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยใช้วิธีการจับคู่ (Matching Group) แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 20 คน จากการทดสอบกาประสานงานของตาและเท้า และการยิงประตูก่อนการทดลอง ซึ่งนักเรียนกลุ่มทดลองได้รับการจัดกิจกรรมการประสานงานของตาและเท้า โดยระยะเวลาในการทำวิจัย 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1) กิจกรรมการประสานงานของตาและเท้าจำนาน 29 แบบฝึก 2) แบบทดสอบการประสานงานของตาและเท้า 3) แบบทดสอบการยิงประตู หลังสิ้นสุดการทดลองนำผลค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงมาตรฐาน มาทดสอบค่า “ที” (t-test) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการประสานงานของตาและเท้า การยิงประตู ผลการทดลองพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยการการยิงประตูของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ค่าเฉลี่ยการยิงประตูหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการฝึกกิจกรรมการประสานงานของตาและเท้าสามารถพัฒนาทักษะการยิงประตูของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาโปรแกรมการเคลื่อนไหวพื้นฐานโดยใช้การออกกำลังกายแบบสถานีร่วมกับการจัดกิจกรรมเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัวของนักเรียนประถมศึกษา, ปิยณัฐ ศรีชะตา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมการเคลื่อนไหวพื้นฐานโดยใช้การออกกำลังกายแบบสถานีร่วมกับการจัดกิจกรรมเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัวของนักเรียนประถมศึกษา 2) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนประถมศึกษาจำนวน 40 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่ายในโรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นและผ่านเกณฑ์คัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ระยะก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และ ทดสอบด้วยสถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยกิจกรรม 6 กิจกรรม ประกอบด้วย (1) กิจกรรม ย่อ – ยก (2) กิจกรรม กระโดด – สไลด์ (3) กิจกรรม เขย่ง – นิ่ง (4) กิจกรรม ก้าว – ย่อ (5) กิจกรรม สปริง – เด้ง และ (6) กิจกรรม เกร็ง – ค้าง โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีค่าดัชนีความสอดคล้องเฉลี่ยเท่ากับ 1.0 2) ประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัว หลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ ค่าเฉลี่ยของคะแนนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัวหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ปิยะนันทร์ จูรณสิริพงศ์
การพัฒนาแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ปิยะนันทร์ จูรณสิริพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อศึกษาคุณภาพของแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อสร้างคู่มือการใช้งานสำหรับแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนในเขตพื้นที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกรุงเทพมหานคร และนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนสาธิตในกรุงเทพมหานคร จำนวน 60 คน ดำเนินการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาด้วยแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา และเครื่อง Back & Leg Dynamometer อย่างละครั้งในระยะเวลาห่างกัน 1 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความตรงตามเนื้อหา (Index of Congruence หรือ IOC) ค่าความเที่ยง (Reliability) ค่าความเป็นปรนัย (Objectivity) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นมีคุณภาพ โดยมีความตรง ความเที่ยง และความเป็นปรนัย 2) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลของแบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา และเครื่อง Back & Leg Dynamometer มีความสัมพันธ์กันในทางบวกระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สรุปได้ว่า แบบทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นมีคุณภาพสามารถนำไปใช้วัดผลเพื่อทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นได้
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์, มัดหมี่ มณีปุระ
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์, มัดหมี่ มณีปุระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ วิธีดำเนินการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เป็นโรงเรียนที่มีเยาวชน จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยผ่านการวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหา และมีความเที่ยงของเครื่องมือจากการนำไปทดลองใช้และหาค่าความยากง่ายและอำนาจจำแนกของข้อสอบก่อนการทดลองใช้ โดยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ จำนวน 8 แผน และแบบทดสอบพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศ กลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศ หลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันการคุกคามทางเพศของเยาวชนโดยใช้กรณีศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์สูงกว่าการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการณ์โอลิมปิกที่มีต่อพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของนักเรียนมัธยมศึกษา, รัชดาภรณ์ แจ้งไพร
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการณ์โอลิมปิกที่มีต่อพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของนักเรียนมัธยมศึกษา, รัชดาภรณ์ แจ้งไพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลของพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบผลของพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 64 คน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่สำนักการศึกษาเมืองพัทยา กระทรวงมหาดไทย แบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 32 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการณ์โอลิมปิกที่มีต่อพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬา จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวมอยู่ระหว่าง 0.92 – 0.96 แบบวัดพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬามีค่าดัชนีความสอดคล้องรวมอยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.92 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนน พฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาโดยการทดสอบค่า “ที” ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลวิจัยได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการโอลิมปิกสามารถพัฒนาพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของนักเรียนมัธยมศึกษาได้
ผลการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับการกำกับตนเองที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษา, รมิตา ชัยสุวรรณ
ผลการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับการกำกับตนเองที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าของนักเรียนมัธยมศึกษา, รมิตา ชัยสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่มควบคุม และ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองกับของนักเรียนกลุ่มควบคุม วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 52 คน และใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่มวิธีการสุ่มแบบง่าย โดยการจับฉลากแบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรีนยรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับการกำกับตนเอง 26 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะร่วมกับการกำกับตนเอง จำนวน 8 แผน และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และแบบวัดความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้า มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.70, 0.53, 0.65, 0.70 และ 0.74 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนน ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติ และความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้ทางภาวะซึมเศร้าหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05